Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สงขลา กำชับหน่วยงานคมนาคมสงขลา เร่งเบิกจ่าย ซ่อมถนน เพิ่มไฟส่องสว่างเพื่อประชาชน เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน แก้น้ำท่วม ย้ำทุกโครงการต้องโปร่งใส

สรรเพชญ ลงพื้นที่สงขลา เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคมนาม แก้ปัญหาน้ำท้วม  ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ

18 พฤษภาคม 2569)ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยังได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ข่าวดีคนไทย!! กระทรวงต่างประเทศผลักดันสำเร็จ EU อนุมัติ Visa Cascade ลดภาระยื่นเชงเกนซ้ำ สำหรับผู้มีประวัติเดินทางดี

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อนุมัติมาตรการ Visa Cascade สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น (short-stay) ณ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลของประเทศสมาชิกเชงเกนในประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนและมีประวัติการเดินทางที่ดี ช่วยลดความจำเป็นในการยื่นขอวีซ่าบ่อยครั้ง ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่คนไทย

Visa Cascade อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่เคยได้รับและใช้วีซ่าเชงเกนอย่างถูกต้อง มีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (multiple-entry) ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ดังนี้

-วีซ่าอายุ 1 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่า 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 2 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 2 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 3 ปีก่อนหน้า

-วีซ่าอายุ 5 ปี สำหรับบุคคลที่เคยได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องในช่วงไม่เกิน 4 ปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี Visa Cascade ไม่ใช่การยกเว้นการตรวจลงตรา ดังนั้น การขอวีซ่ายังมีกระบวนการเช่นเดิม ไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข และผู้ถือหนังสือเดินทางไทยต้องรักษาประวัติการเดินทางที่ดี รวมถึงเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง จึงจะมีโอกาสได้รับวีซ่าที่มีอายุยาวขึ้น

ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมยุโรป ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ และสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและเขตเชงเกนประจำประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยมีความเสี่ยงด้านการเข้าเมืองและความมั่นคงในระดับต่ำ และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญแก่ประเทศสมาชิกอียูและเขตเชงเกน โดยปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่ได้รับการพิจารณาให้ใช้มาตรการ Visa Cascade (ต่อจากอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และโอมาน ในปี 2567 และตุรกีและอินโดนีเซียในปี 2568) และเป็นประเทศที่สองในอาเซียนที่ได้รับการพิจารณาใช้แนวทางดังกล่าว

กระทรวงฯ ขอขอบคุณผู้ถือหนังสือเดินทางไทยทุกคนที่เดินทางอย่างมีความรับผิดชอบและเคารพกฎหมายของประเทศปลายทาง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถผลักดันมาตรการดังกล่าวกับฝ่ายสหภาพยุโรปได้สำเร็จ ทั้งนี้ มาตรการ Visa Cascade สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอียูต่อประเทศไทย และนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย - สหภาพยุโรป ซึ่งมีความใกล้ชิดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในมิติการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภายหลังการมีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนของกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA)

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 โดยมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเดินทางและกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อันเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของการทูตที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยกระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันเป้าหมายระยะยาวของไทยในการได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าเขตเชงเกน เพื่อส่งเสริมการเดินทาง การค้า การลงทุน การศึกษา และการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1438992414936508&id=100064772884025&rdid=YochGUqRJEsKKbWO#

Thai Water Expo 2026 ครบรอบ 10 ปี ผนึกจุฬาฯ–TEI เปิดเวทีหาโซลูชันยั่งยืน ดันเวทีน้ำภูมิภาค รับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง และโลกร้อน ยกระดับสู่ฮับองค์ความรู้และธุรกิจน้ำแห่งภูมิภาค

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึก จุฬาฯ–TEI ดัน “Thai Water Expo 2026” ขึ้นแท่นเวทีน้ำระดับภูมิภาค เชื่อม “องค์ความรู้–นโยบาย–ธุรกิจ” รับมือวิกฤตโลกร้อน

กรุงเทพฯ – ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง “น้ำ” กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่เป็นทั้งพื้นที่เสี่ยงและศูนย์กลางการเติบโตเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ จึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทดังกล่าว งาน Thai Water Expo 2026 (THW) ถูกยกระดับเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาค ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียว เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านน้ำและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และตัดสินใจ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ มุ่งผลักดัน “จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง” ผ่านการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่ผสาน AI, IoT และแบบจำลองเสมือน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รองรับทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ควบคู่กับแนวคิด Circular Water 3R (Reduce, Reuse, Recycle) ในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน พร้อมกันนี้ ยังผลักดันแผนยุทธศาสตร์น้ำระยะ 5 ปี และพัฒนาโมเดลการลงทุนที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของประเทศ

ในงาน Thai Water Expo 2026 จุฬาฯ ทำหน้าที่เป็นประธานคณะอำนวยการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Water Forum ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี และนโยบาย จากผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ Water Forum จะช่วยต่อยอดความรู้ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค นอกจากนี้ จุฬาฯ ยังร่วมจัดนิทรรศการนำเสนอแนวทางบริหารจัดการน้ำที่ทันสมัย และสนับสนุนการพัฒนาระบบน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรม รวมทั้งการถูกซัดของน้ำเค็มในบางพื้นที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและยั่งยืน การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติของการปรับตัวและการลดผลกระทบ โดยต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี นโยบาย และ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนในทุกระดับ ในฐานะองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค TEI มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายด้านน้ำควบคู่กับสิ่งแวดล้อมของประเทศและภูมิภาค รวมถึงแนวทางการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา (Nature-Based Solution) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเมืองและชุมชนในการรับมือกับทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง

ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่ TEI เข้าร่วมเป็นคณะอำนวยการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Water Forum ภายในงาน Thai Water Expo 2026 โดยจะร่วมจัดเวทีด้านนโยบาย พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาและประสบการณ์จากการทำงานร่วมทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันแนวทางการบริหารจัดการน้ำสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ TEI ยังเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดแนวทางและประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการน้ำในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทในการเป็นเวทีกำหนดทิศทางด้านนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้ Thai Water Expo ก้าวสู่การจัดงานครบรอบ 10 ปี ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของงานในฐานะเวทีสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำของภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเป็นพื้นที่แสดงเทคโนโลยี แต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ นโยบาย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือของอุตสาหกรรมน้ำทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ และในปีนี้มุ่งยกระดับให้เกิดการต่อยอดสู่การใช้งานจริง การลงทุน และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมอนาคตของภูมิภาค ด้วยโซลูชันน้ำที่ยั่งยืน” โดยรวบรวมเทคโนโลยีและโซลูชันด้านการจัดการน้ำจากกว่า 200 แบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ เทคโนโลยีบำบัดน้ำและน้ำเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ภายในงานยังเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้มีอำนาจตัดสินใจ หน่วยงานภาครัฐ และผู้นำอุตสาหกรรม โดยมีไฮไลต์สำคัญอย่าง Water Forum ที่รวบรวมผู้บริหารระดับสูงและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาค ควบคู่กับเวที iFactory Stage และ GreenTech Stage รวมถึงกิจกรรม IWA YWP Workshop จากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาเครือข่ายเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีโซนจัดแสดงพิเศษ อาทิ Insight Water, Greenergy Ideas Hub, Waste Processor Pavilion และ Green Fund Corner ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถต่อยอดความรู้สู่การใช้งานจริง ทั้งโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 19,000 คน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ “เรามั่นใจว่า Thai Water Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญที่ก่อให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และความร่วมมือในระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมน้ำและเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว” นายสรรชาย กล่าว

ในโอกาสครบรอบ 10 ปี Thai Water Expo และ Water Forum 2026 พร้อมยกระดับสู่การเป็นแพลตฟอร์มความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างพันธมิตรเครือข่าย และความร่วมมือในระดับภูมิภาค จัดร่วมกับ Entech Pollutec Asia 2026 งานแสดงเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมชั้นนำ ระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามข่าวสารและลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.thai-water.com

‘วราวุธ’ ชู “Green Bio Industry” อ้อยไทยไม่หยุดแค่น้ำตาล กระทรวงอุตฯ เร่งสร้างมูลค่าใหม่ ดันเศรษฐกิจชีวภาพสีเขียว หนุนพลังงานเชื้อเพลิงสะอาดและชีวภาพ


‘วราวุธ’ มอบนโยบาย สอน. ดันอ้อยไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว”  

ชู Bio - economy เพิ่มมูลค่าอ้อย แก้ PM 2.5 ปักธงไทยเป็น Bio Hub อาเซียนปีหน้า 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการมอบนโยบายแก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) โดยมี นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายใบน้อย

สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมรับฟังเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสู่อุตสาหกรรมสีเขียว นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเดินหน้ายกระดับ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” (Green Bio industry) โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bio Economy เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร ผลักดันประเทศไทยสู่

การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียนภายในปี 2570 ตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาล เพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมอาหารอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อย 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด มีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ตั้งอยู่ใน 29 จังหวัด โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีปริมาณอ้อย 105.86 ล้านตัน โดยมีปริมาณอ้อยสดสูงถึง 96.20% และมีปริมาณอ้อยเผาเพียง 3.80% ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่ สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาคอุตสาหกรรมอ้อยไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง เทียบกับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ซึ่งมีผลผลิตอ้อยเข้าหีบเพียง 92.04 ล้านตัน มีอ้อยสดคิดเป็น 85.14% และปริมาณอ้อยเผา14.86% ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคการเกษตร

ทั้งนี้ ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 203,205 ล้านบาท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท น้ำตาลส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพอีกกว่า 17,703 ล้านบาท สะท้อนว่า “ชีวภาพ” กำลังกลายเป็น New Engine ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย 

“อุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่เน้นผลิตน้ำตาลเพียงอย่างเดียว สู่การเป็นฐานวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งพลังงานชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ เชื้อเพลิงสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Bio Hub of ASEAN” ภายในปี 2570” นายวราวุธกล่าว

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 สอน. ได้เตรียมแผนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับเป้าหมายความยั่งยืน ทั้งการพัฒนาเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากเอทานอลอ้อย การผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (PLA) จากชานอ้อย การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวลรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 Track)   เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ Zero Carbon Emission ในอนาคต 

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าชีวมวลใช้ใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเครื่องต้นแบบผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) และชีวมวลผงจากใบและยอดอ้อย ตั้งแต่ปี 2567 และขยายผลต่อเนื่องถึงปี 2569 ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มชาวไร่อ้อยและวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดการเผาในไร่อ้อย แก้ปัญหา PM 2.5 และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย “การนำใบและยอดอ้อยมาใช้ประโยชน์ในเชิงพลังงาน จะช่วยเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้ง ให้เป็นรายได้ใหม่ของเกษตรกรลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ และลดมลพิษทางอากาศในพื้นที่ปลูกอ้อย พร้อมยอมรับว่าปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการรวบรวมวัตถุดิบและเครื่องจักรจัดเก็บที่มีราคาสูง จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนเทคโนโลยีและกลไกตลาดควบคู่กัน”  

