Thursday, 8 June 2023
LITE

ว่าด้วย 'โรคกลัวสังคม' ปมปัญหาที่พบบ่อยใน 'เด็ก-วัยรุ่น' หยุดได้!! แค่เลิกขยายความ ‘ขี้อาย’ จนกลายเป็นความ ‘กลัว’

วันก่อนเห็นโพสต์ของคุณแข นักแสดงชื่อดัง ผ่านบัญชีเฟซบุ๊ก 'รัศมีแข Rusameekae' พออ่านจบแล้วก็เกิดอารมณ์หลากหลายต่าง ๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่ออกไปทางเข้าใจ แลระคนเห็นใจในสิ่งที่น้องแขต้องเผชิญครั้งวัยเด็ก โดยเนื้อหานั้น เธอว่าแบบนี้...

“ขอบพระคุณเพื่อน ๆ แม่ ๆ และคุณพ่อที่มีลูกในวงการมาก เพราะเด็ก ๆ ทุกคนที่แขเจอ ทำให้แขมีความสุขมาก ๆ ครับ แขเคยโดนเรื่องร้าย ๆ มาตั้งแต่เด็กครับ ทั้งถูกทำร้าย ถูกรังเกียจจากสีผิว เลยทําให้แขมีอาการซึ่งยังเป็นอยู่ครับ ขอเรียกว่าโรค ‘ไม่รังเกียจเราเหรอ’ แขจะ panic ทุกครั้ง เมื่อมีคนมาจับตัว มากอด หรือจับมือ จะมีคำถามขึ้นมาตลอดว่า ‘เค้าไม่รังเกียจเราใช่ไหม?’ โดยเฉพาะเวลาเจอลูกของเพื่อน ๆ หรือคนรู้จัก 

"แข panic ครับ กลัวว่าเค้าจะไม่รังเกียจเราใช่ไหม ถ้าจะคุยจะเล่นกับลูกของเค้า ซึ่งทุก ๆ คนก็ยินดีให้เล่นกับลุงแข แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่แขได้อุ้มได้เล่นกับเด็ก ๆ ลึก ๆ แขจะร้องไห้ตลอดครับ เพราะเวลาเด็ก ๆ ยิ้มให้แข แขเหมือนเราไม่ได้เป็นตัวน่ารังเกียจครับ แล้วเด็ก ๆ ที่แขได้มีโอกาสเจอ ช่วยทำให้แขใจชื้นมาก ๆ ครับ แขรู้สึกเหมือนเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งจริง ๆ ครับ สัญญาครับว่าจะเป็นลุงแขที่ดีที่สุดเพื่อหลาน ๆ ครับ”

ลักษณะอาการที่คุณแขเรียกว่า ‘ไม่รังเกียจเราเหรอ?’ น่าจะคล้ายกับ ‘โรคกังวลต่อการเข้าสังคม’ หรือ ‘Social Anxiety in Children & Adolescents’ โดยต้องขอย้ำว่าผู้เขียนมิได้เป็นแม้เศษเสี้ยวผู้เชี่ยวชาญที่กล้าบังอาจวินิจฉัยโรค และคุณรัศมีแขเองก็อาจไม่ได้อยู่ในข่ายนี้ เพียงแต่อยากยกเธอเป็นต้นธารแห่งการแบ่งปันความรู้สึกเท่านั้น

อาการของโรคนี้ ‘นายแพทย์ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย’ จิตแพทย์แห่งโรงพยาบาลมนารมย์ เคยเขียนเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานไว้ว่า ‘ความกังวลต่อการเข้าสังคม’ หรือที่เรียกว่า ‘โรคกลัวสังคม’ (Social Phobia) นั้น พบเห็นได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองรู้สึกขัดอกขัดใจกับบุตรหลานของตนอย่างมากว่า ไม่กล้าแสดงออก หรือพ่อแม่อาจอับอายที่มีลูกขี้อาย โดยยิ่งพยายามผลักดันให้เด็ก ๆ เหล่านี้ ‘แสดงออก’ มากยิ่งขึ้น เช่น ส่งไปเต้นระบำขับร้องบนเวที (ที่มีคนดูเยอะ ๆ) สิ่งเหล่านี้นี่เองที่อาจยิ่งจะทำให้เด็กรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นที่ไม่อาจทำให้พ่อแม่พอใจได้

เริ่มจากความ ‘ขี้อาย’ จนกลายเป็นความ ‘กลัว’

ยิ่งคุณรัศมีแขเติบโตมาในสังคมที่ตนดูแปลกแยก ดังที่เคยเล่าออกทางสื่อบ่อย ๆ ว่า เธออาศัยอยู่ที่ยุโรป (สวีเดน) ด้วยผิวพรรณวรรณะ ประกอบกับความเป็น LGBTQ เข้าไปอีก องค์ประกอบความเป็น ‘แข’ จึงเริ่มต้นด้วยความ ‘อาย’ เป็นปฐม

เมื่อความกลัวต่อการถูกเฝ้ามอง (หรือประเมิน) จากคนอื่น เด็กวันวานเหล่านั้นก็จะเกิดความกลัวขึ้น โดยคิดว่าเขา (และเธอ) อาจทำหรือพูดอะไรที่ ‘เปิ่น - เชย - ผิด - งี่เง่า’ ต้องทำให้ตัวเองได้ ‘อาย’ ตกเป็นเป้าของการถูกวิพากษ์วิจารณ์

