Thursday, 3 September 2026
NEWS FEED

Veeam ชูศักยภาพ AI คุมข้อมูล!! เปิดตัว agentic AI ช่วยธุรกิจไทย รับมือกฎ PDPA และ AI governance ลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพงานความเป็นส่วนตัว ขยายขีดความสามารถควบคุม AI ด้วย DataAI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Veeam Software ซึ่งเป็น The Data and AI Trust Company นำเสนอ agentic AI ศักยภาพสูงบน Veeam DataAI™ Command Platform โดยออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรนำมาตรการดูแลด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและ AI governance ไปปฏิบัติได้จริงในสภาพแวดล้อมข้อมูลและ AI ที่ซับซ้อน

องค์กรธุรกิจในประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยกำหนดหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในระบบ AI รวมถึงข้อพิจารณาด้านการขอความยินยอมและการโอนข้อมูลข้ามพรมแดน ทั้งนี้ ร่างแนวปฏิบัติของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาและการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติ AI ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 มีข้อเสนอเกี่ยวกับข้อกำหนดเพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย โทษปรับทางปกครองสะสมภายใต้ PDPA มีมูลค่าเกินกว่า 21.5 ล้านบาท จาก 6 กรณี และ 9 คำสั่ง รวมถึงค่าปรับ 8 รายการ มูลค่ารวม 14.5 ล้านบาท ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ PDPA ยังกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งต่อสำนักงาน PDPC ในทันที หรือภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่ทราบถึงเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่การละเมิดนั้นไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล อย่างไรก็ตาม โปรแกรมที่ใช้ในการบริหารจัดการความเป็นส่วนตัวจำนวนมากยังต้องอาศัยการประเมินด้วยตนเอง สเปรดชีต และกระบวนการทำงานที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการอาวุโสประจำประเทศไทยของ Veeam กล่าวว่า “สำหรับองค์กรธุรกิจไทย เรื่องนี้ไม่ใช่การถกเถียงในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป เพราะ PDPC ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใน AI ขณะที่ ETDA ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ AI ว่าทุกธุรกิจต้องแสดงให้เห็นได้ว่า AI ขององค์กรใช้ข้อมูลอย่างไร รวมทั้งตอบสนองนโยบายการกำกับดูแลอย่างไร ขณะที่ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล(regulated sectors)ต่างขยายขอบเขตการใช้งาน AI ดังนั้น ความสามารถในการแสดงหลักฐานของการกำกับดูแล ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตั้งแต่แรก ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเพิ่มภายหลัง”

นอกจากนี้ องค์กรธุรกิจในประเทศไทยวางใจเลือกใช้ Veeam ในด้าน Data Resilience มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) สามารถลดระยะเวลาการกู้คืนและการค้นหาข้อมูลจากหนึ่งชั่วโมงเหลือเพียงห้านาที ขณะที่ KBTG ซึ่งเป็นบริษัทในเครือธนาคารกสิกรไทย ประหยัดเวลาการทำงานด้านธุรการได้ราว 900 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย; และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไอทีได้ถึง 99% ความเชี่ยวชาญด้านการกู้คืนข้อมูลที่สั่งสมมานี้ จึงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการขยายขีดความสามารถด้านการกำกับดูแลในยุค Agentic AI
เมื่อผู้ใช้งานเลือกตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เช่น การปฏิเสธเทคโนโลยีการติดตาม หรือจำกัดวิธีการที่ข้อมูลของตนจะถูกป้อนให้กับโมเดลของ AI ความต้องการเหล่านั้นต้องได้รับการตอบสนองจากทุกระบบที่ข้อมูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะระบบที่ผู้ใช้กดเลือกเท่านั้น โดย Consent Agent ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุช่องว่างที่เกี่ยวข้องกับการขอความยินยอมและสนับสนุนเวิร์กโฟลว์การแก้ไข ทำให้ทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว กฎหมาย และการตลาดมองเห็นการกำกับดูแลการขอความยินยอมทั่วทั้งระบบที่เชื่อมโยงกันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก Consent Agent แล้ว Veeam ยังได้แนะนำ AI agents เพิ่มอีกสองตัวที่ช่วยแบ่งเบางานปฏิบัติการที่ใช้เวลามากที่สุดออกจากทีมงานด้านความเป็นส่วนตัว ซึ่งรวมถึงการทำแบบฟอร์มออนไลน์สำหรับคำขอด้านความเป็นส่วนตัวและการประเมินการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปให้เป็นแบบอัตโนมัติด้วย

“ในโลกยุคปัจจุบัน วิธีการคิดในด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ต้องปรับเปลี่ยนให้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง นโยบายที่ตายตัวและการรายงานรายไตรมาสถูกออกแบบมาสำหรับโลกที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าและ AI ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ ทว่า โลกใบนั้นได้จบสิ้นลงแล้ว” Michael Dolan รองประธานและ Chief Privacy Officer ของ Best Buy กล่าว

PrivacyOps AI agents บนเฟรมเวิร์กของ DataAI Command Platform
Consent Agent, Data Subject Request Agent และ Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของ Veeam DataAI™ Command Platform โดยทำให้เวิร์กโฟลว์ด้านความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแล AI ที่มีความซับซ้อนสามารถดำเนินงานได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมงานเน้นการตัดสินใจที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์

Consent Agent: AI agent แบบครบวงจรสำหรับการกำกับดูแลการขอความยินยอมและการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริหารจัดการระบบการขอความยินยอมแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแบนเนอร์และการทดสอบอัตโนมัติ ไปจนถึงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องและการแก้ไขอัตโนมัติ โดยจับสัญญาณการขอความยินยอมของผู้ใช้จากโดเมนของลูกค้า รวมถึงการตั้งค่าคุกกี้ การปฏิเสธข้อเสนอทางการตลาด การเพิกถอนสิทธิ์สำหรับการปรับแต่งด้วย AI และข้อจำกัดการประมวลผลปลายทาง จากนั้นจะช่วยส่งต่อและบังคับใช้สัญญาณเหล่านั้นในระบบที่เชื่อมโยงและได้รับการกำหนดค่าให้รองรับความต้องการดังกล่าว รวมถึงแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ AI pipelines เทคโนโลยีโฆษณา แอปพลิเคชัน SaaS และระบบนิเวศของบุคคลที่สาม ด้วยพลังจากฐานข้อมูลกฎระเบียบของ Veeam เอเจนต์นี้ให้บริการการประเมินความเสี่ยงภายใต้ขอบเขตอำนาจทางกฎหมาย (jurisdiction-aware risk scoring) และแดชบอร์ดแบบรวมศูนย์ โดย Consent Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Data Subject Request Agent: สร้างและดูแลแบบฟอร์มสำหรับรับคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูลที่กำหนดค่าให้เหมาะกับขอบเขตการดำเนินงานและกฎระเบียบขององค์กร ทีมงานสามารถจัดทำแบบฟอร์มได้ภายในไม่กี่นาทีและปรับให้เป็นปัจจุบันตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ โดยไม่ต้องรอการตรวจสอบจากฝ่ายกฎหมายหรือใช้เวลาของนักพัฒนาทุกครั้งที่กฎหมายมีการเปลี่ยนแปลง Veeam ประมาณการว่า Data Subject Request Agent สามารถลดเวลาในการจัดทำแบบฟอร์มคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล (DSR) ได้ราว 50% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและการนำไปใช้งานขององค์กร โดย Data Subject Request Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

