Thursday, 29 October 2026
NEWS FEED

‘บุญเลิศ’ ชี้ไทยพีบีเอสต้องยกเครื่องครั้งใหญ่!! ปมบุคลากรเกือบ 1,300 คน งบใช้จ่ายจริงสูงถึงปีละ 2,800 ล้าน ตั้งคำถามค่าจ้างอดีตผู้บริหารหลักแสนต่อเดือน สตง.ตรวจสอบการใช้รถและจัดซื้อจัดจ้าง หนุนยกเครื่องครั้งใหญ่เพื่อความโปร่งใส

“บุญเลิศ คชายุทธเดช” กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส เปิดปัญหาภายในองค์กร ชี้บุคลากรเกือบ 1,300 คน งบใช้จ่ายจริงแตะปีละ 2,600–2,800 ล้านบาท ตั้งคำถามค่าจ้างอดีตผู้บริหาร–ผู้เชี่ยวชาญหลักแสน ขณะที่ สตง.เข้าตรวจทั้งการใช้รถส่วนกลาง จัดซื้อจัดจ้าง และจ้างผลิตรายการภายนอก ย้ำถึงเวลายกเครื่องครั้งใหญ่ หากไม่กล้ายอมรับปัญหาอาจ “สายเกินแก้”

วันนี้ (5 ก.ย.) นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท. หรือ ไทยพีบีเอส) โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก “Boonlert Kachayudhadej” สะท้อนสถานการณ์ภายในองค์กรสื่อสาธารณะแห่งแรกของไทยภายใต้หัวข้อ “ต้องปฏิรูปใหญ่.. ก่อนจะสาย(เกินแก้)ไปกว่านี้” โดยระบุว่า นับเป็นครั้งที่คนในไทยพีบีเอสตื่นตัวและระทึกใจมากที่สุดในรอบ 18–19 ปี

ชี้ปัญหาคนล้นองค์กร งบประมาณทะลุ 2,800 ล้านบาท

นายบุญเลิศระบุว่า แม้ไทยพีบีเอสจะผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาหลายยุคสมัย แต่ปัจจุบันกลับประสบปัญหาภายใน โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณและบุคลากร โดยปัจจุบันมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน ซึ่งตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงใช้คนจำนวนมากเมื่อเทียบกับสื่อดิจิทัลอื่นที่ปรับลดขนาดลง และมีการจ้างอดีตผู้บริหารที่เกษียณกลับมาเป็นโค้ชด้วยค่าจ้างสูงถึง 100,000 บาท/เดือน (สัญญา 6 เดือน รวม 600,000 บาท) รวมถึงผู้เชี่ยวชาญพิเศษค่าจ้างเกือบ 300,000 บาท/เดือน 

ซึ่งแม้ตามกฎหมายจะได้รับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมรายได้อื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่าย (ปีละราว 400 ล้านบาท) และดอกเบี้ย รวมแล้วมีงบประมาณใช้จ่ายจริงสูงถึงปีละ 2,600 – 2,800 ล้านบาท

นอกจากประเด็นที่เครือข่ายพันธมิตรคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีบาปมาเป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน (ซึ่งกังวลว่าอาจสูญเสียความเป็นอิสระ) นายบุญเลิศชี้ว่า สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงินภายในองค์กรแล้ว

โดยระบุว่ามีการตรวจสอบในหลายประเด็น เช่น

1. การใช้รถส่วนกลางซ้ำซ้อน ผู้บริหารบางรายได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือน แต่ยังใช้รถส่วนกลาง ซึ่งอาจถูก สตง. เสนอแนะให้เรียกเงินคืน

2. การจัดซื้อจัดจ้าง ปัญหาการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงที่อาจขัดต่อกฎหมาย

