Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

ไทย-เวียดนาม ร่วมหารือ!! ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หารือแก้กฎระเบียบและภาษี เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจลงทุน เสริมแกร่งสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ร่วมหารือคณะผู้แทนระดับสูงรัฐบาลเวียดนาม

เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ร่วมหารือกับ Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (ที่ 5 จากซ้าย) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี โดยเน้นการบูรณาการและลดอุปสรรคทางด้านแนวปฏิบัติ กฎระเบียบ ตลอดจนมาตรการทางภาษีและการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมการลงทุนของทั้งสองประเทศร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการสภาฯ และผู้นำภาคเอกชนชั้นนำของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันก่อน

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ : บุคคลในภาพ (จากซ้าย)

1) ดร.เรืองฤทธิ์ อัมพุช อุปละนาละ กรรมการเลขาธิการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

2) คุณกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ กรรมการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

3) คุณเลสเตอร์ หมิง เหลียง คู รองประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

4) คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

5) Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

6) Mr. Truong Viet Dung (เจือง เหวียด หยุ๋ง) รองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย

7) Mr. Vu Van Tan (หวู วัน เติน) อธิบดี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเลขานุการคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

8) Mr. Nguyen The Trung (เหงียน เท้ จุง) กรรมการผู้จัดการบริษัท DTT Technology Group และกรรมการคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

ซีพี โฟตอน ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! โตแรง 5 เดือนแรก ยอดขายทะลุเป้า เปิดตัว eView Connect รุกโลจิสติกส์ ผนึก Huawei, Spark EV สร้างระบบครบวงจร ตั้งเป้าขยายตลาดสู่ผู้นำใน 5 ปี

ซีพี โฟตอน โชว์ยอดขาย 5 เดือนทะลุเป้า เปิดตัวรถยนต์ตู้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ “eView Connect” ราคาเริ่มต้น 7.99 แสนบาท รุกตลาดโลจิสติกส์ในเมือง พร้อมผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครบวงจร

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด (CP FOTON) ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเทียบเท่ายอดรวมของปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง และเปิดตัวรถยนต์เชิงพาณิชย์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด "eView Connect" เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มีผลิตภัณฑ์ครบครันที่สุดในไทย นอกจากนี้ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ Huawei และ Spark EV เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุมเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการไทย

ตอบรับความเชื่อมั่น เดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการทั่วประเทศ

ในปีนี้ CP FOTON ประสบความสำเร็จเป็นอย่าอย่างสูง โดยช่วง 5 เดือนแรกมียอดจดทะเบียนส่งมอบไปแล้วกว่า 300 คัน และยังมียอดสั่งซื้อรอส่งมอบอีกกว่า 500 คัน เทียบเท่ายอดขายรวมของปีที่ผ่านมาทั้งปี โดยบริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมในปีนี้ไว้ที่ 2,000 คัน ปัจจัยสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ ทั้งรถตู้ไฟฟ้า และรถกระบะไฟฟ้าที่ทำให้เป้าหมายการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

และเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัทฯ ได้ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการมาตรฐานจาก 28 แห่งในปีที่ผ่านมา เป็น 37 แห่งทั่วประเทศในปัจจุบัน โดยตั้งเป้าขยายให้ครบ 50 ศูนย์บริการภายในปีนี้ เพื่อยกระดับความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายให้กับผู้ประกอบการและผู้ใช้รถ FOTON ทั่วประเทศ

นายเฉิน เต๋อเม่า (Mr. Chen Demao) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า "แม้วิกฤติน้ำมันแพงจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง แต่เรามองว่าอุตสาหกรรมขนส่ง - โลจิสติกส์ ยังคงมีความต้องการใช้งานยานยนต์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งราคาผลิตภัณฑ์ของ CP FOTON ยังมีความสมเหตุสมผล คุ้มค่าต่อการลงทุน ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เรามีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และตั้งเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็น อันดับ 3 ของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ในไทยภายใน 1 ปี และจะทะยานขึ้นสู่ อันดับ 1-2 ภายในระยะเวลา 5 ปี"

ในด้านกำลังการผลิต ปัจจุบันโรงงาน FOTON CP Motor ในประเทศไทยมีกำลังการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์เครื่องยนต์ Euro5 อยู่ที่ 3,000 คัน ต่อปี และวางแผนขยายการไลน์ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ขึ้นในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ ซึ่งนอกจากจะรองรับตลาดในประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซีย และอยู่ระหว่างการวิเคราะห์แผนขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนามและมาเลเซียในอนาคตอันใกล้ พร้อมกันนี้ยังได้ขยายคลังอะไหล่ และพัฒนาทักษะช่างซ่อมบำรุงของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง 

เปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ยกระดับธุรกิจโลจิสติกส์ยุคใหม่

ในวันนี้ CP FOTON ได้ทำการเปิดตัวรถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ "eView Connect" ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากการเปิดจองล่วงหน้าเป็นอย่างดี โดยรุ่นเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมดด้วยระบบขับเคลื่อน eDrive ที่โดดเด่นทั้งด้านกำลังขับเคลื่อน น้ำหนักที่เบาลง และสมรรถนะที่สูงกว่ารถในคลาสเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวรถถูกออกแบบมาเพื่อเป็น Business Solutions อย่างแท้จริง ใช้งานง่ายด้วยประตูเปิดได้ 3 ด้าน และมีความสูงจากพื้นเพียง 50 เซนติเมตร ซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับการขึ้น – ลงสินค้า

eView Connect รุ่น i7 ราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษ 50 คันแรก 799,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 50.23 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 274 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 100 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 28 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 7 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 2.8 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.455 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.35 เมตร เข้าออกที่จอดรถภายในอาคารคล่องตัวสุด  

eView Connect รุ่น i8 ราคาปกติ 898,000 บาท 

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุก ความจุ 8 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถมีความสูงรวม 1,930 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

eView Connect รุ่น i9 ราคาปกติ 918,000 บาท สิทธิประโยชน์ รวมมูลค่าสูงสุด 120,000 บาท

• แบตเตอรี่ CATL ความจุ 66.67 kWh ต่อ 1 การชาร์จ สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 371 กิโลเมตร (NEDC)

• ชาร์จไวทันใจ โดยชาร์จจากDC 90 kW จาก SOC 20%-80% ใช้เวลาเพียง 38 นาทีเท่านั้น

• พื้นที่บรรทุกความจุมากสุด 9 ลูกบาศก์เมตร ความยาวภายใน 3.1 เมตร รองรับการบรรทุกได้ถึง 1.315 ตัน 

• ตัวรถหลังคาสูง ความสูงรวม 2,160 มม. รัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 6.85 เมตร เข้าออกที่จอดรถคล่องตัว 

การรับประกัน บริษัทฯ ให้การรับประกันคุณภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุด ให้กับผู้ใช้รถ eView Connect ทุกรุ่น ดังนี้

• แบตเตอรี่ CATL รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• แชสซีส์ รับประกัน 8 ปี 400,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• มอเตอร์และระบบไฟฟ้า รับประกัน 5 ปี 200,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน 

• บริการช่วยเหลือฉุนเฉินบนท้องถนน หรือ Roadside Assistance ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

