Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

อ.อุ๋ย" ฟาดแรง!! แนะรัฐปัดฝุ่นเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน ตั้ง "พรีเมียม" จากต่างชาติ แทนรีดคนไทย เลิกมองคนไทยไปต่างแดนมีเงินเสมอ เพิ่มรายได้โดยไม่สร้างภาระแผ่นดิน

อาจารย์อุ๋ย" ฟาดแรง! แนะรัฐปัดฝุ่นเก็บค่าเหยียบแผ่นดินจากต่างชาติให้ "พรีเมียม" ดีกว่ารีดเงินคนไทยไปทำประชานิยม!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชาวบ้านต้อง “เขียม” กันจนตัวลีบ แนวคิดการปัดฝุ่นภาษีขาออก 1,000 บาท เพื่อนำไปอุดหนุนโครงการ “คนละครึ่งเที่ยวไทย” กำลังกลายเป็นประเด็นที่สะท้อนวิสัยทัศน์อันบิดเบี้ยวของรัฐบาล 

หากเรานำมาวางเทียบกับ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” 300 บาท ที่เรียกเก็บจากชาวต่างชาติ จะเห็นถึงความลักลั่นที่ทำร้ายคนไทยและด้อยค่าทรัพยากรท่องเที่ยวของชาติอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเลิกมองว่า “คนไทยที่ไปต่างประเทศคือคนมีเงินเสมอไป” เพราะในโลกความเป็นจริง การเดินทางออกนอกประเทศในยุคปัจจุบันมีทั้งการไปทำภารกิจ ไปเยี่ยมญาติหรือไปทำธุระจำเป็นของครอบครัว 

คนเหล่านี้ไม่ใช่ “นักท่องเที่ยวผู้มั่งคั่ง” แต่คือพลเมืองที่กำลังดำเนินชีวิต การเก็บภาษี 1,000 บาท จึงไม่ต่างอะไรจากการตั้งกำแพงรีดไถต้นทุนชีวิตคนไทยด้วยกันเอง สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 38 ที่รัฐจะจำกัดสิทธิได้เฉพาะเหตุความมั่นคงหรือสวัสดิภาพประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่จำกัดเพื่อเอาเงินไปแจกเป็นประชานิยม

ทำไมไม่เก็บ "ขาเข้า" ให้มีคุณค่า?

ในฐานะที่ผมคลุกคลีกับข้อกฎหมายและนโยบายสาธารณะ ผมขอแนะรัฐบาลให้เปลี่ยนทิศทาง คือแทนที่จะรีดเงินคนไทย 1,000 บาท รัฐควรพิจารณาปรับเพิ่มค่าเหยียบแผ่นดินจากคนต่างชาติให้สูงขึ้นและสมเหตุสมผลกว่านี้

การเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพียง 300 บาท คือการขายของถูกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในลักษณะปริมาณมากกว่าคุณภาพ ซึ่งสร้างภาระด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้ประเทศอย่างมหาศาล 

หากเราปรับฐานราคาค่าเหยียบแผ่นดินให้เป็นแบบ "พรีเมียม" นอกจากจะได้เม็ดเงินมาพัฒนาการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องรบกวนกระเป๋าคนไทยแล้ว ยังเป็นการ คัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Tourists) ที่มีรายได้สูงและมีกำลังซื้อจริง เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่สร้างภาระให้แผ่นดินจนเกินเยียวยา

อย่าหากินกับคนในบ้าน:

การที่รัฐจะเรียกเก็บเงินคนในบ้านตัวเองสูงกว่าคนต่างชาติถึง 3 เท่านั้น เป็นตรรกะที่ย้อนแย้งและทำลายความรู้สึกของประชาชนอย่างยิ่ง ภาษีต้องไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อทำโปรเจกต์แจกเงินที่ไร้ความยั่งยืน

รัฐบาลต้องหยุดทำตัวเป็น "เจ้าหนี้" ที่ดักทวงเงินพลเมืองหน้าประตูสนามบิน แล้วหันมาทำตัวเป็น "ผู้บริหาร" ที่รู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ "หยุดรีดเลือดกับคนไทยที่กำลังดิ้นรน แล้วไปยกระดับการเก็บเงินจากผู้มาเยือนให้สมกับฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก" นั่นคือทางออกที่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมและเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน!