Assessment Agent: วิเคราะห์หลักฐานสนับสนุนเพื่อจัดทำคำตอบสำหรับแบบประเมินที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละองค์กร ครอบคลุมการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) การประเมินความสอดคล้องตาม EU AI Act และแบบสอบถามความเสี่ยงของผู้ขาย โดย Assessment Agent พร้อมให้บริการแล้วในวันนี้

สร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานด้านความเป็นส่วนตัว การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแล AI

ความสามารถต่าง ๆ ที่กล่าวถึงนี้มีอยู่ใน Veeam DataAI™ Command Platform ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบครบวงจรสำหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลและ AI โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ผสานรวม DataAI Security, DataAI Governance, DataAI Compliance, DataAI Privacy และ DataAI Resilience เข้าด้วยกัน และขับเคลื่อนด้วย DataAI Command Graph ซึ่งเป็นชั้นข้อมูลอัจฉริยะของ Veeam ที่มีส่วนเชื่อมต่อหลายร้อยรายการ ครอบคลุมสภาพแวดล้อมบนคลาวด์ SaaS และภายในองค์กร

DataAI Privacy ขับเคลื่อนด้วย People Data Graph ซึ่งเป็นกราฟข้อมูลอัจฉริยะด้านอัตลักษณ์ (identity intelligence graph) ที่ออกแบบมาเพื่อรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั้งแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างเข้าด้วยกันในสภาพแวดล้อมไฮบริดมัลติคลาวด์ สิ่งนี้สนับสนุนการบังคับใช้นโยบายแบบเรียลไทม์ตามเขตอำนาจกฎหมาย และสร้างหลักฐานที่พร้อมสำหรับการตรวจสอบ (audit-ready evidence) ว่ามีการนำเจตนารมณ์และนโยบายไปปรับใช้อย่างไร AI agents ของ Veeam ทำงานบนบริบทที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นภาพรวม ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงช่วยให้การกำกับดูแลก้าวทันกับ AI
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AI agents เหล่านี้ได้ที่บล็อกของ Veeam ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.veeam.com

ดราม่าหลังไทยโค่นจีนไม่เป็นผล!! สื่อจีนปั่นดราม่าโค้ชอ๊อด “ดีใจเกินงาม” ชาวเน็ตจีนสวนกลับขี้แพ้ชวนตี ชี้ควรโฟกัสผลงานในสนาม ชาวเน็ตจีนย้ำไทยชนะสมควรได้ฉลอง

‘สูตรสำเร็จปั่นดราม่า’ จุดไม่ติด สื่อจีนแซะโค้ชลูกยางไทย 'ดีใจจนเกินงาม' เจอชาวเน็ตจีนสวนยับ ‘อย่าทำนิสัยขี้แพ้ชวนตี’

หลังจบศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ นครเทียนจิน ซึ่งทีมนักตบสาวไทยสร้างมหากาพย์พลิกแซงเอาชนะเจ้าภาพทีมชาติจีนไปได้อย่างดุเดือด 3-2 เซต คว้าแชมป์พร้อมคว้าตั๋วตรงสู่โอลิมปิกเกมส์ ลอสแอนเจลิส 2028 ไปครองได้สำเร็จ

ท่ามกลางความดีใจของแฟนกีฬาชาวไทย สื่อโซเชียลจีนอย่าง "เถียนเสี่ยวเม่ยคุยเรื่องกีฬา" (甜小妹说球) กลับออกมาโพสต์บทความเชิงตำหนิการแสดงออกของ “#โค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร” หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย จนกลายเป็นประเด็น

สื่อดังกล่าวระบุว่า การที่โค้ชเกียรติพงษ์ปล่อยโฮและกระโดดโลดเต้นฉลองชัยชนะอย่างสุดเหวี่ยงในสนามของจีน เป็นพฤติกรรมที่ "ไม่ให้เกียรติเจ้าภาพ" พร้อมยกเหตุผลว่า ฝั่งตรงข้ามคือนักกีฬาดาวรุ่งจีนที่กำลังใจสลายหลังกรำศึกหนักถึง 5 เซต ยิ่งไปกว่านั้น สื่อรายนี้ยังพยายามดึงประเด็นส่วนตัวมาผูกโยง โดยอ้างว่าในฐานะที่เขาเป็นสามีของ "เฝิงคุน" มือเซตระดับตำนานของจีน และได้รับความเอ็นดูจากวงการวอลเลย์บอลจีนมาโดยตลอด เขาควรจะรักษาน้ำใจของฝั่งจีนให้มากกว่านี้

#ชาวเน็ตจีนไม่เอาด้วยแถมรุมจวกเละ

ทว่าความพยายามในการปลุกกระแสชาตินิยมและสร้างความคับแค้นใจกลับ "กลับตาลปัตร" อย่างสิ้นเชิง เมื่อแฟนวอลเลย์บอลและชาวเน็ตจีนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะคล้อยตาม คอมเมนต์ยอดนิยมใต้บทความกลายเป็นการรวมพลังสั่งสอนผู้เขียนอย่างดุเดือด โดยมองว่านี่คือทัศนคติของคน "ขี้แพ้ชวนตี" ที่ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย

ความคิดเห็นจากชาวเน็ตจีนที่ได้รับยอดกดไลก์เยอะ สะท้อนมุมมองที่ตรงไปตรงมา เช่น

-"แพ้ก็คือแพ้ คนอื่นเขาฉลองแล้วจะไปอิจฉาตาร้อนทำไม"
-"คนเขียนนี่เพี้ยนเหรอ? คนอื่นเขาได้แชมป์ จะให้เขาแอบดีใจเงียบๆ เพราะกลัวเจ้าบ้านที่ไม่เอาถ่านจะอารมณ์เสียหรือไง"
-"ผู้ชนะคือผู้กล้า คนเขาชนะแล้วจะไม่ให้เขาดีใจได้ยังไง หรือจะให้เขาร้องไห้ตามคนแพ้?"
-"แม่ทัพที่พ่ายศึก จะมาเรียกร้องศักดิ์ศรีอะไร ตัวเองได้เปรียบทั้งเสียงเชียร์ในบ้านแต่เล่นห่วยเอง ไม่ยอมมองหาข้อบกพร่อง แต่กลับมาเขียนโจมตีคนอื่น ใจแคบเกิ๊น"

#ชาตินิยมยุคใหม่ที่ใช้เหตุผล

ปรากฏการณ์ทัวร์ลงสื่อชาติตัวเองในครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า สังคมและแฟนกีฬารุ่นใหม่ของจีนมีวุฒิภาวะสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขามองการแข่งขันกีฬาด้วยหลักความเป็นมืออาชีพ เข้าใจดีว่าความสุขและการหลั่งน้ำตาหลังชัยชนะของโค้ชไทยคืออารมณ์ร่วมที่บริสุทธิ์ของมนุษย์

กระแสชาตินิยมแบบมืดบอดที่มักถูกสื่ออิสระ (Self-Media) จีนนำมาใช้เป็น "สูตรสำเร็จล่ายอดวิว" นั้นเริ่มใช้ไม่ได้ผลในยุคปัจจุบัน เพราะแฟนกีฬาจีนเลือกที่จะเคารพความพยายามของผู้ชนะ พร้อมทั้งมองความพ่ายแพ้ของทีมชาติตนเองอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบอยู่หลังข้ออ้างเรื่องมารยาทที่ไร้น้ำหนัก

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1435783608415443/?rdid=oOKtvbMODdTdUyDO#

ไทยลุยปราบชาวต่างชาติ!! หวั่นกิจกรรม "สีเทา" กระทบธุรกิจไทย รวมเครือข่ายผิดกฎหมายทั่วประเทศ ชี้ลดโอกาสแรงงานและเสียธรรมาภิบาล รอแนวทางคุมเข้มธุรกิจต่างชาติให้โปร่งใส

ประเทศไทยจะหยุดชาวต่างชาติที่เข้ามาเอาเปรียบประเทศได้อย่างไร?

ผู้ติดตามจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่าพวกเขากังวลเกี่ยวกับกิจกรรม “สีเทา” ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและธุรกิจไทย โดยกิจกรรมเหล่านี้รวมถึง:

🏢 การใช้บริษัทตัวแทนและบริษัทที่ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของโดยไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง
🎰 เครือข่ายการพนันผิดกฎหมาย
🚫 การหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
📞 ศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์
💸 การปล่อยสินเชื่ออย่างผิดกฎหมาย
.
และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

กิจกรรมเหล่านี้บั่นทอนธุรกิจไทยที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง ลดโอกาสของแรงงานไทย และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในภาคการผลิต การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

แล้วประเทศไทยควรทำอย่างไรเพื่อจัดการกับกิจกรรมเหล่านี้ และทำให้มั่นใจว่าธุรกิจของชาวต่างชาติดำเนินงานอย่างถูกกฎหมายและเป็นธรรม?

แสดงความคิดเห็นของคุณด้านล่าง

ประวัติศาสตร์ลูกยางไทย!! ตบสาวไทยกู้ศักดิ์ศรีเอเชีย ชนะจีน 3-2 เซต ล้มเจ้าภาพจีนต่อหน้าแฟนเทียนจิน คว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 ตีตั๋วลุยโอลิมปิก 2028 ทะยานขึ้นอันดับ 14 โลกชั่วคราว

วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Women's Volleyball Continental China 2026) ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เกมในรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 30 ส.ค.69 วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 17 ของโลก พบกับ จีน เจ้าถิ่น ทีมอันดับ 7 ของโลก ซึ่งนัดนี้มีตั๋วไปโอลิมปิก 2028 ที่แอลเอ สหรัฐอเมริกา เป็นเดิมพัน

เกมกับจีน ผู้เล่น 6 คนแรกของไทย ประกอบไปด้วย พรพรรณ เกิดปราชญ์ , พิมพิชยา ก๊กรัมย์ , ชัชชุอร โมกศรี, ศศิภาพร จันทวิสูตร, แก้วกัลยา กมุลทะลา, ทัดดาว นึกแจ้ง โดยมีปิยะนุช แป้นน้อย เป็นตัวรับอิสระ หรือ ลิเบอโร่

ผลการแข่งขันนัดนี้สู้กันอย่างสนุก ถึง 5 เซต ก่อนจะเป็น ตบสาวไทย เล่นได้อย่างสุดยอด เอาชนะ จีนไป 3-2 เซต 25-20, 11-25, 23-25, 25-18, 15-10 ผงาดคว้าแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 ต่อจากปี 2009 2013 และ 2023 พร้อมได้ตั๋วไปโอลิมปิก 2028 ที่สหรัฐอเมริกา กลายเป็น 1 ใน 12 ทีมของโลก ถือเป็นโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากรอคอยมากว่า 62 ปี

อันดับโลกล่าสุด วอลเลย์บอลหญิงไทย
จากชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ ผงาดแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 วอลเลย์บอลสาวไทย ได้คะแนนสะสมอันดับโลกเพิ่ม 10.35 รวม 230.68 คะแนน ทะยานไปรั้งอันดับ 14 ของโลกเป็นการชั่วคราว ส่วนจีน คะแนนสะสมลดลงเหลือ 311.82 แต่ยังรั้งอันดับ 7 ของโลกเท่าเดิม

ที่มา : https://www.tnews.co.th/sport/volleyball/658216

‘นิพนธ์’ เตือน ‘สิงโต’ !! ชี้นักการเมืองรุ่นใหม่ ต้องไม่ตกในบ่อน้ำเน่า อย่าเล่นการเมืองด้วยข่าวลือ ย้ำใครออกโฉนดทับที่สาธารณะต้องรับผิดเอง ยกกรณีบุกรุกโบราณสถานชัดเจน