3. การจ้างภายนอก ค่าผลิตรายการและการจ้างผู้ดำเนินรายการภายนอกราคาสูง

พร้อมหนุนข้อเสนอ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ เร่งยกเครื่องผ่าตัดใหญ่ โดยนายบุญเลิศอ้างถึงแถลงการณ์ของ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน (เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม) ที่เสนอให้มีการทบทวนกฎหมาย โครงสร้างการบริหาร และเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสปฏิรูปการทำงานเพื่อแสดงคุณค่าและความโปร่งใสต่อประชาชน "หากไทยพีบีเอสอยากอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องผ่าตัดกันครั้งใหญ่ หากเบี่ยงเบนไปกลายเป็นองค์กรที่มุ่งปกป้องตัวเอง ไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้ายอมรับว่าองค์กรก็มีปัญหา ใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ถูกต้อง ก็อาจจะช้าหรือสายไปที่จะเยียวยา กอบกู้สถานการณ์" นายบุญเลิศ ระบุทิ้งท้าย 

“พลอย เบนซ์ทองหล่อ” ส่งความห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วม แนะเจ้าของรถอย่ารีบสตาร์ตรถ หลังจมน้ำหรือลุยน้ำสูง พร้อมจัดโครงการ “BENZ THONGLOR CARES” ตรวจเช็กสภาพรถเบื้องต้นฟรี ณ สาขารามอินทรา

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด “พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ออกมาแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจถึงประชาชน รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

“ขอส่งกำลังใจไปถึงทุกครอบครัวและทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ เข้าใจดีว่านอกจากเรื่องบ้านและการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว หลายคนยังมีความกังวลเรื่องรถ โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องขับผ่านพื้นที่น้ำท่วมสูง สิ่งที่อยากแนะนำคืออย่าเพิ่งรีบสตาร์ตเครื่องยนต์ แต่ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพรถก่อนนำไปใช้งาน” พลอยกาญจน์ กล่าว

พลอยกาญจน์ ระบุเพิ่มเติมว่า รถแต่ละคันอาจได้รับผลกระทบจากน้ำแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำ ระยะเวลาที่รถสัมผัสน้ำ หรือระบบภายในที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูว่ารถยังสามารถขับได้หรือไม่ แต่คือการตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบต่าง ๆ อยู่ในสภาพเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับการใช้งาน

จากสถานการณ์ดังกล่าว เบนซ์ทองหล่อจึงจัดโครงการ “BENZ THONGLOR CARES” เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่รถได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หรือผู้ที่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพรถ โดยสามารถนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ เบนซ์ทองหล่อ สาขารามอินทรา

“ทีมศูนย์บริการของเบนซ์ทองหล่อจะช่วยตรวจสอบจุดสำคัญที่ควรได้รับการดูแลหลังรถสัมผัสน้ำ พร้อมประเมินสภาพเบื้องต้นและให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปตามสภาพจริงของรถแต่ละคัน เพื่อให้เจ้าของรถมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนนำรถกลับมาใช้งาน และลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง” พลอยกาญจน์ กล่าว

โครงการ BENZ THONGLOR CARES ไม่ได้เป็นเพียงการให้บริการตรวจเช็กรถในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการดูแลผู้ที่ให้ความไว้วางใจและใช้บริการเบนซ์ทองหล่อเสมอมา

“สำหรับเบนซ์ทองหล่อ การดูแลลูกค้าไม่ได้สิ้นสุดในวันที่ส่งมอบรถเท่านั้น แต่เมื่อลูกค้ามีคำถาม มีความกังวล หรือต้องการความมั่นใจเกี่ยวกับรถ เราพร้อมช่วยดูแล และอยากให้เบนซ์ทองหล่อเป็นหนึ่งในชื่อที่ลูกค้านึกถึง” พลอยกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย

‘จอชชัว’ กลับถึงไทยอบอุ่น!! แฟนคลับจัดเซอร์ไพรส์ต้อนรับ หลังคว้าเหรียญทองวิ่ง 400 ม. ทำลายสถิติทีมวิ่งผลัด 4×400 ม. บรรยากาศอบอุ่นที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จอชชัว กลับถึงไทย แฟนคลับเซอร์ไพรส์ ใส่หน้ากากรูปหน้าเจ้าตัว พร้อมธงชาติไทย มารอต้อนรับอย่างอบอุ่น หลังสร้างประวัติศาสตร์ ศึกเอเชียนเกมส์ 2026