https://www.facebook.com/share/p/1Gs1GW1Qbu/?mibextid=wwXIfr

'มจธ.' ชี้วิธีประหยัดไฟ แนะตั้งแอร์ 25-26 องศาไม่ต่ำเกินไป เลือกแอร์ขนาดเหมาะสมลดค่าไฟ ขับรถนิ่งสม่ำเสมอประหยัดน้ำมัน เข้าใจพฤติกรรมช่วยสู้ภาระค่าไฟ

นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ “ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน” ทางรอดสู้วิกฤตพลังงานแพง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยในช่วงนี้ ทำให้หลายครัวเรือนต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศกันหนักขึ้น ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกำหนดปรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เย็นสบายโดยที่บิลค่าไฟไม่พุ่งจนน่าตกใจ

รศ.ดร.วันชัย อัศวภูษิตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ทางออกไม่ได้อยู่ที่การฝืนทนร้อนจนคุณภาพชีวิตแย่ลง แต่คือการทำความเข้าใจหลักฟิสิกส์ของการถ่ายเทความร้อนและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความสบายกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดร.วันชัย อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์นั้น "ความเย็น" ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการถ่ายเทความร้อน ที่ความร้อนจะไหลไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ โดยปกติร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส หากอากาศรอบตัวต่ำกว่านี้เราจะรู้สึกสบายตัว แต่เมื่อใดที่อากาศภายนอกร้อนจัดเกินกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเกิดอาการอึดอัดและหัวใจเต้นเร็ว หรือหายใจแรงขึ้น หรือมีเหงื่อออก เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย “หลักการนี้ใช้อธิบายการทำงานของเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ได้ เพราะแอร์ไม่ได้สร้างความเย็นขึ้นมาใหม่ แต่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนจากในห้องไปทิ้งไว้ข้างนอก ดังนั้นยิ่งเราตั้งอุณหภูมิต่ำมากเท่าไหร่ แอร์ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเพื่อซับความร้อนออกไปมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น เคล็ดลับสำคัญที่ทำได้ทันทีคือการตั้งอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 10 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 25 - 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายคนส่วนใหญ่รู้สึกสบายและประหยัดพลังงาน ยิ่งตั้งอุณหภูมิแอร์สูงขึ้นก็ยิ่งประหยัดพลังงานมากขึ้นดังนั้นเราอาจตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงกว่านี้ได้เช่น 27 - 29 องศาเซลเซียส ให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำแต่เรายังรู้สึกสบาย และที่สำคัญหากรู้สึกร้อนเมื่อเริ่มเปิดเครื่อง ไม่ควรใจร้อนกดลดอุณหภูมิลงไปต่ำมากเพราะจะทำให้เครื่องทำงานเหวี่ยงไปมาจนกินไฟ แต่ควรใช้วิธีเพิ่มความแรงพัดลมแอร์และกระจายลมแอร์ให้ทั่วถึง เพื่อให้ลมช่วยพาความร้อนออกจากผิวหนังได้เร็วขึ้น ซึ่งประหยัดกว่าการเร่งการทำงานของตัวเครื่องแอร์โดยลดอุณหภูมิลงไปต่ำมาก”

อีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ คือการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับการใช้งาน โดยควรดู 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ขนาดเครื่อง (BTU/hr) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง เทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ และค่าประสิทธิภาพพลังงาน โดยการเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ เพราะหากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักและนานกว่าจะลดอุณหภูมิได้ตามต้องการ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น ขณะที่แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อย่างไรก็ตาม การเลือกขนาดแอร์ต้องคำนวณปัจจัยร่วมด้วย เช่น ทิศทางแดด ความสูงของเพดาน จำนวนคนในห้อง สภาพแวดล้อม และลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในห้อง ส่วนด้านเทคโนโลยี แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ (Invertor) จะปรับรอบการทำงานตามภาระความร้อนของห้องได้อย่างต่อเนื่อง จึงใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพกว่าระบบปกติแบบ Fixed Speed ที่ทำงานด้วยการตัด-ต่อ จึงมีแนวโน้มกินไฟมากกว่าเมื่อใช้งานในระยะยาว

“การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรดูแค่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ควรดูที่ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio : อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล) ด้วย ซึ่งค่า SEER ยิ่งมีค่าสูงยิ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการใช้ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบแอร์ขนาด 12,000 BTU/hr เท่ากัน เราพบว่าเครื่องแบบ Fix Speed ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ที่มีค่า SEER 13.82 BTU/W-hr มีค่าไฟเฉลี่ยต่อปี 12,677 บาทต่อปี ขณะที่เครื่อง Inverter ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ค่า SEER 18 BTU/W-hr มีค่าไฟลดลงเหลือ 9,733 บาทต่อปี รุ่น 2 ดาว ค่า SEER 20 BTU/W-hr มีค่าไฟ 8,734 บาทต่อปี และรุ่น 3 ดาว ค่า SEER 23 BTU/W-hr มีค่าไฟเพียง 7,617 บาทต่อปี ข้อมูลนี้ชี้ชัดเลยว่า แม้จะเป็นแอร์ขนาดเท่ากัน แต่หากเลือกเทคโนโลยีและค่าประสิทธิภาพพลังงานที่ดีกว่า ก็สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้หลายพันบาทต่อปี ดังนั้น การซื้อแอร์จึงไม่ควรมองแค่ราคาตอนซื้อ แต่ต้องมองถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่มีแผนจะซื้อเครื่องใหม่ การหมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น หรือล้างแอร์ทุก 6 เดือน ก็เป็นวิธีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของแอร์และยืดอายุการใช้งานเครื่องได้เป็นอย่างดี” ดร.วันชัย กล่าว

นอกจากการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ดร.วันชัยยังเสริมอีกว่า การประหยัดพลังงานควรครอบคลุมไปถึงการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันด้วย โดยหลักง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันทีคือ ขับให้เหมือนการทำงานของแอร์แบบอินเวอร์เตอร์ คือเน้นการขับขี่ให้ “นิ่ง” และ “สม่ำเสมอ” ในความเร็วประมาณ 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะประหยัดน้ำมันได้ดีกว่าการขับด้วยความเร็วสูง หรือขับแบบกระชากที่เปลี่ยนความเร็วสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ที่สิ้นเปลืองพลังงานมาก

“เคล็ดลับทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง ปรับวิธีใช้พลังงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูก เราก็อยู่อย่างสบายได้โดยไม่ต้องเปลืองเงินในกระเป๋าเกินจำเป็น” ดร.วันชัยกล่าวทิ้งท้าย

ญาติวีรชน จี้ พ.ร.บ.สามัคคี จี้ฟื้นพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ย้ำไม่แตะคดีทุจริตและมาตรา112 เปิดโอกาสนิรโทษเยาวชนต่ำ16ปี หวังลดความแตกแยกประเทศยั่งยืน

คกก.ญาติวีรชน พฤษภา 35" จี้รัฐบาลฟื้นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติ ย้ำไม่แตะคดีทุจริต -คดีอาญาร้ายแรง และมาตรา 112 เว้นแต่อายุต่ำกว่า16 ปีนิรโทษกรรมได้

เมื่อวันที่ 28 เมย.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของทำเนียบรัฐบาล  นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์  ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล

ผลักดันร่างพ.ร.บบสริมสร้างสังคมสันติสุขเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ

โดยมีรายละเอียดว่า กราบเรียน นายกรัฐมนตรี นายอนุหีน ชาญวีรกูล อ้างถึง

สร้างความสามัคคีสมานฉันท์สังคมไทยตามพระราชดำรัชในหลวงร.10เนื่องด้วยร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุขพ...ซึ่งได้ด่านความเห็นชอบจากสภา ผู้แทนราษฎร 3ร่าง ประกอบด้วยร่างของพรรคภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และ ต่อมาได้ผ่านวาระแรกของวุฒิสภา

กรรมาธิการของวุฒิสภาพิจารณาใกล้จะแล้วเสร็จแต่มีเหตุยุบสภาเสียก่อน ดังนั้นขอให้นายกรัฐมนตรี ได้แสดงภาวะความเป็นผู้นำ ด้วยการให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้รัฐสภาได้ดำเนินการพิจารณาต่อไป เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติในภาวะวิกฤติเช่นปัจจุบัน