แถมคุณแขยังเคยโดนทำร้ายร่างกายด้วยอคติอันน่ารังเกียจอีก นั่นจึงเป็นเหตุที่ต้องตั้งคำถามเสมอมาว่า ‘ไม่รังเกียจเราเหรอ?’ แม้ทุกวันนี้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังท่ามกลางคนรักใคร่แทบทั้งประเทศ ด้วยความเป็นพลเมืองระดับ ‘คุณภาพ’

ว่ากันตามจริงคนไทยอายุสี่สิบขึ้นวันนี้ล้วนผ่านประสบการณ์ถูก ‘บูลลี่’ (Bully) มามากบ้างน้อยบ้างตามแต่สภาพสังคมที่เติบโต ผู้เขียนเองก็เคย คนรอบข้างก็เคย โดยเราเองอยู่ในสถานะทั้งถูกบูลลี่และเป็นคนบูลลี่ (Abulligy) ด้วย ‘คำเหยียด’ ซึ่งแทบไม่มีผลต่อจิตใจแต่อย่างใด ต่างจากคนรุ่นปัจจุบัน

6 เมษายน ของทุกปี ‘วันจักรี’ รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

ในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปี นับว่าเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของประเทศไทยซึ่งตรงกับ ‘วันจักรี’ โดยความเป็นมาเริ่มต้นจากในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย มาจนทุกวันนี้

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูป พระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 พระองค์ ( ร.1 - 4 ) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่นพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท และพระที่นั่งศิวาลัยปราสาทเป็นต้น

ในรัชกาลที่ 6 โปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง 4 ( ร.1 - 4 ) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 พระชนกนาถ พระที่นั่งองค์นี้ รัชกาลที่ 6 โปรดให้ซ่อมจากพุทธปรางค์ปราสาทเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ และได้พระราชทานนามดังกล่าว การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล สำเร็จลุล่วงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น และต่อมา โปรดฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายนว่า ‘วันจักรี’

วันที่ระลึกมหาจักรี หรือที่เรียกกันโดยย่อว่าวันจักรีนั้น สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำริว่าพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีทรงหล่อพระบรมรูปลักษณะเหมือนพระองค์จริงฉลองพระองค์แบบไทย ณ โรงหล่อหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (บริเวณศาลาสหทัยสมาคมในปัจจุบัน) เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระปฐมบรมราชบุพการี แล้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เชิญพระบรมรูปทั้ง 4 รัชกาลนั้น ประดิษฐานเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ สำหรับถวายบังคมสักการะในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลและพระราชพิธีพระชนมพรรษา 

ครั้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสืบราชสันติวงศ์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบรมชนกนาถ จากต่างประเทศ แล้วอัญเชิญขึ้นประดิษฐานร่วมกับพระบรมรูปทั้ง 4 รัชกาลนั้น ต่อมาทรงพระราชดำริว่าพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทยังไม่เหมาะสมที่จะมีงานถวายบังคมสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแปลงพระพุทธปรางค์ปราสาทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทั้ง 5 รัชกาล 

โดยได้พระราชทานนามใหม่ว่า ปราสาทพระเทพบิดร โดยทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งได้ประดิษฐานพระบรมราชวงศ์จักรี ทรงมีพระเดชพระคุณต่อประเทศ เมื่อมีโอกาสก็ควรแสดงความเชิดชูและระลึกถึง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีเชิญพระบรมรูปจากพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาทมาประดิษฐานที่ปราสาทพระเทพบิดร เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2461 อันเป็นดิถีคล้ายวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จกรีธาทัพถึงพระนคร ได้รับอัญเชิญขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบรรจุพระกรัณฑ์ทองคำลงยาราชาวดีซึ่งบรรจุพระบรมทนต์ (ฟัน) พระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย พระดวงพระบรมราชสมภพ พระดวงบรมราชาภิเษก พระดวงสวรรคต ลง ณ เบื้องสูงของพระเศียรพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาลครั้นถึงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2461 (สมัยนั้นขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน) 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว. ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวัง ประกาศพระบรมราชโองการให้มีการกราบ ถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเป็นการ ประจำปีกำหนดใน วันที่ 6 เมษายน เป็นประเพณีสืบไป ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีทรงหล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ โรงหล่อกรมศิลปากร ครั้นตกแต่งพระบรมรูปเรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดการพระราชพิธีประดิษฐาน พระบรมรูปที่ปราสาทพระเทพบิดร โดยเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบรรจุพระบรมทนต์พระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธยและดวงพระบรมราชสมภพ พระดวงบรมราชาภิเษก พระดวงสวรรคต ในพระกรัณฑ์ทองคำลงยา แล้วทรงบรรจุที่เบื้องสูงของพระเศียรพระบรมรูป เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2470 

มองความสุขหลังพ้นกำแพงเรือนจำของ 'หมอวิสุทธิ์'  เมื่อ 'การเจริญสติ' สำคัญกว่าวิชาความรู้เสียอีก

(5 เม.ย.66) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงพระรูปหนึ่ง ที่อดีตคนไทยรู้จักในชื่อ 'หมอวิสุทธิ์' ความว่า... 

