Monday, 20 July 2026
NEWS FEED

“มาคาเลียส” เตือน“แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์”!! แก๊งวอเชอร์ปลอมระบาดหนัก ใช้ AI สร้างเพจปลอมหลอกลวง เน้นช่วงวันหยุดยาวและเทศกาล ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ

มาคาเลียส เตือน “แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์” เริ่มระบาด
แนบเนียนขึ้น ใช้ AI-เพจปลอม สร้างความน่าเชื่อถือหลอกเหยื่อ

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้ ปี 2026 ธุรกิจซื้อขายวอเชอร์สำหรับการซื้อขายวอเชอร์ท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ อีเวอเชอร์ (E-Voucher) เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะพฤติกรรมคนไทยในปัจจุบันเน้นเที่ยวระยะสั้น แต่ถี่ขึ้น ส่งผลให้กลุ่มมิจฉาชีพกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง อาศัยจังหวะที่นักท่องเที่ยวเข้าสู่ “โหมดประหยัด” ต้องการมองหาดีลราคาคุ้มค่า โปรโมชันพิเศษ หรือส่วนลดท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ถูกใช้ในการหลอกลวงผู้บริโภค

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการกลับมาของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ “หลอกขายวอเชอร์ท่องเที่ยว” เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เทศกาล และฤดูกาลท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อดีลท่องเที่ยวผ่านออนไลน์มากขึ้น ทั้งจาก Facebook, TikTok, LINE หรือช่องทางโซเชียลต่าง ๆ บวกกับ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนไปจากภาวะทางเศรษฐกิจ หลายคนมองหาทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ทำให้คำว่า Flash Sale, ราคาพิเศษ, ดีลหลุดจอง หรือ ลดเฉพาะวันนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ดึงดูดความสนใจ และเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ รูปแบบการหลอกลวงมีความซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น โดยกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้รูปภาพ การรีวิว และข้อมูลจากโรงแรมหรือร้านอาหารจริงมาสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยสร้างเพจปลอม รีวิวปลอม ระบบตอบแชตอัตโนมัติ หรือแม้แต่คลิปวิดีโอปลอม เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นผู้ขายจริง ตัวอย่างการหลอกลวงที่พบมาก ได้แก่ หลอกขายวอเชอร์โรงแรมหรูในราคาถูกผิดปกติ โปรโมชัน Flash Sale จำกัดเวลา เพื่อเร่งให้รีบโอนเงิน หลอกขายแพ็กเกจท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน หรือบุฟเฟต์ชื่อดัง ส่ง QR Code หรือเอกสารยืนยันการจองปลอม หลอกให้ชำระเงินเพิ่มเติมภายหลัง เช่น ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

นางสาวณีรนุช กล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มิจฉาชีพกลุ่มนี้กลับมาระบาดอีกครั้ง คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยคนส่วนใหญ่เริ่มซื้อดีลผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น และตัดสินใจรวดเร็วขึ้นจากแรงจูงใจด้านราคา ส่งผลให้หลายครั้งขาดการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก่อนโอนเงิน เราต้องเข้าใจว่าวันนี้ภัยออนไลน์ไม่ได้มาในรูปแบบที่ดูน่าสงสัยเหมือนในอดีต แต่ถูกออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือเหมือนแบรนด์จริงทุกอย่าง ทั้งการใช้รูปภาพ รีวิว ผู้ติดตาม หรือแม้แต่การพูดคุยในแชต ทำให้ผู้บริโภครู้ตัวอีกทีก็ตอนสูญเสียเงินไปแล้ว

มาคาเลียส ในฐานะแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์ด้านท่องเที่ยว จึงขอแนะนำผู้บริโภคให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อวอเชอร์ออนไลน์ โดยมีข้อสังเกตสำคัญ ดังนี้

