Sunday, 15 September 2024
LITE

14 กันยายน พ.ศ. 2485 คนไทยร่วมใจ ‘ยืนตรงเคารพธงชาติ’ วันแรก ต้นแบบที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

“ธงชาติและเพลงชาติไทย…เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย…เราจงร่วมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติ…ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราชและความเสียสละของบรรพบุรุษไทย…” 

นี่คือเสียงเชิญชวนให้ยืนตรง ‘เคารพธงชาติ’ ที่ฟังกันจนคุ้นหู และปฏิบัติกันจนเป็นกิจวัตร โดยเราจะยืนเคารพธงชาติเมื่อถึงเวลา 8.00 น. และ 18.00 น. โดยทำติดต่อกันเป็นจริงเป็นจังมา 82 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2485) ทั้งที่ประเทศไทยมีการใช้ธงชาติมานาน เฉพาะธงไตรรงค์ที่ใช้เป็นธงชาติในปัจจุบันก็มีอายุกว่า 100 ปีแล้ว

เหตุใดคนไทยจึงยืนเคารพธงชาติ?

ต้องย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่ออกกฎกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ระเบียบการชักธงชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดถึงระเบียบในการชักธงและการประดับธงชาติ แต่การยืนเคารพธงชาติก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก

แต่ความสำเร็จในการยืนเคารพธงชาตินั้น เกิดจากรายการวิทยุกระจายเสียง ‘นายมั่น-นายคง’ ซึ่งผู้ดำเนินการทั้ง 2 คนจะสนทนากับผู้ฟังทางบ้านในประเด็นต่าง ๆ (วิทยุเป็นเครื่องมือโฆษณาที่สำคัญของรัฐบาลในเวลานั้น) โดยการออกอากาศวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2485 ได้เชิญชวนและนัดหมายกับประชาชนให้ยืนตรงเคารพธงชาติพร้อมกันว่า…

“เวลา 8.00 น. นับตั้งแต่เช้าวันพรุ่งนี้เปนต้นไปผู้ที่มีเครื่องรับวิทยุ ก็ขอได้โปรดเปิดไห้ดัง ๆ ด้วย เพื่อเพื่อนบ้านไกล้เรือนเคียง และคนสัญจรไปมาจะได้ยินทั่ว ๆ กัน…

“สิ่งแรกฉันหยากขอไห้ยุวชนช่วยฉันไห้พร้อมเพรียง เมื่อเวลาประกาสไห้เคารพทงชาติไห้ทำทุกคนเปนการเคารพชาติที่มีคุนแก่เรา และไห้บอกคนไนบ้านทุกคนทำการเคารพด้วยบอกว่าทงชาติยังหยู่ชักขึ้นแล้ว เอกราชของไทยยังบุญมั่นขวันยืนดี เราต้องพร้อมไจกันทำการเคารพทั่วทั้งชาติ และไนเวลาเดียวกันแหละ…

“ฉันเชื่อมั่นว่าการเคารพทงชาติคราวหน้านี้จะสำเหร็ดได้ด้วยความรักชาติของยุวชนเปนสำคัน ทำตามนี้เรียกว่ายุวชนสร้างชาติ”

13 กันยายน พ.ศ. 2425 วันประสูติ ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม’ ผู้ปรีชาสามารถด้านดนตรี นิพนธ์เพลงอมตะ ‘ลาวดวงเดือน’

ครบรอบ 142 ปี ประสูติกาล ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม’ พระราชโอรสพระองค์ที่ 38 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชสกุลเพ็ญพัฒน เป็นผู้นิพนธ์เพลงลาวดวงเดือน

‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม’ พระนามเดิม พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 38 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดามรกฎ ในรัชกาลที่ 5 ธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ประสูติเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2425 เสด็จไปศึกษาทางด้านเกษตรศาสตร์จากประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2446 ขณะพระชันษา 20 ปี กลับมารับราชการเป็นผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ

ในปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชวินิจฉัยให้อุดหนุนการทำไหมและทอผ้าของประเทศ โดยได้ว่าจ้าง ดร.คาเมทาโร่ โทยาม่า จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ทดลองเลี้ยงไหมตามแบบฉบับของญี่ปุ่น สอนและฝึกอบรมนักเรียนไทยในวิชาการเลี้ยงและการทำไหม พร้อมกับสร้างสวนหม่อนและสถานีเลี้ยงไหมขึ้นที่ตำบลศาลาแดง กรุงเทพ ทรงจัดตั้งกองช่างไหมขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ 

ต่อมา วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2446 กระทรวงเกษตราธิการได้รวมกองการผลิต, กองการเลี้ยงสัตว์ และกองช่างไหม ตั้งขึ้นเป็น ‘กรมช่างไหม’ โดยมี พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงษ์ เป็นอธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก นับว่ามีพระกรณียกิจในการวางรากฐานเรื่องไหมไทย โดยตั้งโรงเรียนและโรงเลี้ยงไหมขึ้นที่กรุงเทพฯ นครราชสีมา และบุรีรัมย์

งานหลักของกรมช่างไหม คือ การดำเนินงานตามโครงการของสถานีทดลองเลี้ยงไหม เริ่มด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นในพระราชวังดุสิต เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2446 และเปิดโรงเรียนสอนการทำไหมขึ้นที่ปทุมวัน เรียกว่า ‘โรงเรียนกรมช่างไหม’ เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2447 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญ ศึกษาวิจัย และฝึกพนักงานคนไทยขึ้นแทนคนญี่ปุ่น ในเวลาต่อมาโรงเรียนแห่งนี้ได้พัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงสนพระทัยดนตรีไทย โปรดให้มีวงปี่พาทย์วงหนึ่ง เรียกกันว่า ‘วงพระองค์เพ็ญ’ พระองค์ยังทรงเล่นดนตรีได้หลายชนิด และทรงเป็นนักแต่งเพลงที่สามารถ เมื่อครั้งเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดมได้เสด็จไปนครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2446 ทรงชอบพอกับ เจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาใน เจ้าราชสัมพันธวงศ์ ธรรมลังกา ณ เชียงใหม่, เจ้าราชสัมพันธวงศ์นครเชียงใหม่ กับเจ้าหญิงคำย่น (ณ ลำพูน) ณ เชียงใหม่ ได้โปรดให้ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพเป็นเฒ่าแก่เจรจาสู่ขอ แต่ได้รับการทัดทาน ไม่มีโอกาสที่จะได้สมรสกัน ทำให้พระองค์โศกเศร้ามาก และได้ทรงพระนิพนธ์เพลงลาวดำเนินเกวียน (หรือลาวดวงเดือน) ขึ้น เมื่อใดที่ทรงระลึกถึง เจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงนี้มาตลอดพระชนมชีพ

