Wednesday, 28 October 2026
NEWS FEED

ระทึกก่อนประชุม IMF–World Bank!! รถมาเลเซียเจอตรวจเข้ม ติดถังน้ำมัน 7 ใบ บนทางเท้า ใกล้เขตปลอดภัย IMF-World Bank เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนเฝ้าระวังทันที คู่รักมาเลเซียชี้ใช้เดินทางฮันนีมูน

สำนักข่าวนิวสเตรทไทมส์ของมาเลเซีย รายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 ต.ค. 2569) ขณะที่เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนการประชุม IMF-World Bank พบรถยนต์ทะเบียนมาเลเซียจอดอยู่ที่ทางเท้า บนถนนสุขุมวิท บริเวณปากซอยสุขุมวิท 17 เขตวัฒนา กทม. ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากอยู่ใกล้กับเขตความปลอดภัยของการประชุมฯ เจ้าหน้าที่ กทม. กังวลว่ารถคันดังกล่าวอาจบรรจุวัตถุอันตราย จึงได้แจ้งเตือนหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้ระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบ พบถังบรรจุน้ำมันเบนซิน 7 ถัง รวมประมาณ 40 ลิตร อยู่ที่ท้ายรถ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนเพิ่มเติม พบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของคู่รักสามีภรรยาชาวมาเลเซีย ที่เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. และวางแผนจะเดินทางกลับประเทศในวันที่ 17 ต.ค. คู่รักคู่นี้บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า พวกเขากำลังเดินทางท่องเที่ยวผ่านหลายจังหวัดของประเทศไทยด้วยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของช่วงฮันนีมูน พวกเขาพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท และจอดรถใกล้ซอยสุขุมวิท 17 เพื่อไปเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

โฆษกหน่วยงานความมั่นคงของไทยกล่าวว่า คนขับรถชาวมาเลเซียบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาเตรียมน้ำมันเพิ่มมาด้วย เพราะไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในประเทศไทย และคาดว่าจะต้องเดินทางไกลระหว่างจังหวัดต่างๆ ชายคนนั้นบอกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าวเตรียมไว้ เพื่อป้องกันในกรณีที่พวกเขาหาปั๊มน้ำมันระหว่างทางได้ยาก โดยซื้อน้ำมันมาจากประเทศมาเลเซีย

ที่มา : nst.com.my/news/regional/2026/10/1556021/malaysian-honeymooners-probed-over-extra-fuel-carried-thailand

'ชัยวุฒิ' พาครอบครัวทำบุญกินเจเมืองสิงห์บุรี!! ควงคุณแม่ภรณี–ลูกสาว ร่วมสืบสานประเพณีกินเจสิงห์บุรี จุดเทียนยักษ์–แจกอาหารเจแก่ประชาชน ตั้งโรงทานแจกอาหารเจทุกวัน ร่วมสืบสานประเพณีอย่างอบอุ่น

"ชัยวุฒิ"ควงคุณแม่ภรณี ลูกสาว ทำบุญ เทศกาลกินเจ สิงห์บุรี -จุดเทียนยักษ์เสริมสิริมงคล

[สิงห์บุรี] 15 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น. -บรรยากาศเทศกาลกินเจที่จังหวัดสิงห์บุรีเต็มไปด้วยความอิ่มบุญ โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมด้วยคุณแม่ภรณี ธนาคมานุสรณ์ และบุตรสาว ได้เดินทางไปร่วมทำบุญสืบสานประเพณีถือศีลกินผัก ณ ศาลาประชาคมปึงเถ่ากงม่า อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี

​ในโอกาสนี้ นายชัยวุฒิและครอบครัวได้ร่วมกันประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างพร้อมหน้า โดยจุดเทียนยักษ์ตามธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อเสริมมงคลชีวิต นอกจากนี้ ทางครอบครัวยังได้ตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายอาหารเจให้แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน ซึ่งครอบครัวธนาคมานุสรณ์ได้นำข้าวสารมาถวาย และรับเป็นเจ้าภาพทำเมนูเต้าหู้ทอด รวมถึงจัดเตรียมอาหารเจมาบริการให้กับประชาชนทั่วไปในทุก ๆ วันตลอดช่วงเทศกาล

