Monday, 15 June 2026
ECONBIZ

HHR ปั้นเทรนด์พักผ่อนใหม่ เปิดแคมเปญ Multi-City Workation ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล รองรับที่พัก 5 เมืองหลัก บริการครบวงจรแบบ 5 ดาว

HHR พลิกโฉมการพักผ่อนแบบ Long Stay สำหรับการอยู่อาศัย

เปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” นิยามใหม่ของการใช้ชีวิต

HHR เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการที่พักอาศัยและการท่องเที่ยว ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Multi-City Workation” พลิกโฉมการใช้ชีวิตแบบ Long Stay ให้ก้าวสู่มิติใหม่ของความยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ ตอบโจทย์คนทำงานยุคดิจิทัลที่ต้องการผสานการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ไม่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดียว แต่สามารถเคลื่อนย้ายไลฟ์สไตล์ได้อย่างอิสระในหลากหลายเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย

นางสาวปีณิตา ศิลปสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ แมเนจเมนท์ จำกัด หรือ HHR กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์กลุ่มงาน Living Service ในเครือบริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI กล่าวว่า ปัจจุบันเทรนด์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต (Flexibility)” มากกว่าการอยู่อาศัยในสถานที่เดิมระยะยาว ส่งผลให้รูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City Living หรือการเช่าที่พักหลายแห่งในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยที่ระบุว่า จำนวนกลุ่ม Digital Nomad หรือกลุ่มคนทำงานแบบไม่ยึดติดสถานที่ ซึ่งทั่วโลกมีมากกว่า 35 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10-15% ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักจากปัจจัยด้านค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่รองรับการทำงานจากระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ HHR พร้อมนำศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยของ HHR มีจุดแข็งจากการมีพอร์ตโครงการที่ครอบคลุม 5 เมืองหลักในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ, ชลบุรี, ระยอง และภูเก็ต มีจำนวนที่พักอาศัยที่อยู่ในพอร์ตมากกว่า 2,000 ยูนิต ครอบคลุม 14 โครงการ ซึ่งล้วนเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทำให้สามารถรองรับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบ Multi-City ได้อย่างแท้จริง โดยลูกค้าสามารถเลือกเข้าพัก และเปลี่ยนโลเคชันได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรฐานการบริการเดียวกันในทุกโครงการ พร้อมกันนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่านบริการแบบครบวงจร (End-to-End Service) ภายใต้แนวคิด ‘One Contact, Multiple Cities’ ที่ลูกค้าสามารถจัดการทุกเรื่องได้ผ่านผู้ดูแลเพียงคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการทำความสะอาดมาตรฐานเดียวกับโรงแรมระดับ 5 ดาว การจองรถรับ-ส่ง (Transfer Service) การจัดโปรแกรมท่องเที่ยว หรือการจองกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในแต่ละเมือง รวมถึงส่วนกลางที่ถูกจัดเตรียมอย่างดีไม่ว่าจะเป็นโซน Co-Working Space, Executive Workspace และ Business Lounge ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตในทุกมิติ ด้วย Ecosystem ด้านบริการที่ครบถ้วนนี้ ทำให้ HHR ไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการที่พัก แต่ยังทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วยออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิต’ (Lifestyle Enabler) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ

“แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียง ‘ที่พัก’ แต่ต้องการ ‘รูปแบบการใช้ชีวิต’ ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Mobility Lifestyle) พร้อมทั้งผสมผสานการทำงานและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ HHR เดินหน้าพัฒนาบริการด้าน Hospitality ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคยุคใหม่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้พักอาศัยมากขึ้น จึงเปิดแคมเปญ “Multi-City Workation” ซึ่งเป็นแนวคิดการพักผ่อนแบบ “Stay Seamlessly” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้า พร้อมเลือกเข้าพักในหลากหลายเมืองได้อย่างต่อเนื่อง สะดวกสบายครบครันในที่เดียว โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการที่พักในแต่ละจุดหมาย” นางสาวปีณิตา กล่าว

“Multi-City Workation” นิยามใหม่ที่ผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกัน

Multi-City Workation คือ “Hospitality Solution” รูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “โปรแกรมการท่องเที่ยว” ธรรมดา แต่คือ Lifestyle Solution สำหรับคนยุคใหม่ ที่ HHR ได้ออกแบบผสานการอยู่อาศัยและการเดินทางเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ อำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยจุดเด่น ดังนี้  

-บริการระดับพรีเมียมมาตรฐานระดับโรงแรม 5 ดาว

-Flexible Living ปรับเปลี่ยนแผนการพักอาศัยได้ตามไลฟ์สไตล์

-Stay Seamlessly Across Cities เข้าพักหลายเมืองได้ในแผนเดียวโดยไม่ต้องจัดการใหม่ทุกครั้ง

  วางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้

-One Contact, Multiple Cities จัดการทุกอย่างในแผนเดียว ลดความยุ่งยาก สามารถเลือกจำนวนเดือน และจำนวนเมืองได้เอง

-เปลี่ยนเมืองได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ขั้นต่ำ 1 เดือน / เมือง

นอกจากนี้ยังรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อนในเวลาเดียวกัน (Work & Lifestyle Integration) โดยลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าการเข้าพักทั่วไป ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ (Privileges) ได้แก่ ห้องพัก Fully Furnished พร้อมเข้าอยู่, บริการแม่บ้านและดูแลห้องพัก, สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ได้แก่ Fitness / Co-working Space / Swimming Pool, การดูแลแบบ Hospitality โดยทีม HHR, ความสะดวกในการย้ายเมือง (Seamless Transition) และสามารถเลือกซื้อ Activity หรือ Lifestyle Experience เพิ่มเติมได้ในแต่ละเมือง

ทั้งนี้โปรแกรม “Multi-City Workation” จึงไม่ใช่แค่โปรแกรมท่องเที่ยว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle Solution) สำหรับคนยุคใหม่ที่ HHR พร้อมยกระดับบริการให้เป็น “Premium Service” ผ่านการสร้าง Ecosystem ที่สามารถพัฒนาด้านต่างๆ
ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ และวางแผนการเดินทาง ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 02 081 0000

สำหรับ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด (HAMPTON HOTEL & RESIDENCE : HHR) ดำเนินธุรกิจในการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการเทียบเท่าการบริการโรงแรม (Hotel & Residence Management Operator) แบ่งการให้บริการออกเป็น 2 ส่วนประกอบด้วย 1.บริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) ช่วยบริหารจัดการผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก สร้างรายได้หรือผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายของเจ้าของโรงแรมหรือที่พักอาศัย (Owner) และ 2.ร่วมวางแผนตกแต่ง จัดหาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เช่าหรือผู้เข้าพัก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้เข้าพัก

เพื่อตอกย้ำแผนขยายการรับบริหารโครงการที่อยู่อาศัยและความมุ่งมั่นของ HHR ที่พร้อมยกระดับโปรดักส์ที่อยู่อาศัย ทั้งเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ คอนโดฯให้เป็น “เรสซิเดนซ์” โดยเน้นการบริหารโครงการในรูปแบบการปล่อยเช่าและงานบริการมาตรฐานเทียบเท่าโรงแรมระดับสากล พร้อมมอบที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย (Residences for All Desires) ภายใต้บริการ HHR Service ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ พร้อมมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เหนือกว่า (Lifestyle Enriched with Benefits Beyond the Ordinary) อาทิ Housekeeping, Laundry, Personalized Requirement และ Spa On Call พร้อมด้วย Operations Standard ที่แข็งแกร่ง (SOP, Guest Experience, Guest Loyalty) ควบคู่ไปกับทีมขายและการตลาด (Distribution Team) ทั้งในด้าน Digital Multi-Channel Marketing, B2B Team Corporate & Agent และ Reservations & Revenue Management

 .

สำหรับ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI เป็นผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
ชั้นนำของประเทศ มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบัน ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

1.กลุ่มธุรกิจต้นน้ำ – บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย (Pre-Living Services) ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาและควบคุมงานก่อสร้างโครงการอสังหาฯ บริการงานวิศวกรรมและการให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิค

2.กลุ่มกลางน้ำ – บริการการจัดการเพื่อการอยู่อาศัย (Living Services) ได้แก่ บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า อาคาร และสำนักงาน บริการนิติบุคคลอาคารชุดแบบลักชัวรี่ การบริหารจัดการ Residential Property และ Service Apartment บริการซื้อ-ขาย-ปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ตัวแทนในการซื้อ-ขาย-เช่า และบริการจัดหาผู้ร่วมลงทุน บริการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบริการ และเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย และตัวแทนประกันทั้งแบบ Life และ Non-Life

3.กลุ่มปลายน้ำ – บริการหลังการขายที่อยู่อาศัย (Living & Earning Services) ได้แก่ บริการออกแบบและตกแต่งภายใน บริการงานจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ บริการแม่บ้านทำความสะอาดและบริการงานช่าง บริการจัดการอาคาร และจัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านและที่อยู่อาศัย แบบ Lifestyle

บรรจุภัณฑ์ปรับตัว!! ต้นทุนพลาสติกพุ่ง 50-70% ผู้ประกอบการเร่งใช้วัสดุทดแทน หวังลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีใหม่ ProPak Asia 2026 ร่วมจัดประกวด

ทางออกอุตฯ บรรจุภัณฑ์ ยุควัตถุดิบพลาสติกแพง-ของขาด!

