Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

“ล้งชุมชน” สร้างเศรษฐกิจ กลไกสำคัญในห่วงโซ่ทุเรียนไทย เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพและตลาดทั่วจังหวัด เสริมสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน

“ล้งชุมชน” กลไกสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย “ล้งทุเรียน” ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมต่อผลผลิตจากสวนไปสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทยในปัจจุบัน การมีล้งที่ทำหน้าที่รวบรวม คัดคุณภาพ และส่งต่อผลผลิตสู่ผู้ส่งออก ทำให้มูลค่าการส่งออกทุเรียนของไทยเพิ่มขึ้นจาก 243.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2556 เป็น 4,404.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567 หรือเติบโตถึง 18 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 11 ปี

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขความสำเร็จดังกล่าว ยังมีคำถามสำคัญว่า รายได้มหาศาลที่เกิดขึ้นนั้น ถูกกระจายกลับคืนสู่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอย่างเป็นธรรมเพียงใด เพราะล้งจำนวนมากที่ตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่เพาะปลูก มักเป็นของพ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มทุนจากประเทศผู้ซื้อ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “กำไร” เป็นหลัก ขณะที่ “ล้งชุมชน” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง กลับยังไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ธุรกิจนี้ได้มากนัก

ด้วยเหตุนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้กำกับของสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. จึงได้สนับสนุนให้นายมะเสาวดี ไสสากา สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดยะลา ดำเนิน “โครงการวิจัยและพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าทางการตลาดทุเรียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ในปี พ.ศ. 2563 และต่อยอดด้วย “โครงการวิจัยการพัฒนาและยกระดับล้งทุเรียนสู่เครือข่ายธุรกิจในจังหวัดยะลาและนราธิวาส เพื่อยกระดับรายได้” ในปี พ.ศ. 2566

 โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจของ “วิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพทุเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ (ธารโต)” ซึ่งสามารถพัฒนาล้งชุมชนให้ได้มาตรฐานการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพ ทั้ง GMP และ Organic-like รวมถึงสร้างเครือข่ายธุรกิจกับเทรดเดอร์ทั้งในและต่างประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นสามารถเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้

นายมะเสาวดี หัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ล้งชุมชนไม่สามารถแข่งขันกับล้งของพ่อค้าคนกลางได้ คือปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้มีปริมาณทุเรียนคุณภาพในสัดส่วนต่ำ ส่งผลต่อสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนของกลุ่ม ซึ่งจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ แต่คือการ “เปลี่ยนทัศนคติ” ของเกษตรกร ให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้ผลิตทุเรียนมืออาชีพ จากนั้นจึงถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการผลิตทุเรียนคุณภาพ ผ่านกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดการโรคและแมลง การปรับสูตรปุ๋ย และการดูแลสวนอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มมีผลผลิตคุณภาพดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเกษตรกรจากหลายพื้นที่สมัครเข้าร่วมเครือข่าย โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 เครือข่าย ครอบคลุม 5 อำเภอในจังหวัดยะลา ได้แก่ ธารโต เบตง บันนังสตา กรงปินัง และรามัน รวมถึงอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส มีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมกว่า 3,500 ไร่ ในปี 2567

เมื่อคุณภาพผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรก็สามารถต่อรองราคาได้มากขึ้น จากเดิมที่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 90–110 บาท ในปี 2567 สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 125 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้มีเม็ดเงินเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 87 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้ถูกนำมาแบ่งปันในระยะสั้น แต่ถูกนำกลับไปลงทุนเพื่อสร้าง “ความมั่นคง” ให้กับกลุ่ม ทั้งการยกระดับล้งจากพื้นที่เช่าเก็บแผ่นยางชั่วคราว ไปสู่โรงรวบรวมผลผลิตมาตรฐาน การสร้าง “ห้องเย็น” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ทุเรียนตกเกรด ด้วยการแปรรูปเป็นทุเรียนแกะเนื้อ ทุเรียนแช่แข็ง และทุเรียนฟรีซดราย เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ผ่านบริษัทที่ร่วมลงทุนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับภาคเอกชน

นอกจากนี้ กลุ่มยังขยายการดำเนินงานไปสู่หน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น “คลินิกทุเรียน” ที่ช่วยจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา และอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้สมาชิกสามารถนำไปใช้ก่อน รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ ตั้งแต่การตัดทุเรียน การคัดเกรด ไปจนถึงการแกะเนื้อเพื่อแปรรูป สร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 และอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่กำลังถูกผลักดันคือ “Zero Waste” หรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเนื้อทุเรียนตกเกรด เช่น คุกกี้ ไส้ขนมเปี๊ยะ และไอศกรีมแล้ว ยังมีการศึกษาการนำเปลือกและเศษทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยและอาหารสัตว์ ซึ่งช่วยทั้งลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสะท้อนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อคู่ค้าและผู้บริโภค

ปัจจุบัน นายมะเสาวดี ซึ่งย้ายไปปฏิบัติงานที่สภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส มองว่า ความสำเร็จของล้งทุเรียนยะลาเกิดจาก “โครงสร้างการทำงานที่โปร่งใส” และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการเงิน การตลาด และการผลิต โดยเฉพาะการผสมผสานหลักศาสนาอิสลามเข้ากับแนวคิดการทำธุรกิจอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น “หลักอมานะฮ์” ที่เน้นความรับผิดชอบและการร่วมกันทำความดี “หลักมุฮาซาบะห์” ที่ส่งเสริมการทบทวนตนเอง และ “หลักมุฎอเราะบะฮ์” ที่ยึดแนวคิดหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักคิดเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก และทำให้ทุกคนพร้อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสร้างประโยชน์ให้พื้นที่อย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสสู่ตลาดตะวันออกกลางในอนาคต

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ทั้งการเพิ่มสัดส่วนทุเรียนคุณภาพจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 70 การลดต้นทุนการขนส่งลงร้อยละ 20 และการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของเกษตรกรสมาชิกขึ้นร้อยละ 30 รวมถึงการสร้างอาชีพใหม่ให้คนในพื้นที่จำนวนมาก

ด้าน ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวว่า ล้งชุมชนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวกลางในห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “เครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม” หรือ Social Integrated Enterprises (SIE) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

เรื่องราวของล้งทุเรียนยะลา จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของธุรกิจทุเรียน แต่คือภาพสะท้อนของพลังชุมชน ที่ลุกขึ้นมาสร้างระบบเศรษฐกิจของตนเอง ด้วยองค์ความรู้ ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นร่วมกันว่า “ผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ควรกลับคืนสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง”

กลุ่ม ปตท. จับมือรัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามซื้อขายน้ำมัน เสริมความมั่นคงพลังงานไทย–ลาว เดินหน้าหนุนเสถียรภาพพลังงานภูมิภาค ตอบสนองความต้องการต่อเนื่อง