“นิพนธ์” เตือน “สิงโต” คิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่ากระโดดลงบ่อน้ำเน่าการเมืองเก่า ย้ำใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นรับผิด ยกกรณีบุกรุกโบราณสถานที่ศาลยังสั่งจำคุก

จากกรณีที่นายศักดิ์สิทธิ์ (สิงโต) ขาวทอง สส.สงขลา แชร์เนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ พร้อมข้อความในลักษณะพาดพิงนักการเมือง น. ในพื้นที่นั้น

ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนเกิดและเติบโตที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ บ้านและครอบครัวประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ทุกวันนี้สถานประกอบการของครอบครัวก็มีที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่ง ทั้งที่จะนะและสิงหนคร มีการประกอบธุรกิจที่สามารถตรวจสอบได้ ทำมาหากินอย่างเปิดเผยตามกฎหมาย

“บ้านผมสอนลูกหลานมาตลอดว่า จะหาเงินต้องหาอย่างสุจริต ทำมาหากินก็ต้องมีอาชีพ มีสถานประกอบการเป็นหลักเป็นแหล่ง ให้คนตรวจสอบได้ เงินที่เอากลับเข้าบ้านต้องเป็นเงินที่เราตอบได้ว่ามาจากไหน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัวไม่เคยสอน คือการให้ลูกหลานแสวงหารายได้จากสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบ่อนการพนัน ทำเว็บพนัน ใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินี หรือทำธุรกิจอย่างหนึ่งไว้บังหน้ากิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

“ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่เคยสอนว่า ถ้าอยากมีเงินก็ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย เราโตมากับคำสอนว่า เงินสุจริตอาจหาได้ช้ากว่า แต่ใช้ได้อย่างไม่ต้องหลบหน้าใคร”

นายนิพนธ์กล่าวถึงกรณีที่ดินกุโบร์ท่ายาง นาทับว่า ขอให้สังคมแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับการกล่าวหาทางการเมืองให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่มีที่ดินอยู่ในบริเวณกุโบร์ที่กำลังเป็นข่าวแม้แต่แปลงเดียว
“ผมพูดตรง ๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ”

“ส่วนใครที่มีที่ดินอยู่ตรงนั้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าเอาที่สาธารณะไปออกโฉนดโดยมิชอบ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอง ต้องเพิกถอน ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย จะเป็นใคร เป็นญาติใคร หรืออยู่ฝ่ายการเมืองไหนก็ไม่เกี่ยว เพราะคนทำต้องรับผิด ไม่ใช่เอานามสกุลของคนอื่นไปรับผิดแทน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า หลักดังกล่าวไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะในจังหวัดสงขลาเองก็เคยมีกรณีบุกรุกพื้นที่ของรัฐและโบราณสถานที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ซึ่งนายศักดิ์สิทธิ์เองก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้เป็นอย่างดี

“กรณีคนเข้าไปบุกรุกโบราณสถาน เขาน้อย-เขาแดง นายศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้จักดี เพราะมีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดอยู่ในคดีนั้น และศาลก็มีคำพิพากษาแล้วว่าใครทำ ใครต้องรับผิด”

คดีดังกล่าวเป็นกรณีลักลอบขุดดินออกจากพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย อ.สิงหนคร จนเกิดหลุมลึกประมาณ 20 เมตร และอยู่ห่างจากฐานเจดีย์โบราณเพียง 34 เมตร โดยศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาจำคุกจำเลยหลัก 2 ราย คนละ 6 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.5 ล้านบาท และจำเลยอีก 3 รายถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยหนึ่งในจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเท่ากับเป็นญาติผู้ใหญ่ของนายศักดิ์สิทธิ์โดยตรง

“ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อเอาครอบครัวใครมารับผิดแทนกัน แต่ยกขึ้นมาให้เห็นหลักง่าย ๆ ว่า ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน เช่นเดียวกัน ถ้าที่กุโบร์มีใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นก็รับผิด จะเอาเรื่องของคนนั้นมาแต่งต่อแล้วโยนมาใส่ผมไม่ได้ เพราะแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนที่ได้อ่านก็เชื่อได้ว่ากล่าวหาใคร”

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ในการทำงานการเมือง ตนได้รับการสอนเช่นเดียวกันว่า อำนาจและตำแหน่งมีไว้ทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ และการได้มาซึ่งคะแนนเสียงควรเกิดจากผลงาน ความไว้วางใจ และการอยู่กับประชาชน ไม่ใช่จากอำนาจของเงินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้
“ผมเป็นนักการเมือง ก็ต้องลงพื้นที่ ทำงาน แก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรให้บ้านเมือง ที่บ้านไม่ได้สอนว่าอยากเป็นนักการเมืองก็ไปหาเงินสีเทามาซื้อใจประชาชน ไม่ได้สอนว่าเงินมาจากไหนไม่สำคัญ ขอเพียงมีมากพอสำหรับเลือกตั้ง สำหรับผม เงินทุกบาทต้องตอบประชาชนได้ว่ามาจากไหน เพราะถ้าวันหนึ่งนักการเมืองต้องพึ่งเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย วันนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังเงินก้อนนั้นต่างหากที่จะกลายเป็นเจ้าของนักการเมือง”

นายนิพนธ์กล่าวว่า ตนเห็นนายศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนลูกหลาน จึงอยากเตือนด้วยความหวังดีว่า หากตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็ควรเริ่มต้นจากการทำการเมืองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ควรหยิบข่าวลือหรือข้อสงสัยมาปรุงแต่งให้กลายเป็นข้อกล่าวหา

“สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง ผิดตรงไหนก็ให้กฎหมายจัดการ แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน อย่าเอาเรื่องตามร้านน้ำชามาเต้าข่าวแล้วสาดใส่คนอื่น เพราะการเมืองแบบนั้นไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเลย และถ้าจะยึดหลักว่าที่ดินของรัฐต้องได้รับการปกป้อง ผมเห็นด้วยเต็มร้อย กุโบร์เป็นที่สาธารณะ ก็ต้องปกป้อง โบราณสถานก็ต้องปกป้อง ที่หลวงก็คือที่หลวงเหมือนกันทั้งหมด ใครบุกรุก ใครเอาไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ คนนั้นต้องรับผิด ใช้มาตรฐานเดียวกัน อย่าเลือกความถูกต้องเฉพาะเรื่องที่ตัวเองเอาไปโจมตีคนอื่นได้”

นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิดและวิธีทำการเมือง อยากเป็นการเมืองรุ่นใหม่ ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน อย่าใช้เงินที่ตอบที่มาไม่ได้ซื้อใจคน และอย่าใช้ข่าวที่ตอบข้อเท็จจริงไม่ได้ทำลายคนอื่น เพราะคนสงขลาเขาดูออกว่าใครทำมาหากินอะไร ใครอยู่กับประชาชนอย่างไร และใครสร้างตัวมาจากไหน ดังนั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่คนอื่น อย่าลืมว่าประชาชนเขาก็มองกลับมาที่ตัวเราและคนรอบตัวเราเหมือนกัน หากที่ดินแปลงใดที่นายสิงโตกล่าวว่าเป็นที่กุโบร์และเป็นที่สาธารณะควรแจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดและดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ผู้ออกโฉนด ดีกว่าโพสต์บน social media หวังโหนกระแสไปวันๆ

“สวนนงนุชพัทยา” เดินหน้ามรดกสีเขียว!! ทูตฟิลิปปินส์ ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา ส่งต่อมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว ร่วมส่งต่อธรรมชาติบนแผ่นดินไทย ต้นไม้หนึ่งต้น มิตรภาพหนึ่งราก

จากมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว เอกอัครราชทูต ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา

วันนี้ 30 สิงหาคม 2569 เวลา16.00 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะให้การต้อนรับ นางมิลลิเซนต์ ครูซ ปาเรเดส เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำราชอาณาจักรไทย ในโอกาสร่วมกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศ และร่วมส่งต่อมรดกสีเขียวให้แก่ประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป

กิจกรรมจัดขึ้น ณ สวนรุกขชาติ บริเวณเชิงเขาบันไดกฤษ สวนนงนุชพัทยา โดยเอกอัครราชทูตได้ปลูก “ต้นเลือดใบเล็ก” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทย พบตามธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อร่วมอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทยให้เติบโตและคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสวนรุกขชาติแห่งนี้

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยามีแนวคิดพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และศึกษาพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีคุณค่าและหายากจากทั้งประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ต้นไม้แต่ละต้นไม่เพียงได้รับการอนุรักษ์ แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของพันธุ์ไม้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้“ต้นไม้ที่ปลูกในวันนี้อาจเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ในอนาคตจะกลายเป็นทั้งมรดกทางธรรมชาติและสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่เติบโตอยู่บนแผ่นดินไทย”

ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยาได้รับอนุญาตจาก กรมป่าไม้ ให้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่กว่า 43 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสวนรุกขชาติอย่างสมบูรณ์ โดยสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาพื้นที่ การรวบรวมและปลูกพันธุ์ไม้ ตลอดจนการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้ทั้งหมดอย่างต่อเนื่องการร่วมปลูกต้นไม้ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการ “ปลูกมิตรภาพให้หยั่งรากบนแผ่นดินไทย” และร่วมสร้างมรดกทางธรรมชาติที่จะเติบโตและคงอยู่ให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรพรรณไม้

THAILAND MORAL AWARDS 2025 ยกย่อง 109 ต้นแบบความดีทั่วประเทศ ส่งเสริมคุณธรรมชี้นำสังคมไทย ความดีเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคม ศูนย์คุณธรรมครบรอบ 15 ปี

องคมนตรีมอบ 109 รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิดชู “ต้นแบบความดีของประเทศ” ส่งต่อพลังความดีสู่สังคม

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ยกย่อง 109 ผลงานและต้นแบบคุณธรรมจากทั่วประเทศ ครอบคลุมสื่อ บุคคล ชุมชนและองค์กร ตอกย้ำ “รางวัลคุณธรรมระดับประเทศ” และ “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท ท่ามกลางภาคีเครือข่ายคุณธรรมจากทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็น สักขีพยาน พร้อมเดินหน้าส่งต่อเรื่องราวความดีจากต้นแบบสู่พลังขับเคลื่อนสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “ความดี ที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม”

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ศูนย์คุณธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัล พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย และผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า การมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ในปีนี้ เป็นภาพสะท้อนสำคัญว่าประเทศไทยมี “ต้นแบบความดี” กระจาย อยู่ในทุกพื้นที่และทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งคนทำงาน สื่อ ชุมชน และองค์กร ซึ่งอาจมีบทบาท วิธีการ และพื้นที่ การทำงานแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ การใช้คุณธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและส่วนรวม

“ผู้ที่ได้รับรางวัล 109 รายในครั้งนี้ หมายถึง 109 ต้นแบบที่กำลังบอกกับสังคมว่า ความดีเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ สิ่งสำคัญหลังจากได้รับรางวัลจึงไม่ใช่การหยุดอยู่ที่ความภาคภูมิใจ แต่คือการทำให้เรื่องราว วิธีคิด และสิ่งที่ต้นแบบเหล่านี้ลงมือทำ สามารถส่งต่อไปถึงคนอื่น และจุดประกายให้เกิดการทำความดีเพิ่มขึ้นในสังคม” รศ.นพ.สุริยเดวกล่าว

สำหรับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 มีผู้ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งผู้ได้รับรางวัลล้วนสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการทำความดีที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้พลังของสื่อสร้างค่านิยมเชิงบวก การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไปจนถึงการรวมพลังของชุมชนและองค์กรในการแก้ไขปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รางวัล THAILAND MORAL AWARDS มีความสำคัญในการยกย่องและเชิดชูบุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อ ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมคุณธรรมและมีส่วนสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม การมอบรางวัลจึงมิได้เป็นเพียงการประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับ

รางวัลเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้เรื่องราวของความดีได้รับการมองเห็นและส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจไปสู่ผู้คนใน วงกว้าง เพราะความดีอาจเริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียว แต่เมื่อสังคมมองเห็น ยอมรับ และร่วมกันส่งต่อ ความดีนั้นย่อมสามารถกลายเป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญของการนำมิติทางวัฒนธรรมและคุณธรรมมาเป็นรากฐานในการพัฒนาคนและสังคม เพราะการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมิได้วัดจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากยังต้องวัดจากคุณภาพของผู้คน และความสามารถของคนในสังคมที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรับผิดชอบ ความเคารพ และความเกื้อกูลต่อกัน

