Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

นักวิชาการ มธ. แนะเพิ่มมาตรการ!! ลดไฟถนนช่วยประหยัดพลังงาน ชี้ใช้ข้อมูลอุบัติเหตุชี้จุดเสี่ยง เสนอเพิ่มเครื่องหมายจราจรสะท้อนแสง ดึงเอกชนร่วมแลกลดหย่อนภาษี

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นักวิชาการ มธ. แนะเพิ่มมาตรการ ควบคู่ ‘ลดแสงสว่างถนน’
ชี้ดึง ‘เอกชน’ ประหยัดไฟแลกภาษีดีกว่า
 
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน 1 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ “กรมทางหลวง” ควรมีมาตรการความปลอดภัยอื่น เช่น ใช้เครื่องหมายจราจรบนพื้น – สติกเกอร์สะท้อนแสงร่วมด้วย เพื่อชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง ระบุมาตรการนี้ประหยัดพลังงานได้ไม่มาก แนะรัฐบาลคุยเอกชนขอลดใช้ไฟบางส่วน แลกลดหย่อนภาษี ช่วยได้มากกว่า
 
ดร.เกียรติบดินทร์ หวังเลิศพาณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อประหยัดพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรมทางหลวงชนบทจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พ.ค. 2569 นี้ ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปิดไฟแสงสว่างบนถนนจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนร่วมด้วย ส่วนตัวคิดว่ากรมทางหลวงชนบทเองอาจไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนนี้ไว้ทั้งหมดทุกพื้นที่ มีเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำกันบ่อยครั้ง ซึ่งการขาดข้อมูลดังกล่าวก็จะส่งผลต่อการประเมิน และการวางแผนในการปิดไฟแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น กรมทางหลวงชนบท จึงควรพิจารณาใช้องค์ประกอบอื่นๆ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เกิดความปลอดภัยมากขึ้นด้วย เช่น เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง สำหรับทำให้ผู้ขับขี่ต้องชะลอความเร็วลงร่วมด้วยในบางพื้นที่ หรือสติกเกอร์สะท้อนแสง

ทั้งนี้ หากวางแผนดำเนินมาตรการดังกล่าวได้ดี รวมถึงคำนวณปริมาณไฟฟ้าแสงสว่างที่สมดุลกันระหว่างช่วงที่ปิดและช่วงที่เปิด ก็ไม่น่าจะเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยทางถนน เนื่องจากหากไปดูรายละเอียดมาตรการดังกล่าวจะพบว่าไม่ใช่การปิดไฟของถนนทางหลวงสนิททั้งหมด แต่เป็นการปิดไฟแสงสว่างบางดวงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งยังทำให้ผู้ใช้รถยนต์บนท้องถนนทางหลวง และใกล้เคียงมองเห็นเส้นทาง หรือมีทัศนวิสัยที่เพียงพอในการเตรียมตัวเพื่อความปลอดภัยได้ และจริงๆ นอกจากแสงสว่างบนท้องถนนแล้วก็ยังมีแสงสว่างจากรถยนต์ของผู้ขับขี่เองด้วย

ดร.เกียรติบดินทร์ กล่าวต่อไปว่า แม้จะเป็นมาตรการที่เข้าใจได้ และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่หากพิจารณาสัดส่วนของพลังงานที่ประหยัดได้จากการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนท้องถนน หากมองเป็นภาพรวมระดับประเทศอาจจะได้เพียงเล็กน้อย ฉะนั้น ถ้าต้องการจะลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง เพื่อให้การประหยัดพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเดินหน้าเจรจาขอความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ให้มีการพิจารณาลดใช้ไฟฟ้าในบางส่วน เพราะศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อเหล่านี้มีสาขาค่อนข้างเยอะ และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งหากทุกร้านทำได้ก็ช่วยได้ค่อนข้างเยอะ

นอกจากนี้ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาขอความร่วมมือไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากๆ ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ เช่น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่หากมีการออกมาตรการเสริมที่สร้างแรงจูงใจได้ก็น่าจะทำให้ภาคเอกชนเองหันมาพิจารณาและช่วยดำเนินการได้ อย่างถ้าง่ายสุดก็คือ มาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าจะช่วยได้อย่างดี

“ธรรมชาติของทุกคนหากให้ความร่วมมือในการดำเนินการอะไรก็คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทนมาบางอย่าง ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลจะขอความร่วมมืออย่างเดียวอาจไม่ทำให้นโยบายสำเร็จได้ จำเป็นต้องให้คนที่มาร่วมมือได้รับอะไรบางอย่างด้วย ซึ่งจะช่วยให้นโยบาย หรือมาตรการต่างๆ เดินหน้าไปได้ง่ายกว่า” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า การออกมาตรการสร้างแรงจูงใจดังกล่าวถ้าลงไปถึงขั้นภาคครัวเรือนได้ก็จะยิ่งดี เช่น การจัดประกวดถนนปลอดภัย โดยกำหนดเงื่อนไขว่าถ้าชุมชนไหนสามารถช่วยจัดระเบียบถนนได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ภายใต้การลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนได้ดี ชุมชนนั้นๆ ก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนสำหรับการพัฒนาพื้นที่

กสม. เปิดเวทีแก้วิกฤตฝุ่น!! ผนึกกำลังวางแนวทางแก้ PM 2.5 ชูสิทธิชุมชน-กระจายอำนาจลงท้องถิ่น เสนอกฎหมายอากาศสะอาด รื้อโครงสร้างงบฯ ดันแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

กสม. เปิดเวทีถกทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ชู “สิทธิชุมชน-กระจายอำนาจ” ดัน กม.อากาศสะอาด หวังรื้อโครงสร้างงบประมาณ-แก้ปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวทีเสวนา “ผนึกกำลังผ่าทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5: การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมอง ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในประเทศไทย รวมถึงพิจารณาทิศทางของกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต โดยมีตัวแทนจากหลากหลายกลุ่มเข้าร่วม ทั้งภาคการเมือง หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรประไพ กาญจนรินทร์ กล่าวเปิดการเสวนาโดยเน้นย้ำว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง การที่รัฐบาลส่งร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กลับเข้าสู่สภาฯ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่การผลักดันยังต้องดำเนินต่อไป พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องมองให้ครอบคลุม ไม่ใช่เพียงการพุ่งเป้าโทษชาวบ้านเพียงอย่างเดียว

"เมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ส่งร่างกฎหมายอากาศสะอาดกลับไปที่สภาแล้ว ในเบื้องต้นงานเราก็คงน้อยลงนิดหนึ่ง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปผลักดันให้รัฐบาลส่งเรื่องไปที่รัฐสภาอีก ถือเป็นก้าวแรก แต่คงไม่ใช่ก้าวเดียว เพราะเส้นทางยังอีกยาวไกลในการที่เราจะผลักดันเรื่องนี้ อย่างที่ทราบกันว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 มีมาโดยตลอดและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่าที่รับฟังมา ฝุ่น PM 2.5 มาจากไฟป่าเพียงส่วนหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากโรงงานอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งคงต้องมาหารือกัน และแน่นอนว่าฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้กระทบแค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบถึงชีวิต สุขภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เพราะเมื่ออากาศไม่ดี ก็ไม่มีใครอยากมาท่องเที่ยวหรือจัดกิจกรรม นำไปสู่การซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก และเหตุที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน ซึ่งสหประชาชาติได้รับรองแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของ กสม. ที่ต้องขับเคลื่อนและผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดย กสม. ทำเรื่องนี้มาต่อเนื่องหลายปี ตั้งแต่ปี 2566 2567 2568 จนถึง 2569 เมื่อตอนต้นปีเราก็ส่งหนังสือย้ำไปอีกครั้ง”

เสียงสะท้อนจากพื้นที่: กระจายอำนาจ-เคารพวิถีชุมชน

ในเวทีช่วงเช้า เป็นการเสวนาหัวข้อความก้าวหน้าและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาฝุ่นและไฟป่าในประเทศไทย

ดำเนินรายการโดย กิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 การเสวนาเริ่มต้นจากการให้ตัวแทนจากพื้นที่ได้สะท้อนความท้าทายในการจัดการไฟป่า โดยก่อชิ  เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนปัญหาว่า การบังคับใช้มาตรการห้ามเผาเด็ดขาดเป็นการฝืนธรรมชาติของป่าบางประเภท (เช่น ป่าเต็งรัง) ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อเพลิง เมื่อเกิดไฟป่าจึงมีความรุนแรงและควบคุมยาก นอกจากนี้ การถ่ายโอนภารกิจการจัดการไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังขาดความเบ็ดเสร็จ ทั้งในด้านอำนาจการสั่งการและงบประมาณ จึงเสนอให้มีการกระจายอำนาจและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้ อปท. สามารถร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟป่าและเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เดโช ไชยทัพ จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกในการจัดการไฟป่าที่มีหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายสำคัญบางประการ จึงมีข้อเสนอให้มีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบเชิงพื้นที่ให้ชัดเจนระหว่างชุมชนและหน่วยงานรัฐ การปรับความเข้าใจที่แตกต่างกันในเรื่อง "การบริหารจัดการเชื้อเพลิง" เพื่อลดความขัดแย้ง โดยใช้กรณีศึกษาการใช้แอปพลิเคชัน "Fire-D" ในจังหวัดเชียงใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่เผาไหม้ การปรับปรุงระบบงบประมาณให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ โดยให้ อปท. และองค์กรชุมชนเป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง รวมถึงการเร่งรัดแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินในเขตป่า เพื่อเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาไฟไปสู่ระบบที่ยั่งยืน

ด้านพฤ โอ่โดเชา แกนนำชาวปกากะญอ สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางความรู้และอำนาจระหว่างรัฐ สังคมเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่า การจัดการป่าต้องพิจารณาบริบทของ "คน" ที่อยู่ร่วมกับป่าด้วย วิถีชีวิตและระบบนิเวศน์บางประเภทมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น การทำไร่หมุนเวียน ซึ่งมีระบบการทำแนวกันไฟเพื่อควบคุมไม่ให้ลุกลาม นโยบายลดการใช้ไฟแบบเหมารวมและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้กระทำผิดและต้องลักลอบจุดไฟ ซึ่งส่งผลให้ไฟป่ารุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เสนอให้รัฐเปิดใจรับฟังและเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนเพื่อหาแนวทางร่วมกัน

ส่วนนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยอมรับว่าสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้มีความรุนแรงมากเนื่องจากการสะสมของเชื้อเพลิงและสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน กรมอุทยานฯ ได้ปรับแนวทางโดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น มีการจ้างงานชาวบ้านเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่ากว่า 1,690 เครือข่าย และทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้ไฟตามวิถีชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังคงประสบปัญหาพฤติกรรมการลักลอบเผาเพื่อการล่าสัตว์ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก

ด้านสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ระบุว่าความรุนแรงของไฟป่าในปีนี้เกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนาน ทำให้ไฟขยายตัวจนเกินขีดความสามารถของกลไกรัฐที่จะควบคุมได้ พร้อมเสนอแนะให้รัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถและลงทุนในหน่วยดับไฟป่ามืออาชีพให้มีอุปกรณ์และกำลังพลที่เพียงพอ ส่วนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน เช่น เผาเพื่อเศรษฐกิจ หรือ เผาเพื่อลดเชื้อเพลิง และไม่อนุญาตให้เผาในป่าเต็งรังซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นควันเกินมาตรฐาน และควรพัฒนาระบบทำแนวกันไฟที่มีประสิทธิภาพสูง มีจุดสำรองน้ำ และให้ชุมชนสร้างเส้นทางลาดตระเวนได้ ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มที่ลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์

