Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

EV จีนบุกตลาดอังกฤษแรง!! นักวิชาการชี้แบตเตอรี่คือจุดแข็ง ดัน BYD–Jaecoo ขึ้นผู้ท้าชิงหลัก จีนไม่ใช่แค่รถราคาถูก แต่ส่งออกทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

นักวิชาการเผย EV ผลิตในจีน บุกตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น แบตเตอรี่คือจุดแข็ง

ลอนดอน, 15 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) เดวิด เบลีย์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีนกำลังปรากฏให้เห็นในตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์จีนขยับสถานะจากผู้เล่นชายขอบสู่ผู้ท้าชิงหลักอย่างชัดเจน

เบลีย์ให้สัมภาษณ์ความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ายานยนต์ของสหราชอาณาจักร (SMMT) เผยแพร่ข้อมูลสถิติว่ายานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนครองส่วนแบ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของปี 2026

สมาคมฯ ระบุว่าแบรนด์จีนอย่างบีวายดี (BYD) และเจคู (Jaecoo) มียอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรในช่วง 4 เดือนแรก จำนวน 30,480 คัน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

หากนับรวมแบรนด์ที่มีบริษัทจีนเป็นเจ้าของ เช่น วอลโว่ (Volvo) โพลสตาร์ (Polestar) และโลตัส (Lotus) ยอดจำหน่ายโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,222 คัน หรือร้อยละ 22.7 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

เบลีย์กล่าวว่าผู้ผลิตจากจีนได้รับประโยชน์จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ที่เชื่อถือได้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่

นอกจากนั้นปัจจุบันผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนไม่เพียงแข่งขันด้านราคาที่จับต้องได้ แต่ยังแข่งขันด้านระยะทางการขับขี่ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบยานพาหนะอีกด้วย

เบลีย์มองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกรถยนต์เท่านั้นอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

ทั้งนี้ เบลีย์ชี้ว่าบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรและจีนยังมีโอกาสร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตอยู่มาก โดยฝั่งจีนสามารถมองหาโอกาสประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรตามเป้าหมายขยายฐานการผลิตในต่างประเทศและการเป็นที่รู้จักในตลาดท้องถิ่นต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เบลีย์เสริมว่าการที่แบรนด์จีนจะเข้ามาตั้งฐานประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ความร่วมมือลักษณะดังกล่าวอาจช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของสหราชอาณาจักร

EEC เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล!! “อีสท์ วอเตอร์” พร้อมส่งน้ำต่อเนื่อง รองรับ Data Center ระดับโลก ชูโครงข่ายท่อส่งน้ำภาคตะวันออก รับการลงทุนเทคโนโลยี

“อีสท์ วอเตอร์” สร้างความเชื่อมั่น เริ่มส่งน้ำป้อน Data Center ชลบุรี 

“อีสท์ วอเตอร์” ประกาศเริ่มส่งน้ำให้ BDC ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีแล้ว ตอกย้ำบทบาท “ผู้สร้างความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก” (Water Security Solution) พร้อมหนุนเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนระดับโลก และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคง

ล่าสุดกลุ่มอีสท์ วอเตอร์ โดยบริษัท อีสท์วอเตอร์ สเตคอน ยูทิลิตี้ส์ จำกัด (EWS) เริ่มส่งจ่ายน้ำ เพื่อรองรับการใช้น้ำของ บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอไอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ BDC พร้อมขยายการให้บริการแก่ลูกค้า Data Center อีก 2 ราย ภายในปี 2569 มูลค่าสัญญาภายใต้ EWS ตลอดอายุ 20 ปี รวมสูงสุด 3,240 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมต่อศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล โครงการ Data Center ขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งต้องการระบบสาธารณูปโภคที่มีเสถียรภาพสูงและต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

อีสท์ วอเตอร์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ที่ถูกยกระดับเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ Data Center ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีกทั้ง Data Center เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI  ซึ่ง “น้ำ” ถือเป็นสาธารณูปโภคสำคัญ ของการดำเนินธุรกิจ Data Center จากระบบเซิร์ฟเวอร์และระบบทำความเย็นจากน้ำที่ต้องมีเสถียรภาพตลอดเวลา ซึ่งกลุ่มบริษัท อีสท์ วอเตอร์มีโครงข่ายท่อส่งน้ำที่เชื่อมโยงครอบคลุมทั้งภูมิภาค สร้าง Water security ผ่านการบริหารจัดการแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำสำรอง ความต่อเนื่องในการส่งจ่าย และคุณภาพน้ำระดับอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าการส่งน้ำให้ผู้ใช้บริการจะมีความต่อเนื่องแม้ในช่วงภัยแล้งหรือภาวะสภาพอากาศแปรปรวน ก็ยังสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำได้อย่างต่อเนื่อง

อีสท์ วอเตอร์ ยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มศักยภาพสอดรับกับการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อเดินหน้าพันธกิจในการเป็นผู้นำด้านสาธารณูปโภคเพื่ออนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไทยประกาศศักยภาพ!! Mobility Hub เอเชีย เปิดเวที Future Mobility Thailand 2026 ผนึก TyreXpo–AutoMROtive ดันยานยนต์อนาคต รวมทัพเทคโนโลยียานยนต์โลก ชูไทยเป็น Global Matching Hub

ไทยประกาศความพร้อมเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต งาน Future Mobility Thailand 2026 ผนึก TyreXpo Asia Bangkok และ AutoMROtive บนเวทีนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่

กรุงเทพฯ— นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Future Mobility Thailand 2026 (FMT 2026) และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026” มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยานยนต์ อุตสาหกรรมยางล้อ อะไหล่ การซ่อมบำรุง และระบบขนส่งแห่งอนาคตระดับนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และ Mobility Hub ของภูมิภาคเอเชีย

งานดังกล่าวสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบดิจิทัลในภาคการผลิต ตลอดจนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและซัพพลายเชนโลก ซึ่งกำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางธุรกิจด้าน Future Mobility ในภูมิภาค

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของภาคพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ งาน Future Mobility Thailand 2026 และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานของภูมิภาค”

ภายในงานรวบรวมผู้ประกอบการ ผู้ผลิตเทคโนโลยี ผู้พัฒนาระบบ EV ผู้ผลิตยางล้อ อะไหล่ การซ่อมบำรุง และโซลูชันอุตสาหกรรมยานยนต์ครบวงจรจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจับคู่ทางการค้า (Business Matching) และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ด้านผู้จัดงานระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดยานยนต์และอุตสาหกรรม Aftermarket ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งจำนวนยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของระบบโลจิสติกส์ การเติบโตของรถยนต์ใช้งานระยะยาว (Aging Fleet) รวมถึงการเร่งตัวของตลาด EV ที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบ

Future Mobility Thailand 2026 จึงถูกวางบทบาทให้เป็น “Global Marketplace และ Global Matching Hub” ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย นักลงทุน ผู้ผลิตเทคโนโลยี และองค์กรระดับนานาชาติไว้ในเวทีเดียว ขณะที่ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 จะเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมยางล้อ อะไหล่ และธุรกิจซ่อมบำรุงยานยนต์แห่งภูมิภาค ที่สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ครบวงจรของเอเชีย