ทั้งนี้กรรมการญาติวีรชนฯได้เรียกร้องความสามัคดีมากว่า 30ปี โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ ประเด็นหลักของร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังสมสันติสุข จะยกโทษกับผู้ชุมนุมทางการเมืองที่มีความผิดตามบัญชีท้ายพ.ร.บ.แต่ไม่ยกโทษให้ 3 ความผิดสำคัญคือ 1) คดีทุจริต 2)คดีอาญาร้ายแรง และ3)ความผิดตามมาตรา 112 ได้เปิดช่องทาง" นิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไขให้เยาวชนอายุไม่เกิน16 ปีที่ถูกคำเนินคดีได้กลับเนื้อกลับตัว กรรมการญาติวีรชนจึงเห็น ว่ากว่าสองทศวรรษ บ้านเมืองไทยบอบช้ำและซ่อนลึกความแตกแยก แบ่งค่ายแยกขั้วอย่างรุนแรง การปฏิรูปใดๆยากที่จะประสบความสำเร็จภายใต้บ้านเมืองที่แตกร้าวลึก หากร่างพ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุขมีผสบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อใด

เชื่อได้ว่าความปรองลองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนรัฐบาลก็เท่ากับได้ทำบุญใหญ่ให้กับประเทศและสังคมไทย ดังพระราชดำรัช"ไม่มีบุญใดเท่ากับการให้อภัย"

คณะกรรมการญาติวีรชนฯที่เป็นผู้เสียหายทุกครอบครัว ขอเรือกร้องดำเนินการก่อนงานร่ำลึกเหตุการพฤษภาในวันที่ 17 พฤษภาคม 2569

‘พริก ไชยชิต’ เปิดนิทรรศการ นิทรรศการเดี่ยว "Unseen" ที่กรุงเทพฯ จัดแสดงผลงานสีน้ำมันชุดล่าสุด ชวนชมภาพชีวิตและความสัมพันธ์ เน้นความคลุมเครือและความรู้สึกภายใน

Richard Koh Fine Art (กรุงเทพฯ) มีความยินดีนำเสนอ Unseen นิทรรศการเดี่ยวโดยศิลปินชาวไทย พริก ไชยชิต จัดแสดงระหว่างวันที่ 2 ถึง 30 พฤษภาคม 2569 นิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นผลงานชุดล่าสุดของศิลปิน ภายหลังจากการแสดงผลงานครั้งแรกกับแกลเลอรีในปี 2568

Unseen รวบรวมผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันชุดหนึ่งที่สำรวจสถานการณ์ซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้น ผ่านทั้งการตั้งคำถามเชิงแนวคิดและการรับรู้ทางอารมณ์ ภายในองค์ประกอบเหล่านี้ ศิลปินได้นำชิ้นส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และวัตถุในชีวิตประจำวันมาจัดวางร่วมกัน องค์ประกอบเหล่านี้ดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกจัดฉากอย่างประณีต โดยแต่ละภาพนำเสนอเหตุการณ์เฉพาะตัวที่ถ่ายทอดอย่างชัดเจนและแม่นยำ

นอกเหนือจากเรื่องราวที่ปรากฏให้เห็น ผลงานยังยึดโยงอยู่กับสภาวะที่ไม่อาจจับต้องได้ สภาวะเหล่านี้—ตั้งแต่ความคุ้นเคยไปจนถึงความแปลกแยก—ทำงานควบคู่ไปกับภาพที่ปรากฏ ก่อให้เกิดชั้นความหมายที่ไม่อาจแยกออกและยากต่อการตีความโดยตรง แนวทางการทำงานของศิลปินมุ่งเน้นไปที่ความตึงเครียดระหว่างสิ่งที่มองเห็นได้กับสิ่งที่ยังคงถูกปกปิด โดยสำรวจว่าพื้นที่ เวลา และการดำรงอยู่ สามารถอยู่ร่วมกันภายในพื้นที่ของภาพเดียวได้อย่างไร