วังที่ประทับของกรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม เป็นบ้านของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) บิดาของเจ้าจอมมารดามรกฎ มีชื่อเรียกว่าวังท่าเตียน (เรียกชื่อตามสถานที่ตั้งวัง เช่นเดียวกับวังท่าเตียนหรือวังจักรพงษ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์) มีโรงละครอยู่โรงหนึ่ง ในสมัยนั้นเรียกกันว่า ปรินส์เทียเตอร์

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงศักดินา 15000

กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ผู้เป็นต้นราชนิกุล ‘เพ็ญพัฒน์’ มีพระพลามัยไม่สมบูรณ์นัก อาจจะเป็นเพราะพระทัยที่เศร้าสร้อยจากความผิดหวังเรื่องความรัก จึงมีพระชนมายุสั้นเพียง 28 พรรษา สิ้นพระชนม์ด้วยโรคปอดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452

และบังเอิญเสียเหลือเกิน ในปี 2453 เจ้าหญิงชมชื่นก็สิ้นชีพิตักษัยในวัยเพียง 21 ปีเท่านั้น

‘ลิซ่า’ สร้างตำนานบทใหม่ คว้ารางวัล Best K-pop ครั้งที่ 2 จากเวที VMAs พร้อมเรียกเสียงกรี๊ด!! หลังโชว์เดี่ยว ‘New Woman-Rockstar’ ทำถึงสุดๆ

(12 ก.ย.67) จากเวที MTV Video Music Awards 2024 หรือ VMAs สาว 'ลิซ่า' ลลิษา มโนบาล ได้คว้ารางวัล 'Best K-pop' จากผลงานเพลงแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวอย่าง 'ROCKSTAR' ซึ่งเธอเคยได้รางวัลดังกล่าวมาแล้วเมื่อปี 2022 โดยลิซ่ากล่าวหลังจากรับรางวัลว่า เพลง 'ROCKSTAR' เป็นการคัมแบ็กที่มีความหมายสำหรับเธอมาก หลังจากซิงเกิลเดี่ยวเพลงแรกอย่าง LALISA 

นอกจากนี้เธอยังได้กล่าวขอบคุณทั้งค่าย RAC และ LLOUD สำหรับความสำเร็จครั้งนี้ด้วย ซึ่งบรรดาแฟนคลับต่างดีใจกันอย่างมาก เพราะลิซ่าเป็นศิลปินเดี่ยวเพียงคนเดียวที่ได้รางวัลนี้ถึง 2 ครั้ง

ไม่เพียงแค่เรียกเสียงฮือฮาจากการขึ้นรับรางวัลเท่านั้น แต่ลิซ่ายังได้เสียงกรี๊ดเป็นอย่างมากจากการแสดงในฐานะศิลปินเดี่ยวอีกด้วย โดยเธอเปิดโชว์ด้วยเพลง New Women ตามด้วยเพลง ROCKSTAR ซึ่งการแสดงนี้ได้รับการพูดถึงโปรดักชันที่ยิ่งใหญ่อลังการ และนี่คือการก้าวสู่ระดับโลกอย่างแท้จริงของ ลิซ่า หลังได้แสดงบนเวทีเดียวกับศิลปินดังระดับโลกอีกมากมาย เช่น Sabrina Carpenter, Katy Perry, Megan Thee Stallion, LE SSERAFIM, Shawn Mendes, Karol G และ EMINEM เป็นต้น

สำหรับปีนี้ลิซ่าได้เข้าชิงรางวัลถึง 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ Best K-pop, Best Editing, Best Art Direction และ Best Choreography

12 กันยายน พ.ศ. 2557 ‘พล.อ.ประยุทธ์’ แถลง 11 นโยบายดูแลประเทศ หลังดำรงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ สมัยแรก

ย้อนไปในวันนี้ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย 11 ด้าน ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังนั่งเก้าอี้นายกฯ สมัยแรก

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลชุดนี้มีข้อแตกต่างด้านเงื่อนไขและเวลา ต่างจากรัฐบาลชุดก่อน ๆ คือ ต้องสืบทอดสานต่อภารกิจจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศไว้ก่อนแล้วเป็น 3 ระยะ และรัฐบาลนี้ไม่ได้จัดตั้งขึ้นจากพรรคการเมืองจึงไม่มีนโยบายที่ใช้หาเสียง หวังคะแนนประชานิยม เป็นฐานทางการเมือง

สำหรับนโยบายที่แถลงนั้น จำแนกเป็น 11 ด้าน ดังนี้

1. การปกป้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์

2. การรักษาความมั่นคงของรัฐและการต่างประเทศ แบ่งเป็น
2.1ระยะเร่งด่วน รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
2.2 เร่งแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้
2.3 พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพ และระบบป้องกันประเทศให้ทันสมัย
2.4 เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศบนหลักการนโยบายการต่างประเทศ

3. การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ

4. การศึกษาและเรียนรู้ การทำนุบำรุงศาสนา และศิลปวัฒนธรรม

5. การยกระดับคุณภาพ และบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน

6. การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

7. การส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียน

8. การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม

9. การรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

10. การส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ

11. การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมระยะเฉพาะหน้า

11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์ช็อกโลก ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชน ‘เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์-ตึกเพนตากอน’

วันนี้เมื่อ 23 ปีก่อน เกิดเหตุวินาศกรรมช็อกโลก หลังผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบิน 4 ลำ พุ่งชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และตึกเพนตากอน

ย้อนกลับไปเมื่อ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เกิดเหตุการณ์ ‘วินาศกรรม 11 กันยายน’ หรือ ‘9/11’ โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ ลำแรกเป็นเครื่องบินพาณิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 (1 World Trade Center) ในเวลา 8.45 น. ตามเวลาในท้องถิ่น 

จากนั้นอีกประมาณ 18 นาทีต่อมาลำที่ 2 คือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึก เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2 (2 World Trade Center) ตึกแฝดที่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและนิวยอร์ก

จากนั้นเวลาประมาณ 9.40 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ก็พุ่งเข้าชนตึกเพนตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน 

และเวลา 10.37 น. เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ก็ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน

เหตุการณ์นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ได้ออกมาแถลงการณ์ว่ามันเป็นการกระทำของอสูรร้าย พร้อมทั้งทุ่มกำลังเจ้าหน้าที่เอฟบีไอและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเกือบ 5 พันคนออกแกะรอยผู้ต้องสงสัยทั่วประเทศ ได้ตัวผู้ต้องสงสัยชาวอาหรับจำนวน 19 คน โดยมีโอซามา บินลาเดน (Osama Binladen) ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะ (al-Qaeda) เป็นเบอร์หนึ่ง แม้บินลาเดนจะออกมาแถลงข่าวปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังวินาศกรรมครั้งนี้ แต่ก็ดีใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับอเมริกา

เปิดภาพล่าสุด!! 'แม่ชีกิ๊ก มยุริญ' กลับไทยแล้ว หลังตัดขาดทางโลก-บวชที่พม่านาน 9 เดือน

(10 ก.ย. 67) ข่าวช่องวัน รายงานว่า 'แม่ชีแห่งวงการบันเทิง' อย่าง 'กิ๊ก' มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ ที่ได้ละทางโลกและออกบวช เมื่อช่วงปลายปี 2566 ณ ประเทศเมียนมานั้น ได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วหลังออกบวชเป็นระยะเวลา 9 เดือน

โดยล่าสุดบนอินสตาแกรมของ 'กิ๊ก มยุริญ' มีผู้แท็กโพสต์เป็นภาพในชุดแม่ชีและโกนผมทั้งศีรษะ ระบุข้อความว่า "กลับมาแล้ว แม่ชีกิ๊ก หลังไปบวชนาน 9 เดือน วันนี้มาออกรายการ เอาบุญมาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนนะคะ" ซึ่งเหล่าแฟนคลับเข้าไปคอมเมนต์อนุโมทนาสาธุกันเป็นจำนวนมาก

ต่อมา 'กิ๊ก มยุริญ' เปิดใจครั้งแรกกับทางทีมข่าวช่องวันว่า เพิ่งกลับมาจากพม่า เพราะมีความจำเป็น หลังจากไปบวชได้ 9 เดือน ตอนนี้ยังคงเป็นแม่ชีเหมือนเดิม แต่คาดว่าอีกไม่นานก็คงลาสิกขา เพราะมีงานที่รับไว้และต้องรับผิดชอบ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่กลับมาในสภาพแม่ชี เพราะครั้งก่อนลาสิกขาที่พม่าเลย

'บอสณวัฒน์' ฉะ!! 'กามิน' ถ้าไม่มีคนไทย ป่านนี้ยังไงก็ไม่ดัง ลั่น!! จ่ายเงินให้ไลฟ์ครั้งละ 1 ล้าน เสียภาษีบ้างหรือไม่

(10 ก.ย. 67) หลังจาก ‘แน็ก ชาลี’ นักแสดงชื่อดัง ไลฟ์มาราธอน พูดถึงเรื่องของ ‘กามิน’ หลังมีข่าวลือเลิกรากัน บอกว่า ขอพูดเป็นครั้งสุดท้าย ออกมาพูดหมดทุกเรื่องเผยสาเหตุการเลิกรา กามิน ทั้งที่ยังรัก ขอโทษที่ดูแลไม่ดี มีบ้านให้อยู่ มีโรงแรมอีก มีรถรับส่งตลอด พามาทำงานได้เงินชั่วโมงละ 4 แสน บางงานถ่ายวันหนึ่งได้เป็นล้าน แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับโดนด่าโดนประณาม

ขณะเดียวกัน กามิน ก็เคลื่อนไหว ทั้งลบรูปคู่ ลบคลิปคู่กับ แน็ก ชาลี รวมทั้งอินสตาแกรม และ TikTok ทุกแพลตฟอร์ม และยังปิดคอมเมนต์ที่เข้าไปถล่มดรามา

นอกจากนี้ กามิน ยังออกมาไลฟ์เปิดกล่องของที่ขนกลับจากเมืองไทยว่ามีอะไรบ้าง ที่ถูกหาว่าขโมยของอะไรมา ส่วนใหญ่เป็นของที่เอฟซีให้ เสื้อผ้า ทั้งยังไลฟ์ขณะร้องไห้หนักด้วย ทำเอาแฟน ๆ ส่งกำลังใจจำนวนมาก

ล่าสุด เหมือนจะมีดรามาครั้งใหม่ เมื่อ ‘ณวัฒน์ อิสรไกรศีล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงกามิน โดยระบุว่า “ผมจ่ายเงินให้กามินไลฟ์ครั้งละ 1,000,000 ควรสำนึกบ้างถ้าไม่มีคนไทยยังไงก็ไม่ดังและมีเงิน”

จากนั้นก็ได้คอมเมนต์เพิ่มเติมอีกว่า “และเชิญมามอบรางวัลบนเวทีมิสแกรนด์ ให้ทั้งโปรโมตให้ทั้งเงิน จ้างไม่รู้กี่ครั้งทำงานในเมืองไทยเสียภาษีหรือเปล่าไม่รู้” หลังจากนั้นก็มีบรรดาแฟนคลับ และชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์กันถล่มทลาย

10 กันยายน ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก’ (World Suicide Prevention Day) สร้างความตระหนักรู้ถึงต้นตอของปัญหา พร้อมส่งต่อพลังใจดีๆ ให้คนรอบข้าง

องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ 10 กันยายน ของทุกปีเป็น ‘วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก’ (World Suicide Prevention Day) โดยเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2546 เพื่อสร้างความตระหนักกับภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมถึงผลกระทบของการฆ่าตัวตาย ที่ไม่ใช่เพียงจบแค่คนคนหนึ่งเสียชีวิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อจิตใจของคนรอบข้างของผู้ตายไปจนถึงผลในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ข้อมูลจาก WHO ระบุว่า ในปีหนึ่ง ๆ มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่าทุก ๆ 40 วินาที จะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน การฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย แต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 4,500-5,000 คนต่อปี ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติอย่างมาก

โดยปัญหาที่เกี่ยวข้องในเชิงลึกถึงสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ คือโรคทางจิตเวชโดยเฉพาะปัญหาโรคซึมเศร้า โรคซึมเศร้าถือเป็นภาวะโรคโรคเรื้อรังที่ไม่ต่างจากเบาหวาน หรือ หัวใจ ไม่สามารถหายได้เอง ผู้ป่วยควรได้รับการดูแลช่วยเหลือทางจิตเวช

ทั้งนี้ปัญหาการฆ่าตัวตาย เริ่มต้น ‘ป้องกัน’ ได้จากครอบครัว ดังนี้

1. การมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Connect) ไม่ห่างเกินไปและไม่ใกล้ชิดจนเกินไป สมาชิกมีความเป็นตัวของตัวเอง มีบทบาทหน้าที่ชัดเจน