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีล่าสุดจากผู้ประกอบการชั้นนำระดับโลก ครอบคลุมทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ระบบ AI และ Smart Manufacturing สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนโซลูชันด้านยางล้อ การซ่อมบำรุง และอุปกรณ์ Aftermarket ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่

สภาอุตสาหกรรมฯ หนุนยุทธศาสตร์ 5I ขับเคลื่อนชิ้นส่วนไทยสู่ตลาดโลก

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ราว 3 แสนล้านบาท และรองรับแรงงานกว่า 750,000 คน ส.อ.ท. ได้กำหนดยุทธศาสตร์ 5I ภายใต้วิสัยทัศน์ "The New Chapter of Thai Industry" ประกอบด้วย Intelligent Industry, Innovation & Creative Industry, International Alliance & Network, Industrial Infrastructure Reform และ Inclusive & Sustainable Growth เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยจาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ให้พร้อมแข่งขันในเวทีสากล

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า "งานนี้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ I3 — International Alliance & Network ของ ส.อ.ท. โดยตรง เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้รักษาความเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์โลก และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Supply Chain Hub อย่างแท้จริง"

TAPMA ยืนยันพลังอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทย — Transform ไม่ใช่ถูกแทนที่

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการใน Supply Chain ยานยนต์กว่า 2,400 บริษัท รองรับแรงงานมากกว่า 700,000 คน ขณะที่โลกยังมีรถยนต์สะสมที่ใช้งานอยู่มากกว่า 2.2 พันล้านคัน โอกาสสำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจึงยังคงเปิดกว้างในทุกตลาด ทั้ง Aftermarket, EV, Next Generation ICE และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

"อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังถูกแทนที่ แต่คืออุตสาหกรรมที่กำลัง Transform สู่อนาคต Future Mobility Thailand 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่คือเวทีแห่งการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การลงทุน และอนาคตของประเทศไทย" นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กล่าว

TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ชูเวทีระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมยาง–Aftermarket

Mr.Sukumar Verma กรรมการผู้จัดการ – Maritime & Energy, Informa Markets Singapore ผู้จัดงาน TyreXpo Asia Bangkok กล่าวว่า อุตสาหกรรมยางรถยนต์ในอาเซียนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของลูกค้าที่พัฒนาขึ้น ประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความยั่งยืน และการนำเทคโนโลยีบริการขั้นสูงมาใช้ โดยการแข่งขันในวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการบริการ ความเร็ว ความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการบริหารต้นทุนรวมของการครอบครองยานพาหนะ

ปีนี้ยังได้เปิดตัว AutoMROtive 2026 ซึ่งขยายโฟกัสไปสู่อุปกรณ์เวิร์กช็อป ระบบวินิจฉัย เทคโนโลยีการบำรุงรักษา และโซลูชัน Aftermarket รุ่นใหม่ที่กำลังกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม ควบคู่กับการ Co-locate กับ Future Mobility Thailand, INTERMACH, SUBCON Thailand และ Plastics & Rubber Thailand ซึ่งสร้างโอกาสการเข้าถึงระบบนิเวศยานยนต์–การผลิตอย่างครบวงจร

"TyreXpo Asia Bangkok ยังคงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มชั้นนำของภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมยางและ Aftermarket ยานยนต์ การรวมสามงานในครั้งนี้สร้างโอกาสอันมีคุณค่าสำหรับความร่วมมือทางธุรกิจ การค้นพบเทคโนโลยี และการขยายตลาดทั่วภูมิภาค"

Mr.Sukumar Verma ยังกล่าวเสริมเกี่ยวกับงาน Future Mobility Thailand 2026, TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ว่า “งาน Future Mobility Thailand 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด "From Aftermarket Parts Excellence to Future Global Mobility" โดยสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ร่วมกับ Informa Markets ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เวทีสัมมนาและเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระดับนานาชาติ และการนำเสนอศักยภาพผู้ประกอบการไทยในหลากหลายสาขา.

งานทั้งสามจัด ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2569 พร้อม Co-located กับ INTERMACH, SUBCON Thailand และ Plastics & Rubber Thailand ซึ่งรวมพื้นที่จัดงานกว่า 6 ฮอลล์ สร้างระบบนิเวศการผลิตและยานยนต์ที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค

อินเตอร์ลิ้งค์ลุย AI Q1/69 รายได้เกือบร้อยล้าน ปรับยุทธศาสตร์รองรับยุคใหม่ เน้นเติบโตมั่นคงยั่งยืน ธุรกิจหลักยังแกร่งต่อเนื่อง

กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เปิดงบ Q1/69 รายได้รวม 995.06 ล้านบาท ประกาศปรับยุทธศาสตร์ชัดสู่ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” เตรียมรับยุค AI Transformation มั่นใจรากฐานแข็งแกร่ง หนุนการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว

ก้าวที่ยิ่งใหญ่ เดินหน้าก้าวใหม่ครั้งสำคัญ วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมี รายได้รวม 995.06 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 78.14 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพ และความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน พร้อมประกาศเดินหน้าสู่ “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” ซึ่งนับเป็นการปรับยุทธศาสตร์องค์กรครั้งสำคัญ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และการเข้าสู่ยุค AI Transformation อย่างเต็มรูปแบบ

ตลอดระยะเวลากว่า 39 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ.2530 กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” และได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2547 โดยที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตต่อเนื่อง และยั่งยืน (Sustainable Growth)” ผ่านการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก และ 1 มูลนิธิฯ ที่ดำเนินงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่

ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (Cabling Distribution Business)
ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน (Turnkey EPC Engineering Business)
ธุรกิจเทเลคอม และดาต้าเซ็นเตอร์ ธุรกิจโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Telecom & Data Center Business)
มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม และสนับสนุนด้านการศึกษา

โดยนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้มีการปรับรูปแบบการจัดทำงบการเงินครั้งสำคัญ โดยจะไม่นำผลประกอบการของบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL มารวมในงบการเงินรวมของ กลุ่มบริษัทฯ อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ในเชิงการบริหารจัดการ และการกำกับดูแลการดำเนินงาน ยังคงบริหาร และดูแลทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจร่วมกันเช่นเดิม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กรภายใต้แนวคิด “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ เพื่อก้าวต่อไป ของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะการเข้าสู่ยุค AI Transformation ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบสื่อสาร พลังงาน และ Data Center

สำหรับผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักในไตรมาส 1/2569 ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร (Cabling Distribution Business) ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านการนำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN CABLING ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้านระบบสายสัญญาณ LAN, Fiber Optic, Solar Cable, Control Cable, Security Cable, Coaxial Cable และตู้ Rackมาตรฐานสากล ซึ่งรองรับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่ม Data Center, Smart Building, Smart Factory และ AI Infrastructure

