Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

รัฐบาลชง 4 แนวทางรับมือพลาสติก เร่งเจรจานำเข้าแนฟทาหลายแหล่ง หนุนลงทุนผลิตและรีไซเคิลพลาสติก เตือนราคาสินค้าพุ่งเท่าตัว ย้ำลดกักตุนควบคุมตลาดพลาสติก

ชงรัฐบาลเดินหน้า 4 แนวทาง รับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก ‘ระยะสั้น-ยาว’ ก่อนราคาสินค้าพุ่งเป็นเท่าตัว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย สถานการณ์นำเข้า “แนฟทา” สำหรับใช้ “ผลิตเม็ดพลาสติก” ของไทยยังไม่แน่นอนสูง หลังปะทะตะวันออกกลางยังไม่ยุติ ชี้หากขาดแคลนกระทบราคาสินค้าพุ่งอีกเป็นเท่าตัว แนะรัฐเร่งเจรจาขอนำเข้าแนฟทาจาก “ซาอุฯ โอมาน อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย” ทดแทน แก้ระยะสั้น ส่วนระยะยาว จับมือ BOI หนุนบริษัทต่างชาติมาลงทุนตั้งบริษัทผลิตพลาสติก - รีไซเคิลด้วยเทคโนโลยีใหม่คือทางออก

รศ. ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบ รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 50% ของจำนวนทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขเรื่องนี้ทั้งในระยะสั้น/ระยะเร่งด่วน และระยะยาวไปพร้อมกัน

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับในระยะสั้น-ระยะเร่งด่วน ทางรัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ทั้งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ยังสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้ เช่น ซาอุดีอาระเบียฝั่งตะวันตก และโอมาน ซึ่งสามารถใช้เส้นทางขนส่งฝั่งทะเลแดงแทนช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงประเทศอินเดีย หรือรัสเซียที่มีกำลังการผลิตสูง หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ตาม ทว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่าแม้จะจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตได้ แต่ราคาจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะน้ำมันดิบที่นำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสูงขึ้นอยู่แล้ว ทั้งจากค่าพลังงานขนส่งจากระยะทางที่ไกลขึ้น ค่าประกันเรือที่สูงขึ้น ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกต้องการน้ำมันดิบและอาจจะต้องแย่งกัน

อีกทั้งแม้จะสามารถนำน้ำมันดิบเข้ามาได้ แต่หอกลั่น หรือเครื่องจักรที่ใช้ในการกลั่นแนฟทาจากน้ำมันดิบจำเป็นจะต้องมีการปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อรองรับกับการกลั่นน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพ และอัตราส่วนของสิ่งที่กลั่นออกมาได้ไม่เหมือนเดิม และจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของทางบริษัท เพราะหอกลั่น หรือเครื่องจักรในการกลั่นแนฟทาจะถูกปรับแต่งมาให้ใช้สำหรับวัตถุดิบจากพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น ส่วนหากเครื่องจักรไม่สามารถปรับแต่งได้ก็ต้องหยุดการใช้งานชั่วคราว ซึ่งอันนี้ก็เสียหายหนักเลย

รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบมาให้ได้แล้ว หลังจากมีการกลั่นเป็นแนฟทา และผ่านกระบวนการจนเป็นเม็ดพลาสติกแล้ว รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ส่วนที่มีความจำเป็นได้นำไปใช้ก่อน เช่น การใช้ทำบรรจุภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ เพราะหากเกิดการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสิ่งเหล่านั้นน้อยลง แต่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตเม็ดพลาสติกได้จะต้องหยุดชั่วคราว แต่ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือค่าอะไรต่างๆ เหมือนเดิม ซึ่งหากหยุดไปชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการผลิตใหม่อีกครั้งรวมแล้วต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นหลักหลายสิบล้านบาท และความเสียหายเหล่านี้จะต้องถูกบวกไปกับราคาขายแน่นอน

“ทันทีที่เม็ดพลาสติกขาดแคลนราคาขายจะพุ่งขึ้นเลยอย่างน้อย 30 – 40% เพราะสต๊อกก็มีไม่เยอะ ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงกลางน้ำคือผู้ที่เอาเม็ดพลาสติกไปขึ้นรูปเป็นถุง หรือขวดต่างๆ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นบวกไปอีก 60 – 70% และกว่าจะมาถึงผู้บริโภคราคาจะอาจจะขึ้นจากเดิมมาถึงเท่าตัวเลยก็ได้ 100% และถ้ายิ่งมีการกักตุนสินค้าที่มีอยู่แล้ว จะยิ่งเห็นผลทันทีเลยอย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาส่วนนี้อยู่คือทำให้เม็ดพลาสติก กับผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าควบคุมซึ่งก็น่าจะช่วยได้ แต่รัฐก็ต้องไปดูสต๊อกให้ได้ด้วย ไม่ให้เกิดการกักตุนและนำมาขายช่วงที่เกิดการขาดแคลนในราคาที่สูงเพื่อเอากำไร” รศ. ดร.ปกรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนระยะยาว ทางรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะต้องเจรจา และออกแบบมาตรการในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกวิธีอื่นๆ นอกจากการใช้แนฟทาให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เช่น เทคโนโลยีที่ทำให้อีเทน (Ethane) เปลี่ยนเป็นเอทิลีน (Ethylene) สำหรับใช้ผลิตเม็ดพลาสติก PE หรือเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ใช้วัตถุดิบที่ได้จากการหมักบ่มน้ำตาล มันสำปะหลัง หรือข้าวโพดในการมาทำเป็นพลาสติก ที่สำคัญคือ ย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 6 เดือน - 1 ปี