แทนที่จะมอบความหมายที่ตายตัว Unseen เชื้อเชิญให้ผู้ชมเผชิญหน้ากับความคลุมเครืออย่างต่อเนื่อง ภาพวาดไม่ได้มุ่งสู่ข้อสรุปในทันที หากแต่เน้นย้ำถึงการคงอยู่ของอารมณ์และสภาวะที่ยากจะถ่ายทอดเป็นคำพูด ผ่านแนวทางนี้ ศิลปินได้เปิดพื้นที่แห่งการใคร่ครวญที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมกับความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างการรับรู้และการพินิจภายในตนเอง ผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบเหล่านี้สะท้อนถึงการสำรวจอย่างต่อเนื่องของศิลปินต่อบรรยากาศเชิงจิตวิทยาที่แฝงอยู่ในภาพชีวิตประจำวัน

เกี่ยวกับศิลปิน

พริก ไชยชิต (PIK CHAICHIT) เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2545 ในประเทศไทย เป็นบัณฑิตจบใหม่จากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร แม้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางศิลปะ แต่ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาภาษาทัศนศิลป์ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างการสังเกตโลกภายนอก และประสบการณ์ภายในจิตใจ

การศึกษา

พ.ศ. 2568 — คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

นิทรรศการเดี่ยว

พ.ศ. 2569 — Unseen, Richard Koh Fine Art, กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

พ.ศ. 2568 — The Visual Diary, Richard Koh Fine Art, กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

นิทรรศการกลุ่ม

พ.ศ. 2568 — CIMB Artober, Malaysia International Trade and Exhibition Centre (MITEC), กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (ร่วมกับ Richard Koh Projects)

— iris77, Art Thesis Exhibition, มหาวิทยาลัยศิลปากร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

พ.ศ. 2567 — Thai Trair, Bangkok Design Week 2024, โรงกรองน้ำแม้นศรี กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

— Prismatic, ICONSIAM กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

— Domestic Violence, Art4C Art Centre กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

 

ภูชิต (พริก) ไชยชิต

2 – 30 พฤษภาคม 2569

พิธีเปิดนิทรรศการ: 2 พฤษภาคม 2569 (วันเสาร์) เวลา 16.00 – 19.00 น.

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์ อาร์ต กรุงเทพฯ

อาคารปีเตอร์สัน เลขที่ 712/1 ชั้น 9 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย

กองทัพเรือลุยจัดหาเรือน้ำมัน ทดแทนเรือหลวงจุฬากว่า 45 ปี เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงทางทะเล ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ จ้างสร้างกับบริษัทไทยในปี 2571

กองทัพเรือจัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงในทะเล และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ดำเนินโครงการจัดหาเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือหลวงจุฬา ซึ่งขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2523 และมีอายุการใช้งานมากกว่า 45 ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายอายุการใช้งานตามเกณฑ์ และมีแผนปลดระวางประจำการในปี พ.ศ. 2570 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 – 2580 (ทบทวน พ.ศ. 2566) เพื่อคงไว้ซึ่งขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงทางทะเลในพื้นที่ทัพเรือภาคต่างๆ

การจัดหาเรือน้ำมันครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านส่งกำลังบำรุงในภารกิจทางทหารและการช่วยเหลือประชาชน โดยเป็นการจัดจ้างอู่ต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทย เรือน้ำมันลำใหม่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของกองทัพเรือ ได้แก่ มาตรฐานของสถาบันจัดชั้นเรือ RINA อนุสัญญา SOLAS และ MARPOL รวมทั้งมาตรฐานวิศวกรรมทางเรือที่เกี่ยวข้อง โดยติดตั้งระบบขนถ่ายน้ำมันที่มีความปลอดภัยสูง สามารถปฏิบัติการรับ–ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

สำหรับความคืบหน้าโครงการ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ จากบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด (TINDY) โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น 434,634,000 บาท กำหนดส่งมอบในปี พ.ศ. 2571 และในวันนี้ กองทัพเรือได้มีการลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัท TINDY ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของคนไทยที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานร่วมกับกองทัพเรือมาก่อน เป็นที่เรียบร้อย

กองทัพเรือยืนยันว่า โครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุง และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือให้สามารถรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

