Friday, 4 September 2026
NEWS FEED

ไบเทคลุยจัด GASTECH!! เป็นเจ้าภาพงานพลังงานใหญ่ครั้งที่ 54 15-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค กรุงเทพฯ กว่า 50,000 คนจาก 150+ ประเทศร่วมงาน ย้ำจุดยืนไทยในเวทีพลังงานโลก

ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน GASTECH 2026 อย่างเป็นทางการในกรุงเทพฯ
มหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะจัดขึ้น
ระหว่าง 14-17 กันยายน 2569

กรุงเทพฯ, 24 สิงหาคม 2569 – ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในเครือภิรัชบุรีกรุ๊ป ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการสำหรับ GASTECH 2026 งานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติ LNG ไฮโดรเจน เทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ในภาคพลังงาน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 54 โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกมาร่วมงาน การได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไบเทคในการรองรับการจัดนิทรรศการและการประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ พร้อมตอกย้ำบทบาทของไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับงานธุรกิจระดับโลก

งาน GASTECH 2026 ดำเนินการจัดงานโดย dmg events โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ ร่วมด้วยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เป็นเจ้าภาพร่วมระดับชาติ และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมเป็นพันธมิตรหลัก นับเป็นก้าวสำคัญของกรุงเทพมหานครและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ของไทย การที่ไบเทคได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับนานาชาติที่มีความสำคัญและมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมทั้งมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำหรับการจัดนิทรรศการ การประชุม และงานธุรกิจระดับโลก นอกจากนี้ GASTECH 2026 ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากต่างประเทศกว่า 50,000 คน จากมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมภาคการบริการ การท่องเที่ยว และธุรกิจในกรุงเทพฯ

นายจักริน อังประทีป ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและบริหารพื้นที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เปิดเผยว่า "เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับงาน GASTECH 2026 สู่กรุงเทพมหานคร โอกาสนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย ตลอดจนความพร้อมของไบเทคในการรองรับงานระดับโลก การได้เป็นสถานที่ในการจัดงานที่สำคัญอย่าง GASTECH คือเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การจัดงานที่ราบรื่นและเปี่ยมด้วยมาตรฐานระดับโลกให้แก่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน"

ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน ไบเทคมีความเชี่ยวชาญในการรองรับงานนิทรรศการ การประชุม และงานอีเวนต์ขององค์กรระดับนานาชาติในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาเพื่อการจัดงานโดยเฉพาะ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และบริการด้านสถานที่จัดงานครบวงจร ไบเทคพร้อมสนับสนุนผู้จัดงานในขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายทั้งในด้านการบริหารจัดการ การขนส่ง และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน

GASTECH 2026 ถือเป็นเวทีการค้าที่เชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทานด้านพลังงานระดับโลกเข้าด้วยกัน โดยใน ปีนี้จะยิ่งใหญ่และล้ำหน้ากว่าที่เคย ภายในงานจะประกอบด้วยพื้นที่นิทรรศการขนาดใหญ่ที่รวบรวมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 แห่ง และพาวิลเลียนระดับประเทศอีก 15 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการประชุมสัมมนาเชิงกลยุทธ์ที่รองรับผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 8,000 คน พร้อมวิทยากร 1,000 คน ครอบคลุมเนื้อหามากกว่า 200 หัวข้อสัมมนา บนเวทีเสวนาย่อย 12 แห่ง โดยมุ่งเน้นแนวทางและโซลูชันที่สามารถนำไปขับเคลื่อนได้ในระยะใกล้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่กับการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตในระดับโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ผู้คนจับตามองในปีนี้คือ การจัดงานประชุม AixEnergy ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันภายในพื้นที่เดียวกัน ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาพลิกโฉมความต้องการและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว AixEnergy จะเป็นเวทีเจาะลึกการผสานรวม AI เข้ากับระบบการกระจายพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI ทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้น และประเทศไทยเองก็กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค เวทีเสวนาเฉพาะทางนี้จะรวบรวมวิทยากร 120 ท่าน ใน 28 เซสชัน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อจากกลุ่มธุรกิจ Hyperscaler ซีอีโอบริษัทสาธารณูปโภค และนักลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมาร่วมหารือถึงความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า และบทบาทของ AI ในภาคอุตสาหกรรม

ไบเทคยังคงเดินหน้าพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก การบริการ และศักยภาพในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอของผู้จัดงานจากทั่วโลก พร้อมมุ่งสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในระหว่างการเตรียมความพร้อมสู่งาน GASTECH 2026 ไบเทคพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้จัดงาน พันธมิตร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อส่งมอบงานที่ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้กับไบเทคในฐานะสถานที่จัดงานที่ได้รับความไว้วางใจในระดับโลก แต่ยังมีส่วนช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะหมุดหมายปลายทางสำหรับการจัดงานธุรกิจระดับนานาชาติ

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ปัตตานี!! ปัตตานีระทึกหลังเหตุไม่สงบหลายพื้นที่ ติดตามเหตุไม่สงบ 51 จุด เร่งสำรวจความเสียหาย–ฟื้นฟูบริการประชาชน ชี้ผลกระทบไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่กระทบชีวิตชุมชน

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ด่วน ปัตตานี ติดตามสถานการณ์เหตุความไม่สงบ เร่งสำรวจความเสียหายเพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู เยียวยา พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และประชาชน