2. สื่อสารดีต่อกัน (Communicate) การสื่อสารที่ดีควรเป็นการสื่อสารที่สื่อจากความรู้สึกของตัวเองโดยตรง เช่น บอกความรู้สึกความต้องการอย่างจริงใจ และถามความเห็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสนใจในความรู้สึกนึกคิด แสดงความชื่นชมหรือขอบคุณเพื่อเสริมสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกันและกัน นอกจากนั้นยังสามารถสื่อสารได้โดยไม่ใช้คำพูดเช่น มองหน้า สบตา การยิ้ม จับมือ โอบกอด การสัมผัส ก็จะช่วยสร้างพลังให้คนในครอบครัวได้

3. เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน (Care) ด้วยการให้เวลากับคนในครอบครัว ใช้เวลาในทำกิจกรรมร่วมกัน ใส่ใจสอบถาม ร่วมมือกันเมื่อเกิดความขัดแย้ง เมื่อคนในครอบครัวมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้น ก็พร้อมช่วยเหลือดูแล

นอกจากนั้น การสังเกตสัญญาณเตือนที่จะทำร้ายตัวเองไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือพฤติกรรม อย่ามองว่า เป็นการเรียกร้องความสนใจ หรือเรื่องล้อเล่น ให้มองเป็นความต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนที่ต้องทำทันที ด้วยการให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ไม่ตำหนิหรือซ้ำเติม ให้กำลังใจสร้างความหวังว่าปัญหานั้นแก้ไขได้ คอยระวังอย่างใกล้ชิดให้อยู่ในสายตาและให้อยู่ห่างจากอุปกรณ์ที่เขาเตรียมไว้เพื่อทำร้ายตัวเอง แนะนำช่องทางในการให้คำปรึกษา เช่น สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือคลินิกให้คำปรึกษา หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อให้เขาเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือโดยเร็ว

ดังนั้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการสื่อสารที่ดี เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน จะช่วยป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตายในสังคม

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว!! กำลังใจจาก 'อ้น สราวุธ' ถึง 'แน็ก-ชาลี' ดูแลคนอื่นเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมดูแล 'ตัว-หัวใจ' ตนให้มากๆ ด้วย

(9 ก.ย. 67) จากกรณีดาราหนุ่ม ‘แน็ก-ชาลี ปอทเจส’ ที่ได้ประกาศแยกย้ายกับแฟนสาวชาวเกาหลี ‘จีกามิน’ ซึ่งได้รับความสนใจและมีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาในโลกโซเชียล โดยมีการแชร์คลิปทั้งมุมของแน็ก และ กามิน ออกมาอ้างแพร่สะพัด

ทว่าภายใต้มรสุมดรามาของทั้งสอง ก็ได้มีคลิปวิดีโอเก่าที่ถูกโพสต์ลงเพจเฟซบุ๊ก ‘fcชาลี กามิน’ ซึ่งเป็นคลิปที่นำมาจากบัญชีติ๊กต๊อก (TikTok) ชื่อ ‘aonsarawut929’ ซึ่งถูกโพสต์เมื่อช่วงต้นปี 67 ที่ผ่านมาของ โดยมี ‘อ้น สราวุธ มาตรทอง’ นักแสดง นายแบบ และนักร้องชื่อดังได้เคยลงคลิปวิดีโอให้กำลังใจ ‘แน็ก-ชาลี’ ไว้ มีเนื้อหาดังนี้ ว่า...

แม้ตัวเอง (อ้น) จะไม่ได้มีโอกาสร่วมงานกับตัวแน็ก-ชาลี แต่ก็รู้สึกว่าเป็นคนที่น่ารักนับตั้งแต่ที่เห็นแน็กแสดงภาพยนตร์เรื่อง ‘แฟนฉัน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แจ้งเกิดของแน็กชาลี อีกทั้งยังมีความเห็นว่าเป็นนักแสดงที่มีฝีมือและมีความเป็นธรรมชาติ ตลกโปกฮาและเป็นกันเอง และตัวเขาก็เฝ้าติดตามดาราหนุ่มคนนี้มาตลอด 

“แน็กฟังพี่อ้นนะ พี่อ้นดูแน็กมาตลอดแม้ไม่เคยได้ร่วมงานกับแน็กนะ เห็นแน็กมาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง ‘แฟนฉัน’ ยังรู้สึกว่า เด็กคนนี้น่ารักจัง แล้วก็เฝ้าติดตามดูงานมาตลอด แน็กเป็นหนึ่งในนักแสดงคนหนึ่งที่พี่อ้นว่ามีฝีมือมากทีเดียวนะ แล้วก็เป็นธรรมชาติมากด้วย มีช่วงหนึ่งที่แน็กหายไป พี่อ้นยังคิดถึงอยู่ว่าหายไปไหน เสียดาย…แต่พอสักพักหนึ่ง แน็กกลับมาในโลกออนไลน์ โลกโซเชียล และคนก็พูดถึงความตลกโปกฮา บ้าบอนู่นนี่นั่น ซึ่งพี่อ้นชื่นชมนะ มันน่ารักดี” 

หลังจากนั้นคุณอ้นยังเสริมต่ออีกว่า แน็กเป็นเหมือนพลังงานดีๆ ให้กับสังคม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งยังมีเมตตากับสัตว์เลี้ยง ซึ่งในฐานะที่ตัวคุณอ้นเองก็เลี้ยงสัตว์เช่นกัน ก็เลยมีความรู้สึกอยากให้กำลังใจแน็ก พร้อมกับให้กำลังใจพร้อมแง่คิดกับแน็กชาลีเป็นใจความสรุปว่า ก่อนที่แน็กจะให้ความสุขและช่วยเหลือผู้อื่นนั้น จะต้องดูแลตัวเองให้ดีและเข้มแข็งก่อน จึงจะไปช่วยเหลือผู้อื่นได้

“หากแน็กเดินทางบ่อยๆ แน็กจะรู้ว่าเวลาที่เราขึ้นเครื่องบินนั้น เวลาที่เครื่องบินตกหลุมอากาศ มันจะมีเครื่องให้ออกซิเจนตกลงมา วิธีในการใช้ก็คือ เขาให้เราสวมออกซิเจนให้ตัวเองก่อนแล้วค่อยสวมให้คนข้างๆ แน๊กจำคำของพี่อ้นไว้นะ เราต้องแข็งแรง ถึงจะช่วยเหลือผู้อื่นให้แข็งแรงได้ คนรอบข้างจะรอดและมีความสุขได้ เราต้องแข็งแรง การที่แน็กช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุขนั้นพี่อ้นชื่นชมมาก… แต่น้องต้องแข็งแรง รักษาตัวเองไว้ให้แข็งแรง การดูแลคนอื่นเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม แต่อย่าลืมดูแลผู้ชายที่ชื่อ… ‘แน็ก ชาลี’ ด้วย อย่าลืม…"