1. ตรวจสอบตัวตนของผู้ขายให้ละเอียด
ควรตรวจสอบว่าเพจหรือเว็บไซต์มีตัวตนจริงหรือไม่ มีข้อมูลบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และช่องทางติดต่อชัดเจน รวมถึงควรตรวจสอบว่าเปิดให้บริการมานานเพียงใด หากเป็นเพจใหม่ ยอดผู้ติดตามน้อย หรือเปลี่ยนชื่อเพจบ่อย ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2. อย่าหลงเชื่อ “ราคาถูกผิดปกติ”
หากพบวอเชอร์ที่ลดราคาสูงเกินจริง เช่น ลดมากกว่า 50-70% จากราคาปกติ หรือเป็นดีลที่ “ถูกเกินไปจนไม่น่าเป็นไปได้” ควรตั้งข้อสังเกตทันที เพราะมิจฉาชีพมักใช้ราคาเป็นจุดดึงดูดสำคัญในการหลอกเหยื่อ

3. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล
แพลตฟอร์มหรือผู้ขายที่น่าเชื่อถือ ควรมีระบบชำระเงินที่ตรวจสอบได้ หรือใช้บัญชีในนามบริษัท หากผู้ขายเร่งรัดให้โอนเข้าบัญชีบุคคล หรือแจ้งว่า ระบบมีปัญหา ขอให้โอนตรง ควรหลีกเลี่ยงทันที

4. ตรวจสอบรีวิวจากหลายช่องทาง
ไม่ควรเชื่อรีวิวในหน้าเพจเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันสามารถสร้างรีวิวปลอมได้ง่าย ควรค้นหาชื่อแบรนด์หรือชื่อเพจเพิ่มเติมจากช่องทางโซเชียลอื่น ๆ เพื่อดูประสบการณ์จริงจากผู้ใช้งาน

5. ติดต่อสถานประกอบการโดยตรงก่อนชำระเงิน
หากเป็นดีลโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ควรโทรสอบถามกับสถานประกอบการโดยตรงว่า มีโปรโมชันดังกล่าวจริงหรือไม่ และผู้ขายเป็นพาร์ตเนอร์ที่ได้รับอนุญาตหรือเปล่า

6. ระวังการเร่งให้รีบตัดสินใจ
ข้อความประเภท “เหลือสิทธิ์สุดท้าย”, “หมดภายใน 10 นาที” หรือ “ราคาพิเศษเฉพาะวันนี้” เป็นเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้สร้างความกดดันทางจิตวิทยา เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

7. เลือกซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ
ควรเลือกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบยืนยันการซื้อขาย มี Customer Support สามารถตรวจสอบประวัติการสั่งซื้อได้ และมีช่องทางช่วยเหลือกรณีเกิดปัญหา

“ปัจจุบันภัยออนไลน์มีความแนบเนียนมากขึ้น ผู้บริโภคจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเช่นกัน เพราะแม้เพจหรือเว็บไซต์จะดูน่าเชื่อถือ ก็อาจเป็นของปลอมได้ ดังนั้นการซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง ช่วยสร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน” นางสาวณีรนุช กล่าวทิ้งท้าย

“สิงคโปร์” สร้างชาติด้วยการศึกษา!! ถอดบทเรียนสิงคโปร์สร้างชาติผ่านการศึกษา 60 ปี ปฏิรูป 4 ยุค จากเอาตัวรอดสู่เด็กเป็นศูนย์กลาง ส่วนไทยยังต้องถามตัวเองว่า เรากำลังปฏิรูปเด็ก หรือแค่รักษาระบบเดิมไว้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Aun Theeraphat ได้โพสต์ว่า

“สิงคโปร์สร้างชาติได้อย่างไร”

60 ปี ที่ผ่านมามีการปฏิรูปการศึกษาไปทั้งหมด 4 ครั้ง

ยุคแรก 1965 - 1978 Survival-Driven Education

สร้างโรงเรียนเยอะ ๆ ทุกโรงเรียนหน้าตาเหมือนกัน ก่อนนี้น้อยคนมีโอกาสได้เข้ามาเรียน ก็เริ่มได้เข้ามาเรียน ประกาศรับครูเยอะแยะมากมายสมัครตอนเช้าบรรจุตอนบ่าย

ยุคสอง 1979 -1996 Efficiency- Driven Education

เน้นเด็กเก่ง เกรดดี ระบบเป๊ะ STEM เริ่มเข้ามา เรียนกดดัน  เรียนหนัก  มีการประเมินครู

แบ่งเด็กเป็นสายปกติ  สายเคร่งครัด  สายเทคโนโลยี

แบ่งเด็กเก่งเด็กอ่อน จัดอันดับโรงเรียน  ดูผลสอบโรงเรียน

“คะแนนสอบ” สำคัญที่สุด

.