ผลการดำเนินงานของธุรกิจดังกล่าวในไตรมาสแรก มีรายได้รวม 972.99 ล้านบาท คิดเป็น 32.43% ของเป้าหมายรายได้ทั้งปีที่ตั้งไว้ 3,000 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 78.27 ล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 8.04% ของรายได้รวม และคิดเป็น 27.18% ของเป้าหมายกำไรสุทธิทั้งปีที่ตั้งไว้ 288 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน และความสามารถในการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจวิศวกรรมโครงการ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้า และพลังงาน (Turnkey EPC Engineering Business) ภายใต้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ IPOWER ยังคงเดินหน้ารับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน (Underground Cable) ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง (Transmission Line) และสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในยุคพลังงานและดิจิทัล

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 ธุรกิจ EPC มีรายได้ 17.59 ล้านบาท และมีมูลค่างานในมือ (Backlog) คงเหลือรวมทั้งสิ้น 2,126.16 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต พร้อมตั้งเป้ารายได้ทั้งปี 2569 ที่ 990 ล้านบาท และมุ่งสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำแรงสูงของประเทศไทยในอนาคต

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของกลุ่มบริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในการก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง AI Transformation ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก บริษัทฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์ และโครงสร้างการดำเนินงาน เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมต่อยอดจุดแข็งขององค์กรที่สั่งสมมายาวนานกว่า 39 ปี แม้ในปีนี้จะมีการปรับโครงสร้างการจัดทำงบการเงินของกลุ่มบริษัทฯ แต่ในเชิงการบริหารจัดการ เรายังคงดูแล และขับเคลื่อนทุกธุรกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว ร่วมกับพร้อมเดินหน้าสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ยังเชื่อมั่นว่า แนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center, AI Infrastructure, Smart Energy และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกลุ่มบริษัทในอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจสายสัญญาณ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

นับว่าการปรับแผนการดำเนินงาน ด้วยแนวทาง “ก้าวใหม่ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ก้าวต่อไป” จึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นของ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในการยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และทุกภาคส่วนต่อไปในอนาคต

WHA Group โชว์กำไร รายได้ 3,294 ล้าน ไตรมาสแรก 2569 WHA เดินหน้าโตต่อเนื่อง 5 กลุ่มธุรกิจ ยอดขายนิคมฯ Q1 พุ่ง 951 ไร่ รับเมกะเทรนด์ย้ายฐานผลิต

WHA Group โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่งตามแผนงาน

พร้อมเติบโตต่อเนื่องในทุก Business Hubs

กรุงเทพฯ – บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) แกร่ง ยอดขายที่ดินไตรมาส 1/2569 พุ่งเฉียด 1,000 ไร่ รับเมกะเทรนด์โลกย้ายฐานการผลิตเข้านิคม WHA ล่าสุดยักษ์ใหญ่กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กวาดพื้นที่กว่า 900 ไร่ และอยู่ระหว่างเจรจาอีกเพียบทั้งกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ย้ำเป้ายอดขายที่ดินปี 2569 แตะ 2,500 ไร่ ด้านธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตอย่างโดดเด่น พร้อมธุรกิจน้ำ-ไฟฟ้าฟื้นตัวแรงตามกลุ่มปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และยานยนต์ โดยในไตรมาสแรกมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 3,294 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติ 1,445 ล้านบาท

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)(WHA Group) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร 3,242 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,508 ล้านบาท โดยหากพิจารณาจากผลประกอบการปกติ บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 3,294 ล้านบาท ลดลง 38% และกำไรปกติ 1,445 ล้านบาท ลดลง 30% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรรายไตรมาสสูงสุดในปีที่ผ่านมา ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกเติบโตต่อเนื่อง รับการลงทุนของลูกค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์มีการขยายตัวโดดเด่น พร้อมดีมานด์สัญญาเช่าระยะสั้นเพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจน้ำตามการใช้น้ำของกลุ่มโรงไฟฟ้า และปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) เปิดเผยว่า สำหรับผลงาน ในไตรมาสแรกของปีนี้ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยอดขายนิคมฯ ที่พุ่งแตะ 951 ไร่ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่เติบโตโดดเด่น รวมถึงธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตอย่างมั่นคงของ WHA Group

ธุรกิจโลจิสติกส์ : ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทลงนามสัญญาเช่าโครงการ Built-to-Suit และโรงงาน/คลังสินค้าสำเร็จรูปเพิ่ม 43,840 ตร.ม. และยังมีสัญญาเช่าระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูงจำนวน 63,385 ตร.ม. ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่คลังสินค้าภายใต้การถือครองและบริหารทั้งหมด 3,221,676 ตร.ม. ล่าสุด บริษัทได้รับการคัดเลือกจากบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์เช่าพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานสำหรับเก็บสินค้าอันตราย (Dangerous Goods) รวมกว่า 4,700  ตร.ม. และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่อีกหลายโครงการ คาดว่าจะสามารถทยอยเซ็นสัญญาได้ในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ WHA Group ยังคงเดินหน้าขยายศูนย์โลจิสติกส์ต่อเนื่อง โดยโครงการ WHA Mega Logistics Center บางนา-ตราด กม. 23 (ขาเข้า) และ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีผู้เช่าเกือบเต็มทั้งโครงการ ขณะเดียวกันบริษัทเร่งพัฒนาโครงการใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ได้แก่ โครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจิตร กม.4 โครงการ 2 ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และโครงการ WHA Mega Logistics Center เทพารักษ์ กม.21 (เฟส3) ก่อสร้างแล้วกว่า 50% พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่  WHA Manufacturing Park 331 บนทำเลยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ด้านศูนย์โลจิสติกส์เซ็นเตอร์แห่งแรกในเวียดนาม ภายในนิคมอุตสาหกรรมมินห์กวาง จังหวัดฮึงเอียน ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทได้เซ็นสัญญาเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์หลายราย ส่งผลให้มีอัตราการเช่าพื้นที่ทะลุ 80%

ส่วนแผนการขายทรัพย์สินและ/หรือสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์ WHART และ WHAIR ล่าสุด ที่ประชุมผู้ถือหน่วย WHART มีมติอนุมัติการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม พื้นที่รวมกว่า 99,390 ตร.ม. มูลค่า 2,508 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมเสนอเรื่องต่อที่ประชุมผู้ถือหน่วย WHAIR  เพื่อพิจารณาการลงทุนในทรัพย์สินและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ 45,000 ตร.ม. มูลค่าราว 1,100 ล้านบาท ภายในไตรมาส 2/2569

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม : ในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมียอดขายที่ดินรวม 951 ไร่ จากเป้าปีนี้ที่ 2,500 ไร่ และยอดโอนที่ดิน 296 ไร่ พร้อมทั้งมียอดขายที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) ให้กับลูกค้าที่สูงถึง 1,426 ไร่ สะท้อนถึงความต้องการที่ดินอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูง จากกระแสการย้ายฐานการลงทุนและการผลิต (Relocation) มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก โดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหันมาเลือกประเทศที่มีเสถียรภาพและความปลอดภัยสูง ประเทศไทยจึงได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว ด้วยปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ซัพพลายเชนมีประสิทธิภาพ แรงงานมีทักษะ และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนไตรมาส 1/2569 ที่ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่าจากปีก่อน นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล ด้วยมูลค่าลงทุนสูงสุด 873,741 ล้านบาท คิดเป็น 86% ของมูลค่ารวม ขณะเดียวกัน การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รวม 965,869 ล้านบาท เติบโตถึง 261% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 “ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินกับลูกค้าดาต้า
เซ็นเตอร์รายใหญ่ พื้นที่กว่า 900 ไร่ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีสมัยใหม่ของไทย และยังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า”

ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 17 แห่ง ในไทยและเวียดนาม โดยในไทย มีพื้นที่กำลังก่อสร้างและรอพัฒนากว่า 10,230 ไร่ โดยเฉพาะโครงการใหม่ WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 5 (WHA ESIE 5) พื้นที่ 7,250 ไร่ ที่ได้รับความสนใจสูง คาดเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงแรกได้ในไตรมาส 2/2569 ทางด้านเวียดนาม บริษัทมีเขตอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วรวม 4,241 ไร่ (678.5 เฮกตาร์) ได้แก่ WHA Industrial Zone 1–Nghe An ที่จังหวัดเหงะอาน (Nghe An) และ WHA Smart Technology Industrial Zone 1–Thanh Hoa ที่จังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hóa) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) : ไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดขายและบริหารน้ำรวมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ 42.6 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยในประเทศไทยมียอดจำหน่ายน้ำ 33.7 ล้านลูกบาศก์เมตร โตขึ้น 9% จากปีก่อน โดยเฉพาะน้ำดิบและน้ำอุตสาหกรรมที่เพิ่มตามความต้องการของกลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี โดยเพิ่มขึ้น 12% และ 10% ตามลำดับ รวมถึงผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่มที่ขยายตัวต่อเนื่องจากลูกค้าใหม่ อีกทั้งยังมีรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้น้ำเกินกว่าที่จัดสรร (Capacity Charge) จากลูกค้ารายใหญ่ จำนวน 326 ล้านบาท ส่วนเวียดนาม มียอดจำหน่ายน้ำตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 8.9 ล้านลูกบาศก์เมตร ลดลงเล็กน้อยตามความต้องการใช้น้ำของลูกค้าหลักในโครงการ Duong River

ธุรกิจไฟฟ้า : ไตรมาส 1 ปี 2569  มียอดขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 76 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นถึง 55% จากปีก่อน พร้อมแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมีการเซ็นสัญญาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 6 สัญญา กำลังผลิตรวม 22 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ยอดสะสมโครงการ Private PPA อยู่ที่ 372 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้น 1,058 เมกะวัตต์ ซึ่งแบ่งเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วจำนวน 735 เมกะวัตต์ (เป็นพลังงานหมุนเวียนจำนวน 206 เมกะวัตต์) และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 323 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด

ล่าสุด WHAUP ได้ลงนาม MOU กับ Apex Circuit (Thailand) พัฒนาโครงการโซลาร์ 17
เมกะวัตต์ พร้อมปั้นโมเดล “ซื้อขายไฟตรง” Direct PPA และ Third Party Access (TPA) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ อย่างไรก็ตามในไตรมาสนี้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน แต่บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานจะทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 2-3/2569  หลังปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ธุรกิจดิจิทัล : หลังจากความสำเร็จในการยกระดับสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Technology-driven Organization) ในปีที่ผ่านมา WHA Digital เดินหน้าพัฒนาโครงการ Digital & AI Transformation ผ่านแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ โมบิลิกส์ซอฟต์แวร์โซลูชัน (Mobilix Software Solution) แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะ และ WHASApp ที่มาพร้อมฟีเจอร์ CO2ZERO  สำหรับบริหารคาร์บอนฟุต
พริ้นท์แบบเรียลไทม์ และฟีเจอร์ WeCYCLE เพื่อจัดการขยะรีไซเคิล ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพ                การดำเนินงานของกลุ่มบริษัท

พร้อมกันนี้  WHA Digital ได้วางโรดแมพ 3 ปี ภายใต้โครงการ “Flight of the Future” สู่การสร้าง Intelligent Enterprise Ecosystem ภายในปี 2028  ที่มุ่งพัฒนาองค์กรสู่การเป็นระบบนิเวศองค์กรอัจฉริยะ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ระบบงาน บุคลากร และการตัดสินใจเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ วางแผนล่วงหน้า และปรับตัวได้รวดเร็ว รองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ ยังเน้นในเรื่องของการสร้างบุคลากร และวัฒนธรรม AI ผ่านโปรเจค AI Playground พื้นที่ทดลองเพื่อเปลี่ยนต้นแบบ (Prototype) จากเคสที่ชนะจากการแข่งขัน “WHA Hackathon 2025” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์

ธุรกิจโมบิลิตี้ : ประกาศเดินหน้ารุกตลาดกรีนโลจิสติกส์เต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ Mobilix  สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจรรายแรกในไทย ครอบคลุม 3 บริการหลัก ได้แก่ EV Rental Service บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร EV Charging Solution ทั้งสถานีชาร์จภายในองค์กรและสาธารณะ พร้อมเครื่องชาร์จและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง Mobilix Software Solution แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะสำหรับจัดการรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มียอดให้บริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าสะสมแล้วกว่า 413 คัน สะท้อนการเติบโตของธุรกิจและความต้องการโซลูชัน

ด้านโลจิสติกส์สีเขียวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากความสำเร็จด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ช่วงมีนาคม
ที่ผ่านมา WHA Group ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่า 3,500 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันให้การตอบรับที่ดีมียอดจองล้นกว่า 2 เท่าของจำนวนเสนอขาย สะท้อนถึง                  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัท ซึ่งสอดรับกับศักยภาพความแข็งแกร่งโครงสร้างทางการเงิน และล่าสุดที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลรวมปี 2568 ที่ 0.2107 บาทต่อหุ้น โดยได้จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.0669 บาทต่อหุ้น และจ่ายเพิ่มอีก 0.1438 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นี้ ตอกย้ำโอกาสการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจของ WHA Group

พีทีที สเตชั่น ร่วม “ไทยช่วยไทย” OR ร่วมรัฐบาลลดค่าครองชีพประชาชน ลดภาระค่าน้ำมันรถพุ่มพวง กระจายสินค้าราคาประหยัดถึงชุมชนทั่วประเทศ หนุนสินค้าราคาประหยัดเข้าถึงอำเภอ–ชุมชน

พีทีที สเตชั่น ช่วยไทยลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านรถพุ่มพวงทั่วประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) 

ร่วมแถลงข่าวเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนำสินค้าอุปโภคและบริโภคราคาประหยัดจำหน่ายแก่ประชาชนในชุมชนผ่านรถพุ่มพวง เพื่อเป็นการช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าราคาประหยัดและยังเป็นการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569 

หม่อมหลวงปีกทอง เปิดเผยว่า “สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ได้ร่วมสนับสนุนลดภาระค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ขับขี่รถพุ่มพวงให้สามารถนำสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายไปยังอำเภอต่าง ๆ 