บทความจาก #พระอาจารย์ไพศาลวิสาโล ได้กล่าวว่า พวกเราอาจจะเคยได้ยินชื่อ 'หมอวิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ' ซึ่งเคยถูกพิพากษาประหารชีวิต เพราะโดนข้อหาฆ่าภรรยา

หมอวิสุทธิ์เป็นศาสตราจารย์ ทางการแพทย์ที่จุฬาฯ เก่งมากในเรื่องของการทำเด็กหลอดแก้ว เป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย มีฐานะดี แต่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ ต้องพลิกผันตกต่ำ กลายเป็นนักโทษประหาร เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาด มีปัญหาความรักและแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการ ฆ่าภรรยา

ภายหลังได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ตอนนี้จึงออกมาจากคุกได้ เพราะโทษเบาบาง

เมื่อไม่นานมานี้ ท่านได้ให้สัมภาษณ์สื่อไว้อย่างน่าสนใจมาก โดยเผยชีวิตเบื้องหลัง กำแพงเรือนจำกับชีวิตใหม่ หลังก้าวผ่านคำว่านักโทษประหาร สู่การเรียนรู้ชีวิต จากโรงเรียนแห่งใหม่ที่ถูกเรียกว่า 'เรือนจำ'

เมื่อได้ลองทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง ก็ทำให้เขาได้รู้ว่า ชีวิตก่อนหน้านี้ ตัวของเขาเป็นคนที่ประมาท ปล่อยให้ความโลภและความโกรธเข้าครอบงำ จนไร้อิสระ ปล่อยให้อิทธิพลของลาภยศ คำสรรเสริญ เข้ามามีอำนาจเหนือตนเอง

แต่ในตอนนี้ หลังจากที่ได้ทบทวนตัวเอง แม้ว่าจะต้องเสียสิ่งต่างๆ ไปมากมาย แต่เขากลับรู้สึกว่า ตอนนี้เขาได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น ได้มองโลกในอีกมุมมองหนึ่ง มีการเจริญเติบโตของจิตวิญญาณ และมีความสุขจากการให้

เข้าใจคำว่าจิตอาสามากขึ้น...

จากรูปภาพที่เขาได้วาดในเรือนจำว่า ตัวของเขานั้น ก็เปรียบเหมือนธุลีเล็กๆ ในโลกใบใหญ่ ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือสลักสำคัญอะไร หากเราหาความสุขได้ จากการที่ตัวเองเป็นเพียงฝุ่นผง ความสุขนั้นก็จะอยู่กับเราอย่างยั่งยืน

เมื่อก่อนเป็นคนมีอัตตา คิดว่าควบคุมทุกอย่างได้ ทำให้โกรธง่าย แต่ตอนนี้ตัวเองเป็นเพียงฝุ่นเล็กๆ ก็ไม่จำเป็นต้องโกรธใครแล้ว...

เมื่อมองย้อนกลับไป เขาไม่ได้ตำหนิตัวเอง และกลับรู้สึกว่า เข้าใจความคิดอ่าน ของภรรยามากขึ้น ตัวเองไม่ติดใจอะไรแล้ว ไม่โกรธแค้นขุ่นเคือง รู้สึกให้อภัยภรรยา ให้อภัยแก่ตัวเอง และก็อยากให้ภรรยาอภัยให้เช่นกัน

อุทาหรณ์ที่หมอวิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ได้เรียนรู้จากโรงเรียนชีวิตแห่งนี้ก็คือ มนุษย์เราควรจะต้องระมัดระวัง ในการใช้ชีวิต ไม่ประมาท

ต้องรู้จักฝึกจิตตั้งแต่อายุน้อย ไม่จำเป็นต้องรอให้อายุมากแล้วจึงเข้าวัด ควรฝึกจิตอย่าประมาทให้กิเลส ความโลภ โกรธ หลง ครอบงำจิตใจ เพราะเมื่อไหร่ที่เราถูกครอบงำ เราก็ทำผิดพลาดได้

หากมองย้อนชีวิตที่ผ่านมาแล้ว เสียดายที่ทุ่มเทกับงานการ จนละเลยเรื่องการปฏิบัติธรรม แต่ก่อนในหัวมีแต่งาน ตำรา งานวิชาการ

๕ เมษายน วันคล้ายวันประสูติ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2494 ณ โรงพยาบาลมองชัวซีส์ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงเข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนจิตรลดา ก่อนจะเสด็จไปประทับ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีจนสำเร็จ ณ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ เมืองเคมบริดจ์ สหรัฐอเมริกา ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ชีวเคมี (Bachelor of Science Degree in Bio-Chemistry) จากนั้น ทรงเข้ารับการศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ (Statistics and Public Health) จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท

4 เมษายน ของทุกปี เป็นวัน ‘ภาพยนตร์แห่งชาติ’ ร่วมตระหนักถึงคุณค่าของภาพยนตร์ไทย

วันภาพยนตร์แห่งชาติตรงกับวันที่ 4 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้พระราชทานขึ้น เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าของภาพยนตร์ไทย

วันที่ 4 เมษายน ของทุกปี เป็นวันภาพยนตร์แห่งชาติ ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระราชทาน เพื่อให้ชาวไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญ และคุณค่าของภาพยนตร์ไทย เพราะภาพยนตร์ถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมบ้านเราได้ดีที่สุด

‘ตุ๊ก ดวงตา’ โพสต์ เหตุผู้กำกับสั่งให้ลบรอยสัก เจ้าตัวถึงกับงง เผย ไม่ได้สัก แต่เป็นเส้นเลือดที่คล้ายตัวเลข งานนี้แฟนคลับแห่ตีหวย

