Thursday, 29 October 2026
NEWS FEED

‘เอ็มบัปเป้’ โดนลงโทษ!! หัวเราะมีมการเมืองจนเกิดเหตุ สื่อรัฐจีนระงับถ่ายทอดลาลีกา 3 แบรนด์ใหญ่ถอนสปอนเซอร์ จีนตัดสัมพันธ์ธุรกิจกับนักเตะคนดัง “เรอัล มาดริด” พักแข่งพร้อมปรับเงินหนัก ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า….

#อย่าล้อเล่นกับระบบ !!  แด่ประธานเป้ ภาพล้อเลียนนี้ไวรัลแล้วจ้า ล่าสุด  เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในกับ #เอ็มบัปเป้ ด้วยการพักการแข่งขัน  5  นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงแบบไฟลามทุ่ง จากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องที่มีความอ่อนไหวการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้พลังทางเศรษฐกิจอำนาจซื้อและพลังทางสังคม เพื่อจัดการกับพฤติกรรม #ไม่รู้สี่รู้แปด ของฝรั่งต่างชาติในเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองของจีน !!  อินฟลูต่างชาติโดนแบบนี้หลายครั้งแล้วค่า #จีนซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

คนที่โดนพญามังกรจีนพ่นไฟใส่รอบนี้ คือ คีลิยัน #เอ็มบัปเป้  !!! ด้วยความอ่อนหัดเรื่อง #การเมืองจีน 🇨🇳 ทำให้เอ็มบัปเป้ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริดไปหัวเราะกับมีมที่นำเสนอภาพของเขาเป็นประธาน #เหมาเจ๋อตง อดีตผู้นำจีน และใช้คำว่า #เผด็จการจีน !! 

ผลคือ #ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที!

จีนระงับการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลลีกสเปนโดยสิ้นเชิง  ที่ผ่านมา #ลาลีกา สร้างรายได้ 1 พันล้านยูโรจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในต่างประเทศ โดยในจำนวนนี้ 400 ล้านยูโรมาจากจีนเพียงประเทศเดียว…

ขอสรุปมัดรวมไล่เรียง #สารตั้งต้น ของปัญหา และ #ผลกระทบ ดังนี้

1) เริ่มต้นจากการที่รายการ The Bridge สัมภาษณ์ เอ็มบัปเป้ และถามถึงภาพมีมที่ชื่นชอบ แล้วเอ็มบัปเป้ก็ตอบกลับไปว่า "ภาพที่ทำให้ผมหัวเราะมากที่สุด คือภาพที่พวกเขาเอาใบหน้าของผมไปใส่บนตัว 'เผด็จการจีน' ผมใช้ภาพนั้นกับเพื่อน ๆ บ่อยมาก"

(ทั้งนี้ เอ็มบัปเป้ ไม่ได้เอ่ยชื่อ เหมาเจ๋อตง โดยตรง)

2) หลังจากนั้น เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคำให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพมีมที่นำใบหน้าของเจ้าตัวไปตัดต่อกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน  

3) ผลที่ตามมา คือ  สถานีโทรทัศน์ CCTV ของ #รัฐบาลจีน ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดฟุตบอล ลาลีกา สเปน รวมถึงการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับเอ็มบัปเป้

พร้อมสั่งถอดโฆษณาและวิดีโอทั้งหมดที่มี เอ็มบัปเป้ ปรากฏอยู่

ผลคือ ลาลีกา ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที !! 

4) #กระทรวงการต่างประเทศจีน ก็ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านคำพูดและการกระทำที่ #ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน เช่นกัน 

#จีนเตือนแรงส์ อย่างชัดเจนว่า “คำพูดหรือการกระทำใด ๆ ที่ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน จะถูกปฏิเสธจากทุกภาคส่วนของสังคม” 

5) #บริษัทจีน หลายแห่ง ได้แก่ ตงเผิง (Dongpeng), เหมิงหนิว (Mengniu) และ มิลค์กราวด์ (Milkground) ต่างประกาศยุติความร่วมมือทางธุรกิจกับกองหน้ารายนี้เช่นกัน

6) เว็บไซต์ข่าวกีฬาจีนอย่าง ตงฉิวตี้ (Dongqiudi) ยังเปลี่ยนชื่อของ เอ็มบัปเป้ ในตารางอันดับ บัลลง ดอร์ 2026 ซึ่งเจ้าตัวจบอันดับ 2 ให้กลายเป็นข้อความว่า 'ไม่มีบุคคลนี้อยู่จริง' อีกด้วย