ซึ่งบรรยากาศภายในศาลาประชาคมปึงเถ่ากงม่า เต็มไปด้วยความอบอุ่น ถือเป็นการร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามและแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับชาวสิงห์บุรีในช่วงเทศกาลกินเจ ประจำปีนี้

IRPC ยกระดับเม็ดพลาสติก POLIMAXX สู่มาตรฐานฮาลาล!! สร้างทางส่งออกพลาสติกเม็ดสู่ตลาดอินโด เป็นรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรอง พร้อมยกระดับศักยภาพสู่ตลาดโลก เพิ่มโอกาสส่งออกสู่ประเทศอินโดนีเซีย

IRPC ได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาลสำหรับเม็ดพลาสติก POLIMAXX รองรับการส่งออกสู่ตลาดอินโดนีเซีย

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC สร้างความสำเร็จสำคัญในการยกระดับการดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล (Halal Certificate) สำหรับผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความพร้อมของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดเป้าหมาย เสริมสร้างศักยภาพและโอกาสในการแข่งขันในระดับสากล

นายภาณุทัต เกียรติ์อนันต์ชัย ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส บริหารคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม IRPC เข้ารับมอบใบรับรองมาตรฐานฮาลาลเพื่อการส่งออก จากนายณรงค์เดช สุขจันทร์ รองเลขาธิการ สกอท. และรองประธานฝ่ายกิจการฮาลาล ณ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569

การรับรองครั้งนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกประเภท HDPE และ PP ภายใต้แบรนด์ POLIMAXX โดยผ่านการตรวจประเมินด้านผลิตภัณฑ์ ระบบการจัดการ และกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความพร้อมในการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านฮาลาลอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกไปยังตลาดอินโดนีเซีย

ปัจจุบัน IRPC ส่งออกเม็ดพลาสติกไปยังกว่า 52 ประเทศทั่วโลก การได้รับการรับรองครั้งนี้จึงเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตลาดส่งออก เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า พร้อมสะท้อนถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อข้อกำหนดและความต้องการของตลาดต่างประเทศ

IRPC มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามข้อกำหนด สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและคู่ค้า และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

รัฐบาล เตือนห้ามบินโดรน!! วันที่ 16 ต.ค. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ VT R1 กรุงเทพฯ ตามประกาศสำนักงานการบิน เพื่อความปลอดภัยประชุม IMF - World Bank

รัฐบาลย้ำเตือนวันที่ 16 ต.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 00.01-23.59 น. ห้ามบินโดรนในพื้นที่ VT R1 Bangkok City และพื้นที่เกี่ยวข้อง ตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อสนับสนุนการรักษาความ ปลอดภัยให้การประชุม IMF - World Bank Annual Meeting 2026 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ที่มา : https://www.facebook.com/watch/?v=1619801722798373&rdid=ysmSHJjQzfrlzD2W

ไทย–อินโดนีเซีย ผนึกกำลัง!! ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียน กระชับความร่วมมือการเงิน–พลังงาน ต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติเข้มแข็ง หนุนการค้า–ลงทุน ข้ามแดนเพิ่มโอกาส

ไทย–อินโดนีเซียกระชับความร่วมมือด้านการเงิน พลังงาน และเกษตรกรรม ผนึกกำลังปราบสแกมเมอร์–ฟอกเงินข้ามชาติ หนุนไทยนำอาเซียนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับนาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในหลายด้าน ทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ

นายกฯ กล่าวขอบคุณฝ่ายอินโดนีเซียที่ให้การสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันมีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียและมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกฯ แสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ฝ่ายอินโดนีเซียแสดงความชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่าไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ ยังเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนควรส่งเสริมความเป็นเอกภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะภูมิภาคที่พร้อมร่วมมือและดำเนินการค้ากับทุกประเทศทั่วโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1556287566533969&id=100064582216937&rdid=hmBVXXmbTmurlcEW#

นายกฯ ชู soft power ไทย!! ต้อนรับผู้นำการเงินโลกในงาน Welcome Dinner ประชุม IMF–World Bank 2026 ไทยนำเสนอมิติทางวัฒนธรรม ผนึกกำลังเศรษฐกิจโลกปี 69

