Thursday, 29 October 2026
NEWS FEED

Traveloka เผยอันดับท็อป 10 ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง เจียหยางโดดเด่นในนักท่องเที่ยวไทย เฉิงตูล้นความนิยมต่อเนื่อง เมืองจีนหลากหลายตอบโจทย์นักเดินทาง

Traveloka เผย ชิงเต่าติดอันดับ 10 จุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด

ชิงเต่าขยับขึ้นมาติด 10 อันดับจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด ขณะที่ต้าเหลียนก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการภูมิภาคเฉาซาน ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย และเมืองต่าง ๆ ในจีนที่คนไทยเลือกเดินทางไปก็มีความหลากหลายมากขึ้นจากปีก่อน

ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง ขณะที่เจียหยางได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างโดดเด่น
ข้อมูลจาก Traveloka ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ชิงเต่า เมืองชายฝั่งที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมเยอรมันและทางเดินเลียบชายทะเล ขยับขึ้น 11 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 8 ของจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด โดยคนไทยจองเดินทางไปชิงต้ามากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดที่ Traveloka ติดตามมากกว่า 2 เท่า ขณะที่ต้าเหลียนก็ขยับขึ้น 13 อันดับในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน คนไทยจองการเดินทางไปยังเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการเมืองเฉาโจวและซัวเถาในภูมิภาคเฉาซาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการดื่มชา มากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน นับเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากนักเดินทางมากที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองใดเมืองหนึ่งในทุกตลาดที่ Travelokaติดตาม ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยนิยมมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 3 และมีสัดส่วนการจองสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดประมาณ 1.5 เท่า

นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลือกเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น
แนวโน้มการเลือกจุดหมายปลายทางที่หลากหลายมากขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งนักเดินทางหันไปจองเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น แม้แต่ละตลาดจะมีเมืองที่ได้รับความนิยมแตกต่างกันออกไป

ใน 5 ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Traveloka ติดตาม พบว่า ยอดธุรกรรมรวมทั้งเที่ยวบินและที่พักไปยัง 15 “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่ (New First-Tier)” ของจีนตามการจัดอันดับของแพลตฟอร์มข้อมูลของ Yicai ซึ่งรวมถึงเฉิงตู ฉงชิ่ง หางโจว ชิงเต่า ซีอาน และอู่ฮั่น เติบโตมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับธุรกรรมไปยังเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และกว่างโจว ในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน สัดส่วนการจองไปยัง “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่” ต่อการจองทั้งหมดในจีนบน Travelokaก็เพิ่มขึ้น 5 จุดเปอร์เซ็นต์

อเล็กซ์ จุง (Alex Jung) หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า “จีนไม่ได้มีเพียงเส้นทางท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ สำหรับนักเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกต่อไป แม้เมืองปลายทางยอดนิยมที่คุ้นเคยยังคงมีความสำคัญ แต่นักเดินทางในแต่ละตลาดกำลังให้ความสนใจกับเมืองปลายทางที่แตกต่างกันออกไป Traveloka นำความเข้าใจในพฤติกรรมของนักเดินทางในแต่ละตลาดมาผสานเข้ากับตัวเลือกสายการบินและที่พักที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้นักเดินทางค้นพบและวางแผนการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในจีนได้ง่ายขึ้นในที่เดียว”

Traveloka ร่วมเดินทางไปกับคนไทยในการค้นพบจีน
เพื่อตอบรับความต้องการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น Traveloka เดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสายการบินของจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกเที่ยวบินและนำเสนอค่าโดยสารราคาพิเศษให้แก่ผู้ใช้งาน โดยมีสายการบินพันธมิตร ได้แก่ China Southern, China Eastern, Air China, Xiamen Airlines, Hainan Airlines, Juneyao Airlines, Shenzhen Airlines และSpring Airlines

Traveloka จัดแคมเปญ 10.10 Epic Sale ตั้งแต่วันที่ 1–10 ตุลาคม สำหรับประเทศไทย นักเดินทางสามารถรับส่วนลดเที่ยวบินไปจีนสูงสุด 10,100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับการจองทั่วทั้งแพลตฟอร์ม และส่วนลดสูงสุด 1,010บาทสำหรับโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัล ครองตำแหน่งบริษัทน่าทำงานสูงสุด 6 ปีซ้อนรับเกียรติยศทอง เน้นความหลากหลายและเทคโนโลยี สร้างสถานที่ทำงานยั่งยืนทั่วเอเชีย

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัลจาก HR Asia Awards 2026 รับรางวัลบริษัท ที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย 6 ปีซ้อน พร้อมเกียรติยศระดับทอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด (Griffith Foods Limited) ได้รับ 5 รางวัลจากเวที HR Asia Awards Thailand 2026 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ โดยได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมเกียรติยศระดับทอง (Gold Award) จากการได้รับรางวัลหลักอย่างต่อเนื่อง และรางวัลพิเศษอีก 4 สาขา