อินฟอร์มา เผยผู้ประกอบการเร่งใช้วัสดุทดแทน อัปเกรดเครื่องจักร ล่าสุดร่วมพันธมิตรยกระดับบรรจุภัณฑ์ไทย จัดประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ในงาน ProPak Asia 2026

สถานการณ์ความขัดแย้งป่วนอุตสาหกรรมทั่วโลก ด้านอุตฯ บรรจุภัณฑ์ฮึดสู้หลังต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงและขาดแคลน ด้านราคาเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 50–70% ส่วน อินฟอร์มา ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 เผยผู้ประกอบการเร่งหันใช้วัสดุทดแทน อาทิ พลาสติกชีวภาพ กระดาษ ยางธรรมชาติ วัสดุรีไซเคิล ฯลฯ พร้อมอัปเกรดเครื่องจักรเทคโนโลยีใหม่ ล่าสุดจับมือ วว. และพันธมิตร ยกระดับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยจัดประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ในงาน ProPak Asia 2026

นางสาวกชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 เผยถึงภาพรวมและการปรับตัวของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ขณะนี้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะพลาสติกและวัสดุที่ต้องพึ่งพาปิโตรเคมี มีต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น ราคาเม็ดพลาสติกปรับเพิ่มขึ้นถึง 50–70% และยังเกิดภาวะขาดตลาด วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในไทย แต่ฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ในเอเชียอย่าง ไต้หวัน จีน หรือ เกาหลีใต้ ก็ได้รับผลกระทบจนต้องระงับการส่งออกและปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งการรับมือกับปัญหานั้น ผู้ประกอบการได้เร่งส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนอย่างพลาสติกชีวภาพ กระดาษ ยางธรรมชาติ หรือใช้วัสดุรีไซเคิล โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์เพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล หรือปรับสูตรการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ใช้ฟิล์มบางลง 20% หรือ ใช้กระดาษเคลือบแทนพลาสติกบางส่วน นอกจากนั้นยังมีการลงทุนและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ ลดการใช้วัตถุดิบและการศูนย์เสีย ลดต้นทุนแรงงาน และรองรับการใช้วัสดุทางเลือกใหม่ๆ ได้

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์นั้น ข้อมูลจาก Fortune Business Insights และ Mordor Intelligence ระบุว่า ตลาดรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลกมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตประมาณ 3–4% ต่อปี ซึ่งบรรจุภัณฑ์เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนการผลิต การขยายตัวของธุรกิจ E-Commerce ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ วันนี้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากปัจจัยที่มีอิทธิพล คือ ความยั่งยืนที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ โดยตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนคาดว่าจะมีการเติบโตสูงกว่าตลาดบรรจุภัณฑ์ทั่วไปประมาณ 7% ต่อปี รวมทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มีบทบาทในการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้ ทำให้นวัตกรรมและการออกแบบต้องตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ความปลอดภัย ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ดังนั้นงาน ProPak Asia 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิต แปรรูป และ บรรจุภัณฑ์ของเอเชีย จึงได้รับเลือกจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในการร่วมจัดการประกวด ThailandStar Packaging Awards 2026 ขึ้นเพื่อยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย พร้อมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Packaging Beyond the Box : ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต” โดยกิจกรรมนี้จะเป็นกลไกส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นภายในงานฯ ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีระดับนานาชาติและไฮไลต์พิเศษ อาทิ Creative Design Village พื้นที่จัดแสดงผลงานชนะเลิศการประกวดบรรจุภัณฑ์ระดับประเทศ (ThailandStar Packaging Awards), ระดับเอเชีย (AsiaStar Awards) และระดับโลก (WorldStar Awards), Creative Design Box ที่รวบรวมผลงานดีไซน์จากคุณแชมป์ สมชนะ กังวารจิตต์ นักออกแบบแนวหน้าของไทย, Packaging Design Clinic โซนให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และงานสัมมนา Global Packaging Forum เพื่ออัปเดตเทรนด์และความยั่งยืนจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกอีกด้วย

ด้านนายไพบูลย์ สรวมศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเวท แพคเกจจิ้ง จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักร วัตถุดิบ และบริการในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มกำลังมุ่งสู่ 2 เทรนด์หลัก คือ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทางอาหาร ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายและรีไซเคิลได้ทำให้ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนชนิดวัตถุดิบในการผลิต ส่วนความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวด ทำให้ผู้ประกอบการต้องขอการรับรองมาตรฐานต่างๆ โดยปัญหาที่ผู้ประกอบการประสบอยู่ขณะนี้ คือ การขาดแคลนวัตถุดิบ ต้นทุนที่ผันผวน ค่าแรงที่สูงขึ้นและการสูญเสียในการผลิต ดังนั้นทางออกที่ตอบโจทย์ คือ การลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักรสมัยใหม่เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งทางบริษัทฯ มีการพัฒนาและคัดสรรเครื่องจักรที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนในหลายมิติ โดยหากเป็นกลุ่ม SMEs ควรเริ่มปรับปรุงที่จุดคอขวดในการผลิตก่อน และค่อยๆ ขยายการลงทุนตามศักยภาพของธุรกิจ

สำหรับกลุ่มลูกค้าของบริษัทฯ นั้น มีทั้งกลุ่มโรงพิมพ์และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ที่ให้การยอมรับในจุดแข็งของผสานการนำเสนอเครื่องจักรที่ทันสมัยเข้ากับการจัดหาวัตถุดิบ และการบริการหลังการขายจากทีมวิศวกร ที่คอยให้คำปรึกษาในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยกลุ่มธุรกิจของบริษัทประกอบด้วย เครื่องจักรอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องทำซอง เครื่องลามิเนต วัตถุดิบประเภทฟิล์ม เช่น PET, PE, OPP, NYLON, MCPP, ALU และ MPET วัตถุดิบประเภทกาว ทั้ง Solvent Base และ Solvent Free อะไหล่และบริการหลังการขาย และบริการรับจ้างผลิต (OEM) แบบครบวงจร ส่วนการร่วมจัดแสดงกับ ProPak Asia 2026 นั้น มีการเตรียมนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ เครื่องจักรเกรด AAA ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ระบบดับเพลิงเครื่องจักร เครื่องควบคุมความหนืดของหมึกพิมพ์ และผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืน อาทิ ฟิล์มชนิด High Barrier และ ฟิล์ม Mono Material ที่เอื้อต่อการรีไซเคิล นวัตกรรมกาว Solvent Base และ Solvent Free และบริการ OEM แบบครบวงจร

ส่วนนายสิทธิ ศิริจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานดี-สตราแพค จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องจักร-โซลูชันบรรจุภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของกุล่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการส่งออกว่า วันนี้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ หรือย่อยสลายได้ เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกในเรื่อง Green Packaging และ Sustainability ที่ขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนโดยเร็ว ทั้งการพัฒนาวัสดุใหม่ การปรับปรุงการผลิตด้วยเทคโนโลยี การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการขนส่งและลดปริมาณขยะ ดังนั้นระบบบรรจุภัณฑ์ส่วนปลาย (End-of-Line Packaging) จึงได้นำกระดาษมาทดแทนพลาสติก หรือเลือกใช้พลาสติกไบโอเกรดที่ย่อยสลายได้ และใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทำให้ใช้พลาสติกน้อยลง

จุดแข็งของทางบริษัทฯ คือ การร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตเครื่องจักรระดับโลก อาทิ STRAPACK (ญี่ปุ่น), SIAT (อิตาลี) และ RANPAK (สหรัฐอเมริกา) ในการให้คำปรึกษาและนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs โดยเครื่องจักรของบริษัทฯ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเครื่องรัดกล่องและอุปกรณ์ สำหรับงานรัดสินค้าด้วยสายรัด PP และ PET กลุ่มเครื่องขึ้นรูป ปิดเทปกาวกล่อง และเครื่องพันพาเลท สำหรับงานติดเทปกาวและพันฟิล์มยืด และกลุ่มโซลูชันบรรจุภัณฑ์เพื่อการปกป้อง โดยนวัตกรรมการใช้กระดาษเพื่อทดแทนพลาสติกกันกระแทกและปกป้องสินค้าไม่ให้เสียหายระหว่างขนส่ง ส่วนการร่วมจัดแสดงในงาน ProPak Asia 2026 นั้น มีการเตรียมไฮไลต์เทคโนโลยี "LINE PACKING AUTOMATION" ที่แสดงศักยภาพของระบบอัตโนมัติในการทดแทนแรงงานคนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมนวัตกรรมการใช้กระดาษเพื่อทดแทนพลาสติก อาทิ กระดาษสำหรับปกป้องสินค้า กระดาษสำหรับรัดสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สอดรับกับการขาดแคลนพลาสติกและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สำหรับงาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com 

Honda ลุยฟื้นยุทธศาสตร์!! ยกเลิกโครงการรถไฟฟ้า ยอมรับสู้จีนไม่ไหว เร่งเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพ ขีดความสามารถต้องกลับมา