นายพัชร์รวิพล สุรวรรธนกุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร กล่าวเสริมว่า "eView Connect มีจุดเด่นที่เหนือกว่ารถกระบะทั่วไป คือสามารถบรรทุกสินค้าได้มากกว่า มีความคล่องตัวสูง และด้วยความที่เป็นรถตู้ทึบจึงสามารถวิ่งงานขนส่ง  -โลจิสติกส์ในเมืองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากสามารถทดแทนการใช้รถกระบะในตลาดที่มีการจดทะเบียนเฉลี่ย 30,000 คัน ต่อปีได้เพียง 10% ก็จะเท่ากับยอดขายถึง 3,000 คัน"

ผนึกกำลัง Huawei และ Spark EV สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem)

เพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้สมบูรณ์แบบ CP FOTON ได้ร่วมลงนาม MOU กับพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่:

• ความร่วมมือกับ Spark EV:

มุ่งสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ โดยในระยะแรกจะเป็นการมอบโปรโมชันพิเศษ "EV Card" สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถ eView Connect ในช่วงเปิดตัว และในอนาคตมีแผนที่จะร่วมกันพัฒนาสถานีชาร์จความเร็วสูง (High-Power DC Fast Charger) สำหรับรถบรรทุกและรถเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่โดยเฉพาะ รวมถึงการเชื่อมต่อระบบแอปพลิเคชัน (API) และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิค เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ

• ความร่วมมือกับ Huawei (Thailand):

มุ่งผลักดันและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้รถยนต์เชิงพาณิชย์ EV ในไทย ผ่านการสร้างระบบนิเวศแบบครบวงจร ตั้งแต่ตัวรถยนต์, การสร้างสถานีชาร์จความเร็วสูงระดับ Megawatt (MW), ระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-Storage-Charging) ไปจนถึงการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อมอบบริการสินเชื่อทางการเงินแบบ "เบ็ดเสร็จ" ให้แก่ลูกค้า

"ด้วยผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง บริการหลังการขายที่ครอบคลุม พันธมิตรทางการเงินที่พร้อมมอบเงื่อนไขสุดพิเศษ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่มั่นคง เราเชื่อมั่นว่า CP FOTON จะเป็นทางเลือกอันดับหนึ่งที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างยั่งยืน" นายพัชร์รวิพล กล่าวปิดท้าย

ข้อเสนอสุดพิเศษฉลองเปิดตัว eView Connect  

มอบสิทธิพิเศษและส่วนลดรวมมูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท! จำกัดเพียง 50 คันแรกเท่านั้น!

1. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วงเปิดตัว สำหรับลูกค้าที่จอง eView Connect ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ i7, i8 และ i9                      

ภายในช่วงเวลาที่กำหนด 50 คันแรก จะได้รับสิทธิพิเศษ แบบจัดเต็ม รวมมูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

• ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. นาน 1 ปี 

• ฟรี! ค่าบำรุงรักษา นาน 5 ปี หรือ ระยะทาง 200,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

• ฟรี! บัตรชาร์จรถไฟฟ้า Spark EV มูลค่า 10,000 บาท

• อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.95% นาน 4 ปี (ภายใต้เงื่อนไขที่สถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)

2. แคมเปญพิเศษสุด ฉลองเปิดตัว eView Connect i7 (จำกัด 50 คันแรก)

เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความสนใจ CP FOTON ขอมอบราคาสุดพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับรุ่น eView Connect i7 

• รับส่วนลดเงินสดเพิ่มจากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท เท่านั้น! 

* จำกัดสิทธิ์เฉพาะลูกค้า 50 ท่านแรก ลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่าแบบดับเบิล 

1. ส่วนลดพิเศษ : 49,000 บาท จากราคาปกติ 848,000 บาท ราคาพิเศษเหลือเพียง 799,000 บาท 

2. สิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ช่วงเปิดตัว มูลค่าเกือบ 90,000 บาท 

รวมรับสิทธิประโยชน์และส่วนลดทั้งหมด มูลค่าสูงสุดกว่า 120,000 บาท!

ระยะเวลาแคมเปญพิเศษนี้ สำหรับผู้ที่สั่งจองรถ eView Connect ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ถึง                     วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้น

'คลาสสิโก' เปิดตัวสครับ!! โปเกมอนคอลเลกชันเข้าตลาดเอเชีย ชุดสครับดีไซน์น่ารักครบ 4 แบบ ครอบคลุมไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย พิคาชูและคู่หูคันโตโดดเด่นด้วยสีสัน

“คลาสสิโก” เปิดตัว “โปเกมอน คอลเลกชัน” ชุดสครับสุดคิ้วท์

ให้ “พกความน่ารักของโปเกมอนตัวโปรดไปกับคุณได้ทุกที่”

คลาสสิโก อิงค์ (Classico, Inc.) แบรนด์ชุดแพทย์จากญี่ปุ่น ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประกาศเปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษที่ทุกคนตั้งตารออย่าง #ClassicoPokemonCollection ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ภูมิภาคไต้หวัน และไทย โดยการขยายตลาดสู่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ทั่วเอเชียในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามในการเปิดตัวครั้งแรกที่ญี่ปุ่น ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าในต่างประเทศ 

รูปภาพ 1: โปเกมอน คอลเลกชัน

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI1fl_j0lA63u6.jpg

ไลน์อัปสินค้า

R53 / R54 ชุดสครับโปเกมอน เสื้อและกางเกง (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)

ชุดสครับในคอลเลกชันนี้เปิดตัวมาพร้อมกันทั้งหมด 4 ดีไซน์ ได้แก่ พิคาชู (Pikachu), กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโตอย่างฟุชิกิดาเนะ (Bulbasaur) ฮิโตคาเงะ (Charmander) เซนิกาเมะ (Squirtle), อีวุย (Eevee) และคาบิกอน (Snorlax) โดยทุกดีไซน์โดดเด่นด้วยการเลือกใช้โทนสีของเนื้อผ้าและการปักลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเอกลักษณ์ของโปเกมอนแต่ละตัว ซึ่งรายละเอียดการออกแบบเหล่านี้ตั้งใจรังสรรค์ขึ้น เพื่อช่วยสร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเป็นกันเองให้กับผู้ป่วยในระหว่างการตรวจรักษา

สี: พิคาชู กลุ่มโปเกมอนคู่หูเริ่มต้นแห่งภูมิภาคคันโต (ฟุชิกิดาเนะ ฮิโตคาเงะ เซนิกาเมะ) อีวุย คาบิกอน

ไซส์: XXS / XS / S / M / L / XL (ใส่ได้ทั้งชายและหญิง)

ราคา: 139 ดอลลาร์สิงคโปร์ / 469 ริงกิตมาเลเซีย / 5,690 เปโซฟิลิปปินส์ / 839 ดอลลาร์ฮ่องกง / 3,690 บาท / 3,490 ดอลลาร์ไต้หวัน

รูปภาพ 2: เสื้อ

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI2fl_j6Qjt772.jpg

รูปภาพ 3: กางเกง

https://cdn.kyodonewsprwire.jp/prwfile/release/M109100/202605299968/_prw_PI3fl_0h9Mc0FQ.jpg

เกี่ยวกับคลาสสิโก

คลาสสิโก (Classico) เป็นแบรนด์เสื้อกาวน์ดีไซน์ทันสมัยที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สวมใส่ โดยใช้เทคโนโลยีตัดเย็บอันประณีต เพื่อรังสรรค์เสื้อกาวน์ที่ทั้งหรูหราสง่างาม พร้อมตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกี่ยวกับสครับส์ แคนวาส คลับ (Scrubs Canvas Club)