ส่วนปริศนา  พรหมมา จากสภาลมหายใจเชียงใหม่ เสนอให้เลิกเหมารวมสาเหตุของไฟป่า ต้องแยกแยะการจัดการไฟระหว่างพื้นที่เกษตรที่สูง ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และวิถีชีวิตชุมชน และเสนอให้แก้ปัญหาแอปพลิเคชัน "Fire-D" ที่มักไม่อนุมัติการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้เกิดการลักลอบเผาจนควบคุมไม่ได้ พร้อมทั้งควรผลักดันให้ อปท. เป็นเจ้าภาพทำแผนระดับพื้นที่ร่วมกับกรมป่าไม้ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ และควรยกระดับศักยภาพอาสาสมัครระดับหมู่บ้านกว่าพันทีมให้มีความเข้มแข็งและปลอดภัย ตลอดจนให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดมลพิษลำดับที่สองของแต่ละจังหวัด เช่น ยานพาหนะ และภาคอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.เจน  ชาญณรงค์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ เห็นด้วยว่าต้องจัดทำแผนที่จำแนกประเภทของไฟ โดยพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหา "ไฟเพื่อการล่าสัตว์" ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุด พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ดิน และสิทธิในที่ดินทำกินให้แก่ชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้กลไกการจ่ายค่าตอบแทนระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services - PES) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการรักษาป่า สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ ได้เริ่มดำเนินการบูรณาการร่วมกับจังหวัดต้นลมเพื่อปรับช่วงเวลาการเผาภาคการเกษตร ไม่ให้ฝุ่นพัดเข้าสู่เมือง ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

ทางด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. ประกาศพร้อมเป็นเจ้าภาพบูรณาการแก้ปัญหาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาเชิงระบบโดยอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีแบบ Real-time (ดาวเทียม โดรน เซนเซอร์) เพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นอย่างแม่นยำ ปัญหาฝุ่นมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาอื่น ๆ เช่น ยาเสพติด ทุนสีเทา พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลมีแนวคิดผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำเศษวัสดุการเกษตรมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อลดการเผา โดยจะนำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และเน้นย้ำถึงการแยกประเด็นการแก้ปัญหาออกจากความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ผ่าทางตันด้วยโครงสร้างและ กม.อากาศสะอาด

ช่วงบ่ายเป็นการเจาะลึกทางออกวิกฤตฝุ่นและทิศทางของร่างกฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต ดำเนินรายการโดย ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) ชี้ว่าการแก้ปัญหาด้วยการดับไฟเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ โครงสร้างปัญหาฝุ่น PM 2.5 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ระบบราชการ ฐานข้อมูล เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ปัญหาที่พบในระดับพื้นที่คือ ขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) กลไกรัฐทำงานแบบเดิม ขาดความต่อเนื่องของผู้บริหาร และระบบงบประมาณไม่เอื้อต่อการป้องกัน เสนอให้ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบนิเวศทางการเมืองที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา นำบทเรียนจากแต่ละพื้นที่มาปรับใช้ (Lesson Learned) กำหนดเป้าหมายจัดการพื้นที่ซ้ำซาก (Point Source) และปรับปรุงระบบงบประมาณให้เหมาะสมกับแหล่งกำเนิดมลพิษแต่ละประเภท

ด้าน ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนร่างกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาด สำนักงาน ป.ย.ป. ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการประกาศวาระแห่งชาติ 7 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเน้นแก้ปัญหาเพียง 3 เดือนในช่วงวิกฤต และงบประมาณไม่สอดคล้องกับแผน เสนอสูตร "8-3-1" คือ ทำงานเชิงรุก 8 เดือน ตั้งรับอย่างมีประสิทธิภาพ 3 เดือน และขับเคลื่อน 1 Big Project ให้มีงบประมาณเบ็ดเสร็จครบวงจร นำเสนอแนวคิด "เศรษฐกิจเกื้อกูลนิเวศ (Nature Positive Economy)" เช่น การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเป็นป่าเศรษฐกิจหรือเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น มาตรการทางภาษี และ BOI เป็นแรงจูงใจ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ควบคู่กับการลดมลพิษ

สำหรับประเด็นร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เชาว์ลิต แจ้งอักษร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ อธิบายสาระสำคัญของร่างกฎหมายอากาศสะอาด (273 มาตรา) ซึ่งมุ่งรับรองสิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดของประชาชน โดยมีกลไกสำคัญ ได้แก่ ระบบคณะกรรมการหลายระดับเพื่อบูรณาการนโยบายและการปฏิบัติ การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศและควบคุมมลพิษจาก 7 แหล่งกำเนิด (อุตสาหกรรม คมนาคม เกษตร ป่าไม้ ภาคเมือง มลพิษข้ามแดน และอื่นๆ) การประกาศ "เขตเฝ้าระวัง" และ "เขตประสบมลพิษทางอากาศ" ให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสั่งระงับกิจกรรมก่อปัญหาได้ มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีอากาศสะอาด ระบบฝากไว้ได้คืน และกองทุนอากาศสะอาด การกำหนดความรับผิดทางแพ่ง (ผู้ก่อผลกระทบต้องรับผิดชอบ รวมถึงสถาบันการเงินที่สนับสนุน) และบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรง

ขณะที่ รศ.ดร.คนึงนิจ  ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เตือนให้ระวังความเสี่ยงในกระบวนการนิติบัญญัติที่อาจทำให้ร่างกฎหมายบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์เดิม เน้นย้ำว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต้องไม่เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมือง หรือกฎหมายฟอกเขียว แต่ต้องเป็นเครื่องมือในการบูรณาการนโยบายและการเรียนรู้ทางสังคม กฎหมายนี้ใช้หลัก "สิทธิเป็นฐาน (Rights-based)" ซึ่งก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐที่ต้องปกป้องคุ้มครอง และความรับผิดชอบของผู้ก่อปัญหา พร้อมอ้างอิงถึงการยอมรับในระดับสากลต่อโครงสร้างของร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน

ด้านวีระศักดิ์  โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาสภาลมหายใจ กรุงเทพมหานคร ระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีนวัตกรรมที่น่าสนใจคือการบัญญัติแนวคิด "เขตภูมิศาสตร์อากาศ (Airshed)" และการให้ศาลรับฟังหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาบังคับใช้ในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการเขียนกฎหมายตีกรอบบังคับให้ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่ออุดช่องโหว่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขับเคลื่อนการทำงานด้วยหลัก 3T (Talent, Technology, Tolerance) และแนะแนวทางแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนโดยไม่พึ่งพารัฐต่อรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ให้ดึงภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม

ด้านธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่า และติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5). สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันความตั้งใจของคณะกรรมาธิการในการรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านภายในกรอบเวลาที่จำกัด รับทราบถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ และปัญหาขาดกำลังคน เช่น เจ้าหน้าที่เหยี่ยวไฟมีเพียง 250 คนทั่วประเทศ กรรมาธิการฯ จะนำข้อเสนอเชิงโครงสร้าง การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และการจัดสรรงบประมาณเชิงป้องกัน ไปผลักดันในรัฐสภา เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ตัวแทนจากกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ยังได้เสริมถึงกลไกการเจรจาระหว่างประเทศ โดยระบุว่ากำลังผลักดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) และศูนย์ประสานงานเพื่อตรวจจับจุดความร้อนในภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านวิพัฒนชัย  วิมหิน สภาองค์กรชุมชน จังหวัดขอนแก่น เสนอให้กระจายอำนาจการจัดการปัญหาฝุ่นควันสู่ระดับจังหวัดเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แทนการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในช่วงท้าย ศยามล  ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปการเสวนา พร้อมย้ำว่า กสม. จะรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงมาตรการบริหาร ทั้งการบูรณาการงบประมาณเชิงป้องกัน (Finance Based Solution) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเกษตร และการจัดการเชื้อเพลิงที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เพื่อส่งมอบต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต่อไป โดย กสม. จะยังคงยืนหยัดเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางและชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1317258180594574&id=100069312125516&rdid=DJDauK7IPNpy8D2A#

พระกรุณาธิคุณต่อผู้ป่วยมะเร็ง สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนฯ จัดสรรยาอิมครานิบ 690,000 เม็ด แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ หนุนบริการสาธารณสุขทั่วไทยพัฒนา

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทาน “รางวัล
ศรีสวางควัฒน” ประจำปี ๒๕๖๘ และพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า “อิมครานิบ ๑๐๐” จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จไปในพิธีพระราชทาน “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ แก่หน่วยงานสาธารณสุขที่มีความเป็นเลิศด้านบริการทางการแพทย์ และพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น ๓ อาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ ดร.ฐากูร พานิช รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานการจัดโครงการฯ และเบิกผู้แทนหน่วยงานสาธารณสุขเข้ารับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ตามลำดับ

โครงการ “รางวัลศรีสวางควัฒน” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย  เพื่อน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และสืบสานพระปณิธานในการส่งเสริมให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ พัฒนาการบริการที่มีประสิทธิภาพแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในทุกท้องถิ่นห่างไกลให้มีโอกาสเข้าถึงการบริบาลด้านสาธารณสุขด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมีคุณภาพและได้มาตรฐาน จัดขึ้นครั้งแรกในปี ๒๕๖๔ และดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยดำเนินการสรรหาและคัดเลือกหน่วยงานบริการด้านสาธารณสุขที่ให้บริการทางการแพทย์อย่างมีมาตรฐานทุกระดับ ซึ่งมีความทุ่มเทในการพัฒนาระบบบริการประชาชนที่เป็นเลิศ อุทิศตนในการปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อุตสาหะ และทุ่มเท เป็นรางวัลอันทรงคุณค่า เป็นเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีขององค์กรสาธารณสุข มอบให้แก่หน่วยงานที่สืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน อันเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่องค์กรท่างการแพทย์และการสาธารณสุข ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบให้แก่องค์กรสาธารณสุขอื่นที่ดำเรงการพัฒนาในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะเกิดแก่ประชาชนต่อไป

สำหรับรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ได้แบ่งการสรรหาสถานพยาบาลออกเป็น ๔ ประเภท โดยมีหน่วยงานที่ได้เข้ารับพระราชทานรางวัล จำนวน ๑๒ หน่วยงาน แบ่งตามประเภทรางวัล ดังนี้
๑. ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ และ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
๒. ประเภทโรงพยาบาลทั่วไปและ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส
๓. ประเภทโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลทรายทองวัฒนา อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร
๔ ประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา นวมินทราชินี ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

และรางวัลสำหรับโรงพยาบาล ๘ แห่ง ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย แบ่งตามประเภทโรงพยาบาล ประกอบด้วย ประเภทโรงพยาบาลศูนย์ (ระดับ รพศ.) ได้แก่ โรงพยาบาลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และโรงพยาบาลชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ประเภทโรงพยาบาลทั่วไป (ระดับ รพท.) ได้แก่ โรงพยาบาลสุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย และโรงพยาบาลมะการักษ์ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีประเภทโรงพยาบาลชุมชน (ระดับ รพช.) ได้แก่ โรงพยาบาลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และโรงพยาบาลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร และประเภทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้แก่ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลไร่ใต้ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลบ้านคลองพลู อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จากนั้นทรงมีพระดำรัส แก่บุคลากรด้านสาธารณสุขที่เข้าร่วมพิธีพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒนในครั้งนี้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการมุ่งมั่นปฏิบัติงานด้วยความอุตสาหะและทุ่มเทเพื่อประโยชน์สูงสุดอันเกิดแก่ประชาชนสืบไป

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พระราชทานพระวโรกาสให้นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าเฝ้ารับพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด อิมครานิบ ๑๐๐ ในพิธีพระราชทานยารักษาโรคมะเร็ง “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ ๖๙ พรรษา” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นับเป็นการหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยอย่างเท่าเทียม จากนั้น พระราชทานพระวโรกาสฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการโครงการและผู้ที่ได้รับพระราชทาน“รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ และคณะผู้บริหาร บุคลากรโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวม ๓ ชุด และทอดพระเนตรการจัดแสดงนิทรรศการผลงานของโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานรางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามลำดับ

อนึ่ง ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงประจักษ์แจ้งว่า “สุขภาวะของประชาชน” คือรากฐานสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ ทรงมีพระนโยบายมุ่งมั่นสถาปนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้เป็นเสาหลักแห่งการสาธารณสุขของชาติ ผนวกกับพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการเภสัชกรรม จึงได้ทรงสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้สามารถต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมและทรงก่อตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ที่พระตำหนักพิมานมาศ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ เพื่อเติมเต็มนิเวศวิจัยการแพทย์ การเภสัชกรรม และมะเร็งวิทยาให้สมบูรณ์อย่างยั่งยืน โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยาตามมาตรฐานสากล (PIC/s GMDP) มีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทย ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ พระกรุณาธิคุณนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาองค์ความรู้ เสริมทักษะความชำนาญในการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง สนองแนวพระดำริในการเพิ่มขีดความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการ และเทคโนโลยีเภสัชกรรมแก่ประเทศไทยให้พร้อมรองรับการวิจัย และการผลิตยารักษาโรคมะเร็ง นับเป็นการสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง มีอาการข้างเคียงต่ำ ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาอย่างกว้างขวาง สำหรับยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้าชนิดเม็ด “อิมครานิบ ๑๐๐" ถือเป็นยามะเร็งมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีนวัตกรรมไทย เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙ ด้วยน้ำพระทัยที่ทรงห่วงใยในพสกนิกรเป็นอเนกประการ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ จึงทรงมีพระวินิจฉัยพระราชทานยารักษาโรคมะเร็งมุ่งเป้า อิมครานิบ ๑๐๐ (IMCRANIB 100) จำนวน ๖๙๐,๐๐๐ เม็ด แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคร้ายอย่างทั่วถึง ทรงหยิบยื่นโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยแก่ประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียม ขจัดซึ่งอุปสรรคด้านเศรษฐานะ เพื่อให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดังพระปณิธานอันแน่วแน่ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ต่อปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1448179180677748&id=100064570394286&rdid=qmfSPTkaFVIKH5Un#

EGCO รับรางวัลอนุรักษ์ศิลป์ ศูนย์เรียนรู้ขนอมได้รางวัลดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ สะท้อนการรักษามรดกสถาปัตย์ ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนและเยาวชน

นายธวัช หิรัณจารุกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานปฏิบัติการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2566 - 2567 ซึ่งจัดโดย สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในโอกาสที่ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับพระราชทานรางวัล “อนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง EGCO Group โรงไฟฟ้าขนอม และ ESCO ในกลุ่มเอ็กโก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจไฟฟ้า วิศวกรรม การก่อสร้าง การบำรุงรักษาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และ บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการพัฒนาเนื้อหานิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ ได้รับการพิจารณาให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม ประจำปี 2567 ประเภท ก. งานอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมและชุมชน ระดับดีมาก จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยจากโรงไฟฟ้าเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญของภาคใต้ ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาพื้นที่อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงาน กระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลระหว่างโรงไฟฟ้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อม สำหรับเยาวชน ชุมชน และผู้สนใจทั่วไป

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงเหตุผลที่พิจารณาให้ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมได้รับรางวัลครั้งนี้ว่า “ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอมเป็นงานสถาปัตยกรรมในยุคอุตสาหกรรมด้านการผลิตไฟฟ้าที่หาได้ยากยิ่งในประเทศไทย เป็นอาคารที่มีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางวิชาการ ที่ยังคงมีความแท้ในเรื่องของรูปทรง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม จึงมีศักยภาพอย่างสูงที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ การอนุรักษ์เพื่อนำมาใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ในครั้งนี้แสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจ ความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของอาคาร มีกระบวนการในการออกแบบอย่างครบถ้วนและเลือกเทคนิควิธีการอนุรักษ์ที่เหมาะสม การจัดแสดงภายในอาคารยังสามารถรักษาความแท้ไว้เพื่อสื่อความหมายได้อย่างน่าสนใจ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งมีแผนบริหารจัดการโครงการอย่างชัดเจน เป็นการอนุรักษ์ที่ส่งผลดีต่อสังคมชุมชนโดยรอบ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนต่อไป”

ภายในศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม จัดแสดงนิทรรศการถาวร จำนวน 7 โซน ครอบคลุมความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไฟฟ้า กระบวนการผลิตไฟฟ้า การรักษาสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันของโรงไฟฟ้าและชุมชนโดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม ผ่านเทคนิคการนำเสนอที่น่าสนใจและทันสมัย นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้พัฒนาระบบการเยี่ยมชมเสมือนจริง (Virtual Exhibition) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และ จัดกิจกรรมสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียง

ศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันอังคาร-วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (หยุดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เยาวชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ https://varpevent.com/museum/khanom/ โทร. 098 014 2249 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้โรงไฟฟ้าขนอม ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/KhanomLearningCenter

ไทยควรถอดบทเรียนจีน? จีนชู Basic Research ปูทางครบวงจรต้นน้ำถึงปลายน้ำ รับศึก Tech War ชี้องค์ความรู้ต้นน้ำคือกุญแจสู่เทคโนโลยีอนาคต เสริมอีโคซิสเต็มนวัตกรรม หวังลดพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ ไทยต้องสร้างฐานวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ก่อนหวังแข่งนวัตกรรมโลก

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค อุอิ มุมิ ได้กล่าวว่า

จีนประกาศ เน้น วิจัยวิทยศาสตร์พื้นฐาน !!