กลุ่ม ปตท. จับมือ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว ลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เสริมความมั่นคงทางพลังงานไทย – ลาว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - กลุ่ม ปตท. และ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว จัดพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางธุรกิจและความมั่นคงทางพลังงานใน สปป.ลาว โดยมี ดร.มะโนทอง วงไซ รองรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว (ที่ 3 จากขวา) และ นายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (ที่ 3 จากซ้าย) พร้อมด้วย นายเวียงทอง วงศ์ทาวิเลย์ ผู้อำนวยการ รัฐวิสาหกิจเชื้อไฟลาว (ที่ 2 จากขวา) นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) (ที่ 2 จากซ้าย) และนายขวัญชัย เหลืองชัยชาญ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสธุรกิจปิโตรเลียม บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) (ซ้ายสุด) ร่วมในพิธี ณ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของระบบจัดหาน้ำมันในภูมิภาค ตามนโยบายของกระทรวงพลังงานไทย ด้วยการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้แก่ สปป.ลาว ตอบสนองต่อความต้องการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ผ่านกลไกการค้าที่โปร่งใสและยั่งยืน สะท้อนถึงพันธกิจของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นองค์กรพลังงานไทยที่มีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาค โดยมีการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือทางการค้า (Commercial Arrangement) และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด

EECO ลุย MRO ร่วมเวียตเจ็ท ลงนาม MOU สร้างศูนย์ซ่อมอากาศยาน เสริมเมืองการบินภาคตะวันออก ยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถ หนุนอุตฯบินไทยโตภูมิภาค

EECO จับมือ เวียตเจ็ท MOU สร้างโอกาสพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO)

ร่วมขับเคลื่อนเมืองการบินภาคตะวันออก เสริมศักยภาพอุตสาหกรรมการบินภูมิภาค

เมื่อวันที่ 28 พ.ค 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีแลกเปลี่ยน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) พื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และเวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) ณ ตึกสันติไมตรีหลังในทำเนียบรัฐบาลโดยมีนายจุฬาสุขมานพเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ นางเหวียน ถิ เฟือง เถา ประธานกรรมการบริษัท เวียตเจ็ท (Dr. Nguyen Thi Phoung Thao, Chairwoman of Vietjet Air) เป็นผู้ลงนาม

ทั้งนี้ ภายใต้ความร่วมมือฯ ดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการลงทุนและยกระดับการดำเนินงานของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาบุคลากรด้านการบิน การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับ MOU นี้ เป็นกรอบความร่วมมือเบื้องต้น เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนา จัดตั้ง และดำเนินการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ เขตส่งเสริม EECa มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาฝูงบินจากกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ทยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุง ตลอดจนสนับสนุนการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยการดำเนินการลงทุนของกลุ่มสายการบินเวียตเจ็ท ยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการและการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

ThaiBev ดันซัพพลายเชนยั่งยืน ผสานเทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพ เป้าหมาย Net Zero 2030 เพิ่มพลังงานหมุนเวียน นวัตกรรม Triple O ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สมุยโมเดลแก้โลจิสติกส์บนเกาะสู่อนาคตดิจิทัล

ข้อมูลอัจฉริยะ เสริมพลังซัพพลายเชนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
ความร่วมมือระหว่าง ThaiBev x TCC Technology x CMKL University

เมื่อเร็ว ๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group ได้จัดเวที opentalk ช่วงพิเศษ เพื่อเปิดมุมมองให้ทุกท่านเห็นว่า “การพลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว และความยั่งยืนได้อย่างไร โดยได้รับเกียรติจากคุณอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (ThaiBev) มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และประสบการณ์ในการบริหารซัพพลายเชนที่มีความซับซ้อน พร้อมถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง TCC Technology (TCCtech) และ CMKL University

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านซัพพลายเชน

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณอรทัย พูลทรัพย์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลภาพรวมซัพพลายเชนของ ThaiBev ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้าแบบครบวงจร จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ซัพพลายเชนของ ThaiBev แตกต่างคือ แนวคิด “การหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์” หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมารีไซเคิลหลังการบริโภค โดยโครงสร้างซัพพลายเชนได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดซื้อ การผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน และการบริหารจัดการของเสีย ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และเป็นรากฐานของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนี้ยังเกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ TCC Technology (TCCtech) ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยวางแพลนและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายซัพพลายเชน: มุ่งสู่ Net Zero และ Circularity

กลยุทธ์ซัพพลายเชนของ ThaiBev สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีแหล่งกำเนิดจากซัพพลายเออร์ ด้วยจำนวนซัพพลายเออร์มากกว่า 3,000 ราย การจัดการในส่วนนี้จึงต้องอาศัยทั้งความร่วมมือ ดูแล และการมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขณะเดียวกัน ThaiBev ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 40% อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการบรรลุการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ในระดับสากล แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้ผลิต จากเดิมที่รับผิดชอบเพียงกระบวนการผลิต ไปสู่การรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการบริโภคอย่างครบถ้วนในทุกด้าน

คุณอรทัยยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่เดิม ตัวอย่างเช่น “ซาเล้ง” ที่เปรียบเสมือนระบบการเก็บรวบรวมของที่ใช้แล้วที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด โดยระบบนี้ทำงานในลักษณะของเครือข่าย ที่ช่วยสนับสนุนการจัดการของที่ใช้แล้วผ่านการเก็บรวบรวมและคัดแยกวัสดุ ทำให้สามารถนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์

ข้อมูลคือหัวใจของการขับเคลื่อน

เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดย “ข้อมูล” ได้กลายเป็นหัวใจหลักของการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งคุณอรทัยได้กล่าวถึงความร่วมมือกับ TCC Technology (TCCtech) ได้มีการพัฒนาแดชบอร์ด รวมถึงระบบติดตามผลดิจิทัลมาใช้ในการดูแลประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ โดยอาศัยเซนเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สามารถมองเห็นประสิทธิภาพของระบบได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถตรวจจับปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนมีระบบเทคโนโลยีที่เชื่อมข้อมูลและระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นวัตกรรม “Triple O”: ผสาน Data, Robotics และ AI

“Triple O” คือหนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมที่โดดเด่นในการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในระดับกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่ด้วยปริมาณแก้วเกือบล้านตัน และปริมาณเศษกระดาษ 2 แสนตันต่อปี

Oasis – Data-Driven Precision

“O” แรก Oasis เสมือนเทน้ำลงทะเลทราย แม้จะรู้สถานที่ขายแต่ไม่รู้ว่าหลังบริโภควัสดุที่เหลือใช้หายไปอยู่ที่ไหน ดังนั้น จึงได้มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูลGPS มาทำการวิเคราะห์และทำการจับคู่เพื่อระบุ white space ระหว่างร้านค้าและสถานที่ขาย จาก Insight ที่ได้ทำให้ทีมงานสามารถระบุปริมาณขายและจำนวนการส่งคืนบรรจุภัณฑ์ และดำเนินมาตรการจัดการได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดในแต่ละสถานที่

Octopus – Robotics

“O” ที่สอง Octopus มีลักษณะเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ คือการนำหุ่นยนต์(แขนกล) ที่ต้องออกแบบเป็นพิเศษ แตกต่างจากเครื่องทั่วไป ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการคัดเลือกวัสดุที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ พร้อมช่วยทุ่นแรง ลดภาระและช่วยให้คนสามารถทำงานได้สะดวกสบายขึ้น