ภายใต้แนวคิด “Scrubs as your canvas. Make it fun” (แต่งเติมความสนุก เปลี่ยนชุดสครับให้เป็นผืนผ้าใบ) บริษัทฯ หวังที่จะเปลี่ยนชุดสครับพิมพ์นิยมให้กลายเป็นผืนผ้าใบ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่สนุกสนานมีชีวิตชีวา โดยคอลเลกชันนี้ได้เปลี่ยนเครื่องแบบประจำวันของบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นสื่อในการถ่ายทอดศิลปะ ผ่านความร่วมมือกับวงการอื่น ๆ ทั้งกับศิลปิน ภาพยนตร์ และดนตรี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับเสื้อผ้าในสายอาชีพนี้

เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://classico-global.com/

ที่มา: คลาสสิโก อิงค์

“โรงกลั่นไทย” ยืนยันน้ำมันดิบเพียงพอ!! จัดหาน้ำมันดิบได้ต่อเนื่อง ลดพึ่งพาตะวันออกกลางเหลือ 30% เพิ่มสต็อกน้ำมันเกินปกติ 10 วัน เตรียมพร้อมรองรับความผันผวนโลก

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ยืนยันความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและส่อแววยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกพลังงานที่สำคัญของโลก กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันบทบาทของโรงกลั่นในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ โดยยังคงสามารถจัดหาน้ำมันดิบและรักษาการผลิตได้ตามแผน เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประเทศได้อย่างเพียงพอ

นางรุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. เปิดเผยว่า กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ติดตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการจัดหา เส้นทางการขนส่ง และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการจัดหาน้ำมัน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์และวางแผนจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ค้าและผู้ผลิตน้ำมันในตลาดโลก เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคและปรับแผนจัดหาได้อย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าว เป็นผลจากการลงทุนพัฒนาและปรับปรุงโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตที่หลากหลายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหา โดยตั้งแต่เกิดภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้เพิ่มการจัดหาน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่น อาทิ แอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ ส่งผลให้สัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดลงจากประมาณ 60% ในภาวะปกติ เหลือประมาณ 30% ซึ่งเป็นน้ำมันดิบที่ยังสามารถรับมอบจากท่าเรือนอกช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เพื่อรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการอุปทานเพิ่มเติม อาทิ เร่งการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าเพื่อรองรับการผลิต, การเพิ่มการจัดเก็บน้ำมันดิบบนเรือ (Floating Storage) รวมถึงการจัดหาถังน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติมชั่วคราวจากทั้งภายในและภายนอกโรงกลั่น ส่งผลให้ในปัจจุบัน มีปริมาณน้ำมันในระบบสูงกว่าระดับปกติก่อนเกิดสงครามประมาณ 10 วัน ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีพลังงานเพียงพอรองรับความต้องการใช้งานและรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

นางรุ่งนภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจะยังคงติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด และดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างเต็มศักยภาพต่อไป พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

‘รัดเกล้า’ หนุนกม.สมุนไพร!! เสนอ พรบ.แพทย์แผนไทย สร้างเศรษฐกิจใหม่ ปกป้องชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา ลดนำเข้ายา สร้างความมั่นคงสุขภาพ ผลักดันนวัตกรรมสมุนไพรสู่ตลาดโลก

รัดเกล้า หนุน พ.ร.บ.การแพทย์แผนไทยฯ ชี้ “สมุนไพรไทย” ต้องก้าวจากมรดกภูมิปัญญาสู่ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านการแพทย์แผนไทย แต่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงทางยา ความมั่นคงทางสุขภาพ และการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากภูมิปัญญาของคนไทย

รัดเกล้าระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญที่หลายประเทศไม่มี ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ดั้งเดิม โดยมีสมุนไพรกว่า 16,789 ชนิด และตำรับยากว่า 54,979 ตำรับ แต่ประเทศไทยยังคงอยู่ในฐานะผู้ส่งออกวัตถุดิบและสารสกัดในราคาต้นน้ำ ขณะที่ต่างชาตินำไปวิจัย พัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนส่งกลับมาจำหน่ายในราคาที่สูงกว่าหลายเท่า

“เราต้องเลิกเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ และก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมจากทรัพยากรของตนเอง” รัดเกล้ากล่าว

พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำว่า "เจ้าของภูมิปัญญาไม่ควรเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความสำเร็จของคนอื่น" หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการคุ้มครองสิทธิของชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา เมื่อมีการนำตำรับยา หรือองค์ความรู้ดั้งเดิมไปใช้เชิงพาณิชย์ ชุมชนต้องได้รับการยอมรับ ได้รับการคุ้มครอง และได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมผ่านกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing)

นอกจากนี้ รัดเกล้ายังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 ที่สะท้อนความสำคัญของความมั่นคงทางยา โดยเห็นว่าประเทศไทยควรลดการพึ่งพาการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ และเร่งพัฒนาศักยภาพการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและยาสมุนไพรที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว

“ฟ้าทะลายโจรและขมิ้นชันเป็นตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า หากสมุนไพรไทยได้รับการวิจัยอย่างเป็นระบบ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และมีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน ก็สามารถก้าวเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างน่าเชื่อถือ”

รัดเกล้าเสนอแนวทางต่อยอดกฎหมาย 5 ประการ ได้แก่

1. คุ้มครองสิทธิชุมชนและสร้างกลไกแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
2. สนับสนุนการวิจัยและการทดลองทางคลินิก เพื่อสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสมุนไพรไทย
3. ลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาต เพื่อเปิดโอกาสให้ SMEs และวิสาหกิจชุมชนเติบโต
4. กำหนดสมุนไพรยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมตั้งเป้าหมายลดการนำเข้ายาและเสริมสร้างความมั่นคงทางสุขภาพ
5. สร้างห่วงโซ่มูลค่าสมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้รายได้กระจายสู่เกษตรกร ชุมชน นักวิจัย และผู้ประกอบการไทย

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายฉบับนี้สามารถเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับสมุนไพรไทย จาก “มรดกภูมิปัญญา” สู่ “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของชาติ” และเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ขายวัตถุดิบไปสู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างแท้จริง

นายกฯ หนุนเชื่อมไทย-เวียดนาม!! ประชุมธุรกิจไทย-เวียดนามที่ฮานอย เน้น 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง ตั้งเป้าทะลุมูลค่าการค้า 5 หมื่นล้านดอลล์ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและแข่งขันอาเซียน

นายกฯ หนุนเชื่อมธุรกิจไทย-เวียดนาม ผลักดันความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมศักยภาพสูง

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมไทยแลนด์ เดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนไทย-เวียดนาม จัดประชุมใหญ่นักธุรกิจสองประเทศ ผู้ร่วมงานกว่า 100 คน จับมือสองฝ่ายเชื่อมโยง 5 อุตสาหกรรมศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดงานประชุม “Thailand – Vietnam Investment and Business Networking 2026” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน รวมทั้งหัวหน้าหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ฝ่ายเวียดนาม นำโดยนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากประเทศไทยและเวียดนามเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

ภายในงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้กรอบ “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของภาคเอกชน ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ไทยและเวียดนามต่างมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือและอำนวยความสะดวก เพราะเชื่อในศักยภาพของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม คือ ยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคบริการ และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่สำคัญ 3 ด้าน คือ 1) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะไทยและเวียดนามเป็นพื้นที่ปลอดภัย 2) ด้านการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ซึ่งนักลงทุนไทยมีศักยภาพและลงทุนในเวียดนามมายาวนาน โดยควรร่วมกันผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงพลังงานสะอาดในภูมิภาคอาเซียน 3) ด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทั้งสองประเทศมีจุดแข็ง จึงต้องสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมทั้งความร่วมมือในธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ

ส่วนนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะต่อยอดความร่วมมือสู่การเป็น “หุ้นส่วนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ท่ามกลางแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และกติกาการค้าใหม่ ความร่วมมือไทย–เวียดนามจึงควรมุ่งใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA และจุดแข็งที่เกื้อหนุนกัน เพื่อสร้างฐานห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยสำหรับนักลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะช่วยได้ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็ก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงและการท่องเที่ยวสุขภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งสองประเทศ และยกระดับอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ในส่วนของนายโห่ สี หู่ง ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุน Digital Transformation เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับประเทศไทยถือเป็นพันธมิตรที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสในการลงทุนร่วมกันระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนามในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ นิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมสีเขียว

ในการประชุมครั้งนี้ มีการจัดเวที Sectoral Dialogue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้นำภาคธุรกิจของไทยและเวียดนามใน 5 สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยว และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โดยมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของไทยและเวียดนามหลายแห่งเข้าร่วมหารือ

บริษัทไทยที่ร่วมหารือ เช่น บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล (TCP) บีซีพีจี กลุ่มเซ็นทรัล นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไทยเบฟเวอเรจ บีกริม ปูนซิเมนต์ไทย สยามพิวรรธน์ ธนาคาร EXIM ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เป็นต้น

ขณะที่บริษัทรายใหญ่จากเวียดนามที่ร่วมหารือ เช่น Sun Group ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการด้านการท่องเที่ยว Sovico Group กลุ่มธุรกิจด้านการเงิน การบิน อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน โรงแรม และดิจิทัล Vietjet Air สายการบินเอกชนรายใหญ่ของเวียดนาม Solarvest Vietnam ผู้ให้บริการพลังงานสะอาดแบบครบวงจร FPT Semiconductor ผู้ออกแบบวงจรรวมและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ CMC Global บริษัทด้าน IT อันดับสองของเวียดนาม Menas Group ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ SHINEC Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ Saigon Newport ผู้ดำเนินธุรกิจท่าเรือ โลจิสติกส์ และเขตอุตสาหกรรม เป็นต้น

จากการหารือดังกล่าว ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้สะท้อนถึงโอกาสและศักยภาพในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละฝ่าย สำหรับผู้ประกอบการเวียดนาม ได้นำเสนอโอกาสความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านการท่องเที่ยว เห็นว่าการเพิ่มเส้นทางการบินและเที่ยวบินระหว่างกันจะเป็นฐานสำคัญในการขยายโอกาสในเรื่องอื่น ๆ โดยเสนอให้ร่วมออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยวในรูปแบบ 1 เส้นทาง 2 จุดหมาย โดยชูการท่องเที่ยวในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ ในส่วนของธุรกิจอาหารและค้าปลีก สนใจร่วมมือกับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจอาหาร แฟรนไชส์ และค้าปลีก สำหรับธุรกิจดิจิทัล มองไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้ รวมถึงการร่วมมือในการพัฒนาท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและรัฐวิสาหกิจเวียดนาม

สำหรับผู้แทนภาคเอกชนไทย ได้นำเสนอความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การเชิญร่วมลงทุนในธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม การค้าปลีก การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม โดยผู้แทนกลุ่มพลังงานเห็นว่า ไทยและเวียดนามมีโอกาสในการร่วมลงทุนในประเทศที่สาม เพื่อผลิตพลังงานสะอาดโดยอาศัยความเชี่ยวชาญของบริษัทไทย โดยอาจพิจารณาประเทศลาว เนื่องจากมีน้ำและลมที่เพียงพอในการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการในเวียดนาม ซึ่งมุมมองเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Three Connects ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรม

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ดันเอสเอ็มอีบุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ร่วมงาน ขยายตลาดออนไลน์เติมทุนพัฒนา สร้างโอกาสสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

‘วราวุธ’ หนุน SME D Bank ติดปีกเอสเอ็มอี บุก Live Commerce ผนึก TikTok-อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมงาน “TikTok Live Commerce EXPO 2026” ขยายตลาดออนไลน์ ดันธุรกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล : นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากผลความสำเร็จของโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2025 ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ร่วมดำเนินการกับ TikTok ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก มีสินค้าเอสเอ็มอีเข้าร่วมกว่า 400 รายการ สามารถสร้างยอดขายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รวมประมาณ 302 ล้านบาท ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ TikTok Shop กว่า 2,200 ร้านค้า ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมประมาณ 789 ล้านบาท และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งทุนรวมกว่า 487 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ จัดโครงการ TikTok Live Commerce EXPO 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม Live Commerce ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการไลฟ์ขายสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ Live Commerce กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง สร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และลดต้นทุนด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

“การปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว

โดยงาน TikTok Live Commerce EXPO 2026 จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่อง TikTok ของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประมาณ 20 ราย ซึ่งจะร่วมไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ จะได้รับการอบรมจาก SME D Bank และ TikTok Shop ในหัวข้อการทำโฆษณาผ่าน TikTok Ads และเทคนิคการไลฟ์ขายสินค้า เพื่อเพิ่มทักษะการทำตลาดดิจิทัลและต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ฟรี! โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จัดในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ SME D Bank

โครงการเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยผู้สมัครต้องเป็นเจ้าของแบรนด์หรือมีผลิตภัณฑ์ของบริษัทตนเอง โดยต้องไม่เป็นสินค้าผิดกฎหมาย มีร้านค้าใน TikTok Shop เปิดระบบ Affiliate Program และมีตะกร้าสินค้าพร้อมสำหรับการจำหน่าย กำหนด 1 สิทธิ์ต่อ 1 บริษัท

นอกจากนี้ SME D Bank ยังพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการ ด้วยแพ็กเกจสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ในช่วง 3 ปีแรก วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 10 ปี เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง ลงทุน หรือปรับปรุงกิจการ

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดต่อฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ ของ SME D Bank โทร. 087-341-8216 / 083-612-2670 / 092-282-3832 และ 089-402-7271 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

ที่สำคัญผู้สมัครจะต้องเป็นเจ้าของแบรนด์และเป็นสินค้าที่ไม่ผิดกฎหมาย ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Shopee ในการที่จะใช้มาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าที่จะขายในแพลตฟอร์มนั้น มีมาตรฐานหรือไม่อย่างไรเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนเวลาซื้อของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

Liberator ขยายตลาดหุ้นต่างประเทศ!! เปิดแอปเดียวลงทุนทั่วโลก เริ่มต้นเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมขยายอีก 21 ประเทศปีนี้ เน้นเครื่องมือ AI คู่ UX/UI รองรับนักลงทุนไทย

บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator เดินหน้าขยายโอกาสการลงทุนต่างประเทศให้กับนักลงทุนไทย ผ่านบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้ง หุ้นสหรัฐฯ หุ้นจีน และหุ้นฮ่องกง บนแอปพลิเคชันเดียว ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ๆ ของนักลงทุนไทย ทั้งเรื่องการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เงินลงทุนเริ่มต้น และต้นทุนค่าธรรมเนียม

ภายใต้แนวคิด “Liberator แอปเดียว เทรดได้ทั่วโลก” นักลงทุนสามารถเริ่มต้นสร้างพอร์ตหุ้นต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ เช่น การลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน Fractional Share เริ่มต้นได้ตั้งแต่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนหุ้นฮ่องกงเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 10 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 40 บาท พร้อมค่าคอมมิชชันสุดคุ้ม หุ้นต่างประเทศ อเมริกา จีน และ ฮ่องกง เพียง 0.1% 

วทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “Liberator 2.0 คือก้าวต่อไปของลิเบอเรเตอร์ในการยกระดับแพลตฟอร์มการลงทุนของคนไทย จากเดิมที่เรามุ่งทำให้การลงทุนเข้าถึงง่ายและเป็นธรรมมากขึ้น วันนี้เรากำลังขยายขอบเขตของโอกาสให้กว้างกว่าเดิม ด้วยการเปิดให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสหรัฐฯ จีน ฮ่องกง และในอนาคตกว่า 21 ประเทศทั่วโลก ผ่านแอปเดียวของ Liberator”

“นอกจากนี้ Liberator ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนไทยได้รับประสบการณ์การลงทุนที่ง่ายและแม่นยำขึ้น ทั้งยังตอบโจทย์ด้านการลงทุนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา UX/UI ของแอปพลิเคชันให้สามารถใช้งานง่ายขึ้น รวมถึงการเตรียมนำเทคโนโลยี AI และ Quant เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด Investment for Everyone”

การเปิดให้ลงทุนใน หุ้นจีนและหุ้นฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญของ Liberator ในการเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายพอร์ตออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชียที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในกลุ่มเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและ AI

Liberator มองว่า การลงทุนหุ้นต่างประเทศไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะนักลงทุนรายใหญ่หรือผู้มีประสบการณ์สูงเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสที่นักลงทุนไทยสามารถเริ่มต้นศึกษาและทยอยลงทุนได้ตามความเหมาะสมของตนเอง โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดทุนโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้น และโอกาสการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดไทยหรือตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

นอกจากการให้บริการหุ้นสหรัฐฯ จีน และฮ่องกงแล้ว Liberator ยังตั้งเป้าขยายการเข้าถึงตลาดหุ้นต่างประเทศให้ครอบคลุมอีกกว่า 21 ประเทศภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนไทยสามารถกระจายพอร์ตไปยังตลาดสำคัญทั่วโลกได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านแอปเดียวที่ออกแบบมาเพื่อให้การลงทุนต่างประเทศเป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และเริ่มต้นได้จริง

ทั้งนี้ Liberator ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการลงทุนที่ช่วย “ปลดล็อกศักยภาพทางการเงิน” ให้กับคนไทย ภายใต้แนวคิดการสนับสนุนให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือและตลาดการลงทุนอย่างเท่าเทียม พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการ เทคโนโลยี และประสบการณ์การลงทุนให้ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ :  

  • ค่าธรรมเนียม 0.1% ดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ค่าธรรมเนียมของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Regulatory Fee) หรือเงื่อนไขขั้นต่ำ (ถ้ามี) โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.liberator.co.th
  • การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินลงทุนอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินบาท
  • ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

ร้านอาหารโตโดดเด่น!! ยอดขายทะลุล้านในโครงการใหม่ ปุ๊ เย็นตาโฟใช้สูตรลับเพิ่มมูลค่าออเดอร์ PREP & POUR ยอดขายโตเกือบ 10 เท่า แกร็บฟู้ดสนับสนุนโครงการ 60/40 ค่าคอม 9%

เปิดใจ 2 ร้านสุดปัง โกยออเดอร์ทะลุล้าน-ยอดขายโต 10 เท่า
ถอดสูตรความสำเร็จเดลิเวอรีพร้อมลุย “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40”

ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ก่อนที่จะเปิดให้ร้านอาหารลงทะเบียนเลือกเข้าร่วมแพลตฟอร์มเดลิเวอรีในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ หลายแพลตฟอร์มได้ทำแคมเปญพิเศษเพื่อขานรับโครงการฯ อย่างแกร็บฟู้ดที่มีการลดค่าคอมมิชชันให้เหลือ 9% แถมด้วยแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้งเพื่อสนับสนุนเหล่าร้านอาหาร ซึ่งหากย้อนดูความสำเร็จจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เมื่อปีที่ผ่านมา มีร้านอาหารหลายแห่งที่สามารถต่อยอดโอกาสจากโครงการดังกล่าวจนสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างน่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ  “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ที่สามารถสร้างรายได้ทะลุหลักล้าน และ “PREP & POUR by Kitchen 501” ที่มียอดขายเติบโตต่อเนื่องสูงเกือบ 10 เท่าแม้จะจบโครงการไปแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในการเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

“ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” 

ราคาดี ระบบเป๊ะ สูตรลับยอดขายโตทะลุล้าน 

สำหรับร้าน “ปุ๊ เย็นตาโฟ พระราม 9” ภายใต้การดูแลของ นุ้ย - อรุณี เอื้อวิทยาศุภร เบื้องหลังยอดขายทะลุล้านมาจากแนวคิด “อาหารคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้” รวมถึงการใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าออเดอร์ผ่านการนำเสนอตัวเลือกท็อปปิ้งมากกว่า 15 อย่างเพื่อให้ลูกค้าได้เลือกตามความชอบ ซึ่งเห็นได้ชัดจากช่วงคนละครึ่งพลัสที่ลูกค้ามีการสั่งตัวเลือกท้อปปิ้งเพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ จนทำให้มูลค่าต่อออเดอร์สูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันทางร้านยังให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสั่งวัตถุดิบตรงจากต้นทาง และการตั้งราคาที่เข้าถึงได้เพื่อขยายฐานลูกค้าในระยะยาว

แม้การขายอาหารบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ร้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง    มาตลอด 10 ปี และเพื่อให้ไม่พลาดโอกาสของธุรกิจ เมื่อมีโครงการคนละครึ่งพลัสในปีที่ผ่านมา ทางร้านจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บฟู้ด จนยอดขายเดลิเวอรีในช่วงนั้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวและทำรายได้ทะลุหลักล้านภายในระยะเวลา 2 เดือน ทั้งยังช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ได้เกือบ 70% 

“ช่วงที่ออเดอร์เข้ามาพร้อมกันจำนวนมากถือเป็นช่วงที่ท้าทายมาก แต่ระบบการจัดการคำสั่งซื้อของแกร็บฟู้ดช่วยให้ร้านบริหารจัดการได้คล่องตัวขึ้นมาก ทางร้านสามารถเลือกกดรับออเดอร์เพื่อจัดการเวลาในการเตรียมอาหารให้เหมาะสมกับการส่งต่อให้กับไรเดอร์ หรือปิดรับออเดอร์ชั่วคราวเพื่อระบายงานในครัวได้ ทำให้ทุกออเดอร์ถูกจัดการตามลำดับอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยจัดการความคาดหวังของลูกค้า ลดปัญหาการโทรติดตามอาหารหรือไรเดอร์มารอหน้าร้าน เพราะทุกฝ่ายเห็นเวลาการจัดส่งที่ชัดเจนตรงกัน” อรุณี กล่าว 

“ทุกวันนี้หากร้านอาหารยังไม่เปิดขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก เพราะช่องทางนี้เปรียบเสมือนการขยายสาขาไปถึงบ้านลูกค้าโดยไม่ต้องลงทุนเปิดหน้าร้านใหม่ โดยเฉพาะในช่วงโครงการของรัฐอย่าง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ซึ่งหากร้านสามารถส่งมอบคุณภาพและบริการที่ดีได้ตั้งแต่ครั้งแรก ก็มีโอกาสต่อยอดเป็นลูกค้าประจำได้ในระยะยาวทั้งในแอปฯ และหน้าร้าน” อรุณี กล่าวเสริม