นอกจากนี้ รัฐบาล และ BOI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นจะต้องเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยนอกจากการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling) ที่เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วที่ผสมกันหลายชนิดให้กลายไปเป็นสารตั้งต้นใหม่ในการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงเทียบเท่ากับของใหม่ได้ หรือการใช้พลาสติกที่ผลิตจากฐานชีวภาพ (Bio-based) เช่น Bio-based PE ที่เป็นการผลิตจากเอทานอล ที่ได้จากการหมักบ่มมันสำปะหลัง หรือน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แทนการนำมาผสมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล์ ตลอดจนควรมีการสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้พลาสติกรีไซเคิล หรือพลาสติกฐานชีวภาพสามารถขายได้ เพื่อให้เกิดการใช้และรีไซเคิลขยะพลาสติกในไทยที่มีถึง 2.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งที่ผ่านมามีการรีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่เหมาะสมในการดำเนินการ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักแยกขยะพลาสติกให้ถูกต้องมากขึ้นด้วย ซึ่งตัวอย่างที่ดีมาก คือ ประเทศไต้หวัน หรือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้การนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเชิงกล เพราะหากเอาพลาสติกที่ต่างชนิดมาปนกันจะทำให้คุณพลาสติกที่รีไซเคิลมาใช้ไม่ได้เลย

“ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ทั้งรัฐและเอกชนจะหันมามอง และสนับสนุนเรื่องรีไซเคิลให้มากขึ้น เพราะจากการสู้รบของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันแล้ว แม้จะยุติกันได้แต่น่าจะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดน้อยลง รวมถึงราคาน้ำมันจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จนกลับมาผลิตได้เหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลน่าจะถูกกว่าแน่ๆ” รศ. ดร.ปกรณ์ ระบุ

FM เดินหน้าปั้นอนาคตใหม่!! อัปเกรดองค์กรสู่โซลูชันอาหารคุณภาพสูง เพิ่มพอร์ตไก่มูลค่าสูง-เพ็ทฟู้ด หนุนกำไรโตแกร่ง ดันกำไรทะลุพันล้าน

FM กางโรดแมป JUMP+ รุกขยายตลาดไก่แปรรูปปรุงสุก-อาหารสัตว์เลี้ยง

ปักธงรายได้แตะหมื่นล้าน-กำไรทะลุพันล้านบาท ภายในปี 2571

‘บมจ.ฟู้ดโมเม้นท์’ หรือ FM ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ใน 3 ปีข้างหน้า (2569 – 2571) ชู 4 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนการเติบโต มุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุก (CAV) ที่มีมูลค่าเพิ่มและมาร์จิ้นสูง ควบคู่การขยายธุรกิจไก่ดิบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้สู่ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) เพื่อสร้าง New S-Curve และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต มุ่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ปักธงรายได้ปี 2571 ทะลุ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,103 ล้านบาท พร้อมชูแผนยกระดับธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงรอบด้านเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายณัฐพล ดุษฎีโหนด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดโมเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ FM ผู้นำการพัฒนาอาหารแปรรูปปรุงสุกจากเนื้อไก่ (CAV Products) ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้วางโรดแมปการดำเนินงานช่วง 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) ภายใต้แผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

          1.) สร้างการเติบโตผ่านการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจสินค้าไก่แปรรูปปรุงสุกที่มีมูลค่าเพิ่ม (CAV) และมีอัตรากำไรสูง เพื่อขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Retail, Food Service และ Quick Service Restaurant  รวมถึงการรักษาและรุกตลาดศักยภาพโดยเฉพาะญี่ปุ่น ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมร่วมกับลูกค้าในสหภาพยุโรป และขยายสู่ตลาดใหม่ ได้แก่ แคนาดา ฟิลิปปินส์ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว โดยจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของบริษัทฯ จากผู้ผลิตวัตถุดิบไปเป็นผู้ให้บริการโซลูชันอาหารคุณภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายอัตรากำไรขั้นต้น

          2.) ขยายธุรกิจไก่ดิบ (Raw Meat) ให้เติบโตสอดคล้องกับความต้องการวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มธุรกิจ CAV และขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่ม Food Service และ Industrial ตลอดจนเพิ่มยอดขายชิ้นส่วนไก่ประเภทต่างๆ ในตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบโดยรวมสร้างการเติบโตใหม่ๆ  

          3.) ขยายธุรกิจใหม่โดยการต่อยอดผลิตภัณฑ์พลอยได้ให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ล่าสุด บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแผนการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ภายใต้บริษัท เอฟแอนด์เอฟเพ็ทฟู้ด จำกัด เพื่อเร่งขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้าง New S-Curve โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงอย่างชัดเจนภายในปี 2571

       4.) ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารต้นทุน ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ในสายการผลิต การใช้เทคโนโลยี Barcode เพื่อบริหารสินค้าคงคลัง และการทำ Solar Farm เพิ่มเติมเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล โดยมีแผนการยกระดับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเพื่อมุ่งสู่การได้รับการรับรองจาก CAC ภายในปี 2571 รวมถึงการพัฒนาระบบป้องกันการใช้ข้อมูลภายในและการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายสุเมธ มาสิลีรังสี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่า FM ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 10,068 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 1,103 ล้านบาท ภายในปี 2571 คิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปี 12% นับจากปี 2569-2571 ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง การขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม ซึ่งมาตรการเชิงกลยุทธ์เหล่านี้ จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มอัตรากำไร และเสริมความสามารถการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคง

ZEEKR ลุยตลาดฟลีท ส่งมอบ ZEEKR 7X ยกระดับเดินทางพรีเมียม ร่วมผลักดันพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์เดินทางองค์กร

ZEEKR เดินเกมรุกธุรกิจฟลีทอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบ ZEEKR 7X แก่ลูกค้าองค์กร

