Tuesday, 21 July 2026
NEWS FEED

ด่านไทย–มาเลเซีย สะดุดหนัก!! นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดือด ติดด่านไทยขาออก 4-6 ชั่วโมง จุดชนวนเสียงวิจารณ์จากมาเลเซีย กระทบการท่องเที่ยวไทยใต้ช่วงหยุดยาว

มาเลเซีย - ไทย

ประเด็นติดด่าน
ในกลุ่มท่องเที่ยวไทยภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจและกังวลเกี่ยวกับปัญหาการรอผ่านด่านชายแดนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกว่า 300,000 คน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทย ส่งผลให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองมีปริมาณผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยแม้ด่านขาเข้าจะมีความแออัดอยู่บ้าง แต่ปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดให้กับนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือด่านขาออก โดยเฉพาะบริเวณด่านนอก ที่มีผู้เดินทางต้องรอนานถึง 4-6 ชั่วโมง

นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถข้ามด่านได้ทันเวลา ขณะที่บางคนต้องจอดรถนอนรออยู่ริมถนนจนถึงเช้า และมีผู้ที่ต้องลางานเพิ่มเนื่องจากเดินทางกลับไม่ทันตามกำหนด

ในสัปดาห์นี้ ข้อความที่ไวรัลในโซเซียล และ กลุ่มมาเลเซียเที่ยวภาคใต้ไทย เขียนแรงๆว่า
“Kuจะไม่เหยียบประเทศไทยอีกแล้ว! การตรวจคนเข้าเมืองเหี้xที่สุดในโลกเลย!”
ข้อความนี้ไวรัลในโซเซียล บางรายบอกว่าขอไม่เข้าไทยช่วงวันหยุดยาวอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1565015331854130/?rdid=g8HejArcmmbasSKx#

‘ปูติน’ เปิดโต๊ะรับผู้นำอาเซียน!! อนุทิน–ภริยาเข้าร่วมงานเลี้ยงเกียรติยศ ก่อนประชุมสุดยอดอาเซียน–รัสเซียสมัยพิเศษ สะท้อนบทบาทไทยบนเวทีภูมิภาค ไทยย้ำสัมพันธ์อาเซียน–รัสเซีย

นายกฯอนุทิน และภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ประมุข/ผู้นำรัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ โดยนายวลาดิมีร์ ปูติน ปธน.รัสเซียเป็นเจ้าภาพ ณ โรงละครแห่งรัฐตาตาร์ กาเลียสกา คามาล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/774466662359309/?rdid=A9zjCwTkAfugspfL#

กนอ. ลุยศึกษาตั้งนิคมฯ!! ศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้งนิคมเกษตร ที่สุพรรณบุรี ชูอุตสาหกรรมสีเขียว เน้นเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร จับมือพันธมิตร พัฒนาอย่างยั่งยืน

กนอ. ลุยศึกษาตั้ง “นิคมฯ เกษตรมูลค่าสูงสุพรรณบุรี (Agri-Med)” มุ่งอุตสาหกรรมสีเขียวฝ่าวิกฤตพลังงานโลก

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขานรับนโยบาย “รมว.อุตสาหกรรม” ลุยศึกษาความเป็นไปได้จัดตั้ง “นิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูง สุพรรณบุรี” (Suphan Buri Agri-Med Innovation Park) เพื่อเปลี่ยนผ่าน ภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio-based) และการแพทย์บูรณาการ มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า  ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กนอ. จึงเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่มุ่งเน้นส่งเสริม 'อุตสาหกรรมสีเขียวและความยั่งยืน' (Green Industry) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ประกอบการไทย และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงที่จังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ กนอ. ตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เรามุ่งหวังที่จะขานรับการดูแลและสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High-Value Products) เปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานและต้นทุนให้เป็นโอกาสด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงในการแปรรูปวัตถุดิบต้นน้ำในพื้นที่