“ผู้ได้รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ทุกท่าน มิได้เป็นเพียง “ผู้ได้รับรางวัล” แต่คือ “ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด ทุกคนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ รางวัลที่ได้รับในวันนี้จึงเป็นทั้งกำลังใจในการเดินหน้าทำสิ่งดี ๆ ต่อไป ขณะเดียวกัน เรื่องราวและผลงานของทุกท่านจะได้รับการส่งต่อเพื่อจุดประกายให้เกิดคนทำความดีเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายของการทำความดีที่เข้มแข็งขึ้น และทำให้คุณธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของคนในสังคม เพราะความสำเร็จของ THAILAND MORAL AWARDS มิได้อยู่เพียงที่จำนวนของรางวัลที่มอบในวันนี้ แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำที่ดีต่อไปได้อีกมากเพียงใด” นางสาวซาบีดา กล่าว

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลว่า ความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ผลงานของผู้ได้รับรางวัลและภาคีเครือข่าย ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ครอบครัวและชุมชน ภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคการศึกษา และภาคสื่อมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นของเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างต้นแบบ ขยายผล และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคม

“คุณค่าของความดี ไม่ได้อยู่ที่การได้รับการยกย่อง แต่อยู่ที่ความดีนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาทำความดีต่อได้ นี่คือความหมายสำคัญของรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ผู้ได้รับรางวัล ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ชุมชน องค์กร หรือผู้สร้างสรรค์สื่อ ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และบทบาทของตนเองสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ และหวังว่ารางวัลในวันนี้จะไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่จะเป็นพลังให้ทุกท่านก้าวเดินต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ แรงบันดาลใจ และคุณค่าของการทำความดีไปสู่ผู้คนอีกมากมาย” คุณหญิงปัทมา กล่าว

ขณะที่ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า การที่บุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อสร้างสรรค์จากทั่วประเทศมารวมตัวกันเพื่อยกย่องและเชิดชูผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีและสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าแก่สังคม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้สังคมและโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด “คุณธรรม” ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ขณะที่รางวัลนี้ยังเป็นรางวัลสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ตั้งใจทำความดีเพื่อส่วนรวม พร้อมเผยแพร่แบบอย่างที่ดีให้สังคมได้เห็นและนำไปปฏิบัติตาม

“ผลงานและการดำเนินงานของผู้ได้รับรางวัลทุกท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณธรรมมิใช่เพียงถ้อยคำหรือแนวคิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกวิชาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกบทบาทของชีวิต จึงขอฝากให้ทุกท่านถือว่า

รางวัลที่ได้รับในวันนี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสานต่อความดี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ขยายออกไปในสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น” พลอากาศเอก ชลิต กล่าว
รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวต่อว่า สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้รางวัล คือการนำ “ต้นแบบ” เหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะ เพราะหลายครั้งการทำความดีเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ดังนั้นการมีเวทีเข้ามาเชิดชูจึงเป็นการทำให้คุณค่าของคนทำความดีได้รับการมองเห็น พร้อมเปลี่ยนจาก “ความดีของคนหนึ่งคน” ให้กลายเป็น “พลังบวกของสังคม”

“นี่คือความหมายของคำว่า “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพราะเราไม่ได้ต้องการให้เรื่องราว จบลงเมื่อผู้ได้รับรางวัลเดินลงจากเวที แต่ต้องการให้ต้นแบบเหล่านี้กลับไปสร้างแรงกระเพื่อมต่อในพื้นที่ของตนเอง และทำให้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวเกิดความรู้สึกว่า สามารถลงมือทำบางสิ่งเพื่อคนอื่นและสังคมได้เช่นกัน หากความดีหนึ่งเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความดีเรื่องที่สอง ที่สาม และขยายต่อไปเรื่อย ๆ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของรางวัลนี้”
ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า THAILAND MORAL AWARDS จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นพิธีมอบรางวัลประจำปี แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” ที่นำคนทำความดีจากหลากหลายพื้นที่มาสอดประสานเชื่อมโยงกัน และทำให้สังคมได้เห็นภาพร่วมกันว่า “คนดี” และ “ความดี” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การทำหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ การเสียสละเพื่อส่วนรวม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่น การใช้ความรู้และความสามารถแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนการใช้สื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพลังเชิงบวก ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่ออย่างยั่งยืน

“การมอบรางวัลวันนี้จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เราต้องการให้ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 109 รางวัล กลายเป็นต้นแบบที่สังคมเข้าถึงได้ เรียนรู้ได้ และนำสิ่งที่เหมาะสมไปปรับใช้ได้ เพราะ รางวัลคุณธรรมระดับประเทศจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคุณค่าของผู้ได้รับรางวัลสามารถเดินทางต่อไปถึงผู้คนในสังคม และนี่คือสิ่งที่ศูนย์คุณธรรมต้องการเดินหน้าต่อจากเวที THAILAND MORAL AWARDS” รศ.นพ. สุริยเดว กล่าวในตอนท้าย

การจัดงานในปีนี้ยังตรงกับวาระ ครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่ง รศ.นพ.สุริยเดว ระบุว่า หมุดหมายดังกล่าวไม่ใช่เพียงการย้อนมองระยะเวลาการดำเนินงานขององค์กร แต่เป็นโอกาสในการมองไปข้างหน้าว่า การขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคมไทยจำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้น โดยศูนย์คุณธรรมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และต้นแบบความดี เพื่อให้การส่งเสริมคุณธรรมไม่จำกัดอยู่เฉพาะกิจกรรมหรือโครงการ แต่สามารถเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิต การทำงาน และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมแบบ สร้างผลกระทบเชิงบวกระยะยาวต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของการรวบรวมและประกาศเกียรติคุณแก่ต้นแบบความดีของประเทศไทย พร้อมทำให้เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลเป็น “พื้นที่เกียรติยศของคนทำความดี” ที่ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะกับผู้ได้รับการยกย่อง แต่ยังทำหน้าที่ส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น จากคนสู่ชุมชน และจากชุมชนสู่สังคม เพื่อให้ความดีไม่หยุดอยู่บนเวทีรางวัล แต่กลายเป็นพลังที่ร่วมสร้าง การเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าดูรายชื่อผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ THAILAND MORAL AWARDS และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 0 2644 9900 ต่อ 510-512

ที่มา : https://mgronline.com/qol/detail/9690000085066

‘สิทธิชัย’ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน ชูกรอบ T-I-S เสนอ 4 มิติยกระดับตลาดหุ้นกู้ ฟื้นความเชื่อมั่นด้วยกลไกเชิงรุก ปรับกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้นกู้ วุฒิสภาเห็นชอบพร้อมเดินหน้า

สิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อวุฒิสภา ชูแนวทางยกระดับตลาดหุ้นกู้ไทย ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนด้วยกรอบ T-I-S