นายวราวุธกล่าวปิดท้าย

ด้านนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย มีการเติบโตและสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศไทยมหาศาล แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราพร้อมเดินหน้า การเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย จากอุตสาหกรรมเกษตรแบบเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ลดมลพิษ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้เกษตรกรไทย เพราะอุตสาหกรรมอ้อยไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่น้ำตาล แต่ต้องต่อยอดสู่พลังงานสะอาด วัสดุชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตควบคู่สิ่งแวดล้อม 

และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ธรรมศาสตร์ลุยปฏิรูปองค์กรอิสระ เสนอยกเครื่ององค์กรอิสระรับมติเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ข้อเสนอเน้นยกเลิกหรือรื้อกระบวนการสรรหา สว. นักวิชาการชี้ความโปร่งใสและความรับผิดชอบคือกุญแจ ทางเลือกแก้ไขกฎหมายรองรับปฏิรูปอย่างยั่งยืน

“ธรรมศาสตร์” จับมือ “สถาบันปรีดี พนมยงค์” เปิดวงเสวนา บทเรียน “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ สู่ต้นธารปฏิรูปองค์กรอิสระ” นักวิชาการ – ตัวแทนพรรคการเมือง ชงข้อเสนอยกเครื่ององค์กรอิสระ โฟกัส “สว.-ศาลรัฐธรรมนูญ” แนะยกเลิก หรือรื้อใหญ่กระบวนการสรรหา-ที่มา เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงาน PRIDI Talks #35 : เสวนาวิชาการ 126 ปีชาตกาล ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ หัวข้อ “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ” ภายใต้กิจกรรม “วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2569” ณ มธ. ท่าพระจันทร์ เพื่อถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปองค์กรอิสระ พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปองค์กรอิสระอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านที่มา กระบวนการสรรหา และการสร้างระบบความรับผิดชอบที่ยึดโยงกับประชาชนและมาตรฐานสากล

รศ. ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ทางออกในการปฏิรูปองค์กรอิสระภายใต้บริบทปัจจุบัน อย่างแรกคือในเชิงหลักการ จำเป็นต้องทำให้องค์กรอิสระต่างๆ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญอยู่ภายใต้กฎหมายและมีความรับผิดชอบต่อประชาชน รวมถึงที่มาและการถอดถอนองค์กรอิสระเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อกฎหมายต้องเป็นกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่นการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของประเทศเยอรมนี ที่ 8 คนมาจากการเลือกของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และอีก 8 คนมาจากการเลือกของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในเรื่องที่มาของ สว. ก็จำเป็นต้องแก้ไข หากต้องการให้มี สว. ก็ต้องให้ประชาชนเลือกตั้ง สว. โดยตรง แต่ถ้าไม่อยากให้มีการเลือกตั้งก็ให้ยกเลิก สว. เลย หรือจำกัดอำนาจให้น้อยลง

รศ. ดร.ปริญญา กล่าวอีกว่า ส่วนในเชิงการปฏิบัติ หากทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีการร้องขอให้รัฐสภานำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างในวาระ 2 มาพิจารณาต่อ ก็ควรจะต้องมีกรอบเวลาให้ชัดว่าจะเริ่มกระบวนการใหม่ได้เมื่อใด หรืออีกทางคือพรรคการเมืองหรือประชาชนต้องรวมเสียงเพื่อเสนอ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าต่อหรือไม่ อีกส่วนคือควรมีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ต่างๆ อย่างน้อย 3 ฉบับควบคู่กันไปด้วย คือ 1. พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2. พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 3. พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความพร้อมไว้เลยหากในอนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ

ศ. พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และศาสตราจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากจะพูดถึงการปฏิรูปองค์กรอิสระโดยไม่พูดถึง สว. คงเป็นไปไม่ได้ แต่การจะให้มีการเลือกตั้งโดยตรงเพื่อนำไปสู่การมีตัวแทนเข้าไปแต่งตั้งองค์กรอิสระคงจะพ้นวิสัยที่เป็นไปได้ในความจริง ซึ่งกระบวนการที่มาของ สว. ยังเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข อาจจะเดินหน้าออกแบบกระบวนการดังกล่าวกันใหม่ โดยจำเป็นต้องพูดคุยและตกผลึกให้ได้ใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. ที่มา และจำนวนของ สว. 2. การออกแบบการได้มาซึ่ง สว. ที่ยึดโยงกับประชาชนขึ้น และถูกตรวจสอบได้ และ 3. รูปแบบของกระบวนการที่เชื่อมโยงระหว่าง สว. กับการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เช่น การเสนอชื่อองค์กรอิสระเข้าไปควรมีจำนวนเป็น 2 เท่าจากเดิมหรือไม่ เพื่อให้มีตัวเลือกแทนการเสนอเพียงคนเดียว หรือการวินิจฉัยว่าจะเอาหรือไม่เอาใครต้องประกอบไปด้วยเหตุผลอะไร ฯลฯ

ขณะที่องค์กรอิสระเอง อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ต้องมีการพิจารณาทบทวนบทบาท และขอบเขตอำนาจให้มีความเหมาะสมและชอบธรรม โดยเฉพาะประเด็นในทางการเมือง รวมถึงการทำให้กระบวนการต่างๆ ขององค์กรอิสระเหล่านี้มีความโปร่งใสมากขึ้น ตลอดจนกระบวนการที่มาบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเหล่านี้ต้องออกแบบโดยไม่ให้เป็นการแต่งตั้งเพียงแต่ข้าราชการเกษียณเพียงอย่างเดียวเหมือนในปัจจุบัน แต่เปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมเข้ามาได้ด้วย 