ช่วงท้ายของคลิป คุณอ้น ยังให้แง่คิดแก่แน็กชาลีเพิ่มเติมอีกด้วยว่า "วันหนึ่งแน็กต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ต้องแก่ตัวลงและจากไป ทุกอย่างล้วนมีช่วงเวลาในการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่แน็กสามารถทำได้คือ อยู่กับหัวใจของตัวเอง ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด และย้ำอีกครั้งว่า เมื่อเราแข็งแรง เราก็จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้"

"วันหนึ่งเราต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ต้องแก่เฒ่าและจากไป แน็กรู้แล้วเรื่องนี้ ทุกอย่างจะมีช่วงเวลาในการเปลี่ยนแปลง ก็เหมือนกับโฮมสเตย์ เหมือนบ้านพักชั่วคราว ขอให้แน็กอยู่กับตรงนี้ อยู่กับหัวใจของตัวแน็กเอง ดูแลหัวใจของตัวเองให้ดี เมื่อเราแข็งแรง เราก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ และทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น เพราะคนอย่างแน็กนี่แหละ รักแน็กนะ พี่มองเห็นสิ่งที่แน็กทำนะ…"

จากนั้นก็ทิ้งท้ายก่อนจบคลิปว่า แน็กชาลี คือ ที่สุดของคนที่มีแต่พลังงานบวก เพราะมันคงไม่ง่ายเลยที่จะมีคนๆ หนึ่งเอาตุ๊กแกมาเล่นตีขิมตีระนาดได้

สำหรับคลิปดังกล่าวมีการนำมาแชร์อีกครั้ง หลังจากที่แน็ก ชาลีได้ออกมาไลฟ์สดระบายความรู้สึกอัดอั้นจากดรามาครั้งล่าสุด

‘ดู๋-สัญญา’ ยกข้อคิดวงการบันเทิงไทย ช่วงหนึ่งแห่งยุคทองย่อมผ่านไป ส่วนยุคใหม่จะหาทางรอดได้เองเสมอ ด้วยวิถีที่คนรุ่นเก่ามักนึกไม่ถึง

(9 ก.ย. 67) เมื่อไม่นานมานี้ เพจเฟซบุ๊ก ‘Nanake555’ ได้นำเนื้อหาส่วนหนึ่งของรายการ ‘คุยให้เด็กมันฟัง’ ซึ่งเป็นรายการทางช่องยูทูบของชาแนลชื่อเดียวกันในตอนที่ 44 ที่มีการเชิญคุณ ‘ดู๋ สัญญา คุณากร’ พิธีกรและนักแสดงชาวไทยชื่อดังมาเป็นแขกรับเชิญในรายการ 

โดยในคลิปส่วนหนึ่งของรายการ คุณดู๋ได้ให้ความเห็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนผ่านของคนแต่ละเจนเนอเรชันว่า การเข้าสู่วงการบันเทิงในช่วงยุคทองมันผ่านไปแล้ว และเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก เพราะสมัยนี้เป็นยุคของการต้องทำอย่างไรให้อยู่รอด แทนที่จะกลายเป็นความครีเอทีฟสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนในการนำเสนอ แต่เป็นกระแสของการเน้นทำธุรกิจบันเทิงต่าง ๆ อะไรให้อยู่รอดมากกว่า

“มีบางคนบอกว่า 'การกระโดดเข้าวงการบันเทิงในช่วงเวลาที่ยุคทองของมันผ่านพ้นไปแล้ว เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก' มันมีวิธีการที่แตกต่างไปแล้ว มันมีการคิดที่แตกต่างไปแล้ว มันมีรสนิยมที่แตกต่างไปแล้ว ยุคที่ลงทุนมาก ๆ ได้ผลตอบแทนดีๆ มีเวลาครีเอทเรื่องแปลกใหม่ ยอดเยี่ยม มีความซับซ้อนในการนำเสนอ มันผ่านไปแล้ว กลายเป็นยุคทุนต่ำ ต้องทำยังไงให้อยู่รอด กลายเป็นกระแสของการอยู่รอดขึ้นมากลบครีเอทีฟ ขึ้นมากลบการสร้างสรรค์ หรืออะไรต่าง ๆ ก็น่าเป็นห่วง" 

แม้จะมีความเห็นถึงการสร้างสรรค์วงการบันเทิงที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่อีกด้านหนึ่ง คุณดู๋ก็ยังคงมองว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เขาเชื่อว่าต่อไปคนรุ่นใหม่จะยังสามารถรับมือและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ในแบบที่คนสมัยรุ่นเก่าอาจจะคิดไม่ออก เปรียบเหมือนต้นไม้ที่งอกอยู่บนแท่งปูน อะไรที่คิดว่าไม่น่ารอด มันจะรอดและไปต่อได้ด้วยวิธีการคิดที่คนสมัยก่อนคาดไม่ถึง

"แต่สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ ไม่ว่าอะไรจะน่าเป็นห่วง คนที่รุ่นใหม่กว่าจะเจอวิธีการที่คนรุ่นเก่ากว่าคิดแล้วมันคิดไม่ออก มันจะมีคนคิดออก มันจะมีคนรุ่นใหม่ มันจะเหมือนต้นไม้งอกในแท่งปูน ข้างทาง ถนน อะไรก็ได้ ที่เราคิดว่าไม่รอด มันจะรอด มันจะไปต่อได้ ด้วยวิธีการที่แตกต่างจากวิธีคิดสมัยก่อน เขาเปลี่ยนวิธีคิดตามสิ่งเหล่านั้นได้เก่งกว่าผู้ใหญ่ แล้วรุ่นลูกเรา ลูกพวกเรา เพื่อนเรา ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ผ่านพ้นมัน สำหรับผมนะ ผมเชื่อว่าเขาจะผ่านพ้นมันได้ อุปสรรคจะยากจะง่าย แต่ก็ทำได้ เหมือนที่เราเคย ปู่เราก็จะบอกว่า ‘ไอ้นี่มันจะไหวเหรอ โลกมันกลายเป็นอย่างนี้ไปแล้ว มันก็เป็นอย่างนู้นไปแล้ว'”

พร้อมกันนั้น ในท้ายคลิปที่ตัดออกมา คุณดู๋ยังได้ทิ้งท้ายว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนผ่านไปได้เรื่อย ๆ และยังคงยืนยันใจความสำคัญว่า ไม่ต้องเป็นห่วงว่าคนรุ่นลูกหลานจะยังคงเอาตัวรอดได้เสมอ

"มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แหละครับ แต่ก่อนวิทยุ หนังสือพิมพ์ วันหนึ่งก็โทรทัศน์ วันหนึ่งเดี๋ยวโซเชียลก็เปลี่ยนอีก แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็เปลี่ยน เห็นไหม? มันมีใหม่มาเก่าไป เด็กจะเปลี่ยนแปลงตาม แล้วไม่ต้องห่วงว่าเขาจะไม่รอด ผมเชื่อว่าเขาจะรอด"

จากส่วนหนึ่งของรายการช่องยูทูบที่ตัดเอามาลงเพจดังนั้น ได้มีชาวเน็ตมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ มากมาย และชื่นชมที่คุณดู๋เป็นผู้ใหญ่ที่เปิดกว้างและมองโลกตามความเป็นจริง

ผู้ติดตามอินสตาแกรม ‘กามิน’ ลดฮวบ เหลือ 3.7 แสนคน จากเดิม 4.5 แสนคน

(9 ก.ย. 67) จากกรณีดรามาระหว่างสาวเกาหลีใต้ ‘จี กามิน’ กับอดีตคู่จิ้นอย่าง ‘แน็ก ชาลี ไตรรัตน์’ จนทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักหน่วงในโลกออนไลน์ หลังฝ่ายชายออกมาไลฟ์แฉพฤติกรรมสารพัด

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมของฝ่ายหญิง @mmini.j ที่เคยมีคนติดตามประมาณ 4.5 แสนผู้ติดตามนั้น ในขณะนี้ปรากฏว่ายอดผู้ติดตามได้ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 3.7 แสนผู้ติดตาม เรียกว่าลดฮวบไปกว่า 8 หมื่นผู้ติดตามแล้ว

9 กันยายน พ.ศ. 2528 ‘กบฏ 9 กันยา’ พยายามยึดอำนาจ ‘พล.อ.เปรม’ ใต้ฝีมือ ‘กลุ่มทหารนอกราชการ’ ที่อ้างศก.แย่

วันนี้ในอดีต 9 กันยายน พ.ศ. 2528 เกิด ‘กบฏ 9 กันยา’ ขึ้นในช่วงที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ผบ.ทบ. (ในขณะนั้น) เดินทางไปราชการต่างประเทศ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นช่วงเช้ามืดของวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 เวลาราว 03.00 น. กลุ่ม ‘ทหารนอกราชการ’ ได้นำกำลังทหารราว 500 นาย ก่อการยึดอำนาจ โดยการรัฐประหารเริ่มที่กำลังทหารจากกรมอากาศโยธินได้เข้าจับกุมตัวพลอากาศเอกประพันธ์ ธูปเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศที่บ้านพักเพื่อใช้เป็นตัวประกัน และกำลังทหารอีกส่วนหนึ่งพร้อมรถถังของกรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ได้เข้ายึดกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า เพื่อใช้เป็นกองบัญชาการคณะรัฐประหาร

พร้อมกับได้เข้ายึด ทำเนียบรัฐบาล, ลานพระบรมรูปทรงม้า, สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, กรมประชาสัมพันธ์ และองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) โดยมี พันเอกมนูญ รูปขจร (ปัจจุบัน พลตรีมนูญกฤต รูปขจร) นายทหารที่เคยถูกให้ออกจากราชการเนื่องจากก่อกบฏเมษาฮาวายเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าเป็นผู้นำ พร้อมด้วยนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร น้องชาย โดยกำลังทหารที่ใช้รัฐประหารมาจากหน่วยทหารม้าที่พันเอกมนูญเคยเป็นผู้บังคับบัญชา และทหารอากาศของน้องชาย (ขาดหน่วยทหารราบซึ่งเคยเป็นกำลังสำคัญของการรัฐประหารแทบทุกครั้ง?)

นอกจากพันเอกมนูญแล้ว ยังมีนายทหารนอกราชการชั้นผู้ใหญ่อย่าง พลเอกเสริม ณ นคร, พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์, พลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รวมถึงพลเรือนที่เป็นผู้นำแรงงาน เช่น นายสวัสดิ์ ลูกโดด, นายประทิน ธำรงจ้อย และนายเอกยุทธ อัญชันบุตร เจ้าของแชร์ชาร์เตอร์ ผู้เสียประโยชน์จากการปราบปรามเงินนอกระบบและทรัสต์เถื่อนของรัฐบาลในขณะนั้นเป็นผู้ร่วมก่อการ

ทั้งนี้ คณะผู้ก่อการฉวยโอกาสยึดอำนาจในช่วงที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) อยู่ระหว่างเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซีย และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดอยู่ที่สวีเดน

ส่วนสาเหตุที่ผู้ก่อการใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจคือ รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงาน ปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งยังล้มเหลวในการรักษาความเป็นเอกภาพและบูรณภาพของประเทศ (รายงานของ The New York Times)

เหตุการณ์ครั้งนั้น ได้มีการปะทะกันระหว่างฝ่ายกบฏและฝ่ายรัฐบาลเกิดขึ้นบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดยฝ่ายกบฏได้ระดมยิงเสาอากาศวิทยุและอาคารของสถานีวิทยุกระจายเสียงกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และบริเวณวังปารุสกวัน ที่ตั้งของกรมประมวลข่าวกลาง (สำนักข่าวกรองแห่งชาติในปัจจุบัน) ทำให้ นีล เดวิส (Neil Davis) และวิลเลียม แลตช์ (William Latch) สองนักข่าวชาวต่างชาติเสียชีวิต

ทว่า เมื่อถึงเวลาราว 15.00 น. กองกำลังฝ่ายกบฏก็ยอมจำนน 

ความสูญเสียถึงชีวิตในวันนั้น นอกจากที่เกิดขึ้นกับสองนักข่าวต่างประเทศแล้ว ยังมีทหารอีก 2 ราย และประชาชนอีก 1 ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 60 ราย

ในช่วงต้นของเหตุการณ์ ฝ่ายกบฏได้ประกาศชื่อของ พลเอกเสริม ณ นคร ว่าเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร แต่เมื่อการยึดอำนาจล้มเหลว พลเอกเสริม กลับอ้างว่าตนรวมถึง พลเอกเกรียงศักดิ์ และพลเอกยศ ล้วนถูกบีบบังคับให้เข้าร่วม