‘ตุ๊ก ดวงตา’ ถึงกับงง โดนสั่งลบรอยสัก ปรากฏเป็นเส้นเลือดคล้ายตัวเลขคอหวยพากันส่อง

(3 เม.ย. 66) เรียกว่าถูกใจคอหวย เมื่อนักแสดงรุ่นใหญ่ ตุ๊ก ดวงตา ตุงคะมณี ออกมาโพสต์ภาพหลังถ่ายปิดกล้องละครเรื่อง ดวงใจเทวพรหม ตอนใจพิสุทธิ์ ก็ถูกผู้กำกับสั่งให้ลบรอยสักที่คอแต่ทำเอาเจ้าตัวถึงกับงงเพราะตัวเธอเองไม่ได้สักอะไรไว้ที่คอ แต่ดันเป็นรอยเส้นเลือดขอดที่ปรากฏคล้ายตัวเลข โดยตุ๊กได้เขียนข้อความเล่าว่า
‘เมื่อวานไปปิดกล้อง ดวงใจเทวพรหม

3 เมษายน พ.ศ. 1893 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของไทย

วันนี้ เมื่อ 673 ปีก่อน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของไทย 

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของไทย ในพ.ศ. 1893 'กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา' ตั้งอยู่บริเวณ หนองโสน (บึงพระราม) บนเกาะเมืองอยุธยา ซึ่งมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก โดยมีเมืองละโว้ เมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยา ร่วมมือสร้างความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการเมือง การปกครอง สังคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ 

ทั้งนี้ ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีคนไทยตั้งบ้านเมืองมาก่อน เช่น เมืองละโว้ เมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยา เมืองเพชรบุรี และเมืองอื่น ๆ อีกมาก 

๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

2 เมษายน – วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า นางแก้ว อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามที่ข้าราชบริพารเรียกทั่วไปว่า ทูลกระหม่อมน้อย

พระองค์ทรงเริ่มเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อ พ.ศ. 2501 จนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใน พ.ศ. 2515 ทรงสอบไล่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในแผนกศิลปะด้วยคะแนนสูงสุดของประเทศ จากนั้น พระองค์ทรงสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกที่ทรงเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศ จนกระทั่ง พ.ศ. 2520 พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษา ได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.98 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบำเพ็ญพระองค์ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภูมิภาคต่างๆ อยู่เสมอ และทรงช่วยเหลือกิจการโครงการตามพระราชดำริทุกโครงการ พร้อมทรงรับพระบรมราโชบายมาทรงดำเนินการสนองพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในด้านต่างๆ

นอกจากพระราชกรณียกิจหลากสาขา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านอักษรศาสตร์เป็นที่ประจักษ์ พระองค์ทรงประพันธ์และแปลหนังสือมากมาย รวมทั้งหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน โดยทรงใช้พระนามแฝงหลายชื่อ อาทิ แว่นแก้ว ที่ทรงใช้เมื่อ พ.ศ. 2521 ในหนังสือพระราชนิพนธ์สำหรับเด็ก ได้แก่ แก้วจอมซน แก้วจอมแก่น และขบวนการนกกางเขน

1 เมษายน พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศเลิกทาสในประเทศไทย

วันนี้ เมื่อ 118 ปีก่อน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศใช้ ‘พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124’ ถือเป็นการเลิกระบบทาสและระบบไพร่ในสยามประเทศ

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ประเทศไทยมีพัฒนาการในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการคมนาคม การศึกษา สังคม และวัฒนธรรม

หนึ่งในพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งของพระองค์คือการเลิกทาสและการเลิกไพร่ อันเป็นการยกเลิกระบบที่คนชั้นสูงตั้งขึ้นเพื่อกดขี่ราษฎรให้ทำงานรับใช้หรือส่งทรัพย์สินให้ โดยไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

31 มีนาคม วันมหาเจษฎาบดินทร์ วันคล้ายวันพระราชสมภพ รัชกาลที่ 3

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการแก่สยามประเทศ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะแม เวลา 22.30 น. ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี

พระองค์เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ครั้งดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร กับเจ้าจอมมารดาเรียม (ธิดาพระยานนทบุรีศรีมหาอุทยาน)

เมื่อแรกประสูติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระอิสริยฐานันดรศักดิ์เป็นพระเจ้าหลานเธอ หม่อมเจ้าชายทับ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมาก

เพราะนอกจากจะทรงเป็นหลานปู่พระองค์ใหญ่แล้ว ยังมีพระพักตร์คล้ายสมเด็จพระบรมอัยกาธิราชยิ่งนัก จึงเป็นเหตุให้พระองค์ได้รับพระราชทานเกียรติเป็นพิเศษ เช่น เมื่อพระชันษาครบปีที่จะเจริญพระเมาฬีตามประเพณีนิยมของไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้ตั้งการพระราชพิธีเกศากันต์ (ตัดจุก) ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง

เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถได้รับอุปราชาภิเษกขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในปี พ.ศ. 2349 พระองค์จึงมีพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าชายทับ ครั้นสมเด็จพระบรมชนกนาถได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ในปี พ.ศ. 2352 พระองค์ได้เลื่อนฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าชั้นเอก ออกพระนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชายทับ จนปี พ.ศ. 2356 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงกรม เป็น พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยทรงได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้ทรงกำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย

วงการหนังไทยระอุ ร่วม #แบนสุพรรณหงส์  หลังประกาศกติกาใหม่ ส่อกีดกันหนังฟอร์มเล็ก

กำลังเป็นประเด็นร้อนเลยทีเดียว สำหรับดรามาเกี่ยวกับกติกาการคัดเลือกภาพยนตร์เข้าร่วมชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ที่คนทำหนังหลายคนโวยว่าไม่ยุติธรรม

โดยสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติออกกติกาใหม่ว่า หนังที่จะเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ได้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

▪️ ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ ฉายผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้

▪️ ต้องฉายในโรงครบทั้ง 5 ภูมิภาค อย่างน้อยใน 5 จังหวัดใหญ่ คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช

▪️ ต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน

ทั้งนี้ คนในวงการส่วนใหญ่มองว่าเกณฑ์การคัดเลือกนั้นเอื้อผลประโยชน์ให้กับค่ายใหญ่ ซึ่งมีภาพยนตร์ถึง 11เรื่องด้วยกันที่ไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก หนึ่งในนั้นคือเรื่อง "เวลา" (Anatomy of Time) ที่เพิ่งคว้ารางวัล ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม "คมชัดลึกอวอร์ดครั้งที่19" และรางวัลจากต่างประเทศมาแล้ว

ศราวุธ แก้วน้ำเย็น ผู้กำกับศิลป์เรื่องดังกล่าวได้โพสต์ว่าภูมิใจมากที่ได้รางวัล คมชัดลึกอวอร์ด หลังจากที่ได้รางวัลจากหลายประเทศทั่วโลก แต่ถูกตัดสิทธิเอาชื่อออก ไม่ผ่านเกณฑ์การเข้าชิงรางวัลของเวทีใหญ่ "...หงส์มีหลักเกณฑ์ ใหม่ที่เพิ่งตั้งในปีนี้ว่า ว่าภาพยตร์ที่จะเข้าคัดเลือกต้องมีการเข้าฉายในโรงภาพยตร์ให้ครบ 5 ภูมิภาค ของประเทศไทย แต่ภาพยนตร์เรื่อง Anatomyoftime ไม่ได้ไปฉายให้ครบทุกภาคของประเทศก็เลยไม่ผ่านเกณฑ์การตัดสิน"

ด้านคุณชายอดัม หรือ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวพร้อมเผยว่า ปีนี้ถามทางสมาคมสมาพันธ์ไปแล้วและได้คำตอบว่าไม่สามารถปรับเปลี่ยนกติกาได้ และจะพิจารณาใหม่ในปีหน้า ลั่น "ปีนี้ขอไม่ไปสุพรรณหงส์นะครับ"

ต่อมา หรินทร์ แพทรงไทย นักตัดต่อเจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ ก็ได้โพสต์ #แบนสุพรรณหงส์ "เนื่องจากเกณฑ์การคัดเลือกหนังที่เข้ารอบไม่เป็นธรรม ผมจึงขอเรียกร้องให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทีมงานภาพยนตร์ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง งดการมีส่วนร่วมกับงานสุพรรณหงส์ที่จัดโดยสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อเป็นการแสดงออกว่าพวกเราไม่ยอมรับเกณฑ์การคัดเลือกหนังที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับหนังค่ายใหญ่ สมาพันธ์ควรมีหน้าที่ส่งเสริมและยกระดับหนังไทยให้มีพื้นที่ฉายอย่างทั่วถึง ไม่ใช่การเอาเกณฑ์การฉายมาตัดสิทธิ์หนังในการคัดเลือกรางวัลจนเหมือนเป็นการฆ่าอุตสาหกรรมหนังไทยด้วยกันเอง ปีที่แล้วเรียกร้องให้ทีมงานได้พูดตอนรับรางวัล นอกจากจะไม่ได้แล้วปีนี้ตัดสิทธิ์หนังที่ฉายไม่ครบทุกภาคเฉยเลย #ไม่ให้ค่างานที่ไม่เห็นคุณค่าคนทำงาน"

‘พัดไม้ไผ่ไทย’ ดังไกลเข้าตาแบรนด์ระดับโลก หลัง ‘Shake Shack’ ฟาสต์ฟู้ดดังสั่งทำเป็นของชำร่วย

'พัดไม้ไผ่' หรือ 'พัดสานไม้ไผ่' ฝีมือคนไทยที่เราต่างคุ้นตาปังไม่เลิก ล่าสุดสะดุดตาแบรนดฟาสต์ฟู้ดชื่อดังระดับโลก มอบให้ประดิษฐ์ของชำร่วยให้

โดยเพจเฟสบุ๊ก 'สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย' (sacit) ได้โพสต์เนื้อหารายละเอียดใจความว่า "พัดสานไม้ไผ่ เป็นหัตถกรรมที่คนไทยคุ้นชินเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นของใช้ที่ทุกคนต้องมีติดบ้าน ใช้สำหรับพัดเตาไฟ หรือพัดเพื่อคลายร้อน โดยวัสดุหลักที่ใช้เป็นพืชพื้นถิ่นตามธรรมชาติ คือ ไม้ไผ่"

"...แต่ปัจจุบันความนิยมใช้พัดสานลดน้อยลงตามกาลเวลา แต่สำหรับครูระยอง แก้วสิทธิ์ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2557 ของ sacit ยังคงมุ่งมั่นที่จะสืบสานทักษะเชิงช่างของคนไทยประเภทนี้ไว้ เสน่ห์ของงานพัดของครูนอกจากความละเอียดในการสานเส้นไม้ไผ่ทีละเส้นอย่างประณีตแล้ว ยังโดดเด่นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและการให้สีสันและลวดลายของพัดให้เป็นเส้นสาย ตัวอักษร ภาพนักษัตร 12 ราศี และ รูปร่างสิ่งของต่าง ๆ สื่อถึงความมีอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร้ขอบเขต โดยปราศจากกรอบหรือกฎเกณฑ์ทำให้กลายเป็นพัดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว"