รศ. ดร.โคทม อารียา ประธานมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปองค์กรอิสระ เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ขอนำข้อคิดเห็นของ ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ เมื่อ 53 ปีก่อน มาอ้างอิงเป็นข้อเสนอดังนี้ 1. ไม่ควรมีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ให้มีเพียงตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยมีผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนเป็นองค์ประกอบ เพื่อทำหน้าที่ในการตีความรัฐธรรมนูญ

“ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นอำนาจที่สี่ที่อยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นมาเพราะรังเกียจนักการเมือง และคิดว่านักการเมืองคือปัญหาของสังคม และก็สั่งยุบพรรคอะไรต่างๆ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีไว้เพื่อการนี้ แต่มีไว้เพื่อตีความรัฐธรรมนูญ และใครทำตามรัฐธรรมนูญก็ให้ทำต่อ ส่วนใครไม่ทำตามก็ต้องให้ยุติการกระทำ ส่วนจะไปฟ้องศาลไหนก็ฟ้อง และลงโทษตามนั้น เพราะหลักศาลรัฐธรรมนูญคือให้ราษฎรพึ่งรัฐธรรมนูญได้ โดยมีตุลาการเป็นผู้ตัดสิน” รศ. ดร.โคทม กล่าวเสริม

2. ไม่ควรให้อำนาจ กกต. ในการจัดการเลือกตั้งเพียงให้เรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรมีการแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาช่วยจัดการเลือกตั้งด้วยอีกส่วน นอกจากนี้ ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อรวบรวมหลักฐานในการป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง พร้อมกับส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ 3. ป.ป.ช. ควรมีการนำเอาองค์กรอัยการมามีอำนาจร่วมในการดำเนินการต่างๆ ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ หากสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จะต้องมีการตัดหมวดศาลรัฐธรรมนูญ หมวดองค์กรอิสระ หมวดปฏิรูปประเทศออกไป และนำหมวดองค์กรอัยการไปไว้กับหมวดศาล คล้ายกับตอนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 รวมถึงต้องมีการทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ และเอาประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมออก ซึ่งทำให้เกิดการตีความได้กว้างขวางเกินไปจนอาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ศ. ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือจุดสำคัญที่จะปลดล็อกการปฏิรูปองค์กรอิสระ แต่ถ้ามองจากกลไกทางรัฐสภาเป็นไปได้ยากมาก เพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้แก้ไขกุมเสียงข้างมากไว้ทั้ง สส. และ สว. ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยได้คือ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องต้องอ่านสัญญาณของชนชั้นนำให้ออก และหาทางแสดงออกถึงความต้องการในการได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ชัดเจน เช่น การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือแม้แต่การแก้ไข พ.ร.ป.ต่างๆ ฯลฯ เพื่อเป็นอีกแรงผลักให้เกิดขึ้น และไม่ให้ทุกอย่างจบลงที่ผลประชามติที่รัฐบาลไม่ได้มีหยิบมาเดินหน้าต่อ อย่างในประเด็นการทำให้คนผิวดำมีสิทธิเลือกตั้งอย่างแท้จริงในสหรัฐอเมริกาก็เกิดจากแนวทางลักษณะนี้

ศ. ดร.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า เป้าหมายทั้งในเรื่องประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่หลายคนอยากเห็น และสิ่งที่ ศ. ดร.ปรีดี เคยพูดไว้จะเกิดขึ้นได้คือ 1. การทำให้องค์กรอิสระไม่อยู่ภายใต้การกำกับฝ่ายไหน แต่มีความรับผิดรับชอบ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่มีประชาชนตรวจสอบ โดยผ่านกลไกอย่างการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ แต่อาจแก้ไขเพิ่มเติมโดยให้ยื่นผ่านรัฐสภาที่มีความยึดโยงกับประชาชนแทนการยื่นผ่านวุฒิสภาตามที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 หรือเพิ่มกลไกตรวจสอบอื่นๆ เช่น ในบางประเทศจะมีกลไกเลือกตั้งเพื่อถอดถอน และ 2. การจำกัดอำนาจและบทบาทขององค์กรอิสระ โดยให้ทำหน้าที่เป็นเพียงองค์กรส่งเสริมฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเมื่อองค์กรอิสระมีอำนาจลดลงจนไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ก็คงไม่มีกลุ่มการเมืองในอยากแทรกแซง

ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การออกแบบองค์กรในลักษณะแต่งตั้งต่างๆ (องค์กรอิสระ) เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ จำเป็นต้องยึดหลัก 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ออกแบบโครงสร้างสร้างแรงจูงใจของว่าที่แคนดิเดตขององค์กรแต่งตั้งต่างๆ ให้เกื้อหนุนประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของชีวิตวัยเกษียณของข้าราชการที่ไม่เกื้อหนุนประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่ 2. ออกแบบโดยสร้างกลไกความรับผิดรับชอบให้ยึดโยงกับสถานการณ์จริงของประชาชน และ 3. ออกแบบให้องค์กรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศไม่ใช่กลไกขัดขวางสังคม