7) ล่าสุด เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในด้วยการพักการแข่งขัน #เอ็มบัปเป้ 5 นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงทั่วโลกจากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

ขณะที่  วิดีโอต้นฉบับที่สัมภาษณ์เอ็มบัปเป้ จนสร้างปัญหา ก็ถูกลบไปแล้ว  ไม่ปรากฏอยู่บนช่อง YouTube ของรายการ The Bridge แล้ว 

Note :  ตัวอย่างเคสอื่นที่เคยเกิดขึ้น 

ในปี 2019 เกิดกรณีเมซุต #โอซิล (Mesut Özil) กับประเด็น #อุยกูร์  นักเตะชื่อดังของสโมสรอาร์เซนอลในขณะนั้น  โอซิลได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในประเด็นการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ใน #ซินเจียง

ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนสั่งระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของอาร์เซนอล #Arsenal ทันที 

นอกจากนี้ ชื่อและข้อมูลของโอซิลถูกลบออกจากเกมฟุตบอลยอดนิยมอย่าง Pro Evolution Soccer (PES) และ FIFA เวอร์ชันที่วางจำหน่ายในจีน 

รวมถึงสั่งปิดแฟนเพจและแพลตฟอร์มทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโอซิลงในจีน ส่งผลให้มูลค่าการตลาดของสโมสรและค่าตัวโอซิลในจีน กลายเป็นศูนย์ !! ในชั่วข้ามคืน

Credit : Aksornsri PHANISHSARN

https://www.facebook.com/share/p/1DS5qPTEBj/?mibextid=wwXIfr

ส.อ.ท. ผลักดันยานยนต์!! ผนึกค่ายรถยักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่งร่วมมือ เดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content พา SMEs ไทยเจริญ สร้างโอกาสลงทุนภายใต้ Reinvent Thailand

ส.อ.ท. ผนึกค่ายยานยนต์ ขับเคลื่อน Reinvent Thailand หนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. นายสุพจน์ สุขพิศาล เลขานุการสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม ส.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนจากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำกว่า 10 ค่าย ได้แก่ Toyota, Mitsubishi, Isuzu, Nissan, Mazda, Hino, Honda, Mercedes Benz, BMW, BYD, Changan, GWM, Hyundai และ Yamaha เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาทิศทางการลงทุนและขับเคลื่อน Local Content พร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็น 1 ใน 7 กลุ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะขับเคลื่อน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ดึงการลงทุนใหม่ และพา SMEs ไทยเติบโตไปพร้อมกัน

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญ คือ การผลักดัน Local Content Contribution ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว”

ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและพัฒนาแนวทางการรับรอง Local Content ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ซึ่งปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์

และชิ้นส่วนมีสัดส่วนต่อ GDP ของประเทศไทยราว 10% โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะช่วยสร้างโอกาสและส่งเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลจากการประชุมแผนครั้งนี้ ทาง ส.อ.ท. จะนำไปเสนอต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรับพิจารณา จากนั้นจะมีการนำแผนดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นลำดับต่อไป

ลดค่าไฟ เติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชน!! ครม. ไฟเขียวโซลาร์รูฟประชาชน รับซื้อไฟส่วนเกินหน่วยละ 2.20 บาท พร้อมลดภาษีน้ำมัน B20–E20 หวังแบ่งเบาภาระค่าไฟ–ค่าน้ำมัน ช่วย SMEs เงินหมุนเวียนเพิ่ม

ครม. เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน และอนุมัติลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ครม. (27 ต.ค. 69) เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนการไฟฟ้าในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 10,785 ล้านบาท ระบบสมาร์ทมิเตอร์ 10,811.6 ล้านบาท และพัฒนาทักษะแรงงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ 972 ล้านบาท วงเงินรวมกว่า 72,568 ล้านบาท คาดช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิมในปีแรก 6,323 ล้านหน่วย

นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตร และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล พร้อมมอบหมายให้ ก.พลังงาน พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งนี้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการอื่น มีผลวันที่ 2 พ.ย. 69 คาดช่วยลดระยะเวลารับเงินและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ SMEs กว่าแสนล้านบาทต่อ 15 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1569302918565767&id=100064582216937&rdid=wEvvBYh9JJjG798P#