วันนี้ (23 สิงหาคม 2569) เวลา 18.00 น. นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายแวรุสลัน มาสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามสถานการณ์และความเสียหายจากเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชน โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายบาฮารุดดีน ยูโซะ สส. ปัตตานี เขต 1 นายคอซีย์ มามุ สส. ปัตตานี เขต 2 นายบูรฮันธ์ สะเม๊าะ สส. ปัตตานี เขต 3 และนายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมลงพื้นที่ หลังได้รับรายงานสถานการณ์การก่อเหตุพร้อมกันหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมาติดตามสถานการณ์จากพื้นที่จริงและรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่โดยตรง

จุดแรก นายสรรเพชญ ได้ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเขา อำเภอหนองจิก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุบุกเข้าไปภายในพื้นที่ อบต. ก่อนลอบวางเพลิงรถราชการภายในโรงจอดรถ ส่งผลให้รถดับเพลิงและรถเก็บขยะของ อบต.ได้รับความเสียหายอย่างหนักจำนวน 2 คัน ซึ่งรถทั้งสองคันเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้บริการประชาชนในพื้นที่ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามผู้ก่อเหตุ

จากนั้น นายสรรเพชญและคณะ ได้เดินทางต่อไปยังบริเวณร้าน 7-Eleven บ้านบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เกิดเหตุในคืนเดียวกัน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุใช้อาวุธเข้าควบคุมสถานการณ์ภายในร้าน ก่อนให้พนักงานและประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วก่อเหตุวางระเบิดและจุดไฟ ส่งผลให้ตัวร้านและทรัพย์สินภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งนี้ นายสรรเพชญได้ตรวจดูสภาพความเสียหาย รับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และให้กำลังใจประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

เหตุที่ อบต.บางเขา และร้าน 7-Eleven บางปู เป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปสถานการณ์ ณ เวลา 24.00 น. พบเหตุรวม 51 เหตุการณ์ใน 21 อำเภอของจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีทั้งการลอบวางระเบิด วางเพลิงสถานที่ราชการ ทำลายกล้องวงจรปิด ระบบสื่อสารและสาธารณูปโภค รวมถึงการเผาทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน

นายสรรเพชญกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมาติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง ทั้งในจุดที่เป็นหน่วยงานราชการและพื้นที่ประกอบการของภาคเอกชน เพื่อให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนในหลายมิติ หลังเสร็จสิ้นภารกิจในจังหวัดกระบี่จึงได้เดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานีทันที

“เมื่อคืนเมื่อทราบข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด วันนี้หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดกระบี่ จึงเดินทางต่อมายังจังหวัดปัตตานี เพื่อมาดูพื้นที่จริง มารับฟังจากเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญคือมาให้กำลังใจทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะอาคารหรือทรัพย์สิน แต่กระทบถึงการให้บริการประชาชน การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ด้วย” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ อบต.บางเขา รถดับเพลิงและรถเก็บขยะที่ได้รับความเสียหายถือเป็นเครื่องมือที่ท้องถิ่นใช้ให้บริการประชาชนโดยตรง ขณะที่เหตุที่ร้าน 7-Eleven บางปู ก็สะท้อนให้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถานที่ราชการ แต่ยังลามไปถึงภาคธุรกิจ พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไปในชุมชน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสำรวจความเสียหาย ดูแลผู้ได้รับผลกระทบ และทำให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว

นอกจากนี้ นายสรรเพชญได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีเร่งสำรวจและรวบรวมความเสียหายจากจุดเกิดเหตุต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งทรัพย์สินของทางราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อจัดทำรายละเอียดความเสียหายและกรอบวงเงินที่จำเป็น ก่อนเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สำหรับการซ่อมแซม ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยเร็ว พร้อมย้ำว่าต้องเร่งดำเนินการให้บริการที่จำเป็นต่อประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และไม่ปล่อยให้ผลกระทบจากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปถึงการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ในส่วนของกระทรวงคมนาคม นายสรรเพชญได้กำชับหน่วยงานในสังกัดที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประสานข้อมูลกับฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถรับมือและแก้ไขผลกระทบได้ทันต่อสถานการณ์

“วันนี้สิ่งที่อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนคือขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เราต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ และทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ผมเองจะติดตามสถานการณ์ และในส่วนที่กระทรวงคมนาคมสามารถเข้าไปสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหาได้ ก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่” นายสรรเพชญกล่าว

เปิดข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA !! ชู 7 หมวดอุตสาหกรรม เดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม ตั้งเป้างานกว่า1.2แสนอัตรา เชื่อมเศรษฐกิจภาคใต้ รับฟังเสียงชุมชนครบวงจร

เปิดรายงานข้อเสนอพัฒนา “จะนะ” ตามกรอบ SEA กับ 7 หมวดอุตสาหกรรม

พลันที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม เตรียมผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และท่าเรือจะนะเข้าที่ประชุม ครม.สัญจร ที่หาดใหญ่ระหว่าง 31 สิงหาคม-1 กันยายนนี้ ก็มีเสียงคัดค้านจากภาคประชาสังคมอื้ออึงขึ้นมา เพราะเป็นโครงการเก่าที่ถูกคัดค้านมานาน

นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่คิดริเริ่มมานานนับสิบปี แต่ถูกชาวบ้านส่วนหนึ่งคัดค้าน พร้อมเรียกร้องให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ส่วนหนึ่งก็สนับสนุนโครงการ เพราะเห็นถึงความก้าวหน้า การจ้างงาน เป็นต้น

เปิดผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEC)

ชูศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมสงขลา-ปัตตานี ดันอุตสาหกรรมควบคู่สิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจร อ.จะนะ จ.สงขลา ภายใต้กรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA ถูกนำเสนอเป็นแนวทางพัฒนาพื้นที่ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยยึดแนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

สาระสำคัญของข้อเสนอ ระบุว่า เป้าหมายการพัฒนาตามมติ ครม. วาง “ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้” ไว้ 2 แกนสำคัญ ได้แก่ สงขลา → หัวรถจักรเศรษฐกิจ-โลจิสติกส์ และ ปัตตานี → ฐานอาหาร-ฮาลาล-พหุวัฒนธรรม

สำหรับศักยภาพของจังหวัดสงขลา มีทั้งทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและเส้นทางขนส่งทางทะเล เชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตลอดจนมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากการเชื่อมโยงสองมหาสมุทร รวมถึงฐานเดิมด้านยางพารา อาหาร บริการ การศึกษา และการแพทย์

ข้อเสนอ SEA แบ่งแนวทางพัฒนาออกเป็น 7 หมวดอุตสาหกรรม ได้แก่ เกษตรแปรรูป อาหาร-ฮาลาล ยา-สมุนไพร อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเบา-นวัตกรรม พลังงานทดแทน และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบโลจิสติกส์ โดยมีแนวคิดพัฒนา “Halal Supply Chain” การท่องเที่ยว และการค้าชายแดนควบคู่กัน

เลือกพื้นที่อย่างไร ต้องตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อเสนอคือการเปรียบเทียบพื้นที่ทางเลือก โดยพื้นที่ อ.สิงหนคร (ขยายนิคมฯ) มีข้อเสนอให้พิจารณาเรื่องทางเข้า-ออก ปากทะเลสาบแคบ ประเด็นการจำกัดพื้นที่ และผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา

ขณะที่พื้นที่ อ.จะนะ ถูกเสนอเป็นพื้นที่ทางเลือกใหม่ เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านทำเล ความกว้างขวางของพื้นที่ สามารถรองรับการพัฒนาและการขนส่งเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ได้มากขึ้น รวมทั้งมีศักยภาพในการรองรับการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ตามข้อเสนอ พื้นที่เศรษฐกิจแบบครบวงจรของจะนะ ประกอบด้วย พื้นที่โลจิสติกส์ 1,406 ไร่ แบ่งเป็นท่าเรือสินค้า 656 ไร่ และพื้นที่รวบรวมและกระจายสินค้า 750 ไร่

ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจครบวงจรหลังท่าเรือมีประมาณ 15,347 ไร่ ประกอบด้วยเกษตร-อาหารฮาลาล 3,551 ไร่ อุตสาหกรรมเบาและนวัตกรรม 4,003 ไร่ พลังงานทางเลือก 7,155 ไร่ และเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ 638 ไร่ โดยเน้นแนวคิด Green Industry ให้การพัฒนาสอดคล้องกับเป้าหมาย SEA และกิจการใน 7 หมวดอุตสาหกรรม

ตั้งเป้าจ้างงานกว่า 1.24 แสนอัตรา

ข้อเสนอระบุว่า การพัฒนาพื้นที่สามารถสร้างงานได้มากกว่า 124,000 อัตรา เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีงานทำในบ้านเกิด เพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ของครัวเรือน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ SMEs และผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม

ขณะเดียวกัน มีการเน้นเรื่อง “ค่านิยมร่วมในการพัฒนา” ภายใต้แนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมบนพื้นฐานของข้อมูลและความจริง รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และดำเนินการให้ครบถ้วนตามกฎหมาย

รับฟังข้อกังวลชุมชน ควบคู่มาตรการเยียวยา

ข้อเสนอให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับประมง ทะเล น้ำท่วม วิถีชีวิต ศาสนา และวัฒนธรรม

แนวทางที่เสนอ ได้แก่ การเยียวยาอย่างเป็นธรรมสำหรับชาวประมงและผู้ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูชายฝั่งและป่าชายเลน การจัดระบบบริหารจัดการน้ำ และการดูแลพื้นที่วิถีชีวิตและศาสนา รวมทั้งเสนอให้โครงการและกิจการต่าง ๆ เปิดเผยผลการตรวจวัดด้านสิ่งแวดล้อมต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทุกมาตรการผูกพันในกระบวนการ EIA/EHIA และติดตามผลโดยคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย คือ รัฐ-เอกชน-ประชาชน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

“จะนะ” กับโจทย์ใหญ่ ลดความขัดแย้งด้วยข้อมูล

ข้อเสนอปิดท้ายด้วยแนวคิดการสร้าง “กลไกลดความขัดแย้ง” ผ่านเวทีข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยให้รัฐ เอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ลดการกล่าวหากันด้วยข้อมูลที่แตกต่าง และปรับแผนตามผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

เป้าหมายปลายทางที่วางไว้คือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างงาน ดึงแรงงานคืนถิ่น เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและ SMEs ในภาคใต้ และแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน

ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพของข้อเสนอการพัฒนา “จะนะ” ภายใต้กรอบ SEA ที่พยายามวางโจทย์ใหม่จากเดิมที่ถกเถียงกันเรื่อง “จะสร้างหรือไม่สร้าง” ไปสู่คำถามสำคัญกว่าเดิมว่า หากจะพัฒนา จะพัฒนาอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินหน้า ประชาชนได้ประโยชน์ และสิ่งแวดล้อมต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

