Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

คืนพิเศษของดนตรีไทย คอนเสิร์ตรำลึกบทเพลงศตวรรษที่ 20 นำโดย มาเอสโตร 'สมทรง' พลิกประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง สะท้อนพลังดนตรีดิบเถื่อน ซิมโฟนี 4 ของ 'มาห์เลอร์' เสียงสวรรค์บริสุทธิ์อบอุ่น

กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2569 —คอนเสิร์ตบางงานเป็นเพียงงานแสดง แต่บางงานคือการรำลึก เป็นการส่งต่อแสงไฟที่ไม่ให้มอดดับ คอนเสิร์ตของสยามซินโฟนิเอตตา ในวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ คือคืนแห่งการรำลึกอย่างแท้จริง

ภายใต้การอำนวยเพลงของมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล วงออร์เคสตราจะนำเสนอผลงานชิ้นเอกสองชิ้นแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ได้แก่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ของสตราวินสกี้ และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ ทั้งสองบทเพลงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เพราะทั้งคู่ได้รับการแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดย พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ศิลปินแห่งชาติ นักการศึกษาผู้มีวิสัยทัศน์ และผู้ที่เปิดประตูสู่ดนตรีออร์เคสตราแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มาเอสโตร สมทรง เองก็คือผู้อำนวยเพลงในการแสดงครั้งที่สองในประเทศไทยของทั้งสองบทเพลงนี้เช่นกัน คืนนี้จึงเป็นการเดินทางที่วนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น เป็นการสานต่อมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การจดจำ

บทเพลงในคืนนี้

สตราวินสกี้ — เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง (ค.ศ. ๑๙๑๓)

ไม่มีบทเพลงใดในโลกที่สร้างความวุ่นวายได้เท่านี้ และไม่มีบทเพลงใดที่ถูกรักอย่างลึกซึ้งได้เท่ากัน เมื่อครั้งที่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ได้รับการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๓ ผู้ชมในหอแสดงดนตรีถึงกับก่อจลาจล ดนตรีที่กระหึ่มดังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางเสียง ประกอบกับท่าเต้นที่แปลกประหลาดสุดขีด ทำให้ผู้คนตะโกน ชกต่อย จนตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ

สตราวินสกี้ได้สร้างภาพแทนพิธีกรรมแห่งฤดูใบไม้ผลิของรัสเซียโบราณ — ดิบ เข้มข้น และดุดัน ซึ่งในพิธีกรรมนั้นหญิงสาวผู้ถูกเลือกจะต้องเต้นรำจนสิ้นลมเพื่อบูชาเทพเจ้า ดนตรีสะท้อนเรื่องราวนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะที่ไม่หยุดหย่อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสียงประสานที่ชนกันอย่างรุนแรง และวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ที่ถูกผลักไปสู่ขีดจำกัด เพียงแค่โน้ตเปิดของบาสซูนเพียงอย่างเดียวที่ถูกเขียนให้เล่นในช่วงเสียงสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ แขวนอยู่ระหว่างเสียงครวญคราญและความน่าสะพรึง ก็บอกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ดนตรีที่ทำให้รู้สึกสบาย

ทว่าภายในเวลาไม่กี่ปี เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานชิ้นเอก วันนี้บทเพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดแห่งยุคสมัยใหม่ เป็นจุดที่ดนตรีคลาสสิกก้าวพ้นจากห้องรับแขกที่ประณีตและก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่เก่าแก่และดั้งเดิมกว่านั้น หลายคนรู้จักบทเพลงนี้ผ่านภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง Fantasia (ค.ศ. ๑๙๔๐) ซึ่งนำเพลงนี้มาประกอบฉากยุคไดโนเสาร์ และนั่นก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในเพลงนี้มีบางอย่างที่ดึกดำบรรพ์ บางอย่างที่พูดถึงพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าอารยธรรม การได้ฟังบทเพลงนี้สด ๆ  ได้รู้สึกถึงจังหวะอันน่าตื่นตะลึงนั้นในร่างกายของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่เกินกว่าคำบรรยาย

มาห์เลอร์ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ในบันไดเสียง G major (ค.ศ. ๑๙๐๐)

หากสตราวินสกี้คือพลังธรรมชาติ มาห์เลอร์ก็คือบางสิ่งที่ใกล้ชิดกว่า และในแบบของมันเอง ก็ไม่น้อยหน้ากันเลย

กุสตาฟ มาห์เลอร์ (ค.ศ. ๑๘๖๐–๑๙๑๑) คือหนึ่งในนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโรแมนติกตอนปลาย ผู้ที่เขียนซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่อลังการและเต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง ตั้งคำถามกับชีวิต ความตาย และสิ่งที่อาจรออยู่เบื้องหน้า ทว่า ซิมโฟนีหมายเลข ๔ กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าประหลาดใจในผลงานทั้งหมดของเขา มันคือสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่องสว่างที่สุดที่เขาเคยเขียน ซิมโฟนีที่สวมใส่ใบหน้าแห่งความบริสุทธิ์ไว้

บทเพลงเปิดต้นด้วยเสียงกระดิ่งเลื่อนหิมะที่ระยิบระยับ ราวกับว่าเรากำลังถูกเชิญเข้าสู่นิทานฤดูหนาว ท่อนแรกมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์ที่แทบจะปิดบังฝีมือการประพันธ์อันสมบูรณ์แบบได้สำเร็จ ท่อนที่สองแปลกประหลาดกว่านั้น: ไวโอลินเดี่ยวที่ถูกขึ้นสายสูงกว่าปกติโดยเจตนา เพื่อให้เสียงออกมาได้ยิน เฉียบแหลม น่าขนลุก สื่อถึงภาพแห่งความตายที่กำลังเล่นซอในงานเต้นรำพื้นบ้าน เป็นอุปมานิทัศน์ยุคกลางที่ถ่ายทอดผ่านภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาห์เลอร์ ท่อนที่สามเปิดออกสู่หนึ่งในท่อนช้าที่สงบและงดงามที่สุดในซิมโฟนีทั้งหมดของโลก ห้วงแห่งความสงบสุขที่ดูเหมือนดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา

และแล้วท่อนสุดท้ายก็เผยให้เห็นสิ่งที่ซิมโฟนีนี้กำลังสร้างขึ้นมาตลอด นักร้องโซปราโนก้าวออกมาขับร้อง Das himmlische Leben "ชีวิตในสวรรค์" บทกวีจากหนังสือรวมเพลงพื้นบ้านเยอรมันโบราณ Des Knaben Wunderhorn (ขลุ่ยวิเศษแห่งเยาวชน) ในบทกวีนี้สวรรค์ถูกบรรยายผ่านสายตาของเด็กน้อย เป็นแดนแห่งการเลี้ยงฉลอง ของลูกแกะและทูตสวรรค์ ของความสุขเรียบง่าย ภาพเหล่านี้อาจดูไร้เดียงสาเกือบเกินไป แต่ในมือของมาห์เลอร์ มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ส่องสว่างและซาบซึ้งอย่างลึกล้ำ มุมมองของสวรรค์ที่กรองผ่านเลนส์ที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บทบาทของนักร้องโซปราโนในคืนนี้ตกเป็นของ ปุณณิกา มเหมือง นักร้องสาวผู้มีความสามารถจากโครงการ Opera Siam Young Soloist การที่ผลงานระดับนี้จะถูกมอบให้กับศิลปินชาวไทยรุ่นใหม่ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนที่นี่ในกรุงเทพฯ รู้สึกถูกต้องอย่างยิ่งสำหรับคอนเสิร์ตที่โดยแก่นแท้แล้วพูดถึงการส่งต่อสิ่งที่มีค่าจากรุ่นสู่รุ่น

คืนแห่งการสืบทอด

พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยเชื่อว่าดนตรีที่ยิ่งใหญ่เป็นของทุกคน — ว่าผู้ฟังชาวไทยสมควรได้พบกับบทเพลงที่เคยสั่นสะเทือนหัวใจผู้คนในเวียนนา ปารีส และนิวยอร์ก และท่านถูกต้อง ความจริงที่ว่าบทเพลงที่ท่านเลือกนำมาเป็นผู้บุกเบิก เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติดนตรีโลก แสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบแหลมและหัวใจที่รักดนตรีของท่านอย่างชัดเจน

มาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล หนึ่งในบุคคลที่สร้างสรรค์ที่สุดของประเทศไทย ทั้งในฐานะนักประพันธ์เพลงและวาทยากรระดับโลก ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษสานต่อมรดกนี้ คอนเสิร์ตนี้คือเครื่องบรรณาการของท่าน ไม่เพียงแต่ต่อผู้บุกเบิกที่มาก่อน แต่ต่อความเชื่อที่ว่าดนตรีมีพลังข้ามทุกพรมแดน และกรุงเทพมหานครก็คู่ควรกับบทเพลงชิ้นเอกเหล่านี้เช่นเดียวกับทุกเมืองในโลก

ไม่ว่าคุณจะรักดนตรีคลาสสิกมาทั้งชีวิต หรือกำลังก้าวเข้าสู่หอแสดงดนตรีเป็นครั้งแรก คืนนี้เป็นคืนที่ไม่ควรพลาด

เกี่ยวกับสยามซินโฟนิเอตตา

สยามซินโฟนิเอตตา คือหนึ่งในวงออร์เคสตราเยาวชนที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล และมีความเชื่อมโยงกับมูลนิธิโอเปร่ากรุงเทพและ Opera Siam นับตั้งแต่ก่อตั้ง วงได้นำเสนอผลงานออร์เคสตราที่ท้าทายที่สุดในโลกให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ

 

บัตรและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองบัตร: VIP: ๑,๒๐๐ บาท | ทั่วไป: ๖๐๐ บาท จำหน่ายบัตรที่: ticketmelon.com/operasiam/rite สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @operasiam

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น เปิดแคมเปญลดค่าครองชีพ สินค้าราคาพิเศษกว่า 60% ลดภาระประขาชน จัดที่ค้าส่งค้าปลีก 99 แห่งทั่วประเทศ แคมเปญจัดทุกไตรมาสช่วยผู้บริโภค

พาณิชย์ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย X ร้านค้าท้องถิ่น ช่วยลดค่าครองชีพ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประชุมหารือ ตัวแทน ผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้มากยิ่งขึ้น จากระยะแรก ที่ ห้าง Modern Trade นำ ‘สินค้า House Brand’ และ ‘สินค้าแบรนด์ทางเลือก’ มาลดราคาพิเศษภายใต้โครงการไทยช่วยไทย

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว จะมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภค มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60% ผ่านทางค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นขนาดใหญ่ จำนวน 99 แห่ง รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 – 10 พฤษภาคม 2569  ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ 25-60%  ทำภายใต้คอนเซ็ป “ขายปลีกราคาส่ง-ขายส่งราคาถูก“ หรือ  “ลดแล้วลดอีก” ถือเป็นการขยายช่องทางสินค้าราคาประหยัดสู่พี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงมากขึ้น  ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ค.) ก็จะมีการ คิ๊กออฟ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าคองชีพ เปิดจุดจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ

นายวชิรวิชญ์  ศิริไชย นายกสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ย้ำว่าภาวะการค้าที่ทรงตัวในปัจจุบัน และต้นทุนการผลิตสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์โลก แต่ผู้ค้า ยังยืนยันที่จะประคองราคาสินค้าให้ได้นานที่สุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน รวมทั้งพร้อมร่วมนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มาลดราคาในโครงการไทยช่วยไทยด้วย โดยย้ำว่าเป็นสินค้าคุณภาพทุกรายการ ซึ่งแคมเปญนี้ นอกจากพี่น้องประชาชนทั่วไป จะได้ประโยชน์แล้ว ยังได้ช่วยผู้ประกอบการร้านค้า ด้วยการลดราคาสินค้าแบบยกแพ็ค ที่ประหยัดกว่าเดิมด้วย  โดยเบื้องต้น แคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย X Local Low Cost’ จะจัดทุกครั้งไตรมาส  ครั้งต่อไป ไตรมาสที่ 3 ระหว่างวันที่ 1-10 สิงหาคม  และไตรมาสสุดท้ายของปี จะจัดระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1442047407957592&id=100064570394286&rdid=qauxoY4KxkDB9uQ2#

‘อ.อุ๋ย’ จี้รัฐบาล!! เดินหน้าทางกฎหมาย ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา ไม่ควรผลักภาระให้คนไทย ‘ใครก่อความเสียหาย ต้องจ่าย’

อาจารย์อุ๋ย จี้! รัฐบาล ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา อย่าควักเงินคนไทยไปจ่าย!