"...ครูระยองยังได้รวมกลุ่มชาวบ้านในชุมชนบ้านแพรกมาทำหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่เป็นอาชีพ จนได้รับการยอมรับว่าพัดสานไม้ไผ่เป็นหัตถกรรมไทยที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องให้เป็นเอกลักษณ์ของ อ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา กลายเป็นสินค้าที่ใครผ่านไปเที่ยวต้องซื้อหากลับมาเป็นของที่ระลึกอยู่เสมอ ความช่างคิดประดิษฐ์ทำของครู และยังสะท้อนเรื่องราวผ่านลวดลายบนพัดตามจินตนาการ ทำให้ได้พัดเก๋ๆเท่ๆไม่เหมือนใคร จนไปเข้าตาแบรนด์ระดับโลกอย่าง Shake Shack ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกาซึ่งได้มาเปิดสาขาในไทย ปิ๊งไอเดียให้ครูรังสรรค์ลวดลายของพัดเป็นรูปเบอร์เกอร์สีเขียว อันเป็นสัญลักษณ์ของ Shake Shack ได้อย่างสวยงาม เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกแก่ลูกค้า สร้างความประทับใจและสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในงานหัตถกรรมจักสานของไทยอย่างแท้จริง"

‘ฮาย - เซน’ วง Paper Planes เปิดใจ!! หากไม่รับผิดชอบต่อสังคม ตอนนี้สามารถซื้อเกาะส่วนตัวได้แล้ว

เป็นขวัญใจวัยรุ่นฟันน้ำนมที่แท้ทรู ถึงตอนนี้ก็ยังกระแสไม่ลดลง ทำคลิปอะไรออกมาก็ได้รับกระแสที่ดีไปหมด ทั้งสอนเด็กๆ ล้างจมูก รวมทั้งดื่มนมแทนดื่มแอลกอฮอล์ ล่าสุดเจอตัว ‘ฮาย ธันวา เกตุสุวรรณ’ และ ‘เซน นครินทร์ ขุนภักดี’ นักร้อง-นักดนตรีชื่อดังวง Paper Planes เจ้าของเพลงฮิตทรงอย่างแบด ก็เผยว่าตอนนี้มีงานติดต่อมาเพียบ รับทุกงานคงรวยไปแล้ว แต่อยากรับผิดชอบสังคม

ฮาย : “คือต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้ตั้งใจทำมาให้เป็นกระแสครับ จริงๆ มันเป็นเหมือนกับว่าเราเลือกงานที่มันเข้ากับเรา พวกเราล้างจมูกกันอยู่แล้ว เราเลยคิดว่าการออกมาทำอะไรแบบนี้ หนึ่งคือเป็นงานของลูกค้าด้วย แล้วก็เป็นสิ่งที่เราอยากนำเสนอด้วย ก็เลยไม่ได้ดูว่ามันมีฟีดแบ็กอะไร แต่ว่าพอเห็นน้องๆ เข้ามารู้จักสิ่งนี้กันมากขึ้น เราก็รู้สึกดี เพราะช่วงนี้ฝุ่นมันแย่จริงๆ เด็กๆ ยอมล้างจมูกก็ดีครับ แต่อาจต้องระวังหน่อย บางคนดันเหมือนปืนฉีดน้ำเลย”

>> เกร็งๆ ขอให้ทำคลิปอาบน้ำ กินผัก ลั่นอยากให้ออกมาจากใจเราเองจริงๆ 
ฮาย : “จริงๆ ผมว่าจะเปิดเนอสเซอรี่แล้วครับ (หัวเราะ) ก็อ่านคอมเมนต์ของคุณแม่นะครับ ชอบอ่าน มีขอให้ทำคลิปอาบน้ำด้วย ผมก็เกร็งๆ อยู่ ว่าต้องทำยังไง แต่หลักๆ ก็จะให้กินผักนี่แหละมากที่สุด แต่ผมเองยังรู้สึกว่ายังอยากให้มาจากพวกเราจริงๆ ไม่อยากให้ขอร้องให้เราทำ เพราะผมว่ามันมีข้อดีและยังมีข้อเสียอยู่ เรื่องผักมันกว้างครับ มีเรื่องความสะอาดด้วย อย่างเช่นการล้างจมูกก็มีข้อเสียอยู่นะ ถ้าทำไม่ถูกวิธี ก็เลยขอไปทำการเรื่องนี้ให้ดีก่อนดีกว่า”

>> วันเกิดก็เปลี่ยนจากแอลกอฮอล์มาดื่มนม เป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้ว
ฮาย : “ก็อย่างที่บอก เวลาเราทำอะไร มันคือสิ่งที่พวกเราทำกันอยู่แล้ว คือพวกเราไม่ค่อยได้ดื่มเหล้า เราดื่มนมกันอยู่แล้ว วันนั้นไม่ได้ขายแอลกอฮอล์ เลยรู้สึกว่าเราหาอะไรทำกันสนุกๆ ดีกว่า”

เซน : “คือช่วงโชว์ของเราเขาไม่มีแอลกอฮอล์ขาย ก็เป็นสิ่งดีครับ”