Social Development Expo 2026 มหกรรมพัฒนาสังคมครั้งใหญ่ รวมพลังร่วมสร้างสังคมยั่งยืน 120 วันผลงานเด่นเน้นช่วยชุมชน ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูลดิจิทัล

พม. จัดใหญ่ “Social Development Expo 2026” เพื่อคนไทยทุกคน” 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดงานมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ "Social Development Expo 2026 (SDX 2026)" ภายใต้แนวคิด "Co-Creating a Better Society ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน" ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 นับเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ได้ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน และร่วมออกแบบอนาคตของสังคมไทย ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ผลงานวิชาการ และต้นแบบการพัฒนาสังคมจากทั่วประเทศ นำไปสู่การออกแบบอนาคตของสังคมไทยที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เพราะทุกคนคือพลังของการสร้าง "สังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยพิธีเปิดเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม และมีประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

โดยในงานนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กล่าวปาฐกถา พร้อม เปิดผลงาน 120 วัน ของกระทรวง พม. โดยระบุว่า กระทรวง พม. "ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมที่เป็นเพียงการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปรับระบบการทำงานใหม่ ให้มองประชาชนเป็นรายคน รายครอบครัว และรายพื้นที่ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปให้ถึงมือของประชาชนผู้ที่ต้องการอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก การให้ประชาชนเข้ามารับความช่วยเหลือ ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล ค้นหา เข้าถึง และติดตามดูแลประชาชนเชิงรุก โดยการนำระบบดิจิทัลและ AI มาเชื่อมสิทธิสวัสดิการ และโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น

สำหรับผลงานสำคัญในช่วงที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบฐานข้อมูล MSDHS Big Data เชื่อมข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากฐานข้อมูล MSO-Logbook เข้ากับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 231,091 ราย , การพัฒนาระบบ พม. Care เพื่อขอรับเงินสงเคราะห์ 6 ประเภท ด้วยตัวเอง ผ่านระบบออนไลน์บนสมารท์โฟน ซึ่งมีผู้ใช้บริการ 3,503 ราย , การเชื่อมบริการสำหรับคนพิการผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งมีคนพิการใช้งานมากถึง 71,642 คน , การยกระดับ สายด่วน พม. โทร. 1300 ด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการประชาชนอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ , ยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบ 435 แห่ง , ขับเคลื่อนศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็กต้นแบบ 434 แห่ง , สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 2.42 ล้านคน และผลักดันให้มีคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนครบทุกระดับ 8,778 แห่ง

อีกทั้ง สนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและระบบสวัสดิการฐานราก ซึ่งมีสมาชิกสวัสดิการชุมชน 2.51 ล้านคน , ขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) 2,258 แห่งทั่วประเทศ โดยให้การดูแลผู้สูงอายุ 169,150 คน , ผลักดันการปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท , สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับคนพิการอีก 17,000 คน , ปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการแล้ว 10,559 หลัง , ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง 24,482 ครัวเรือน , ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ 75,772 คน และสร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบางอีก 16,213 คน , สนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพแก่คนพิการและผู้สูงอายุ 9,509 ราย วงเงิน 455 ล้านบาท , ขยายวงเงินกู้กองทุนคนพิการจาก 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังคงเดินหน้าปรับระบบราชการให้เป็นประตูที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเข้าใจประชาชน ลดขั้นตอนบริการ พร้อมทบทวนและปรับปรุงกฎหมายสำคัญรวม 8 ฉบับ และผลักดันร่างกฎหมายด้าน Universal Design เพื่อวางรากฐานให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ใช้ชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

"ก้าวต่อไปของกระทรวง พม. ไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่คือการวางวาระรวมของระบบสังคมใหม่ ด้วยการเชื่อมคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน โดยทุกนโยบาย ทุกสวัสดิการ ต้องสามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นายนิกร กล่าวย้ำ

รถไฟยะลางดเดินวันที่สอง!! วางบอมบ์ช่วงมะรือโบ-ตันหยงมัส งดเดินรถชั่วคราวเพิ่มความปลอดภัยสูงสุด ประชาชนยังใช้รถไฟเป็นทางเลือก รฟท.แจ้งซ่อมแซมพร้อมเปิดบริการเร็วๆ นี้

บรรยากาศสถานีรถไฟยะลา หลังเหตุบอมบ์ทางรถไฟ "มะรือโบ-ตันหยงมัส" ผู้โดยสารยังหวังพึ่งรถไฟสายประหยัด หลังงดเดินวันที่สองเพื่อความปลอดภัย

จากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเส้นทางรถไฟบริเวณช่วงระหว่างสถานีมะรือโบ – ตันหยงมัส เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หมอนคอนกรีตได้รับความเสียหายและแตกหัก โชคดีไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ล่าสุด วันนี้ (24 ส.ค. 69) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังคงปิดทางและงดเดินรถช่วงระหว่างสถานีมะรือโบ – ตันหยงมัส เป็นการชั่วคราว เพื่อรอให้ฝ่ายความมั่นคงเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดก่อนดำเนินการซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย พร้อมปรับแผนการเดินรถเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงาน

ในขณะที่บรรยากาศการเดินทางที่สถานีรถไฟยะลา ขบวนรถไฟสายอื่นๆ เช่น ขบวนมุ่งสู่จังหวัดนครศรีธรรมราช (ออกจากสถานียะลา เวลา 06.35 น.) ยังคงให้บริการตามปกติ โดยมี เจ้าหน้าที่ รปภ. รถไฟ และเจ้าหน้าที่ อส. รถไฟ คอยดูแลความปลอดภัยให้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังคงมีประชาชน เดินทางมาสอบถามข้อมูลการเปิดเดินรถไปยังอำเภอสุไหงโก-ลกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรถไฟเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ช่วยประหยัดและลดภาระค่าใช้จ่าย

สำหรับขบวนรถที่งดให้บริการในวันนี้ (24 ส.ค. 69) ขบวน 453 (ยะลา - สุไหงโก-ลก) ขบวน 448 (สุไหงโก-ลก - ยะลา) ขบวน 448 (รอออกต้นทางยะลา เวลา 08.28 น.)