ยุคสาม 1997 - 2011 Ability - Driven Education

เริ่มให้ความสำคัญ กับ Ability  ด้านอื่นมากขึ้นเช่นศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ เราจะเสิร์ฟอาหารจานเดียวกันให้กับเด็กทุกคนในสิงคโปร์ไม่ได้” เพราะความสามารถของเด็กแต่ละคนต่างกันมีการตั้งโรงเรียนเฉพาะทางเฉพาะด้านออกมา

ยุคสี่ 2012 - ปัจจุบัน Student - Centric Values Driven Education

เน้นการสร้างตัวตนและคุณ ค่า  เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง

ห้ามโฆษณา เฉพาะเด็กเก่งที่ได้ A

เน้นเชิดชูตัวตนของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ฝ่าฟันผ่านความยากลำบากมาได้

“สุขภาพจิต” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เน้นการทำงานเข้ากับคน ปรับตัวเข้ากับสังคม

ยุคปัจจุบัน มี AI เข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในห้องเยอะมากและสิงคโปร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และใช้มันมากที่สุดในโลก

ช่วยลดภาระครู วางแผนการสอนช่วยตรวจงาน เป็นติวเตอร์ให้นักเรียนฟังแล้วก็น่าคิดนะครับ

1. ลองหลับตานึกดูปัจจุบันการศึกษาไทยตามหลังสิงคโปร์อยู่กี่ปี  แล้วการศึกษาบ้านเราคล้ายกับช่วงไหนของเค้า

2. Dr.Lim กำลังจะมาเป็นผู้บริหารเปิดโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ในประเทศไทยปีหน้า ชื่อ Singapore Global International School

โรงเรียนอินเตอร์เปิดใหม่สวนทางกับโรงเรียนเอกชนไทยที่ทยอยปิดลง และสวนทางกับจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง

3. วันนึงผมก็อยากเห็นบ้างนะถ้าหลักสูตรไทยมันดีจริง เหมือนที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนบอก

แล้วมีนักการศึกษาแบบนี้ ไปสัมภาษณ์แถวประเทศในยุโรป เอเชียแล้วไปเปิดหลักสูตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลแข่งกับหลักสูตรสากลอื่น แข่งกับ ระบบ AP IB Singapore ไม่รู้ฝันของผมเป็นจริงได้ไหมแล้วเมื่อไหร่ 

.

4. ข่าวดีเรากำลังจะมีโรงเรียนดี ๆ ผู้บริหารเก่ง ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งโรงเรียนในประเทศไทย

ข่าวร้ายอยากได้ของดีต้องจ่ายเงินในราคาที่แพง

ที่มา : https://www.facebook.com/100060348729261/posts/1381793657175579/?rdid=LChrQodD1Mu6lYrs#

MOSHI ตอกย้ำ ESG ครบทุกมิติ!! เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน ชู ESG DNA พนักงานผ่านอบรมครบ 100% ปั้นความยั่งยืนสู่พนักงาน ชุมชน และสังคม ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม

“MOSHI” ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน ESG ชู "ความยั่งยืน" สู่ทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) พร้อมประกาศความสำเร็จเป็นรูปธรรมในหลายด้านพร้อมกัน