ทั่วประเทศได้อย่างทั่วถึง ซึ่งมีสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น กว่า 2,400 แห่ง ในกว่า 760 อำเภอ ที่พร้อมรองรับการเดินทางของรถพุ่มพวงได้ตลอดเส้นทาง” 

กิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการแบ่งเบาภาระของผู้ขับขี่รถพุ่มพวง แต่ยังตอกย้ำว่า พีทีที สเตชั่น เป็นศูนย์กลางของชุมชนตามแนวคิด Living Community รวมถึงได้ร่วมเติมเต็มรอยยิ้มให้ชุมชน และส่งต่อความสุขให้กับประชาชน โดย พีทีที สเตชั่น ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาสังคม พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยในทุกมิติ 

ฝ่ายสื่อสารองค์กร โออาร์

อีเมล [email protected]  

13 พฤษภาคม 2569 

เว็บไซต์ www.pttor.com

พลังงานเผยไทยสำรองน้ำมันพอ 117 วัน จับตาฮอร์มุซตึงเครียดดันราคาดิบโลกพุ่งอีกครั้ง ฮอร์มุซยังเป็นจุดเสี่ยงพลังงานโลก พลังงานเผยราคาน้ำมันไทยทรงตัว ดีเซลไทยคง 39.95 บาทต่อลิตร

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบางอย่างมาก และได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องยุติสงครามของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ผู้นำอิสราเอลย้ำว่าสงครามยังไม่จบเนื่องจากยังต้องยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงตลาดยังจับตาการหารือประเด็นนี้ในการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนที่กำลังจะเกิดขึ้น ปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อและส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลัก ที่อาจเผชิญภาวะชะงักงันยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ หากทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก กลับมาพลิกปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อตอบรับกับความกังวลดังกล่าว หลังจากที่ภาพรวมราคาเคยปรับตัวย่อลงมาในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าจากความหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งอาจคลี่คลายลง

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 117 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 31 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 35 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 26 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 10 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 69.28 ล้านลิตร และจำหน่าย 58.05 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 39.95 บาท และดีเซล B20 ที่ 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.57 - 88.16 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซล   ของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์    อยู่ที่ 41.48 – 114.15 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,379.82 ล้านบาท โดยมีรายจ่ายประมาณวันละ 71.93 ล้านบาท

พลังงานเผยไทยสำรองน้ำมันพอ 113 วัน กองทุนน้ำมันยังติดลบแต่มีรายรับ จับตาฮอร์มุซตึงเครียดดันราคาดิบโลกพุ่ง วิกฤตอุปทานพลังงานโลกกดดันตลาด พลังงานย้ำไทยผลิตดีเซลเกินยอดจำหน่าย

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพของอิหร่านที่เรียกร้องให้ยกเลิกการคว่ำบาตรและการปิดล้อม  ทางทะเลอย่างสิ้นเชิง สอดคล้องกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ย้ำว่าสงครามยังไม่จบจนกว่าจะรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ ประกอบกับสหรัฐฯ ที่ขู่พร้อมใช้ปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ   หากการเจรจาล้มเหลว ความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดความกังวลว่าอุปทานพลังงานโลกจะเผชิญภาวะชะงักงัน ส่งผลให้คลังน้ำมันสำรอง  ทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐฯ ถูกดึงออกมาใช้จนลดลงในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ และเสี่ยงที่จะแตะระดับวิกฤตเชิงปฏิบัติการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังบีบให้สหภาพยุโรปต้องชะลอแผนการแบนน้ำมันจากรัสเซียออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้อุปทานตึงตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งจากความกังวลเรื่องการขาดแคลนอุปทานและความเสี่ยงจากสงครามที่กลับมาปะทุ ส่งผลให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนดังกล่าว

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 113 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 29 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 26 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 9 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 68.90 ล้านลิตร และจำหน่าย 59.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 39.95 บาท และดีเซล B20 ที่ 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.30 - 88.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.25 – 113.97 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,323.61 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 17.63 ล้านบาท

ไทยออยล์กำไรเกือบ 2 หมื่นล้านไตรมาสแรก เผยกำไรดำเนินงาน 6,927 ล้านบาท ไทยออยล์เดินหน้าจัดหาน้ำมันดิบต่อเนื่อง แม้ต้นทุนพุ่ง ย้ำไม่ส่งผ่านภาระเสี่ยงให้ผู้บริโภค พร้อมเตือนครึ่งปีหลังยังไม่แน่นอนจากตลาดน้ำมันโลก

ไทยออยล์ ย้ำพันธกิจ “สร้างเสถียรภาพพลังงานของประเทศ” และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยรวมอยู่ในระดับที่ดี แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความ

ผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคานํ้ามันดิบและน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับการดำเนินธุรกิจปกติของ

ไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนั้น ไทยออยล์ยังมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้    2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร”

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ไทยออยล์ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังดังนี้

ความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากและมีความผันผวนสูง หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง และเกิดผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในอนาคต

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
- ไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น
-ผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย. –      19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท
-ยอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งไทยออยล์ได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ โดยจากข้อมูลในอดีต ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลารับคืนเงินชดเชยประมาณ 1-2 ปี
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

ความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป
-การสูญเสียโอกาสทางรายได้จากข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยออยล์ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลไปยังตลาดต่างประเทศได้ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลให้ต้องปรับแผนการจำหน่ายไปในช่วงที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
- การลดกำลังการผลิต ท่ามกลางความผันผวน ไทยออยล์ยังคงรักษากำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การส่งออกน้ำมันยังจำกัด ส่งผลให้ระดับน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้ระดับสูงสุด อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย
- การขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดเวลา ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี

อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ยังคงบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบภายใต้บทบาทการเป็น
เสาหลักด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่าง

เต็มความสามารถ โดยดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูง ทั้งนี้ ผลกระทบจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานในไตรมาสถัดๆ ไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และในครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อุปสงค์และอุปทานของน้ำมัน หากราคาน้ำมันมีการปรับฐานลงหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของกลุ่มไทยออยล์”
ไทยออยล์มุ่งมั่นรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศเป็นพันธกิจหลัก ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

ProPak Asia 2026 ขยายพื้นที่!! ย้ายสู่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพิ่มพื้นที่จัดแสดง 20% รับอุตฯอัจฉริยะ คาดผู้เข้าชมกว่า 80,000 คนทั่วโลก มูลค่าการค้ากว่า 5.5 พันล้านบาท

ProPak Asia 2026 ย้ายสู่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ขยายพื้นที่รับอุตฯ การผลิตและบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ชี้เทรนด์อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา และบรรจุภัณฑ์ เติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ Industry 5.0 เดินหน้ายกระดับ ProPak Asia 2026 สู่แพลตฟอร์มธุรกิจ-นวัตกรรมระดับภูมิภาค คาดผู้เข้าชมกว่า 80,000 คน และมูลค่าการค้าภายในงานกว่า 5.5 พันล้านบาท

อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก ถึงจุดเปลี่ยนจาก Mass Production สู่ Hyper-Intention ด้าน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เผยอุตสาหกรรมการผลิตกำลังก้าวสู่ Industry 5.0 ที่มนุษย์ AI และ เทคโนโลยีเครื่องจักรทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดร่วม วว. - สอท. – หอการค้าไทย-พันธมิตรองค์กรธุรกิจและบริษัทชั้นนำทั่วโลก ร่วมจัดงาน ProPak Asia 2026 เสริมความพร้อมพัฒนาผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวถึงทิศทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และยุทธศาสตร์ที่จะยกระดับศักยภาพการผลิตไทย สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิต แปรรูป อาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ระดับโลก (Global Hub) ว่า ทิศทางการผลิตในอนาคตกำลังก้าวสู่ Industry 5.0 ที่ผสานการทำงานระหว่างมนุษย์ AI และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพการผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม ยา และบรรจุภัณฑ์ กำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบ Mass Production ไปสู่การผลิตที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัวสู่โรงงานอัจฉริยะและกระบวนการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดการสูญเสีย และรองรับแนวโน้มด้านความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่

ดังนั้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ งาน ProPak Asia 2026 จึงย้ายสถานที่จัดงานไปยัง อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งการย้ายที่จัดงานไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ แต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับจากงานระดับภูมิภาค สู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิตและบรรจุภัณฑ์ระดับโลก ด้วยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น 20% (รวมกว่า 60,000 ตร.ม.) ทำให้รองรับการจัดแสดงเครื่องจักรและสายการผลิตอัจฉริยะสมัยใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบจากผู้ผลิตระดับโลกที่จะนำมาเดินเครื่องให้ชมแบบ Real-time ซึ่งหาดูได้ยากสำหรับงานในระดับภูมิภาค พร้อมเพิ่มโซนจัดงานใหม่ DigitalisationAsia Zone & Intelligent Automation ที่เจาะลึกนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักรและโซลูชั่นใหม่ๆ รวมถึง Data-driven ที่ใช้ข้อมูลและผลวิเคราะห์ มาช่วยเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และลดความเสี่ยง ผ่านการใช้เครื่องมือ AI, Machine Learning และระบบวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารโรงงานด้วย AI และการใช้หุ่นยนต์ Collaborative Robots ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ รวมถึงการเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เชิงลึก (Sustainability Gateway) ผ่านกิจกรรมสัมมนา การประชุม และ Workshop ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คน ที่จะมาร่วมถอดรหัสเทรนด์อุตสาหกรรม อาทิ อาหารแห่งอนาคต การผลิตเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (Global Food Security) Lab & Test Asia ที่เน้นมาตรฐานการทดสอบระดับสากล ฯลฯ สำหรับการจัดงานฯ ปีนี้ มีบริษัทชั้นนำเข้าร่วมจัดแสดงงานถึง 2,500 แบรนด์  จาก 45 ประเทศ มีพาวิเลียนนานาชาติ 13 ประเทศและกลุ่มประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้, จีน, ญี่ปุ่น สิงคโปร์, ไตัหวัน,  มาเลเซีย,ฝรั่งเศษ,  อังกฤษ, อเมริกาเหนือ, อินเดีย, อิตาลี, ออสเตรเลีย, บาวาเรีย และคาดปีนี้มีผู้เข้าเยี่ยมชมงานจากทั่วโลกกว่า 80,000 คน สร้างมูลค่าการค้าและเจรจาธุรกิจในงาน 5.5 พันล้านบาท

งาน ProPak Asia2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เจรจาซื้อขายเครื่องจักร แต่เป็นการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่า (Total Value Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่การแปรรูป การบรรจุ ไปจนถึงคลังสินค้าอัจฉริยะและการ
ขนส่งแบบ Cold Chain อย่างแท้จริง โดยทาง อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มีการวางเป้าหมายขับเคลื่อน ProPak Asia ให้ก้าวขึ้นเป็นงานแสดงสินค้าด้าน Processing & Packaging อันดับ 1 ของเอเชียแปซิฟิก ภายในปี 2027 และก้าวสู่การเป็นงานระดับโลกภายในปี 2028 จึงอยากให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ควรพลาดที่จะเข้ารวมงานในครั้งนี้

ด้าน ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวถึงบทบาทในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก (Food Security Hub) ว่า วว. มุ่งใช้กลไกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปเสริมแกร่งใน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูง (Future Food) การใช้เทคโนโลยีการแปรรูปเพื่อลดการสูญเสีย (Food Loss & Food Waste) และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly packaging) สอดคล้องกับแนวคิด BCG Economy เพื่อก้าวข้ามมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวด และสถานการณ์โลกที่ผันผวน ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์นั้น ยึดปรัชญาการทำงานแบบ “Partner of your success” โดยทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดแก่ผู้ประกอบการและนักวิจัยรุ่นใหม่ ผ่านบริการ Total Solution Service ที่ดูแลตั้งแต่การวิจัยสูตรผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ทดสอบมาตรฐานสากล ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ Sandbox & Infrastructure ให้ผู้ประกอบการทดลองผลิตจริงในโรงงานต้นแบบ เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการลงทุนจริง สำหรับไฮไลต์ในงาน ProPak Asia 2026 ปีนี้ วว. เตรียมแสดงศักยภาพภายใต้ธีม “TISTR Total Solution” ประกอบด้วย TISTR Showcase การจัดแสดงเบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจ และบริการ Business Matching ให้คำปรึกษาแบบ One-on-One สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการแก้ปัญหาด้านเทคนิค หรือ ยกระดับบรรจุภัณฑ์สู่มาตรฐานสากล รวมถึงการแสดงผลงานที่ชนะการประกวดบรรจุภัณฑ์ไทยประจำปี 2569 (ThailandStar Packaging Awards 2026 ) ภายใต้แนวคิด “Packaging Beyond the Box : ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต” ซึ่งปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดกว่า 100 ผลงาน โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ส่วนผลงานที่ได้รางวัลจะสามารถส่งประกวดในเวทีระดับภูมิภาค (AsiaStar) และระดับโลก (WorldStar) ได้ต่อไป วว. มีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ส่วน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยถึงการส่งออกอาหารของไทยว่า ยังรักษาระดับการส่งออกในตลาดเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปได้อย่างต่อเนื่อง โดยตะวันออกกลางถือเป็นโอกาสทอง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าอาหารสูงถึง 50–90% ทำให้เมื่อสถานการณ์คลี่คลายจะเป็นโอกาสให้ไทยกลับเข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาดได้ วันนี้ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและโภคภัณฑ์แบบเดิมถึงร้อยละ 90 ขณะที่ส่งออกสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพียงประมาณร้อยละ 10 หากผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานสินค้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ อาทิ กลุ่ม Functional Food, Plant-based, หรือ ผลิตภัณฑ์กลุ่มลดหวาน-เค็ม-ไขมัน ฯลฯ ได้ ก็จะเป็นหมากที่ชี้ขาดชัยชนะในเวทีโลก ซึ่งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์อาหารไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดการลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรม ดังนั้นงาน ProPak Asia 2026 จึงเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่หอการค้าไทยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากเป็นทางลัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยแล้ว ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดง ซึ่งผู้ประกอบการนำไปปรับใช้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ลดการความสูญเสียการผลิต หรือ ยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้นานขึ้นได้ และยังเป็นโอกาสให้ได้พบพันธมิตรทางธุรกิจ ได้เรียนรู้แนวทางการปรับกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จากทั่วโลกด้วย