Oracle – AI-Powered Intelligence

“O” ที่สาม Oracleเป็นชื่อได้จากเรื่องราวของกรีกโบราณ ผู้ที่สามารถทำนายเหตุการณ์อนาคตได้อย่างถูกต้อง ในที่นี้เปรียบกับการนำเอาเทคโนโลยีการจดจำภาพ (image recognition) คือเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยจดจำ วิเคราะห์ และเข้าใจ สามารถแยกแยะ จำแนกประเภทขวดที่ใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพใช้งานจริงที่มีรูปทรงที่หลากหลาย ลดการสูญเสียวัสดุ และเพิ่มศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด ขั้นตอนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำ AI มาใช้ โดย ThaiBev ได้พัฒนา ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ TCC Technology และ CMKL University โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า พันธมิตรด้านนวัตกรรมเหล่านี้ สามารถช่วยแปลงความท้าทายทางธุรกิจให้กลายเป็นโซลูชันดิจิทัลที่สามารถขยายผลได้ในระดับองค์กร

เศรษฐกิจหมุนเวียน: สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ ThaiBev สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง รองรับพันธมิตรกว่า 3,000–4,000 ราย และผู้คนอีกกว่าแสนชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้รีไซเคิล ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย  สำหรับหลายๆคน เครือข่ายนี้เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลช่วยลดความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบใหม่และลดการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น การนำขวดแก้วกลับมาใช้ซ้ำช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ของเสียจากกระบวนการผลิตยังถูกนำไปแปรรูปเป็นพลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร

“Samui Model (สมุยโมเดล)” เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งออกแบบมา เพื่อแก้ไขความท้าทายด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่เกาะ โดยใช้แนวคิดการขนส่งขากลับด้วยการนำรถบรรทุกที่ว่างจากการส่งสินค้า มาใช้ขนส่งวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่ แนวทางนี้ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมวัสดุรีไซเคิล โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงาน สามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มจำนวนมาก ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ขยายไปยังหลายพื้นที่ตามเกาะต่างๆ และยังคงเดินหน้าขยายผลในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทั้งผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ให้กับชุมชน

ก้าวสู่อนาคตของซัพพลายเชนดิจิทัล

สุดท้ายนี้ คุณอรทัยได้เน้นย้ำว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีที่องค์กรนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ โดยต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่เหมาะสม แนวคิดที่ถูกต้อง และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินการที่มีความหมาย เทคโนโลยีจึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีความพร้อมในการรับมือกับความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

BWG ลุยเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก 'ศรีไทยซุปเปอร์แวร์' และ 'วัดจากแดง' ขับเคลื่อนโครงการ "ส่งขยะกลับบ้าน" รวบรวมชุดยูนิฟอร์ม 681 กก. ขยะกำพร้า เปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนใช้ในอุตสาหกรรม

BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ - วัดจากแดง”

สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ผู้ให้บริการบริหารและจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ร่วมกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และ วัดจากแดง เดินหน้าขับเคลื่อนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะกำพร้าที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ตามปกติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ล่าสุด โครงการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่เสื่อมสภาพและไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขยะกำพร้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 681 กิโลกรัม จากบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรในภารกิจรักษ์โลก โดยมีวัดจากแดงเป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมและนำส่งขยะกำพร้าเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรูปแบบพลังงานทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนขยะกำพร้าให้เป็นพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปสู่กระบวนการฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

ทุนศึกษาเพิ่มโอกาส!! ต้นทุนเรียนสูงขึ้นทั่วโลก ทุนไม่ได้เพียงช่วยเหลือเงิน แต่เป็นแรงใจสู่อนาคต เคทีซีช่วยสนับสนุนทุนข่าวเศรษฐกิจ

เมื่อ “ต้นทุนการเรียนรู้” สูงขึ้น

ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสที่ส่งต่อได้

ในวันที่โลกการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือหนังสือเรียนอีกต่อไป เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มออนไลน์ ประสบการณ์จริง และทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกการทำงานในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน “ต้นทุนของการเรียนรู้” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายครอบครัวต้องแบกรับตลอดปีการศึกษา

เมื่อภาระค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อครัวเรือน ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือระยะสั้น แต่เป็นแรงประคองที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งสามารถเดินหน้าต่อในเส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และช่วยให้ครอบครัวมีพื้นที่ในการวางแผนอนาคตของบุตรหลานได้ดีขึ้น แม้จะอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในหลายกลุ่มอาชีพ รวมถึงครอบครัวคนทำงานข่าวที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีบทบาทไม่ต่างจากพ่อแม่ในอาชีพอื่นที่ต้องดูแลอนาคตทางการศึกษาของลูก

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่อง จึงร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และส่งต่อกำลังใจให้กับครอบครัวคนข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจของประเทศ

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” กล่าวว่า วันนี้ต้นทุนของการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่ค่าเล่าเรียน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นต่อโลกอนาคต เคทีซีเชื่อว่าความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม การสนับสนุนทุนการศึกษาอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่บางครั้งโอกาสเล็ก ๆ นี้ สามารถต่อยอดเป็นความมั่นใจและอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้อย่างมีความหมาย

ด้านนางสาวพิมพ์รภัส ศิริไพรวัน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า สมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาของบุตรสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคต โดยโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกสมาคมฯ ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี และในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษารวม 61 ทุน เพื่อช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวสมาชิก

ขณะที่นางสาวมาสุทธิ ตั้งภควัตกุล ตัวแทนสมาชิกสมาคมฯ สะท้อนว่า ในวันที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันต่อหลายครอบครัว ทุนการศึกษาที่ได้รับไม่ได้ช่วยเพียงแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นกำลังใจที่ทำให้ครอบครัวคนข่าวรู้สึกว่า ยังมีผู้เห็นความสำคัญของการศึกษาและพร้อมร่วมสนับสนุนอนาคตของบุตรหลานสมาชิก

ท้ายที่สุด ทุนการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่แค่วันที่ได้รับมอบ และการศึกษาอาจไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของกำลังใจ ความหวัง และโอกาสที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเดินต่อไปได้ไกลขึ้น ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า การสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน คือการลงทุนระยะยาวที่ส่งผลต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมในอนาคต

“MOSH” ดันเครื่องเขียน!! เปิดตัว 'ปอนด์-ภูวินทร์' เสริมพลังบวกผ่านแบรนด์ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั่วเอเชีย หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 โตต่อเนื่อง


“MOSHI” เปิดตัว ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ กับบทบาท Friend of Moshi Moshi

ชูคอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์

หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 ให้โตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI เดินเกมรุกตลาดค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ในปี 2569 เปิดตัว Friend of Moshi Moshi ในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน (Stationery) เป็นครั้งแรก คว้าตัวคู่ศิลปินนักแสดงชายชื่อดัง ‘คุณปอนด์-ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์’ และ ‘คุณภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน’ หรือ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ จากสังกัดจีเอ็มเอ็มทีวี (GMMTV) ที่มีความสามารถรอบด้าน มาร่วมส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจ ผ่านภาพลักษณ์ที่สดใส เป็นธรรมชาติ และฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นทั้งในไทยและต่างประเทศ จากผลงานซีรีส์ล่าสุดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเรื่อง ‘มีสติหน่อยคุณธีร์ Me and Thee’