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า จากผลการศึกษาและพิมพ์เขียวด้านยุทธศาสตร์เบื้องต้น ระบุว่า จังหวัดสุพรรณบุรีมีศักยภาพและความพร้อมใน 6 มิติหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มิติด้านศักยภาพฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีความหลากหลายสูง ทั้งพืชเชิงปริมาณ เช่น ข้าว อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง “แห้วสุพรรณ” ซึ่งความอุดมสมบูรณ์นี้สามารถนำมาต่อยอดและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) สารเสริมอาหาร (Nutraceuticals) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) พลังงานหมุนเวียน (Bioenergy) รวมถึงระบบคลังสินค้าอุณหภูมิต่ำ (Cold Chain) และการขนส่งสินค้าเกษตร (Agri-Food Logistics)

นอกจากนี้ โครงการยังออกแบบภายใต้แนวคิดการลงทุนแบบคล่องตัว (Agile) และพัฒนาเป็นขั้นตอน (Phased Development) เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดย กนอ. ได้วางปัจจัยความสำเร็จไว้ 3 ด้านหลัก คือ 1.การจับมือพันธมิตรหลัก (Anchor Partnerships) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เช่น กรมการข้าว, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Food Innopolis และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อดึงดูดผู้เช่าหลักรายใหญ่และผลักดันให้เกิดการใช้นวัตกรรมชั้นสูง 2.สิทธิประโยชน์และการบริการจุดเดียว (OSS) ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้บริการอนุมัติอนุญาตที่รวดเร็ว ณ จุดเดียว (Onsite) อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนอย่างครบวงจร และ 3.การสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อชุมชน (Eco-industrial & Community License) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตามมาตรฐานเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เชื่อมโยงผลประโยชน์และกระจายรายได้สู่สหกรณ์การเกษตรและแรงงานท้องถิ่นโดยตรง เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

“หากโครงการนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรมูลค่าสูงจังหวัดสุพรรณบุรีสำเร็จลุล่วง จะสามารถยกระดับจังหวัดสุพรรณบุรีจากฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของภาคกลาง สู่การเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง (Agri-Med Hub)” ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรไทยแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่เข้ากับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม”นายสุเมธ กล่าวสรุป

กองสื่อสารองค์กร 

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)

ผู้นำโลกยังแพ้สปริงเกอร์!! สำนักข่าว RT รัสเซียเหน็บบอลโลกสหรัฐฯ หลังระบบฉีดน้ำเปิดเองกลางสนาม สนามแข่งในสหรัฐฯพบความผิดพลาด สปริงเกอร์คลาดการควบคุมอย่างไม่น่าเชื่อ

เหตุการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติในสหรัฐอเมริกาหรือไม่?

สำนักข่าว RT ของรัสเซีย วิจารณ์สิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา "นอร์เวย์กับอิรัก"

เกิดเหตุผิดพลาดเมื่อระบบสปริงเกอร์ฉีดน้ำได้ทำงานขึ้นมาเอง ในพื้นที่สนามแข่ง โชคยังดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างพักครึ่งเวลา

สำหรับประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้นำโลกในแทบทุกเรื่อง การควบคุมไม่ให้สปริงเกอร์เปิดเองกลางสนามฟุตบอลโลก ดูจะเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่แพ้การจัดการแข่งขันเลยทีเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1324221039866253/?rdid=xLkNmJYXnklUiieQ#

‘ฮาลันด์’ เปิดซิงบอลโลกสุดโหด!! นอร์เวย์เปิดหัวบอลโลกสวย ดาวเตะนอร์เวย์โชว์ฟอร์มดุดัน เหมา 2 ตุง พานอร์เวย์ถล่มอิรัก 4-1 พานอร์เวย์เก็บชัยเหนืออิรัก

เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์เปิดใจหลังได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในอาชีพซึ่งผลจบลงด้วยการที่เจ้าตัวยิง 2 ประตูช่วยทีมเอาถล่ม อิรัก ขาดลอย 4-1