เมื่อวันนี้ 5 ต.ค. 69 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “จอชชัว” โรเบิร์ต แอทคินสัน นักกรีฑาทีมชาติไทย เดินทางกลับถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น

ในการแข่งขันครั้งนี้ “จอชชัว” โรเบิร์ต แอทคินสัน ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าเหรียญทอง วิ่ง 400 เมตร (ชาย) สถิติ 44.90 วินาที (PB) และนำทีมวิ่งผลัดชาย 4×400 ม. ทำลายสถิติประเทศไทย คว้าที่ 4 ของเอเชีย

สำหรับการเดินทางกลับประเทศไทยในครั้งนี้ “จอชชัว” ได้รับการต้อนรับจากทีมนักกีฬากรีฑาไทย นำโดย “ป๊อก” ร.ต.ท. จิรายุ ปลีนารัมย์ อดีตนักกีฬากรีฑาทีมชาติไทย พร้อมด้วย “อาซิม” เมธาวี กัณหาอุดม “เต้” ธีรเดช บุญชิต “เบนนี่” โนนทะนำ และ “โค้ชอุ๊” ตรีวดี ยงพันธ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง นอกจากนี้ยังมีเหล่าแฟนคลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการใส่หน้ากากรูปหน้าเจ้าตัพร้อมธงชาติมารอต้อนรับอย่างอบอุ่น

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10426360

สองพิธีศรัทธาพืชสวนโลกอุดรฯ สมเด็จพระมหาธีราจารย์–หลวงปู่ศิลา ร่วมเบิกเนตรพระศรีอริยเมตไตรยฯ เสริมสิริมงคลพืชสวนโลก อุดรธานีชูคุณค่าธรรมและวัฒนธรรม

สองพิธีสำคัญแห่งศรัทธา! สมเด็จพระมหาธีราจารย์–หลวงปู่ศิลา ร่วมเบิกเนตรพระศรีอริยเมตไตรยฯ อีกหนึ่งพิธีหลวงปู่ศิลาเมตตาเบิกเนตรพระพุทธรูปในสวนไม้พุทธประวัติ เสริมสิริมงคลพืชสวนโลกอุดรฯ

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีประดิษฐานและเบิกเนตร “พระศรีอริยเมตไตรย พุทธภัทรบรมสุข” โดยมีหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ร่วมประกอบพิธีเบิกเนตรและอธิษฐานจิต อีกทั้งหลวงปู่ศิลายังประกอบพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูป ณ สวนไม้พุทธประวัติ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี ก่อนต้อนรับผู้มาเยือน

พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี จัดพิธีประดิษฐานและเบิกเนตรพระพุทธรูปในสองพื้นที่สำคัญ โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี และนายรพีภัทร จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพและแม่งานหลักในการจัดพิธี เพื่อเสริมสิริมงคลแก่พื้นที่ พร้อมเชื่อมคุณค่าทางพระพุทธศาสนาเข้ากับความงดงามของพรรณไม้และภูมิทัศน์

นายรพีภัทรได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์และหลวงปู่ศิลา สิริจันโทให้ความสำคัญในการจัดพิธีเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นกำลังหลักในการประสานและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างสมเกียรติ สะท้อนความตั้งใจที่จะให้พื้นที่พืชสวนโลกมีคุณค่าทั้งด้านธรรมชาติ การเรียนรู้ และการเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนและผู้มาเยือน จากทั่วทุกมุมโลก  

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ และพระพุทธรูปภายในสวนไม้พุทธประวัติ เชื่อมโยงความงดงามของพุทธศิลป์เข้ากับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางความร่มรื่นของพรรณไม้ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความสงบ พร้อมเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับพุทธประวัติ

ด้านนายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา เป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์โครงการพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี โดยการจัดภูมิทัศน์เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเชื่อมพื้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและสวนไม้พุทธประวัติให้กลมกลืนกับบรรยากาศของงาน

พิธีครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการเตรียมพื้นที่พืชสวนโลกอุดรธานีให้พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยความงดงามของธรรมชาติควบคู่กับคุณค่าทางวัฒนธรรมและศรัทธา ให้การมาเยือนเป็นทั้งโอกาสแห่งการเรียนรู้ การพักผ่อน และการสัมผัสความร่มเย็นทางจิตใจ

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 27 คดีรวม ม.112 รอเยียวยา ชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง 41 ในงาน 6 ตุลา ครบรอบ 50 ปี

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ เผยปัจจุบันถูกคุมขัง รับโทษในเรือนจำ พร้อมชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง ฉบับ 41 ยุค 6 ตุลา
ลดโทษ ม.112

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม แฟนเพจเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ เผยแพร่ประกาศจากสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะกรรมการรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ปี 2569 ได้ตัดสินให้ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ภายในงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันนี้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี โดย 3 ใน 27 คดี คือคดี ม.112 ซึ่งถือได้ว่าเป็นมรดกบาปจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

และในโอกาสที่วาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชวนประชาคมธรรมศาสตร์ช่วยกันเข้าชื่อเพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อยกเลิกอัตราโทษที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้ และกลับไปใช้อัตราโทษเดิม สำหรับมาตรา 112 คือใช้อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมลงชื่อได้ทาง https://decoup6octsins.com/

สำหรับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย คือรางวัลที่สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มอบให้แก่ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องและปกป้องประชาธิปไตย เช่นเดียวกันกับ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ ที่สละชีวิตต่อความอยุติธรรมและความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_5919622?

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

รัฐบาล เร่งบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ!! เร่งสำรวจความเสียหายทั่วประเทศ โอนเงินเยียวยาประชาชนโดยเร็ว บริหารจัดการน้ำบูรณาการระบบ เตรียมพร้อมรับประชุม IMF-World Bank

นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย–โอนเงินเยียวยา ย้ำบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ รับประชุม IMF–World Bank

วันนี้ (5 ต.ค. 69) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยภาพรวมบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น จ.ปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา โดยนายกฯ กำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบุคลากรให้เพียงพอ รวมถึงเร่งจัดส่งยาที่จำเป็นไปยังพื้นที่จ.ปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว

นายกฯ กำชับทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน และจัดทำทะเบียนส่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน พร้อมให้จังหวัดที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้วเร่งใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และดูแลผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเห็นความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาประชาชน พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมประกันให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำ นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล เพื่อให้การวางแผนและแจ้งเตือนประชาชนสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำชับให้บริหารจัดการสถานการณ์น้ำและระบบคมนาคมไม่ให้กระทบต่อการประชุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ามีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงานและการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1547164977446228&id=100064582216937&rdid=XfhbtvHRlL0eCNvt#

เยาวชนไทยคว้าเหรียญโอลิมปิก!! ร่วมแข่งขันดาราศาสตร์ในเวียดนาม ผู้แทนไทยคว้าเหรียญทอง-เงินรวม 5 รางวัล ครอบครัว-ครูอาจารย์เป็นกำลังใจสำคัญ เดินทางกลับไทย 5 ต.ค. นี้ที่สุวรรณภูมิ

เด็กไทยคว้าชัยเวทีดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 (IOAA 2026) ณ เมืองฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีผู้แทนเยาวชนกว่า 320 คน จาก 67 ทีม จาก 65 ประทศ เข้าร่วมทดสอบความรู้ความสามารถผ่านภาคทฤษฎี ภาควิเคราะห์ข้อมูล และภาคสังเกตการณ์