รางวัลที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับในปีนี้ ได้แก่
1.HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026
รางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย
2.HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026
รางวัลด้านการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม
3. HR Asia People Transformation Awards 2026
รางวัลด้านการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
4. HR Asia Sustainable Workplace Awards 2026
รางวัลด้านการสร้างสถานที่ทำงานอย่างยั่งยืน
5. HR Asia Tech Empowerment Awards 2026
รางวัลด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพการทำงาน
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียทุกปีตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2569 โดยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การพัฒนาพนักงาน และการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลพิเศษอีก 4 สาขาครอบคลุมหลายด้านของการทำงาน ตั้งแต่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะของพนักงาน การเปิดรับความแตกต่างและส่งเสริมความเท่าเทียม การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วมของพนักงาน

คุณประชาญ ประธาน - กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด)

แนวทางการทำงานในด้านต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในปีนี้สอดคล้องกับค่านิยม 6 ประการที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ใช้เป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน ได้แก่
1.สร้างอนาคตที่ดีกว่า (Make the Future Better)
2.ทำงานร่วมกันทั่วโลก (Work Together Globally)
3. รับผิดชอบเสมือนเจ้าของ (Behave like Owners)
4. สร้างความสำเร็จให้ลูกค้า (Build Customer Success)
5. ส่งมอบผลลัพธ์ (Deliver Results)
6. ปฏิบัติต่อกันเสมือนครอบครัว (Act like Family)

ค่านิยมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์สร้างร่วมกับพนักงาน ทั้งในการดูแลกัน การทำงานร่วมกัน และการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในงาน การได้รับรางวัลทั้ง 5 สาขาในปีนี้ โดยเฉพาะรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียเป็นปีที่ 6 แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามพันธกิจ “We Blend Care and Creativity to Nourish the World” หรือ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก”

ทั้งนี้ กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เป็นพันธมิตรระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแก่บริษัทอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอัลซิป รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากความร่วมมือ ภายใต้พันธกิจ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก - We Blend Care and Creativity to Nourish the World”

ปัจจุบัน กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงเชฟกว่า 40 คน และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารกว่า 340 คน ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโซลูชันที่หล่อเลี้ยงผู้คน โลก และชุมชน ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครื่องปรุงรส ซอส น้ำสลัด ระบบเคลือบอาหาร และโซลูชันโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้แปรรูปโปรตีน และธุรกิจค้าปลีก ข้อมูลเพิ่มเติม: www.griffithfoods.com/apac

ฝรั่งเศสประท้วงบ่อย เพราะอะไร? เจาะปัญหาสังคม-ม็อบนักเรียน เมื่อสวัสดิการสูง ยังไม่รับประกันความเท่าเทียบ

การทำไมฝรั่งเศสประท้วงบ่อย? เมื่อสวัสดิการสูงยังไม่ตอบโจทย์ความเท่าเทียม

ภาพประชาชนเดินขบวน สหภาพแรงงานนัดหยุดงาน และนักเรียนออกมาเรียกร้องสิทธิ ปรากฏในข่าวฝรั่งเศสอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศที่มีระบบสวัสดิการขนาดใหญ่จึงยังเผชิญความไม่พอใจทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

คำอธิบายอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ วัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อสิทธิ และช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับคุณภาพชีวิตที่ผู้คนได้รับจริง การมีสวัสดิการมากจึงไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะหมดไป โดยเฉพาะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิทธิเดิมกำลังถูกลดทอน หรือโอกาสในอนาคตยังขึ้นอยู่กับฐานะครอบครัวและพื้นที่อยู่อาศัย

ถนนคือพื้นที่ต่อรองทางการเมือง

ในฝรั่งเศส การประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่หยั่งรากลึก ประชาชนสามารถใช้การเดินขบวนและการนัดหยุดงานเพื่อกดดันรัฐบาลระหว่างวาระเลือกตั้ง โดยมีสหภาพแรงงานและองค์กรนักเรียนนักศึกษาเป็นเครือข่ายสำคัญในการระดมผู้เข้าร่วม

ประสบการณ์ในอดีตยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการเคลื่อนไหวสามารถเปลี่ยนนโยบายได้ เช่น การประท้วงของนักศึกษาและแรงงานในปี 2006 ซึ่งทำให้รัฐบาลถอยจากนโยบายสัญญาจ้างงานสำหรับเยาวชน ประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้การลงถนนเป็นเครื่องมือต่อรองที่สังคมฝรั่งเศสคุ้นเคย แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งก็ตาม

สวัสดิการสูง แต่ความมั่นคงไม่ได้กระจายเท่ากัน

ข้อมูล OECD ระบุว่า รายจ่ายสังคมภาครัฐของฝรั่งเศสสูงกว่า 30% ของ GDP ในปี 2022 อยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของประเทศสมาชิก แต่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มเข้าถึงบริการได้สะดวกและมีคุณภาพเพียงใด

งานศึกษาของ OECD ซึ่งเปรียบเทียบฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พบว่าชาวฝรั่งเศสมีความพึงพอใจต่อบางด้านของระบบคุ้มครองสังคมค่อนข้างต่ำ แม้จะได้รับสิทธิประโยชน์มาก ความกังวลต่อบำนาญและการเข้าถึงบริการสุขภาพสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนประเมินคือความมั่นคงที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงยอดรายจ่ายของรัฐ