ทั้งนี้ หากการซ่อมแซมเส้นทางแล้วเสร็จและมีความปลอดภัยพร้อมเปิดให้บริการ การรถไฟฯ จะประกาศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบทันทีประชาชนสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย: โทร. 1690 (ตลอด 24 ชั่วโมง) สถานีรถไฟยะลา: โทร. (073) 214-207 หรือ (073) 212-737

ภาพ/ข่าว : NBT ยะลา

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/952610687871117/?rdid=yP6qJ0c5i8QUKHGc#

สนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ

หลักเกณฑ์ใหม่ในการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศหลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ โดยตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารต้องตรวจสอบสัมภาระลงทะเบียน (สัมภาระที่จะโหลดใต้ท้อง) ให้เป็นไปตามประกาศเกี่ยวกับวัตถุต้องห้าม สิ่งของผิดกฎหมาย และข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยของสนามบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

หากปรากฏพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้าม พนักงานตรวจค้นมีอำนาจเปิดสัมภาระลงทะเบียนได้ โดยไม่ต้องตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสาร ซึ่งจะมีการบันทึกภาพการเปิดสัมภาระและใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้นไว้ภายในสัมภาระให้เจ้าของทราบ

ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้โดยสารใช้อุปกรณ์ล็อกมาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ที่สามารถเปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปิดกระเป๋าหากต้องมีการตรวจค้น

การตรวจสอบสิ่งของในสัมภาระก่อนเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกเที่ยวบิน

TSA Lock (Transportation Security Administration lock) คือระบบล็อคกระเป๋าเดินทางแบบพิเศษที่ได้รับการยอมรับจากระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินนานาชาติ

วิธีการทำงาน

1. วิธีการใช้งาน: สามารถเปิดและปิดกระเป๋าได้ โดยใช้รหัสส่วนตัว 3 หรือ 4 หลัก (หรือกุญแจมาตรฐาน)

2. การเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินจะพก กุญแจหลัก ที่สามารถใช้เปิดรูกุญแจเฉพาะบนตัวล็อค

3. การป้องกัน: หากเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง จะสามารถปลดล็อกและล็อกกระเป๋าให้ โดยไม่ตัดหรือทำลายกระเป๋าหรือตัวล็อก ซึ่งตามปกติแล้ว ตัวล็อกที่ไม่ใช่ของ TSA Lock มักจะถูกตัดออกด้วยการงัด ตัด หรือกระแทก จนชำรุดเสียหาย

4. ญลักษณ์: สามารถจำแนกแม่กุญแจ TSA Lock ที่ได้รับการรับรองได้จาก สัญลักษณ์ ที่ได้รับการอนุมัติจาก TSA (มักจะเป็นรูปเพชรสีแดง)

ภาครัฐ ยกระดับท่องเที่ยว!! ดึงเอกชนเปิดงานใหญ่ 4 งานรวด รวมกว่า 3,000 แบรนด์จาก 20 ประเทศ คาดมีผู้ร่วมงานเกิน 30,000 คน เชื่อมทุกภาคส่วนในจุดหมายเดียว

ภาครัฐ - เอกชน และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดงานงาน Food & Hospitality Thailand 2026
รวม 4 งานใหญ่ ร่วมขับเคลื่อนยกระดับระบบนิเวศธุรกิจท่องเที่ยวไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม-ร้านอาหาร และภาคเอกชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย ยกระดับระบบนิเวศทั้งห่วงโซ่และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ล่าสุดร่วมเปิดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ภายใต้แนวคิด “All Sectors, One Destination” เชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมรวม 4 งานใหญ่ นำเสนอสินค้า เทคโนโลยี และโซลูชันกว่า 3,000 แบรนด์จากกว่า 20 ประเทศ คาดมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและนานาชาติกว่า 30,000 คน โดยมีนายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกล่าวแสดงความยินดี และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน

โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนทั้งในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยกระดับคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญของ ททท. วันนี้การท่องเที่ยวไม่ได้หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวหรือจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การบริการ เทคโนโลยี ไปจนถึงบุคลากร ที่มีคุณภาพ ล้วนมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ดังนั้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และผู้ประกอบการ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ Public-Private Synergy จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการบริการชั้นนำระดับโลกอย่างยั่งยืน งาน FHT2026 ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่สะท้อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความรู้ ค้นหาเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันของโลก

ส่วนภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มียินดีอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมให้ก้าวข้ามทุกความท้าทาย โดยในงาน FHT 2026 ทางสมาคมฯ ได้เตรียมส่งมอบองค์ความรู้ที่จะช่วยพลิกโฉมอนาคตของธุรกิจโรงแรม ทั้งการวิเคราะห์ทิศทางและโอกาสเติบโตของธุรกิจบริการในระดับเอเชียในกิจกรรมสัมมนา AHRA Seminar 2026 หัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” ที่รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน และ การนำนวัตกรรม AI มาปฏิวัติระบบการทำงานและการทำการตลาดเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ผู้เข้าพัก พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดความยั่งยืนที่เปลี่ยนจาก "ทางเลือก" มาเป็น "สิ่งจำเป็น" ที่ทุกโรงแรมต้องลงมือทำอย่างจริงจังในสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow's Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย จึงอยากให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมรับฟัง เพื่อเป็นแนวทางในการนำพัฒนาไปปรับใช้ในธุรกิจได้ต่อไป

ด้านภาคธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านอาหารเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งท่ามกลางความท้าทายของหลายปัจจัยในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารต้องสู้ด้วยการสร้างจุดขายที่โดนใจลูกค้าและนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมอาหารอยู่มาก เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ซึ่งงาน FHT 2026 ทางสมาคมได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ ข้าวแกงไทย จากจานธรรมดา สู่ KHAO GAENG Economy ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร แรงงาน การท่องเที่ยว และ สัมมนาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการสร้างยอดขายในหัวข้อ “เปลี่ยน TikTok ให้เป็นเครื่องมือ เพิ่มยอดขายร้านอาหาร” จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ เข้ามาคว้าโอกาสและนำองค์ความรู้ไปต่อยอด เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานธุรกิจบริการอาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ด้านนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงานฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ ของการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมต่อธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ สมาคม และพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยเข้าไว้ด้วยกัน วันนี้การจัดงานยังคงเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับภาคการท่องเที่ยว ด้วยแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ คือ “All Sectors, One Destination” รวมทุกกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไว้ในงานเดียว โดยได้รวบรวมผู้นำธุรกิจ สินค้า เทคโนโลยี โซลูชั่น และผู้เชี่ยวชาญจากไทยและนานาชาติมาร่วมจัดแสดงใน 8 โซน ได้แก่ Food & Drinks, Cafe & Bakery, Shop & Retail, Sips & Spirits, Foodservice Equipment, Hospitality Technology, Hospitality Style และ Cleaning Supplies & Equipment ทั้งสิ้นกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานจากนานาชาติและไทยกว่า 30,000 คน ยิ่งไปกว่านั้น การจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังได้ร่วมกับอีก 3 งานใหญ่ ได้แก่ HOTELEX Thailand, Hotel & Shop Plus Thailand สองงานใหญ่ระดับนานาชาติ และ Agri Plus Expo 2026 โดยกรมการค้าต่างประเทศ การรวม 4 งานเข้าด้วยกันนั้น ทำให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เชื่อมโยง ร่วมมือ และค้นหาโอกาสใหม่ได้ในจุดหมายเดียว ทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ค้าปลีก นวัตกรรมสินค้าเกษตรกรรม และบริการต่างๆ

นายมนู ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่อุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี, AI, ความยั่งยืน และความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต้องปรับตัวและพลิกโฉมในการตอบสนองความต้องการกลุ่มลูกค้าให้ทัน ซึ่งการสร้างความประทับใจและส่งมอบประสบการณ์จะสร้างการบอกต่อ ทำให้เกิดการเดินทางและการใช้บริการซ้ำเป็นผลดีต่อทั้งธุรกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ดังนั้นการร่วมงาน FHT2026 จึงเป็นโอกาสที่เปิดให้ผู้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้สนใจได้มาร่วมตัวกัน เพื่อค้นหาแนวคิดและโซลูชันใหม่ แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความร่วมมือในอนาคต และเป็นเครื่องมือที่มีค่าช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

“โอมาน” รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใคร!! ความมั่นคงสูงในตะวันออกกลาง ทิศทางพัฒนาประเทศไม่เหมือนใคร ผสานวัฒนธรรมและศาสนาอย่างลงตัว ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

โอมาน: รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใครใน GCC (1)

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒื อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างเที่ยวบินขากลับจากสุราษฎร์ธานีสู่สุวรรณภูมิ ดร.ธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนผมคุยเรื่องตะวันออกกลาง

ท่านเล่าถึง “โอมาน” จากสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้ผ่านสารคดี ก่อนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
“ทำไมโอมานจึงดูมีวิธีคิดและแนวทางพัฒนาประเทศแตกต่างจากชาติอาหรับทั่วไป?”ทั้งการไม่เน้นสร้างตึกสูงระฟ้า และการพัฒนาสังคมที่ไม่ได้เดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ในทันที ผมจึงบอกท่านไปว่า “ขอเอากลับไปเป็นการบ้านก่อนครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า…ทำไมโอมานจึงเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง”

จากวันที่ได้เดินทางร่วมกันมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เรียนตามตรงว่าผมยังไม่มีคำตอบที่ดีพอ แต่ถ้าใครเผอิญอ่านบทความนี้ของผมแล้วมีมุมมองเพิ่มเติมก็จะยินดีมากครับ
สำหรับผมความแตกต่างระหว่างโอมานกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม GCC มันฝังรากลึกอยู่ในภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ จนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Omani Exceptionalism” หรือ “ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอมาน” เริ่มจากดูแผนที่ของประเทศนี้ เราก็จะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างได้ทันที