จากรอยกระสุนและคราบเขม่าดินปืนที่ฝังลึกในเนื้อหินของ ปราสาทตาควาย และ ปราสาทตาเมือนธม ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโบราณสถานพังทลาย แต่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างร้ายแรง 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ากัมพูชาคือฝ่ายที่เริ่มใช้กำลังติดอาวุธรุกรานเข้าสู่เขตแดนไทยก่อน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "ผู้เริ่มก่อการ" ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

1. หลักความรับผิดของรัฐ (ARSIWA): ใครรุกรานคนนั้นต้องชดใช้
ภายใต้ร่างบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐต่อการกระทำที่มิชอบระหว่างประเทศ หรือ ARSIWA (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts) กัมพูชาไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ โดยตาม มาตรา 1 (Article 1) บัญญัติชัดเจนว่า "การกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐย่อมก่อให้เกิดความรับผิดสากล"

เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตีพื้นที่อธิปไตยของไทย จึงถือเป็น "การกระทำที่มิชอบ" และตาม มาตรา 31 (Article 31) รัฐผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง (Full Reparation) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางวัตถุหรือจิตใจ 

นอกจากนี้ มาตรา 34 และ 35 ยังบังคับให้รัฐต้องทำคืนสภาพเดิม (Restitution) หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Compensation) ดังนั้น กัมพูชาจึงต้องรับภาระค่าซ่อมแซมปราสาทตาควายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

2. อนุสัญญากรุงเฮก 1954: การทำลายโบราณสถานคือความผิด
ในมิติของกฎหมายมรดกโลก มีกลไกสำคัญคือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 (The 1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้คู่พิพาทโจมตีโบราณสถานโดยเด็ดขาด

หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนใหญ่ระดมยิงโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อตัวปราสาท ถือเป็นการละเมิดมาตรา 4 และ 6 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้รัฐผู้ทำลายต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

3. กฎหมายภายในประเทศและสิทธิในการเรียกร้อง
ประเศไทยไทยในฐานะผู้ดูแลรักษาโบราณสถานตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายและเรียกร้องผ่านช่องทางทางการทูตหรือศาลระหว่างประเทศ เพื่อบังคับให้กัมพูชาชดใช้ตามหลักกฎหมายละเมิด

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

บทสรุป: 
เราจะปล่อยให้โบราณสถานไทยถูกย่ำยีแล้วใช้ภาษีคนไทยซ่อมเองไม่ได้! รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว กัมพูชาในฐานะฝ่ายเริ่มสงครามก่อนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนภายใต้หลัก ARSIWA และต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมปราสาททุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าใครที่ริเริ่มความรุนแรงและทำลายมรดกของมวลมนุษยชาติ จะต้อง "จ่าย" ให้กับความเสียหายนั้นเสมอ!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1JQD4ZezQE/?mibextid=wwXIfr
 

ดร.ปิติ ชี้ แลนด์บริดจ์!! มากกว่าเชื่อม 2 ทะเล ต้องเชื่อมจีนให้ได้ ไทยต้องสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมแผ่นดินใหญ่เอเชีย อย่ามองเป็นแค่ทางลัดข้ามทะเลไทย แต่คือประตูเชื่อมจีน-อาเซียนสู่ 2 มหาสมุทร

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Piti Srisangnam กล่าวว่า

อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

บทความวิเคราะห์โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงการระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย หรือ "Land Bridge" (แลนด์บริดจ์) ชุมพร-ระนอง ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นความหวังในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย โดยมักถูกนำเสนอด้วยวาทกรรมหลักที่ว่า "นี่คือเส้นทางลัดที่จะมาทดแทนหรือแข่งขันกับช่องแคบมะละกา" อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ลอจิสติกส์เชิงลึก และภูมิรัฐศาสตร์โลก วาทกรรมดังกล่าวอาจเป็น "กับดักทางความคิด" ที่ทำให้การออกแบบยุทธศาสตร์ของประเทศเดินหลงทาง หากไทยยังคงดึงดันที่จะสร้าง Land Bridge เพียงเพื่อเป็น "ทางผ่าน" ข้ามคอคอดกระ โครงการนี้อาจกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่สูญเสียความคุ้มค่าทางการลงทุน (ตามความคิดส่วนตัว ผมกังวลเรื่อง คลองลัด มากๆ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์, ความมั่นคง, สิ่งแวดล้อม และ สังคม เคยวิเคราะห์อย่างละเอียดไว้แล้วในหนังสือ Amidst the Global Sea Power ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน

ทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) อย่างแท้จริง คือการพลิกกรอบคิดใหม่: เราต้องไม่สร้าง Land Bridge เพื่อแค่เชื่อมสองฝั่งทะเลไทย แต่ต้องสร้างให้เป็น "ประตูการค้า" (Macro-Regional Gateway) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (Mainland ASEAN) ออกสู่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

ส่วนที่ 1: ภาพลวงตาของ "ทางลัด" และฝันร้ายของ "Double Handling"