นายกฯ ชู soft power ไทย สร้างความประทับใจ ในงาน Welcome Dinner ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางที่เข้าร่วมการประชุมประจำปี IMF - World Bank Group 2026

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 19.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงต้อนรับ Welcome Dinner ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569

นายกฯ ได้ทักทายแขกผู้มีเกียรติบริเวณโถงกลางตึกสันติไมตรี ก่อนขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับผู้นำระดับโลกและแขกผู้มีเกียรติ โดยย้ำว่าประเทศไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF - World Bank อีกครั้งในรอบ 35 ปี พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของความร่วมมือในอนาคต ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน การค้า และการสื่อสารของผู้คน

นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงความหมายของชื่อ “ตึกสันติไมตรี” ณ ที่แห่งนี้ซึ่งแขกผู้มีเกียรติได้มาร่วมงาน ว่ามีความหมายถึง “สันติภาพและมิตรภาพ” จึงหวังว่าค่ำคืนนี้จะเป็นโอกาสของการได้พบปะและสร้างเครือข่ายร่วมกัน และในช่วงท้ายได้กล่าวอวยพรให้แขกผู้มีเกียรติ มีช่วงเวลาแห่งความสุขและน่าประทับใจกับการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ พร้อมสัมผัสความอบอุ่นของคนไทย ตลอดจนประสบความสำเร็จในการหารือในห้วงการประชุม

ทั้งนี้ การจัดงานทุกรายละเอียด ทั้งการตกแต่งสถานที่ กิจกรรม การแสดง อาหารและเครื่องดื่ม ได้ร้อยเรียงเรื่องราวความเป็นไทย และถ่ายทอดศักยภาพของไทย ผ่านมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จึงหวังว่า จะสร้างความทรงจำที่ดีและความประทับใจให้ผู้นำระดับโลกและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1556433989852660&id=100064582216937&rdid=toAJLxEOOfsr5d5e#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟาด กทม. ปมหมู่บ้านทับทางน้ำหลาก!! เปิดแฟ้มอนุญาตหมู่บ้านทับฟลัดเวย์ ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน ผิดผังเมืองอาจคุก 10 ปี ต้องโปร่งใส-หยุดทำลายเมือง

อาจารย์อุ๋ย ฟาด กทม. ! หมู่บ้านทับ ‘ฟลัดเวย์’ ใครเซ็นต้องรับผิด! หากเอื้อทุนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้ว่าฯ–เจ้าหน้าที่เสี่ยงคุก 10 ปี ม.157

14 ตุลาคม 2569--นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความห็นผ่านเฟสบุ๊คว่า

”จากกรณีที่อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนทวงคืนแก้มลิงและฟลัดเวย์ เปิดประเด็นตรวจสอบการอนุญาตก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลากของกรุงเทพมหานคร นั้น

ผมเห็นว่า กทม. ต้องเปิดแฟ้มอนุญาตโครงการหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่เหล่านี้ย้อนหลัง พร้อมตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน หากมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้อนุญาตและผู้บริหารที่ร่วมกระทำต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับความเสียหายจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ

กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 มีข้อกำหนดคุ้มครองพื้นที่ระบายน้ำ ล. 4 ตามข้อ 38 (3) (พื้นที่สีขาวทะแยงเขียว) บริเวณพื่นที่ กทม ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ข้อ 41 กําหนดห้ามถมดิน ก่อสร้าง หรือดำเนินการที่ลดประสิทธิภาพการระบายน้ำตามธรรมชาติในบริเวณที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ การตรวจสอบต้องนำแผนที่ตามกฎหมายมาเทียบกับตำแหน่งโครงการ ใบอนุญาต และสภาพการก่อสร้างจริง หากพบว่าอนุญาตให้ถมดินหรือสร้างสิ่งกีดขวางขัดข้อกำหนด เจ้าหน้าที่ต้องตอบให้ได้ว่าใช้อำนาจตามกฎหมายข้อใดอนุญาตให้เอกชนทําเช่นนั้น

ผังเมืองเป็นกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ต้องเคารพ ไม่ใช่กระดาษเปื้อนหมึกที่ทุนใหญ่จะขีดทับได้ตามใจ พื้นที่ที่กฎหมายสงวนไว้เพื่อรักษาการระบายน้ำเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนทั้งเมือง หากใครเปิดทางให้โครงการฝ่าฝืนข้อกำหนด ต้องตรวจสอบให้ถึงตัวผู้ตัดสินใจ จะปล่อยให้ประชาชนจมน้ำ แล้วใช้งบประมาณแผ่นดินตามแก้ปัญหาไม่รู้จบไม่ได้!