ทั้งนี้ ถ้าจะให้เห็นภาพชัดขึ้น ขอยกตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ที่มีสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เป็นองค์กรตาม พ.ร.บ. ในการทำหน้าที่กำกับควบคุม โดยในประชุมสภาฯ สมัยที่ผ่านมา มีการผลักดันแก้ไขบางส่วนเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมทางการแข่งขันมากขึ้น แต่ก็มาพบจุดสำคัญคือ จะต้องออกแบบ และเลือกคณะกรรมการขององค์กรต่างๆ อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และยึดโยงกับประชาชนด้วย แทนที่จะเป็นคนที่มีอิทธิพลในวงการนั้นๆ กลุ่มเดิมๆ ซึ่งตอนนั้นข้อสรุปที่ได้คือจะต้องเริ่มตั้งแต่กรรมการสรรหาที่อย่างน้อย ครม. จะต้องเป็นผู้เสนอกรรมการสรรหา หรืออีกทางให้ตัวแทนจากรัฐสภาทั้งจากฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ เพราะไม่เช่นนั้นกรรมการสรรหาก็จะเป็นข้าราชการเก่าหมด ซึ่งไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

“พื้นที่หนึ่งที่สามารถทดลองออกแบบที่มาของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรแต่งตั้งต่างๆ ในระดับประเทศก็คือ คณะกรรมการของหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับควบคุมต่างๆ ของไทย ที่มีปัญหาแทบทุกหน่วยงาน และมีผลกับปากท้องประชาชนด้วย ซึ่งถ้าเริ่มต้นได้จะเป็นการฉันทามติที่สำคัญของการกำหนดที่มาที่ไปของทั้งองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับควบคุมต่างๆ รวมถึงองค์กรอิสระของไทยได้” ดร.วีระยุทธ กล่าว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจะเดินหน้าปฏิรูปองค์กรอิสระได้จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ควรผลักดันให้แก้ไขทั้งฉบับ โดยอาศัยผลประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่มีการเห็นชอบถึง 65% ให้เกิดประโยชน์ในการเป็นแรงส่งให้เกิดการแก้ไข และหลีกเลี่ยงการไปริเริ่มตั้งต้นเข้าสู่กระบวนการแก้ไขบางมาตรา เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า และยากต่อการแก้ปัญหาต่างๆ  กระนั้น ถ้ามีพรรคการเมืองเสนอแก้ไขเป็นรายมาตราก็ควรจะมีการร่วมผลักดันให้ออกมาได้ด้วยดี

“ถ้าอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติกันจริงๆ จะต้องไม่ไปเน้นที่บางเรื่อง เพราะยังไงก็ต้องไปลงประชามติ ซึ่งจะยิ่งทำให้ยากขึ้น และถ้าฝั่งไม่อยากแก้มี สส. 200 และ สว. 170 เสียง เกินครึ่งของรัฐสภาแล้ว ถ้า สว. พร้อมใจกันไม่เอาด้วยก็ไปไม่ได้แล้ว โดยอาจจะอ้างว่าแก้เป็นบางมาตราไม่มีประชามติมาก่อน ไม่รู้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ยกมือให้ แต่ถ้าแก้ทั้งฉบับอ้างไม่ได้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะผลประชามติออกมาแล้ว” นายจาตุรนต์ ระบุ

อนึ่ง กิจกรรม วันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2569 เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 08.00 น. โดยมีการทำพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ ศ. ดร.ปรีดี พนมยงค์ และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ ลานปรีดี พนมยงค์ พิธีวางพานพุ่มอนุสาวรีย์ พิธีมอบโล่รางวัล “ปรีดี พนมยงค์” ประจําปี 2569 แก่นักศึกษาดีเด่น พิธีมอบรางวัลทุนการศึกษา “ทุนลูกหลานปาล พนมยงค์ เพื่อการศึกษานาชาติ” ประจําปี 2569 พิธีมอบทุนรุธิร์ พนมยงค์ เพื่อชุมนุมกิจกรรมกีฬาและสร้างเสริมสุขภาพ ประจำปี 2568 ณ บริเวณอนุสาวรีย์ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์  หน้าตึกโดม มธ. ถัดจากนั้นเวลา 13.00 น. จะเป็นการนำเสนอบทความรางวัล “ทุนปาล พนมยงค์” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประจำปี 2569 ก่อนเข้าเข้าสู่ช่วงเสวนา

อาลัย “สังข์ ดอกสะเดา” ปิดตำนานเสียงหัวเราะ หลังป่วยหนักและจากไปอย่างสงบ ลูกชายโพสต์ลา จะดูแลแม่อย่างดี เผยไม่อยากยื้อให้พ่อทรมาน

วงการตลกเศร้า "สังข์ ดอกสะเดา" เสียชีวิตแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า "สังข์ ดอกสะเดา" อาการป่วยทรุดหนัก ต้องรักษาตัวใน ICU และใส่ท่อช่วยหายใจ ผลตรวจออกมาว่าเป็นมะเร็ง ลูกชายเผยว่าตัดสินใจยุติการผ่าตัดและการปั๊มหัวใจ เพราะไม่อยากให้พ่อทรมาน

ล่าสุด วันที่ 18 พ.ค. 69 เวลา 05.44 น. ลูกชายของ สังข์ ดอกสะเดา แจ้งข่าวเศร้าผ่านทางเฟซบุ๊ก สังข์ ดอกสะเดา ระบุว่า…

"ตอนนี้ พ่อเสียชีวิตแล้วนะครับ จากไปอย่างสงบ พ่อไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะ จะทำตามทุกอย่างที่เคยคุยกันไว้ จะดูแลแม่อย่างดี"

โดยก่อนที่ สังข์ ดอกสะเดา จะเสียชีวิต ทางลูกชายได้เผยถึงอาการของคุณพ่อ ระบุว่า...