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์สำคัญในปี 2569 บริษัทฯ ต้องการตอกย้ำและปลุกกระแสความนิยมในกลุ่มสินค้าเครื่องเขียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหัวใจหลักของ MOSHI ให้คึกคักและมีสีสันมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดหลักในครั้งนี้บริษัทฯ ตั้งใจชู ‘พลังคู่ (Partner)’ ของ ‘ปอนด์-ภูวินทร์’ เนื่องจากทั้งสองคนมีเคมีที่เข้ากันได้อย่างลงตัว และความน่ารักของทั้งคู่เวลาอยู่ด้วยกัน สิ่งนี้เป็นประกายความสุขที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดใจผู้บริโภค เรียกว่ามีความแตกต่างแต่เข้าถึงง่าย ซึ่งตรงกับ DNA ของแบรนด์ การจับคู่ในแคมเปญนี้จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการบอกเล่าเรื่องราวความน่ารักของเครื่องเขียน Moshi Moshi เพื่อเป็นประกายความสุขที่ดึงดูดใจผู้บริโภค

การร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดในการขยายฐานลูกค้าได้อย่างตรงจุด จากเดิมที่ MOSHI มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาอยู่แล้ว แต่ด้วยคาแรกเตอร์และพลังขับเคลื่อนของศิลปินทั้งสองจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความสากลมากยิ่งขึ้น ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.) การขยายฐานลูกค้าใหม่ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Younger Generation) 2.) การสร้าง Brand Awareness ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนคลับที่มีฐานผู้ติดตามในระดับเอเชียค่อนข้างสูง อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น 3.) การสร้าง Engagement ร่วมกับผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ กิจกรรมตลาด และการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Communication) ทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 มากยิ่งขึ้น

สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องเขียนของ MOSHI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและฟังก์ชันที่ครบครัน มีตั้งแต่ไอเทมพื้นฐาน เช่น สมุด ปากกา ดินสอ ไปจนถึงไอเทมไลฟ์สไตล์สุดฮิตอย่าง เฟรมการ์ด ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างกระแสตอบรับที่ดีในกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ถ่ายทอดความพิเศษผ่าน Brand Film ภายใต้คอนเซปต์ ‘Moshi Moshi School of Friendship’ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสดใส ผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่จะย้อนเวลากลับไปสู่วัยเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสนุกสนาน ความฟิน และความทรงจำดีๆ ผ่านไอเทมเครื่องเขียนสุดน่ารัก โดยดึงเคมีที่เป็นธรรมชาติของปอนด์และภูวินทร์ มาถ่ายทอดผ่านเนื้อหาและกิจกรรมต่างๆ ที่มีการร้อยเรียงเรื่องราวและกิมมิกที่ล้อไปกับซีรีส์ที่แฟนๆ ประทับใจ เพื่อเปลี่ยนการซื้อเครื่องเขียนธรรมดาให้กลายเป็นโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความสุข ความคิดถึง และความอบอุ่นหัวใจ โดยจัดเต็มเป็นเรื่องราวให้แฟนๆ ได้ติดตามกัน ซึ่งแต่ละตอนจะมีกิมมิกและความฟินที่แตกต่างกันออกไป ชวนให้อมยิ้มและคิดถึงรักแรกในวัยเรียน

“เราตั้งใจทำให้ Moshi Moshi เป็นแบรนด์เครื่องเขียนอันดับหนึ่งที่ครองใจลูกค้าและแฟนๆ อย่างยั่งยืนด้วยการสร้าง ‘Brand Love’ ผ่านเรื่องราวและความผูกพันในแคมเปญนี้ จะช่วยให้แบรนด์เข้าไปนั่งในใจของผู้บริโภค ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นนักเรียน-นักศึกษา รวมถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง First Jobber และแฟนคลับต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสาวบุณยวีร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมกิจกรรมสุดฟินที่จะมาแจกความสดใส และสร้างความสนุกสนานให้แฟนๆ และลูกค้าของ Moshi Moshi จึงอยากเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจปักหมุดรอติดตามแคมเปญใหญ่ในครั้งนี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp

BCPG จ่อลงทุนคลังน้ำมัน!! ลงทุน 9,000 ลบ.ในคลังน้ำมันเพชรบุรี เพิ่มถังจัดเก็บเป็น 20 ถัง รองรับธุรกิจขยายตัว ประเมินมูลค่ายุติธรรม ผ่านการพิจารณาครบถ้วน เน้นเสริมแกร่งพลังงานและโลจิสติกส์กลุ่มบางจาก

การลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG โดยกลุ่มบริษัทบางจาก

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว 

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย 

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต  

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน 

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

ไทยลุยจัดหาก๊าซใหม่!! กาตาร์หยุดส่งก๊าซ 3-5 ปี เจรจาซื้อ LNG สหรัฐฯ 15 ปี ลงนามสัญญาฉุกเฉินเสริมแหล่ง กระจายความเสี่ยงลดพึ่งตะวันออกกลาง

ยุคก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของตะวันออกกลางกำลังจะสิ้นสุดลงแล้วหรือ?

กาตาร์เป็นผู้จัดหาก๊าซให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายทศวรรษ

อิหร่านทำลายกำลังการผลิตไปแล้ว 17%

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเจรจาฉุกเฉินกับ Venture Global เพื่อทำข้อตกลงซื้อก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 15 ปี

ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนใหญ่ของแหล่งก๊าซที่นำเข้ามาจากกาตาร์และช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะนี้แหล่งก๊าซดังกล่าวหยุดชะงักไป 3-5 ปีแล้ว

การปรับโครงสร้างฉุกเฉินของประเทศไทย:

- Venture Global (สหรัฐฯ) เร่งการเจรจา SPA ระยะยาว 15 ปีขึ้นไป กำลังดำเนินการอยู่

- การเจรจาจัดหาจากมาเลเซียกำลังดำเนินอยู่

- สัญญา Glenfarne Alaska LNG 2 ล้านตันต่อปี ระยะยาว 20 ปี (ลงนามปี 2025)

- Engie + Gulf Development ลงนามข้อตกลง 15 ปี มกราคม 2026

ข้อตกลงทั้งหมดนี้เป็นการทดแทนอุปทานที่หายไปหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์โดยตรง

เหตุใดจึงต้องเลือก Venture Global:

ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2026 แล้ว

ลงนามข้อตกลงกับ Vitol และ TotalEnergies ในเดือนนี้แล้ว มีเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำกำลังแล่นไปจีนแล้ว

ข้อตกลงระยะยาวกับ PTT ทำให้มีผู้รับซื้อหลักอีกรายใน Plaquemines เป็นเวลา 15 ปี โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากหลุยเซียน่าไปยังกรุงเทพฯ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นทั่วเอเชีย:

- ไทย → ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ

- เกาหลีใต้ → การจัดหาจากพอร์ตโฟลิโอของ BP

- จีน → ยอมรับ LNG จากสหรัฐฯ แม้จะมีภาษี 25%

- ญี่ปุ่นและไต้หวันกำลังเร่งทำสัญญาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Hormu

การกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG จากตะวันออกกลางเป็นความปรารถนาที่วางไว้ 10 ปี ก่อนเกิดสงคราม

แต่กลายเป็นภาวะฉุกเฉิน 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

https://x.com/i/status/2059402475451322677

‘วราวุธ’ ชูนิคมอุตสาหกรรมไทยโตแรง!! อุตสาหกรรมไทยเร่งเครื่อง กนอ. ดัน Green Finance–คาร์บอนเครดิต–อนุญาตโรงงานจบใน 1 เดือน ดันโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

“วราวุธ” ดัน เครื่องยนต์ลงทุนไทย โชว์ นิคมอุตสาหกรรมโตแรง รองรับย้ายฐานการผลิตโลก

ชู ไทยขึ้นฮับเทคโนโลยี-พลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค

วันที่ 26 พ.ค. 69 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า

ผลการดำเนินงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) หลังจากที่ได้มอบนโยบายเชิงรุกในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยผ่าน “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมพุ่งแรง รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาค ทั้งนี้ ด้วยนโยบายการพัฒนาเมืองที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon City) ของ กนอ. เป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดตัดสินใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายยกระดับนิคม

อุตสาหกรรมทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักลงทุนโลกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การจับมือธนาคารโลกดึง Green Finance สนับสนุนเอสเอ็มอีและอุตสาหกรรมแห่ง

อนาคต การผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล การปฏิรูปกฎหมายลดขั้นตอนอนุญาตตั้งโรงงานให้จบภายใน 1 เดือน และการใช้ระบบตาอัจฉริยะ ตรวจสอบมลพิษสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมงโดยจากรายงานของนายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. พบว่า ณ เดือน มี.ค.2569 ภาพรวมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 82 แห่ง ครอบคลุม 18 จังหวัด เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 75 แห่ง มีโรงงานเข้าประกอบกิจการกว่า 5,798 โรง มูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 13.37 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ทะยานกว่า 1.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 2.4 เท่า ถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเลือกไทยเป็นฐานผลิตหลัก

นายวราวุธ กล่าวว่า ตัวเลขการขยายตัวดังกล่าว สะท้อนถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความสำเร็จในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง

“กระทรวงอุตสาหกรรม จึงพร้อมผลักดัน ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตแห่งประเทศไทย’ (Thailand Future Fund: TFF) เฟสใหม่ วงเงินระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการพัฒนาโครงการเศรษฐกิจสีเขียว รองรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาดในอนาคต เช่น ฟาร์มโซลาร์ลอยน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล”

ซึ่งทาง ผู้ว่าการ กนอ. ก็ได้รายงานด้วยว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้มีปัจจัยหลักจากการย้ายฐานผลิตของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจากจีนและฮ่องกง ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12 ในปี 2566 เป็นกว่าร้อยละ 23 ในปัจจุบัน 

ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและดิจิทัล สอดรับกับนโยบาย Low Carbon City ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

โดยปัจจุบัน กนอ. ยังมีพื้นที่คงเหลือรองรับการลงทุนอีกกว่า 24,984 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย กนอ. จะเร่งพัฒนา Smart Port มาบตาพุด หรือท่าเรืออัจฉริยะ ยกระดับท่าเรือด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) พร้อมสนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป

กองสื่อสารองค์กร

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ลิเบอเรเตอร์เปิดเวที Investment Forum 2026 ถอดรหัสโลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล ชี้โลกใหม่ต้องลงทุนไกลกว่าเดิม พร้อมปั้น Liberator 2.0 สู่ Global Reach ตั้งเป้าพานักลงทุนไทยเข้าถึง 21 ตลาดทั่วโลก

ลิเบอเรเตอร์ เปิดเวทีสัมนาใหญ่แห่งปี  “Liberator Investment Forum 2026”

ชี้ “โลกใหม่ โอกาสใหม่” นักลงทุนไทยต้องมองไกลกว่าเดิม

พร้อมเดินหน้า Liberator 2.0 ปลดล็อกการลงทุนทั่วโลกในแอปเดียว

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด จัดงาน Liberator Investment Forum 2026: โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล เวทีสัมมนาการลงทุนครั้งสำคัญที่รวบรวมผู้บริหาร นักวิชาการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ ร่วมถอดรหัสทิศทางโลก การลงทุนธุรกิจแห่งอนาคต และบทบาทของ AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

งานดังกล่าวจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยมีผู้บริหาร พันธมิตรทางธุรกิจ นักลงทุน และลูกค้าเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก ภายใต้แนวคิดสำคัญว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และกระแสเงินทุน นักลงทุนไทยจำเป็นต้องมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดใดตลาดหนึ่งอีกต่อไป

เปิดวิสัยทัศน์ Liberator 2.0 เดินหน้าสู่ Global Reach

ภายในช่วง Welcome & Vision | LIBERATOR MOVE 2026 นำโดย นางสาววทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ได้สะท้อนทิศทางการเดินหน้าของ Liberator ภายใต้แนวคิด Liberator 2.0 “Our Next Chapter” และคอนเซปต์ Global Reach เพื่อปลดล็อกโอกาสการลงทุนทั่วโลกให้อยู่ในแอปเดียว

Liberator ย้ำจุดยืนในการทำให้การลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ โดยแบ่งแกนการพัฒนาออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 

1.Global Reach การเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันให้บริการหุ้นสหรัฐฯ และเตรียมเปิดตัวหุ้นฮ่องกงและจีนในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ พร้อมตั้งเป้าขยายการลงทุนสู่กว่า 21 ประเทศทั่วโลก 

2.Powered by AI การนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ การจัดพอร์ต และการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ในพอร์ต 

3. Personalized UX/UI การปรับประสบการณ์ใช้งานแอปพลิเคชันให้เหมาะกับนักลงทุนแต่ละระดับ ทั้งมือใหม่และนักลงทุนที่ต้องการข้อมูลเชิงลึก

World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่

ใน Session World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่ นำโดย นางสาววทันยา บุนนาค ร่วมกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI และ รศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมวิเคราะห์ภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคที่แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคง เศรษฐกิจภายในประเทศ เทคโนโลยี พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

เวทีนี้ชี้ให้เห็นว่า โลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เงินทุนโลกไม่ได้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่แบบเดิมโดยอัตโนมัติ แต่กำลังเลือกไหลไปยังประเทศและธุรกิจที่มี “เรื่องเล่าใหม่” และมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์ เช่น AI, Semiconductor, Automation, Cloud, Data Center และ Digital Infrastructure

สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญคือ ตลาดทุนไทยยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมค่อนข้างมาก ขณะที่บริษัทในกลุ่ม New Economy ยังมีไม่มากพอที่จะสร้างภาพการเติบโตใหม่ให้กับตลาดได้อย่างชัดเจน ดังนั้น นักลงทุนไทยจึงไม่ควรผูกอนาคตการลงทุนไว้กับประเทศเดียว แต่ควรมองโลกให้กว้างขึ้น กระจายโอกาสไปยังตลาดที่มีศักยภาพ และเลือกลงทุนในธีมที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกใหม่

อย่างไรก็ตาม การลงทุนต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะแต่ละตลาดล้วนมีปัจจัยเฉพาะ ทั้งเรื่อง Valuation ความเสี่ยงเชิงนโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และวัฏจักรอุตสาหกรรม นักลงทุนจึงต้องมองให้ลึกกว่าเพียงคำถามว่า “ตลาดไหนดี” แต่ต้องเข้าใจว่า กำลังลงทุนในธีมอะไร บริษัทนั้นได้ประโยชน์จากโลกใหม่จริงหรือไม่ และพอร์ตการลงทุนกระจายความเสี่ยงเพียงพอหรือยัง

Hidden Growth Business: ถอดรหัสธุรกิจแห่งอนาคต

.

