Saturday, 7 November 2026
NEWS FEED

เชฟรอน หนุนเยาวชนครอบครัวประมง!! สนันสนุน 8 ทุนแก่บุตรชาวประมง ทุนนักศึกษาปริญญาตรี มูลค่า 4 แสนบาท เชฟรอนร่วมทุน6 ปี15 ส่งเสริมเยาวชน ผลักดันพัฒนาประมงไทยอย่างยั่งยืน

เชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุนมอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมง
ผ่านความร่วมมือกับสมาคมประมงและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นตัวแทนเชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน มอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ประจำปี 2569 จัดโดย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย จำนวน 8 ทุน รวมมูลค่า 400,000 บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงในระดับปริญญาตรี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร. สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ (กลาง) คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วย นางณภัทร สาประเสริฐ (ที่ 5 จากขวา) ผู้จัดการสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธี ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน มอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 8 ทุน รวม 400,000 บาท แบ่งเป็นทุนสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 5 ทุน และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 3 ทุน
โครงการดังกล่าวมุ่งสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี และขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวและเปิดโอกาสให้เยาวชนพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคประมงและพัฒนาประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ เชฟรอนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพพลังเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและวางรากฐานคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคมไทย โดยปีนี้นับเป็นปีที่ 15 ที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน ได้แก่ บริษัท มิตซุย เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ คัมปะนี ลิมิเต็ด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท พลังโสภณ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตรชาวประมงรวมทั้งสิ้น 279 ทุน คิดเป็นงบประมาณสนับสนุนรวม 13,950,000 บาท

BFPL–BPT คุมพื้นที่ใต้สะพานพระราม 3 ตรวจสอบแนวท่อส่งน้ำมันอย่างละเอียด เร่งหาจุดรั่วซึมน้ำมัน ยืนยันความปลอดภัยชุมชน บริหารขนส่งน้ำมันต่อเนื่อง

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีน้ำมันปนเปื้อนบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับพระราม 3 ว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้เปิดหน้าดินเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีน้ำมันรั่วซึมจากแนวท่อส่งน้ำมันในบริเวณดังกล่าว โดยขณะนี้ทั้งสองบริษัทได้ควบคุมพื้นที่และเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อยืนยันจุดเกิดเหตุและสาเหตุที่แท้จริง และหากยืนยันสาเหตุที่แท้จริงได้ จะเร่งจัดทำแผนซ่อมแซมเสนอกรมธุรกิจพลังงานและดำเนินการโดยเร็ว พร้อมบริหารจัดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องทางอื่นเพื่อให้การจัดส่งน้ำมันดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ BFPL และ BPT ได้ตรวจสอบจุดเปิดหน้าดินและบริเวณแนวท่อช่วงถนนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบคราบและกลิ่นน้ำมันในระยะแรก ผลการตรวจสอบตามที่รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ไม่พบความผิดปกติของท่อในบริเวณที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่สามารถระบุที่มาของการปนเปื้อนน้ำมันได้ จึงได้ขยายพื้นที่ตรวจสอบไปยังบริเวณโดยรอบ และพบร่องรอยน้ำมันเล็กน้อยในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งยังไม่สามารถสรุปความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

BFPL และ BPT จะเร่งตรวจสอบเพื่อระบุตำแหน่งและลักษณะความเสียหายให้ชัดเจน หากพบความเสียหาย จะดำเนินการซ่อมแซมตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมส่งข้อมูลประวัติการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงระบบท่อให้กรมธุรกิจพลังงานใช้ประกอบการตรวจสอบหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงของระบบ ภายหลังการซ่อมแซม ทั้งสองบริษัทจะตรวจสอบสภาพภายในระบบท่อด้วยอุปกรณ์ Intelligent Pig ตลอดแนวระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีความผิดปกติอื่นใด ระบบท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการของ BPT ขณะที่ BFPL ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ได้รับสิทธิในการใช้และบริหารระบบท่อ รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการระบบท่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ทั้งสองบริษัทจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบและทบทวนมาตรการดูแลระบบท่อ ตลอดจนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากระบบท่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งดูแล เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่อย่างเหมาะสม พร้อมบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันเพื่อให้การจัดส่งแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ BPT และ BFPL ได้จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยครอบคลุมทั้งในส่วนประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และ ความเสียหายต่อทรัพย์สินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ รวมถึงได้สื่อสารและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