ในมุมนี้ การประท้วงจำนวนหนึ่งจึงเป็นการปกป้องระบบสวัสดิการที่ประชาชนเห็นว่ามีคุณค่า พร้อมกับเรียกร้องให้ระบบทำงานได้ดีและเป็นธรรมมากขึ้น

ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณ: ใครควรรับภาระ

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ระบบบำนาญฝรั่งเศสใช้เงินสมทบจากคนทำงานและนายจ้างเพื่อจ่ายให้ผู้เกษียณในปัจจุบัน จึงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบเทียบกับผู้รับบำนาญ รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินฝรั่งเศสในปี 2025 ระบุว่า ประเทศใช้จ่ายด้านบำนาญเกือบ 14% ของ GDP

เมื่อรัฐบาลเสนอให้ประชาชนทำงานนานขึ้นหรือควบคุมรายจ่าย ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที รัฐมองถึงความยั่งยืนของระบบ ส่วนผู้คัดค้านตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อยหรือทำงานที่ใช้แรงกายหนัก ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแบ่งภาระระหว่างคนแต่ละกลุ่มและแต่ละรุ่น

ม็อบนักเรียนสะท้อนความกังวลต่ออนาคต

การเคลื่อนไหวของนักเรียนมัธยมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2026 ทำให้ปัญหาการศึกษากลับมาเป็นประเด็นใหญ่ ข้อเรียกร้องครอบคลุมการขาดแคลนครู ห้องเรียนแออัด อาคารเรียนทรุดโทรม และความเครียดจากระบบสมัครมหาวิทยาลัย Parcoursup ซึ่งนักเรียนบางส่วนมองว่าเพิ่มแรงกดดันและความไม่เท่าเทียม

ความไม่พอใจเหล่านี้เชื่อมโยงกับคำถามว่า เด็กทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมจริงหรือไม่ OECD ระบุว่า แม้ฝรั่งเศสใช้จ่ายต่อนักเรียนมัธยมปลายสูงกว่าค่าเฉลี่ยขององค์กร แต่การจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยนักเรียนเสียเปรียบยังมีช่องโหว่ งบประมาณรวมที่สูงจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับโรงเรียนบางแห่งที่ขาดบุคลากรและการสนับสนุนได้

สำหรับผู้เข้าร่วม การออกมาเรียกร้องจึงเกี่ยวข้องทั้งกับสภาพห้องเรียนวันนี้และโอกาสเรียนต่อในวันข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุปะทะและข้อกล่าวหาเรื่องตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ความขัดแย้งยังขยายไปสู่ประเด็นสิทธิพลเมืองและความไว้วางใจต่อรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการชุมนุมอย่างสงบออกจากการทำลายทรัพย์สินหรือใช้ความรุนแรง และพิจารณาความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายตามข้อเท็จจริง

ฝรั่งเศสจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ระบบสวัสดิการขนาดใหญ่ยังต้องเผชิญคำถามเรื่องคุณภาพ ความทั่วถึง และการแบ่งภาระอย่างเป็นธรรม การประท้วงที่เกิดขึ้นบ่อยสะท้อนทั้งความสามารถของประชาชนในการรวมตัว และความขัดแย้งที่การเจรจาทางการเมืองยังคลี่คลายไม่ได้

โจทย์ของรัฐบาลจึงมีมากกว่าการทำให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน แต่รวมถึงการทำให้ประชาชนเชื่อว่า การตัดสินใจเรื่องงบประมาณและปฏิรูปจะรักษาคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีอนาคตที่มั่นคงได้จริง

MagPro เปิดตัว AeroLev โซลูชันชิลเลอร์ระบายความร้อน รองรับ AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมร้อนชื้น ลดการใช้พลังงานและน้ำ

MagPro เปิดตัว AeroLev 1850 โซลูชันช่วย AI ดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทยรองรับมาตรฐานด้านน้ำและพลังงานที่กำลังพัฒนา

ดาต้า เซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังมุ่งสู่มาตรฐานด้านการจัดการน้ำและประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ตามกรอบกฎระเบียบระดับประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว

กรุงเทพฯ, 5 ตุลาคม 2569 — MagPro (หรือที่รู้จักในชื่อ บริษัท หนานจิง ซีผู่ เทคโนโลยี จำกัด) บริษัทร่วมทุนระหว่าง CIGU Technology Corp. Ltd. (ซีกู เทคโนโลยี คอร์ปอเรชัน จำกัด) และ EPG Data Technology (Shanghai) Co., Ltd. (อีพีจี ดาต้า เทคโนโลยี (เซี่ยงไฮ้) จำกัด) ประกาศเปิดตัว AeroLev 1850 แพลตฟอร์มชิลเลอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบแบริ่งแม่เหล็ก (Magnetic-Bearing Chiller) ระดับ 1.85 เมกะวัตต์ ที่รองรับการทำงานที่อุณหภูมิสูงถึง 45°C ซึ่งได้รับการออกแบบสำหรับ AI ดาต้า เซ็นเตอร์ ยุคใหม่ในตลาดที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ เช่น ประเทศไทย