ไมโครซอฟท์ เตรียมลดพนักงานราว 60,000 คน!! เสนอแพ็กเกจลาออกสมัครใจ กระทบบริษัททั่วโลก มุ่งลงทุน AI ครอบคลุมหลายแผนก สอดรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเสนอแพ็กเกจ “สมัครใจลาออก” ให้พนักงานราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด เพื่อปรับลดต้นทุน และปรับโครงสร้างกำลังคนให้สอดรับกับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการทุ่มลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พนักงานบางส่วนในสหรัฐ แคนาดา อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ระดับรองประธานบริษัทลงมาจะมีสิทธิรับข้อเสนอดังกล่าว โดยครอบคลุมหน่วยธุรกิจสำคัญ เช่น Xbox, Windows, Copilot และฝ่ายการเงิน

ขณะที่พนักงานบางกลุ่มในธุรกิจศูนย์ข้อมูล การขาย การตลาด ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และควอนตัมคอมพิวติง จะไม่ได้รับข้อเสนอนี้

“เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า ข้อเสนอนี้เปิดทางเลือกให้ผู้ที่กำลังพิจารณาอนาคตการทำงานนอกบริษัท สามารถตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ทันทีพร้อมรับการสนับสนุน โดยสิทธิประโยชน์จะใกล้เคียงกับแพ็กเกจชดเชยกรณีเลิกจ้างทั่วไป”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากไมโครซอฟท์ทยอย “ลดพนักงานหลายหมื่นคน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทเคยเสนอแพ็กเกจเกษียณอายุโดยสมัครใจแก่พนักงานราว 8,750 คน และมีผู้ตอบรับมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสัดส่วนผู้ตอบรับข้อเสนอรอบล่าสุดจะต่ำกว่าครั้งก่อนมาก

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ไมโครซอฟท์มีพนักงานทั้งหมด 223,000 คน โดยจำนวนพนักงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มเร่งลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้งบประมาณ และการจ้างงานในหน่วยธุรกิจอื่นถูกจำกัดมากขึ้น

ไมโครซอฟท์มีกำหนดประกาศผลประกอบการในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาว่าเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัททุ่มลงทุนด้าน AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปรับลดกำลังคนเพื่อโยกทรัพยากรไปลงทุนด้าน AI โดยก่อนหน้านี้ Google ได้เสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกในหลายหน่วยธุรกิจ

ขณะที่ Meta ลดจำนวนพนักงานลงมากกว่า 20,000 คนจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2565
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI มากขึ้น พร้อมปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1258035?anf=
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-26/microsoft-to-offer-buyouts-to-60-000-workers-in-latest-cost-cut?srnd=homepage-americas

‘วราวุธ’ ควบคุมมาตรฐาน!! ชงครม.บังคับแบตเตอรี่ EV เพิ่มความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า ยกระดับมาตรฐาน มอก.ตามสากล สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทย

“วราวุธ” เข้ม! ชงครม. จ่อบังคับแบตเตอรี่ EV-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม-มาตรฐานต้องได้ตามกำหนดเรื่องความปลอดภัย หลังปชช.กังวล เสี่ยงไฟไหม้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับกระแสความนิยมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลจากเหตุเพลิงไหม้รถไฟฟ้าที่มีรายงานเป็นระยะ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความร้อน การชาร์จเกิน หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอความเห็นชอบกำหนดให้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพ.ค.2570 โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้แบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วย มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ มอก. 2952-2561 สำหรับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาตรฐานสากล UN R100 และ UN R136 ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยภายใต้สภาวะวิกฤตที่จำลองใกล้เคียงกับการใช้งานจริงและสถานการณ์อุบัติเหตุ

ข้อกำหนดสำคัญครอบคลุมการทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนน การบีบอัดจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยแบตเตอรี่ต้องไม่เกิดการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์และยังคงสภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเกิน และระบบป้องกันการลัดวงจร การคายประจุเกิน และอุณหภูมิสูงเกินกำหนด ตลอดจนทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และทนไฟจากภายนอกได้นานเพียงพอให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีเวลาหลบหนีออกจากรถ

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 211 มาตรฐาน ในจำนวนนี้เป็นมาตรฐานบังคับหรือสินค้าควบคุม 6 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ สายชาร์จ ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) รวมถึงการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้าง

การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมวางหลักประกันด้านความปลอดภัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจและยั่งยืน

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด!! ลดภาษีแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาท ไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาท ช่วยเกษตรกร-ธุรกิจขนส่งและประชาชน ต่อยอดใช้ชีวภาพ คาดกระตุ้นภาคเกษตร

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ชี้เป็นน้ำมันที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกร ภาคขนส่งและประชาชนได้ พร้อมมอบให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง และประชาชนทั่วไป พร้อมกระตุ้นความต้องการผลิตผลการเกษตรที่ใช้ผลิตน้ำมันทั้งสองชนิด ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อครบกำหนด
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้รับยอดการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.อนุมัติสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยได้มอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวเลขราคาหน้าปั๊มที่ชัดเจน จะต้องรอผลการประชุมดังกล่าว

“เราลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 แล้วก็ไบโอดีเซล B20 ตรงนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร แล้วก็พี่น้องที่ประกอบธุรกิจขนส่ง พี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งก็อยากจะให้ทุกท่านได้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

สำหรับมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายมากกว่าการลดค่าครองชีพด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับภาคเกษตรโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 และ B20 มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร หากประชาชนหันมาใช้น้ำมันทั้งสองชนิดมากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบเกษตรก็จะเพิ่มตาม ซึ่งจะช่วยพยุงราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้

“ถ้าใช้น้ำมัน 2 ประเภทนี้ได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นการเพิ่มอุปสงค์ในเรื่องของสินค้าเกษตรด้วย ก็ช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา แล้วก็ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง และเมื่อปรับลดภาษีสรรพสามิตตามที่ ครม.อนุมัติแล้ว ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมัน E20 และ B20 เมื่อเทียบกับน้ำมันพื้นฐานจะกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจด้านราคาที่ชัดเจนให้ผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง พิจารณาเปลี่ยนมาใช้น้ำมันกลุ่มนี้” นายกฯ กล่าว

สำหรับกรอบเวลาของมาตรการนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การลดภาษีจะดำเนินการในระยะแรก 3 เดือน จากนั้นรัฐบาลจะประเมินผลอีกครั้งว่าจะขยายเวลาหรือปรับมาตรการอย่างไร พร้อมกำชับสื่อมวลชนให้รายงานข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น ไม่ได้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิด

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1/

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ!! เจาะยุทธศาสตร์การทูตปักกิ่ง เมื่อคำเตือนนักท่องเที่ยวอาจสะเทือนความเชื่อมั่น การค้า และการลงทุน มากกว่าคำประณาม เตือนผ่านการกระทำซ้ำๆ สะท้อนความไว้วางใจสำคัญ

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

โดย ดร. พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

การทูตจีนมีหลักการที่ประเทศอื่นควรศึกษาให้ลึก นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพูดแรง หากสามารถทำให้คู่สนทนารู้สึกได้เอง

จีนแทบไม่ใช้ถ้อยคำประณามเหมือนชาติตะวันตก แต่เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของนโยบาย" แทนคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการออกคำเตือนนักท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดทางการค้า การชะลอความร่วมมือบางด้าน หรือการปล่อยให้โครงการเชิงสัญลักษณ์เดินช้าลง เหตุการณ์แต่ละเรื่องอาจอธิบายได้แยกกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

คำเตือนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกซ้ำ สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของพลเมืองจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงผ่านงานปลอม ซึ่งจีนมองว่าเป็นประเด็นที่กระทบศักดิ์ศรีและความมั่นคงของตนเอง

ประเทศไทยต้องเข้าใจว่า สำหรับจีน "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ผลกระทบจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้นำเข้า และหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่าจะเกิดจากมาตรการลงโทษที่ประกาศอย่างเปิดเผย

ปัญหาของไทยคือ เรามักอ่านการทูตจีนด้วยกรอบความคิดแบบตะวันตก รอให้มีคำตำหนิหรือมาตรการคว่ำบาตร จึงจะเชื่อว่ามีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจีนเริ่ม "ส่งสัญญาณ" นั่นอาจหมายความว่าปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองทุกเหตุการณ์เป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะในเวลาเดียวกัน จีนและไทยยังคงยืนยันการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว รวมถึงตกลงเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่การโต้แย้งว่าจีน "เข้าใจผิด" แต่ต้องทำให้จีน ไม่มีเหตุผลที่จะกังวล

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนภาพจับมือ แต่ถูกวัดจากระดับความไว้วางใจ หากความไว้วางใจสั่นคลอน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย

ประเทศที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ถูกมหาอำนาจกดดัน แต่คือประเทศที่มองไม่ออกว่ามหาอำนาจกำลังส่งสัญญาณอะไร

และในทางการทูต...