ต่อด้วย Session Hidden Growth Business: ธุรกิจแห่งอนาคต ซึ่งเป็นเวทีเสวนาที่รวบรวมมุมมองจากนักลงทุนและผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในโลก Venture Capital และ Private Equity ได้แก่ คุณวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer ของ Singha Venture Capital Fund Limited คุณณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Ookbee และ นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE

เวทีที่ชวนให้นักลงทุนมองหา “Hidden Gems” หรือธุรกิจที่อาจยังไม่อยู่ในกระแสหลัก แต่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต โดยชี้ว่าโอกาสของไทยอาจซ่อนอยู่ในกลุ่ม SME Tech Startup ธุรกิจ Wellness Healthspan ธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทรนด์ AI และพลังงาน

.

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับมหาอำนาจในฐานะผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำทั้งหมด แต่สามารถวางบทบาทเป็น Smart Adopter หรือผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ เข้ามาเสริมจุดแข็งที่ไทยมีอยู่แล้ว เช่น อาหาร การแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ในเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังพูดถึงภาวะฟองสบู่ของ AI โดยระบุว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพจริง แต่การลงทุนต้องพิจารณาพื้นฐานธุรกิจ โมเดลการทำกำไร และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ไม่ใช่ลงทุนตามกระแสเพียงอย่างเดียว หลักคิดแบบ Venture Capital จึงยังให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Valuation (มูลค่าธุรกิจที่สมเหตุสมผล), Moat (ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ป้องกันคู่แข่งได้) และ Management (คุณภาพของทีมผู้บริหาร)

AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI ปิดท้ายด้วย Session AI Investment Frontier: ก้าวสู่โลกการลงทุนแห่งอนาคตด้วย AI โดย นพ.จักรินทร์ สราญฤทธิชัย นักลงทุนสาย Hybrid และเจ้าของเพจหุ้นพอร์ตระเบิด, คุณบรรพต ธนาเพิ่มสุข ผู้ก่อตั้งเพจและช่องรายการ ถามอีก กับอิก หรือ TAM-EIG และ คุณสุธน สิงหสิทธางกูร ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนตลาดหุ้นไทย เวียดนาม และจีน

เวทีนี้ชี้ว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนนักลงทุน แต่กำลังเปลี่ยนความหมายของ “นักลงทุนที่เก่ง” ในยุคใหม่ จากเดิมที่นักลงทุนได้เปรียบจากการอ่านข้อมูลมากกว่า หาข้อมูลได้ลึกกว่า หรือวิเคราะห์ได้นานกว่า วันนี้ AI สามารถช่วยอ่านรายงานจำนวนมาก สรุปงบการเงิน ดึงข่าว จัดทำตาราง เปรียบเทียบบริษัท และสร้างระบบติดตามหุ้นรายตัวได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ นักลงทุนต้องใช้ AI เป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ให้ AI ตัดสินใจแทนทั้งหมด เพราะ AI แม้จะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพได้มาก แต่ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องการคำนวณ การประเมินมูลค่า การตั้งสมมติฐาน และการคาดการณ์อนาคต นักลงทุนจึงยังต้องมีความรู้พื้นฐาน ความเข้าใจบริบท ความสามารถในการตั้งคำถาม และวินัยในการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงแนวคิดการใช้ AI เพื่อสร้าง “Mini Investment Team” ส่วนตัว ผ่านการเชื่อม AI หลายบทบาทเข้าด้วยกัน เช่น AI สำหรับค้นข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลข สรุปข่าว ทำ Visualization เขียนโค้ด หรือตรวจสอบความผิดพลาด ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือระดับสูงได้มากขึ้น แต่ท้ายที่สุด เข็มทิศของการลงทุนยังต้องอยู่ในมือของนักลงทุนเอง

Liberator ย้ำพันธกิจ Investment for Everyone

การจัดงาน Liberator Investment Forum 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนพันธกิจของ Liberator ในการผลักดันแนวคิด Investment for Everyone หรือการทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ผ่านทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และการเปิดทางเลือกการลงทุนที่กว้างขึ้นให้กับนักลงทุนไทย

ในโลกที่ระเบียบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และเงินทุนกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว Liberator เชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไม่ใช่การทำนายอนาคตให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการมีทางเลือกที่มากขึ้น มีข้อมูลที่ดีขึ้น มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีมุมมองที่กว้างพอที่จะไม่ยืนอยู่ที่เดิมในวันที่โลกเปลี่ยนไป

สำหรับผู้ที่สนใจรับชมเนื้อหาย้อนหลังจากงาน “Liberator Investment Forum 2026” สามารถรับชมในรูปแบบออนไลน์ได้ทาง LIB Academy ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

“มาคาเลียส” ชี้ครอบครัวดันตลาดท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวช่วยกระตุ้นโลว์ซีซั่น รูปแบบเที่ยวสั้นเน้นคุณภาพ และความคุ้มค่า โปรโมชันเข้าใจง่ายตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ เปิดโอกาสตลาดท่องเที่ยวยืดหยุ่นและหลากหลาย

มาคาเลียส ชี้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวดันตลาดท่องเที่ยวไทยช่วงโลว์ซีซั่นคึกคัก

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว อันดับ 1 ของประเทศไทย เผย นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ตัวแปรสำคัญดันตลาดท่องเที่ยวไทยให้คึกคักช่วงโลว์ซีซั่นที่กำลังจะมาถึง ด้านผู้ประกอบการเตรียมตั้งรับปรับแผนการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ในแบบ “Micro Family Trip” เน้นเที่ยวระยะสั้นแต่บ่อยขึ้น หลายครอบครัวเข้าสู่โหมดประหยัด แต่ยังต้องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเวลาร่วมกันมากกว่าการเดินทางไกลหรือใช้งบประมาณสูงเหมือนในอดีต 

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามาคาเลียส พบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัว คือ กลุ่มลูกค้าสำคัญที่ช่วยดันตลาดท่องเที่ยวในประเทศไทยให้มีความคึกคักในช่วงช่วงโลว์ซีซั่น โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจาก “ราคา” เพราะช่วงโลว์ซีซั่นถือเป็นจังหวะที่ค่าโรงแรม และแพ็กเกจท่องเที่ยวมีราคาปรับลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ครอบครัวสามารถพาลูกเดินทางได้ในงบที่คุ้มค่ากว่าเดิม ปัจจัยต่อมาคือ การหลีกเลี่ยงความแออัด ครอบครัวที่มีเด็กเล็กจะชอบบรรยากาศเงียบสงบ เด็กสามารถทำกิจกรรมได้เต็มที่ ผู้ปกครองเองก็รู้สึกพักผ่อนได้จริง รวมถึง “Workation Family” หลายองค์กรมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่บางส่วนสามารถทำงานจากต่างจังหวัดหรือรีสอร์ตได้ ปัจจัยสุดท้ายคือ มองการท่องเที่ยวเป็น “การเรียนรู้นอกห้องเรียน” ครอบครัวยุคใหม่มองว่าการเดินทางช่วยเสริมพัฒนาการของเด็ก ทั้งเรื่องการเข้าสังคม ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ชีวิต จึงนิยมพาลูกเดินทางบ่อยขึ้น แม้จะเป็นช่วงเปิดเทอมหรือช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล  