โครงการรัฐคือโอกาส คุณภาพคือความยั่งยืน

“PREP & POUR by Kitchen 501” ยอดขายพุ่งสูงเกือบ 10 เท่า

“PREP & POUR by Kitchen 501” ร้านอาหารเดลิเวอรีสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดของ พิม - ศิริพิม อภินันทกุลชัย ที่เกิดจากความตั้งใจยกระดับอาหารเดลิเวอรีให้เป็นมื้อคุณภาพ โดยนำประสบการณ์จากธุรกิจ Chef’s Table มาผสานกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกและคุณภาพ 

ย้อนกลับไปในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ร้านเริ่มเปิดดำเนินการและยังถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ จากเดิมที่เคยลองผิดลองถูกร่วมเปิดร้านในหลายแพลตฟอร์ม แต่เมื่อโค้งสุดท้ายก่อนถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เธอเลือกเข้าร่วมกับแกร็บฟู้ด พร้อมลงโฆษณาบน GrabAds เพื่อเพิ่มการมองเห็น จนเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “ข้าวสตูว์เนื้อ” และ “ข้าวหน้าไก่ซูวี” กลายเป็นกระแสบอกต่อและครองใจลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว 

“คนละครึ่งพลัสถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ร้านมียอดสั่งซื้อเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ออเดอร์ แต่ในช่วงโครงการฯ ยอดขายกลับเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 40–50 ออเดอร์ต่อวัน โดยสิ่งที่ทำให้ร้านเติบโตต่อเนื่องหลังจบโครงการฯ คือการนำข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ามาวิเคราะห์แบบวันต่อวัน จนนำมาสู่การจัดเซ็ตเมนูขายดี อย่าง ‘Full Set เซ็ตอิ่มจบในชุดเดียว’ และ ‘Duo Deal เมนูสั่งคู่ถูกกว่า’ เพื่อเพิ่มยอดขายต่อบิล” ศิริพิม กล่าว 

อีกหนึ่งเคล็ดลับคือการใส่ใจทุกรีวิวหรือเสียงตอบรับจากลูกค้า เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาสินค้าและบริการ จนทำให้ร้านสามารถเปลี่ยนลูกค้าใหม่จากช่วงแคมเปญให้กลายเป็นลูกค้าประจำ อีกทั้งยังต่อยอดสู่การทำอาหารกล่องสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate Catering) ได้สำเร็จโดยมียอดขายรวมเติบโตขึ้นกว่าช่วงเริ่มต้นเปิดร้านถึงเกือบ 10 เท่า

“สำหรับเรา การเลือกแพลตฟอร์มเดลิเวอรีคือการเลือกพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยให้ร้านเติบโต อยากฝากถึงผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ที่กำลังจะเริ่มเร็วๆ นี้ว่า รูปอาหารคือประตูบานแรกที่ดึงลูกค้าเข้ามาแต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาสั่งซื้อซ้ำคือ คุณภาพอาหารที่ดี รสชาติคงที่ และต้องเสิร์ฟได้จริงเหมือนในภาพ เพราะความประทับใจในมื้อแรกคือจุดเริ่มต้นของลูกค้าประจำในระยะยาว” ศิริพิม กล่าวปิดท้าย
นี่คือผลลัพธ์เมื่อคุณภาพของร้านอาหารผสานเข้ากับระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งเทคโนโลยีสนับสนุนและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในปีนี้ แกร็บฟู้ด พร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อสนับสนุนการต่อยอดโอกาสจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ที่กำลังจะมาถึง พร้อมเปิดรับร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯกับแกร็บฟู้ด เพื่อรับค่าคอมมิชชันพิเศษ 9% เสริมด้วยแพ็คเกจสิทธิประโยชน์ถึง 10 เด้ง ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สามารถติดตามรายละเอียดการสมัครและสิทธิประโยชน์ของโครงการฯ เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง https://merchant.grab.com/th-th/blog/tct26 หรือ LINE Official: @GrabMerchantTH

* แอปสั่งอาหารยอดนิยมอันดับ 1 ในไทยปี 2025 โดย Kantar

“ซิน เคอ หยวน” ลุยผลิตเต็มกำลัง!! กลับมาผลิตเต็มกำลัง ผลสอบ DSI-สมอ.ผ่าน ราคาย่อมเยา บรรเทาภาระตลาด ย้ำมาตรฐานแข็งแรงชัดเจน

ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง หลังผลสอบ ดีเอสไอ - สมอ. สิ้นสุด ยืนยันเหล็กผ่านมาตรฐาน ราคาแข่งขันได้

ระยอง 5 มิถุนายน 2569 – บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์ขอบคุณรัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการตามปกติ ภายหลังหยุดดำเนินกิจการเพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิสูจน์มาตรฐานการผลิตเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี

แถลงกรณ์ ระบุว่า ผลการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่ปรากฏข้อบ่งชี้การกระทำความผิดตามประเด็นที่มีการตรวจสอบ และผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นที่เข้าสู่กระบวนการทดสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่กำหนด

ในส่วนของการตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การดำเนินงานของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค เลขสืบสวน 54/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการครอบครองวัตถุอันตรายหรือ “ฝุ่นแดง” นั้น บริษัทระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งยุติการสืบสวน เนื่องจากไม่พบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำความผิด พร้อมเตรียมส่งมอบตัวอย่างที่ตรวจยึดคืนให้แก่บริษัทตามขั้นตอนตามกฎหมาย

ขณะที่การตรวจสอบด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับสถาบันยานยนต์และสถาบันไทย-เยอรมัน ได้สุ่มเก็บตัวอย่างเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจากการทดลองเดินเครื่องจักรรวม 56 ชุด เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบทางวิศวกรรมและนิติวิทยาศาสตร์

ผลการทดสอบพบว่า เหล็กเส้นกลมตามมาตรฐาน มอก. 20-2559 ชั้นคุณภาพ SR24 และเหล็กข้ออ้อยตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 ชั้นคุณภาพ SD40T และ SD50T ทุกขนาด ตั้งแต่ DB10 ถึง DB32 มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยผลการทดสอบดังกล่าวได้ส่งต่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้ประกอบการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย

บริษัทฯ ยังชี้แจงถึงการใช้เทคโนโลยีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก โดยมีจุดเด่นด้านการควบคุมคุณภาพโลหะ ความแม่นยำของกระบวนการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมมลพิษทางอากาศ

ตามข้อมูลของบริษัท ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเหล็กในประเทศไทยมากกว่า 11 แห่งที่ใช้เทคโนโลยี IF มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดเหล็กเส้นภายในประเทศประมาณร้อยละ 70 รวมทั้งสามารถรองรับการผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมขั้นสูง

นายเขมพัสตร์ กิตติภักดีกุล ผู้จัดการบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ และยึดหลักการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมาย โดผลยการตรวจสอบที่ปรากฏถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัท 

ทั้งนี้ บริษัทเห็นว่าผลการทดสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนว่าเหล็กที่ผลิตจากโรงงานมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และไม่พบข้อมูลที่ชี้ว่าเหล็กของบริษัทเป็นสาเหตุของเหตุการณ์อาคารถล่มที่เป็นประเด็นในสังคมก่อนหน้านี้

“เราตั้งใจจะนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล็กที่ได้มาตรฐานในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคก่อสร้าง ผู้รับเหมา และผู้ประกอบการไทย พร้อมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดเหล็กภายในประเทศ” ผู้จัดการบริษัท ซินเคอหยวน กล่าว 