โดย ฮาลันด์ ลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2026 และเป็นการเล่นเวิลด์คัพหนแรกในอาชีพเกมถล่ม อิรัก 4-1 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มไอ วันที่ 16 มิ.ย. (เช้าวันที่ 17 มิ.ย.) ซึ่งเจ้าตัวก็เหมาคนเดียว 2 ลูกด้วย
จากผลดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 25 ปีทำสถิติยิงให้ นอร์เวย์ ได้ 11 นัดติดต่อกันทุกรายการนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2024

หลังเกม ฮาลันด์ หัวหอก แมนฯ ซิตี้ กล่าวถึงความรู้สึกว่า “การลงเล่นนัดแรกไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องรู้สึกประหม่า และการชนะในวันที่ฟอร์มไม่ดีก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว”

“การชนะ 4-1 ในวันที่ฟอร์มธรรมดาๆ นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับพวกเราทุกคน มันวิเศษมาก และผมภูมิใจในพวกเราทุกคน นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดที่คุณจะทำได้ เกมต่อไปจะยากกว่านี้มาก เราต้องเล่นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ส่วน เกรแฮม อาร์โนลด์ โค้ชทีมชาติอิรักระบุว่า “ผมคิดว่า 3 แต้มจะทำให้เราผ่านเข้ารอบต่อไปได้ เราเหลื
ออีก 2 เกม คุณรู้ไหม ผมคิดว่าเด็กๆ ทำได้ดีเยี่ยมในครึ่งแรก แต่ความผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้งทำให้เราเสียเปรียบอย่างมาก”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10286235

วินด์เซิร์ฟฯ จัดแข่ง!! ไทยแลนด์อินเตอร์เนชั่นแนลชิงชัย ที่พัทยา 17-21 มิ.ย. 69 นักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมประชัน เตรียมพร้อมเอเชียนเกมส์ ยูธโอลิมปิก

วินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัด ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026

สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดศึก “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมชิงชัย หวังใช้เป็นเวทีเตรียมความพร้อมให้ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์และยูธโอลิมปิกเกมส์

นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดการแข่งขันรายการ “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน พ.ศ.2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติ ร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

สำหรับรายการนี้ทีมไทยส่งนักกีฬาส่งนักกีฬาลงชิงชัยเต็มพิกัด นำโดย ชุดเอเชียนเกมส์ 2026 ได้แก่ ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย จ.อ.นิติพัฒน์ ไชยวุฒิเวทย์, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปหญิง จ.ต.ศิริพร แก้วดวงงาม, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 19 ปี นายวชิรวิทย์ ทนอุป, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนหญิง อายุไม่เกิน 19 ปี น.ส.ชนัฐกานต์ เจริญสุข

ขณะที่ วิลเลียม แมคมิลลัน นักกีฬาลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย จะร่วมแข่งขันงานนี้ด้วย ในประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย เพื่อเตรียมความพร้อมทำศึกชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 4-11 กันยายน พ.ศ.2569 รวมทั้งนักกีฬาดาวรุ่งชุด “ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026“ วรรณิดา วินทะชัย จะลงชิงชัยประเภทเทคโน 293 รุ่นเยาวชนหญิงอายุไม่เกิน 17 ปี

“สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ ส่งนักกีฬาลงชิงชัยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเยาวชน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัยเอเชียนเกมส์ 2026 และยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 รวมทั้งยังให้นักกีฬาดาวรุ่งรุ่นใหม่ๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วย” พ่อบ้านทัพโต้คลื่นไทย กล่าว

ทั้งนี้ มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 จัดที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 และมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 จัดที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10285284

ปิดด่าน 100% ไม่ใช่แค่คำสั่ง!! ยืนยันบังคับใช้กฎหมายควบคู่สิทธิมนุษยชน หลังจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย หนีเศรษฐกิจหวังหางาน ย้ำชายแดนไร้ช่องว่าง

องทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เห็นผลต่อเนื่อง จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 3 ราย รับสารภาพหนีพิษเศรษฐกิจหวังเข้ามาหางานทำในไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

ล่าสุด ช่วงค่ำเมื่อคืนวาน (15 มิถุนายน 2569) เวลา 20.20 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1 หญิง 2 พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้การรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

บีแอลซีพี ขยายโครงการ!! โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจ เปิดโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ปี4 ขยายสู่ 13 โรงเรียนระยอง เสริมทักษะเยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจด้านสังคม เปิดโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4”
ขยายความร่วมมือ 13 โรงเรียนทั่วระยอง ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก
เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ตอกย้ำแนวคิดESG ในมิติด้านสังคม เดินหน้าโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” พร้อมขยายความร่วมมือกับ 13 โรงเรียนทั่วจังหวัดระยอง ติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน เพิ่มโอกาสการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 ด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก 3-Year Strategic Roadmap จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประยุกต์ใช้ AI และระบบใหม่ ‘TCASFolio’ เปลี่ยนแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือวางแผนอนาคต และสร้างทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูงในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เผยถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาคนและเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษา คือ หัวใจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” การเติบโตของภาคธุรกิจต้องคู่ไปกับสังคม ชุมชนและประชาชน ซึ่งเยาวชนเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาจึงคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่เยาวชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เห็นถึงโอกาสหรือศักยภาพของตนเอง โครงการด้านการศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงเสมือนเป็น ‘สะพานเชื่อมโอกาสจากห้องเรียนสู่อนาคต’ ช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิต (Soft Skills) ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ การรู้จักปรับตัว การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ด้วยการสนับสนุนของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือ Portfolio ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมผลงาน แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยค้นหาตัวตน ค้นพบจุดแข็ง ได้เรียนรู้การนำเสนอศักยภาพของตนเองอย่างมีเป้าหมายและยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักตัวตน ความสามารถและผลงานของนักเรียนผ่านระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) รอบที่ 1 ซึ่งหากการติวสอบคือ การเติม "ความรู้" พอร์ตดีมีที่เรียนก็คือ การเติม "โอกาส" ให้เด็กแสดงความฝัน ความสามารถออกมาได้เต็มศักยภาพ โดยโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” ประจำปี 2569 นั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยวาง Roadmap การจัดอบรม และ Workshop อย่างเป็นระบบในลักษณะ 3-Year Strategic Roadmap แบ่งเป็น
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นการอัปเดตระบบ TCAS ล่าสุด ปรับแนวคิดกระบวนการจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีใช้ระบบใหม่ ‘TCASFolio’ ควบคู่กับระบบของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรม Self-Discovery Workshop และวางกลยุทธ์ทำพอร์ตตลอดช่วงมัธยมปลาย

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 เน้นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบ TCAS (2568-2570) วางกลยุทธ์การสะสมเกียรติบัตรและกิจกรรมที่ตรงจุด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ม.6

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นการเจาะลึก Portfolio Design ทบทวนระบบ TCASFolio ฝึกฝนการเขียนเรียงความแนะนำตนเอง (Statement of Purpose: SOP) ด้วยเทคนิค Storytelling การนำ AIมาช่วยในการทำพอร์ตและเขียน SOP และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์

นอกจากนั้น ยังมี Workshop พิเศษสำหรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกใน 5 เส้นทางสายอาชีพ ได้แก่ ค่ายวิศวกร ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่จริง จากวิศวกรของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ค่ายธุรกิจ ค่ายสัตวแพทย์ ค่ายการสื่อสาร ค่ายเส้นทางสายการแพทย์และสาธารณสุข และห้องเรียนเตรียมวิศวกรเฉพาะทาง

ตลอด 3 ปี ของโครงการฯ มีเยาวชนเข้าร่วมสะสมกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนและมีเยาวชนที่สอบติดรอบที่ 1 ได้ถึง 700 คน ดังนั้นในปีนี้จึงมีการขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา และ 12 โรงเรียนพันธมิตรทั่วจังหวัดระยอง ทำให้มีนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 7,000 คน