หมอบอกออกซิเจนในเลือดต่ำ 87% ไข้ขึ้นสูง ความดันต่ำ การช่วยมีผลเสี่ยง ปั๊มหัวใจเสี่ยง ซี่โครงหัก เลือดออก มีข้อดีข้อเสียมีต่างๆๆ นาๆๆ

1. ปั๊มขึ้นมาได้ก็เป็นเจ้าชายนิทรา

2. ปั๊มไม่ขึ้นพ่อก็ไป ทั้งนี้ทั้งนั้นได้ปรึกษาญาติๆๆ แล้วว่าให้คุณหมอช่วยสุดความสามารถ แต่ถ้าสุดความสามารถแล้วพ่อไม่ไหว ขออย่ายื้อเลยครับ พ่อเหนื่อยมามากแล้ว

 

OMODA & JAECOO ล็อตแรก!! ย้ำผู้นำรถไฟฟ้าไทยต่อเนื่อง ผลิต JAECOO 5 EV Max+ ที่ระยอง ตั้งเป้าส่งมอบ 6,000 คัน มิ.ย.69 ขอบคุณความเชื่อมั่นตลอด 6 เดือน

OMODA & JEACOO ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นส่งมอบครบทุกยูนิตสำหรับ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า)

พร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทยจากโรงงานจังหวัดระยอง

ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และตั้งเป้าส่งมอบครบ 6,000 คัน ในมิถุนายน 2569

เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทในการยกระดับศักยภาพการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

กรุงเทพฯ 11 พฤษภาคม 2569 — ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นและกระแสตอบรับส่งมอบครบทุกยูนิตที่ทำให้ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า) ได้รับความนิยมครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าในประเทศไทย ติดต่อกัน 6 เดือน (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนเมษายน 2569 แยกรายโมเดล) เตรียมพร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทย จากโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่จังหวัดระยอง สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

การส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรก ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO ในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะตลาดสำคัญ แต่ยังรวมถึงการเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว โรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง พร้อมแผนการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง สำหรับ JAECOO 5 EV Max+ ชุดแรกที่ประกอบผ่านกระบวนการ Knocked Down (KD) โดยตั้งเป้าผลิตรวม 6,000 คันภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เตรียมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ สะท้อนความพร้อมด้านการผลิตและความเชื่อมั่นที่มีต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และกำลังจะส่งมอบล็อตแรกจากโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง

JAECOO 5 EV Max+ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) สะท้อนแนวคิด SUV ที่แข็งแกร่งและอเนกประสงค์ รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางที่หลากหลาย สำหรับลูกค้าที่จองภายในเดือนพฤษภาคม และส่งมอบภายในเดือนมิถุนายน จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ ได้แก่

  • การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty)*
  • ประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.*
  • Wall Charger พร้อมติดตั้ง*
  • ฟรี! พรม JAECOO*
  • ฟรี! AC Portable Charger*
  • ฟรี! Application T-Box 1 ปี*
  • ฟรี! บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
  • เป็นระยะเวลา 5 ปี*

*เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

OMODA & JAECOO ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยในระยะยาว

นักวิชาการชี้รับมือพายุ!! แนะรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินช่วยปรับบ้าน ตรวจโครงสร้างหลังคาและรางน้ำ พร้อมย้ำจุดเด่นประสานผู้เชี่ยวชาญ จ่ายเยียวยาภัยพิบัติสูงสุด 88,600 บาท

นักวิชาการแนะวิธีเช็กบ้าน รับมือพายุระลอกใหม่

ชงรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินปรับปรุงที่อยู่อาศัย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลใช้ “วิศวกรรมป้องกัน” รับมือพายุฤดูร้อน แนะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหนุนประชาชนปรับปรุงอาคาร-บ้านเรือน พร้อมแนะวิธีตรวจสอบจุดเสี่ยง “หลังคา-รางน้ำ-โครงสร้างที่เกาะตัวอาคาร” ระบุ หากประสบภัยขอเงินเยียวยาความเสียหายจาก ปภ. ได้

รศ. ดร.สายันต์ ศิริมนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์พายุฤดูร้อนได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างอาคารและบ้านเรือนของประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้ จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ ส่วนตัวมองว่า นอกจากกลไกการจ่ายเงินเยียวยาแล้ว อีกหัวใจสำคัญคือการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ดังนั้นรัฐบาลควรจะมีมาตรการหรือแนวทางในเชิงวิศวกรรมป้องกัน เช่น อาจมีกลไกเงินกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถปรับปรุงความแข็งแรงของตัวบ้านและอาคาร เพื่อรับมือกับภัยพิบัติหรือพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

รศ. ดร.สายันต์ กล่าวว่า ความเสี่ยงจากพายุฤดูร้อนคือการมีลมกระโชกแรงจนหลังคาบ้านหรือชิ้นส่วนอาคารพังถล่มและหลุดลอยปลิวออกไป ฉะนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรทำการตรวจสอบโครงสร้างอาคารหรือบ้านเบื้องต้นด้วยสายตาก่อน หากมีจุดที่น่ากังวลก็สามารถติดต่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ อาทิ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดคลินิกช่างให้เข้าไปขอคำปรึกษาได้ หรืออาจส่งข้อความหรือรูปมาทางเพจเฟซบุ๊ก Civil Engineering, Thamasat University ให้ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ช่วยประเมินเบื้องต้นได้ว่าจุดใดจำเป็นต้องเสริมกำลังหรือไม่