Honda ดูจะอยู่ในสภาวะเมาหมัด หลังประกาศยกเลิกโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้จะเริ่มดำเนินงานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมี Honda 0 Series ครอบคลุมตัวถัง SUV และ Sedan รวมไปถึง Afeela ที่พัฒนาร่วมกับ Sony ด้วย ซึ่งมีการประมาณการว่า นี่ทำให้เกิดความเสียหายมูลค่า 15,800 ล้าน USD (ราว 505,000 ล้านบาท) Honda จึงอยู่ระหว่างการตั้งตัวใหม่ และดูเหมือนว่าหนึ่งในสิ่งที่ทำคือ การไปดูงานจากวงการยานยนต์ของจีน และสิ่งที่พวกเขาพบ ถึงกับทำให้ CEO ของ Honda กล่าวว่า ‘เราสู้เขาไม่ได้เลย’

Nikkei Asia รายงานว่า Toshihiro Mibe ตำแหน่ง President และ CEO ของ Honda ประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อศึกษาดูงานจากโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ โดยเขาพบว่าโรงงานเหล่านั้นไม่มีมนุษย์ในส่วนการผลิตเลย ทั้งยังสามารถดำเนินงานได้รวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ พร้อมทั้งสร้างชิ้นงานที่มีคุณภาพ จนเขาถึงกับเอ่ยออกมาว่า ‘เราไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะสิ่งนี้ได้เลย’ (We have no chance against this.)

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่การประกาศยอมแพ้ของ Honda เพราะสิ่งที่ Mibe ทำหลังกลับจากดูงาน คือการออกคำสั่งให้บริษัทและผู้ผลิตชิ้นส่วน ปรับปรุงทักษะและเพิ่มความเร็วในการทำงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งย้ายโอนฝ่ายวิจัยและพัฒนาหรือ R&D กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของส่วนกลาง เฉกเช่นดังที่เคยเป็นมาในอดีต ซึ่งเชื่อว่านั่นจะทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น และสามารถสรรสร้างนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงก้องโลกได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำมาแล้วกับเครื่องยนต์ CVCC และระบบ VTEC

อนาคตของ Honda นับจากนี้จึงน่าติดตามว่า จะสามารถพลิกฟื้นกลับมาต่อสู้กับคู่แข่งจากจีนได้หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่แค่ในตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีตลาดจีนด้วยที่ Honda ยอดขายตก 5 ปีซ้อน จากเดิมที่เคยมียอดขายสูงถึง 1.62 ล้านคัน ในปี 2020 ก่อนที่จะยอดจะลดลงเหลือ 640,000 คัน ในปี 2025 และคาดว่าจะลดเหลือไม่ถึง 600,00 คันในปี 2026 ทำให้ Honda ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายโรงงานผลิตรถยนต์ เพราะดำเนินการผลิตแค่ครึ่งหนึ่งของกำลังสูงสุด ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของการทำผลกำไรคือต้องผลิตให้ได้ 70 – 80% ของกำลังผลิตสูงสุด

ต้องยอมรับว่าธุรกิจยานยนต์จากจีนนั้นได้รุดหน้าไวมาก จนกลายเป็นภัยคุกคามในสายตาของผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอื่น เพราะร่นระยะเวลาการพัฒนาได้ไวกว่าวัฎจักรทั่วไปถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารค่ายอื่นเคยแสดงความกังวลเช่นกันอย่าง Jim Farley ตำแหน่ง CEO ของ Ford ระบุว่า ‘พวกเขามีกำลังการผลิตในจีนสูงพอที่จะกินตลาดอเมริกาเหนือทั้งตลาด และทำให้เราเจ๊งได้เลย’ แม้แต่ Koji Sato อดีต CEO ของ Toyota ยังกล่าวว่า ‘เราไม่รอดแน่นอน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงวิกฤตในครั้งนี้’

ที่มา: carbuzz, motor1

 

Origin ลุยดึงต่างชาติ!! จับมือ Thailand Longstay ผนึกเอเจ้นท์โลก ปั้นไทยสู่ Safe Haven อสังหาฯระดับเวิลด์คลาส มอบสิทธิ์วีซ่าระยะยาว ฟรี Fast Track สนามบิน คอนโด 3 ล้านขึ้น รับสิทธิพิเศษเต็มที่

ออริจิ้น ผนึก Thailand Longstay และเอเจ้นท์โลก
ปั้นไทยสู่ “Safe Haven” อสังหาฯ ระดับเวิลด์คลาส ดึงเม็ดเงินต่างชาติพำนักระยะยาว
 
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับลูกค้าต่างชาติ เดินหน้าจับมือ  Thailand Longstay พร้อมผนึกกำลังเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เปิดตัวแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company มอบสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ซื้อคอนโดพร้อมอยู่ในเครือออริจิ้น ดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและพำนักอาศัยในประเทศไทย เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติและผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่องมุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการอยู่อาศัยระยะยาวและการลงทุนคุณภาพระดับสากล
 
นายธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พาร์ค ลักชัวรี่ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่  ในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับการเป็นบ้านหลังที่สอง(Second Home) และการลงทุนที่ปลอดภัยของชาวต่างชาติ ทั้งราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหัวเมืองใหญ่ทั่วโลก ค่าครองชีพที่เอื้อมถึงได้ ที่มาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายระดับโลก รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคและนักลงทุนต่างชาติ ในการตัดสินใจซื้อ และเพื่อเป็นการเปิดประเทศ กระตุ้นภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าดึงกำลังซื้อชาวต่างชาติมาลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งในลักษณะซื้อเพื่อการลงทุนและซื้อเพื่อพำนักอาศัยระยะยาวให้กลับมาอีกครั้ง
 
โดยล่าสุดได้จับมือ กับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด หรือ Thailand Longstay ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการวีซ่าระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ นำโดย นางปิยภัทร สุบรรณ ณ อยุธยา ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งได้ผนึกกำลังกับเครือข่ายเอเจนท์ระดับโลก เป็น Official Partner ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหลักในการขยายช่องทางการขายสู่ตลาดต่างชาติ ครอบคลุมทั้งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน โดยดำเนินงานร่วมกับ Thailand Longstay เพื่อเสริมศักยภาพในการผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางของการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวในระดับสากล
 
เพื่อสนับสนุนความร่วมมือกันในครั้งนี้บริษัทได้จัดแคมเปญพิเศษ Origin x Thailand Longstay Visa Company ที่เครือออริจิ้น มุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนของชาวต่างชาติมาสู่ภาคบริการ และเศรษฐกิจผ่านธุรกิจอสังหาฯ ภายใต้ความร่วมมือลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดทุกยูนิตในโครงการ มูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป  ที่เข้าร่วมแคมเปญจะได้รับสิทธิพิเศษ ได้แก่  ฟรีวีซ่า 3 ปี , Airport immigration fast track 4 ครั้ง/ปี, Airport Bucky 4 ครั้ง/ปี
 
รวมถึงการอำนวยความสะดวกทุกด้าน จาก Thailand Longstay ที่จะช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการซื้อและการพำนักระยะยาว ขณะเดียวกัน ออริจิ้น พร้อมยกระดับด้วยบริการ Relocation Advisory ที่ให้คำปรึกษาแบบครบวงจร (End-to-End) สำหรับชาวต่างชาติ (Expats) และองค์กร ครอบคลุมการหาที่พัก วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน การวางแผนด้านการเงิน ไปจนถึงบริการหลังการขาย การขนย้าย ช่วยลดความยุ่งยากและความเครียดในการเปลี่ยนผ่านสถานที่เพื่อให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นชีวิตในประเทศไทยได้อย่างราบรื่น
 
“การเมืองโลก การเกิดสงคราม ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิต หรือย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัย ในสายตาต่างชาติมองไทยเป็นกลางทางการเมืองและเป็น Safe Zone อสังหาฯไทย เป็นบ้านหลังที่สองที่ต่างชาติเลือกเป็นอันดับต้นๆ ที่จะมาพำนักระยะยาว ทำเลหลัก คือ กรุงเทพ ชลบุรี ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ จุดนี้ถือเป็นโอกาสของประเทศไทย” นายธนกร กล่าว
 
ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าขยายตลาดต่างชาติอย่างเต็มกำลัง ด้วยพอร์ตโครงการคอนโดพร้อมอยู่ในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ประกอบกับเครือข่ายเอเจนท์คุณภาพจากทั่วโลกรวมกว่า 400 บริษัท พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่ภาพลักษณ์ “Safe Haven” สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่มองหาโอกาสด้านอสังหาริมทรัพย์ควบคู่กับไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมในระยะยาว
 
ทั้งนี้ การผนึกกำลังกับพาร์ทเนอร์ทั้ง Thailand Longstay และเอเจ้นท์ระดับโลก ไม่เพียงเป็นประโยชน์กับลูกค้าของออริจิ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยสู่ระดับ World Class Destination สำหรับการอยู่อาศัย การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งทุกกิจกรรมที่ทำ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในฐานะภาคเอกชน เครือออริจิ้น ไม่ใช่เพียงแค่สร้างที่อยู่อาศัย แต่สร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตของประเทศในเวทีโลก
 
สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI จัดโครงสร้างธุรกิจชัดเจนขึ้นในลักษณะ Holding Company ที่เป็นการลงทุนถือหุ้นในบริษัทย่อย บริษัทร่วมค้า ทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมี 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบด้วย  
(1) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทคอนโดมิเนียม ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL
(2) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายประเภทบ้านจัดสรร ภายใต้ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI
(3) กลุ่มธุรกิจบริการ ภายใต้ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI
(4) กลุ่มธุรกิจ Hospitality and Tourism & Service ภายใต้ บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จํากัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL
และ (5) กลุ่มธุรกิจ Logistics and Warehouse ภายใต้ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA

แกร็บเปิดเกม AI เปิดตัว 13 นวัตกรรมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ช่วยชีวิตคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายบริการเชิงธุรกิจและไลฟ์สไตล์

แกร็บ เปิดตัว 13 นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในงาน “GrabX 2026”

แกร็บ จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี “GrabX 2026” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เผยโฉม
13 นวัตกรรมและบริการใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจาก “ซูเปอร์แอป” ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” (Intelligent Everyday Guide) ที่ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้านในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแกร็บ กล่าวว่า “ในฐานะผู้พัฒนานวัตกรรม ผมเชื่อว่าเทคโนโลยี AI ควรพัฒนาและทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เช่นเดียวกันกับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ที่เปิดตัวในงาน GrabX 2026 ซึ่งเปรียบเสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่จะอยู่เคียงข้างทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ใช้บริการที่ต้องการเลือกเมนูมื้อกลางวันผ่านแชตบอต ผู้ประกอบการที่ต้องบริหารร้านอาหารหลายสาขาโดยไม่ได้เข้าไปที่ร้าน รวมถึงคนขับที่ต้องการคำแนะนำผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง (โดยไม่ต้องใช้มือ) ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อให้ Grab เป็น Everyday Guide ที่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิต เพื่อให้ทุกคนโฟกัสกับบทบาทในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่”

สำหรับไลน์อัพผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทั้ง 13 ที่เปิดตัวในงานนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่มาจากอินไซต์และพฤติกรรมการเดินทาง-การสั่งอาหารของผู้ใช้บริการกว่าสองหมื่นล้านครั้ง ซึ่งอยู่ภายใต้ 3 แกนหลัก ประกอบด้วย

FOR LOCAL LIFE: นวัตกรรมเพื่อเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์ชีวิตของคนยุคนี้ 

Group Ride บริการเรียกรถสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าโดยสาร
ได้มากถึง 40% เมื่อเดินทางในเส้นทางใกล้เคียงกัน โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกจุดรับ-ส่งได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น รับจากหลายจุดไปส่งยังที่หมายเดียวกัน หรือรับจากจุดเดียวกันไปส่งหลายที่หมาย โดย AI ของแกร็บจะทำหน้าที่จัดลำดับการเดินทาง พร้อมคำนวณค่าโดยสารของแต่ละคนโดยวัดจากระยะทาง สภาพการจราจร และเวลาที่ใช้จริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ แกร็บยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ “Waiting Room” เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเช็คความพร้อมของผู้ร่วมเดินทาง และติดตามสถานะของรถได้แบบเรียลไทม์  

Grab More ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการและคนใกล้ชิดสามารถสั่งอาหารจากร้านที่อยู่ใกล้กันในออเดอร์เดียวกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าส่งเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก (Small Order Fee) ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเพิ่มออเดอร์ได้ทั้งก่อนหรือหลังชำระเงิน โดยมี AI เป็นตัวช่วยเพื่อให้อาหารจากคนละร้านส่งถึงมือได้ในเวลาเดียวกัน

Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวอัจฉริยะในรูปแบบ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเรื่องยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย เช่น หากผู้ใช้บริการต้องการวางแผนงานเลี้ยงบริษัท ไม่ว่าจะสั่งผ่านฟู้ดเดลิเวอรีหรือการทานที่ร้าน เพียงแค่ระบุจำนวนคน ประเภทอาหาร หรือข้อจำกัดด้านอาหาร (Dietary restrictions) Grab AI Assistant จะช่วยแนะนำร้านอาหารและทำการจองให้เสร็จเรียบร้อยในแชทเดียว นอกจากนี้ แกร็บยังมี Grab Shopping Agent ผู้ช่วยคนเก่งที่จะทำให้การเลือกซื้อของเข้าบ้านสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพียงแค่ถ่ายรูป ส่งข้อความเสียง หรือพิมพ์รายการที่ต้องการเข้าไปในระบบ หลังจากนั้น AI จะช่วยค้นหาสินค้าจากหลากหลายร้านค้า เลือกของลงตะกร้า พร้อมนำเสนอสินค้าทดแทนหากสินค้าที่ต้องการหมดให้โดยอัตโนมัติ 

GrabMaps สำหรับบุคคลทั่วไป ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าแผนที่นำทาง แต่เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ทั้งในเรื่องเวลาและวิธีการเดินทางให้กับทุกคน ด้วยฟีเจอร์ “Journey Planner” ที่เชื่อมต่อโดยตรงกับปฏิทินของผู้ใช้บริการ ทำให้ระบบสามารถคาดการณ์จุดหมายปลายทางได้เองโดยอ้างอิงจากประวัติการเดินทาง พร้อมแนะนำ-เปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการเรียกแกร็บและขับรถส่วนตัว รวมถึงยังมีการอัพเดตข้อมูล ที่จอดรถแบบเรียลไทม์ จุดชาร์จรถไฟฟ้า และตารางเดินรถสาธารณะได้แบบครบจบในที่เดียว หรือหากผู้ใช้ต้องการค้นหาเส้นทางในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าหรือภายในอาคาร ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” เพื่อบอกวิธีเดินทางไปยังร้านนั้นๆ หรือประตูทางออกที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ แกร็บยังได้นำเสนอฟีเจอร์ “Custom Voice” ที่ผู้ใช้บริการสามารถจำลองเสียงของตนเองหรือคนในครอบครัว มาเป็นเสียงนำทาง เพื่อช่วยเติมเต็มความสุขให้กับทุกการเดินทางของทุกคน

Cash Loan สินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไปที่ใช้ข้อมูลของแกร็บและ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางการเงินของผู้สมัคร ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครสินเชื่อได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยไม่ต้องใช้เอกสาร พร้อมสามารถระบุจำนวนเงินและระยะเวลาผ่อนชำระตามที่ต้องการ และทราบผล การอนุมัติภายในเวลาไม่กี่วินาที บริการนี้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการเงินของผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบหรือไม่มีประวัติทางการเงิน

FOR EFFORTLESS TRAVEL: นวัตกรรมเพื่อการท่องเที่ยวและการเดินทางที่ไร้รอยต่อ

Personalised Travel Experience ที่เปลี่ยนแอปพลิเคชัน Grab ให้กลายเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง”
ของผู้ใช้บริการตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวออกจากบ้าน โดยแกร็บจะนำเสนอประสบการณ์การเดินทาง
เฉพาะบุคคล ด้วยการรวบรวมข้อมูลและตั้งการแจ้งเตือนผู้ใช้ ทั้งในเรื่องพาสปอร์ต ข้อมูลเคาน์เตอร์เช็คอิน ทางออกประตูขึ้นเครื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน นอกจากนี้ ภายในแอปยังมีฟีเจอร์ “Travel Checklist” เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถจัดการเรื่องสำคัญ อาทิ การซื้อซิมการ์ดดิจิทัล eSIM หรือแพ็คเกจส่วนลด แบบครบวงจร Travel pass ได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย ฟีเจอร์ “Indoor Navigation” ยังสามารถพาไปยังสายพานรับกระเป๋าและจุดเรียกรถได้อย่างแม่นยำ

GrabStays บริการจองโรงแรมภายใต้โปรแกรม Partner Apps ที่เกิดจากความร่วมมือกับ Nuitee แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและจองโรงแรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งโดดเด่นในการรองรับการจองแบบนาทีสุดท้าย (Last-minute) ด้วยการมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการจองห้องในวันเข้าพัก (Same-day rates) ควบคู่กับสิทธิ์ในการรับ GrabCoin ทั้งนี้ ด้วยการบันทึกข้อมูลส่วนตัวและวิธีการชำระเงินของผู้ใช้บริการที่อยู่บนแอป ทำให้การจองโรงแรมกลายเป็นเรื่องง่ายไม่ต่างจากการเรียกรถไป-กลับโรงแรม

Discover by Grab คู่มือแนะนำร้านดังเมนูเด็ดทั่วสารทิศ ที่ให้เหล่าฟู้ดดี้ได้เสพคอนเทนต์อาหารที่รีวิว
โดยผู้ใช้บริการจริง โดยมี AI เป็นตัวช่วยเรียนรู้พฤติกรรมและคัดสรรร้านที่ตรงใจของแต่ละคน ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถกดเซฟ ไลก์ แชร์ หรือร่วมรีวิวได้ด้วยเช่นกัน หรือหากเจอร้านไหนที่ถูกใจ ก็สามารถเลือกสั่งเดลิเวอรี จองโต๊ะ หรือใช้ดีลสำหรับกินที่ร้าน (DineOut deal) เรียกรถไปที่ร้าน หรือชำระเงินผ่านแอปได้ทันที  