>> ต่างชาติแปลกใจเด็กๆ ตามไปร้องเพลง หวั่นพาน้องๆ ไปสู่สิ่งไม่ดี 
ฮาย : “ก็เป็นเรื่องที่แปลก ผมเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน (หัวเราะ) ตอนนี้มีแฟนคลับที่เป็นเด็กๆ ซะเยอะ แล้วก็ตามไปถึงงานกลางคืนด้วย ตอนนี้เราก็พยายามเวิร์กกันอยู่ จริงๆ หลักๆ เป็นเรื่องของผู้ประกอบการ เราว่าทำให้มันถูกต้องดีกว่า ไม่งั้นจะกลายเป็นว่าเรามีทำให้น้องๆ ดีขึ้น แต่ก็ดันพาน้องๆ เข้าไปสู่สิ่งที่ไม่ดีเร็วขึ้น แต่ทุกวันนี้เป็นวันเด็กทุกวันแล้วครับ ผมเองก็เฮ้อ วันเด็กมีได้ทุกวัน (หัวเราะ)”

>> ผลิตภัณฑ์เด็กเข้าเยอะมาก แต่สแกนโปรดักส์ ไม่อยากให้ต้องซื้อตามและใช้ของไม่จำเป็น
ฮาย : “จริงๆ เข้าเยอะมาก ตอนนี้เราเวิร์กกันหนักมาก กับการสแกนโปรดักส์ต่างๆ เพราะว่าเราไม่อยากนำพาหรือเชิญชวนให้น้องๆ ใช้ของที่ไม่จำเป็นขนาดนั้น แล้วเราก็คิดว่ามันต้องเป็นประโยชน์กับเขาจริงๆ ด้วย เวลาจะรับโปรดักส์ไหน เราก็พยายามให้มันอยู่ในเลนส์ที่กว้างจริงๆ เหมือนเป็นของเด็กก็ได้ วัยรุ่นก็ได้ คนโตก็ได้ แล้วก็ต้องให้ดีกับเด็กๆ อย่างบางอย่างที่ไม่จำเป็นกับเขา เราก็เลือกไปก่อน เงินก็สำคัญ พยายามบาลานซ์อยู่ว่าทำยังไงให้รวย แล้วสังคมก็ดีอยู่ด้วย (หัวเราะ) ลำบากมากเลย”

>> หากไม่รับผิดชอบสังคม ซื้อเกาะส่วนตัวได้แล้ว
ฮาย : “ถามว่ามีงานกี่ตัว (ทำท่านับนิ้วมือ นิ้วเท้า) เยอะประมาณหนึ่งครับ ถ้าเกิดเราไม่ต้องรับผิดชอบสังคม ผมสามารถซื้อเกาะส่วนตัวได้แล้วครับตอนนี้ (หัวเราะ) ถามว่าทำไมลูกค้าเลือกเรา ผมว่าถ้าพูดตรงๆ เราน่าจะอยู่ในช่วงที่มีกระแสแล้วก็มีความน่าเชื่อถือ”

เซน : “เหมือนเป็นเรื่องของการที่แบรนด์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เราเลยเหมือนเป็นตัวแทน”

ฮาย : “มันไม่ได้เป็นสินค้าเด็กขนาดนั้น จริงๆ แล้วมีสินค้าเด็กเป๊ะๆ เลยเราอาจจะเลี่ยงไปก่อน อย่างที่บอกเราจะไม่พยายามเหมือนกับว่า เอะอะอะไรก็เด็กมาซื้อ เราพยายามมากๆ สินค้าเป็นเฉพาะให้เด็กอย่างเดียว ถ้าขนมผู้ใหญ่ยังพอได้ เป็นเครื่องแต่งกายของเด็กไปเลยไม่แน่ใจ ขอโทษนะครับ (หัวเราะ)”

เซน : “เป็นพรีเซ็นเตอร์เราก็ไม่รู้ต้องทำยังไง”
>> เข้าใจลูกค้าอยากขายของ แต่ตนก็ต้องรับผิดชอบสังคม

ฮาย : “(เราเป็นพรีเซ็นเตอร์อะไร แม่ๆ ก็พร้อมซื้อ?) นั่นแหละความอันตรายเพราะว่าสิ่งๆ แล้วเหมือนกับว่าลูกค้าคงเข้าใจว่าต้องขายของแต่เราเองก็อยากให้มันจำเป็นกับเด็กด้วย เราเติบโตจากเด็ก เราอยากรับผิดชอบกับสังคมด้วย เราไม่อยากให้ถูกครอบว่าต้องซื้อสิ่งนี้เพราะเราเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างเดียว มันง่ายไป”

>> ขอโทษไปคอนเสิร์ตล่าสุดช้า เหตุรถติดมาก
ฮาย : “ผมเองจะไปไม่ทันไม่ใช่แค่คนดู ผมขอโทษงานวันนั้นผมขึ้นเลทเพราะผมไปไม่ทัน เลทไปประมาณ 10 นาทีและระหว่างที่ผมขับรถอยู่ ก็คือผมเห็นคุณแม่ไปเร็วลูกไป (หัวเราะ) อยู่ข้างข้างรถผม กลัวไม่ทันเหมือนกันก็คือรถติด ไม่รู้ติดอะไรกันแน่”

‘เอมี่’ เผยความในใจถึง ‘เจเจ’ น้องคือที่หนึ่งในทุก ๆ อย่าง พร้อมเซ็นพินัยกรรมยกสมบัติให้น้องชายทั้งหมด!!