เหตุผลสำคัญที่สายการเดินเรือระดับโลกตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของ Land Bridge ในฐานะเส้นทางทดแทนช่องแคบมะละกา คือปัญหาทางเทคนิคและต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Double Handling (การยกขนสินค้าซ้ำซ้อน) ซึ่งเป็น "จุดสลบ" ทางลอจิสติกส์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในโลกของการขนส่งทางทะเลยุคใหม่ "ระยะทางที่สั้นกว่า" ไม่ได้แปลว่า "ใช้เวลาน้อยกว่า" เสมอไป หากเรากางตัวเลขเปรียบเทียบกระบวนการขนส่ง จะเห็นภาพความซับซ้อนที่ชัดเจนดังนี้:

1. ขีดความสามารถที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Capacity)

ฝั่งทะเล: ปัจจุบันเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) สามารถบรรทุกสินค้าได้ถึง 20,000 - 24,000 TEU (ตู้ขนาด 20 ฟุต) ต่อลำ

ฝั่งราง: รถไฟบรรทุกสินค้า (Freight Train) 1 ขบวนที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขนตู้คอนเทนเนอร์ได้เพียงประมาณ 100 - 200 TEU เท่านั้น

คอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: การจะระบายสินค้าจากเรือ ULCV เพียง 1 ลำให้หมดเพื่อข้ามฝั่ง ต้องใช้ขบวนรถไฟมากถึง 120 - 200 ขบวน นี่คือฝันร้ายของการบริหารจัดการพื้นที่ลานกองตู้สินค้า (Yard Management) และตารางการเดินรถไฟ (Train Scheduling)

2. การสูญเสียเวลาในทุกจุดเชื่อมต่อ (Time Lost in Transitions)

หากเรือสินค้าเลือกแล่นผ่านช่องแคบมะละกา ระยะทางที่เพิ่มขึ้นราว 1,200 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ถึง 2.5 วัน โดยเป็นการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transit) แต่หากเลือกใช้ Land Bridge ระยะเวลาที่สูญเสียไปในแต่ละขั้นตอนจะประกอบด้วย:

การรอคิวเทียบท่า (Berthing Wait Time): 12 - 24 ชั่วโมงในฝั่งแรก

การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ (Unloading): แม้จะใช้เครนหน้าท่า (Gantry Crane) ที่ทันสมัยที่สุดที่มีความเร็ว 30-40 Moves/Hour/Crane การยกตู้ระดับหมื่นตู้ลงลานกองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 - 3 วัน

การรอคิวจัดขบวนรถไฟ (Train Marshalling): การยกตู้จากลานกองขึ้นรถไฟกว่าร้อยขบวน และเดินทางข้ามระยะทาง 90 กิโลเมตร อาจใช้เวลาอีก 1 - 2 วัน เป็นอย่างน้อย

การขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือฝั่งตรงข้าม (Reloading): เมื่อถึงฝั่งตรงข้าม ต้องรอเรือแม่ลำใหม่มารับ และใช้เวลายกตู้ขึ้นเรืออีก 2 - 3 วัน

สรุปต้นทุนเวลา: การผ่าน Land Bridge แบบ Double Handling อาจใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 6 - 9 วัน ในขณะที่การอ้อมช่องแคบมะละกาใช้เวลาเพียง 2 - 3 วัน นี่ยังไม่นับรวม "ต้นทุนค่ายกตู้" (Handling Charge) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการทำงานซ้ำซ้อนสองฝั่งท่าเรือ สายการเดินเรือจึงไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะหยุดเรือเพื่อย้ายของ หากเป้าหมายคือการขนส่งจากตะวันออกกลางไปเอเชียตะวันออกโดยตรง

ส่วนที่ 2: Land Bridge ในฐานะ "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative)

แม้ Land Bridge จะล้มเหลวหากมองในมุมของการ "ทดแทน" แต่โครงการนี้จะทรงคุณค่ามหาศาลหากถูกวางตำแหน่งให้เป็น "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative) ช่องแคบมะละกาในปัจจุบันรองรับปริมาณการค้าราว 25-30% ของโลก และการขนส่งน้ำมันกว่า 60% ของเอเชีย แต่ช่องแคบนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงระดับวิกฤต (Chokepoint Risks) ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของการจราจรทางน้ำ ภัยคุกคามทางความมั่นคง หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน (เช่น กรณีเรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานโลกนับพันล้านเหรียญต่อวัน)

ในบริบทนี้ การมี Land Bridge จะทำหน้าที่เสมือน "ระบบประกันภัยทางลอจิสติกส์ของโลก" เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน (Food and Energy Security) หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบมะละกาหรือทะเลจีนใต้ถูกปิดกั้น Land Bridge ของไทยจะเป็นเส้นทางเดียวที่สามารถรักษาระบบการไหลเวียนของสินค้าจำเป็นให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้

ส่วนที่ 3: ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (The Hinterland Connection)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ Double Handling ยุทธศาสตร์หลักของ Land Bridge ต้องเปลี่ยนจากการเป็น "ทางผ่านชั่วคราว" ไปสู่การเป็น "จุดกำเนิดและจุดหมายปลายทาง" (Origin & Destination Hub) ของสินค้า ซึ่งหมายถึงการดึงเอาพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเชื่อมต่อกับโครงข่ายนี้

แผนยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ระยะยาวต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:

1. การเชื่อมต่อโครงข่ายรางระดับทวีป (Pan-Asian Railway Network Integration)

Land Bridge ต้องไม่สิ้นสุดแค่ระนองและชุมพร แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่านแนวยาวของประเทศ จากภาคใต้ขึ้นสู่กรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อหนองคาย สปป.ลาว ไปจนถึงนครคุนหมิง (มณฑลยูนนาน) และพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน (ผ่านเส้นทาง R3A และรถไฟจีน-ลาว)

2. ปลดล็อกศักยภาพ Mainland ASEAN

สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สปป.ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ สามารถใช้เส้นทางรางมุ่งตรงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน (ระนอง) เพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ้อมลงไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง หรืออ้อมช่องแคบมะละกา นี่คือจุดที่ Land Bridge จะประหยัดเวลาและต้นทุนได้อย่างแท้จริง เพราะสินค้าถูกบรรจุใส่ตู้ตั้งแต่ต้นทาง และทำการยกขึ้นเรือ (Single Handling) เพียงครั้งเดียวที่ท่าเรือระนอง