GrabPay for Travel ที่ทำให้การจ่ายเงินผ่าน QR Code เมื่อเดินทางไปประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่สแกนจ่ายในร้านที่ร่วมรายการด้วยแอปพลิเคชัน Grab ที่บันทึกข้อมูลบัตรเดบิตหรือเครดิตของผู้ใช้บริการไว้ โดยไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดแอปอื่นๆ หรือเติมเงินเข้า E-Wallet หมดปัญหาการมีเงินตราต่างประเทศเหลือค้างในบัญชีหลังจบการเดินทาง 

FOR BUSINESS EMPOWERMENT: นวัตกรรมเพื่อเสริมพลังและศักยภาพทางธุรกิจ

Virtual Store Manager ที่เปลี่ยนกล้องวงจรปิดให้กลายเป็นผู้ช่วยจัดการร้านอัจฉริยะ ด้วยการนำเทคโนโลยี AI Computer Vision มาช่วยดูแลร้านค้าทั้งในด้านมาตรฐานสุขอนามัย หรือจำนวนพนักงานประจำร้าน พร้อมส่งการแจ้งเตือนเจ้าของร้านหากมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าวยังสามารถวิเคราะห์ความยาวของคิว จำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน อัตราการซื้อ และข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่จะช่วยให้เจ้าของร้านที่มีหลายสาขาสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ไม่อยู่ที่หน้าร้าน

Cloud Printer เครื่องพิมพ์ใบคำสั่งซื้ออัจฉริยะที่จะช่วยลดปัญหาการส่งต่อคำสั่งซื้อระหว่างหน้าร้าน
และในครัว โดยแต่ละคำสั่งซื้อที่ร้านได้รับจะถูกพิมพ์ออกมาทันทีที่เข้าสู่ระบบ และเมื่ออาหารปรุงเสร็จ พนักงานในครัวจะสามารถสแกน QR Code บนใบคำสั่งซื้อเพื่อแจ้งเตือนให้ไรเดอร์ให้มารับอาหาร
ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอหน้าร้าน นอกจากนี้ เครื่องพิมพ์อัจฉริยะนี้ยังสามารถกด “ปิดร้านชั่วคราว”
ในแอปพลิเคชัน Grab ได้โดยอัตโนมัติ หากร้านค้าไม่มีความเคลื่อนไหวในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งจะทำให้ร้านค้าหมดกังวลเรื่องคำสั่งซื้อตกค้างเมื่อร้านปิด

Tap to Pay ด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนที่มีแอปพลิเคชัน GrabMerchant ให้กลายเป็นเครื่องรับชำระเงินแบบไร้สัมผัส ซึ่งรองรับทั้งบัตรเดบิต-เครดิต หรือ QR Code ได้ทันที โดยไม่ต้องมีเครื่องรูดบัตร (EDC)

Driver AI Assistant เพื่อนคู่ใจบนท้องถนนของเหล่าคนขับและไรเดอร์ ที่ช่วยให้ข้อมูลและคำแนะนำทั้ง
ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ วิธีการเพิ่มรายได้ นโยบายของแกร็บ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น การส่งข้อความหาผู้ใช้บริการ เป็นต้น

ภายในงาน GrabX 2026 ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการได้สัมผัสฟีเจอร์ใหม่ก่อนใครผ่านโปรแกรม “Grab Early Access” พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองและให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น โดยในปีนี้แกร็บยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “Shake and Share” ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถแสดงความคิดเห็นหรือแจ้งปัญหาด้านการใช้งานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ “เขย่าโทรศัพท์” โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าว สามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ของ GrabX

หมายเหตุ: การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ ข้อกำหนดทางกฎหมาย การอนุญาต และความพร้อมของพันธมิตร ซึ่งจะส่งผลต่อการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติ ค่าธรรมเนียม และช่วงเวลาในการเปิดให้บริการ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

เกี่ยวกับแกร็บ

แกร็บ (Grab) คือ ผู้นำซูเปอร์แอปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้บริการทั้งด้านเดลิเวอรี การเดินทางและการเงินดิจิทัล ครอบคลุมกว่า 900 เมืองใน 8 ประเทศ อันได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยในทุกวันแกร็บช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้คนหลายล้านสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ภายในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ว่าจะเป็น การสั่งอาหาร การสั่งซื้อสินค้าและของชำ การจัดส่งพัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

DRT ชี้วัสดุ Well-Being มาแรง รับเทรนด์โลกเปลี่ยนและสุขภาพ ขยายฐานตลาดสู่บ้านระดับกลาง สินค้านวัตกรรมเน้นลดความร้อนเสียง เป้าการตลาดโต 2-5% ปีนี้

DRT ชี้กลุ่มวัสดุ Well-Being มาแรง รับภาวะโลกร้อนและการดูแลสุขภาพ

มองเทรนด์ใช้งานขยายฐานจากบ้านพรีเมียมสู่ระดับกลาง

ชูความพร้อมสินค้าตอบโจทย์ ‘ลดร้อน-ลดเสียงรบกวน-ลดความชื้น’  

“บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT” ชี้เทรนด์กลุ่มวัสดุก่อสร้างตามแนวทาง Well-Being มาแรงรับภาวะโลกร้อนและการดูแลรักษาสุขภาพ คาดตลาดโตต่อเนื่อง และการใช้งานที่มีแนวโน้มขยายจากตลาดบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง ชูความพร้อมสินค้าและบริการหลากหลายครอบคลุมสินค้า “หลังคา-ผนัง-พื้นและบันได” ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ทั้งการลดอุณหภูมิให้บ้านเย็นสบาย (Feel Cool) ลดเสียงรบกวนจากภายนอก (Feel Calm) ลดความชื้นและเชื้อโรคภายในบ้าน (Feel Clean) รวมถึงต้องมีความคุ้มค่าเมื่อเลือกใช้ (Feel Comfort)

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและเทรนด์การใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว ส่งผลให้ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างและตกแต่งในกลุ่ม “Well-Being” เช่น การช่วยป้องกันความร้อนและลดอุณหภูมิ, ลดเสียงรบกวน, ลดความชื้น, ลดเชื้อโรค มีแนวโน้มได้รับความนิยมและเติบโตต่อเนื่อง และประเมินว่าความต้องการใช้สินค้าดังกล่าวจะขยายจากบ้านระดับพรีเมียมสู่บ้านระดับกลาง โดยปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำได้นำธีมบ้านอยู่สบายและรักษ์โลกมาเป็นจุดขายของโครงการ

จากเทรนด์ดังกล่าว บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นนำเสนอกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being ภายใต้แนวคิดวัสดุที่ช่วยสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนแก่ผู้อยู่อาศัย สามารถตอบโจทย์การออกแบบและใช้งานทุกฟังก์ชั่นของบ้าน ตั้งแต่ หลังคา ฝ้า ผนังและพื้น โดยมีสินค้าและบริการครอบคลุมการใช้งานหลากหลายในราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ ได้แก่

1) กลุ่มหลังคา อาทิ หลังคายูพีวีซี แอร์รูฟ ลดเสียงรบกวนจากฝนตกกระทบ ทั้งรุ่น Standard และ รุ่น Hollow, กระเบื้องจตุลอนและลอนคู่ วินเทอร์ไวท์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน TSR สูงถึง 90%, หลังคาเหล็กเคลือบผิวด้วยหินธรรมชาติ Diamond Stone Coated ลดความร้อนและลดเสียงรบกวนได้ถึง 13 เดซิเบล, ฉนวนกันความร้อน แอร์คูล ความหนา 3 และ 8 มิลลิเมตร สะท้อนความร้อนได้ 95%, ฉนวนใยแก้ว Very Cool ความหนา 2 และ 3 นิ้ว ช่วยลดความร้อนจากใต้หลังคาเข้าสู่บ้าน และได้รับฉลากประหยัดพลังงาน และฝ้าระบายอากาศ ช่วยเพิ่มการระบายอากาศร้อนบริเวณใต้หลังคา ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น

2) กลุ่มผนัง อาทิ อิฐมวลเบา G2 สำหรับบ้านและทาวน์โฮม และอิฐมวลเบา G4 สำหรับคอนโดมิเนียมและอาคารสูง ผ่านมาตรฐาน มอก. 1505-2541 ความหนา 7.5 – 20 เซนติเมตร ช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ดีกว่าอิฐมอญ รวมถึงลดเสียงรบกวนจากภายนอก, อิฐมวลเบา MAX BLOCK ขนาด 60x60x7.5 ซม. นวัตกรรมเพื่อการก่อสร้างที่รวดเร็วขึ้น 3 เท่า ลดเวลาลดค่าแรง ลดปริมาณปูนก่อ ลดต้นทุนงานก่อผนังได้, ผนังตกแต่ง SPC Fast Panel รอยต่อแนบสนิท ทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องยาแนว  