เมื่อ AI ขับเคลื่อนความต้องการด้านพลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การใช้พลังงานและความหนาแน่นของความร้อนภายในดาต้า เซ็นเตอร์สูงขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายความร้อนที่สามารถรองรับการขยายตัวได้โดยไม่เพิ่มการพึ่งพาทรัพยากรน้ำ AeroLev 1850 ผสานการออกแบบที่ไม่ต้องใช้หอหล่อเย็น (Cooling Tower) เข้ากับเทคโนโลยีแบริ่งแม่เหล็กแบบไร้น้ำมัน (Oil-Free Magnetic-Levitation Technology) และระบบควบคุมอัจฉริยะ เพื่อมอบประสิทธิภาพการทำความเย็นที่มีประสิทธิผล เชื่อถือได้ และช่วยลดการใช้น้ำ

หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือคอมเพรสเซอร์แบริ่งแม่เหล็กแบบระบายความร้อนด้วยอากาศที่พัฒนาโดยเฉพาะ ซึ่งมีประสิทธิภาพเชิงไอเซนโทรปิก (Isentropic Efficiency) สูงถึง 87% ขณะที่คอนเดนเซอร์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรสามารถเพิ่มการลดอุณหภูมิของสารทำความเย็น (Subcooling) ได้มากกว่า 3°C และพัดลม EC มาตรฐานยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานอีกด้วย เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมได้สูงสุดถึง 40% ลดอัตราการขัดข้องได้สูงสุดถึง 8% เมื่อเทียบกับคอมเพรสเซอร์แบบหล่อลื่นด้วยน้ำมันทั่วไป และลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้สูงสุดถึง 10% เมื่อเทียบกับชิลเลอร์แบบดั้งเดิม

ด้วยการขจัดความจำเป็นในการใช้น้ำสำหรับระบบทำความเย็นแบบระเหย AeroLev 1850 ช่วยลดข้อจำกัดด้านการดำเนินงานที่สำคัญของดาต้า เซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำหรือมีความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Free Cooling ยังช่วยใช้อากาศภายนอกในช่วงที่อุณหภูมิลดลง เพื่อลดระยะเวลาการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ลดการใช้พลังงาน และลดต้นทุนการดำเนินงาน

แพลตฟอร์มนี้ยังได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว ทั้งแบบ Direct-to-Chip และ Immersion Cooling โดย AeroLev 1850สามารถจ่ายน้ำเย็นที่อุณหภูมิสูงถึง 45°C เพื่อรองรับสถาปัตยกรรมการระบายความร้อนอุณหภูมิสูงรูปแบบใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ อีกทั้งยังมาพร้อมการออกแบบแบบโมดูลาร์มาตรฐานที่ช่วยให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว และขยายระบบได้อย่างยืดหยุ่นตามการเติบโตของกำลังประมวลผล AI

วิลเลียม อู๋ (William Wu) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท หนานจิง ซีผู่ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ในขณะที่ข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาดาต้า เซ็นเตอร์AeroLev 1850 นำเสนอแนวทางการทำความเย็นสำหรับ AI ดาต้า เซ็นเตอร์ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้สามารถขยายขีดความสามารถด้านการประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ แม้ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย พร้อมเปลี่ยนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันให้กลายเป็นความยืดหยุ่นในการดำเนินงานระยะยาว”

อลิก หว่าน (Alick Wan) ผู้ก่อตั้งและประธานของ EPG Data Technology (Shanghai) Co., Ltd. กล่าวว่า “MagPro ถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์เทคโนโลยีระบบทำความเย็นระดับโลกของเรา ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและการส่งมอบโครงการของ EPG เข้ากับเทคโนโลยีแบริ่งแม่เหล็กซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักของ CIGU เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความยืดหยุ่น ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และพึ่งพาทรัพยากรน้ำน้อยลง AeroLev 1850 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดาต้า เซ็นเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นในระดับโลก”
ติดต่อ: [email protected]

โนเบลสันติภาพ 2026 มอบให้ “นาวี พิลเลย์” เชิดชูผู้พิทักษ์กฎหมายระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีมนุษย์ ปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ผู้นำคดีอาชญากรรมสงคราม สื่อสันติภาพและความยุติธรรม

คำประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026
9 ตุลาคม 2026

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 มอบให้แก่บุคคลผู้มีความกล้าหาญและความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งยวด ซึ่งได้เป็นผู้นำในการผลักดันระเบียบกฎหมายโลกให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์มีมติมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 ให้แก่ นาวาเนเธม “นาวี” พิลเลย์ จากความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อหลักกฎหมายสากล และเข็มทิศทางศีลธรรมที่มั่นคงของเธอ เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดตลอดเส้นทางอาชีพอันยาวนานของเธอ พิลเลย์เกิดในครอบครัวเชื้อสายอินเดียทมิฬ ภายใต้ระบบแบ่งแยกสีผิวหรืออพาร์ไทด์ ในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เธอเติบโตขึ้นมาเป็นทนายความและผู้บุกเบิกด้านกฎหมาย ผู้เผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง การแบ่งแยก และการกีดกันอย่างลึกซึ้ง

เส้นทางการทำงานของเธอมีจุดร่วมที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่งานในช่วงแรกที่เธอว่าความปกป้อง เนลสัน แมนเดลา และบุคคลอื่น ๆ ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับระบบอพาร์ไทด์ ไปจนถึงการทำหน้าที่ผู้พิพากษาในคดีสำคัญระดับนานาชาติหลายคดีในยุคสมัยของเรา

ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีส่วนสำคัญในการขยายขอบเขตและผลกระทบของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เธอเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงในแอฟริกาใต้ ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา และผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เธอยังเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และจนกระทั่งไม่นานมานี้ เธอเป็นประธานคณะกรรมาธิการสอบสวนระหว่างประเทศอิสระของสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
ปัจจุบัน นาวี พิลเลย์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีที่เมียนมาถูกกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ในคดีประวัติศาสตร์ระดับนานาชาติ เธอได้แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายสามารถช่วยป้องกันการกระทำอันเป็นสงครามและความรุนแรงได้ นาวี พิลเลย์ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างสถาบันของกฎหมายระหว่างประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และความมั่นคงหนักแน่นของเธอ ทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในยุคของเรา

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถูกมอบครั้งแรกเมื่อ 125 ปีก่อน ในเวลานั้นเอง คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขความขัดแย้งผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศขยายตัวมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการก่อตั้งสถาบันต่าง ๆ ของสหประชาชาติ แนวคิดสำคัญในเวลานั้นคือ สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย ไม่ใช่อยู่บนเจตจำนงของผู้แข็งแกร่ง หรือดุลอำนาจที่เปราะบาง
ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงคราม ได้มีการจัดตั้งกลไกทางกฎหมายเพิ่มเติม และกระแสการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศยิ่งมีแรงผลักดันมากขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาไม่เคยสมบูรณ์แบบ มหาอำนาจต่าง ๆ มักหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ในทางปฏิบัติ คดีที่นำเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และใครเป็นเหยื่อ

ถึงกระนั้น เราได้เห็นว่าความขัดแย้งจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถูกจัดการผ่านการทูต สนธิสัญญา และกลไกทางกฎหมาย แทนที่จะใช้คำขู่ ความรุนแรง และสงคราม ทั้งผู้นำและประชาชนต่างก็มาถึงข้อสรุปเดียวกันว่า กฎหมายระหว่างประเทศคือรากฐานของโลกที่สงบสุขมากขึ้น

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายระดับดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงครามและความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่โลกเคยเผชิญมาในระยะเวลายาวนาน กฎหมายระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงส่วนเสริมของสันติภาพและความมั่นคงอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายระหว่างประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และสถาบันต่าง ๆ ของระบบนี้ก็กำลังถูกโจมตี เรากำลังเห็นการเปลี่ยนทิศทางไปสู่การเมืองแบบใช้อำนาจ มากกว่าการยึดกรอบกฎหมายและความเคารพต่อกฎหมายและความยุติธรรมในระดับโลก
เมื่อใดก็ตามที่ “อำนาจ” อยู่เหนือ “ความถูกต้อง” เมื่อนั้นเสถียรภาพ ความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติย่อมถูกบ่อนทำลาย

ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ต้องการเตือนโลกว่า หลักนิติธรรม ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ คือรากฐานของระบบที่เราสร้างขึ้นเพื่อธำรงสันติภาพ และแก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพราะสันติภาพต้องการความยุติธรรม
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า โลกที่ดำเนินไปโดยปราศจากหลักนิติธรรมนั้น ไม่ยุติธรรม ไม่ฉลาด และไร้มนุษยธรรม ดังนั้น ผู้พิพากษา ผู้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาเส้นบาง ๆ ระหว่างระเบียบกับความโกลาหล จึงเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง

แต่ในวันนี้ ขณะที่ผู้พิพากษาเหล่านี้ถูกคว่ำบาตร และสถาบันของพวกเขาถูกโจมตี เราจำเป็นต้องมีผู้คนที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นาวี พิลเลย์ ได้แสดงให้เห็นผ่านการทำงานของเธอบนบัลลังก์ตุลาการ

นาวี พิลเลย์ ได้ทำให้รัฐและผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบ และได้นำความหวังมาสู่เหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในทุกตำแหน่งที่เธอเคยดำรง เธอเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลและรัฐในการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม

เธอยังมีส่วนช่วยกำหนดบรรทัดฐานและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาวินิจฉัยว่า การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศสามารถถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และยังสามารถเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ อิทธิพลของนางพิลเลย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง
ในคดีเดียวกันนั้น นางพิลเลย์ยังมีบทบาทสำคัญในความก้าวหน้าทางกฎหมายอีกประการหนึ่ง คือเป็นครั้งแรกที่จำเลยถูกตั้งข้อหายุยงให้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยอาศัยฐานจากการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 สอดคล้องโดยตรงกับพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบล นาวี พิลเลย์ ช่วยเสริมสร้างภราดรภาพระหว่างประชาชาติ และด้วยการผลักดันการใช้ศาลและกลไกตุลาการเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เธอได้มอบเนื้อหา ทิศทาง และแรงจูงใจให้แก่การประชุมเพื่อสันติภาพในรูปแบบสมัยใหม่

นาวี พิลเลย์ คือหนึ่งในผู้พิทักษ์หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ในยุคของเรา เส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของเธอเตือนให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการสนับสนุน เสริมความแข็งแกร่ง และขยายหลักนิติธรรมระดับโลก
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแหล่งแห่งความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่แสวงหาหนทางนำโลกไปสู่สันติภาพที่มากขึ้น