นายจตุพันธ์ รุจิรานุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของระบบการศึกษาในพื้นที่ EEC ว่า จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เด็กในระบบการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการตัดสินอนาคต หลายคนมีศักยภาพ มีผลงาน แต่ยังขาดเครื่องมือและผู้แนะนำในการสื่อสารศักยภาพออกมาอย่างเป็นระบบ โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางแผนการทำPortfolio อย่างเป็นระบบ เก็บผลงานและประสบการณ์ตั้งแต่ชั้น ม.4 ไม่ใช่เพิ่งมาทำปลายทางตอน ม.6 ทำให้เยาวชนมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างและเตรียมกำลังคนคุณภาพในระยะยาวให้กับจังหวัดระยองและประเทศอย่างแท้จริง

นางสุมาลี สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าประดู่ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี โรงเรียนวัดป่าประดู่ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,888 คน เป็นนักเรียนมัธยมปลาย 1,092 คน และเฉพาะระดับชั้น ม.6 ประมาณ 340 คน ซึ่งสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและปวส. ได้สูงถึง 98% โครงการฯ นี้ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาคอร์สกวดวิชา หรือโอกาสในการทำกิจกรรมสะสมผลงานในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำกิจกรรมหรือติวนอกสถานที่ล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางไปสอบสัมภาษณ์และค่าที่พัก ทำให้บางครอบครัวเสียโอกาส การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง เมื่อเห็นรุ่นพี่ทำได้จริงและมาแชร์ประสบการณ์ จะเกิดการตื่นตัว ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากคำว่า ‘อยากเรียน’ เป็น ‘รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึง’ เกิดเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์และแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง”

นายอดิศร กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อเยาวชนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สอบติดมหาวิทยาลัยในวันนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การได้เห็นนักเรียนเรียนจบ มีอาชีพ มีการงานที่ดีและส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้รับด้วยการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นก็เข้มแข็ง นี่คือกระบวนการสร้าง Ecosystem ของสังคมที่เติบโตอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืนตามหลักการ ESG อย่างแท้จริง

รฟท. ลุยรถไฟกระบี่!! ทุ่ม 1.66 หมื่นล้านก่อสร้าง เส้นทางใหม่เชื่อมสนามบินกระบี่ สำรวจออกแบบพร้อมทำ EIA เชื่อมเครือข่ายอันดามันเปิดใช้อนาคต

รฟท.ทุ่ม 16000 ล้าน ผุดเส้นทางรถไฟสนามบินกระบี่-ทับปุด อยู่ระหว่างการสำรวจ

โครงการนี้ถือเป็น “รถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน” ที่น่าสนใจมาก เพราะจะเป็นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมเข้าสู่สนามบินกระบี่โดยตรง

สรุปโครงการรถไฟช่วงทับปุด-กระบี่

* ชื่อโครงการ: โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ ช่วงทับปุด-กระบี่
* ระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร
* รูปแบบ: รถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร
* วงเงินก่อสร้างเบื้องต้นประมาณ 16,660 ล้านบาท
* จุดเริ่มต้น: อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เชื่อมกับทางรถไฟสายใต้หลัก
* จุดสิ้นสุด: ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

แนวเส้นทาง

โครงการพาดผ่านพื้นที่จังหวัดพังงาและกระบี่ รวมประมาณ 15 ตำบล ใน 4 อำเภอ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกระบี่และสนามบินกระบี่

สถานีที่วางแผนไว้

มีสถานีหลัก 5 แห่ง ได้แก่

1. สถานีอ่าวลึก
2. สถานีคลองหิน
3. สถานีเขาคราม
4. สถานีกระบี่
5. สถานีท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