สู่มาตรฐานการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าระดับพรีเมียม

(กรุงเทพฯ) 21 เมษายน 2569 – ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ส่งมอบ ZEEKR 7X ให้แก่ SIXT Thailand ผู้ให้บริการรถเช่าและรถเช่าพร้อมคนขับชั้นนำของโลก เดินหน้าขยายศักยภาพการให้บริการในรูปแบบฟลีท (Fleet Business) อย่างครบวงจร ยกระดับมาตรฐานการเดินทางให้แก่ภาคธุรกิจ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทย และที่มากกว่าภาพลักษณ์คือความเข้าใจที่ตอบสนองต่อทุกความต้องการของผู้บริโภค ทั้งระดับบุคคลทั่วไปและระดับองค์กรได้อย่างแท้จริง

ZEEKR เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภาคธุรกิจและองค์กรที่ต้องการการปรับเปลี่ยนยานพาหนะสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์การบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง ZEEKR ได้เริ่มการบริการฟลีทครั้งแรกด้วยการส่งมอบ ZEEKR X ให้แก่ SIXT Thailand ในปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับการให้บริการเช่ารถระดับพรีเมียม และส่งเสริมภาพลักษณ์ผู้นำในตลาด EV ระดับหรูในไทย ซึ่งจากปัญหาวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้องค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เริ่มให้ความสำคัญกับเปลี่ยนผ่านการไปสู่พลังงานสะอาดสำหรับธุรกิจขนส่งขององค์กรมากขึ้น

ZEEKR 7X เป็นเอสยูวีไฟฟ้าที่ได้รับการออกแบบ ด้วยความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ภายใต้แนวคิดที่ผสานสมรรถนะขั้นสูง เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ความสะดวกสบายเหนือระดับ และระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการรับส่งผู้บริหารระดับสูง การให้บริการลูกค้าระดับพรีเมียม หรือการใช้งานในองค์กรที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ชั้นสูงด้วยมาตรฐานความปลอดภัย ZEEKR 7X จึงไม่ได้เป็นเพียงยานยนต์ แต่เป็น “ประสบการณ์การเดินทาง” ที่สะท้อนตัวตนขององค์กรชั้นนำอย่างแท้จริง

การส่งมอบครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นขององค์กรชั้นนำที่มีต่อ ZEEKR ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านประสิทธิภาพและความคุ้มค่า แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยี ประสบการณ์ระดับพรีเมียม และการบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ชู Mobility Ecosystem ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ รองรับคู่ค้าแบบฟลีทในอนาคต

นั่นคือการเชื่อมรถ–พลังงาน–ดิจิทัล–บริการ เพื่อขานรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่กำลังก้าวสู่ยุคของการยึดโยงทุกมิติของการเดินทางและไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานจาก “Product-Based” สู่ “Experience-Based” โดย ZEEKR มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ไม่ได้จำกัดเพียงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบพลังงานอัจฉริยะ แพลตฟอร์มดิจิทัล การเชื่อมต่อข้อมูล ไปจนถึงบริการหลังการขายและบริการด้านไลฟ์สไตล์ สู่การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) เพื่อเตรียมรองรับลูกค้ากลุ่ม Fleet และการสร้างพันธมิตรหลากหลายอุตสาหกรรมในอนาคต

ขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในยุคที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ESG และความยั่งยืน การนำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในรูปแบบ Fleet ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาว แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรในระดับสากล ZEEKR จึงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไทยสู่อนาคตแห่งการคมนาคมที่สะอาด ชาญฉลาด และยั่งยืน

พลังงานไทยลุ้นราคาปรับ!! สถานการณ์ตึงเครียด อิหร่าน-สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบพุ่งกระทบตลาดโลก น้ำมันในประเทศสำรอง 110 วัน กองทุนติดลบ 6.2 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังกองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงเตือนและเข้ายึด        เรืออิหร่านในอ่าวโอมาน ฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ทำให้อิหร่านประณามว่าเป็นการปล้นเรือกลางทะเล พร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 13 ลำต้องหันหัวกลับ เหตุการณ์นี้สั่นคลอนข้อตกลงหยุดยิงที่จะสิ้นสุดในวันที่ 21 เมษายน 2569 แม้สหรัฐฯ จะส่งตัวแทนไปเจรจาที่กรุงอิสลามาบัดในวันนี้ (20 เมษายน 2569) แต่อิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วม หากสหรัฐฯ ยังไม่ยกเลิกการปิดล้อม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานทุกแห่งหากอิหร่านเมินข้อตกลง ความโกลาหลนี้สร้างความกังวลว่าวิกฤตอุปทานพลังงานโลกอาจลุกลามสู่ปัญหาเงินเฟ้อ ทำแนวโน้มราคาพลังงานล่าสุดในวันนี้พุ่งสูงขึ้น     โดยน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นราว 5 - 8% (จากราคาปิดก่อนหน้า 90.38 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) และ WTI พุ่งขึ้นราว 4 - 7% (จากราคาปิดก่อนหน้า 83.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจแตะระดับ 105 - 115 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ในช่วงนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 37 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.51 ล้านลิตร และจำหน่าย 52.88 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 46.95 - 87.18 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 44.29 – 117.91 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ติดลบ 62,046.64 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

รัฐบาลจ่อกู้ 5 แสนล้าน!! “ปกรณ์” ชี้จำเป็นเร่งด่วน เตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน สู้วิกฤตซับซ้อนราคาพลังงานสูง คุมสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกระทบเกษตร

"ปกรณ์" รับรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ความจำเป็นเร่งด่วนรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งจากราคาพลังงานสูง และซุปเปอร์เอลนีโญที่ไทยจะต้องเผชิญ ส่วนเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะกระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายสรุปอีกครั้ง

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนสามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

ในส่วนของเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก. นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตรึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน

โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

“ในทางปฏิบัติแม้การกู้เงินจริงอาจจะไม่เต็มวงเงิน 500,000 ล้านบาท แต่ตามหลักการบริหารหนี้สาธารณะ รัฐบาลจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้ตามวงเงินกู้เต็มจำนวนที่ระบุไว้ในกฎหมายก่อน” นายปกรณ์กล่าว ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณสามารถดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินที่จะรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

สำหรับการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไปส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ยังได้ให้ข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท นั้นยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 - 40,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาทซึ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/152525?fbclid=IwY2xjawRSrSlleHRuA2FlbQIxMABicmlkETFnc2VxSWNESUoxZHg4TEVyc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHv2-1RY_Uu0DYLjepFn6uWrolHTWJ9_qKRPpP4V-Es-jGJWDB3-kS9ek0ME2_aem_hdHsuzmgJvPbxFMFpDG1qg

“บีโอไอ” ลุยเจรจาชิป ‘เอกนิติ’ นำทีมเจรจาสหรัฐฯ เป้าหมายดึงลงทุนเซมิคอนดักเตอร์ไทย สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านใน 5 ปี เสริมเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

“เอกนิติ - บีโอไอ” เจรจาผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ เปิดเกมรุกดึงลงทุนไทย ท่ามกลางโลกผันผวน

รองนายกฯ เอกนิติ - เลขาธิการบีโอไอ ลุยสหรัฐฯ เจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ วางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ เผยสถิติ 5 ปี สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เมษายน 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรและองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่าร้อยละ 50 มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทยและซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจและให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐฯ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

“อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้!! ราคาปุ๋ยยูเรียสูงสุดในรอบ 43 เดือน สงครามอิหร่านผลักดันราคาปุ๋ย ไทยพึ่งนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 55% กระทบข้าวนาปีลดลง 21% พร้อมค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งจากสงครามอิหร่าน กดดันการปลูกข้าวนาปี คาดฉุดผลผลิตลดกว่า 21%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ ราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งสูงสุดรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ฯต่อตันในมี.ค. 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงปุ๋ยขาดแคลนและราคาสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้กว่า 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง และยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลกกว่า 26%

ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียแพงตามตลาดโลกและเสี่ยงขาดแคลน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยหลักภาคเกษตรไทยในการเพิ่มผลผลิตพืชไร่ โดยมีการนำเข้ากว่า 50% จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักกว่า 55%

คาดว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในพ.ค.-ก.ค. 2569 เนื่องจากตรงกับช่วงเริ่มปลูกข้าวนาปีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง จะฉุดผลผลิตให้ลดลง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลง 19%

ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1301891555373807&id=100066589243207&rdid=WEDr0ruFWRYAbunw#

“ดีพร้อม” ลุยขนมขบเคี้ยว ชู ‘‘ครีเอทีฟ สแน็ค’’ ดันอุตสาหกรรมไทยโต ผสานแปลงร่างวัตถุดิบเกษตร ทุบตลาดขนมสุขภาพ โชว์ ‘‘กล้วยหอมทองป๊อป’’ ครองใจตลาดเอเชีย มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสตลาดต่างประเทศ

ดีพร้อม ชู ‘ครีเอทีฟ สแน็ค’ ดันอุตฯ ขนมขบเคี้ยวไทยโตตามเทรนด์บริโภค หนุนแปลงร่างวัตถุดิบเกษตรรับดีมานด์ขนมเพื่อสุขภาพ พร้อมโชว์ ‘คริสปี้ พรีม กล้วยหอมทองป๊อบ’ แบรนด์ขนมไทยครองใจตลาดเอเชีย

กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “DIPROM Creative Snack” พลิกโฉมขนมขบเคี้ยวไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมแข่งขันท่ามกลางตลาดขนมขบเคี้ยวโลกที่มีมูลค่ากว่า 22.98 ล้านล้านบาท พร้อมหนุนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่

ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวให้สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีศักยภาพ ภายใต้กระแสและเทรนด์ต่าง ๆ ที่น่าจับตาพร้อมโชว์ตัวอย่างความสำเร็จ “กล้วยหอมทองป๊อบ” ขนมที่สร้างสรรค์จากผลผลิตเกษตรไทยที่สามารถเจาะตลาดเอเชียได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพของขนมขบเคี้ยวไทยท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลก

​นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดขนมขบเคี้ยวทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fortunebusinessinsights ระบุว่าในปี 2569 มีการคาดการณ์มูลค่าการเติบโตกว่า 22.98 ล้านล้านบาท ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจาก K research ก็ระบุว่ามีแนวโน้มเติบโตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2568 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ร้อยละ 1–3 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมีการแข่งขันสูงจากการมีตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด

​ “เมื่ออุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวเติบโตต่อเนื่องและมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจึงต้องมองหาแหล่งวัตถุดิบและแนวทางการพัฒนาสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้มากขึ้น ซึ่งภายใต้บริบทการแข่งขันดังกล่าว ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก อาทิ มันฝรั่งและข้าวโพด ขณะที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณประโยชน์ แต่ยังขาดกระบวนการต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น แข็งแกร่งเพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดโลก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความแปลกใหม่ และสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ขนมขบเคี้ยวต้องตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการไปพร้อมกัน จากแนวโน้มและความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นสอดรับกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างหลากหลาย ดังนั้น ช่องว่างระหว่าง ‘ศักยภาพของวัตถุดิบชุมชน’ และ ‘ความต้องการของตลาดยุคใหม่’ จึงกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบให้มีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ดี มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น น่าสนใจ และสามารถบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่สามารถสร้างการจดจำในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

​นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า จากโอกาสดังกล่าว ดีพร้อมจึงพัฒนา “โครงการ DIPROM Creative Snack” ขึ้นเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงวัตถุดิบชุมชนสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวไทยรูปแบบใหม่ โดยผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs อย่างรอบด้าน โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ยังต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเติบโตให้กับผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดทางสู่การขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันขนมขบเคี้ยวไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง (Value-Based Market)