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1522742829887541&id=100064555159421&mibextid=wwXIfr&rdid=97I6mZiF95YIIRtP#

อีอีซีโอ จับมือ ธนาคารกรุงเทพ!! ลงนาม MOU สร้างนวัตกรรมดิจิทัล เสริมระบบนิเวศลงทุน EEC ให้เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกด้านการเงินลงทุน ส่งเสริมเชื่อมโยงข้อมูลและบุคลากร

อีอีซีโอ จับมือธนาคารกรุงเทพ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศการลงทุนใน EEC

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซีโอ (EECO) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนานวัตกรรมและบริการ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซีโอ และ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานอีอีซีโอ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม บริการ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงิน การลงทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นกรอบในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการร่วมกันส่งเสริมผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในครั้งนี้

หนึ่งในแนวทางความร่วมมือภายใต้ MOU คือ อีอีซีโอและธนาคารกรุงเทพจะร่วมกันศึกษาโอกาสในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับกระบวนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของอีอีซีโอ โดยจะศึกษาแนวทางการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการต่อยอดแพลตฟอร์มไปสู่การใช้งานจริง

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับบริการและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้กับสภาพแวดล้อมการลงทุนในพื้นที่ EEC และมีส่วนสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เชฟรอน ร่วมส่งกำลังใจผู้ประสบภัย!! มอบเงิน 1.5 แสนบาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง ร่วมมูลนิธิประชาร่วมใจดูแลชุมชน

เชฟรอนสนับสนุน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา (ที่ 5 จากขวา) รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ มอบงบประมาณสนับสนุนจำนวน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมกับมูลนิธิประชาร่วมใจ ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมี นายณรงค์ ธีระกุล (ที่ 4 จากขวา) อุปนายก สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช และ นายอิทธิกร สมศิริ (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการมูลนิธิประชาร่วมใจ องค์การสถานสาธารณกุศล เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

งบประมาณสนับสนุนในครั้งนี้จะนำไปใช้จัดหาอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น เชื้อเพลิง และอุปกรณ์สำหรับภารกิจช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย โดยที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ และมูลนิธิประชาร่วมใจ ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง
ทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง และยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแจกจ่ายสิ่งของ การอพยพประชาชน และการดูแลกลุ่มเปราะบางร่วมกับหน่วยงานและทีมกู้ภัยในพื้นที่

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการดำเนินงานเคียงข้างสังคมไทย และการเป็นพันธมิตรที่ดีของชุมชน ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังคงให้การสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ปมบ้านสร้าง ยังร้อน “สุทธิพงษ์” หวังกรมการปกครองปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาตามหลักธรรมาภิบาล การย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังผู้สอบสวนดูแลยุติธรรม ชี้ ‘เสฏฐวุฒิ’ เคยเป็นนายอำเภอดีเด่น

อดีตปลัดมหาดไทยยังงง ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังว่าผู้สอบสวนจะเป็นนักปกครองที่ดีดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม

7 ต.ค. 2569 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณี นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ถูกสั่งไปช่วยราชการ ใจความว่า

ข่าวของข้าราชการมหาดไทย ในการไม่ทุ่มเทการทำงาน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน หรือประพฤติตัวไม่ดี นับเนื่องตั้งแต่ผมเกษียณอายุราชการ(1 ตุลาคม 2567) ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนื่องๆ แต่ผมไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตำแหน่งทางราชการมีคนมาดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่ได้เกษียณไปพร้อมคน (ยกเว้นจะมีการยุบเลิกไป)

แต่สำหรับนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ ท่านนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูกคนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี ตำหนิหรือด่าอย่างรุนแรง ต่อสาธารณชน ตามที่เป็นข่าวนั้น

ผมประหลาดใจและไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านายอำเภอที่เคยได้รับการยกย่องว่าทำงานร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (เมื่อปี2566 -ถ้าจำไม่ผิด ) จะเป็นอย่างที่ถูกตำหนิเช่นนี้ ต้องมีอะไรคลาดเคลื่อนแน่นอน ก็ได้แต่หวังว่าท่านอธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอ จะช่วยกันแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง

และแสดงตนเป็นนักปกครองที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ต้อง “ปกป้องดูแล” ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อที่ท่านจะได้ “ครองใจ” น้องๆ ที่เสียสละตนทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้พี่น้องประชาชน ทำตนเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กรณีของท่านนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นั้น ผมในฐานะคนนอกที่เชื่อมั่นอยู่เสมอว่า น้องๆ นายอำเภอ และคนมหาดไทยทุกคน ยามที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์จากสาธารณภัยใดๆ ไม่มีวันที่พวกเราจะทอดทิ้งประชาชนแน่

แต่เมื่อเป็นคนนอกก็ต้องทำใจให้สงบรอผู้มีอำนาจที่เป็นผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอท่านได้กรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และหวังว่าคุณงามความดีของท่านนายอำเภอในอดีตที่อยู่ในขั้นดีเด่นอยู่แถวหน้าของนายอำเภอทั้งประเทศจะยังคงอยู่ ประดุจเกลือที่รักษาความเค็ม ไม่เป็นเช่นที่ถูกตำหนิ ซึ่งแน่นอนว่าวันนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นข้าราชการของท่านนายอำเภอจะได้รับกลับคืนมาด้วย