พลังงานไทยครึ่งปีแรกขยับตามเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69 ขยายตัว 0.9% จับตาราคาพลังงานผันผวนทั่วโลก คาดปีนี้ความต้องการเพิ่ม 1.4% ยานยนต์ไฟฟ้าระเบิดตัว 66%

สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว
จับตาราคาพลังงานโลกผันผวน คาดทั้งปีความต้องการพลังงานเพิ่ม 1.4%

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – มิถุนายน 2569) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0
ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงร้อยละ 0.8 ด้านยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ส่วนการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานลดลงร้อยละ 0.4 พร้อมคาดการณ์
ความต้องการใช้พลังงานของประเทศตลอดปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.9 โดยการใช้
ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 ขณะที่การใช้น้ำมันลดลงร้อยละ 0.8 ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0
และลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.6 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 9.5 และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6
สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้
การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.8 โดยการใช้น้ำมัน
กลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.4 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 1.49 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.39

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.7 โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 43 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 รองลงมา
เป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 32 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 ลดลง
ร้อยละ 0.1 และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 ลดลงร้อยละ 1.6
การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 โดยร้อยละ 63 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้
ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 และการใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 12.5 ตามแนวโน้มจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง
ส่วน การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 16.5
โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0 จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดร้อยละ 40.4 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ
3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 61 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยนร้อยละ 15 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 11 ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์
ร้อยละ 9 พลังน้ำร้อยละ 4 และน้ำมันร้อยละ 0.05
สำหรับภาคขนส่งทางบก การใช้พลังงานอยู่ที่ 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.1 สอดคล้องกับยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่อยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 296,813 คัน
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569
รวมทั้งสิ้น 121.0 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.2 ภาคขนส่งอยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 และภาคอื่น ๆ อยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2

นอกจากนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงาน ในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
.
สำหรับ แนวโน้มพลังงานปี 2569 พิจารณาจากสมมติฐานของ สศช. ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569
ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 โดยมีค่ากลางการประมาณการที่ร้อยละ 2.2 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในช่วง 32.5–33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัวร้อยละ 3.3 สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศจะอยู่ที่ระดับ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
จากปี 2568 ที่ลดลงร้อยละ 1.6 โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์คาดว่าจะลดลงร้อยละ 15.6
“สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัย
ด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน
และความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

‘สรรเพชญ’ เดินหน้าแก้จราจรท่าเรือแหลมฉบัง!! เร่งจัดสรรพื้นที่พักรถ 70 ไร่ ตั้งคณะทำงานแก้ติดขัด รองรับปริมาณขนส่งเพิ่มขึ้น วางแผนพัฒนาท่าเรือระยะยาว

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ หลังมอบนโยบายสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

วันนี้ (17 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมอบนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ การเร่งระบายตู้สินค้า และการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาการสะสมของรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยทุกฝ่ายได้ร่วมกันปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน สนับสนุนมาตรการของ กทท. และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การระบายรถบรรทุกและตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กทท. ได้วางแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเร่งด่วน จัดสรรพื้นที่พักรถ (Buffer Zone) รวมกว่า 70 ไร่ เพื่อรองรับคิวรถบรรทุกที่รอเข้าท่าเทียบเรือ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาปรับพื้นที่เพิ่มอีก 30 ไร่ รวมถึงประสานกรมศุลกากรขยายเวลาเปิดใช้ช่องทางจราจรขาออก ประตูตรวจสอบที่ 3 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น. เพื่อเร่งระบายรถบรรทุกตู้เปล่าและรถยนต์ส่วนบุคคล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่กักเก็บสินค้าตกค้างเพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการคู่ขนาน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง กทท. ผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผ่านระบบกล้อง CCTV แบบ Real-Time เพื่อประเมินจุดติดขัดและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อลดการสะสมของรถบรรทุกภายในพื้นที่

มาตรการระยะยาว กทท. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ให้สามารถรองรับกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณตู้สินค้าคงค้าง และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดดำเนินการได้ตามแผน

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ สายเรือ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคมจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับการเติบโตของการค้าและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘ยศชนัน’ ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งใหญ่!! ลดใช้ทุนเหลือ 1 เท่า หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง เปิดทางย้ายสู่ภาคเอกชนได้ นับงาน Post doc เป็นทุนชดใช้ เตรียมเสนอครม.ทันปีนี้

“ยศชนัน” ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งประวัติศาสตร์ เคาะลดเวลาใช้ทุนเหลือ 1 เท่า-หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง พร้อมเปิดกว้างนับอายุงาน Post doc และภาคเอกชน