เออ เป็นอะไรที่แบบผมอยากเห็นในประเทศไทยมากๆ เพราะสิ่งที่ Xi กล่าว "basic research is the origin of the entire scientific system and the matter switch for all technological issues" มันไม่มีอะไรเกินจริงเลย

ต่อให้ผมต้องพูดรอบที่ล้าน ก็ต้องพูดว่า เทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ระบบ GPS NMR อื่นๆ นั้นล้วนมาจากการเข้าใจธรรมชาติพื้นฐาน ซึ่ง ณ ตอนนั้นองค์ความรู้อาจจะยังไม่ได้โดนหยิบเพื่อเอาไปต่อยอดเป็น "ประโยชน์" แบบทันที (ประโยชน์ก็ต้องนิยามให้ดี หากจะนิยามว่า ทำให้ชีวิตดีขึ้น อำนวยความสะดวก มันก็ได้ แต่หากจะบอกว่า มันทำให้เราฉลาดขึ้น ลดพื้นที่ของความไม่รู้มากขึ้น มันก็ได้เช่นกัน)

สมัยก่อนผมเคยได้ยินว่า จีน ลงทุนซื้อ อุปกรณ์อะไรที่เขาสนใจ แล้วจากนั้นถอดออกทุกอย่างเพื่อดูว่าทำงานยังไง จากนั้นก็ทำการสร้างเรียนแบบ ปรับปรุงให้ดีขึ้น และที่ผ่านมาหากทำจริง ผมว่าเขาก็ประสบความสำเร็จมากๆเลยนะครับ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นรถ EV / Robot/ AI ผมว่าจีนนี้มาเบอร์ต้นๆ เอาเฉพาะ EV ผมเห็นข่าวว่า รถในเครือญี่ปุ่นออกมายอมรับว่า แพ้แล้ว ไม่น่าจะสู่จีนได้ หรือแม้กระทั้ง Musk เอง มีคนเคยถามถึง BYD ในสมัยเริ่มใหม่ เขาหัวเราะ แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะยังหัวเราะได้มั้ย

สิ่งที่ Xi ออกมาประกาศนี้ผมว่ามันมีความสำคัญ เพราะมันจะยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมไปอีกขั้น เพราะหากจีนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต้นน้ำได้ นั้นหทายความว่า ในอนาคตเขาไม่ต้องพึงใครละ(ถ้าต้องก็คงน้อยมาก) เพราะมันจะครบ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งมันคือ Ecosystem ที่เหมาะ (ทั้งนี้ในแง่ของการทำจริง ก็คงมีอุปสรรคแน่นอน อะไร ยังไง ก็ว่าไป เช่น งานวิจัยสายพื้นฐานนี้มันเห็นผลช้า และต้องการอิสระทางความคิด มันไม่ใช่ Quick win แต่มัน "จำเป็น")

สำหรับมุมมองผม เท่าที่ผมมีเพื่อนและรู้จักนักวิจัยจีน ผมก็เห็นได้เลยว่าเขาสนับสนุนวิจัยพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะสายงานวิจัยที่ผมทำอยู่อันหนึ่ง เช่น integrable systems เนี้ย ถามว่ามันมีประโยชน์ยังไง จะนำไปสู้นวัตกรรมยังไง ตอบยากมากๆ แต่ก็เห็นมีการจัดประชุมวิชาการเรื่องพวกนี้อย่างต่อเนื่องและสนับสนุนโดยัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐของเขา

ถ้าจะมองลงไปที่ Future Tech อย่างพวก Quantum Tech ผมว่าจีนก็เป็นผู้เล่นที่มีบทบาทมากๆเลย เขาลงทุนทำวิจัยทางด้านนี้แบบจริงจัง มีสถาบัน ห้องแลปวิจัย หรือ startup หลากหลาย หรือว่าง่ายๆ เขาก็ลงไปเล่นใน Tech war ณ ตอนนี้เหมือนกัน

กลับมาดูประเทศไทย ผมเห็น อว ประกาศยุทธศาสตร์เรื่อง Tech war ออกมาเหมือนกัน ผมว่าถือเป็นอะไรที่ดีมากๆ (ก็ต้องดูกันไปยาวๆ เพราะเพิ่มเริ่มต้น) เห็นพูดถึงเรื่องงานวิจัยพื้นฐานด้วย ก็หวังเป็นอย่างมากกว่าจะเพิ่มเม็ดเงินทางด้านงานวิจัยให้มากขึ้น และสร้าง Ecosystem ที่ทำให้คนเก่งอยากทำงานในประเทศ(อันนี้สำคัญมากๆ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะทำงานที่ไหน ก็คนไทยอยู่ดี)

เจาะลงมาอีกนิด วิทยาลัยเพื่อการค้นคว้าระดับรากฐาน (IF) นั้นก็เป็นหนึ่งสถานที่ในไทยที่เน้นการทำงานวิจัยพื้นฐานจริงๆ ด้านฟิสิกส์ทฤษฎี เช่น

- Gravity

- Cosmology

- Field theory

- Quantum information/Quantum Tech

ก็ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยนเรศวรที่เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยส่วนนี้และส่งเสริม ทำให้เกิด Ecosystem เล็กๆตรงนี้ได้ และผมมองว่า IF จะเป็นส่วนช่วยในการสร้างกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน อีกทั้งยังเป็นที่สำหรับน้องเยาวชนที่สนใจเรื่องฟิสิกส์ในบริบทต่างๆ อีกด้วย

สุดท้าย ผมมองว่าใน Tech war นี้เราคงต้องเลือกว่า เราจะไปอยู่ตรงไหน เพราะเราคงไม่สามารถเอาชนะเจ้าใหญ่ได้ เช่น เราคงจะไปสร้างเครื่อง Quantum Computer แข่งกับเจ้าใหญ่ที่เขาทำ น่าจะยาก แต่หากมีความร่วมมือ แล้วเน้นไปที่พัฒนา Algorithm น่าจะมีโอกาศมากกว่า

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10164921372731948&id=776826947&post_id=776826947_10164921372731948&rdid=rInP7jwElMrVzRik#

'AAT' ทุ่มหุ่นยนต์!! พลิกเกมเดิมสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ ลงทุนกว่า 85 ยูนิต Cobots ผลักดัน Smart Factory ท่ามกลางแรงกดดัน ส่งเสริมศักยภาพทีมงานภายใน

Big Move! AAT ทุ่ม Cobots กว่า 85 ยูนิต
พลิกเกมการผลิตสู่ Smart Factory ด้วยพลังคน + เทคโนโลยี