ความเงียบของจีน หลายครั้ง มีเสียงดังกว่าคำประกาศเสียอีก

‘ศุภชัย’ สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสลิปโอน 7 ล้าน! ปลอม ธ.กสิกรยันไม่พบบัญชีจริง ชี้ ส.ส.แชร์โดยไม่ตรวจสอบ เรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ลงเฟสบุ๊ค…

สลิปปลอม 7 ล้าน! แชร์กันสนุก อวยกัน สุดท้าย ใครจะรับผิดชอบ?

จากเพจที่ถูกยกย่องว่าเป็นเพจคุณภาพ กลับกลายเป็นเพจที่เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ซึ่งธนาคารยืนยันแล้วว่าไม่มีบัญชีดังกล่าวอยู่จริง!

กรณีเพจ Godd Dam เผยแพร่ภาพสลิปกล่าวหาว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เพราะธนาคารกสิกรไทยออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพสลิปในระบบ และการโอนเงินผ่าน K PLUS ทำได้สูงสุดเพียง 5 ล้านบาทต่อวัน

หลักฐานทางธนาคารชัดขนาดนี้ แล้วคนที่รีบแชร์ คนที่เคยยกย่องเพจ จะพูดอย่างไร?
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน นำโพสต์ดังกล่าวไปแชร์ พร้อมข้อความว่า “อยู่ๆก็มี เรื่องราวให้นอนไม่หลับ”

ผมอยากถามว่า ก่อนแชร์ได้ตรวจสอบอะไรบ้าง หรือเพียงเพราะข่าวนั้นกล่าวหานายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่าน่าเชื่อถือพอที่จะส่งต่อให้ประชาชน?

เป็น สส. ไม่ใช่แค่คนเล่นเฟซบุ๊ก!
ทุกข้อความที่เผยแพร่มีน้ำหนัก มีผลต่อความเชื่อถือของประชาชน และมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมกำกับอยู่ จะอ้างว่าแค่แชร์แล้วจบไม่ได้

ส่วน นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีรายงานว่าเคยยกย่อง Godd Dam ว่าเป็นเพจคุณภาพ คนเบื้องหลังมีฝีมือ และกล่าวถึงการเป็นพันธมิตรกัน

วันนี้เมื่อเพจดังกล่าวตกเป็นประเด็นเผยแพร่สลิปปลอม ผมจึงอยากถามนายศิริโชคว่า
เพจคุณภาพที่คุณเคยชื่นชม คุณใช้มาตรฐานอะไรตัดสิน?

คนเบื้องหลังที่คุณยกย่องว่ามีฝีมือ วันนี้คุณยังยืนยันคำชื่นชมนั้นหรือไม่?
และคำว่า “พันธมิตร” ที่คุณเคยกล่าวถึง มีความหมายและขอบเขตความสัมพันธ์อย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านายศิริโชคเกี่ยวข้องกับการจัดทำสลิป แต่เมื่อเคยออกหน้าชื่นชมเพจต่อสาธารณะ ก็สมควรชี้แจงต่อสาธารณะเช่นกัน

อย่าทำให้มาตรฐานการตรวจสอบทางการเมืองกลายเป็นว่า ข่าวกล่าวหาฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ รีบแชร์ รีบเชียร์ แต่พอความจริงปรากฏ กลับเงียบเสียง!

ผมสนับสนุนให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองทุกคนอย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานว่าทุจริต ก็ต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

แต่การตรวจสอบกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นคนละเรื่องกัน!
อย่าเอาคำว่าเสรีภาพมาบังหน้าความไม่รับผิดชอบ อย่าเอาคำว่าตรวจสอบทุจริตมาเป็นข้ออ้างให้ข่าวปลอม และอย่าเอายอดไลก์ยอดแชร์มาแทนพยานหลักฐาน!
กรณีนี้ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดว่า ใครทำสลิป ใครเผยแพร่ ใครรู้เห็น และใครมีเจตนาส่งต่อข้อมูลทั้งที่ทราบว่าเป็นเท็จ โดยให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องตอบคำถามเรื่องความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเองด้วย
อย่าเก่งแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่พอถึงเวลาตรวจสอบตัวเองกลับหาข้ออ้างสารพัด!