และมีที่หยุดรถเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่

* นาเหนือ
* เขาใหญ่
* บ้านกลาง

รวมทั้งหมด 8 จุดจอด

จุดเด่นของโครงการ

* เป็น Feeder เชื่อมจากทางรถไฟสายใต้หลักเข้าสู่จังหวัดกระบี่
* เป็นรถไฟสายแรกของไทยที่วางแผนเข้าสู่พื้นที่สนามบินโดยตรง
* ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์และรถโดยสาร
* สนับสนุนการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ทั้งกระบี่ พังงา ภูเก็ต
* รองรับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุด (2569)

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน

* สำรวจและออกแบบรายละเอียด
* จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
* เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่

รฟท.คาดว่าจะเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีในช่วงปี 2571 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง

ประเด็นที่ชาวบ้านกำลังติดตาม

มีประชาชนบางส่วนในอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เสนอให้ทบทวนแนวเส้นทางบางช่วง เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตร ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ รถไฟ “ทับปุด-กระบี่” ไม่ได้เชื่อมเข้ากับทางรถไฟสายใต้เดิมโดยตรงครับ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายรถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน

โครงสร้างที่วางไว้คือ

กรุงเทพฯ → ชุมทางสุราษฎร์ธานี → รถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น → สถานีทับปุด → กระบี่ → สนามบินกระบี่

ดังนั้น “สถานีทับปุด” จะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ โดยสถานีนี้อยู่บนโครงการรถไฟสายใหม่ช่วง สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งจะเป็นเส้นทางแยกออกจากทางรถไฟสายใต้เดิมบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้ววิ่งข้ามฝั่งไปยังพังงา ก่อนแตกแขนงเข้าสู่กระบี่ในโครงการที่กำลังศึกษาอยู่ขณะนี้

หากโครงการทั้งหมดสร้างครบ ผู้โดยสารจะสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มายังสุราษฎร์ธานี แล้วเปลี่ยนเข้าสู่เส้นทางฝั่งอันดามันไปยังกระบี่และสนามบินกระบี่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์หรือรถบัสต่ออีกทอดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่น่าติดตามคือ

* โครงการ ทับปุด-กระบี่ กำลังเดินหน้า EIA และออกแบบรายละเอียด
* ส่วนโครงการแม่บท สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมเข้ากับสายใต้เดิมนั้น ยังไม่ได้ก่อสร้างเช่นกัน

จึงอาจพูดได้ว่า รถไฟกระบี่จะเดินรถครบวงจรได้จริง ก็ต่อเมื่อทั้งสองโครงการสร้างเสร็จเชื่อมกันเป็นเครือข่ายเดียวครับ

บ้านปูเน้น AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี!! จาก Anxiety สู่ Agility บ้านปูชี้องค์กรต้องสร้างทั้งทักษะ ความมั่นใจและวัฒนธรรมเรียนรู้ AI ปั้นคนพร้อมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจอนาคต

บ้านปูแชร์มุมมองการเตรียมความพร้อมบุคลากรยุค AI ในงาน Transform Talent 2026 Thailand

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย Sundaram Iyer - Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแชร์แนวทางของบ้านปูในการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ให้สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมั่นใจและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในงาน Transform Talent 2026 Thailand ซึ่งจัดโดย Human Resources Online นาย Sundaram ได้ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “From Anxiety to Agility: Accelerating Workforce Readiness by Reducing the AI Adoption Gap” โดยให้มุมมองเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านปูมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากร ยกระดับการตัดสินใจ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความพร้อมด้าน AI ในองค์กรไม่ได้เกิดจากการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความมั่นใจในการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน นาย Sundaram ยังเล่าถึงแนวทางที่บริษัทใช้เพื่อลดความกังวลในการเอา AI มาประยุกต์ใช้ ผ่านการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน การส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในการทำงาน (Use Case) การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานทุกระดับและทุกสายงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำ AI มาผสานกับการทำงานของตนเองและต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบ้านปูในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ถึงพร้อม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top