รัฐสภาฯ — นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน และธุรกิจประกันภัย ได้เข้าเสนอผลการศึกษาต่อวุฒิสภา เพื่อถอดรหัสวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันมิใช่เพียงปัญหาการขาดสภาพคล่องเฉพาะราย แต่เป็นสัญญาณสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) คณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ภายใต้คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ได้นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของตลาดหุ้นกู้ไทยต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของบริษัทผู้ออกตราสารเป็นรายกรณี แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างยั่งยืน

เสนอ 4 มิติ ยกระดับ กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ ก่อนออกหุ้นกู้
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการยกระดับมาตรฐาน กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะบทบาทของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และเปลี่ยนจากการตรวจสอบเอกสารในเชิงพิธีการไปสู่การประเมินความเสี่ยงเชิงสาระอย่างแท้จริง
ข้อเสนอครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การตรวจสอบโครงสร้างองค์กรและธรรมาภิบาล การวิเคราะห์ข้อมูลและฐานะทางการเงินอย่างละเอียด การประเมินความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดและสถานการณ์จำลอง รวมถึงการตรวจสอบและกำหนดเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนอย่างเป็นธรรม

นายสิทธิชัยเสนอให้บทบาทของผู้จัดจำหน่ายเปลี่ยนจาก “ผู้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” ไปสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์คุณภาพของตลาดทุน” ที่สามารถคัดกรองและป้องกันไม่ให้ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงเข้าสู่ตลาดโดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ

จากการเฝ้าระวัง สู่การป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก
อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ โดยเฉพาะกลุ่ม High-Yield Bond จาก ที่เน้นการติดตามอัตราส่วนทางการเงิน ไปสู่ระบบเชิงรุกที่สามารถป้องกันการดำเนินธุรกรรมบางประเภทเมื่อฐานะทางการเงินของผู้ออกตราสารยังไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ตัวอย่างข้อเสนอ ได้แก่ การจำกัดการก่อหนี้เพิ่มเติม และการจำกัดการจ่ายเงินออกจากกิจการ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนของบริษัทถูกนำออกไปในช่วงที่ฐานะทางการเงินมีความเปราะบาง
รับมือ ความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ ก่อนเกิดปัญหาผิดนัด

สำหรับความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ หรือ Roll-over Risk ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกหุ้นกู้จำเป็นต้องออกตราสารชุดใหม่เพื่อนำเงินมาชำระตราสารชุดเดิมที่ครบกำหนด นายสิทธิชัยเสนอให้มีระบบติดตามและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วง 1–3 เดือนก่อนครบกำหนดชำระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของแหล่งเงินและแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานสำคัญในระบบนิเวศตลาดทุน ได้แก่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้จัดจำหน่าย เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงไม่กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน และสามารถติดตามสถานะการชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

คุ้มครองผู้ลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำ
ในด้านกระบวนการเสนอขาย นายสิทธิชัย เสนอให้การคุ้มครองผู้ลงทุนเริ่มตั้งแต่ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยผู้จัดจำหน่ายควรวิเคราะห์ความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการชำระหนี้ คุณภาพกระแสเงินสด ประวัติการบริหารจัดการ และความเหมาะสมของตราสารกับกลุ่มผู้ลงทุน

ขณะเดียวกัน กระบวนการขายควรให้ความสำคัญกับ กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน (KYC) การประเมินความเหมาะสม ความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “การคุ้มครองผู้ลงทุนต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว”

เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้
ในมิติด้านกฎหมาย มีข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจเป็นรายบุคคล

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน กำหนดให้คำร้องขอฟื้นฟูกิจการต้องใช้ข้อมูลทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Automatic Stay ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องซ้ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือลูกหนี้กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้อย่างเป็นธรรม

ขับเคลื่อนตลาดทุนไทยด้วยกรอบ T-I-S
ข้อเสนอทั้งหมดถูกวางอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ T-I-S Framework ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
Trust – ความเชื่อมั่น มุ่งยกระดับการคัดกรองผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบสถานะผู้ออกตราสาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล และยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ

Innovation – นวัตกรรม มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารหนี้และการต่ออายุหุ้นกู้ เช่น Bond Switching การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การสื่อสารข้อมูลโดยตรงผ่าน MeBond ของ ThaiBMA ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า
Sustainability – ความยั่งยืน มุ่งปฏิรูปกฎหมายและกลไกพิทักษ์สิทธิ ยกระดับธรรมาภิบาลและความยั่งยืน รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุนและระบบตลาดทุนโดยรวม

มุ่งสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน
นายสิทธิชัยกล่าวโดยสรุปว่า การปฏิรูปตลาดหุ้นกู้ไทยไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องมุ่งสร้างระบบที่สามารถ “ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหา” ผ่านการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินการตามกรอบ T-I-S จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ทั้งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน การเพิ่มความโปร่งใส การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างสมดุล มีเสถียรภาพ และสามารถแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากล
“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้ไทย ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ แต่คือการสร้างระบบตลาดทุนที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ปกป้องผู้ลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน”

วุฒิสภา “เห็นชอบ” รายงาน พร้อมเดินหน้าข้อเสนอเชิงนโยบาย
ภายหลังการนำเสนอและอภิปราย ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติ “เห็นชอบ” ต่อรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำข้อเสนอจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการไปสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย

สาระสำคัญของรายงานไม่ได้มุ่งแก้ไขเฉพาะกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้บางราย แต่เสนอให้มองปัญหาในระดับ โครงสร้างและระบบนิเวศของตลาดทุนไทย โดยผลการศึกษาระบุว่าปัญหาหุ้นกู้เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดทุน และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์
นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง
วุฒิสภา

Easy Money Group มอบทุน สร้างโอกาสแก่นักศึกษาจำนวน 10 ทุน ร่วมมือ RMUTT เสริมศักยภาพเยาวชน หวังเป็นกำลังสำคัญแก่สังคมไทย พิธีมอบทุนจัดเมื่อ 19 สิงหาคม 2569

Easy Money Group มอบทุนการศึกษา ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

คุณสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร และคุณสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Easy Money Group ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาโดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 10 ทุน ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) ภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัทฯ และมหาวิทยาลัย มุ่งหวังเสริมสร้างศักยภาพและเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่เยาวชน ได้พัฒนาตนเองเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างประโยชน์แก่สังคมในอนาคต โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลี จัตุรัส รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน พร้อมด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบทุน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