3. เชื่อมโยง SEC กับ EEC อย่างไร้รอยต่อ

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปรับแต่งสินค้า (Customization) ประกอบชิ้นส่วน หรือแปรรูปขั้นสุดท้าย ก่อนส่งออก และต้องมีโครงข่ายลอจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งสองมหาสมุทร (Two-Ocean Gateway) ได้อย่างคล่องตัว และสิ่งที่ต้องดำเนินการคู่ขนานไปด้วยคือเชื่อมโยง SEC, EEC และ Land Bridge กับ Central Economic Corridor ภาคกลาง, Northern Economic Corridor ภาคเหนือ และ Northeastern Economic Corridor ภาคอิสาน กับอีก 10 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ที่จะเชื่อมไทยกับเพื่อนบ้าน

ส่วนที่ 4: ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจ (Balancing Geopolitical Powers)

ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรง โครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ย่อมหนีไม่พ้นการถูกมองเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมือง

หากประเทศไทยพึ่งพิงเงินทุนจากมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว (เช่น การพึ่งพาข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative - BRI ของจีนทั้งหมด) อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Debt-trap Diplomacy) และก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากมหาอำนาจขั้วตรงข้าม ซึ่งรวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

การออกแบบโมเดลการลงทุนแบบ "กลุ่มทุนผสมผสาน" (Multinational Consortium):

ไทยต้องใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) และหลักการความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) เข้ามาบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลควรเปิดประมูลและจัดตั้งกลุ่มร่วมทุนระดับนานาชาติที่ประกอบด้วย:

จีน: ในฐานะผู้ใช้บริการหลักจากพื้นที่ตอนล่างของประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน

อินเดีย: ภายใต้นโยบาย Act East เพื่อให้ฝั่งอันดามันเชื่อมโยงกับโครงการ Trilateral Highway อย่างเป็นรูปธรรม สร้างฐานตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงและนักลงทุนหลักใน EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล

สหรัฐฯ และยุโรป: เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีสีเขียว (Green Port) และรักษาดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy)

โมเดลการลงทุนแบบพหุภาคีนี้ จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายมี "ผลประโยชน์ร่วมกัน" (Vested Interests) ในการปกป้องและรักษาเสถียรภาพของ Land Bridge ของไทย แทนที่จะใช้เป็นพื้นที่ประลองกำลัง

บทสรุป

การผลักดันโครงการ Land Bridge ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่ความผิดพลาดคือการพยายามขายโครงการนี้ในฐานะ "ทางลัดเพื่อฆ่าช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ขัดกับหลักฟิสิกส์ของการขนส่งและหลักเศรษฐศาสตร์ของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องนำเสนอภาพจำใหม่ต่อประชาคมโลก Land Bridge คือ "Gateway of the Mainland" หรือประตูบานใหญ่ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ทุน และเทคโนโลยีจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย (อาเซียนและจีน) ออกสู่สองมหาสมุทร การสร้างยุทธศาสตร์ที่ผนวกโครงข่ายทางราง การพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่า และการถ่วงดุลทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชาญฉลาดเท่านั้น ที่จะทำให้เมกะโปรเจกต์นี้แปรเปลี่ยนจากความฝันบนหน้ากระดาษ สู่การเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียให้เติบโตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163875751577225&id=625882224&rdid=zfrTEIh8CUG5t32O#

กีฬาพาเยาวชนเติบโต!! 18 ปี BTTC ผลักดันทุกโอกาส กีฬาไม่ใช่แค่แข่งขันเฉพาะในสนาม แต่เป็นพื้นที่ให้เยาวชนเล็งเห็นศักยภาพ เยาวชน BTTC สานฝันสู่เส้นทางอาชีพ

กีฬาพาไปไกลกว่าสนามแข่งขัน
จากเทเบิลเทนนิสสู่เส้นทางชีวิตของเยาวชนสโมสรฯ บ้านปู

เสียงลูกปิงปองกระทบโต๊ะดังสลับไปมาในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน สำหรับใครบางคน อาจเป็นเพียงเกมกีฬาเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับเยาวชนในสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (Banpu Table Tennis Club - BTTC) เสียงเหล่านี้คือจังหวะแห่งการเติบโต เปลี่ยนผ่าน และการเริ่มต้นสร้างชีวิตในแบบของตัวเอง
ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา BTTC ไม่ได้เป็นสโมสรที่เน้นเพียงการสร้างผลงาน แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านกีฬาและการใช้ชีวิต ผ่านการฝึกซ้อมและส่งแข่งขันที่เป็นระบบและเท่าเทียม กิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ไปถึงวัฒนธรรมของการซัปพอร์ตซึ่งกันและกันในสโมสรฯเยาวชนที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่นักกีฬา แต่ยังได้ค้นหาตัวตน เรียนรู้ที่จะเผชิญกับอุปสรรค และต่อยอดทักษะไปสู่เส้นทางชีวิตที่หลากหลาย

จากสนามแข่งขันสู่เส้นทางอาชีพ: “โอม” นายจีรัฐติกุล เกษมพงศ์เรือง 
“โอม” เริ่มต้นจากการเล่นปิงปองด้วยความชอบในวัย 11 ปี ก่อนจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ BTTC ในวัย 14 ปี ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามองเห็นศักยภาพของตัวเองได้ชัดขึ้น ไม่เพียงจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและโอกาสลงแข่งขันในนามสโมสรฯ ทั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติ แต่ยังรวมถึงการได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากโค้ช และการได้เรียนรู้ทักษะการถ่ายทอดองค์ความรู้ในบทบาท “พี่สอนน้อง” ผ่านการออกไปช่วยสอนเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลร่วมกับสโมสรฯ อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ พาโอมก้าวสู่การเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ และทำให้เขามองเห็นความเป็นไปได้ของการต่อยอดกีฬาเป็นอาชีพในอนาคต