“ในช่วงหลังครอบครัวไทยเริ่มปรับพฤติกรรมการท่องเที่ยวจากเที่ยวใหญ่ปีละ 1-2 ครั้ง มาเป็น “Micro Family Trip” หรือทริปท่องเที่ยวระยะสั้นแบบ 1-2 คืน ประมาณ 5-6 ครั้งต่อปี เน้นเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ อย่าง หัวหิน พัทยา เขาใหญ่ งบประมาณเฉลี่ยต่อทริป 1,500-3,000 บาทต่อคน/ครั้ง สอดคล้องกับตารางเรียนของบุตรหลาน ภาระงานของผู้ปกครอง รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ไลฟ์สไตล์ของพ่อแม่ยุคใหม่ยังสะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อน แต่กลายเป็นกิจกรรมสร้างประสบการณ์และพัฒนาทักษะให้เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเรียนรู้วัฒนธรรม คาเฟ่สำหรับครอบครัว กิจกรรมเวิร์กช็อป หรือจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในเวลาเดียวกัน”

นางสาวณีรนุช กล่าวต่อว่า แม้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่ลูกค้ากลุ่มครอบครัวยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางให้คุ้มค่ามากขึ้น ปรับแผนเที่ยวให้สั้นลง และเพิ่มความถี่ในการเที่ยว โดยจากการเก็บข้อมูลจากลูกค้าของมาคาเลียสที่กลับมาซื้อทริปใหม่เฉลี่ยภายในเพียง 7 วัน ขณะเดียวกันยังเห็นพฤติกรรมการจองการซื้อของลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ชอบช้อปในช่วงวันทำงาน โดยเฉพาะช่วงวันวันอังคารถึงวันพฤหัสบดี ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. เพราะคาดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าได้ผ่อนคลายกับการทำงาน ส่วนด้านราคายังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ไม่ได้มองหาราคาถูกที่สุด ทำให้ดีลโรงแรม แพ็กเกจเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ โปรโมชั่นวันธรรมดา ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้น มาคาเลียส มองว่า ตลาดท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มครอบครัวในปีนี้จะขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นในการเดินทาง (Flexible Travel)

เพราะกลุ่มครอบครัว ไม่ได้วางแผนท่องเที่ยวล่วงหน้ายาวเหมือนในอดีตแต่เลือกเดินทางตามจังหวะชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสั้น ๆ ตารางเรียนของลูก หรือช่วงเวลาที่สามารถลางานได้ ทำให้ความยืดหยุ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทาง โปรโมชันที่เข้าถึงง่าย (Accessible Promotion)

ในภาวะที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย โปรโมชันยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นการเดินทาง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงราคาถูกที่สุดอีกต่อไป หากแต่มองหาความคุ้มค่าที่สอดคล้องกับคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับ กลุ่มครอบครัวยุคใหม่ให้ความสนใจกับโปรโมชันที่เข้าใจง่าย ใช้สิทธิ์ไม่ซับซ้อน และเห็นผลประหยัดได้จริง เช่น ส่วนลดโรงแรมสำหรับเด็กพักฟรี เครดิตอาหาร แพ็กเกจรวมกิจกรรมครอบครัว หรือดีลเที่ยวใกล้บ้านที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทา สุดท้าย ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทุกวัย (Multi-Generation Experience)

หนึ่งในเทรนด์สำคัญของการท่องเที่ยวยุคใหม่ คือการเดินทางแบบครอบครัวที่มีสมาชิกหลายช่วงวัย ทำให้ผู้บริโภคมองหาจุดหมายปลายทางที่สามารถสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้ทั้งครอบครัว ปัจจุบันครอบครัวไม่ได้เลือกโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาถึงกิจกรรม สิ่งอำนวยความสะดวก และบรรยากาศที่ทุกคนสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ เช่น โรงแรมที่มี Kid Club คาเฟ่สำหรับครอบครัว กิจกรรมเวิร์กช็อป ธรรมชาติเชิงเรียนรู้ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งเด็กสนุก ผู้ใหญ่พักผ่อน และผู้สูงอายุเดินทางสะดวก

“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย มาคาเลียส เชื่อว่า “การท่องเที่ยว” ยังคงเป็นหนึ่งในรางวัลเล็ก ๆ ที่หลายครอบครัวพร้อมมอบให้ตัวเองและลูกหลาน เพราะในมุมของพ่อแม่ยุคใหม่ การได้ใช้เวลาร่วมกัน คือคุณค่าที่สำคัญไม่แพ้การลงทุนด้านการศึกษา หรือคุณภาพชีวิตในระยะยาว” นางสาวณีรนุช กล่าว

คนไทยเปลี่ยนวิธีใช้เงิน!! จากซื้อเพื่อตอบสนอง สู่การวางแผนระยะยาว ให้ความสำคัญความคุ้มค่า และคุณภาพชีวิตดีขึ้น

“ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งคิดก่อนใช้เงิน” สัญญาณใหม่ของการเลือกใช้เงินของคนไทย

ท่ามกลางค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ ผู้บริโภคไทยจำนวนมากกำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการใช้เงิน จากเดิมที่มองหาราคาและโปรโมชั่น ไปสู่การประเมิน “ความคุ้มค่าในระยะยาว” เพื่อสร้างเสถียรภาพทั้งด้านชีวิตและการเงินในอนาคต

ในยุคที่แคมเปญกระตุ้นการซื้อปรากฏแทบทุกชั่วโมง รีวิวแน่นทุกแพลตฟอร์ม และระบบถูกออกแบบให้ “กดซื้อได้ภายในไม่กี่วินาที” คำถามที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาถามตัวเอง กลับไม่ใช่เพียง ซื้ออะไรดี แต่เป็นจำเป็นจริงหรือไม่ ซื้อแล้วได้ใช้จริงหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ คำถามเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงพฤติกรรม จากการซื้อเพื่อครอบครอง สู่การใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Conscious Consumption หรือการบริโภคอย่างมีสติ ที่เริ่มชัดเจนขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เทรนด์นี้อาจไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว หากแต่เป็นการปรับโครงสร้างความคิดของผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าความพึงพอใจระยะสั้น

จาก “ซื้อเยอะ” สู่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต”

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจขับเคลื่อนภายใต้สมการง่ายๆ คือ “ยิ่งซื้อ ยิ่งเติบโต” แต่วันนี้สมการดังกล่าวเริ่มถูกท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยกำลังขยับจากการตัดสินใจบน “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เงินในเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตในระยะยาวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพและเวลเนส (Wellness) บ้านและคุณภาพการอยู่อาศัย  เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน  การวางแผนอนาคต รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดสะท้อนภาพผู้บริโภคที่ “ซื้ออย่างเข้าใจชีวิต” มากกว่าซื้อเพราะแรงกระตุ้นระยะสั้น