“รองนายกฯ และ รมว.อว.” เดินหน้าปรับปรุงเงื่อนไขทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่ หวังแก้ปัญหาคนไทยที่เก่งไหลออกนอกระบบ เล็งชงเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ทันที

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดคนรุ่นใหม่

การพิจารณาปรับแนวทางดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาจำนวนผู้สมัครรับทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้รับทุนต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานและมีภาระผูกพันในการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญามีอัตราที่สูงมาก ทำให้ทุนรัฐบาลขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นในปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ สป.อว., สอวช. และ สวทช. ได้หารือร่วมกันและประเมินว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้รับทุนในอนาคต และทำให้ประเทศต้องสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไปอย่างน่าเสียดาย จึงนำมาสู่การปรับเงื่อนไขใหม่ที่สำคัญ ดังนี้

ลดระยะเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน - จากเงื่อนไขเดิมที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา และหากผิดสัญญาต้องชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับถึง 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ได้ปรับลดระยะเวลาชดใช้ทุนเหลือเพียง 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) และ ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดลงจาก 3 เท่า เหลือเพียง 2 เท่าของเงินทุน

นับอายุงาน Post doc และเอกชนเป็นการชดใช้ทุน: ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ โดยผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน

เปิดทางย้ายสังกัดได้แม้หน่วยงานเดิมไม่ยินยอม - หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถขอย้ายหน่วยงานได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม โดยย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้

เปิดช่องย้ายสู่ภาคเอกชน - กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้รับทุนสามารถย้ายไปทำงานในภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน โดยแนวทางใหม่นี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้ สามารถมีผลย้อนหลังได้

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน กรณีมีข้อพิพาทหรือปัญหาในการตีความและการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อลดข้อพิพาทและปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น

"ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ แต่ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ วันนี้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และมีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปีนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573524914817156&id=100064789863797&rdid=QpFNdisDzTEEzGOM#

ตะลึงความสามารถเด็กไทย ‘ลิลลี่ รัชวิน’!! อายุแค่ 15 แต่ฝีมือระดับโลก เดินแบบแบรนด์ตัวเองบนเวทีนานาชาติ สร้างชื่อบนเวทีแฟชั่นโลก จากนิวยอร์ก–โตริโน สู่ปารีส ขอเชียร์เด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด

เด็กไทยดังไกลทั่วทั่วโลก ตะลึง! น้อง “ลิลลี่” อายุเพียง 15 ปี เดินแบบบนเวทีโลก (ปารีส) ในแบรนด์เสื้อผ้าที่ออกแบบเอง พบประวัติไม่ธรรมดา

วันที่ 16 กันยายน 2569 จากปรากฏการณ์น้อง “เนเน่” อายุเพียง 16 ปี ได้เข้าแข่งขันรายการ “America’s Got Talent” จนสามารถผ่านรอบชิงชนะเลิศได้ จนทำให้โด่งดังไปทั่วโลก ล่าสุดมีน้อง “ลิลลี่” รัชวิน โอฬารกิจเจริญ อายุเพียง 15 ปี แต่กลับได้เดินแบบบนเวทีระดับโลกมาแล้วหลายเวที ทั้งเมืองมิลาน เมืองนิวยอร์ก เมืองโตริโน ล่าสุดกำลังเดินทางไปเมืองปารีส

น้องลิลลี่เริ่มต้นจากมีความชื่นชอบในการออกแบบเสื้อผ้า เดินแบบ และออกแบบเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก บวกกับน้องเรียนโรงเรียนนานาชาติ ทำให้พบกับเพื่อนที่ชื่นชอบในการเดินแบบหลายคน เมื่อตอนน้องอายุ 13 ปี น้องได้รับเชิญให้ไปดูงานเดินแบบที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทำให้น้องมีแรงบันดาลใจ อยากเป็นนางแบบมืออาชีพ และอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ชื่อแบรนด์ Rachawin (RW) แต่ฝันนั้นไม่ไกลเกินจริง น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบโชว์ผลงานในแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้ไปเดินโชว์ตัวต่อที่เมืองโตริโน ประเทศอิตาลี จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบบนเวทีระดับโลก ในแบรนด์ของตัวเอง ที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีครูโอปอล์ - พิไลวรรณ พิมพ์ภูลาด นางแบบแถวหน้าของเมืองไทย เป็นเทรนเนอร์ให้