สำหรับข้อแนะนำในการตรวจสอบด้วยสายตา ประกอบด้วย

1. โครงสร้างหลังคา กันสาด โครงสร้างต่อเติม ไม่ว่าหลังคาจะเป็นแผ่นเมทัลชีทหรือกระเบื้อง สิ่งสำคัญคือดูว่ายึดติดกับตัวบ้านหรืออาคารดีอยู่ไหม อย่างตัวยึดหรือรอยต่อที่เป็นเหล็ก หากเกิดสนิมต้องรีบเปลี่ยน หรือหากรู้สึกว่ายึดไม่เพียงพอให้ยึดเพิ่ม หรือจุดต่อเติมที่ดูไม่มั่นคง โครงสร้างเรียวบาง ควรให้ช่างเข้ามาเสริมกำลัง โดยอาจมีการนำชิ้นส่วนเข้ามาเสริมเพิ่มแล้วเชื่อมติดกัน ซึ่งจะช่วยป้องกันลมพายุได้ในระดับหนึ่ง

2. ต้นไม้ ป้ายโฆษณา โครงสร้างที่เกาะอยู่กับตัวอาคาร ให้สำรวจดูว่ามีสิ่งใดที่มีโอกาสหักแล้วจะมาทับกันสาดหรือชายคาบ้าน โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มักทำด้วยเหล็กฉากทาสี แล้วยึดด้วยนอตหรือใช้การเชื่อมกับตัวอาคาร ก็ควรมีการขึ้นไปตรวจสอบรอยเชื่อมต่างๆ หากมีสีลอกเสื่อมสภาพและเป็นสนิม ควรให้ช่างมาเชื่อมเพิ่มแล้วทาสีทับ

3. รางระบายน้ำต่างๆ ที่ควรตรวจสอบว่าดูว่ายังสามารถระบายน้ำได้อยู่หรือไม่ มีเศษสกปรกหรือใบไม้เข้าไปอุดตันหรือไม่ ถ้ามีก็ควรกำจัดให้เรียบร้อย เพราะหากรางระบายน้ำอุดตันจะทำให้มีปริมาณน้ำค้างสะสม เมื่อรางแบกรับน้ำมากเกินไปก็อาจเกิดการร่วงหลุดลงมาสร้างความเสียหายได้

4. อาคารสูง สิ่งที่ควรตรวจสอบคือกระจกบานขนาดใหญ่ ดูตามรอยต่อว่ายังมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของโครงสร้างอาคาร แม้จะไม่ค่อยเป็นที่น่ากังวลจากพายุ แต่หากเจ้าของอาคารกังวลก็สามารถให้วิศวกรเข้าไปตรวจสอบอาคาร เพื่อเช็กโครงสร้างของอาคารทั้งหลังได้ โดยเฉพาะอาคารที่ถูกสร้างก่อนมีกฎหมายใหม่เข้ามาความคุม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนบ้านเรือนหรืออาคารที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติหรือพายุ สามารถที่จะติดต่อขอเงินเยียวยาจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ผ่านสายด่วน 1784 โดยสิ่งสำคัญคือจะต้องทำการถ่ายรูปความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อประกอบเป็นหลักฐานในการขอรับเงินเยียวยา ซึ่งภาครัฐจะพิจารณาจ่ายให้ตามความเสียหายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 88,600 บาท

นอกจากนี้ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล ส่วนใหญ่มักจะมีงบฉุกเฉินที่ให้ความช่วยเหลือได้ ตัวอย่างเช่น หากถูกพายุพัดจนหลังคาเกิดความเสียหาย ประชาชนในท้องถิ่นก็สามารถขอเบิกเงินไปซ่อมแซมหลังคา เพื่อให้สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้

กตป. เผยผล กสทช. ปี 68 แถลงผลติดตามงาน กสทช. ปี 2568 ประเมิน 6 มิติสอดคล้องมาตรฐานสากล ชี้ช่องว่างกฎหมายบริการ OTT ดิจิทัล เสนอนโยบายปรับปรุงรองรับโลกใหม่

คณะ กตป. แถลงผลการดำเนินงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ กตป. ร่วมกับบริษัท อินไซท์ คอนซัลติ้ง รีเสิร์ช จำกัด จัดงานแถลงผลและเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. รวมถึงนโยบายสำคัญ ประจำปี 2568 โดยใช้กรอบประเมิน 6 มิติที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน OECD, ERGA และ ITU เพื่อสะท้อนศักยภาพการกำกับดูแลทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการ และผลลัพธ์ของการกำกับดูแล

กตป. 5 ด้าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. จากการรวบรวมข้อมูลการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
.
ผลการประเมินภาพรวมปี 2568 พบว่า กสทช. สามารถกำกับดูแลกิจการภายใต้กรอบกฎหมายเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุญาต การจัดสรรคลื่น การกำกับการแข่งขันหลังการควบรวมธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมการเข้าถึงสื่อของคนพิการผ่าน AD, CC และ SL รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการ USO อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่บริการดิจิทัล แพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และ OTT ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จึงควรกำหนดทิศทางนโยบายให้ชัดเจน ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และกำหนดขอบเขตการกำกับดูแลบริการใหม่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบสื่อสารไทยมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นธรรม และรองรับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พลตำรวจตรี เอกธนัช  ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน และกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการกระจายเสียง พบผลการประเมินว่า กสทช. มีการดำเนินงานตามภารกิจที่มีกฎหมายรองรับได้เป็นไปอย่างดี เช่น การประมูลคลื่น FM ระดับท้องถิ่น การจัดทำแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค การพัฒนาระบบ e-BCS ให้การยื่นผังรายการเป็นดิจิทัล การลดระยะเวลาการจัดการเรื่องร้องเรียน และการกำกับโฆษณาเกินจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการกำกับดูแลวิทยุออนไลน์และบริการรูปแบบใหม่ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างสายงาน การผลักดันวิทยุดิจิทัล DAB+ มาตรการสนับสนุน และความเข้าใจจากผู้ประกอบกิจการ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรายย่อยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมทางเทคโนโลยี
ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรทัศน์ พบผลการประเมินว่า กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลโทรทัศน์แบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี ทั้งด้านใบอนุญาต การติดตาม