SABINA เปิดนวัตกรรม!! SMART STRETCH ชุดชั้นในยืดหยุ่น รองรับ 3 ไซซ์ในตัวเดียว เพิ่มความมั่นใจผู้หญิงทุกวัน เปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่พร้อมใบเฟิร์น

SABINA สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่ เปิดตัวชุดชั้นใน “SMART STRETCH”
ชูนวัตกรรมใหม่ด้วยเนื้อผ้ายืดหยุ่นพิเศษตามรูปร่าง ครอบคลุม 3 ไซซ์ในตัวเดียว
มั่นใจตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงในทุกการเปลี่ยนแปลง พร้อมเปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่

กรุงเทพฯ 24 สิงหาคม 2569 : SABINA เดินหน้าผลิตชุดชั้นในตอบโจทย์ผู้หญิง เปิดตัว “SMART STRETCH” ที่เพิ่มความง่ายในการเลือกซื้อชุดชั้นใน ด้วยนวัตกรรม SMART STRETCH ผ้ายืดหยุ่นที่สามารถครอบคลุม 3 ไซซ์ในตัวเดียว ภายใต้สโลแกน “ไซซ์ไหนมาก็บราเดียวกัน” ตอบโจทย์ความสะดวก ง่ายต่อการเลือกซื้อชุดชั้นในของผู้หญิงที่กังวลเรื่องไซซ์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย พร้อมเดินหน้าทำตลาดด้วยการเปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่ สร้างสีสันกระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลัง

นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า SABINA เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการชุดชั้นใน ด้วยการเปิดตัวชุดชั้นในคอลเลคชั่นใหม่ “SMART STRETCH” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้น ด้วยจุดเด่นที่การเลือกใช้ผ้าที่สามารถยืดขยายตามสรีระในระดับ Ultra Stretch ที่สามารถคืนตัวได้ดี ไม่ย้วย ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดของไซซ์แบบเดิม และช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้กับการใช้ชีวิตของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นวันที่ขนาดตัวเปลี่ยนแปลง วันที่ต้องการความสบายเป็นพิเศษ หรือวันที่ต้องตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องกังวลว่า ความคลาดเคลื่อนเพียงหนึ่งไซซ์จะทำให้สินค้าที่ซื้อมาไม่สามารถใช้งานได้

SMART STRETCH ไม่ได้ถูกพัฒนาเพียงเพื่อทำให้การเลือกซื้อชุดชั้นในง่ายขึ้น แต่เกิดขึ้นจากอินไซต์สำคัญว่า ร่างกายของผู้หญิงไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ที่ตัวเลขไซซ์เดิมตลอดเวลา ขนาดตัวอาจเปลี่ยนแปลงได้ จากรอบเดือน จากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หรือจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย ซึ่งส่งผลให้ชุดชั้นในที่เคยพอดีในวันหนึ่ง อาจรู้สึกคับ แน่น หรือไม่กระชับในอีกวันหนึ่ง

ขณะเดียวกัน SMART STRETCH จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องไซซ์ชุดชั้นใน จากการบังคับให้ร่างกายต้องพอดีกับตัวเลขบนป้าย มาเป็นการออกแบบให้ชุดชั้นในสามารถปรับเข้าหาร่างกายของผู้หญิงได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อลดความยุ่งยากในการเลือกซื้อจากปัญหาความไม่แน่นอนของไซซ์ ลดความกังวลเรื่องซื้อมาแล้วใส่ได้พอดีหรือไม่ โดยเฉพาะการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ การซื้อเป็นของขวัญ หรือการเลือกซื้อในวันที่ไม่มีเวลาลองสินค้า ที่หลายครั้งต้องซื้อเผื่อหลายไซซ์ หรือยอมใส่บราที่คับไปหรือหลวมไป เนื่องจากไม่อยากเปลี่ยนสินค้า

“การพัฒนานวัตกรรม SMART STRETCH เริ่มจากการที่เรามองเห็นโอกาสที่ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความไม่มั่นใจในการตัดสินใจซื้อจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การวัดไซซ์ที่คลาดเคลื่อน กลัวใส่ได้ไม่พอดี หรือเป็นคนที่ไซซ์ไม่คงที่ ซึ่งผู้หญิงไม่ควรต้องปรับตัวเพื่อให้พอดีกับชุดชั้นใน แต่ชุดชั้นในต่างหากที่ควรปรับให้พอดีกับร่างกายของผู้หญิง นี่คือเหตุผลที่ทำให้ SMART STRETCH ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกที่ง่ายกว่า แต่เป็นไอเท็มที่ผู้หญิงควรมีติดตู้ เพราะหนึ่งตัวสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้มากกว่าหนึ่งช่วงเวลา” นางสาวพิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด SABINA กล่าว

พร้อมกันนี้ SABINA ยังเดินหน้าทำตลาดชุดชั้นใน SMART STRETCH ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่ยังมีนักแสดงตัวท็อป “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” เป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสื่อสารแนวคิดหลักภายใต้สโลแกน “ไซซ์ไหนมาก็บราเดียวกัน” ตอกย้ำนวัตกรรม SMART STRETCH ผ้าที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษได้ถึง 4 ทิศทาง โดยภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้จะสื่อสารผ่านทั้งช่องทางออนไลน์ และรายการทีวีช็อปปิ้งในสื่อโทรทัศน์ สามารถคลิกชมภาพยนตร์โฆษณาได้ที่ https://youtu.be/zpNW63Xoj8c

คอลเลคชั่น SMART STRETCH ประกอบด้วย เสื้อชั้นใน กางเกงชั้นใน และเสื้อสำหรับสวมใส่ด้านนอก มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ ฟรีไซซ์ (Free Size) และไซซ์พิเศษ (Extra Free Size) ในราคาที่เข้าถึงง่าย เสื้อชั้นในราคาเริ่มต้นเพียง 690 และกางเกงชั้นในราคาเริ่มต้น 250 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถสัมผัสความยืดหยุ่นและความสบายของ SMART STRETCH ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ช้อปก่อนใครได้แล้ววันนี้ทาง TikTok Shop: https://m.sabina.co.th/wxxs53 รวมถึง Sabina Shop ทุกสาขา และเคาน์เตอร์ซาบีน่าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ สำหรับช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.sabina.co.th จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SabinaThailand, Instagram: Sabina_ig และ LINE Official Account: @SabinaThailand


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top