และยังแสดงความเห็นในอีกโพสต์ว่า

ขอบคุณที่แชร์โพสต์ของผมจำนวนมากผม พูดในฐานะเคยรับทราบความประพฤติและการทำงานของท่านนายอำเภอ ไม่ได้สรุปว่าใครผิด ใครถูก อยากให้ท่านอธิบดีกรมการปกครอง และผู้บังคับบัญชา ช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับใครหรือปรารถนา ให้ใครใช้โพสต์ของผมไปเป็น เครื่องมือทำร้ายใครผมอยากเห็นความเป็น ธรรมในทุกสังคม ครับ

ที่มา Suttipong Juljarern

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1585134056992381&id=100064874044933&post_id=100064874044933_1585134056992381&rdid=6GgKuiy1EDkgS2Cb#

Agoda เลือกรุงเทพ!! เป็นศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีนานาชาติ จ้างคนไทยกว่าครึ่งจากทีม 4,500 คน บุคลากรจาก 80 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำไทย Tech Talent Hub

“Agoda” ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จ้างงานบุคลากรกว่า 4,500 คน กว่าครึ่งเป็นคนไทย และมีบุคลากรต่างชาติจากกว่า 80 ประเทศ ร่วมกันทำงานไฮเทค ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ Tech Talent Hub

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการบริษัท อโกดา เซอร์วิสเซส จำกัด (Agoda) พร้อมทั้งหารือกับนาย Omri Morgenshtern, CEO และทีมผู้บริหารของบริษัท ว่า Agoda เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวในเครือ Booking Holdings โดยเป็นผู้นำแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์รายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักของกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก ให้บริการที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง ในกว่า 200 ประเทศ/เขตแดน ผ่าน 39 ภาษา

ปัจจุบัน มีพนักงานทั่วโลกกว่า 8,000 คนใน 25 ประเทศ ในจำนวนนี้ เป็นพนักงานประจำอยู่ในประเทศไทยกว่า 4,500 คน มากที่สุดในบรรดาสำนักงานของ Agoda ทั่วโลก และคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด

*ปักหมุดกรุงเทพฯ ขยาย Global Tech & Operations Hub ในไทย
Agoda ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งสำนักงานภูมิภาค และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและปฏิบัติการ (Global Tech & Operations Hub) ของกลุ่มบริษัท

โดยตั้งอยู่ที่โครงการ One Bangkok กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่มากถึง 7 ชั้น รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร มีพนักงานกว่า 4,500 คน และเป็นฐานสำคัญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) ซึ่งผลงานที่พัฒนาในไทยจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มในตลาดทั่วโลก

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับบทบาทดังกล่าว คือฐานบุคลากรทักษะสูงในหลายสาขา ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิศวกรรม และการบริหารธุรกิจ ประกอบกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อความร่วมมือของบุคลากรหลากหลายสัญชาติ
ทั้งนี้ การผสานความเชี่ยวชาญของคนไทยกับบุคลากรจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทสามารถวางกิจกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับทักษะบุคลากร และต่อยอดระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่บีโอไอ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน ได้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานผ่านศูนย์บริการวันสต็อป Thailand Investment and Expat Service Center (TIESC) ณ อาคาร One Bangkok ได้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญของ Agoda จากทั่วโลกเข้ามาทำงานร่วมกับทีมงานไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถตอบสนองต่อลักษณะของธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องมีการฝึกอบรม ประสานงาน และเดินทางระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา
*ศูนย์รวม Tech Talent สร้างโอกาสคนไทยสู่เวทีโลก
สำรวจเทคโนโลยี

จุดเด่นของธุรกิจ Agoda ในประเทศไทย คือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากรทักษะสูงจากทั้งไทยและต่างประเทศได้มาทำงานร่วมกันภายใต้มาตรฐานระดับสากล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีพนักงานในประเทศไทยกว่าครึ่งเป็นคนไทย ส่วนพนักงานต่างชาติประมาณ 2,000 คนมาจากกว่า 80 ประเทศ

โดยการตั้งฐานธุรกิจลักษณะนี้ ในประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงงานด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่ Software Engineering, Data Science และ AI ไปจนถึง Product Management การตลาด และการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำงาน มาตรฐาน และวิธีการแก้ปัญหาในระดับโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดได้ตลอดเส้นทางอาชีพ ขณะที่คุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างของกรุงเทพฯ ช่วยดึงดูดบุคลากรนานาชาติและขยายฐาน Tech Talent ในไทยอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Agoda ยังให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่และเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา ผ่านโครงการ Tech Camp Day ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสการทำงานด้านเทคโนโลยี โดยจัดปีละ 3 ครั้ง ครั้งละกว่า 100 คน ควบคู่กับโครงการฝึกงานที่เปิดรับนักศึกษากว่า 500 คนต่อปี จากมหาวิทยาลัยกว่า 10 แห่ง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานสมัครเข้าทำงานกับบริษัท หลังสิ้นสุดการฝึกงาน