ผมเสนอให้แยกตรวจทั้งแฟ้มอนุญาตจัดสรรที่ดินและแฟ้มอนุญาตก่อสร้างอาคาร เพราะเป็นอำนาจตามกฎหมายคนละส่วน การจัดสรรที่ดินเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ส่วนการอนุญาตก่อสร้างเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นและผู้รับมอบอำนาจ ต้องเปิดทั้งมติกรรมการ รายงานตรวจผังเมือง แบบแปลน เงื่อนไขการอนุญาต และชื่อผู้ลงนาม พร้อมตรวจวันที่อนุญาตและสิทธิเดิมของแต่ละโครงการให้ครบ เพื่อให้เห็นว่าใครทำอะไร และต้องรับผิดตรงไหน

หากเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริต ย่อมเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี การสอบสวนต้องเจาะให้ถึงว่า ผู้เกี่ยวข้องรู้ข้อห้ามตามผังเมืองหรือไม่ มีรายงานทักท้วงหรือไม่ และมีการสั่งการให้ผ่านโครงการทั้งที่ขัดกฎหมายหรือไม่ ต้องใช้เอกสารและหลักฐานตามให้ถึงผู้รับผิดชอบทุกระดับ

สำหรับผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าคนใด สมัยใด ต้องถูกตรวจสอบ ทั้งบทบาทในการอนุญาต สั่งการ และการบังคับใช้กฎหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง หากมีส่วนร่วมผลักดันการอนุญาตที่มิชอบ หรือจงใจละเว้นหน้าที่โดยมีเจตนาตามมาตรา 157 ก็ต้องรับผิดเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงนามไม่ได้ลบความรับผิดจากการสั่งการของตน เมื่อพบสิ่งปลูกสร้างฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินการตามอำนาจและขั้นตอนอย่างจริงจัง พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนตรวจสอบได้

เรื่องนี้ยังมีความรับผิดเป็นตัวเงิน หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้ประชาชนเสียหาย หน่วยงานรัฐอาจต้องชดใช้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และสามารถไล่เบี้ยเรียกเงินจากเจ้าหน้าที่ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้

หน่วยงานตรวจสอบที่มีหน้าที่ จึงต้องรวบรวมหลักฐานการอนุญาต ข้อมูลการระบายน้ำ และความเสียหายของประชาชน เพื่อเชื่อมโยงให้ชัดว่าการกระทำใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร

ผมเรียกร้องให้ กทม. เปิดเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และให้หน่วยงานตรวจสอบตามเรื่องนี้ถึงต้นทาง หากพบการเอื้อประโยชน์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินคดีและเรียกความรับผิดจากผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

ทางน้ำคือเส้นเลือดของเมือง การอนุญาตทุกฉบับต้องอธิบายได้ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ และคุ้มครองประชาชนอย่างไร คนกรุงเทพฯ มีสิทธิรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ และมีสิทธิได้รับการปกป้องก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซํ้าเล่า!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1GcCP3PiB2/?mibextid=wwXIfr

นงนุช เวิลด์ พัทยา จับมือ Ctrip รุกตลาดโลก!! ชู Family Destination ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ สร้างแบรนด์ใหม่ในระดับโลก เน้นจุดหมายสำหรับครอบครัวที่พัทยา ส่งเสริมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

“นงนุช เวิลด์ พัทยา” จับมือ Ctrip รุกตลาดโลก ชู Family Destination หนุนท่องเที่ยวไทย

ผนึกการตลาดผ่าน Trip.com ขยายฐานนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ใหม่ในระดับนานาชาติ

พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 10:00 น. นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิมว่า “สวนนงนุชพัทยา” จับมือบริษัท Ctrip Travel Holding (Hong Kong) Limited ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านการตลาดและส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์ม Trip.com เพิ่มโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ใหม่ในตลาดนานาชาติ