ระยอง, ประเทศไทย – บริษัท Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) เดินหน้ากลยุทธ์ยกระดับการผลิตครั้งสำคัญ ด้วยการลงทุนใน Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน แรงงาน และความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์

การลงทุนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเครื่องจักร แต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการผลิตยุคใหม่” เพื่อยกระดับโรงงานสู่ Smart Factory ที่สามารถตอบโจทย์การผลิตในปัจจุบัน  โดยมุ่งเน้นทั้ง Productivity ที่สูงขึ้น การลดต้นทุนในระยะยาว และความยืดหยุ่นในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเฟสล่าสุด AAT ได้ติดตั้ง Cobots จำนวน 22 ยูนิต โดยดำเนินการติดตั้งและพัฒนาระบบโดยทีมงานภายในทั้งหมด สะท้อนถึงศักยภาพขององค์กรในการต่อยอดเทคโนโลยีและสร้างขีดความสามารถจากภายใน (In-house Capability) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน Digital Transformation อย่างยั่งยืน

บริษัท Applicad Public Company Limited (AppliCAD) มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd. (AAT) ผ่านการนำ Collaborative Robots (Cobots) มากกว่า 85 ยูนิต เข้ามาใช้งานในกระบวนการผลิต
“The only way to go through all this situation is to continue investing in efficiency, in technology to be prepared for these difficult times.”— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"This is not just about the new equipment, but also about the strengthening AAT capabilities for the future, driven by our own talented people."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
"That's why we have a competitive advantage that even our parent companies in other parts of the world don't have."— Silvio Illy, President & CEO, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

"ถ้าเราไม่มั่นใจในทีมงานที่จะติดตั้ง เราก็คงไม่กล้าซื้อหุ่นยนต์ขนาดนี้ เพราะการซื้อคงไม่ยากเท่าการติดตั้ง" — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.
“ถ้าเราไม่เริ่มจากหนึ่ง เราจะไม่มีวันรู้ว่าตัวเองทำได้มากแค่ไหน” — เพราะการแข่งขันที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องค่าแรง แต่คือความสามารถในการปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง” — Supot Langsanam, Executive Vice President, Auto Alliance (Thailand) Co., Ltd.

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ AppliCAD ทำหน้าที่เป็น Strategic Technology Partner ในการร่วมพัฒนา และผลักดันการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริงในระดับโรงงาน (Industrial Deployment) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

"AAT เป็นบริษัทที่มี Innovation มากๆ และมีวิสัยทัศน์ในการมองภาพการพัฒนาสถานที่ทำงาน รวมถึงมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนากระบวนการทำงานอยู่เสมอ"  — Patipat Klampracha, Deputy Director, Applicad Public Company Limited

การลงทุนครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Manufacturing อย่างเต็มรูปแบบ โดยองค์กรที่สามารถผสาน “เทคโนโลยี + ศักยภาพของบุคลากร” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว
ทั้งนี้ การขยายการใช้งาน Cobots ในระดับมากกว่า 85 ยูนิต ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของ AAT ในการวางรากฐานสู่โรงงานแห่งอนาคต (Factory of the Future) และเป็นกรณีศึกษาสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการปรับตัวสู่ยุคของ Automation และ AI-driven Manufacturing

ติดตามนวัตกรรมจาก AppliCAD และ JAKA Robotics ได้ที่ https://www.applicadthai.com/jaka/

‘สรรเพชญ’ ดันโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ เปิดโต๊ะถกเอกชน 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง เชื่อมลุ่มน้ำโขง–BIMSTEC ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้า ดันท่าเรือเชียงแสน–เชียงของ–ระนองขึ้นฮับภูมิภาค ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางขนส่งอาเซียน–เอเชียใต้

“สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

วันนี้ (6 พฤษภาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต

'รัดเกล้า' เร่งปรับยุติธรรม!! เสนอศึกษาทางปฏิรูประบบเรือนจำ ปัญหาเรือนจำล้นเกือบ 330,000 คนทั่วประเทศ ผลักดันแนวทางสร้างคนแทนขังคน ชี้เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงสังคม

“รัดเกล้า” เร่งสภาปรับเกมยุติธรรม จาก ‘ขังคน’ สู่ ‘สร้างคน’ แก้วิกฤตผู้ต้องขังพุ่ง

กรุงเทพฯ — นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอให้จัดตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการพัฒนาความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด” เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเรือนจำและปฏิรูประบบยุติธรรมทั้งระบบ

นางรัดเกล้าระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “เรือนจำล้น” อย่างรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังเกือบ 330,000 คน สูงติดอันดับโลก ขณะที่เรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศรองรับได้เพียงประมาณ 245,293 คน ส่งผลให้มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพเกือบแสนคน

โครงสร้างผู้ต้องขังสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม โดยกว่า 70% เป็นคดียาเสพติด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย อีกทั้งยังมีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับคำพิพากษา แต่ถูกคุมขังเพียงเพราะขาดหลักทรัพย์ในการประกันตัว

สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่วิกฤตด้านสาธารณสุข ทั้งโรคติดต่อและปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่งบประมาณด้านการฟื้นฟูผู้ต้องขังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ผู้พ้นโทษจำนวนมากขาดโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ และมีความเสี่ยงกลับไปกระทำผิดซ้ำ

ญัตติของนางรัดเกล้าเสนอให้ “ผ่าตัดโครงสร้างระบบยุติธรรม” ผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่

1. ปฏิรูประบบกฎหมาย ลดการใช้โทษจำคุกในคดีไม่ร้ายแรง และเพิ่มโทษทางเลือก
2. แยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด
3. พัฒนาระบบฝึกอาชีพ (SDU) เชื่อมรัฐ-เอกชน เพื่อสร้างงานรองรับหลังพ้นโทษ โดยยกตัวอย่าง UNICOR ของสหรัฐอเมริกา และ CAPIC ของญี่ปุ่น ให้เห็นภาพ
4. ปรับแนวคิดการใช้งบประมาณ จาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์”
5.ผลักดันมาตรการลบตราบาป เช่น กฎหมายล้างมลทิน ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า สำหรับคดีอุกฉกรรจ์และคดีที่กระทบต่อความปลอดภัยของสังคม ยังคงต้องใช้โทษจำคุกอย่างเข้มงวด