โดยปัจจุบันมีนักศึกษาฝึกงานกว่า 20% ที่ได้เข้าทำงานต่อกับ Agoda สะท้อนการสร้างเส้นทางพัฒนาบุคลากร ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยไปสู่การทำงานจริงในธุรกิจเทคโนโลยี
“การที่บริษัทระดับโลกอย่าง Agoda เลือกประเทศไทยเป็นฐานหลักสำหรับงานด้านเทคโนโลยีที่ใช้บุคลากรทักษะสูง เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคนและองค์ความรู้การลงทุนลักษณะนี้ ไม่เพียงสร้างงานที่มีคุณค่าสูง แต่ยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เรียนรู้มาตรฐานระดับสากล และขยายเครือข่ายวิชาชีพ รวมถึงเปิดเส้นทางให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่งานด้านเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโครงการฝึกงาน ประสบการณ์และความรู้ระดับโลกที่บุคลากรไทยได้รับในวันนี้ จะพัฒนาเป็นทักษะสำคัญที่นำไปต่อยอดในชีวิตการทำงาน คนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างธุรกิจใหม่ และพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

นาย Omri Morgenshtern ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Agoda กล่าวว่า การทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเรียนรู้มาตรฐาน เครื่องมือ และวิธีการทำงานจากทีมงานนานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่ การสร้างสตาร์ทอัพ และการยกระดับองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายองค์ความรู้และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2026/660035

ผู้กำกับ “2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ”!! “2475 Dawn of Revolution” ถูกจับตาเวทีวิชาการ ‘วิวัธน์’ สวนสื่อ–นักวิชาการต่างชาติ หลังหนัง 2475 ถูกโยงปฏิบัติการข่าวสารกองทัพ ผู้กำกับย้ำต้องแยกการตีความกับหลักฐาน

ผู้กำกับหนัง ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โต้สื่อ–นักวิชาการต่างชาติ ปมโยงหนังกับ IO กองทัพ ย้ำ!! สร้างจากเจตจำนงตัวเอง ไม่ใช่ใครสั่ง

‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ สวนกลับ หลังหนังแอนิเมชัน 2475 ถูกนำไปวิเคราะห์ในเวทีวิชาการนานาชาติ ตั้งคำถามรู้จักผู้สร้างดีแค่ไหน ก่อนทิ้งท้าย “พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว”

(9 ต.ค. 69) นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับหนังแอนิเมชันเรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ หรือ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่สื่อและนักวิชาการต่างประเทศนำภาพยนตร์ของตนไปวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ของกองทัพไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าหลายฝ่ายยังคงยึดโยงกับกรอบการนำเสนอของสำนักข่าวประชาไท ซึ่งเคยรายงานความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทผู้ผลิตกับการรับงานจากกองทัพบก

โดยนายวิวัธน์ระบุข้อความว่า

“สนุกดีครับ การที่สื่อและนักวิชาการทั่วโลก มองไม่ออกเลยว่า แอนิเมชัน 2475 กำเนิดขึ้นมาอย่างไร และยังคงย้ำคิดย้ำทำกับ narrative ที่เริ่มต้นจาก ประชาไท เป็นหลัก ว่า ผู้ผลิตมีความเชื่อมโยงกับกองทัพ(รับงานผลิตสื่อ)

การที่คุณมองไม่ออกเลย หรือ พยายามหลอกตัวเอง และสังคมให้เชื่อว่า มันต้องมีหน่วยงานสั่งให้ทำ เพื่อจัดทำและป้อนชุดข้อมูลไอโอต่างๆ แน่ๆ มันไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยเจตจำนงของคนที่อยากจะทำ ต่อให้ผมพูดความจริงแค่ไหน คุณก็ไม่เชื่อ

พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว เพราะพวกคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย 555555555”

ทั้งนี้ นายวิวัธน์เคยให้สัมภาษณ์กับ THE STATES TIMES เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดยยืนยันว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับงบประมาณจากกองทัพหรือรัฐบาล แม้บริษัทผู้ผลิตจะเคยรับงานผลิตสื่อให้กองทัพจริง แต่เป็นงานคนละส่วนกับโครงการภาพยนตร์ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าเกิดจากความตั้งใจของทีมผู้สร้างที่ใช้เวลาศึกษาข้อมูลและพัฒนาผลงานมาหลายปี

สำหรับภาพยนตร์ ‘2475 Dawn of Revolution’ ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการต่างประเทศ โดยมีการกล่าวถึงในงานศึกษาด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทย รวมถึงบทความวิชาการในวารสาร Modern Asian Studies ของ Cambridge University Press ตลอดจนการอ้างถึงงานวิจัยและเวทีประชุมทางวิชาการที่ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การนำภาพยนตร์ไปวิเคราะห์ในเชิงอุดมการณ์ กับการกล่าวอ้างว่ามีหน่วยงานรัฐเป็นผู้สั่งผลิตหรือสนับสนุนเงินทุน เป็นประเด็นที่แตกต่างกัน โดยการพิสูจน์ความเชื่อมโยงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาพยนตร์โดยตรง

กรณีนี้จึงกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้ง หลังผู้กำกับหนัง 2475 ออกมาตอบโต้การตีความของสื่อและนักวิชาการต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานของผู้วิพากษ์วิจารณ์ และเจ้าตัวได้ชี้แจงถึงที่มาของผลงานมาแล้วหลายครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top