พิธีลงนามมี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา และ นายอัลเลน เผิง (Mr. Allen Peng) ผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการพัฒนาธุรกิจสถานที่ท่องเที่ยวและทัวร์ ของ Ctrip เป็นผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดย Ctrip จะสนับสนุนกิจกรรมการตลาด การส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์ร่วมกันในตลาดเป้าหมาย รวมถึงศึกษาแนวทางพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาสร้างโอกาสใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย เราจะพัฒนาประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนที่เคยมาอยากกลับมาอีก และคนที่ยังไม่เคยมาอยากเดินทางมาสัมผัส

สำหรับชื่อ “นงนุช เวิลด์ พัทยา” (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) สะท้อนการพัฒนาจากสวนพฤกษศาสตร์สู่โลกแห่งประสบการณ์สำหรับทุกคนในครอบครัว ด้วยสวนสวยมากกว่า 70 สวน หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และแหล่งเรียนรู้หลากหลาย ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.” พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ “Pattaya’s Family Destination” หรือจุดหมายท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวของพัทยา ภายใต้คำขวัญ “สนุกทุกวัย เที่ยวได้ทั้งครอบครัว”

Thai PBS ประกาศผู้ชนะ

Thai PBS ประกาศผู้ชนะ จ้างจัดทำ “ปฏิทินไทยพีบีเอส ปีใหม่ 2570” ในวงเงิน 84,262.50 บาท ผู้ชนะได้แก่

บริษัทอัมรินทร์ คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน)

 

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าน้ำท่วมสีรุ้งปราจีนฯ !! ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจาย สั่งโรงงานหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเพื่อฟื้นฟู ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน เตือนประชาชนหลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำท่วมในปราจีนบุรี

กรมโรงงานฯ แจงคืบหน้าแก้น้ำท่วมสีรุ้งปราจีนบุรี ชี้กักคราบน้ำมันวงจำกัดแล้ว สั่งโรงงานเร่งฟื้นฟูด่วน เผยผลตรวจไม่มีสารโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน พร้อมเตือนประชาชนเลี่ยงสัมผัส

กรมโรงงานอุตสาหกรรม เผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งปนเปื้อนน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้ติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมันควบคุมการแพร่กระจายไว้ในวงจำกัดแล้ว พร้อมบังคับใช้กฎหมายสั่งโรงงานต้นเหตุหยุดประกอบกิจการทั้งหมดชั่วคราว เพื่อปรับปรุงแก้ไขและทำแผนฟื้นฟูโดยด่วน ขณะที่ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่พบสารโลหะหนักที่ก่ออันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ยังคงเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสูดดม สัมผัส หรือนำน้ำไปใช้ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม เร่งติดตามและแก้ไขปัญหากรณีคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมัน (Oil Sheen) ลอยเหนือผิวน้ำปนเปื้อนพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จากเหตุการณ์น้ำท่วมขังช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบร่องรอยคาดว่ามาจากน้ำชะกากอุตสาหกรรมและสารปนเปื้อนไหลออกจากบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมและพื้นที่กำจัดบำบัดของเสียของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี (สอจ.ปราจีนบุรี) จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย สอจ.ปราจีนบุรี ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง ให้บริษัทฯ ปิดหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายจากน้ำฝนชะล้าง รวมถึงสำรวจการปนเปื้อนเพิ่มเติมทั้งภายในและภายนอกโรงงาน ตลอดจนเร่งทำแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกคำสั่งตามมาตรา 39 สั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว โดยกำหนดให้ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย นำวัตถุดิบและกากของเสียเข้าไปเก็บในอาคาร รวมทั้งจัดหาวิศวกรตรวจสอบรับรองความมั่นคงแข็งแรงของคันดินและอาคารโรงงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมสั่งระงับการรับสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้รับของเสียเข้ามาเพิ่มในพื้นที่