ด้วยความอุตสาหะ ฝึกซ้อมอย่างหนัก และความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้แทนเยาวชนไทยทั้ง 5 คน กอปรกับแรงใจและการสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากครอบครัว ครูอาจารย์ และโรงเรียนต้นสังกัด ส่งผลให้เยาวชนไทยสามารถทำผลงานได้อย่างน่าภาคภูมิใจบนเวทีวิชาการระดับโลก ดังมีรายละเอียดรางวัลดังนี้

1. นายธีร์ ชอบแสงจันทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
2. นายศักย์ศรณ์ กล่อมสังข์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญทอง
3. นายธนเดช รุจานันท์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทอง
4. นายณชพล คูโณปการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน
5. นายธีรธร คงเขษม โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รางวัลเหรียญเงิน

ในการเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ มีคณะอาจารย์ควบคุมทีม ดังนี้
1. อาจารย์ ดร.งามจิตต์ เจียรกุลประเสริฐ (มหาวิทยาลัยศิลปากร) — หัวหน้าทีม
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมปุณยวัจน์ ทุมเมืองปัก (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) — รองหัวหน้าทีม
3. รองศาสตราจารย์ ดร.อารีเฟ็น รัศมีศาสน์ (มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี) — อาจารย์สังเกตการณ์

ความสำเร็จและการเติบโตในเวทีระดับสากลครั้งนี้ เกิดจากความเพียรพยายามของนักเรียนทุกคน รวมถึงความรัก ความเข้าใจ และการเคียงข้างจากครอบครัว และครู อาจารย์ตลอดจนการส่งเสริมจากมูลนิธิ สอวน. และศูนย์ สอวน. วิชาดาราศาวตร์ ทั่วประทศ ที่ร่วมกันผลักดันและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

ขอเชิญชวนชาวไทยร่วมส่งกำลังใจและแสดงความยินดีกับผู้แทนเยาวชนไทยทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เวลา 14.45 ณ ชั้น 2 ประตู 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064451632155/posts/1521342713357435/?rdid=FkmSZTnqGZiPKDBC#

นงนุช เวิลด์ พัทยา มอบ 66 รางวัล!! ผลงานชิงแสนจากสวนพัทยา 58 รางวัลฮิตพร้อมพิเศษอีก 8 ภาพ "ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน" คว้าแชมป์ เปิดโอกาสทุกแนวถ่ายภาพสร้างสรรค์

ภาพเดียวคว้าแสน! เปิดผลงานแชมป์ “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดเสน่ห์มุมใหม่ผ่านเลนส์

พร้อมมอบ 58 รางวัล และรางวัลพิเศษคณะกรรมการอีก 8 รางวัล
“ชุ่มฉ่ำกลางสายฝน” ผลงานของคุณศักดิ์ชัย เรือนคำ คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไป พร้อมเงินสด 100,000 บาท ในโครงการประกวดภาพถ่าย “อลังการนงนุช เวิลด์ พัทยา” ถ่ายทอดความงดงามของสวนผ่านมุมมองสร้างสรรค์

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดพิธีมอบรางวัลวันที่ 4 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ห้องประชุมเฟื่องฟ้า โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นผู้มอบรางวัลหลัก 58 รางวัล พร้อมรางวัลพิเศษภาพถ่ายของคณะกรรมการอีก 8 รางวัล รวม 66 รางวัล เพื่อเชิดชูผลงานและความตั้งใจของผู้ร่วมโครงการ

การประกวดครอบคลุมทั้งภาพถ่ายทั่วไป เซลฟี่ ภาพจาก Action Camera สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ผลงานสร้างสรรค์ด้วยเอไอ และรางวัลพิเศษประเภทต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประกวดถ่ายทอดความประทับใจด้วยเครื่องมือและแนวคิดที่หลากหลาย ทั้งการเลือกจังหวะ แสง องค์ประกอบภาพ และการสร้างสรรค์เรื่องราวตามจินตนาการ