​โดยโครงการ DIPROM Creative Snack มีกลไกการบ่มเพาะความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างเข้มข้นผ่าน 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. การฝึกอบรมปรับพื้นฐานการสร้างแบรนด์เชิงสร้างสรรค์ โดยเจาะลึกกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สื่อสารความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนโดนใจตลาดโลก 2. การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการพัฒนาความสร้างสรรค์ของขนมขบเคี้ยวผ่านการวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อทำความเข้าใจรสนิยมและความต้องการของผู้บริโภค สามารถออกแบบขนมขบเคี้ยวต้นแบบที่มีความโดดเด่นตอบโจทย์ทั้งรสชาติและมาตรฐานสากล 3. การฝึกอบรมด้านการทำแผนงานและการตลาดออนไลน์ ซึ่งจะช่วยถอดอัตลักษณ์แบรนด์สู่การวางกลยุทธ์ Content Marketing การเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ และการวางแผนสื่อโฆษณาออนไลน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย 4. การศึกษาดูงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมอาหารและยกระดับศักยภาพการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการ และ 5. การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก โดยจัดส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ ณ สถานประกอบการเพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา

​ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการนำร่องมาในปี 2568 สามารถพัฒนาองค์ความรู้และช่วยให้ผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 อีกทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 67.8 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ ดีพร้อมได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายการยกระดับผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่า 17.6 ล้านบาท โดยแต่ละธุรกิจสามารถวัดผลลัพธ์ได้ทั้งในเชิงการสร้างมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เกิดการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ตลอดจนเกิดการรับรู้ผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์และมีตลาดใหม่เพื่อขยายธุรกิจ

​“นอกจากนี้ ‘ดีพร้อม’ ยังมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยให้สอดรับกับเทรนด์ ‘ขนมเพื่อสุขภาพ’ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้วัตถุดิบเกษตรท้องถิ่น ผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการสร้างเรื่องราวแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับจุดขายและเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มสินค้า ‘Better for You Snack’ ได้รับความนิยมสูง เช่น ขนมจากพืช (Plant-based) สูตรน้ำตาลต่ำ โปรตีนและไฟเบอร์สูง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผลไม้ ถั่ว และเมล็ดพืช ที่สามารถต่อยอดเป็นโปรตีนบาร์ สแน็คบาร์ และขนมเพื่อสุขภาพ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่างให้ขนมขบเคี้ยวไทยในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจากภาวะล้นตลาดและราคาผันผวน พร้อมยกระดับสินค้าไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว” นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

​ด้าน นายธนัญชย์ ธนทวี ประธานบริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากโครงการ DIPROM Creative Snack กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทองใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยขนาดใหญ่ พบว่า เกษตรกรต้องเผชิญปัญหากล้วยตกเกรดที่มีตำหนิผิวไม่สวย ทำให้ไม่สามารถส่งออก หรือวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ กล้วยเหล่านี้จึงถูกตีค่าเป็นเพียงขยะเกษตร หรือขายเป็นอาหารสัตว์ในราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตหลายเท่าตัว

​“เรามองเห็นโอกาสที่จะสร้างความแตกต่าง ซึ่งในตลาดโลก กล้วยฉาบ หรือ Banana Chips ส่วนใหญ่ทำจากกล้วยดิบและถูกครองตลาดโดยประเทศฟิลิปปินส์ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก แต่กล้วยหอมทองไทยมีจุดเด่น คือ เมื่อสุกจัดจะมีรสหวานและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เราจึงพัฒนานวัตกรรม ‘กล้วยหอมทองป๊อป’ (Banana Pop) โดยใช้เทคโนโลยีการทอดสุญญากาศ นำกล้วยสุกมาแปรรูปให้กรอบฟูเหมือนป๊อปคอร์นโดยไม่ใส่แป้งหรือน้ำตาลเพิ่ม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความกรอบฟู เคี้ยวสนุก และได้รสชาติหวานจากธรรมชาติ 100% ตอบโจทย์ผู้บริโภคสายสุขภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดเอเชียอย่างมาก”

​สำหรับการเข้าร่วมโครงการกับดีพร้อมถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ” โดยช่วยเติมเต็มในมิติที่จำเป็นต่อการเติบโตเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสื่อสารกับตลาดสากลได้ชัดเจน การวางโครงสร้างราคาให้เหมาะสมกับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และ Content Marketing ที่ช่วยขยายการเข้าถึงผู้บริโภค สิ่งที่ได้จากดีพร้อมไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นการต่อยอดธุรกิจให้ขายได้จริง ทำให้สินค้าของเราสามารถเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven กว่า 2,000 สาขา และต่อยอดสู่ตลาดส่งออกในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ ซึ่งมีการเติบโตของยอดขายมากถึง 500 % โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้กล้วยจากเกษตรกรกว่า 12 ตันต่อเดือน และกล้วยดิบอีกกว่า 20 ตันต่อเดือน สำหรับการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนช่วยลดปัญหากล้วยตกเกรด และพยุงราคาผลผลิตในช่วงที่มีกล้วยมีปริมาณล้นตลาดได้

​นายธนัญชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตวาริชธ์ฟู้ดส์เตรียมขยายผลความสำเร็จไปสู่แหล่งปลูกกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ เช่น เพชรบุรี ชุมพร และนครราชสีมา โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชุมชนสามารถแปรรูปเบื้องต้นเป็น ‘แป้งกล้วย’ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มสุขภาพอย่าง ‘โปรตีนพัฟฟ์’ (Protein Puff) ที่ช่วยดูแลระบบลำไส้ และมีแผนการบุกตลาดจีนและฮ่องกงภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำระบบ AI เข้ามาควบคุมมาตรฐานการผลิตในระดับชุมชน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกับสินค้าส่งออกซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้อย่างยั่งยืนและเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก

'เอกนิติ' ร่วมหารือเศรษฐกิจ รมว.คลังจีนที่วอชิงตัน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติโลก เน้นร่วมมือ EV, AI, และเศรษฐกิจเขียว จีนเน้นลงทุนเทคโนโลยีในอาเซียน

รองนายกฯ ‘เอกนิติ’ ร่วมหารือ รมว. คลังจีน แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลก

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมืออุตสหกรรมอนาคตที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว

นอกจากนั้น จีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียนรวมทั้งไทยจะยังคงเน้นไปทีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279055374414078&id=100069288816651&rdid=c6PfEBjmjY5Nsnft#

‘เอกนิติ’ กระชับร่วมมือเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น หารือในวอชิงตัน เสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ยกระดับผลิตภาพ พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว

"เอกนิติ"กระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ไทย-ญี่ปุ่น

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Ms. Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในห้วงการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการยกระดับผลิตภาพและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงการมีกฎระเบียบที่เอื้อต่อการสร้างเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ และยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว โดยญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสอง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1279057937747155&id=100069288816651&rdid=t7Xw45zMiGQlDjGA#

ตลาดน้ำมันผันผวน!! ราคาน้ำมันแกว่งตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ ราคาขายปลีกดีเซลไทยต่ำกว่าอาเซียน ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซล วันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ
ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
ประจำวันที่ 17 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา
- สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะมีความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้าน ทั้งการที่สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมเข้าสู่การหารือรอบสองผ่านช่องทางปากีสถาน และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิง 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับขยายขอบเขตการปิดล้อมทางทะเลต่อเรืออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินหากการเจรจาไม่คืบหน้า สัญญาณที่ขัดแย้งกันนี้ส่งผลให้ตลาดพลังงานผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวาน (16 เม.ย. 69) จากความกังวลด้านอุปทาน ก่อนจะย่อตัวลงในช่วงเช้าวันนี้ (17 เม.ย. 69) ตามกระแสข่าวการหยุดยิงและความหวังจากการเจรจารอบใหม่ ทั้งนี้ WTI เคลื่อนไหวในกรอบ 92.90 – 93.68 USD/บาร์เรล Brent อยู่ที่ 97.94 – 98.67 USD/บาร์เรล และ Dubai ทรงตัวที่ 105.51 USD/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ข้อตกลงสันติภาพอาจไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล
- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 24 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  
- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 15 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.71 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.47 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 42.90 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 35.90 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 42.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 42.08 บาท
- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.65 - 86.98 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 42.90 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์            อยู่ที่ 49.89 – 117.65 บาทต่อลิตร 
- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 17 เมษายน 2569 ติดลบ 61,705 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 185.76 ล้านบาท

ปตท. ยืนยันความมั่นคง บริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน แบกรับต้นทุนเพิ่มในวิกฤต ป้องกันขาดแคลนน้ำมันประเทศ เดินหน้าจัดหาพลังงานต่อเนื่อง

ปตท. ยืนยัน “ป้องกันไม่ขาดน้ำมัน” แบกรับต้นทุนจัดหา ต้นทุนการเงิน บริหารความเสี่ยง รักษาความมั่นคงพลังงาน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ปตท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งบริหารจัดการความมั่นคงพลังงานเชิงรุก ปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบนอกพื้นที่ความขัดแย้ง แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงเร่งกระจายน้ำมันออกสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และรักษาความมั่นคงทางพลังงานเพื่อคนไทย

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักด้านพลังงานอย่างช่องแคบฮอร์มุซ  ปตท. ยกระดับมาตรการบริหารจัดการน้ำมันดิบ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจทำให้การขนส่งหยุดชะงัก โดยมีน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้จัดหาล่วงหน้าและบรรทุกอยู่บนเรือ Serifos ปริมาณ  2 ล้านบาร์เรล ซึ่งติดค้างบริเวณท่าเรือชาร์จาห์ (Sharjah Ports) ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงาน ปตท. ตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นทดแทนทันที โดยใช้ศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องจัดซื้อในช่วงที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ ภายหลังการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวสามารถออกเดินทางได้ หลังล่าช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 เดือน และคาดว่าจะถึงประเทศไทยในวันที่ 21 เมษายน 2569

ทั้งนี้การตัดสินใจจัดหาน้ำมันดิบในช่วงวิกฤต เป็นช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวและมีความต้องการเพิ่มขึ้น 

ทำให้น้ำมันดิบมีราคาสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงจำเป็นต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าปกติ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงขาดทุนในระยะสั้น เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในภายหลัง โดยประเมินมูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนนี้เป็นการประกันความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ 

 นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังส่งผลให้กลุ่ม ปตท. จนถึงปัจจุบันต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประกอบด้วย

•  หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท

•  เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท

•  เงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท

รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถึงกว่า 7,000 ล้านบาท ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการ “ลดความเสี่ยงของประเทศ” เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน 

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบริหารจัดการทางทั้งด้านพลังงานและการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงานของประเทศ และเสถียรภาพขององค์กร  และพร้อมยืนหยัดในการจัดหาพลังงานเพื่อเป็นพลังให้กับการขับเคลื่อนประเทศผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

KTC ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพ งานวิ่ง Gyeongju Marathon ดึงนักท่องเที่ยวกว่าหมื่นร่วมงาน นิยมท่องเที่ยวเชิงเวลเนสมากขึ้น KTO จัดงานวิ่งต่อเนื่องที่เกาะเชจู

KTC และ KTO ชูเทรนด์ท่องเที่ยวสายสุขภาพ
หลังความสำเร็จของงานวิ่ง Gyeongju Marathon รับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วง

บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) สำนักงานประเทศไทย ตอกย้ำกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังความสำเร็จของงาน “Gyeongju Cherry Blossom Marathon 2026” ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี

งานวิ่งระดับนานาชาติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของการเดินทางตามความชื่นชอบเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวคิม เซฮี ผู้อำนวยการ KTO ประเทศไทย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางที่เน้นเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมทั้งมองหาการผสานแนวคิดด้านเวลเนสเข้าไว้ในทุกการเดินทาง ซึ่งเมืองคยองจูสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ สอดคล้องกับนโยบายของเกาหลีใต้ที่มุ่งส่งเสริมเมืองท่องเที่ยวภูมิภาคในปี 2026

นางสาวอรินชยา เลิศวัชรชัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของ KTO ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คนจากประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในฐานะงานระดับนานาชาติอย่างชัดเจน จากแรงส่งดังกล่าว KTO มีแผนจัดกิจกรรมวิ่งครั้งต่อไปที่เกาะเชจูในเดือนตุลาคมนี้ โดยใช้จุดเด่นของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และต่อยอดตลาดการท่องเที่ยวเชิงกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น

นางสาววริษฐา พัฒนราชตา หัวหน้าฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ประเทศเกาหลีใต้ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในหมู่สมาชิกบัตร KTC โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคสายแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีแนวโน้มใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ข้อมูลจาก KTC ระบุว่า ยอดใช้จ่ายในหมวดสุขภาพและความงามในประเทศเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 41% ขณะที่หมวดกีฬาเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้างที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของสมาชิก KTC ในทุกช่วงของทริป พร้อมตอกย้ำบทบาทของ KTC ในฐานะพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ ที่สนับสนุนการเดินทางระหว่างประเทศอย่างราบรื่นและครบวงจร

KTC และ KTO จะเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ผสานไลฟ์สไตล์ เวลเนส และสิทธิพิเศษเฉพาะด้านอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนบริการด้านสุขภาพและความงาม เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของนักเดินทางยุคใหม่ที่แสวงหาการเดินทางที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่
https://ktc.promo/KTO-2026
หรือติดต่อ KTC PHONE ที่หมายเลข 02 123 5000 และติดตามโปรโมชั่นอื่น ๆ ของ KTC ได้ที่
https://www.ktc.co.th

ผู้ที่สนใจสมัครบัตรเครดิต KTC สามารถคลิกที่
https://ktc.today/apply-card
หรือเยี่ยมชมสาขา “KTC TOUCH” ทั่วประเทศ

หมายเหตุ: โปรดใช้บัตรเครดิตอย่างรับผิดชอบ และชำระคืนเต็มจำนวนภายในกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี

'มือเศรษฐกิจจุลภาค' เตือน!! ไทยสู้เงินเฟ้อด้วยวิธีเดิมไม่รอด ของแพงไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แนะ!! ยกเครื่องเกษตร-อุตสาหกรรม-บริการ ปฏิรูปผลิตภาพด่วน ก่อนค่าครองชีพบีบคนทั้งประเทศ

ประเทศไทยต้องจัดการเงินเฟ้อด้วยผลิตภาพ

หลายคนที่อยู่ในไทยจะรู้สึกว่าของแพงขึ้นมาก ยิ่งเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง สินค้าและบริการเราจะแพงขึ้นไปอีก ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองมักมอบปัญหาการจัดการของแพงให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยการจัดการนโยบายการเงิน และปริมาณเงิน ซึ่งธปท ไม่สามารถจัดการได้ฝ่ายเดียว รัฐบาลต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจใหม่จาก Demand driven เป็น Supply side 

กล่าวคือ รัฐบาลหลายยุคกระตุ้นการบริโภคและเติมเงินในกระเป๋า แต่ไม่ยั่งยืนและสร้างเงินเฟ้ออ่อนๆ แม้จะมีการอุดหนุนค่าครองชีพหลายจุดแต่ก็ส่งผลเสียจนของในไทยแพงขึ้นและนักท่องเที่ยวเริ่มบ่นจนไม่อยากมากแล้ว โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่น

ทางออกที่รัฐต้องเร่งแก้คือ การจัดการผลิตภาพ(Productivity) ทั้งภาคการผลิต และบริการโดยเฉพาะภาคเกษตร

จีนเป็นตัวอย่างที่สำคัญ หลายปีมานี้รายได้คนจีนสูงขึ้น พนักงานจบใหม่มีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 6,000-8,000 RMB บางเมืองสูงกว่านี้ เทียบกับไทยที่เริ่มที่ 15,000-20,000มานานมาก ที่จีนเงินเดือนแพงขึ้นแต่ของถูกลง หรือไม่เพิ่มราคา ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อมาก ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างเข้มแข็ง แถมยังมีการจัดการ Demand ที่เก็งกำไรเช่นภาคอสังหา

ยกตัวอย่าง ค่า taxi ที่จีนถูกกว่าไทยมาก เพราะรถยนต์ถูกกว่า ค่าพลังงานถูกกว่า(EV) และมีการแข่งขันเยอะมาก อยู่ในเมืองรอรถไม่เกิน 3 นาที แปลว่ามีรถเยอะมาก

ภาคเกษตร จีนเพิ่มผลิตภาพ ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ใช้คนน้อย ผลิตได้มาก และเน้น organic มากขึ้น การเลี้ยงไก่ที่เคยเอาความรู้จากไทยถูกต่อยอดด้วยคอนโดหมู ที่แก้ปัญหาโรคติดต่อและใช้คนน้อย 