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนั้น ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ Domino Effect หลายอย่าง ทั้งภาวะสงคราม เกิดเป็นวิกฤตพลังงาน ส่งผลถึงความมั่นคงทางอาหาร และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานอาหารทั่วโลก แม้ตัวเลขการส่งออกอาหารไทยช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาจะส่งสัญญาณลดลงทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ซึ่งในวิกฤตก็ยังมีโอกาส แต่ต้องพลิกเกม เปลี่ยนทิศทาง ปรับโครงสร้าง และเพิ่มมูลค่า พร้อมขยายตลาดใหม่สู่ Emerging Market ที่มีกำลังซื้อและต้องการความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงเร่งพัฒนาสินค้า เพิ่มคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มแทนสินค้าที่แข่งขันด้านปริมาณและราคา อย่างอาหารแปรรูป อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำหรับผู้สูงอายุ หรือ อาหารแห่งอนาคต ธุรกิจต้องเดินหน้าด้วยนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทนและและบรรจุภัณฑ์ทางเลือก ส่วนการร่วมจัดงานกับ ProPak Asia 2026 ถือเป็นจิ๊กซอว์ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มไทย โดยเฉพาะ SME และสตาร์ตอัพ ให้เข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยกระดับและพัฒนาการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของโลก ลดต้นทุน และ Zero Waste ในโอกาสนี้ สอท. เข้าร่วมเสวนาใน ProPak Stage หัวข้อ “Asia F&B Industry Outlook: Economic Signals & Game Changer” ซึ่งพูดถึงภาพรวมสภาวะเศรษฐกิจ และแนวทางการปรับตัว โดยจัดขึ้นวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00–13.45 น. จึงขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานฯ เพื่อรับฟังแนวคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ

งาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com

พอร์ตต่างประเทศหนุนโต!! BCPG กำไรไตรมาส 1/2569 พุ่ง 373.5% แตะ 722 ล้านบาท แรงหนุนโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ–พลังงานลมลาว เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด–โครงสร้างพื้นฐาน

BCPG โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เติบโต 373.5% รับแรงหนุนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ-โครงการใหม่

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 373.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,098.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3

การเติบโตของผลการดำเนินงานมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับรู้รายได้ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่สูงขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ที่เปิดดำเนินการ เชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568

ในส่วนของรายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการรับรู้รายได้ของโครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District Cooling System) ซึ่งเป็นการรับรู้รายได้ในช่วงเปิดดำเนินการครั้งแรกจากการโอนกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของสัญญา ในขณะที่มีการรับรู้ต้นทุนขายและบริการในจำนวนเดียวกัน 

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกสะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ จากโครงการต่างๆ ที่ได้ลงทุนไป ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐอเมริกา และโครงการพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงและรับโอนสินทรัพย์ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กำลังการผลิตรวม 17.5 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและเสริมศักยภาพการแข่งขัน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารพอร์ตโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว

‘โออิชิ’ รุกซิลเวอร์เอจ เปิดตัวบัตรสมาชิกใหม่ 299 บาท รับส่วนลดบุฟเฟต์สูงสุด 30% ทั่วไทย เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ยกระดับอาหารญี่ปุ่นรักษ์สุขภาพ

โออิชิ รุกตลาดซิลเวอร์ เอจ

เปิดตัว “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้ม

ตอกย้ำแบรนด์ที่เข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่วงวัย

บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ โออิชิ (OISHI) ตอกย้ำภาพลักษณ์ “เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น” (KING OF JAPANESE FOOD) เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงใจ ล่าสุด ผนึกกำลังร้านอาหารญี่ปุ่น 3 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND), โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM), และ โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET) สร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าคนพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ

ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ได้เปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” (OISHI SENIOR CARD) ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเพื่อมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับลูกค้ากลุ่มซิลเวอร์ เอจ (silver age) หรือผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าการรับประทาน แต่เป็นการสร้างความสุขและสีสันในการใช้ชีวิตให้กับผู้สูงวัยยุคใหม่

-สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ได้ในราคาพิเศษ 299 บาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยจำกัดจำนวนเพียง 3,300 ใบเท่านั้น

-โดยสิทธิประโยชน์หลัก คือ ส่วนลดพิเศษสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการรับประทานบุฟเฟต์ (เฉพาะผู้ถือบัตรสมาชิกฯ และแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569

การเปิดตัวบัตรสมาชิก “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด” ในครั้งนี้ โออิชิตั้งเป้าหมายที่จะมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นที่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความคึกคักและตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เพราะเราเชื่อว่า อาหารที่ดี...คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง โออิชิจึงพร้อมส่งมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราในทุกช่วงวัย”

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการสมัครและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและโปรโมชันที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กwww.facebook.com/oishigroup หรือเว็บไซต์ www.oishifood.com

สภาทองคำโลกเผย!! ทองคำลงทุนไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี ราคาทองคำแตะจุดสูงสุดทั่วโลก ความต้องการทองเพิ่ม 2% ทั่วโลก นักลงทุนแห่ซื้อทองคำแท่งและเหรียญ

สภาทองคำโลกเผย ความต้องการทองคำสำหรับการลงทุนในไตรมาสแรกของประเทศไทย เป็นไตรมาสแรกที่สูงสุดตั้งแต่ปี 2562 โดยราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ยังคงกำหนดความต้องการทั่วโลก

กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2569 – สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยระบุว่า ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญในประเทศไทยพุ่งสูงแตะ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่แข็งแกร่งที่สุดของไทยนับตั้งแต่ปี 2562 ด้วยมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า รายงานยังระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงหนุนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ความต้องการทองคำทั่วโลกจากทุกภาคส่วน (ซึ่งรวมถึงการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์  หรือ Over-the-counter: OTC) รายไตรมาสนั้นเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1,231 ตัน แม้ปริมาณความต้องการทองคำจะเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง แต่มูลค่ากลับพุ่งสูงถึงระดับ 1.93 แสนล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าเพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกหันมาสนใจทิศทางราคาทองคำและคุณสมบัติในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ผลักดันให้ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 474 ตัน

ตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มีการซื้อทองคำแท่งและเหรียญเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการทองคำในปัจจุบัน นอกจากนี้ ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เพิ่มขึ้น 14% และ 50% ตามลำดับ

ความต้องการกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (ETF) ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอย่าง ยังคงเป็นบวกในไตรมาสที่ 1 โดยปริมาณการถือครองเพิ่มขึ้น 62 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของกองทุนที่จดทะเบียนในเอเชีย ซึ่งเพิ่มขึ้น 84 ตันตลอดไตรมาส อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนไหลออกจำนวนมากในเดือนมีนาคม ส่วนใหญ่มาจากกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา ทำให้ผลการดำเนินงานที่เริ่มต้นอย่างแข็งแกร่งมากในช่วงต้นปีชะลอตัวลง