ปัจจุบันโอมเลือกที่จะต่อยอดประสบการณ์จากสนามแข่งขันสู่บทบาท “โค้ช” อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวจากสิ่งที่เขารัก “สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู ทำให้ผมได้ลอง ได้พัฒนา และได้โอกาสเรียนรู้ในหลายบทบาท จนผมมั่นใจว่าปิงปองเป็นอาชีพที่ทำให้ผมสามารถดูแลครอบครัวได้ วันนี้ผมจึงอยากส่งต่อโอกาสและทักษะที่ผมเคยได้รับ เพื่อผลักดันให้น้อง ๆ รุ่นหลังเติบโตไปได้ไกลกว่าที่ผมเคยเป็น”

กีฬาพาไปเจอความฝันใหม่: “เจฟฟี่” นายชลสิทธิ์ บุญสิริวัชรกุล

สำหรับ “เจฟฟี่” ที่เติบโตมากับ BTTC มากว่า 10 ปี การเล่นปิงปองจึงไม่ใช่แค่ชัยชนะในสนาม แต่เป็นรากฐานที่ช่วยสร้างความมั่นใจในชีวิต จากผลงานการแข่งขันระดับประเทศสู่โควตานักกีฬาในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทำให้เจฟฟี่เติบโตไม่ใช่แค่การลงแข่งขัน แต่คือสภาพแวดล้อมของสโมสรฯ ที่เปิดกว้างและไม่ตีกรอบเส้นทางชีวิต นักกีฬาสามารถบริหารเวลาของตนเองได้ แม้ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ก็ยังสามารถไปทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ถูกกดดันให้ต้องมีชีวิตอยู่แค่ในสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว
เมื่อเดินตามเส้นทางกีฬาไปถึงจุดหนึ่ง เจฟฟี่จึงเริ่มต่อยอดความสนใจสู่สายสื่อสารมวลชนและวงการบันเทิง ปัจจุบันเขากำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะวารสารศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเข้าศึกษาผ่านโควตานักกีฬาควบคู่กับการเป็นนักแสดงในสังกัดค่ายที่มีชื่อเสียง พร้อมทั้งเริ่มต้นงานถ่ายแบบเข้าร่วมรายการวาไรตี้ และกำลังมีผลงานซีรีส์ที่เตรียมออกอากาศภายในปีนี้ โดยยังคงรักษาบทบาทนักกีฬาไปพร้อมกัน

“สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปูไม่เคยตีกรอบว่าเราต้องเป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุด สโมสรฯ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ลอง ได้พยายาม ได้ผิดพลาด และได้ค้นหาตัวเอง ความมั่นใจของผมเกิดจากการที่มีคนคอยสนับสนุนและรู้ว่าไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็ยังมีเพื่อนพี่น้องในทีมของผมคอยเชียร์อยู่ข้างหลังเสมอ” เจฟฟี่กล่าว

กีฬาพาไปเจอวัคซีนทางใจ: “ครีม” นางสาวสรวีย์ ยุติธาดา
แม้เส้นทางของ “ครีม” จะไม่ได้มุ่งไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัว แต่ช่วงเวลาที่อยู่ใน BTTC ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทักษะชีวิตที่จำเป็น ครีม นิสิตคณะเภสัชศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านอกจากการฝึกซ้อมกีฬา สโมสรฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจควบคู่กัน ซึ่งจะสอดแทรกผ่านกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬา หรือกิจกรรมรวมพลประจำปี ที่เปิดโอกาสให้เธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพื่อน โค้ช และรุ่นพี่จากศูนย์ฝึกต่าง ๆ รวมถึงระบบของสโมสรฯที่มีความเป็นระเบียบ ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการจัดการอารมณ์ ซึ่งกลายเป็นทักษะที่ติดตัวและถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเรียน

“การแข่งเทเบิลเทนนิสไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ใจหนูเข้มแข็ง เติบโต เป็นสนามฝึกให้หนูเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก และเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้” ครีมกล่าว

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูเชื่อมั่นในพลังของ ‘คน’ และมองว่ากีฬาจะช่วยสร้างคนทำให้เยาวชนได้เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และต่อยอดศักยภาพสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคต เราไม่ได้คาดหวังว่าเด็กทุกคนต้องไปเป็นนักกีฬาอาชีพหรือต้องได้ที่หนึ่งในทุกการแข่งขัน แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน สร้างการเรียนรู้ในฐานะนักกีฬาที่มีคุณธรรม และมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศ เราหวังว่าพวกเขาจะส่งต่อพลังความรู้ พลังกาย และพลังใจที่พวกเขาเคยได้รับจากสโมสรฯ   ไปยังน้อง ๆ ในรุ่นถัด ๆ ไป”
ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (BTTC) ได้ที่ https://www.facebook.com/BanpuTableTennisClub

เกี่ยวกับบ้านปู

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) US Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ) Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ด้วยการสร้างสมดุลพลังงานที่มีความเสถียร สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“Darkest Before Dawn” เปิดโลกศิลปะนอกขนบ ผ่านผลงานเดี่ยวของ ‘ไกรลาศ มณี’ นิทรรศการเดี่ยวที่เชียงใหม่ เปิดแสดง 16 พ.ค.-26 มิ.ย. 69

DARKEST BEFORE DAWN
นิทรรศการเดี่ยวโดย ไกรลาศ  มณี
คิวเรทโดย จิรารัตน์ ไชยราช และ ไรน์ฮาร์ด เครสส์เนอร์
จัดแสดงที่ Head High Second Floor เชียงใหม่ 
16 พฤษภาคม – 26 มิถุนายน 2569