สำหรับการรับมือและสกัดกั้นมลพิษ ได้ดำเนินการติดตั้งทุ่นกักคราบน้ำมัน (Oil Boom) เพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ซึ่ง สอจ.ปราจีนบุรี ลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงและเก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมในจุดน้ำท่วมขังแปลงเกษตรกรรมของประชาชน หน้าอาคารโรงงาน และใกล้บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม ตรวจพบค่าน้ำมันและไขมัน (FOG) และไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณทุ่นกักคราบน้ำมันที่ติดตั้งไว้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่น้ำจะไหลมาจากแหล่งกำเนิดใกล้เคียง แต่ยืนยันให้เห็นว่าทุ่นสามารถกักเก็บและจำกัดการแพร่กระจายของคราบน้ำมันไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่าเดิม

นายพรยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำ จำนวน 3 จุดสำคัญ ได้แก่ จุดที่ 1 น้ำปนเปื้อนบริเวณถังบรรจุของเสียที่ส่งมากำจัดบำบัด จุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม และจุดที่ 3 น้ำปนเปื้อนภายนอกโรงงาน เพื่อนำส่งตรวจ วัด วิเคราะห์และทดสอบปริมาณสารปนเปื้อนในตัวอย่างน้ำทางห้องปฏิบัติการของศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออก กรมโรงงานอุตสาหกรรม ล่าสุด (12 ตุลาคม 2569) ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทั้ง 3 จุด พบว่าโดยรวมมีปริมาณสารมลพิษทางน้ำส่วนใหญ่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสารมลพิษที่ตรวจพบอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง จากการตรวจวัดสารมลพิษที่ปนเปื้อน ทั้งรายการวิเคราะห์ทางกายภาพ (Physical) ได้แก่ สี สภาพนำไฟฟ้า ความเค็ม ของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (TSS) ของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TDS) พารามิเตอร์ในกลุ่มของโลหะหนักที่อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษได้ในระยะยาว และในกลุ่มของสารอินทรีย์รวมในรูปของ BOD COD Oil and Grease (FOG) และไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon: HC) โดยพบว่ามีปริมาณค่าน้ำมันและไขมัน (Oil and Grease) เกินค่ามาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 อีกทั้งยังตรวจพบปริมาณสารไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำมันและไขมัน โดยทั้ง 2 พารามิเตอร์มีความสอดคล้องโดยตรงกับคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่น/น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนที่ไม่ละลายน้ำที่ก่อให้เกิดคราบสีรุ้ง ส่วน Total Hydrocarbons (THP/HC) เป็นพารามิเตอร์ที่ใช้ในการแยกแยะระหว่างน้ำมันที่เกิดจากสารอินทรีย์ตามธรรมชาติ เช่น กรดไขมันจากพืช/สัตว์ กับที่เกิดจากกลุ่มของผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม ซึ่งพบว่ามีค่าปริมาณไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูง ทั้งบริเวณจุดที่ 2 บ่อน้ำชะกากอุตสาหกรรม สอดคล้องกับจุดที่ 3 ภายนอกโรงงาน ชี้ให้เห็นที่มาของคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันดังกล่าว อาจเกิดจากน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือเชื้อเพลิงทดแทนได้ ซึ่งเชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์หลักของกระบวนการผลิตจากการประกอบกิจการโรงงานของ บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด 

ด้านผลการตรวจวัดปริมาณโลหะหนัก ทั้ง 3 จุดเก็บตัวอย่าง ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบปริมาณโลหะหนัก แต่ในบางจุดมีการตรวจพบสารโลหะบางชนิด แต่อยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐานหรือไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน และต่ำกว่าหรือไม่เกินค่าที่กำหนดตามมาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน อย่างไรก็ตาม คุณภาพน้ำผิวดินควรต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ามีปริมาณ BOD สูงเกินกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร จัดอยู่ในแหล่งน้ำประเภทที่ 5 ไม่เหมาะสมต่อการอุปโภคบริโภค ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน

“แม้ว่าผลตรวจอยู่ในปริมาณที่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหรือไม่เป็นอันตรายแบบเฉียบพลันรุนแรง แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำหรือการสูดดมอากาศเหนือผิวน้ำ ไม่ดื่มกินโดยเด็ดขาด และไม่สัมผัสโดยตรงเป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สอจ.ปราจีนบุรี และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น จะยังคงเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนต่อไป” อธิบดีพรยศฯ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top