เพราะในขณะที่รัฐอาหรับส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียและผูกพันกับโลกทะเลทรายของคาบสมุทรอาหรับ โอมานกลับเป็นประเทศที่เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียโดยตรง ชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตรทอดตัวจากทะเลอาหรับไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้โอมานมีสายตาที่มองออกไปสู่ทะเลมากกว่ามองเข้าไปในทะเลทราย
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับที่ชาวโอมานเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากลมมรสุม ซึ่งเป็นระบบลมตามฤดูกาลของมหาสมุทรอินเดีย พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโอมานสามารถออกเดินทางจากชายฝั่งอาหรับไปยังอินเดีย แอฟริกาตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มยุคแห่งการสำรวจเสียอีก

ดังนั้น หากซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตของทะเลทราย โอมานก็คือผลผลิตของท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของโอมานไม่ได้เกิดจากทะเลเพียงอย่างเดียว ภายในประเทศของโอมานยังประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงและพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาฮะญัร (Hajar Mountains) และพื้นที่สูงของญะบัล อัล-อัคห์ฎัร (Jabal al-Akhdar) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่แยกผู้คนในพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก
ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ โอมานที่มีสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ซึ่งดำรงอยู่ควบคู่กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

โลกแรกคือ โอมานที่เป็นโลกชายฝั่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสกัตและเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ริมมหาสมุทรอินเดีย โลกอันแรกนี้มีลักษณะเปิดกว้าง เป็นสากล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พ่อค้าโอมานเดินทางไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาค้าขายเครื่องเทศ งาช้าง ทองคำ อินทผลัม สิ่งทอ และในบางยุคสมัยยังรวมถึงการค้าทาส จนสามารถสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงอินเดีย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ชาวโอมานมีความใกล้ชิดกับแซนซิบาร์ กิลวา หรือเมืองท่าของอินเดียมากกว่าใกล้ชิดกับชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับเสียอีก

ในทางตรงกันข้าม โลกที่สองคือ “โอมานชั้นใน” หรือ Interior Oman ซึ่งเป็นโลกของสังคมภูเขาที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากอิทธิพลภายนอก มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนเผ่า พึ่งพาการเกษตรในโอเอซิสและระบบชลประทานดั้งเดิม ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของชุมชน
ต่างจากรัฐอาหรับอื่น ๆ ที่อำนาจการเมืองมักผูกติดอยู่กับราชวงศ์ โลกของโอมานชั้นในกลับพัฒนาระบบการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ คือการเลือกอิหม่ามให้เป็นผู้นำของชุมชน

ระบบนี้เรียกว่า “อิมามัต” (Imamate) อิหม่ามในความเข้าใจของอิสลามสายอิบาดีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของชุมชน โดยตำแหน่งนี้ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรู้ทางศาสนา และการยอมรับจากสังคม
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากทั้งระบอบเคาะลีฟะฮ์แบบราชวงศ์ในโลกซุนนีย์ยุคก่อน และไม่เหมือนแนวคิดการสืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของศาสดาในโลกชีอะห์

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือศาสนาอิสลามสาย “อิบาดี” (Ibadi Islam) ซึ่งถือเป็นสำนักคิดที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของอิสลาม และถือเป็นสำนักคิดหลักของประชากรโอมานจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรากกำเนิดมาจากขบวนการคอวาริจญ์ในยุคแรกของอิสลาม แต่อิบาดีได้พัฒนาตนเองเป็นแนวทางที่เน้นความพอเพียง ความอดกลั้น และการประนีประนอมมากกว่ากลุ่มคอวาริจญ์สายหัวรุนแรงที่พวกเรารู้จักกัน

อัตลักษณ์อิบาดีจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โอมานมีเส้นทางพัฒนาการทางศาสนาแตกต่างจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างโอมานชายฝั่งกับโอมานชั้นในได้หล่อหลอมให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ฝ่ายชายฝั่งมองตนเองว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ผู้เชื่อมโลกอาหรับเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่ฝ่ายชั้นในมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามและอิสรภาพของชนเผ่า
ความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดนี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์โอมาน และส่งผลต่อการเมืองของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ในสายตาของนักวิชาการบางคน รัฐอิมามัตซึ่งดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมืองที่สูญหายไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ยังคงมีพลังอยู่ในจิตสำนึกของชาวโอมานบางส่วน

สำหรับผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ อิมามัตอาจถูกมองว่าเป็นตัวแทนของยุคทองของโลกมุสลิม เป็นสังคมที่ผู้นำได้รับเลือกจากคุณธรรม มิใช่จากสายเลือดหรืออำนาจทางทหาร

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนจึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า หากแนวคิดอิสลามการเมืองหรือขบวนการฟื้นฟูศาสนาในอนาคตพยายามสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ พวกเขาอาจหันกลับไปใช้สัญลักษณ์ของรัฐอิมามัตเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้โอมานในปัจจุบันจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในตะวันออกกลาง และมีชื่อเสียงด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและประนีประนอม แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะโอมานไม่ได้เป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ ริมอ่าวอาหรับ หากแต่เป็นผู้ควบคุมด้านหนึ่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การทำความเข้าใจโอมานจึงไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ศาสนา การค้า และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมรัฐหนึ่งให้มีเส้นทางพัฒนาการที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านได้อย่างไร

และในบรรดาประเทศอาหรับทั้งหมด โอมานอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความจริงข้อนี้ เอาไว้มาต่อกันตอนที่สองครับ

แผนที่ประกอบจาก https://www.worldatlas.com/maps/oman

ที่มา : https://www.facebook.com/1053548533/posts/10240805273363176/?rdid=kU3gIkFDERqKGug3#