นอกจากผลงานชนะเลิศประเภทภาพถ่ายทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับรางวัลสำคัญ อาทิ คุณสันติ เศษสิน คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่ายเซลฟี่ เงินสด 10,000 บาท จากผลงาน “มาเที่ยวสวนนงนุช……ได้เขากลับบ้านไปด้วย” และคุณวรกร กองแก้ว คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทเอสโคล่าอวอร์ด เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สายสัมพันธ์แห่งความสุข”

ด้านประเภทภาพเอไอ หรือ Nongnooch’s AI-Based Image คุณเสกสรร เสาวรส คว้ารางวัลชนะเลิศ เงินสด 50,000 บาท จากผลงาน “สนุกที่สวนนงนุช” ส่วนรางวัลพิเศษ Nongnooch Pattaya Award เงินสด 50,000 บาท ได้แก่ คุณชิษณุพงศ์ กาทิพย์ จากผลงาน “แสงธรรมสองหล้า”

นงนุช เวิลด์ พัทยา ขอชื่นชมความสามารถและความตั้งใจของช่างภาพทุกท่าน พร้อมเป็นพื้นที่ให้ได้แสดงฝีมือและฝากผลงานอันมีคุณค่าไว้ ภาพเหล่านี้เป็นสื่อเชื่อมความงดงามกับนักท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ยังไม่เคยมาอยากสัมผัสด้วยตนเอง และชวนผู้ที่เคยมาแล้วกลับมาค้นพบมุมใหม่อีกครั้ง

มธ. ปรับหลักสูตรใหญ่!! ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำครบ เพิ่มการฝึกงานจริงในหลักสูตร เปิดระบบคลังหน่วยกิตปี 70 ชวนร่วมงาน Open House 2026

‘มธ.’ ตั้งเป้าบัณฑิตมีงานทำ 100% ปรับหลักสูตรใหญ่ ‘เน้นทำงานจริง’
พร้อมเปิด ‘Credit bank’ เอื้อเรียนจบไว

“ม.ธรรมศาสตร์” ประกาศทิศทางผลิตนักศึกษาตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ตั้งเป้าบัณฑิต “มีงานทำ 100%” เดินหน้าพัฒนาทักษะสำคัญแห่งอนาคต – ปรับหลักสูตรใหญ่เพิ่มสัดส่วน “ฝึกประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจ” รวมถึงเตรียมเปิด “ระบบคลังหน่วยกิต” เอื้อเรียนจบไวขึ้น พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน “Thammasat Open House 2026”

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงาน “Thammasat Open House 2026: Press Conference” ภายใต้แนวคิด “Thammasat Next Level for 2070+ : Learn Live Link” เพื่อประกาศทิศทางของการผลิตบัณฑิตของ มธ. ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ทั้งหลักสูตรใหม่ วิชาที่เท่าทันกับยุคสมัย กลไกการเรียนข้ามคณะ ตลอดจนระบบรับรองทักษะจากคอร์สระยะสั้น (Micro-credentials) และคลังหน่วยกิต (Credit bank) ที่กำลังจะเปิดตัวในปี 2570 นี้ พร้อมเผยกิจกรรมภายในงาน Thammasat Open House 2026

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของธรรมศาสตร์ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป คือ การทำให้บัณฑิตที่จบการศึกษาไปมีงานทำ 100% ท่ามกลางโลกที่มีความเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน และอาจทำให้ตำแหน่งงานหายไปหลายล้านตำแหน่ง

ดังนั้น มธ. จึงมุ่งเน้นสร้างบัณฑิตที่มีทักษะแห่งอนาคต หรือ IMPACT ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายพร้อมทำงานรวมกับคนทุกช่วงวัย (Interpersonal Skills) ความพร้อมทั้งด้านกายและใจ (Mindful Self-Development) การคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ (Progressive thinking) ความยืดหยุ่นที่พร้อมจะเผชิญกับความท้าทายและความล้มเหลว (Agility) การใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Competencies in Technologies) และความเป็นพลเมืองโลก และความรู้เท่าทันทางด้านการเงิน (Thrives in Global Citizenship and Financial Literacy)