น้องลิลลี่ กล่าวว่า ตอนที่หนูเดินแบบบนเวที ชาวต่างชาติไม่คิดว่าหนูอายุเพียง 15 ปี แต่หลังทราบอายุหนู ชาวต่างชาติได้ชื่นชมว่าทำไมเด็กไทยถึงเก่งขนาดนี้ และทุกครั้งที่หนูไปเดินแบบจะมีชาวต่างชาติคอยปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ตลอด โดยเวทีล่าสุดที่หนูจะไปเดินแบบในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ เป็นเวทีระดับโลกที่มีนางแบบระดับโลกเข้าร่วมหลายคน ที่เมืองปารีส หนูรู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก อยากฝากให้พี่น้องคนไทยช่วยเชียร์หนูด้วยนะคะ หนูเชื่อว่าเด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100082969160443/posts/1058192130289749/?rdid=x2CnI3KoB6yum6oQ#

ตำรวจ บก.น.6 รวบ นศ.อุเทนถวาย!! ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทง นศ.ปทุมวัน เจ็บ 2 รายบน BTS สยาม ใช้เวลาตามจับเพียง 8 วัน คดีอยู่ระหว่างสอบสวนต่อ

ตำรวจ บก.น.6 รวบนักศึกษาอุเทนถวาย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทงนักศึกษาเทคโนปทุมวันเจ็บ 2 ราย บน BTS สยาม หลังเร่งสืบสวนติดตามตัวเพียง 8 วัน

จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน บริเวณชั้น 3 สถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม ก่อนมีการใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้นักศึกษาปทุมวันถูกแทงบริเวณหลังได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 โดยเจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าปฐมพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลหัวเฉียว

ล่าสุด วันนี้ (16 ก.ย.) ทีรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 สั่งการเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบก.น.6 ร่วมกับสน.ปทุมวัน เข้าจับกุม นายวิชชากรฯ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้บริเวณหน้าสน.ปทุมวัน แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.1261/2569 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569

โดยถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนหาข่าว และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนสามารถระบุตัวนายวิชชากรเป็นผู้ต้องสงสัย ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อขออนุมัติออกหมายจับ

กระทั่งศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ชุดสืบสวนจึงเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการทางการสืบสวน กระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา หรือภายในเวลา 8 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น นายวิชชากรให้การยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาตามหมายจับ และยืนยันว่าไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับดังกล่าวมาก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย

ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000090502?fbclid=IwdGRjcAUXSPNjbGNrBRdI8XBkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEezeHcIag5tUHd6J03VFsVmpEeFZ-hIikms631dI7yK2YGjj1cROZa_NH_kdc_aem_Y0SGEBRikXy624e0wW2IEw

'วราวุธ' ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมวัตถุดิบกับก่อสร้าง ขับเคลื่อน 40 ต้นแบบนวัตกรรมใหม่ เร่งอุตสาหกรรมสู่ Net Zero ลดของเสีย เพิ่มมูลค่าวัสดุทดแทน

“วราวุธ” ดัน Circular Economy เชื่อมวัตถุดิบ–ก่อสร้าง ชู “M-Sand–กระจกโซลาร์เซลล์รีไซเคิล” 40 ต้นแบบ เร่งอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) และงานสัมมนาวิชาการ DPIM CE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Game Changer for Sustainable Thai Industry พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต

ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องเดินควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“การจัด DPIM CE EXPO ร่วมกับ BCT Expo เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลเข้ากับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายวราวุธกล่าว

สำหรับงาน DPIM CE EXPO 2026 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านแร่ โลหะ เทคโนโลยีรีไซเคิล และผลงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 40 ต้นแบบ มาจัดแสดงในพื้นที่ DPIM Circular Economy Pavilion โดยเป็นการรวบรวมผลงานที่พัฒนาขึ้นในปีงบประมาณ 2569 มาเผยแพร่ร่วมกับงาน BCT Expo ซึ่งเป็นเวทีรวมเทคโนโลยี เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และองค์ความรู้จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กพร. กล่าวว่า เรามุ่งบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิลของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญคือ “M-Sand” หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

อีกผลงานคือ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ซึ่งนำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีตกลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

ทั้งนี้ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในห่วงโซ่วัตถุดิบ ไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบธรรมชาติ และเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานยังมีการสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 12 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด ลิเทียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) วัสดุโลหะ–สารอินทรีย์ (MOFs) สำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโรงงาน การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และสถาบันการศึกษา