นิทรรศการนี้หยิบยกประเด็น “ศิลปะนอกขนบ” หรือ “Outsider Art” คำนิยามที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดยนักวิชาการชาวอังกฤษ Roger Cardinal ซึ่งได้ขยายขอบเขตแนวคิด Art Brut หรือ “ศิลปะนอกกรอบ” ที่ Jean Dubuffet ศิลปินชาวฝรั่งเศส บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่ออธิบายงานศิลปะของผู้ที่อยู่นอกสังคมกระแสหลัก อาทิ ผู้ป่วยจิตเวช หรือบุคคลชายขอบ ต่อมา Cardinal ได้ขยายนิยามดังกล่าวให้ครอบคลุมศิลปินนอกระบบสถาบันศิลปะอย่างเป็นทางการในวงกว้างยิ่งขึ้น

ภายในห้องจัดแสดงนำเสนอผลงานของ ไกรลาศ มณี ศิลปินและนักสร้างสรรค์นอกกระแส เชื้อสายอินเดีย–อเมริกัน ผู้มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดอารมณ์อันดิบสด อิสระ และไร้ขอบเขต ผ่านกระบวนการทำงานที่ตกผลึกทั้งในด้านความคิด รูปแบบ และเทคนิค เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และประสบการณ์การโยกย้ายถิ่นฐาน ตั้งแต่อินเดีย สหรัฐอเมริกา จนถึงการตัดสินใจชักชวนครอบครัวมาตั้งรกรากในประเทศไทย

จุดเปลี่ยนดังกล่าวนำพาให้เขาย้อนทบทวนความทรงจำ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความมืดหม่น การสูญเสีย การรอคอย และการต่อสู้กับภายในจิตใจของตนเอง เขาจึงแสวงหาความหวังและความเป็นไปได้ของการเริ่มต้นใหม่ ดั่งเช่นผู้คนในสังคมที่ต่างเผชิญความท้าทายของชีวิต นิทรรศการ ก่อนจะถึงรุ่งสาง: Darkest Before Dawn ยังเชื้อเชิญผู้ชมให้หวนกลับมาค้นพบความงามอันน่าหลงใหลของศิลปะนอกขนบ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการตีความ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างของสังคมมนุษย์
ไกรลาศ  มณี | ศิลปิน นักสร้างสรรค์ - เกิดปี พ.ศ. 2527 ประเทศสหรัฐอเมริกา

ไกรลาศ มณี เป็นศิลปินและนักสร้างสรรค์ชาวอินเดีย-อเมริกัน เกิดที่ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ปัจจุบันพำนักและทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จาก มหาวิทยาลัยบอสตัน และปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียคอมมอนเวลธ์, สหรัฐอเมริกา คณะศิลปศาสตรบัณฑิต ด้านการสอนภาษาอังกฤษ ผลงานของเขาสะท้อนความสนใจในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ผ่านการสำรวจมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนของการดำรงอยู่ สร้างสรรค์จากจิตใต้สำนึกส่วนตัว และด้วยความที่ไม่ได้เรียนจบศิลปะโดยตรง ทำให้เขาไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบหรือกรอบตายตัว  งานของเขาจึงสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งรากเหง้าความเป็นอินเดียที่สืบทอดผ่านสายเลือด

ประสบการณ์การเติบโตในอเมริกา และการย้ายถิ่นฐานมาเมืองไทย ซึ่งมอบแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่หล่อหลอมแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา นิทรรศการ ที่ผ่านมาของเขา แสงดี แกลเลอรี เชียงใหม่ (2558), โรงเรียนวูดสต็อก เมืองมุสโซรี ประเทศอินเดีย (2562) และคาเฟ่เออร์บัน โซเลซ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย (2566)

เยาวชนสยายปีกสู่ฝัน!! กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมหนุน เวที WINGS OF DREAMS Season 4 โชว์พลังศิลปะสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายฝันเยาวชนไทย

26 เมษายน 2569 สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงาน WINGS OF DREAMS สยายปีกสู่ฝัน  

SERSON 4  โดยท่าน ดร. ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตวุฒิสภาสมาชิก ท่านเลขานุการกรมส่งเสริมวัฒนธรมผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเป็นประธานร่วม และ มล. ทวีปัญญา 

เกษมสันต์ อดีตนายกสมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน และอดีตผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศเป็นแขกพิเศษร่วมชมการแสดง การแสดงจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ TOT  เวลา 13.00 น - 17.30 น.

คกก.พักโทษ 'ทักษิณ' !! ลงมติพักโทษอดีตนายกฯ ไม่ต้องติดกำไลอีเอ็ม เตรียมปล่อยตัว 11 พ.ค. เข้าสู่คุมประพฤติ 4 เดือน

29 เมษายน 2569 คณะกรรมการพักการลงโทษ ระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน ได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมราชทัณฑ์ โดย พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์, กรมคุมประพฤติ, กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อพิจารณาคุณสมบัติผู้ต้องขังเด็ดขาดจากทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์ได้รับการพักโทษ

โดยเฉพาะกรณีการพักโทษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอดีตนายกฯ ทักษิณเข้าเกณฑ์การพักโทษ เพราะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และรับโทษจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด

ซึ่งที่ผ่านมา อดีตนายกฯทักษิณ ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบมาแล้ว 2 คณะ คือ คณะกรรมการพักการลงโทษระดับเรือนจำ และคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกรมราชทัณฑ์ จึงเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย ที่เป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการพักการลงโทษ ระดับกระทรวงยุติธรรม 

ทั้งนี้ ภายหลังคณะกรรมการระดับกระทรวงยุติธรรม ใช้เวลาในการพิจารณานานกว่า 3 ชั่วโมง มีรายงานข่าวจากที่ประชุม ระบุว่า ที่ประชุมมีมติพักการลงโทษ อดีตนายกฯ ทักษิณ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขในการติดกำไลอีเอ็ม (EM) เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ต้องขังสูงวัย ที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป เพราะอดีตนายกทักษิณอายุ 76 ปีแล้ว และมีโรคประจำตัว

โดย นายทักษิณ จะได้รับปล่อยตัวพักโทษวันที่ 11 พ.ค.นี้ ซึ่งทักษิณจะเข้าสู่การคุมประพฤติอีก 4 เดือน