แม้การกบฏจะมีโทษร้ายแรงถึงชีวิต แต่หลังการเจรจารัฐบาลก็ยอมให้พันเอกมนูญเดินทางไปยังสิงคโปร์ ส่วนนาวาอากาศโทมนัส สามารถหลบหนีไปได้ และในปี พ.ศ. 2531 รัฐบาลก็ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ต้องคดีกบฏในครั้งนี้

นอกจากนี้ การที่คณะกบฏไม่มีหน่วยทหารราบมาเข้าร่วมยึดอำนาจเช่นครั้งก่อน ๆ ยังทำให้เกิดการสันนิษฐานว่าอาจมีผู้ร่วมก่อการบางราย ‘ไม่มาตามนัด’ โดยเป้าจะอยู่ที่นายทหารคุมกำลังสำคัญอย่างพลโทพิจิตร กุลละวณิชย์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่มาฐานบัญชาการต้านรัฐประหารที่กรมทหารราบที่ 11 ล่าช้า และพลโทพิจิตรเองก็ได้เป็นผู้เจรจากับฝ่ายรัฐประหารและเปิดโอกาสให้พันเอกมนูญออกนอกประเทศ

ภายหลังเหตุการณ์กบฏ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 ได้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจภายในกองทัพ โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการยึดอำนาจ ได้ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกแทนที่ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งพลเอกเปรมประกาศในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2529 ว่าจะไม่มีการต่ออายุราชการให้พลเอกอาทิตย์อีกเป็นครั้งที่ 2 และสั่งปลดพลเอกอาทิตย์จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 คงไว้แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด

8 กันยายน พ.ศ. 2565 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเสด็จสวรรคตอย่างสงบ

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ เสด็จสวรรคตอย่างสงบที่ปราสาทบัลมอรัลในสก๊อตแลนด์ เมื่อตอนบ่ายของวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2565 พระชนมพรรษา 96 ปี ทรงครองราชย์สมบัตินานที่สุดของราชวงศ์อังกฤษ

บีบีซีได้ประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ตามเวลาในประเทศไทยเมื่อ หนึ่งนาฬิกา 18 นาที ในคำแถลงของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่ตรัสว่า…

"การสวรรคตของสมเด็จพระมารดาอันเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้าเป็นเวลาที่เศร้าโศกที่สุดสำหรับข้าพเจ้าและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เราไว้อาลัยกับการจากไปของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เทิดทูนและพระมารดาอันเป็นที่รักยิ่ง ข้าพเจ้ารู้ดีว่าการสวรรคตของพระองค์คงเป็นความรู้สึกของคนทั้งประเทศ ตลอดจนประเทศในเครือจักรภพและคนทั่วโลก"

ในคำแถลงของสำนักพระราชวังบัคกิ้งแฮมกล่าวว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีจะประทับที่ปราสาทบัลมอรัลในตอนเย็นวันที่ 8 กันยายนและจะเสด็จกลับกรุงลอนดอนในวันรุ่งขึ้น

ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 นั้น ได้มีรายงานข่าวของบีบีซีภาคภาษาอังกฤษออกมาตามเวลาในอังกฤษประมาณบ่าย ห้าโมงเย็นของวันที่ 8 กันยายน โดยคำแถลงของสำนักพระราชวังบัคกิ่งแฮมได้อ้างถึงความกังวลของคณะแพทย์ในพระพลานามัยของสมเด็จพระราชินีหลังจากการประเมินผลการตรวจในตอนเช้า จึงขอพระราชทานให้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะแพทย์

อย่างไรก็ดีในคำแถลงของสำนักพระราชวังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า The Queen is ‘confortable’. หรือสมเด็จพระราชินีทรงสบายดี

แม้ว่าในคำแถลงเพิ่มเติมอาจจะทำให้เห็นว่าสมเด็จพระราชินีไม่ได้ประชวรหนัก แต่ปรากฏการณ์ที่พระโอรสและพระราชธิดาทุกพระองค์เสด็จไปเฝ้าที่ปราสาทบัลมอรัลในสก๊อตแลนด์เมื่อเย็นวานนี้ก็ทำให้เกิดความห่วงใยในพระพลานามัยของประมุขของประเทศอังกฤษเช่นกัน

เจ้าชายชาร์ลส์และพระชายาและเจ้าหญิงแอนน์ได้ประทับอยู่ที่บัลมอรัลอยู่แล้ว แต่การเสด็จของเจ้าชายแอนดรูและเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดพระราชโอรสอีกสองพระองค์รวมทั้งพระนัดดาอีกสองพระองค์คือเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮรี่ ทำให้เห็นว่าการที่คณะแพทย์ขอให้สมเด็จพระราชินีอยู่ภายใต้การถวายการรักษานั้นอาจหมายถึงการเฝ้าระวังพระพลานามัยอย่างใกล้ชิด

รายงานข่าวของบีบีซีได้ตั้งข้อสังเกตในคำแถลงของสำนักพระราชวังบัคกิ้งแฮมครั้งนี้ว่า ค่อนข้างจะผิดแผกแตกต่างกับที่ผ่านมาเพราะมักจะเลี่ยงการพูดถึงพระสุขภาพของสมเด็จพระราชินีด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นเรื่องส่วนพระองค์

อย่างไรก็ดีก็มีความเคลื่อนไหวในสภาผู้แทนโดยประธานสภาได้แจ้งต่อที่ประชุมเกี่ยวกับรายงานของสำนักพระราชวังในเรื่องที่คณะแพทย์ขอให้สมเด็จพระราชินีอยู่ภายใต้การรักษา

ในที่สุดในตอนเย็นเวลาหนึ่งทุ่มบีบีซี ก็มีประกาศข่าวสวรรคตอย่างสงบของพระองค์ เป็นการสิ้นสุดการครองราชสมบัติที่ยาวนานเป็นเวลา 70 ปีของพระองค์

ตลอดเวลาที่ทรงเป็นองค์ประมุข ทรงพบกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึง 15 คน เริ่มจากเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล และคนสุดท้าย คือ เอลิซาเบธ ทรัสส์ ซึ่งเพิ่งจะเข้าเฝ้าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาหลังชนะการเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคทอรี่คนใหม่และเป็นนายกรัฐมนตรี (นายกรัฐมนตรีอังกฤษจะเข้าเฝ้าถวายรายงานเกี่ยวกับราชการแผ่นดินกับพระองค์ทุกสัปดาห์)

สำหรับการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ครั้งนี้เป็นการสูญเสียพระเจ้าแผ่นดินที่ครองราชสมบัตินานที่สุดอีกพระองค์หนึ่งของโลก