(30 มี.ค.66) นักแสดงสาวเอมี่ กลิ่นประทุม ควงน้องชาย เจเจ เจตต์ และว่าที่น้องสะใภ้ แพร เอมเมอรี่ เผยโมเมนท์คุกเข่าขอแต่งงานที่สาวเอมมี่เป็นคนจัดแจงทุกอย่าง และเล่าถึงรัก 9 ปีพี่สาวก็เป็นคนจัดให้ และเพราะอะไรเอมี่จึงเซ็นพินัยกรรมยกสมบัติให้น้องชาย ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บshow ทางช่องOne31 ที่มี ธัญญ่า ธัญเรศ หนิง ปณิตา และพีเค ปิยวัฒน์ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ
 

แพร สนิทกับเอมี่?
เอมี่ : เคยเล่นละครด้วยกัน 10 กว่าปีแล้ว ตอนที่แต่งงานเป็นเพื่อนเจ้าสาวด้วย
 

โมเมนท์ขอแต่งงาน?
เจเจ : ที่กระบี่ พี่เอมี่จัดให้ทุกอย่าง ก่อนที่จะจัดบอกพี่เอมมี่ว่าอยากได้โมเมนท์ริมทะเล สบายๆพอวันนั้นออกมาจริงๆค่อนข้างเพอร์เฟคทุกอย่างที่ชอบเลยครับ อยากขอมานานแล้วตั้งแต่ก่อนปีใหม่ ปรึกษาพี่มี่ แต่อยากให้มันดีจริงๆที่เราอยากได้เลยอดทนรอไปเรื่อยๆ
แพร : ไม่รู้เลยเป็นสิ่งสุดท้ายที่นึดถึงว่ามีคนอื่นมาด้วย เพราะเป็นทริปที่เราคุยกันว่าอยากไปเที่ยวกันสองคน ไปพักผ่อน เราเซอร์ไพรส์เพราะเราไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย

เอมี่วางแผน?
เอมี่ : เจเจเค้าพูดว่าอยากแต่งแล้วจะไปขอที่ทะเล เค้าเลือกสถานที่เราก็ดิลโรงแรม เค้าอยากให้พี่ซีกับพี่มี่อยู่ในโมเมนท์ด้วย ก็เลยต้องจัดคิวพี่ซี จัดคิวเค้า เพื่อนๆด้วย แหวานแต่งงานก็ไปเป็นเพื่อนเค้า ขนาดนิ้วเท่ากับแพรพอดี
มีสงสัยบางมั้ย?
แพร : เค้าดูสติไม่อยู่กับตัว อยู่กับมือถือตลอดเวลา เราก็หงุดหงิดนิดนึงว่าเรามาเที่ยวด้วยกัน

เกือบโป๊ะแตกเพราะขอยืมชุด?
แพร : เวลาเราไปทริปพิเศษๆเค้าจะคอยให้ยืมเสื้อผ้า
เจเจ : เราแอบไปเตรียมกับพี่ว่าอยากให้ชุดยังไง ให้ภาพออกมาเป็นยังไง
เอมี่ : เราเลือกสีขาวทั้งหมดมาให้เค้าเลือก
แพร : เราก็เริ่มเอะใจว่าทำไมให้ยืมชุดสีขาว แล้วเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวเค้าไปลองชุดบ้างดีกว่า แล้วชุดเค้าก็เป็นโทนขาวเหมือนกัน เราก็อ้าว

ตอนคุกเข่าพูดว่าอะไร?
เจเจ : จริงๆเตรียมไว้แล้วเขียนไว้ เพราะคิดว่าถ้าถึงโมเมนท์นั้นน่าจะลืมไปหมดเลย พูดว่าอยู่กับเจมีความสุขมั้ย อยู่ด้วยกันตลอดไปมั้ย
แพร : เค้าพูดประมาณนี้แหละ แต่พอถึงเวลาจริงตื่นเต้นมาก มันเกิดขึ้นจริงๆ หัววิ้งไปหมด

แหวนกล่องใหญ่มาก?
เจเจ : ตอนนั้นไม่คิดถึงเรื่องซ่อนแหวนเลย จนกระทั่งเดินไปดินเนอร์ เดี๋ยวซ่อนข้างหลัง
แพร : ซึ่งไม่เนียนเลยนะ เราเห็นแล้วว่าเค้าพยายามยัดอะไรไว้ข้างหลัง คิดอยู่ในใจจะทักดีมั้ยว่าทำอะไร

ร้องไห้มั้ย?
เจเจ : ไม่ได้ร้อง น้ำตาซึม
แพร : น้ำตาซึม ตอนโดนขอเราก็ซึ้ง พอเห็นทุกคนวิ่งกรูออกมาเราก็ร้องไห้น้ำตาแตกเลย มันตกใจ ทุกคนตั้งใจมาถึงกระบี่
เอมี่ : กะว่าต้องร้องไห้แน่เลยแต่ดันไม่ร้อง เราเห็นน้องเงอะงะ พอตอนคุกเข่าเราต้องวิ่งออกไป ร้องไห้อีกวันนึงตอนดูวีดีโอ

รักน้องชายมาก?
เอมี่ : ก็คือที่หนึ่งในทุกๆอย่าง พี่ซีไม่ใช่ที่หนึ่ง รักแหละ แต่ห้ามแตะน้อง แต่เรากับน้องตีกันเองตลอด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top