3) กลุ่มวัสดุตกแต่งพื้นและบันได อาทิ แผ่นพื้น SPC และไม้บันได SPC สำหรับใช้งานภายใน พื้นผิวสัมผัสกันลื่นระดับ R10 และไม่ปล่อยสารเคมีอันตราย, ไม้สังเคราะห์ Diamond XTruShield WPC สำหรับใช้งานภายนอก อายุการใช้งานยาวนาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ วางเป้าหมายยอดขายกลุ่มสินค้านวัตกรรม DIAMOND Well-Being เติบโต 2-5% ในปีนี้ โดยจะมุ่งทำการตลาดผ่านช่องทางจำหน่ายหลักทั้ง 4 ช่องทาง ได้แก่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย โครงการอสังหาริมทรัพย์ ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ และตลาดต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง Shopee เพื่อเข้าถึงลูกค้าครบทุก Touchpoint นอกจากนี้ มีแผนเปิดตัวพื้น SPC รุ่นใหม่ที่เพิ่มคุณสมบัติด้านสุขอนามัยเพื่อตอบสนองเทรนด์ Well-Being ได้ดียิ่งขึ้น

เกี่ยวกับ บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร 

บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ “DRTผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุหลังคา โครงหลังคาและบริการติดตั้งทั้งระบบ ไม้สังเคราะห์ไฟเบอร์ซีเมนต์และไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด  อิฐมวลเบา พื้น บันได และผนัง พร้อมบริการติดตั้ง 'SPC Solutions' และไม้สังเคราะห์ WPC แบบครบวงจร ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ตราเพชร’ มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 40 ปี มีเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองระบบมาตรฐาน ISO9001:2015, ISO14001:2015 และ ISO45001:2018 จากสถาบัน BSI Group (Thailand) Co., Ltd. รวมถึงได้รับเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งยืนยันถึงคุณภาพสินค้า ตลอดจนมีการบริหารจัดการภายในโรงงานที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นทางเลือกที่ดีกว่าด้านวัสดุก่อสร้างและบริการ”

ZEEKR แนะรถ EV เตรียมความพร้อมก่อนเที่ยว แนะนำตรวจเช็กรถทุกระบบ พร้อมวางแผนชาร์จระหว่างทาง ขับขี่ปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ZEEKR ใส่ใจทุกการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

แนะนำการเตรียมความพร้อมรถ EV เพื่อการเดินทางอย่างมั่นใจและปลอดภัย

กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 – ZEEKR แนะนำการเตรียมความพร้อมรถยนต์ไฟฟ้าก่อนการเดินทางไกลช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ทุกเส้นทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เดินทางราบรื่นและปลอดภัย สร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติของการขับขี่

เช็กรถให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

ผู้ใช้รถ ZEEKR ควรตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เน้นระบบที่สำคัญ ได้แก่ ระดับแบตเตอรี่ แรงดันลมยาง สภาพยาง ระบบเบรก ไฟส่องสว่าง และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ พร้อมทั้งตรวจสอบระบบความปลอดภัยของรถ EV ตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ ระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Automatic Lane Change – ALC), ระบบรักษาตำแหน่งในเลน (Lane Centering Control – LCC), ตรวจสอบระบบแจ้งเตือนวัตถุในจุดบอด (Blind Spot Detection – BSD), ระบบแสดงภาพรอบตัวรถ ระบบเตือนการชนต่าง ๆ ในตัวรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ ZEEKR ยังพัฒนาระบบซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้ควรตรวจสอบและอัปเดตระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบนำทางและฟีเจอร์ความปลอดภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า

การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าในระยะทางไกล ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ก่อนออกเดินทาง พร้อมวางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้า โดยค้นหาสถานีชาร์จที่อยู่ระหว่างเส้นทางได้จากแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ อาทิ PlugShare, EV Station PluZ, PEA VOLTA ฯลฯ โดย ZEEKR มอบสิทธิ์การชาร์จฟรี ให้กับเจ้าของรถ ZEEKR ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2569 ณ สถานี ZEEKR Power @Central World รองรับ ZEEKR ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ZEEKR X, ZEEKR 009 และ ZEEKR 7X ทั้งนี้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR Power ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ EVOLT (ตลาดสามย่าน BNN Park ราชพฤกษ์ Harudot Café จังหวัดชลบุรี และสาขาใหม่ล่าสุดที่อาคาร One Bangkok ได้เปิดให้บริการแล้ว และ SHARGE+ จำนวน 2 สถานี บริเวณ Velaa Sindhorn Village และ K Village สุขุมวิท 26 ทั้งนี้ ในระหว่างการเดินทาง หากพบว่าแบตเตอรี่อยู่ในระดับ 15-20% ควรหาสถานีชาร์จที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำกว่า 10% และแนะนำชาร์จถึงระดับ 80% ซึ่งเป็นระดับที่สามารถให้ระยะทางที่ไกล และใช้เวลาชาร์จไม่นาน เพื่อให้การเดินทางต่อเนื่องและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ขับขี่อย่างปลอดภัย เคารพกฎจราจร

ในช่วงเทศกาลที่มีปริมาณรถหนาแน่น ควรรักษาความเร็วตามกฎหมาย เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร ระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย โดยหลักสากลที่แนะนำคือใช้ กฎ 3 วินาที ในสภาพถนนปกติ หรือเพิ่มเป็น 4-5 วินาทีเมื่อฝนตกหรือถนนลื่น เพื่อให้มีเวลาเบรกทัน ใช้เทคนิค “คาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception)” เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยงบนท้องถนนหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมประเมินแนวทางการรับมือ เมื่อเกิดเหตุการณ์จะมีข้อควรปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างไร นอกจากนี้ การขับขี่อย่างประหยัดพลังงานด้วยการใช้ความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่งหรือเบรกกะทันหัน และเลือกใช้โหมดประหยัดพลังงาน จะช่วยยืดระยะทางการขับขี่และลดความจำเป็นในการชาร์จระหว่างทาง ที่สำคัญคือหลักการ ดื่มไม่ขับ ขับไม่เร็ว คาดเข็มขัดนิรภัย เคารพกฎจราจร พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่

ระวังสภาพอากาศและการเล่นน้ำ

ช่วงสงกรานต์อาจมีฝนตกและการเล่นน้ำตามท้องถนน ผู้ขับขี่ควรหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วมขังสูง และระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าสู่บริเวณช่องชาร์จหรือระบบไฟฟ้าของรถ

การเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การเดินทางด้วย ZEEKR นอกจากจะมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัยตามมาตรฐาน Euro NCAP แล้ว ZEEKR ยังเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนทุกการเดินทางตลอด 24 ชั่วโมง โดยสามารถแจ้งขอรับความช่วยเหลือได้ที่ Call Center 02-086-9999

พลังงานไทยมั่นคง!! ราคาน้ำมันโลกแตะใกล้ 100 ดอลลาร์ ปริมาณน้ำมันสำรองพอใช้ 110 วัน ราคาขายปลีกไทยถูกกว่าเพื่อนอาเซียน กองทุนน้ำมันติดลบ 59,448 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ

ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 10 เมษายน 2569 

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นกลับไปแตะระดับใกล้ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง (โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวก 3.46 ดอลลาร์ แตะที่ 97.87 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน Brent ปิดที่ 95.92 ดอลลาร์/บาร์เรล และน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ระดับประมาณ 104 ดอลลาร์) เนื่องจากนักลงทุนและตลาดมีความกังขาต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง            ที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะการที่อิหร่านยังคงปิดกั้นและควบคุมการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างต่อเนื่อง       ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานโลก โดยนักวิเคราะห์     จากสถาบันการเงินชั้นนำประเมินว่า หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปและช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ถูกเปิดใช้งาน   ตามปกติ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปจนถึงสิ้นปีนี้

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.23 ล้านลิตร และจำหน่าย 64.74 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 49.67 - 86.02 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ กัมพูชา มาเลเซีย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55.27 - 117.72 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 10 เมษายน 2569 ติดลบ 59,447.80 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 520.70 ล้านบาท

เสื้อผ้าหมุนเวียน ไทยทิ้งเสื้อผ้าหลังใส่แค่ครั้งเดียว อุตสาหกรรมแฟชั่นสร้างขยะปีละ 92 ล้านตัน ผลิตเสื้อผ้าใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาล แนวคิด Circular Fashion เริ่มเป็นทางเลือกใหม่

จากใช้แล้วทิ้ง สู่ลูปการใช้ซ้ำ เมื่อเสื้อผ้า ไม่ควรใส่แค่ครั้งเดียว

ในตู้เสื้อผ้าของใครหลายคน อาจมีเสื้อที่ยังสภาพดี ถูกใส่เพียงครั้งเดียวในโอกาสพิเศษ หรือบางตัวอาจยังติดป้ายราคา แต่กลับไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกเลย เสื้อผ้าเหล่านี้จำนวนไม่น้อยจบเส้นทางลงที่ถังขยะ ทั้งที่แทบไม่ได้ผ่านการใช้งานจริง

ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ปี2567 ระบุว่า กว่า 40% ของคนไทยมีการทิ้งเสื้อผ้าหลังสวมใส่เพียงครั้งเดียว โดย 1 ใน 4 ทิ้งอย่างน้อย 3 ชิ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกผลิตเสื้อผ้ามากกว่า 100,000 ล้านชิ้นต่อปี และก่อให้เกิดขยะสิ่งทอกว่า 92 ล้านตันต่อปี ซึ่งมีเพียงประมาณ 1% เท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลเป็นเสื้อผ้าใหม่ได้ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปริมาณเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้น แต่กำลังบอกว่า “อายุการใช้งานของเสื้อผ้า” สั้นลงกว่าที่เคยเป็นอย่างมาก

ยิ่งเสื้อผ้าถูกผลิตและถูกทิ้งเร็วเท่าไร ทรัพยากรที่โลกต้องจ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สภาพัฒน์ฯ ระบุว่า การผลิตเสื้อเชิ้ตฝ้ายหนึ่งตัวต้องใช้น้ำถึง 2,700 ลิตร หรือเทียบเท่าปริมาณน้ำดื่มของคนหนึ่งคนในเวลากว่า 2.5 ปี และเมื่อคูณกับจำนวนการผลิตในระดับแสนล้านชิ้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนของสินค้า แต่คือการใช้ทรัพยากร พลังงาน และสารเคมีในปริมาณมหาศาล
ปัจจัยสำคัญที่เร่งวงจรนี้คือโมเดลธุรกิจแบบ Fast Fashion ที่ทำให้เทรนด์หมุนเร็ว คอลเลกชันใหม่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจซื้อจึงเกิดถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว เสื้อผ้าหลายชิ้นไม่ได้หมดอายุเพราะชำรุด แต่หมดอายุเพราะ “ไม่ทันจังหวะตลาด” หรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

จากใช้แล้วทิ้ง สู่ “ใช้แล้ว ใช้อยู่ ใช้ต่อ”
ท่ามกลางบริบทนี้ แนวคิด Circular Fashion Economy จึงเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะทางเลือกของอุตสาหกรรมแฟชั่น แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด ผ่านการยืดอายุการใช้งานของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น จากเส้นทางเดิมแบบ “ผลิต–ใช้–ทิ้ง” ไปสู่การ “ใช้–หมุนเวียน–ใช้ต่อ” เพื่อให้เสื้อผ้ายังคงสร้างคุณค่าได้มากกว่าหนึ่งครั้ง
 
อย่างไรก็ตาม Circular Fashion ไม่ได้เป็นเรื่องของโรงงานหรือผู้ผลิตเท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ตั้งแต่การเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง การส่งต่อเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้งาน ไปจนถึงการตั้งคำถามง่าย ๆ ก่อนซื้อว่า “เสื้อผ้าชิ้นนี้จะมีโอกาสใส่ซ้ำได้กี่ครั้ง”

เคทีซีมองว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น หากผู้บริโภคมีทางเลือกที่เข้าถึงได้จริง ปัจจุบันแพลตฟอร์มเสื้อผ้ามือสองอย่าง Loopers เปิดพื้นที่ให้เสื้อผ้าแต่ละชิ้นสามารถหมุนเวียนต่อในระบบได้อย่างสะดวก โดยสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER แลกรับเครดิตเงินคืน 10% เท่ากับยอดซื้อ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การเลือกซื้ออย่างมีความหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น นอกจากนี้ เสื้อผ้ามือสองยังต่อยอดโดยการนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผู้ที่เรียนหรือฝึกทักษะด้านการตัดเย็บ เพื่อพัฒนาฝีมือจากของจริง และทำให้ “ลูปของการใช้งาน” ไม่จบลงเพียงการสวมใส่ครั้งแรก แต่ต่อเนื่องไปสู่การสร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง

แม้การตัดสินใจส่งต่อหรือเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ทุกครั้งที่เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งได้ถูกใช้งานต่อ เท่ากับทรัพยากรถูกใช้คุ้มค่าขึ้นอีกครั้ง และในวันที่เสื้อยืดหนึ่งตัวอาจต้องใช้น้ำมากถึง 2,700 ลิตร ผู้บริโภคจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการลดการใช้ทรัพยากรของโลก เพราะบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มต้นง่ายกว่าที่คิด เพียงแค่ให้โอกาสเสื้อผ้าตัวเดิมได้มี “โอกาสถูกใช้งานต่อ” แทนที่จะจบลงในครั้งเดียว

พลังงานแปรปรวน!! ราคาน้ำมันโลกผันผวนอีกครั้ง ปัจจัยสงครามเร่งเพิ่มต้นทุนพลังงาน ไทยสำรองน้ำมันพอใช้ 109 วัน ฐานะกองทุนติดลบกว่า 59,000 ล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ

ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประจำวันที่ 9 เมษายน 2569

1. สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- หลังจากมีข่าวการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงทันทีเนื่องจากคาดการณ์ว่าช่องแคบจะเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่ล่าสุดในวันนี้ (9 เมษายน) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ได้ประกาศ ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกรอบ โดยอ้างว่าอิสราเอลละเมิดข้อตกลงด้วยการโจมตีเลบานอนครั้งใหญ่ ทำให้อิหร่านต้องกลับมาควบคุมเส้นทางเดินเรืออย่างเข้มงวดและแจ้งเตือนเรือทุกลำให้หยุดการสัญจรทันที หากฝ่าฝืนอาจถูกโจมตี ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าจำนวนมาก (ประมาณ 800-2,000 ลำ) ยังคงติดค้างอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมาน แม้จะมีความพยายามทดสอบเส้นทางเดินเรือสำรองหรือการอนุญาตให้เรือบางสัญชาติ (เช่น จีน) ผ่านไปได้บ้าง แต่ในภาพรวมเส้นทางหลักยังถือว่าถูกปิดกั้นและมีความเสี่ยงสูงมาก ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มกลับมามีความผันผวนและเผชิญแรงกดดันด้านราคาอีกครั้ง ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 52 ทำให้ราคาน้ำมันดิบของประเทศจึงถูกอิงกับกับราคาน้ำมันดิบที่สะท้อนกับตลาดเอเซียที่อิงน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น​ น้ำมันดิบดูไบ​ ซึ่งมีความเคลื่อนไหวต่างจากตลาด WTI หรือ​ Brent ที่มักปรากฏในข่าวต่างประเทศอย่างชัดเจน ประกอบกับภาวะสงครามได้เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแฝงอย่าง​ Crude Premium และ War Risk Premium เช่น​ ค่าประกันภัย และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่อยู่นอกเหนือจากราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายปกติในภาวะทั่วไป ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาที่ตลาดประกาศ​ แม้ราคาในบางตลาดจะเริ่มปรับตัวลดลงบ้างแล้วก็ตาม ทั้งนี้​ กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจากกลุ่มโรงกลั่นเพื่อนำมาปรับปรุงโครงสร้างราคาให้สะท้อนข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าราคาน้ำมันมีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการนำเข้าที่เกิดขึ้นจริง​ รวมถึงช่วยให้ราคาพลังงานในประเทศมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ​ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 109 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 22 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 31 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 31 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 สามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 83.37 ล้านลิตร และจำหน่าย 68.69 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล (B7) 48.40 บาท น้ำมันดีเซล (B20) 43.40 บาท น้ำมันเบนซิน (E20) 38.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (95) 43.95 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล (91) 43.58 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 43.95 บาท ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 52.47 - 87.31 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 48.40 บาทต่อลิตร ขณะที่ เวียดนาม มาเลเซีย  กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 55..28 - 118.10 บาทต่อลิตร (วันนี้ มาเลเซียปรับราคาดีเซลขึ้น 5.44 บาท)

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 9 เมษายน 2569 ติดลบ 59,007 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 1,220.61 ล้านบาท

CardX ช่วยลดภาระค่าครองชีพ เปิดแคมเปญคุ้มครองลูกค้า ลดค่าใช้จ่ายเดินทาง พลังงาน ยานยนต์ เครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 15% ต่อหมวด เสริมสภาพคล่องท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

CardX เดินหน้ามาตรการช่วยลูกค้ารับวิกฤตพลังงาน ออกแคมเปญลดภาระค่าครองชีพ ครอบคลุมการเดินทาง–พลังงาน–ยานยนต์

กรุงเทพฯ, 9 เมษายน 2569 - บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด (CardX) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยลูกค้าลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ผ่านการออกแคมเปญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นหมวดที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง ได้แก่ การเดินทาง พลังงาน และยานยนต์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของคนไทยในปัจจุบัน

CardX ระบุว่าจากข้อมูล Insight พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจผันผวน พบว่าค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพลังงานมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการดูแลลูกค้าเชิงรุกจึงได้ออกแคมเปญนี้ขึ้นภายใต้แนวคิด “คุ้มทุกเส้นทาง ลดภาระค่าครองชีพ” มุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับความคุ้มค่ากลับคืนในทุกการใช้จ่าย และเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น ผ่านสิทธิประโยชน์ครอบคลุม 4 หมวดสำคัญ ได้แก่

• คุ้ม 2 ต่อ หมวดการเดินทาง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 300 บาท (5%)* เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมในหมวด MRT, BTS และทางพิเศษ ตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมรับสิทธิ์แลกคะแนน POINTX ผ่านฟีเจอร์ Point2Pay เพื่อรับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 10%** รวมสูงสุด 2,000 บาทต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าเดินทางในชีวิตประจำวัน