นายเขมพัสตร์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยืนยันจะยังคงยึดมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในระยะยาว

“เคทีซี” ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย!! ช่วยลูกหนี้เข้าถึงทางออก ไม่มีค่าใช้จ่าย ยุติหนี้อย่างเป็นธรรม มหกรรมครั้งล่าสุดเจรจานับพันราย เตรียมขยายกิจกรรมทั่วประเทศ

เคทีซี–กรมบังคับคดี ขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ย สร้างกลไกให้สังคมจัดการหนี้อย่างเป็นธรรม

ท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังคงท้าทาย “การมีอยู่ของหนี้” อาจไม่ใช่ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือ “การไม่มีพื้นที่ในการหาทางออก” ต่างหากที่ทำให้หลายกรณีเดินไปถึงจุดตัน จากประสบการณ์ทำงานด้านลูกหนี้ของเคทีซี พบว่าลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาระหนี้ แต่ขาดโอกาสในการพูดคุยเพื่อปรับเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ชีวิตจริงที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นหนึ่งใน insight สำคัญที่ไม่เคยถูกพูดถึงในเชิงระบบมาก่อน

เพื่อขยายโอกาสดังกล่าว “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) บริษัท วินเพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด และกรมบังคับคดี เดินหน้าสร้าง “พื้นที่กลาง” ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ประจำปี 2569 ในฐานะกลไกที่ช่วยให้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้สามารถกลับมาเจรจาและร่วมกันออกแบบทางออกใหม่ได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม

นายพีระพงศ์ พิตรพิบูลพาทิศ ผู้บริหารสูงสุด สายงานสำนักกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” กล่าวว่า “สิ่งที่เราเรียนรู้จากการทำงานอย่างใกล้ชิด คือปัญหาหนี้จำนวนมากไม่ได้จบที่ตัวเลข แต่จบลงเพราะขาดโอกาสในการพูดคุย หลายคนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือไม่แน่ใจว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย เช่น ความกังวลว่าการเข้าร่วมมหกรรมไกล่เกลี่ยจะต้องไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ในลักษณะที่กดดันหน่วงเหนี่ยว หรืออาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งในความเป็นจริง พื้นที่นี้ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘พื้นที่กลาง’ ที่ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้อย่างปลอดภัย เป็นกลาง และเป็นธรรม การไกล่เกลี่ยจึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย แต่คือกลไกของความเป็นไปได้ ที่ช่วยให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้กลับมาทบทวนทางเลือก และร่วมกันหาทางออกที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละคน เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการจัดการหนี้ในแต่ละกรณี แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้การจัดการหนี้ในสังคมมีทางเลือกมากขึ้น และช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถเดินต่อไปได้พร้อมกันอย่างยั่งยืน”หลายครั้งอุปสรรคไม่ได้อยู่ที่การจ่ายหนี้ แต่อยู่ที่ความไม่กล้าเริ่มต้นพูดคุย”

จากแนวคิดสู่ผลลัพธ์จริงในพื้นที่

การจัดงานมหกรรมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี ครั้งที่ 43 ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดระยอง เป็นภาพสะท้อนของการขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยมีผู้เข้าร่วมไกล่เกลี่ยหนี้รวม 1,195 ราย คิดเป็นภาระหนี้รวมกว่า 209 ล้านบาท โดยมีนายพจกรณ์ วงศ์ปักษา ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี และนางภัสร์ฐิตา เตชะพงษ์ภินันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยอง พร้อมด้วยนายพลัฐ หิรัญสิริสมบัติ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมบังคับคดี และคณะผู้ไกล่เกลี่ยเข้าร่วมชมงาน สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ได้สะท้อนเพียงการเจรจาที่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ยังชี้ให้เห็นว่า

  • ลูกหนี้มีแนวโน้มเปิดใจพูดคุยมากขึ้น เมื่อกระบวนการไม่อยู่ในรูปแบบเผชิญหน้า
  • หน่วยงานภาครัฐสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางที่สร้างความเชื่อมั่น” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การมีโครงสร้างการเจรจาที่ชัดเจน ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานเคทีซียังจัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายและแนวทางการประนอมหนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกรณีศึกษาต่างๆ ให้กับคณาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย  ราชภัฏเพชรบุรี โดยวิทยากรจากฝ่ายงาน Litigation “เคทีซี” และกรมบังคับคดีร่วมบรรยาย เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจสิทธิ ทางเลือก และผลลัพธ์ของแต่ละแนวทางก่อนการตัดสินใจ 

ขยายกลไกระดับพื้นที่ สู่โอกาสของทั้งระบบ

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการทดลองและขยาย “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยให้การจัดการหนี้ในสังคมไทยมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมมากขึ้น เคทีซีและพันธมิตรเตรียมจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครั้งถัดไป ในวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 พร้อมกันที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดลพบุรี เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงกระบวนการดังกล่าวได้อย่างทั่วถึง ผู้เข้าร่วมสามารถเข้ารับคำปรึกษาและเจรจาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://www.ktc.co.th/mediation หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 631 3399 และ 02 631 3668  พร้อมจัดเตรียมเอกสารเพื่อเข้าร่วมงานฯ ดังนี้

กรณีไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง

  1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า จำนวน 1 ชุด
  2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

    กรณีรับมอบอำนาจไกล่เกลี่ยแทน

         1. สำเนาบัตรประชาชนของลูกค้า (รับรองสำเนาถูกต้อง) จำนวน 1 ชุด

         2. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี) จำนวน 1 ชุด

  1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด
  2. หนังสือมอบอำนาจ จำนวน 1 ชุด

แนวคิดเบื้องหลัง: จาก “ภาระส่วนบุคคล” สู่ “ความรับผิดชอบร่วมของสังคม”

การขยายพื้นที่ไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองสำคัญต่อ “หนี้” จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไปสู่การเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือจากหลายฝ่าย เมื่อมีพื้นที่ที่เหมาะสม การสื่อสารที่เปิดกว้าง และกระบวนการที่เป็นธรรม หนี้จึงไม่จำเป็นต้องจบลงที่ข้อพิพาท แต่สามารถจบลงด้วยข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและก้าวต่อไปได้พร้อมกัน

กรมโรงงานฯ ลุยจัดการปัญหากากพิษ!! ทุ่มงบ 54 ลบ. เคลียร์ของเสียกว่า 7,500 ตัน ย้ำรัฐจ่ายก่อน ผู้ผิดชดใช้เต็มที่ เร่งบำบัดโกดังภาชีเสร็จก่อนเวลา เตรียมฟ้องเก็บค่าเสียหายทั้งหมด

กรมโรงงานฯ ทุ่มงบ 54 ล้านบาท ปิดจ๊อบเคลียร์กากพิษโกดังเถื่อนภาชี กว่า 7,500 ตัน

เตรียมเช็คบิลทวงคืนเงินแผ่นดิน “รัฐจ่ายก่อน แต่ผู้กระทำผิดต้องชดใช้”

กรมโรงงานอุตสาหกรรมเปิดปฏิบัติการเชิงรุกหลังรับเสียงร้องเรียนจากประชาชน ปราบขบวนการลักลอบทิ้งกากในนิคมฯ แก่งคอย นำไปสู่การขยายผลทลายเครือข่าย “เอกอุทัย” พร้อมโชว์ผลงานทุ่มงบ 54 ล้านบาท ปิดจ๊อบเคลียร์ของเสียเคมีพิษออกจากโกดังภาชี กว่า 7,500 ตัน เสร็จก่อนกำหนด! เตรียมเช็คบิลเก็บค่าเสียหายคืนแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ "รัฐจ่ายก่อน แต่ผู้กระทำผิดต้องชดใช้"