สำหรับ DPIM CE EXPO 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Exhibition Hall 7 และห้องประชุม Amber 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ เอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม เพื่อเร่งนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมจริง และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

กองทัพเรือ ย้ำ “ปิดด่าน 100%” !! ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่ 4,000 ซอง มูลค่า 360,000 บาท ปิดด่าน 100% เพิ่มความเข้มข้นลาดตระเวน สกัดลักลอบสินค้าไม่เสียภาษีแนวชายแดน

กองทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่หนีภาษี 4,000 ซอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษี จำนวน 7 ถุงดำ รวม 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน

เจ้าหน้าที่ตรวจพบของกลางดังกล่าวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามแนวรั้วกำแพง บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการฐานที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยคาดว่าเป็นความพยายามลักลอบนำสินค้าเข้ามายังพื้นที่ตลาดบ้านแหลม แต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ 235 จำนวน 1,000 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองอ่อน จำนวน 620 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ D&J จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ GOLD SEAL จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ LUXURY จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ ORIS จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองแข็ง จำนวน 380 ซอง

บุหรี่ทั้งหมดบรรจุซองละ 20 มวน รวมจำนวน 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน หากประเมินตามราคาจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 360,000 บาท เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐาน “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี และมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

การตรวจยึดครั้งนี้เป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันมิให้มีการฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จะยังคงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจตราพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

อมตะดึงทุนจีน “Homa” ลงทุน 3.1 พันล้าน!! ตั้งฐานผลิตตู้เย็นชลบุรี ป้อนตลาดยุโรป ตั้งเป้าใช้ชิ้นส่วนไทย 50–60% ดัน SME เข้าซัพพลายเชนโลก กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ดันส่งออก 12,000 ล้าน สร้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง

อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่มลงทุน 3.1 พันล้าน

ปักฐานการผลิตตู้เย็นในชลบุรีป้อนตลาดยุโรป

อมตะเดินหน้าดึงการลงทุนจากจีนต่อเนื่อง รับกระแสกระจายฐานการผลิตโลก “Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง สะท้อนศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตและส่งออกของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนจีนยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนเครือข่ายซัพพลายเชนและบุคลากรที่สามารถรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการกระจายฐานการผลิตและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและเชื่อมโยงไปยังตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

“นักลงทุนจีนในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมโยงได้ครบทั้งซัพพลายเออร์ แรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และตลาดส่งออก จากประสบการณ์กว่า 20 ปีในการสนับสนุนการลงทุนจากจีน อมตะได้เห็นพัฒนาการจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างงาน เสริมขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย  ซึ่งแนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไปจะมีความหลากหลายมากขึ้น และมีทิศทางชัดเจนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก จากเดิมที่เน้นการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ” นายวิกรมกล่าว

ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนของ Homa ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ของอมตะ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของผู้ผลิตระดับโลก และยกระดับมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศ

สำหรับ Homa เป็นผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก และให้บริการผลิตแบบ OEM แก่

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ โดยฐานการผลิตในประเทศไทยจะมุ่งเน้นการผลิตตู้เย็นประสิทธิภาพสูง ตู้เย็นอัจฉริยะ และตู้แช่มาตรฐานสูงที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านพลังงานของสหภาพยุโรป รองรับแนวโน้มความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

ด้านนายไมเคิล เหยา ประธาน บริษัท โฮม่า แอพไพลแอนซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การตัดสินใจเข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ชลบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจระดับโลกของโฮม่า ด้วยศักยภาพของประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับรองรับลูกค้าทั่วอาเซียนและเชื่อมโยงกับตลาดโลก โดยเฉพาะทำเลที่ตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออก ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง และท่าเรือ รวมถึงมีเครือข่ายซัพพลายเชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 3,100 ล้านบาท มีกำลังการผลิตประมาณ 1.5 ล้านเครื่องต่อปี และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 12,000 ล้านบาทต่อปี โดยในระยะแรกจะสร้างการจ้างงานประมาณ 1,400 ตำแหน่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ตำแหน่งภายใน 1–2 ปี พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็น 50–60% ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมากขึ้น

สำหรับอมตะ มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการลงทุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การเชื่อมโยงซัพพลายเออร์ การพัฒนาบุคลากรไทย ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านปรัชญา “All WIN” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้แก่นักลงทุน ธุรกิจท้องถิ่น พนักงาน ชุมชน และเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพ และยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top