ส.อ.ท. เสริมแกร่งอุตฯ พลังงาน!! จับมือ JBIC ญี่ปุ่น เสริมความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งกรอบสนับสนุนพลังงานสะอาด เสริมเทคโนโลยี-เงินทุน สู่การแข่งขัน ร่วมผลักดันอุตฯ ลดก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change พร้อมด้วยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. และคณะกรรมการ ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Japan Bank for International Cooperation (JBIC) นำโดย Mr. SHIRAISHI Takanori, Chief Representative และ Mr. SHIMATANI Tokuro, Representative สำนักงานผู้แทน JBIC กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม 801 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานและการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานไทย-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะโอกาสในการใช้ประโยชน์จากกลไกการสนับสนุนทางการเงิน “POWERR Asia FAST Window” (Partnership on Wide Energy and Resources Resilience Asia Finance for Agile and Secure Trade Window) ซึ่ง JBIC จัดตั้งขึ้นภายใต้ Japan Strategic Investment Facility เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

กรอบการสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ การช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น รวมถึงการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานผ่านโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ ตลอดจนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทย

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า "จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลก ส.อ.ท. เล็งเห็นว่าการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ การร่วมมือกับ JBIC ในวันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยกับแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของทั้งไทยและญี่ปุ่น”

ในโอกาสนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอทิศทางและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด "Thailand Pragmatic Energy Transition" ที่มุ่งเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนของ JBIC ที่มุ่งส่งเสริม Energy Efficiency, Renewable Energyการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการลงทุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้ AZEC-SAVE ในประเทศไทย

ด้าน นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. กล่าวว่า “การเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดของไทย โดยเฉพาะการยกระดับพลังงานชีวภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยทั้งลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการใน Supply Chain ของญี่ปุ่นในประเทศไทยสามารถปรับตัวและเดินหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่า POWERR Asia FAST Window เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย โดย ส.อ.ท. เตรียมนำข้อมูลจากการหารือไปประเมินร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสมาชิก เพื่อสำรวจความต้องการและโครงการที่มีศักยภาพ และพัฒนาแนวทางการเข้าถึงช่องทางการขอรับการสนับสนุนจาก JBIC ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศไทย

‘จุลพันธ์’ เผยแรงงานไทยเจ็บในอิสราเอลอาการดีขึ้น 6 แรงงานไทยบาดเจ็บจากระเบิด 2 รายอาการคงที่และดีขึ้น 3 รายหายดีออกจากโรงพยาบาล ติดตามใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง

“จุลพันธ์”เผย ความคืบหน้า 6 แรงงานไทยบาดเจ็บในอิสราเอล 2 รายอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น อีก 1 รายอาการดีขึ้นมาก ขณะที่ 3 รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว กำชับฝ่ายแรงงานฯ ติดตามใกล้ชิด

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการแรงงานไทยจำนวน 6 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดตกค้างในเมืองเมทูลา ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงแรงงานยังคงติดตามสถานการณ์และอาการของแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศอิสราเอล เพื่อให้แรงงานได้รับการรักษาและความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยขอให้แรงงานและครอบครัวมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานจะติดตามและดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ฝ่ายแรงงานและฝ่ายกงสุล ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปยัง Ziv Medical Center เมือง Safed เพื่อหารือและรับฟังรายละเอียดการรักษาจากคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล พร้อมเยี่ยมแรงงานที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยโรงพยาบาลยืนยันว่าจะให้การรักษาอย่างดีที่สุดโดยทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ

สำหรับความคืบหน้าอาการของแรงงานทั้ง 6 ราย พบว่า แรงงาน 2 ราย ได้แก่ นายวีรวุฒิ แวงวงษ์ และนายอารี ปัญญาทอง ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น และยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
โดยนายวีรวุฒิอยู่ระหว่างการวางแผนผ่าตัดเพิ่มเติมตามแนวทางการรักษาของแพทย์ ขณะที่คณะแพทย์แจ้งว่าการบาดเจ็บไม่กระทบต่อระบบประสาทไขสันหลังและสมอง ซึ่งถือเป็นข่าวดี

แรงงานอีก 1 ราย คือ นายทรงฤทธิ์ เชิดรำ ซึ่งได้รับบาดเจ็บปานกลาง มีอาการดีขึ้นค่อนข้างมาก สามารถสื่อสารได้ตามปกติ ไม่มีประเด็นน่าเป็นห่วง และมีอาการปวดบริเวณแผลเล็กน้อยเวลาขยับตัว ส่วนแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 3 ราย ได้แก่ นายธนวัตน์ แสงกลาง นายทิศวรเวช สามารถกิจ และนายจิระพงษ์ สวัสดิ์รักษ์ แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและกลับที่พักแล้ว โดยไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล

ด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้แรงงานจังหวัดในพื้นที่
ที่แรงงานผู้ได้รับบาดเจ็บมีภูมิลำเนาอยู่ ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัว พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานไม่ทอดทิ้งแรงงานไทยและครอบครัว โดยจะประสานข้อมูลกับฝ่ายแรงงานและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบครัวได้รับทราบความคืบหน้าอาการและการรักษาของแรงงานอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และฝ่ายแรงงานฯ ได้ประสานแจ้งความคืบหน้าอาการของแรงงานให้ญาติรับทราบแล้ว และจะติดตามอาการของแรงงานทั้ง 6 รายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top