ที่มา : https://www.nationtv.tv/news/politics/378976743

CKPower คว้ารางวัล ชู นวัตกรรมลดโลกร้อน ได้รับ Golden และ Silver Award สานต่อความยั่งยืนด้านพลังงาน สร้างผลกระทบเชิงบวกสิ่งแวดล้อม

CKPower คว้า 2 รางวัลจากเวที
Thailand-Japan Decarbonization Award 2026
สะท้อนศักยภาพด้านนวัตกรรมการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพฯ 29 เม.ย. 2569 –  เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้นำในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง คว้า 2 รางวัล จากเวที Thailand-Japan Decarbonization Award (TJDA) 2026 ได้แก่ Golden Award ผ่านโครงการจัดการของเสียและน้ำเสียในกระบวนการผลิตพลังงาน ของโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น และ Silver Award ผ่านโครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ซึ่งรางวัลนี้จัดขึ้นโดย สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) หรือ ส.ส.ท. ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและเชิดชูองค์กรที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ในการนี้ นางสาวตวงพร บุณยะสาระนันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการสื่อสารและการบริหารความยั่งยืนองค์กร และนายอนุวัตร์ สาสะกุลผู้จัดการแผนกเดินเครื่อง เป็นผู้แทนบริษัทเข้ารับรางวัลเกียรติยศจาก ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า CKPower มุ่งยกระดับกระบวนการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพของบุคลากร โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘นวัตกร’ และการส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมภายในองค์กร เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคิดค้นและต่อยอดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

สำหรับ 2 โครงการที่ได้รับรางวัลจากเวที TJDA มีดังนี้

1. โครงการจัดการของเสียและน้ำเสียในกระบวนการผลิตพลังงาน จากโรงไฟฟ้าบางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น เป็นแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการการจัดการระบบการใช้น้ำมันหล่อลื่นเพื่อลดของเสีย และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบหล่อเย็น (Cooling Tower) ผ่านการปรับค่าควบคุมทางเคมีเพื่อให้สามารถหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้มากขึ้น โครงการดังกล่าวสามารถลดการใช้น้ำกว่า 743 ล้านลิตร ประหยัดต้นทุนได้กว่า 19.5 ล้านบาท ทั้งนี้ยังลดการใช้น้ำมันหล่อลื่นกว่า 28,000 ลิตร ซึ่งลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 2.6 ล้านบาท ที่สำคัญยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 95,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับแผนระยะยาวจะต่อยอดสู่ระบบสาธารณูปโภคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดของเสียต่อไป
2. โครงการ Waste to Value หิ่งห้อยเพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี เปลี่ยนขยะอินทรีย์จากเศษอาหารในโรงไฟฟ้า เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินและต่อยอดส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับสร้างความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนและสมาชิกในชุมชน สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาขยะได้กว่า 3,840 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สามารถผลิตวัสดุปรับปรุงดินได้ถึง 2,665 กิโลกรัม/ปี โดยสามารถนำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าปุ๋ยของชุมชนได้กว่า 72,900 บาท/ปี สำหรับแผนต่อจากนี้มุ่งขยายเครือข่ายความร่วมมือท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชนที่ช่วยรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการทำเกษตรปลอดสารพิษ ตอกย้ำบทบาทภาคเอกชนในการสร้างคุณค่าสู่สังคม

"การคว้า 2 รางวัลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ CKPower ที่ได้ดำเนินการจริงและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ สอดคล้องกับเกณฑ์การพิจารณาของเวที TJDA 2026 ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน ในการสร้างการตระหนักรู้ด้านอนุรักษ์พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593" นายธนวัฒน์ กล่าวเสริม

เกี่ยวกับ “บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower”
บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ 3 ประเภท จำนวน 18 แห่ง รวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 3,640 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย (1) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ภายใต้ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 46% (ถือผ่าน บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ภายใต้ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 42.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ และ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ภายใต้ บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 50% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ (2) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 65% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 238 เมกะวัตต์ และ (3) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 13 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% จำนวน 11 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 28 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ และภายใต้บริษัท เชียงราย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์

“สวนนงนุช” จัดโปร!! มอบสิทธิ์เที่ยวฟรีเดือนพฤษภาคม 1-4 พ.ค.69 ห้ามพลาดวันหยุดยาว ไทยเกิดเดือนนี้เข้าฟรีแน่นอน กิจกรรมหลากหลายเพียบพร้อมสนุก

“ของขวัญแทนคำขอบคุณ…สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่รับวันแรงงาน เกินสุดคุ้ม! มอบสิทธิ์เที่ยวฟรีสำหรับคนเกิดในเดือนพฤษภาคม เข้าฟรี 1– 4 พ.ค.69 นี้สำหรับวันหยุดยาว”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมส่งมอบความสุขต้อนรับเดือนพฤษภาคมและวันหยุดยาว เนื่องใน “วันแรงงานแห่งชาติ” ด้วยการจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ เปรียบเสมือนของขวัญแทนคำขอบคุณสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ใช้แรงงานทุกคน ให้ได้พักผ่อน เติมพลังชีวิต ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม

ระหว่างวันที่ 1– 4 พฤษภาคม 2569 นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาแบบ Walk-in และ เกิดในเดือนพฤษภาคม รับสิทธิ์ บัตรผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเดือนเกิด พร้อมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดคุ้มในช่วงวันหยุดยาว เหมาะสำหรับครอบครัว กลุ่มเพื่อน และผู้ที่ต้องการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ภายในงานยังจัดเต็มด้วยกิจกรรมความบันเทิงหลากหลาย อาทิ
การแสดงดนตรีสร้างสีสันและความสนุกสนาน
การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อันงดงามและทรงคุณค่า
การแสดงของ “น้องช้างแสนรู้” ที่สร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวทุกวัย

สวนนงนุชพัทยา พร้อมเป็นจุดหมายปลายทางของการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข คุ้มค่า และเต็มไปด้วยความทรงจำที่น่าประทับใจ  เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top