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องมนุษยธรรม แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสังคม” พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “เราขังคนไปเพื่ออะไร”

“การขังทุกปัญหาไว้ในคุก ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการซ่อนปัญหาไว้จากสายตา สุดท้ายเมื่อคนเหล่านี้กลับออกมา หากยังไม่มีโอกาส ไม่มีงาน และยังถูกตีตรา วงจรอาชญากรรมก็จะเกิดซ้ำไม่รู้จบ”

“การตั้งกรรมาธิการครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ต้องขัง แต่คือการเลือกอนาคตของสังคมไทย ว่าเราจะปล่อยให้ปัญหาหมุนวนซ้ำ หรือจะเริ่มแก้ที่ต้นเหตุ เพื่อให้ระบบยุติธรรมของเราทำหน้าที่ ‘ให้โอกาสคน ควบคู่กับการคุ้มครองสังคมอย่างยั่งยืน’ ”

ทปอ. ยืนยันไม่มีแก้คะแนน A-Level ปมร้อน TCAS69 พบหลักฐานโพสต์ไม่ตรงระบบจริง กระทบความเชื่อมั่นระบบคัดเลือก แจ้งความเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง

แถลงข้อเท็จจริง! กรณีผู้สมัครอ้างว่าถูกแก้ไขผลคะแนน A-Level ในระบบ TCAS69

จากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่ามีการเปลี่ยนแปลงคะแนนสอบ A-Level ภายหลังการประกาศผล ทาง ทปอ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วนและขอชี้แจงดังนี้:

ไม่เป็นความจริง: ไม่มีการติดต่อสื่อสารตามที่กล่าวอ้าง (ทั้งทางโทรศัพท์/ข้อความ) ระหว่าง ทปอ. กับผู้สมัครรายดังกล่าว

ตรวจพบความผิดปกติ: ภาพผลคะแนนและกระดาษคำตอบที่นำมาโพสต์ "ไม่ตรงกับสารบบจริงของ ทปอ." * มีการใช้ฟอนต์ในช่องคะแนนไม่ตรงกับระบบจริง

คำตอบในกระดาษคำตอบที่โพสต์ ไม่ตรงกับกระดาษคำตอบจริงของผู้สมัคร

ขณะนี้ ทปอ. ได้ดำเนินการแจ้งความลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวนแล้ว และจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการคัดเลือก

ที่มา : https://www.facebook.com/100078268492766/posts/956360000316274/?rdid=kjmq9y0jjBYRv7F9#

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม!! ดีอี–กรมศิลปากรยืนยันข่าวปลอม รัฐบาลโต้สื่อออนไลน์กัมพูชา ย้ำข่าว “พระบรมมหาราชวังเป็นแหล่งเที่ยวกัมพูชา” ไม่จริง เตือนอย่าแชร์ข้อมูลบิดเบือน

รัฐบาลเตือนข่าวปลอม ยืนยันไม่เป็นความจริง กรณีสื่อกัมพูชาอ้าง "พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่น่าเที่ยวกัมพูชา"

วันนี้ 6 พ.ค. 69   นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม เพื่อยกระดับสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

โดยในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,017 ข้อความ สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 20 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 9 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็น ข่าวจริง 1  เรื่อง ข่าวปลอม 4 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง ได้แก่

อันดับที่ 1 ข่าวปลอม เรื่อง พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา

อันดับที่ 2 ข่าวบิดเบือน เรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดินระยะยาว 50-99 ปี

อันดับที่ 3 ข่าวจริง เรื่อง วิธีสังเกตผงชูรสแท้ด้วยวิธีเบื้องต้น

อันดับที่ 4 ข่าวปลอม เรื่อง กระทรวงการคลัง เปิดเว็บไซต์ใหม่ยื่นชำระภาษี

อันดับที่ 5 ข่าวบิดเบือน ทุกโรงน้ำดื่มทั่วประเทศ ต้องจ่ายค่าตรวจน้ำประจำปีเพิ่ม จากปกติ ปีละ 6,900 บาท เป็นปีละไม่เกิน 50,000 บาท

อันดับที่ 6 ข่าวปลอม เรื่อง คนไทยกว่า 600 คน กลับประเทศไม่ได้ หลังกัมพูชาไม่เปิดด่านตามที่ตกลง

อันดับที่ 7 ข่าวปลอม เรื่อง สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพี เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม

“สำหรับข่าวปลอม เรื่อง “พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับให้เป็นสถานที่น่าเที่ยวในประเทศกัมพูชา” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ยืนยันเป็น “ข่าวปลอม” โดยกรณีดังกล่าว เกิดขึ้นจากสื่อออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ว่า พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกัมพูชา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ไม่เป็นความจริง และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่มีลักษณะบิดเบือนผ่านการใช้ภาพและแหล่งอ้างอิงที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งยังไม่พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันการจัดอันดับดังกล่าว โดยเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่มีลักษณะนำข้อมูลบางส่วนมาผสมกับภาพที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

นอกจากนี้ การใช้ภาพประกอบแบบรวม (collage) ที่มีทั้ง ภาพนครวัด และภาพพระราชวังที่คล้ายกับพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกใช้เป็นตัวแทนด้านการท่องเที่ยวของประเทศในสื่อสากลอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการกล่าวอ้างถึง “พระราชวัง” ในบริบทของกัมพูชา ย่อมหมายถึงสถานที่ภายในประเทศกัมพูชาเอง มิได้เกี่ยวข้องกับพระบรมมหาราชวังของไทย” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

รัฐบาลขอให้ประชาชน ตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง  โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.)

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1446993650796301&id=100064570394286&rdid=9HXF3RMghkOt3M0V#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top