• เติมน้ำมันคุ้มทั่วไทย

รับเครดิตเงินคืน 10%* เมื่อใช้คะแนน POINTX เท่ายอดใช้จ่าย สำหรับการเติมน้ำมันทุกสถานีทั่วประเทศช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักของผู้บริโภค

• ชาร์จรถ EV คุ้มทุกครั้ง

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 7%* เมื่อใช้จ่ายผ่านแอปชาร์จรถไฟฟ้า เช่น EA Anywhere, Elexa, EV Station PluZ, RÊVERSHARGER และ Shell Recharge สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและลดต้นทุนการใช้งาน

• ดูแลรถครบวงจร คุ้มทั้งซื้อและซ่อม

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* สำหรับการจองรถยนต์ระดับพรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า หรือการนำรถเข้าศูนย์บริการที่ร่วมรายการ ช่วยบริหารค่าใช้จ่ายด้านยานยนต์ได้อย่างครบวงจร

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ Chief Business and Channel Officer บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ภายใต้สถานการณ์ที่ค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น CardX มุ่งเน้นการออกแคมเปญสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะหมวดการเดินทางและพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค เราต้องการให้ลูกค้าสามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการได้รับความคุ้มค่าที่ชัดเจนในทุกการใช้จ่าย และยังคงใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจแม้ในช่วงเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน”

นอกจากนี้ CardX ระบุเพิ่มเติมว่า แคมเปญดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน พร้อมตอกย้ำบทบาทของบริษัทในการอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ 

ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

*/**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.cardx.co.th

บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ที่โอนธุรกิจไปยังคาร์ดเอกซ์ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนหน้าบัตรใหม่ สามารถร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้บริการโดย บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

OR เตรียมพร้อม!! รองรับความต้องการใช้น้ำมัน ช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศ บริการครบครันผ่อนชำระ 0% กระจายน้ำมันครบทั่วถึงต่อเนื่อง

OR เตรียมความพร้อมคลังและสถานีบริการทั่วประเทศ 

รองรับความต้องการใช้น้ำมันของประชาชนช่วงสงกรานต์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์  เตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำมัน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหา การสำรองน้ำมันในคลังน้ำมัน และการขนส่งไปยังสถานีบริการ 

PTT Station ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถกระจายน้ำมันได้อย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และเพียงพอ รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยสถานีบริการ PTT Station ได้เตรียมความพร้อมด้วยผลิตภัณฑ์หลากหลาย บริการที่ครบครัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาล 

ก่อนออกเดินทาง ขอเชิญชวนประชาชนตรวจเช็กสภาพรถ โดยการเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการพร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และโปรโมชั่นผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา และสามารถวางแผนการเดินทางและค้นหาสถานีบริการ PTT Station บนเส้นทางที่เดินทางได้ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+  

OR พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา เพื่อเติมเต็มความสุขของประชาชนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดย PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ในเครือ OR พร้อมเป็นจุดแวะพักเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางสำหรับทั้งคนและรถเพื่อให้ให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ขอให้ทุกท่านใช้ความระมัดระวังในการขับรถและเดินทางถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

ปตท. รับประกันน้ำมัน!! กลุ่ม ปตท. พร้อมรองรับน้ำมันช่วงสงกรานต์ จัดแผนเพิ่มผลิตน้ำมันดีเซลสู่ตลาด ประสานขนส่งครบวงจรตลอด 24 ชม. เปิดบริการตรวจเช็กรถฟรี ปลอดภัยเดินทาง

กลุ่ม ปตท. มั่นใจมีน้ำมัน รองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์พลังงาน กลุ่ม ปตท. ดำเนินการปรับแผนการจัดหา การผลิต และ

การกระจายน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ ด้วยศักยภาพทางการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายพันธมิตรที่มีอยู่ทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนจากแหล่งตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนหลักของการผลิตภายในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา บราซิล ไนจีเรีย แองโกลา ลิเบีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น แม้ในสภาวะที่ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสูงขึ้น และมีความผันผวนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังคงเดินหน้าลงทุนในแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน

กลุ่ม ปตท. เตรียมการรองรับความต้องการใช้น้ำมันช่วงเทศกาลสงกรานต์ไม่ให้เกิดความขาดแคลน โดยโรงกลั่นน้ำมันในกลุ่ม ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ ปรับแผนการผลิตโดยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลเข้าสู่ตลาด และขอให้มั่นใจว่าจะยังคงผลิตน้ำมันสำเร็จรูปมาให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการกระจายน้ำมันสู่ผู้บริโภค บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ประสานความร่วมมือกับภาครัฐในการขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังคลังภูมิภาคทุกช่องทาง ทั้งทางท่อ รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันความพร้อมของสถานีบริการ PTT Station บนถนนสายหลักและสายรองที่มีปริมาณผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก โดยใช้ข้อมูลวิเคราะห์และประเมินความต้องการรายสถานี รวมถึงกำหนดปริมาณพร้อมจ่ายของสถานีบริการ และยังจัดสรรน้ำมันให้กับกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน

นอกจากนั้น เพื่อให้การเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีความปลอดภัย OR จึงเปิดให้ประชาชนตรวจเช็กสภาพรถก่อนออกเดินทาง โดยสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็กรถฟรี 35 รายการ พร้อมโปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรี ไส้กรองและค่าแรง รวมถึงโปรโมชั่นยางรถยนต์ และผ่อนชำระอัตราดอกเบี้ย 0% ที่ FIT Auto ทุกสาขา

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ พร้อมดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐและยึดมั่นในหลักการทำงาน "มั่นคง โปร่งใส เพื่อประเทศไทย" โดยเป็นผู้นำในการเปิดเผยข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมั่นใจในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ

‘MT.POLA’ ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จหลังฝ่าช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรล เข้าบางจาก เสริมความมั่นคงพลังงา

เรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ ถึงไทยสำเร็จ ขนน้ำมันดิบ 6 แสนบาร์เรลเข้าโรงกลั่นบางจาก

วันที่ 8 เมษายน 2569 มีรายงานความสำเร็จด้านโลจิสติกส์พลังงานของประเทศไทย เมื่อเรือบรรทุกน้ำมัน “MT.POLA” ของบริษัทบางจาก สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ได้อย่างปลอดภัย และเข้าถึงประเทศไทยเป็นลำแรก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

เรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบรวมประมาณ 600,000 บาร์เรล เพื่อนำเข้าสู่ระบบกลั่นของโรงกลั่นบางจาก โดยถือเป็นภารกิจสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในช่วงที่เส้นทางขนส่งมีความเสี่ยงสูง

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ อิหร่าน และโอมาน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 23–24 มีนาคม 2569 ทำให้เรือสินค้าไทยสามารถผ่านพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

สำหรับเรือ “MT.POLA” เป็นเรือสัญชาติไลบีเรีย มีความยาว 274.5 เมตร กินน้ำลึก 13.90 เมตร และมีระวางขับน้ำกว่า 182,538 ตัน

เมื่อถึงน่านน้ำไทย เรือได้เข้าจอดที่ทุ่นผูกเรือน้ำมันกลางทะเลของบางจาก (BMBMI) บริเวณอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนดำเนินการสูบถ่ายน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการด้านพลังงานของไทย ภายใต้สถานการณ์วิกฤตโลก และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบนำเข้าและสำรองพลังงานของประเทศในระยะต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100064534396330/posts/1358961292931671/?rdid=zbg6xOeXQyRN4vCP#

หอการค้าชี้ธุรกิจเพชรบุรี ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจ เน้นนวัตกรรมเงินทุนและความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือโลกธุรกิจใหม่

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมบรรยายพิเศษโดย “จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ชี้ทิศทางธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน

หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 ณ The Grand Century Hall The PBRU Heritage อาคารปฏิบัติการโรงแรมและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของหอการค้า พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจและแนวโน้มธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในจังหวัดเพชรบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การนำของ คุณธวัช สิทธิยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี โดยมี คุณศรวณีย์ พรมเสน พิธีกรด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน และการวางแผนการเงิน เป็นผู้ดำเนินรายการ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “The New Business Game : นวัตกรรม เงินทุน โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจในยุคความไม่แน่นอน” โดย จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจและนักกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและการเงินการลงทุน

ในการบรรยายครั้งนี้ คุณจิตรเทพได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับ ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงใหม่ของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมรับมือ

พร้อมกันนี้ยังได้สะท้อนแนวคิดว่า “ธุรกิจในยุคใหม่ไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป” ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจทั้งความเสี่ยง โอกาส และโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อวางกลยุทธ์ธุรกิจให้สามารถเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

การบรรยายดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และสมาชิกหอการค้าจำนวนมาก เนื่องจากเนื้อหามุ่งเน้น การมองอนาคตของธุรกิจไทยในเวทีโลก พร้อมการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค

การประชุมใหญ่ครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วย เชื่อมโยงภาคธุรกิจในจังหวัดเพชรบุรีกับองค์ความรู้และแนวคิดทางเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top