“ความรู้เป็นสิ่งที่มีวันหมดอายุ แต่สมรรถนะแห่งอนาคตเหล่านี้ คือ สิ่งที่ติดตัวไปตลอดชีวิต และเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน โดยจะช่วยให้นักศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งในการทำงาน และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ มธ. จึงพยายามบ่มเพาะทักษะสมรรถนะเหล่านี้ให้กับบัณฑิตทุกคน” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาแล้ว ในปี 2570 นี้ มธ. จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ โดยจะทำให้เกือบทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรีกว่า 290 หลักสูตร มีการเพิ่มสัดส่วนหน่วยกิตที่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ให้มากขึ้น จากเดิมที่กำหนดไว้อยู่ที่ 3 หน่วยกิต จะเพิ่มเป็น 6 หน่วยกิต หรือบางหลักสูตรอาจเพิ่มไปถึง 12 หน่วยกิต ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้นักศึกษามีงานทำได้ง่ายขึ้น เพราะ ทางภาคธุรกิจเอกชนที่นักศึกษาเคยไปฝึกประสบการณ์อาจมีการตอบรับให้นักศึกษาได้เข้าทำงานเลย

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2570 มธ. จะมีเปิดตัวระบบคลังหน่วยกิตอย่างเป็นทางการด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอก อย่างนักเรียนมัธยมศึกษา หรือผู้ที่สนใจ สามารถลงเรียนบางรายวิชาของธรรมศาสตร์ได้ทั้งในรูปแบบ E-Learning และออนไซต์ เพื่อเก็บสะสมเป็นหน่วยกิต และหากในอนาคตสนใจจะเข้ามาศึกษาที่ มธ. ไม่ว่าจะในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ก็จะสามารถนำหน่วยกิตเหล่านั้นมาใช้เทียบโอนได้ เพื่อให้สามารถจบการศึกษาได้รวดเร็วขึ้น เช่น หากบางคนออกแบบการเรียนได้ดีอาจสามารถจบการศึกษาทั้งปริญญาตรี และปริญญาโทได้ภายในเวลา 3 - 5 ปี

รศ. ดร.ดำรงค์ อดุลยฤทธิกุล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มธ. จะเป็นพื้นที่ของโอกาสสำหรับทุกๆ คน ในการมาค้นหาตัวเอง พร้อมกับการสร้างความพร้อมให้กับนักศึกษาในทุกๆ ด้านก่อนจะก้าวไปสู่โลกของการทำงาน โดยช่วงที่ผ่านมา มธ. มีการพลิกโฉมหลักสูตรค่อนข้างมาก ผ่านการเชิญภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมพัฒนาหลักสูตร รวมถึงวิชาการศึกษาทั่วไป เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย ที่ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นอาทิ ซึ่งรายวิชาเหล่านี้ทางผู้แทนภาคธุรกิจเอกชนจะมาร่วมสอน และที่สำคัญคือ ร่วมรับนักศึกษาไปฝึกประสบการณ์ต่อด้วย

“ธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับภาคธุรกิจในการพัฒนารายวิชาการศึกษาทั่วไปเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เช่น รายวิชาเกี่ยวกับความรู้เท่าทันทางด้านการเงินและการลงทุนที่เป็นอีกทักษะสำคัญในปัจจุบัน ก็ได้ร่วมมือกับ บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือแม้กระทั่ง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แสนสิริ โดยวิชาเหล่านี้ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียน แต่ทุกคนสามารถเลือกเรียนตามความต้องการของทุกคนได้” รศ. ดร.ดำรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนข้ามศาสตร์ในรายวิชาของคณะอื่นๆ ได้ ด้วย เช่น เลือกเข้าเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ ก็ไม่ใช่แค่จะมีเฉพาะวิชาด้านรัฐศาสตร์ให้ได้เลือกเรียน แต่นักศึกษาสามารถข้ามไปเรียนวิชาที่สนใจอื่นๆ อย่างด้านนิติศาสตร์ หรือด้านเภสัชศาสตร์ก็สามารถทำได้ โดยนักศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้เลย