นางสาวพลอยนภัส บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เผยว่า ต้นปีที่ผ่านมา MOSHI คว้าเกียรติบัตร "โครงการ ESG DNA สำหรับพนักงานองค์กร" จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังพนักงานทุกระดับทั้งสายบริการลูกค้าและสายงานสนับสนุน เข้ารับการอบรมและผ่านการทดสอบครบ100% ภายในช่วงเดือนมกราคม–ธันวาคม 2568 ความสำเร็จนี้ไม่เพียงเสริมศักยภาพบุคลากร แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจภายใต้บริบทโลกที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ในด้านการสร้างคุณค่าให้ชุมชน MOSHI สานต่อกลยุทธ์ "GIVE" ผ่านโครงการ "Give a Better Life สร้างอาชีพ สู่ความยั่งยืน" ซึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ด้วยการสร้างโอกาสการจ้างงานที่สอดคล้องกับทักษะของคนในพื้นที่และสามารถประกอบอาชีพได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้จัดงานประชุมสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 1 ของโครงการ ณ คลังสินค้าอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยเน้นการให้ความรู้ ฝึกอบรม และพัฒนาศักยภาพแรงงานในชุมชน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว โดยในปี 2568 MOSHI สามารถสร้างการจ้างงานให้ชุมชนได้กว่า 83 ครัวเรือน ก่อให้เกิดรายได้รวม 7.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนและสร้างโอกาสทางอาชีพ คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบเงินบริจาคสมทบทุนจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ ศิริราชมูลนิธิ ภายใต้โครงการ "Give For Life หนึ่งคนให้ หลายคนรับ" เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านการแพทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นเหล่านี้คือก้าวสำคัญที่ MOSHI เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด "Make Sustainability part of Your Everyday Life" เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ "Let us be part of your everyday life" ที่บริษัทฯ ยึดถือมาโดยตลอด

กกท.ถกสมาคมตะกร้อ!! หารือสมาคมกีฬาตะกร้อไทยพร้อมรับมือ 5 นักกีฬาถูกแบนชั่วคราวไม่กระทบทีม เป้าหมาย 4 เหรียญทองยังมั่นคง เชื่อสมาคมบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กกท. หารือ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เตรียมแผนสำรองสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หาก 5 นักกีฬาได้รับบทลงโทษจากสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เชื่อมั่นในการบริหารจัดการของสมาคมฯ แม้ว่าสุดท้ายจะโดนโทษแบน แต่ยังมีนักกีฬาที่สามารถทดแทนกันได้ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย 4 เหรียญทอง

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงการเตรียมนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย กีฬาความหวังเหรียญทอง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่นว่า กรณีที่นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย 5 คน และสตาฟโค้ชอีก 3 คน ถูกสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ลงโทษแบนชั่วคราว จากเหตุการณ์ที่ทีมชาติไทย ตัดสินใจไม่แข่งขันต่อ ในการแข่งขันเซปักตะกร้อ รอบชิงชนะเลิศ ประเภททีมชุดชาย ศึกเวิลด์คัพ 2026 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย กกท. ได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางและแผนสำรอง รองรับสำหรับการเตรียมทีม เอาไว้ ซึ่งเชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ มีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์และสามารถหานักกีฬามาทดแทนได้

“สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชัดเจนตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะทำตามสิทธิ์คือ ยื่นอุทธรณ์ แต่เบื้องต้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คงต้องยอมรับในกติกา และผลการตัดสินของสหพันธ์ฯ ส่วนการอุทธรณ์จะทันการแข่งขันเอเชียนเกมส์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับการเตรียมทีมเอเชียนเกมส์ สมาคมฯ สามารถบริหารจัดการได้ และมีนักกีฬาที่พร้อมทดแทนได้” ดร.ก้องศักด กล่าว

สำหรับเป้าหมายของทีมตะกร้อทีมชาติไทยในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ดร.ก้องศักด ยืนยันว่า สำหรับตะกร้อไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากเหรียญทองเท่านั้น และจากการประเมินความหวังที่ตั้งไว้ถึง 4 เหรียญทอง แม้ว่านักกีฬาอาจจะถูกแบนก็ตาม แต่เชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ ยังมีนักกีฬาฝีมือดีอีกหลายคนที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ และยังมั่นใจว่าทีมตะกร้อไทยจะรักษามาตรฐานในการลุ้นเหรียญทองเอเชียนเกมส์ได้เช่นเดิม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10306938

นรข.ตัดเส้นทางยานรกริมโขง!! ยึดยาบ้า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬวันที่ 2 ก.ค. ตรวจพบเรือข้ามแม่น้ำโขงลำเลียงของกลาง ก่อนทะลักเข้าสู่ไทย