สลิปปลอมอาจทำขึ้นได้ในไม่กี่นาที แต่ความน่าเชื่อถือที่เสียไป ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนได้ด้วยการลบโพสต์!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=29320292884244908&id=100000727533976&rdid=fozWp51VLKeatoOP#

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ (ตอนนี้ มิจฉาชีพกำลังส่งข้อความไปขอแอดกับ บางคน อย่าเชื่อตามนะคะ)

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ

ตอนนี้ #มิจฉาชีพ กำลังส่งข้อความไปขอแอดกับบางคน
+
ทัก inbox ไปชวนลงทุน/ชวนเข้ากลุ่มไลน์

#อย่าหลงเชื่อ ตาม และช่วยกด report ให้ด้วยนะคะ

https://www.facebook.com/share/p/1G9sB9DMPC/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10240826190725550&id=1037140385&mibextid=wwXIfr&rdid=QBCXGYdR8yO46hKM#

‘แฮร์รี เคน’ คว้าบัลลงดอร์!! ได้รางวัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 เอาชนะ ‘เอ็มบัปเป’ และ ‘ยามาล’ เป็นนักเตะอังกฤษแรกใน 25 ปี บาเยิร์น มิวนิกเจิดจ้าในงานนี้

แฮร์รี เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ และสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ไปครองได้สำเร็จ ในงานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมหรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ซึ่งปีนี้จัดที่ลอนดอน พัลลาเดียม เธียร์เตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

เคนทำผลงานได้อย่างร้อนแรงทั้งกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ จนสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะอันดับสอง คีลิยาน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และสโมสรเรอัล มาดริด และอันดับสาม ลามิน ยามาล แข้งทีมชาติสเปน และสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน

ซึ่งเจ้าตัวเผยหลังรับรางวัลนี้ ว่า “ผมแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย, การได้มาอยู่ที่นี่ในกรุงลอนดอนทำให้มันยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผมในคืนนี้ครับ ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมนะ ผมเข้าใจดีว่าปีนี้คงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อยเลย”

“มีนักเตะระดับโลกหลายคนอยู่ที่นี่ในคืนนี้ ของแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้มีชื่อเข้าชิงทุกรางวัลในค่ำคืนนี้ และมันแสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและการทำงานหนักสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง”

บทสรุปแต่ละรางวัลในงานประกาศรางวัลประจำปีนี้

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายหญิง เป็นของ อเล็กเซีย ปูเตยาส จากสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว หลังจากเคยได้มาแล้วเมื่อปี 2021 และ 2022

ด้านรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย ลามิน ยามาล ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันของเจ้าตัว

โดยยามาล เผยหลังได้รับรางวัลดังกล่าวว่า “มันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้และได้รับรางวัลนี้ ผมอยากเห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง คูบาร์ซี อยู่ตรงนี้ เพราะผมคิดว่ารางวัลนี้ควรเป็นของเขา เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากหลายครั้ง นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ผมได้รางวัลนี้ ผมอยากขอบคุณสโมสรและทีมชาติของผม”

ส่วนรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิงเป็นของ วิกกี โลเปซ จากบาร์เซโลนาทีมหญิง

รางวัลโค้ชทีมชายยอดเยี่ยมแห่งปี : หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ทีมชาติสเปน

รางวัลโค้ชทีมหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี : เปเร โรเมอู จากทีมหญิงบาร์เซโลนา

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย : อูไน ซิมอน จากสโมสรแอธฯ บิลเบา และทีมชาติสเปน

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิง : คาตา โคลล์ จากทีมหญิงบาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน

รางวัลโซคราเตส อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษในวงการฟุตบอล ซึ่งมอบให้กับนักฟุตบอลหรือองค์กรด้านฟุตบอลที่มีผลงานโดดเด่นด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือสังคม การพัฒนาชุมชน หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปีนี้เป็นของ บูกาโย ซากา จากอาร์เซนอล

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมชาย : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมหญิง : บาร์เซโลนา

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายหญิง : ชาร์ลิน คอร์รัล จากสโมสรปาชูกา และทีมชาติเม็กซิโก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10451198


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top