ส่วนในด้านกิจกรรม มธ. ก็มีการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกกำลังกาย ด้านการพัฒนาทักษะเฉพาะอย่างการเป็นพิธีกร การฝึกพูดในที่สาธารณะ และนอกจากกิจกรรมที่ประชาคมธรรมศาสตร์จัดขึ้นเองแล้ว ยังมีการร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน ในการนำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจมาให้นักศึกษาได้ร่วมกันคิด และร่วมลงมือทำเป็นกลุ่ม ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การเกิดผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ตอนนี้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน และจำกัดอยู่แค่เฉพาะกับอาจารย์เท่านั้น แต่อยู่ที่พี่ๆ ผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเอกชน ฉะนั้น ปัจจุบันจึงเรียกได้ว่าพื้นที่ของธรรมศาสตร์เป็น Sandbox ให้น้องๆ ได้มาทดลอง ทำผิดไม่เป็นไร ล้มเหลวไม่เป็นไร เพราะนั่นก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเรียนรู้” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุ

รศ. นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์พัทยาและสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงไฮไลท์สำคัญของงาน Thammasat Open House 2026 ว่า สำหรับงาน Open House ในปีนี้ ธรรมศาสตร์ จะมีการจัดงานหลัก 2 แห่ง คือ มธ. ศูนย์รังสิต และ มธ. ศูนย์พัทยา โดยแต่ละศูนย์จะมีกิจกรรมและจุดเน้นในเชิงรายละเอียดแตกต่างกัน โดยในส่วนงานที่ มธ. ศูนย์รังสิต จะมีการเปิดให้นักเรียนได้เข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกคณะ และทุกสถานที่ ใน มธ. ว่ามีบรรยากาศการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัยอย่างไร เช่น หอพัก ห้องสมุด ลานกิจกรรม ฯลฯ

รวมถึงจะมีการจัดกิจกรรมจำนวนมาก ทั้งการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้ามาทดลองเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริงในแต่ละคณะ กิจกรรมชมรมต่างๆ การแสดงดนตรี และที่สำคัญจะมีกิจกรรมพิเศษที่ มธ. ได้ร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน ในการเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้เสนอแนวคิด หรือโครงการ สินค้า หรือโมเดลทางธุรกิจ โดยจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ มาร่วมให้ข้อคิดเห็น และข้อมูลความรู้ พร้อมกับจะมีการออกใบรับรองเป็นประกาศนียบัตรให้นักเรียนนำไปใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอสำหรับยื่นเพื่อสมัครเข้าเรียนต่อได้ด้วย

ขณะที่ มธ. ศูนย์พัทยา จะมีกิจกรรมพิเศษในสายวิศวกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงในสายสุขศาสตร์ โดยจะมีการเปิดให้ได้เยี่ยมชมห้องผ่าตัด รวมถึงเครื่องมือเทคโนโลยีทางการแพทย์ต่างๆ ที่ทันสมัย การเรียนการสอนต่างๆ เพื่อให้นักเรียน และผู้ที่สนใจได้รับประสบการณ์จริงจากศาสตร์นั้นๆ มากที่สุด เท่าที่ทำได้

“ขอเชิญชวนนักเรียน และผู้ที่สนใจทุกคน เข้าร่วมงาน Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์รังสิต ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 และ Thammasat Open House 2026 ที่ มธ. ศูนย์พัทยา ในวันที่ 6 พ.ย. 2569 โดยครั้งนี้เป็นการจัดงานที่มีกิจกรรมจัดเต็มที่สุดมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ประโยชน์กลับไปทั้งในแง่ของความรู้ และข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจในการศึกษาต่อ รวมถึงในแง่ของความบันเทิงจากกิจกรรมต่างๆ ด้วย” รศ. นพ.พฤหัส กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top