ในทางกลับกัน ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงอย่างมาก โดยลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาสู่ระดับ 300 ตัน อันเป็นผลมาจากราคาที่สูงขึ้นตลอดทั้งไตรมาส ความต้องการเครื่องประดับของไทยเป็นไปตามแนวโน้มโลก ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เหลือ 1.7 ตัน โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับอ่อนแอลงในทุกตลาดหลักทั่วโลก และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในตลาดจีน (-32%) อินเดีย (-19%) และตะวันออกกลาง (-23%) อย่างไรก็ตาม ในแง่มูลค่า ความต้องการเครื่องประดับกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้บริโภคต่อการซื้อเก็บทองคำ แม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม การวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นว่าการบริโภคเครื่องประดับบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปสู่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญ โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีนและอินเดียที่เครื่องประดับสามารถทำหน้าที่เป็นการลงทุนทางเลือกได้

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความต้องการลงทุนในทองคำของไทยทำผลงานไตรมาสแรกที่โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ปี 2562 โดยความต้องการทองคำแท่งและเหรียญพุ่งสูงขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าแตะระดับ 10 ตัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่านักลงทุนยังคงให้ความตอบรับที่ดีต่อทองคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของทองคำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อตลอดปี 2569 ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ประกอบกับแรงผลักดันจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและราคาทองคำที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสนับสนุนความต้องการด้านการลงทุนและความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อไป”

ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นแรงหนุนอุปสงค์รวม โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน ในไตรมาสที่ 1 การซื้อทองคำมีปริมาณสูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีสถาบันภาครัฐจำนวนน้อยดำเนินการขายทองคำเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธนาคารกลางสาธารณรัฐตุรกี ธนาคารกลางสหพันธรัฐรัสเซีย และกองทุนน้ำมันแห่งชาติสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน กิจกรรมในตลาดตลอดทั้งไตรมาสสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทพิเศษของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ขาดไม่ได้ และสามารถเข้าถึงได้แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง

อุปทานทองคำโดยรวม เพิ่มขึ้น 2% อยู่ที่ 1,231 ตัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในไตรมาสแรก ขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 5% แม้ว่าราคาทองคำจะอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตอบสนองด้านอุปทานที่ค่อนข้างจำกัดและสภาวะตลาดที่ตึงตัวมากขึ้นโดยรวม

คุณหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า “ความผันผวนของราคาทองคำเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี 2569 โดยราคาได้พุ่งสูงสุดเกิน 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ปัจจัยด้านการเคลื่อนไหวของราคาบวกกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ผลักดันให้เกิดความต้องการด้านการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนแสวงหาความมั่นคงในรูปแบบของทองคำแท่ง นอกจากนี้ การซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกยังช่วยชดเชยการขายเชิงกลยุทธ์อีกด้วย”

“แนวโน้มในอนาคตข้างหน้า คาดว่าความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ควรจะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการด้านการลงทุนต่อไป แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานานอาจสร้างแรงกดดัน โดยเฉพาะในตลาดตะวันตก คาดว่าการใช้จ่ายด้านเครื่องประดับจะยังคงมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาที่สูงจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการซื้อขาย ในด้านอุปทาน คาดว่าการผลิตจากเหมืองแร่จะเติบโตในระดับปานกลาง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นอาจส่งผลให้แนวโน้มดังกล่าวชะลอตัวลง” คุณหลุยส์ สตรีท กล่าวเสริม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายงานแนวโน้มความต้องการทองคำไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (Gold Demand Trends Q1 2026 Report) ซึ่งรวมถึงข้อมูลรายละเอียดที่ครอบคลุมจาก Metals Focus ได้ที่นี่

สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารจากสภาทองคำโลก ได้ทาง X (Twitter) ที่ @goldcouncil และ LinkedIn

ไทยสำรองน้ำมัน 118 วัน พลังงานไทยชี้สถานการณ์ ตลาดโลกวิตกความตึงเครียด ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง กองทุนขาดทุน 63,364 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ประจำวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
-  สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันและกัน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สร้างความสั่นคลอนต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะออกมายืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงยังคงมีผลบังคับใช้ และมีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอเพื่อยุติสงครามก็ตาม ความขัดแย้งระลอกล่าสุดนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลก ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างหนักว่าเส้นทางการเดินเรือขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซอาจตกอยู่ในภาวะหยุดชะงัก ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงต่ออุปทานและห่วงโซ่การขนส่งน้ำมันทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความกังวลจากการปะทะกันจะผลักดันให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบในช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น แต่หากมองย้อนกลับไปถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบโลกเมื่อวันก่อนหน้า พบว่าภาพรวมราคาได้ปรับตัวลดลงจากเดิม เนื่องจากในช่วงดังกล่าวนักลงทุนคลายความกังวลลงหลังมีกระแสข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการหยุดยิงชั่วคราวและการเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือ

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 118 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 28 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 28 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1- 6 พฤษภาคม 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 69.76 ล้านลิตร และจำหน่าย 57.23 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
-  คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนราคาตลาดโลกที่มีทิศทางอ่อนตัวลง ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B7 เป็น 39.95 บาท และดีเซล B20 เป็น 32.95 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล 95 อยู่ที่ 42.​45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท และแก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท 

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา​ สปป.ลาว  เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 45.19 - 88.04 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 39.95 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย  กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.​31 – 114.76 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ติดลบ 63,364 ล้านบาท โดยมีรายรับประมาณวันละ 75.65 ล้านบาท

IRPC หนุนความมั่นคงพลังงานประเทศ รับน้ำมันดิบซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิต เดินหน้ารักษาเสถียรภาพ รับมือน้ำมันโลกผันผวน หลังรับน้ำมันดิบจาก “เซริฟอส” ย้ำศักยภาพซัพพลายเชนพลังงาน

IRPC เสริมแกร่งความมั่นคงพลังงาน รับน้ำมันดิบจากเรือ “เซริฟอส” เดินหน้าผลิตตามแผนต่อเนื่อง

8 พฤษภาคม 2569 - นายเลอศักดิ์ ทองร่วง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติการ นางสาววนิดา อุทัยสมนภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พาณิชยกิจและการตลาด พร้อมคณะผู้บริหาร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ลงพื้นที่ท่าเรือ Liquid Cargo Terminal (LCT) เขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จ. ระยอง เพื่อตรวจเยี่ยมการรับน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) “เซริฟอส” ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัทฯ โดยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ได้อย่างปลอดภัย

การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของ IRPC ในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่มีความผันผวน โดยบริษัทฯ ดำเนินงานตามมาตรฐานความปลอดภัยและแนวปฏิบัติสากลอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อให้สามารถรักษาเสถียรภาพในการผลิตได้อย่างมั่นคง
 
IRPC มุ่งมั่นเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และการรักษาความต่อเนื่องของการผลิต เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top