7 กันยายน พ.ศ. 2445 ‘ไทย’ ออกพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม ร.ศ.121 ประกาศใช้ ‘ธนบัตร’ แบบแรกอย่างเป็นทางการ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445 ‘ประเทศไทย’ ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม ร.ศ.121 ว่าด้วยการออกใช้ธนบัตรขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังจากที่มีการนำเงินกระดาษมาใช้ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ต่อมา ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติขณะนั้น คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไชยันต์มงคล กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ได้ติดต่อไปยังบริษัทในประเทศอังกฤษ เพื่อให้ออกแบบและจัดพิมพ์ธนบัตร เมื่อ พ.ศ. 2444 และใช้ต่อเนื่องมา จนได้มีการออกพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม ร.ศ. 121 อย่างเป็นทางการขึ้นในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445 โดยธนบัตรแบบหนึ่งนี้มีทั้งหมด 5 ชนิดราคา ได้แก่ 5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาท และ 1000 บาท

‘โอปป้าเกาหลี’ สะท้อนมุมมองดรามา 'ชาลี-กามิน' สงสาร 'ชาลี' สงสารความมีน้ำใจของคนไทย

เมื่อวานนี้ (5 ก.ย. 67) บัญชีติ๊กต๊อก (TikTok) ที่ใช้ชื่อว่า ‘ruengnok18053’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘พี่เรือง-น้องนก’ ซึ่งเป็นบัญชีของสาวไทยที่ได้แต่งงานกับหนุ่มเกาหลีอาศัยอยู่ในไทย โดยได้ลงคลิปคอนเทนต์รีแอคชันของ ‘พี่เรือง’ ผู้เป็นสามีชาวเกาหลีที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดาราหนุ่ม ‘แน็ก ชาลี ปอทเจส’ ที่ประกาศแยกย้ายกับ ‘กามิน’ แฟนสาวชาวเกาหลี 

สำหรับเนื้อหาของคลิปเริ่มต้นที่ ‘พี่เรือง’ ดูคลิปเต้นของกามิน ก่อนจะปิดไปด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย จากนั้น ‘น้องนก’ ซึ่งเป็นภรรยาก็ได้ถามว่า “ถ้าอยากจะคอมเมนต์กามิน อยากจะคอมเมนต์ว่าอะไร?”

โดยสามีชาวเกาหลี ได้มีความเห็นว่า ตนรู้สึกโกรธมาก และคิดว่าทำไมกามินถึงทำแบบนี้? ทำไมไม่มีความรู้สึกผิดต่อคนไทยที่เคยรักและชื่นชมเธอเลย กลับลงคลิปเต้นเหมือนต้องการเยาะเย้ยคนไทย ซึ่งตนมองว่า ดูเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างมากที่เธอเลือกทำร้ายความรู้สึกของคนไทยแบบนี้

"ผมรู้สึกโกรธมากนะ ดูเหมือนกามินอาจจะเข้าใจผิด เหมือนเธอจะคิดว่าตัวเองจะอยู่เกาหลีตลอดไป" 

พี่เรือง บอกอีกว่า "กามินโชคดีมาก ไม่ใช่แค่เรื่องเงินนะ เนื่องจากคนไทยหลายคนชอบกามิน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ทำไมกามินถึงไม่รู้ตัวเองว่า เธอมาถึงจุดนี้ (จุดที่มีชื่อเสียง) ได้ยังไง? ทำไมคนไทยชอบกามิน? ทำไมคนไทยถึงคอยให้กำลังใจกามิน? คนไทยให้ทุกอย่าง ทั้งความรู้สึก แม้กระทั่งเงินทองแบบที่ไม่ได้หวังผลตอบแทน แถมยังให้กำลังใจนับตั้งแต่ตอนที่เธอไลฟ์คนเดียว ซึ่งไม่มีคนดูเลย”

นอกจากนี้ พี่เรือง ยังให้มุมมองอีกว่า กามินอาจต้องการแค่ชื่อเสียงและฐานแฟนคลับตัวเองเพิ่มเท่านั้น แต่เมื่อได้ทุกอย่างแล้ว กลับลืมตัวและยอมทิ้งสิ่งที่คนไทยให้ไปจนหมด กามินควรจะต้องขอโทษคนไทย และชี้แจงความจำเป็นที่ตัวเองจะต้องอยู่เกาหลีอย่างจริงใจ ซึ่งตนเชื่อว่าคนไทยย่อมต้องเข้าใจและยังคงสนับสนุนเธอต่อไปแน่ 

“ทำไมเธอไม่ขอโทษคนไทย ก็แค่พูดว่า ‘ขอโทษนะคะ โปรดเข้าใจฉันได้ไหม? ฉันเป็นคนเกาหลี ฉันอยากอยู่เกาหลี จะต้องอยู่เกาหลี ขอโทษนะคะ’ พูดแค่นี้ก็ได้ คนไทยก็เข้าใจใช่ไหม? คนไทยก็โอเค”

ทั้งนี้ เมื่อทุกครั้งที่พวกเขา (พี่เรือง-น้องนก) นั่งดูคลิปกามินด้วยกัน ก็นึกตั้งข้อสังเกตว่า หากกามินต้องการจะอยู่และใช้ชีวิตในประเทศไทยจริงๆ เธอก็น่าจะต้องพยายามทำตัวเองให้สนุกสนานและมีความสุขเวลาใช้ชีวิตอยู่ในไทย แต่ดูเหมือนเธอจะตั้งหน้าตั้งตาหาเงินตลอดเวลา

ท้ายสุด พี่เรือง ได้ทิ้งท้ายด้วยว่า เขาสงสารแน็กชาลี และเป็นกำลังใจให้ดาราหนุ่มก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้ ก่อนจะจบคลิปว่า "แน็กชาลี สู้ๆ นะครับ"

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวันนี้ (6 ก.ย. 67) ทางกามินได้มีการออกมาไลฟ์ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ที่เธอกลับเกาหลีกะทันหัน เพราะเป็นการตัดสินใจของชาลี และได้ตัดสินใจเลิกกันตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.67 แล้ว ที่เลือกมาทำงานในไทยเป็นเพราะความรักล้วนๆ พร้อมกับมั่นใจว่าไม่เคยดูถูกคนไทยว่าหลอกง่าย ไม่ได้หอบเงินหนี หากทำจริงเธอยอมเดินเข้าคุก อีกทั้งไม่ได้เป็นคนทำบ้านของชาลีไฟไหม้ และที่ให้แน็กจ่ายค่าปรับเพราะผิดสัญญางานจ้างก็ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าทุกอย่างระหว่างเธอกับแน็กชาลีจบลงด้วยดี

สุดท้ายไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ก็ขอให้คนไทยติดตามกันด้วยวิจารณญาณ จะดีที่สุด...


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top