ข้อมูลปี 2568 จาก นีลเส็นไอคิว (NielsenIQ) ระบุว่า ผู้บริโภคในเอเชียมากกว่า 70% ให้ความสำคัญกับแนวคิด “ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย” มากขึ้น โดยเลือกใช้จ่ายกับสิ่งที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อเพื่อความพึงพอใจระยะสั้น ขณะที่ข้อมูลจาก ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล (Euromonitor International) ประเมินว่า แนวคิดเศรษฐกิจสุขภาวะ (Well-being Economy) และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Living) กำลังกลายเป็นแกนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภคในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า “การประหยัด” ของผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้หมายถึงการหยุดใช้เงิน แต่คือการ เลือกใช้เงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

คนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Value Conscious”

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Value Conscious หรือยุคที่การตัดสินใจใช้เงินไม่ได้วัดเพียง “ราคาถูกหรือแพง” แต่พิจารณาถึงความคุ้มค่าในภาพรวมของชีวิต พฤติกรรมที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ
  • วางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น
  • เลือกลงทุนกับสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในอนาคต
  • ใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินอย่างมีเป้าหมาย
  • ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองการใช้เงินเป็นเพียงการ “ซื้อของ” แต่กำลังซื้อ “เวลา” “ความสบายใจ” และ “เสถียรภาพของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตในบ้าน การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต

ทั้งหมดสะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มคิดแบบ “เจ้าของต้นทุนชีวิต” มากขึ้น และยอมจ่ายวันนี้ เพื่อช่วยลดภาระในวันข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลปี 2568 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น

บัตรเครดิตยุคใหม่: จากเครื่องมือซื้อ สู่เครื่องมือบริหารชีวิต

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน บทบาทของผู้ให้บริการทางการเงินก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย “เคทีซี” มองว่าบัตรเครดิตในโลกยุคใหม่ ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารคุณภาพชีวิตทางการเงินได้จริง ทั้งในด้านการวางแผน การควบคุมรายจ่าย และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้บัตรเครดิตอย่างมีวินัยและมีเป้าหมายมากขึ้น  ใช้จ่ายเฉพาะหมวดจำเป็น  ใช้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า  บริหารกระแสเงินสดระยะสั้น  ติดตามรายจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน และเลือกผ่อนเฉพาะสินค้าที่สร้างประโยชน์ในระยะยาว

โลกการเงินกำลังขยับจาก “เร่งให้ใช้จ่าย” ไปสู่ “ช่วยให้ใช้เงินอย่างสมดุล”

ในโลกที่การแข่งขันคือการทำให้ผู้คน “อยากซื้อ” มากขึ้นทุกวัน ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังค้นพบว่า ความสุขระยะยาวอาจไม่ได้มาจากการมีของมากที่สุด แต่อยู่ที่การรู้ว่าอะไรควรซื้อ และอะไรควรพอ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงคนที่หารายได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจวิธีใช้เงินอย่างเหมาะสมที่สุดเช่นกัน และบางที คำโบราณที่ว่า

“ใช้สตางค์ต้องมีสติ” อาจกำลังกลายเป็นหนึ่งในทักษะทางการเงินที่สำคัญที่สุดของยุคนี้อีกครั้ง

ค่าไฟบ้านจ่อปรับโครงสร้าง!! ปรับค่าไฟบ้านแบบ Progressive Rate กกพ. เปิดรับฟังความเห็นปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ชูอัตราก้าวหน้า สะท้อนต้นทุน–ลดใช้ไฟฟุ่มเฟือย

“กกพ.” เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ตามมติ กพช.

รับฟังความเห็นทุกภาคส่วน ประกอบการพิจารณาแนวทางค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก มีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป ในลักษณะอัตราก้าวหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนและส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมติ กพช. สำนักงาน กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดทำข้อเสนอการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ภายใต้กรอบนโยบายของภาครัฐ และตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550

การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 65–70 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้การกำกับดูแลอัตราค่าไฟฟ้าต้องคำนึงถึงต้นทุน

ที่เหมาะสม ความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้รับใบอนุญาต ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการไม่เลือกปฏิบัติ โดยผู้รับใบอนุญาตจำหน่ายไฟฟ้าจะเป็นผู้เสนออัตราค่าไฟฟ้าเพื่อให้ กกพ. พิจารณา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

สำหรับข้อเสนอที่นำมารับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จัดทำกรณีศึกษา จำนวน 4 กรณี โดยทุกกรณียังคงหลักการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. ผ่านการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า (Progressive rate) ในส่วนของค่าพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายที่กำหนด และส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการใช้ไฟฟ้าในระดับสูงขึ้น จะมีอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามระดับการใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ ไม่รวมค่าบริการรายเดือน ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้ง 4 กรณีศึกษา กำหนดอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงการใช้ไฟฟ้า (Block) 

โดยกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3 และ 4 จะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป สูงกว่าระดับปัจจุบัน

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ โดยยังคงหลักการสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำมารวบรวม วิเคราะห์ และใช้ประกอบการพิจารณาของ กกพ. ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ที่ www.erc.or.th

ผลไม้ไทยฟื้นแรง!! “ศุภจี” ชูมาตรการผลไม้เชิงรุกเห็นผล ส่งออกเกษตร เม.ย. พลิกบวก 17.9% ทุเรียนพุ่ง 109.5% ผลไม้ไทยคึกคักทั่วโลก พาณิชย์ลุยเมืองหลัก–เมืองรองจีน ดันยอดส่งออกกลับมาโต

“ศุภจี”เผยมาตรการผลไม้เชิงรุกเริ่มสะท้อนผลบวก ดันส่งออกเกษตร Turn Around เม.ย. บวก 17.9% เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5%

“ศุภจี”เผย มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกเริ่มส่งผลดี ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า การเปิดทางสะดวกโลจิสติกส์ การส่งทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และประเทศเป้าหมายอื่น ๆ ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือน เม.ย.พลิกกลับมาบวก 17.9% หลังติดลบมา 8 เดือน เฉพาะทุเรียนพุ่ง 109.5% เงาะ 92.8% ลิ้นจี่ 70% ส่วนมาตรการดูแลต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่มุ่งปรับโครงสร้างทั้งระบบ ก็มีความคืบหน้า สร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ  1–1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 1.5 แสนตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในตลาดจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เม.ย.2569 เพิ่มขึ้น 17.9% หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่ม 109.5% เงาะ เพิ่ม 92.8% และลิ้นจี่ เพิ่ม 70% สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น

สำหรับตลาดในประเทศ ก็มีการขยายตัวของการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ผนึกกำลังกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

นางศุภจีกล่าวว่า นอกจากมาตรการเชิงรุกที่ได้เร่งทำในปีนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว ตั้งแต่ต้นน้ำ มีมาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่วนกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น และการบริหารจัดการปลายน้ำ ที่ถือว่ามีการเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ของทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1460911599404506&id=100064570394286&rdid=4hrUpVppca5OmDWv#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top