นรข. ยึดยาบ้ากว่า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬ สกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) เวลา 03.00 น. สถานีเรือบึงกาฬ สังกัด นรข.เขตหนองคาย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ได้จำนวนประมาณ 5,550,000 เม็ด บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าไคร้ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พร้อมตรวจยึดรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยผู้กระทำผิดอาศัยความมืดหลบหนีไปได้ อยู่ระหว่างการเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปฏิบัติครั้งนี้สืบเนื่องจากการได้รับข่าวกรองว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจะลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยทางแม่น้ำโขง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) จึงสั่งการให้ นรข.เขตหนองคาย จัดกำลังเข้าซุ่มเฝ้าตรวจและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ กระทั่งช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนมีกลุ่มบุคคลลำเลียงกระสอบสีดำขึ้นจากเรือมายังรถยนต์ต้องสงสัย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดได้ทิ้งของกลางและหลบหนี ขณะที่เรือได้เร่งเครื่องกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 14 กระสอบ รวมประมาณ 5,550,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ เครื่องชั่งดิจิทัล และสัมภาระที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการต่อไป

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ผลการปฏิบัติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ นรข. ในการเฝ้าระวังและปกป้องชายแดนทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทย และเป็นการสกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางลำเลียง และย้ำว่ากองทัพเรือจะยังคงบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนและประเทศชาติต่อไป

‘ดร.ปุณกฤษ’ เขียน “วิบัติโลก”!! โดย คอลัมนิสต์ THE STATES TIMES เจาะลึกสงครามข้อมูล “วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์” ถอดรหัสโลกบนขอบเหว สงคราม นิวเคลียร์ และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ชี้ผลสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์

“วิบัติโลก ปัจฉิมพยากรณ์ จากปฐมบท อิหร่าน สหรัฐฯ อิสราเอล สงครามทำลายล้างตะวันออกกลาง” เขียนโดย “ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล”

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เกาะติดเจาะลึกอย่างไม่กระพริบตา ในฐานะบรรณาธิการข่าวต่างประเทศของสำนักข่าว  THE STATES TIMES เนื้อหาสาระในเล่มปรกอบด้วย

- โลกบนขอบเหวแห่งหายนะ 

- รากฐานของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์

- “นิวเคลียร์” พลังแห่งความกลัว

- ไฟสงครามแห่งภูมิภาคตะวันออกกลาง

- พลวัตทางการทหารของสงครามสมัยใหม่ในตะวันออกกลาง

- ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

- วิกฤตเศรษฐกิจโลก

- ความเกี่ยวข้องกับมหาอำนาจและพันธมิตร

- สงครามข้อมูลข่าวสาร

- ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในอนาคต

SME D Bank ติดปีกชุมชน!! ยกระดับผ้าลายโบราณ เสริมทักษะเพิ่มรายได้สูงวัย จับตลาดยุคใหม่พร้อมรักษ์โลก ขยายโมเดลสู่ชุมชนทั่วประเทศ

SME D Bank ติดปีกชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต่อยอดผ้าลายโบราณด้วยดีไซน์ ช่วยขยายตลาด เพิ่มรายได้ผู้สูงอายุ สร้างสังคมเท่าเทียม เติบโตยั่งยืน

SME D Bank เดินหน้าภารกิจธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน จัดโครงการยกระดับเพิ่มศักยภาพให้แก่กลุ่มชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ดึงภูมิปัญญาผ้าลายโบราณสมัยอยุธยา ต่อยอดด้วยดีไซน์สมัยใหม่ ยกระดับเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด สนับสนุนเกิดการสร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เกิดเป็นสังคมแห่งความเท่าเทียม และเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กรสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน นำหลัก ESG ( Environmental Social และ Governance) ขับเคลื่อนการทำงานในทุกมิติขององค์กร โดยให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่มอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเท่าเทียม เป็นธรรม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน คือ การยกระดับ “ชุมชน” ซึ่งถือเป็นฐานรากของสังคม และเศรษฐกิจไทย ด้วยการเติมเต็มในสิ่งที่ชุมชนต้องการ เพื่อจะพัฒนาสู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง ส่งต่อประโยชน์สู่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตยั่งยืนต่อไป