ภาคอุตสาหกรรม Focus เรื่อง Productivity &Efficiency มาก ทำให้สินค้าราคาถูกจีน ขายไปทั่วโลก ภาคการผลิตยังให้ความสำคัญทั้ง Infrastructure& Ecosystem ทำให้เกิดการผลิตที่ประหยัด Economic of scale และการเอื้อในการใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน Economic of scope ทำให้สินค้าจีนไม่ต้องขึ้นราคาแต่กำไรมากขึ้น 

ไทยเราจำเป็นต้องปรับโครงสร้างดังกล่าว ทั้งกระทรวงเศรษฐกิจ และ BOI เพื่อช่วยประชาชนให้คลายความทุกข์จากของแพง

ต๊ะ พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

อดีตเลขานุการ รมว พาณิชย์

อดีตที่ปรึกษา รมช พาณิชย์

อดีตคณะทำงาน รมว พลังงาน

 

ท่องเที่ยวไทยปรับกลยุทธ์ สู้วิกฤตสงคราม สร้างพื้นที่ปลอดภัย โฟกัสตลาดตะวันออก กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รายได้ปี 69 พุ่ง 4.46 แสนล้านบาท งาน FHT 2026 ร่วมอุตสาหกรรมครบวงจร

เที่ยวไทยฝ่าคลื่นความขัดแย้ง ชูจุดขายพื้นที่ปลอดภัย-คุ้มค่า-ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ด้านอินฟอร์มาฯ ร่วมพันธมิตรภาครัฐและเอกชนจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 เพื่อเป็นศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

ภาคท่องเที่ยวเดินหน้าสู้วิกฤตสงคราม ปรับโฟกัสจับนักท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก หลังนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันตกเดินทางมายาก ชูจุดขายพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย คุ้มค่า และ รุกท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก-อยู่นาน ด้านอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ร่วมมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ภายใต้แนวคิดศูนย์รวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการในงานเดียว

นางสาวสุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม และร้านอาหารในสถานการณ์สงครามสหรัฐ-อิหร่านขณะนี้ว่า การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปในทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งต่างต้องหาทางรับมือและปรับตัว แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็จภาพสะท้อนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยยะและน่าจับตา ซึ่งจากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมล่าสุด ตั้งแต่ 1 มกราคม – 29 มีนาคม 2569 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยสะสมกว่า 9.17 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 446,765 ล้านบาท

แม้วันนี้นักท่องเที่ยวฝั่งยุโรปจะเดินทางมาได้ลำบากขึ้น แต่ในมุมของผู้ประกอบการก็ต้องรักษาไว้เพราะกำลังซื้อสูง ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นภาครัฐและผู้ประกอบการควรปรับกลยุทธ์ โดยหันมาโฟกัสกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้และโซนตะวันออกอย่าง จีน มาเลเซีย รัสเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ มากขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อ เดินทางมาเที่ยวได้สะดวก และมองการท่องเที่ยวไทยว่ามีความคุ้มค่า (Value for Money) โดยภาครัฐควรต้องมีเร่งออกมาตรการกระตุ้น ปรับแผนการสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ๆ ทั้งการอำนวยความสะดวก ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) ผสานเทรนด์สร้างจุดขายในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร และเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก จากปัจจัยเบื้องต้นทำให้มีแนวโน้มการพักระยะยาว (Long Term Residency) มากขึ้น ส่วนด้านผู้ประกอบการโรงแรมนั้น ล่าสุดสมาคมโรงแรมไทยเผยว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาห้องพักในช่วงนี้ แม้ภาระต้นทุนจะสูงขึ้นและจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า เช่น การพัก 3 คืน จ่าย 2 คืน หรือ แถมบริการสปาและอาหาร เพื่อจูงใจ ดึงดูด สร้างความรู้สึกคุ้มค่า เพื่อให้ลูกค้าเข้าพักนานขึ้น

สถานการณ์วันนี้นับเป็นอีกบททดสอบที่ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญ อย่างไรก็ตามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ต้องมีข้อยุติ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการจึงต้องเตรียมพร้อม ปรับตัว และพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาหลังเหตุการณ์คลี่คลาย เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวโลกและไม่ใช่การมาเพียงครั้งเดียว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังต้องการกลับมาเที่ยวไทย เพื่อค้นหาประสบการณ์

ที่ให้คุณค่าสูงขึ้น (High-quality experiences) และ มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น (Personalization) ผู้ประกอบการจึงต้องยกระดับบริการ สร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย

ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จึงยังคงความสำคัญในฐานะศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการจัดงาน "All Sectors, One Destination" โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรสำคัญทั้งภาครัฐสมาคม องค์กรธุรกิจเอกชน บริษัทชั้นนำไทย-นานาชาติ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ที่จะมาร่วมจัดแสดงงาน

การประชุมและสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การแข่งขันเพื่อพัฒนาทักษะ และ การสาธิตและเวิร์กช็อปต่างๆ ฯลฯ ซึ่งในการจัดงานครั้งที่ผ่านมา (2025) การจัดงานสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจซื้อและผู้ประกอบการไทยและนานาชาติให้เข่าร่วมงานได้มากถึง 30,909 คน จาก 68 ประเทศและภูมิภาค  โดยการจัดงานในปีนี้มีกำหนดจัดงานฯ ขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และจัดขึ้นพร้อม 2 งานยักษ์ของเอเชีย Hotel & Shop Plus Thailand และ HOTELEX Thailand พร้อมพาวิลเลียนนานาชาติที่เข้าร่วมเบื้องต้น 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อิตาลี ไต้หวัน อินเดีย แอฟริกาใต้ มาเลเซีย การเข้าร่วมงานฯ จึงนับเป็นโอกาสทองของผุ้ประกอบการไทยที่จะได้จับคู่ธุรกิจ รับแรงบันดาลใจ รวมถึงนำสิ่งที่จัดแสดงในงานไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม วัตถุดิบ และสินค้า และโซลูชั่นจากบริษัทชั้นนำระดับโลกไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top