ผังรายการ การจัดการเรื่องร้องเรียน การกำกับมาตรฐานเนื้อหา และการส่งเสริมบริการ AD, CC, SL สำหรับคนพิการ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปสู่การรับชมหลายช่องทาง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพเนื้อหา เช่น ข่าวเชิงดราม่า โฆษณาเกินจริง และรายการรีรันจำนวนมาก ประเด็นท้าทายในระยะต่อไปคือ การอุดช่องว่างกฎหมายต่อ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำหนด Roadmap หลังปี 2567 และการพัฒนาเครื่องมือ Real-time Monitoring/AI รวมถึงยกระดับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ไทยให้แข่งขันได้ พร้อมผลักดัน EWS ให้ใช้งานจริง เพื่อคงบทบาทโทรทัศน์ในฐานะสื่อสาธารณะทั้งภาวะปกติและฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรคมนาคม ผลการประเมินพบว่า กสทช. มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงโครงสร้างและเครื่องมือกำกับดูแล โดยเฉพาะระบบ e-FA และ e-Licensing ที่ลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงการพัฒนา CBS, EWS และ Mobile ID เพื่อยกระดับความปลอดภัยของธุรกรรมดิจิทัลและบริการสื่อสารสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 สะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารคลื่นความถี่ เลขหมายโทรคมนาคม และการเตรียมพร้อมสู่ 5.5G/6G อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งปรับกฎหมายให้ทันต่อบริการ OTT และบริการข้ามพรมแดน พัฒนาระบบเฝ้าระวังการใช้คลื่นแบบ Real time และคุ้มครองผู้บริโภคจากค่าบริการ คุณภาพบริการ การหักเงินโดยไม่ตั้งใจ และภัยหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมการแข่งขันรายใหม่ เช่น MVNO/Wholesale

พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น CBS, EWS, Mobile ID การจัดการ SIM Box และการป้องกันการใช้ซิมในทางมิชอบ รวมถึงส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อตามแนวทาง MIDL โดยผลการดำเนินงานเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะการลดระยะเวลาจัดการเรื่องร้องเรียน และการเพิ่มเครื่องมือคุ้มครองผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ ช่องว่างการกำกับดูแล OTT ผลกระทบหลังการควบรวม ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ ความชัดเจนของแพ็กเกจ ภัยไซเบอร์ และการรับรู้ช่องทางร้องเรียนไม่ทั่วถึง ระยะต่อไปจึงควรยกระดับสู่การกำกับเชิงรุก ผ่าน Real-time Monitoring Dashboard การใช้ AI ป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปิดช่องว่างกฎหมาย และมาตรการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้บริการจริง

นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการวางหลักการและพัฒนาเครื่องมือคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น CBS, EWS, Digital ID และมาตรการลดค่าบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการส่งเสริมบริการ AD, CC และ SL เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของคนพิการ และการพัฒนา MIDL เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายเรื่องช่องว่างการกำกับดูแล OTT ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และคุณภาพบริการสำหรับคนพิการที่ต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริงโดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลบางประเภท เช่น Face Scan หรือบริการผ่านเสียง ที่อาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของคนพิการบางกลุ่ม จึงควรออกแบบมาตรการร่วมกันและมีหลายช่องทาง ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และระบบเฉพาะทาง เพื่อให้สิทธิของประชาชนเกิดผลจริงในทางปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและบริการใหม่

SPRC ไตรมาสแรกกำไรโตแรง!! จากราคาน้ำมันโลกพุ่ง–กำไรสต็อกหนุน แม้เดินหน้าซ่อมบำรุงใหญ่ SPRC รายได้ Q1 แตะ 1,626.7 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำบริหารเสี่ยงท่ามกลางตะวันออกกลางผันผวน

SPRC ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

กรุงเทพฯ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 — บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 1,626.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิ 228.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่แล้ว กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นผลกำไรจากสต็อกน้ำมัน (สุทธิภาษี) จำนวน 177.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมัน บริษัทฯ มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 51.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นที่ลดลงจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน (Turnaround & Inspection - T&I) รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในไตรมาสดังกล่าว

อัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นในไตรมาสที่ 1/2569 คิดเป็น 63.2% เทียบกับ 92.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงาน ซึ่งสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ โดยการซ่อมบำรุงดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่น พร้อมเสริมสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯ ได้รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันอันเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน นอกจากนี้ ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อีกด้วย

นายเฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ SPRC กล่าวว่า “บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะของตลาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการบริหารสต็อก กระแสเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงาน และการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน

ของประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้จัดสรรกำไรเพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบ การเสริมประสิทธิผลในการดำเนินงาน การยกระดับโรงกลั่นและคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับปรุงผลกำไร ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการขับเคลื่อนด้านดิจิทัล”

“ในฐานะธุรกิจโรงกลั่นที่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจเป็นวัฏจักร SPRC ยังคงมุ่งมั่นบริหารธุรกิจและการเงินอย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับทุกวงจรของวัฏจักรเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดสำหรับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้พอเพียงกับความต้องการภายในประเทศ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย” นายแมทธิว เพนน์ กล่าวสรุป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top