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากนโยบายดังกล่าว ธนาคารจัดโครงการ “SME D Partner by CSR” ลงพื้นที่เข้าไปส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ตัวอย่างหนึ่ง คือ การยกระดับ “วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก)” ตั้งอยู่ วัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) ต.บ้านใหญ่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความโดดเด่นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มี "ผ้าลายอย่าง" (จุฬาพัสตร์) ซึ่งเป็นผ้าโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา ถูกค้นพบในตู้พระธรรม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มมีการนำลายผ้าดังกล่าว มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย เช่น กระเป๋า และผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาชิกกลุ่มทั้งหมด คือ แม่บ้านสตรีสูงวัย ทำให้ขาดความรู้ในการบริหารจัดการต้นทุนการเงิน รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย อีกทั้ง สินค้ายังไม่มีความหลากหลายมากนัก รวมถึง ช่องทางตลาดค่อนข้างจำกัด มีวางจำหน่ายแค่ ณ สถานที่ตั้งของกลุ่ม ภายในวัดย่านอ่างทอง (จุฬาโลก) เท่านั้น ดังนั้น SME D Bank ช่วยเสริมศักยภาพ ด้วยการพาวิทยากรของธนาคารที่มีความชำนาญด้านการเงิน และวิทยากรจากหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น แนะนำบริหารการเงิน จัดทำบัญชี อีกทั้ง เชิญ นายธันยวัฒน์ ทั่งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธาอีส อีโคเลทเธอร์ จำกัด ซึ่งเป็นลูกค้าธนาคาร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตกระเป๋าดีไซน์โดดเด่นจากวัสดุธรรมชาติ มาเป็นวิทยากร ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรมและรักษ์โลก ช่วยให้สินค้ามีความหลากหลายทั้งดีไซน์และประโยชน์ใช้สอย สามารถเพิ่มมูลค่าจากหลักสิบเป็นหลักพัน ช่วยตอบความต้องการผู้บริโภคปัจจุบัน และเทรนด์ธุรกิจสีเขียวได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น ธนาคารช่วยสนับสนุนด้านการตลาด เช่น จัดทีมทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์ เปิดโอกาสให้สินค้ามาขายในงาน SME D Market ที่ธนาคารจัดขึ้น อีกทั้ง นำลวดลายผ้าโบราณมาตัดเย็บเป็นชุดและเครื่องประดับสำหรับแบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำธนาคาร จัดซื้อสินค้าชุมชนมอบเป็นสินค้าที่ระลึกแก่หน่วยงานพันธมิตรในเทศกาลสำคัญ เป็นต้น อีกทั้ง ชักชวนเยาวชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิต และเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีสูงอายุ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดเป็นชุมชนแห่งความสุข เท่าเทียม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป โดยธนาคารจะนำโมเดลความสำเร็จนี้ ขยายไปสู่การสนับสนุนชุมชนอื่นๆ ต่อไป

คำร้อง ‘ศรีสุวรรณ’ สะดุด!! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมกล่าวหาพีระพันธุ์ใช้อำนาจมิชอบแต่งตั้งคณะทำงาน ศาลไม่รับคำร้อง ม.213 ปมพีระพันธุ์ ชี้ผู้ร้องยังไม่แสดงความเดือดร้อนเสียหายชัดเจน

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดี มีคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ เรื่องพิจารณาที่ ต. 48/2569 กรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ผู้ถูกร้อง) ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้เป็นคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำที่ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ส่งผลให้ผู้ร้องซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับบุคคลดังกล่าวต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของผู้ถูกร้องละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 และมาตรา 53

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2563 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/politics/1241019

Fashion Diplomacy ไทยผงาดยุโรป!! ‘ปฐม อินทโรดม’ ย้ำชุดไทยไม่ใช่แค่ความงาม สมเด็จพระราชินี ในฉลองพระองค์ชุดไทย กลายเป็นภาพจำแห่ง Soft Power ไทยบนเวทียุโรป สะท้อนความสำเร็จการทูตผ่านแฟชั่นและมรดกวัฒนธรรม

หลายคนอาจมองว่าการเสด็จเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในปีนี้ เป็นเพียงภารกิจทางการทูตตามปกติ แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่านี่คือ Fashion Diplomacy ที่ใช้แฟชั่นและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตที่เหมาะเจาะและทรงพลังที่สุดในปีนี้

ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทย ท่ามกลางบรรยากาศของราชสำนักฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสง่างาม แต่เป็นการประกาศต่อสายตาชาวโลกว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า มีเอกลักษณ์ และสามารถยืนเคียงข้างวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรปได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

ผมเชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างละเอียดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดนิทรรศการ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ที่กรุงปารีส ซึ่งนำเสนอวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมโยงเรื่องราวของผ้าไหม งานปัก งานหัตถศิลป์ และอิทธิพลของแฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงาม

ภาพของผู้คนที่ต่อแถวเข้าชมนิทรรศการอย่างล้นหลาม กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า Soft Power ของไทยยังมีพลังอย่างยิ่ง ผู้เข้าชมจำนวนมากอาจไม่เคยรู้จักชุดไทยมาก่อน แต่กลับประทับใจกับความละเอียดอ่อนของงานฝีมือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องแต่งกายแต่ละชุด นี่คือหัวใจของ Soft Power เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้รักประเทศไทย แต่ผู้คนกลับอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง

ที่น่าสนใจคือ กระแสตอบรับจากสื่อต่างประเทศก็สะท้อนความสำเร็จครั้งนี้อย่างชัดเจน

- Vogue นิตยสารแฟชั่นระดับโลก ถึงกับนำเสนอเรื่องราวของชุดไทยและนิทรรศการในฐานะตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างราชสำนักไทยกับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยใช้แฟชั่นเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและการทูตได้อย่างแยบยล

- เว็บไซต์ติดตามราชวงศ์ยุโรปอย่าง New My Royals ให้ความสำคัญกับฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเป็นพิเศษ โดยจัดอยู่ในหมวด Royal Fashion และชื่นชมความสง่างามของชุดไทยที่สามารถยืนเคียงข้างราชสำนักยุโรปได้อย่างโดดเด่น

ส่วนสำนักข่าวภาพระดับโลกอย่าง Reuters และ Anadolu Agency แม้จะเน้นรายงานการเสด็จเยือนในมิติทางการเมืองและการทูต แต่ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทยกลับถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วโลก กลายเป็นภาพจำของการเยือนครั้งนี้โดยปริยาย

ในโลกยุคใหม่ อำนาจของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป แต่ยังวัดกันด้วยความสามารถในการทำให้คนทั้งโลกหลงใหลในวัฒนธรรมของตนเอง เกาหลีมี K-Pop ญี่ปุ่นมีอนิเมะ ฝรั่งเศสมีแฟชั่นชั้นสูง ส่วนประเทศไทยเองก็มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ใคร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังเล่าเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ดีพอ

และหากพูดถึงผู้ที่วางรากฐานของ Fashion Diplomacy ไทย คงไม่อาจละเลยพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำผ้าไหมไทยและชุดไทยออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อกว่าหกทศวรรษก่อน จนทำให้ผ้าไหมไทยกลายเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นสากล และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบจำนวนมาก

การเสด็จเยือนยุโรปในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมและส่งต่อเรื่องราวของประเทศไทยผ่านภาษาสากลที่เรียกว่า “แฟชั่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะบางครั้ง Soft Power ไม่ได้เกิดจากแคมเปญโฆษณาราคาแพง ไม่ได้เกิดจากการซื้อสื่อหรือการประชาสัมพันธ์อย่างเอิกเกริก แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกหยุดมองภาพหนึ่งภาพ แล้วพูดพร้อมกันว่า ชุดไทยช่างสวยเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27257669797192798/?rdid=zvSGqHLpXKoDVzyS#

ครม. เปิดทางปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue!! ไทยขยับบทบาทเวทีแรงงานระหว่างประเทศ ดันเทคโนโลยีดิจิทัลดูแลแรงงานข้ามชาติ ปักหมุดแรงงานไทยต่างแดนต้องปลอดภัย มีสิทธิ และได้งานที่เป็นธรรม เพิ่มโอกาสแรงงานไทยเข้าถึงงานคุณภาพในต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue ยกระดับคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน

ครม. (30 มิ.ย.69) เห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของตลาดแรงงานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ร่างปฏิญญาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติในทุกช่วงของการจ้างงาน ตลอดจนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการแรงงาน ลดต้นทุนการจัดหางาน และการส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม

การเข้าร่วมร่างปฏิญญาครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านแรงงานในระดับภูมิภาค พร้อมส่งเสริมให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะ และเข้าถึงการจ้างงานที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1460052146157512/?rdid=hr91dqg5lnjivaKp# 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top