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุร้องเรียนของประชาชนในตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี พบการลักลอบนำสารเคมีอันตรายมาทิ้งในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแก่งคอย นำไปสู่การสืบสวนขยายผลจนพบว่าเป็นของเสียในครอบครองของ บริษัท เอกอุทัย จำกัด และพบความเชื่อมโยงกับโกดังเก็บสารเคมีอันตรายจำนวนมาก ซึ่งไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน จำนวน 5 หลัง ในตำบลภาชี อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พร้อมรั่วไหลลงสู่คลองชลประทาน สร้างความหวาดผวาให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง

กรมโรงงานฯ อาศัยอำนาจตามมาตรา 52 และมาตรา 52/1 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้เจ้าของที่ดิน รวมถึงบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ระงับการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายทันที พร้อมให้นำสารเคมีอันตรายที่ครอบครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตไปบำบัด/กำจัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่เจ้าของที่ดินและบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ กรมโรงงานฯ จึงส่งเรื่องฟ้องดำเนินคดีต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องมาลงโทษตามกฎหมาย

ความเสี่ยงและผลกระทบจากการลักลอบทิ้งของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม จึงขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นจำนวนเงิน 54,650,000 บาท เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายตกค้างและปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมไฟเขียวอนุมัติให้ดำเนินการ “จ้างเหมาบริการกำจัดและบำบัดวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงของเสียเคมีวัตถุที่ตกค้างในพื้นที่โกดังภาชี” เพื่อขนย้ายและจัดการของเสียทั้งหมด โดยผู้รับจ้างดำเนินงานตามสัญญาจ้างแบบเร่งรัด ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถึง 13 พฤศจิกายน 2569 โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรมโรงงานฯ ลงพื้นที่โกดังภาชี เพื่อติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน พบว่าผู้รับจ้างได้ขนย้ายวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและของเสียเคมีวัตถุที่ตกค้างในพื้นที่ไปบำบัด/กำจัด แล้วเสร็จ จำนวน 7,574.58 ตัน ครบ 100% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และสำเร็จก่อนกรอบระยะเวลาที่กำหนด

“การดำเนินงานในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมเชิงรุกและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันบทบาทในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงาน และผลักดันการจัดการของเสียอุตสาหกรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ กรมโรงงานฯ เตรียมเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทั้งหมดจากผู้ก่อให้เกิดความเสียหายและผู้เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด” นายพรยศฯ กล่าว

กระทรวงอุตฯ ลุยฟื้น SME!! ดีพร้อม-สสว. เปิดตัวโครงการ “Rebuild SMEs” ปี 69 ดูแลเข้ม ยกระดับผู้ประกอบการอย่างครบวงจร เป้ารองรับความท้าทายยุคใหม่

“กระทรวงอุตสาหกรรม” เดินเกมรุก “ONE MIND” สั่งการ ดีพร้อม ผนึก สสว. คิกออฟ ‘Rebuild SMEs’ ปี 69 เร่งฟื้นฟูและเสริมแกร่ง SMEs ไทย ยกระดับศักยภาพการแข่งขันสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

กระทรวงอุตสาหกรรม ขานรับนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ล่าสุด มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวโครงการ “ฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันบูรณาการกลไกช่วยเหลือ ฟื้นฟู และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้สามารถปรับตัว อยู่รอด และแข่งขันได้ท่ามกลางความท้าทายในเศรษฐกิจยุคใหม่ 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความ ท้าทายรอบด้านทั้งจากเทคโนโลยีดิจิทัล ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสีเขียว และการแข่งขันในระดับโลก รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่เพิ่มสัดส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้นโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไก “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) 

ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูธุรกิจฯ ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงการให้บริการต่าง ๆ ของหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค รวมถึงเชื่อมโยงเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่าง SME D Bank กองทุนประชารัฐ ซึ่งเป็นถุงเงินของกระทรวงอุตสาหกรรมที่พร้อมให้บริการสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมอีกด้วย

“เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันระดับสากล” 

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองหลัก

ของเศรษฐกิจไทย แต่กำลังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตต้นทุนพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งเน้นการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก “การวินิจฉัยองค์กร” (Business Diagnosis) ที่แม่นยำ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและจุดอ่อนที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละรายนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์และให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (Deep Consulting) 

สำหรับโครงการ Rebuild SMEs นี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย “ดีพร้อม” ได้เตรียมกลไกสนับสนุนทั้งทีมนักวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ แหล่งเงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกและปรับโมเดลธุรกิจให้พร้อมรองรับความเสี่ยงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ใหม่ๆ  พร้อมย้ำเป้าหมายโครงการฯ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ไม่เพียงแค่ "อยู่รอด" แต่สามารถ "เติบโต" และ "สร้างมูลค่าใหม่" ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 800 กิจการ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 840 ล้านบาท

ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของ สสว. ในฐานะหน่วยงานกำหนดนโยบายและบูรณาการแผนส่งเสริม SMEsของประเทศว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว สสว. จึงมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของผู้ประกอบการในทุกมิติ ทั้งการอัปสกิลองค์ความรู้ การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี และการปลดล็อกข้อจำกัดทางด้านการเงิน

สำหรับโครงการ Rebuild SMEs ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่จะช่วย 'ฟื้นฟู' และ 'ต่อยอด' ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการวินิจฉัยธุรกิจ การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การตลาด การเงิน รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ “ความร่วมมือระหว่าง สสว. และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการทำงานร่วมกัน ของสองหน่วยงาน แต่คือการรวมพลังเพื่อสร้าง “ระบบสนับสนุน SMEs ไทยยุคใหม่” ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการฟื้นตัว การแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เรามุ่งหวังให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถฟื้นตัวและแข่งขันได้จริง และเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ด้วยศักยภาพที่แข็งแรงยิ่งขึ้น" ดร.ปณิตา กล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือจัดตั้งโครงการ Rebuild SMEs ประจำปีงบประมาณ 2569 จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงรุก (Proactive Mechanism) ในการฟื้นฟูและยกระดับผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับฐานรากทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Growth from Within) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเพิ่มสัดส่วนจีดีพีของ SMEs ต่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติชาติต่อไป

“บีโอไอ” ไฟเขียวเพียวไซเคิล!! ทุ่ม 8 พันล้านลงทุนรีไซเคิล สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ใช้เทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ที่ระยอง มุ่งตลาดเอเชีย ขยายเศรษฐกิจสีเขียว

บีโอไอไฟเขียว “เพียวไซเคิล” ทุ่ม 8 พันล้าน สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย

บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "PureFive™" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ในปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นายนฤตม์ กล่าว

อาหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจ!! กำลังซื้อโต 6% ใน 4 เดือน Food Economy เชื่อมโยง SME เกษตร ร้านอาหาร-ท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง เน้นรายได้สูงในห่วงโซ่อาหารไทย

Food Economy: เมื่อ “อาหาร” เชื่อมกำลังซื้อ เอสเอ็มอี และท่องเที่ยว หนุนเศรษฐกิจไทย

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy: เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” นางสาววริษฐากล่าว

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

นางสาวไปยดากล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

“ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

“ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top