วันที่ 28 เมษายน 2569

อุตสาหกรรมไทยปรับใหญ่!! “วราวุธ” ดันกรมโรงงานฯ ติวเข้ม 158 องค์กร เตรียมพร้อมจัดการวัตถุอันตรายตามกรอบ OECD จัดการวัตถุอันตรายสู่มาตรฐานเดียวกัน ลดอุปสรรคการค้า ผลักมาตรฐานวัตถุอันตรายไทยสู่เวทีโลก

"วราวุธ" หนุน กรมโรงงานฯ ยกระดับ จัดการวัตถุอันตราย ให้ได้มาตรฐานสากล ของ OECD หวัง ประหยัดต้นทุนอุตสาหกรรม ปกป้องมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อม ก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development  : OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามเจตจำนงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครซึ่งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) 

ทั้งนี้เป็นไปตามมติครม.วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ได้มอบหมายให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทางเทคนิค ร่วมกับคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee: CBC) ของโออีซีดีที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากความเสี่ยงของสารเคมีและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ รวมถึง ป้องกันการสร้างอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร การประหยัดต้นทุนให้แก่ประเทศและอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบการจัดการสารเคมีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงขานรับนโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโออีซีดี ในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

“สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ รวม 158 องค์กร ร่วมฟังแนวทาง การเตรียมความพร้อม และประโยชน์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD  และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารภายใต้คณะกรรมการ CBC ให้กับภาครัฐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ความสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก โออีซีดี เพื่อจะยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พยายามเร่งรัดกระบวนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของโออีซีดีให้แล้วเสร็จภายในปีหน้านี้“ นายวราวุธ กล่าว
 

ไทยลุยสนามสุขภาพโลก!! “จิตรเทพ” ขึ้นเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ชี้อนาคตสุขภาพไทยต้องสร้างระบบครบ ดันไทยจากฐานผลิต สู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก ชี้โอกาสใหญ่ อยู่ที่การเชื่อมนวัตกรรม ผลิต ตลาด และทุน

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Health & Innovation ของไทย

กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ Millennium Hilton Bangkok ได้มีการจัดงาน HEALTH TRENDSETTER 2026 ภายใต้แนวคิด “Wellness for Life: Innovation and Capital” ซึ่งรวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมสุขภาพ นวัตกรรม และการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

ภายในงานครั้งนี้ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเวที Panel Discussion เพื่อสะท้อนภาพอนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพในมิติของ

“การวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม การผลิตที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การเข้าถึงตลาด และการเงินการลงทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพยุคใหม่ ที่จะยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิต สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการนำเสนอศักยภาพของบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ในการพัฒนา Health & Wellness Ecosystem แบบครบวงจร ภายใต้การบริหารของ

ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ดร.พิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการขายและการตลาด

นายสรสิช แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการผลิตและปฏิบัติการ

โครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร (Supply Chain)

ต้นน้ำ คือ การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

กลางน้ำ คือ การผลิต การพัฒนาแบรนด์ และการตลาด โดย บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ สมุนไพร อาหารเสริม และเวชภัณฑ์

ปลายน้ำ คือ การเข้าถึงผู้บริโภคและบริการสุขภาพ ได้แก่

ตู้จัดจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอัตโนมัติ โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัท แคร์ซูติก จำกัด ภายใต้การนำของ ทศพร ปัญญาอรรถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และอาหารเสริมสำหรับคนและสัตว์

บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ ธงชัย ปามิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำด้านโซลูชันการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบครบวงจร

รวมถึงเชี่ยมโยงกลไกการเงินและการลงทุน

กลุ่มบริษัทอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุน Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ HealthTech และนวัตกรรมใหม่ โดยมี Piyanat Aranyakasemsuke Managing Partner, QuantiFin เป็นผู้ดูแลด้านการเงินและโครงสร้างการลงทุน

การบูรณาการตั้งแต่ R&D → Production → Market → Distribution → Healthcare → Investment สะท้อนการยกระดับจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้สร้างระบบอุตสาหกรรมสุขภาพครบวงจร”

จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า

“อนาคตของธุรกิจสุขภาพ ไม่ได้อยู่ที่ใครมีสินค้า แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้าง ‘ระบบ’ ที่เชื่อมโยงนวัตกรรม การผลิต ตลาด และเงินทุนเข้าด้วยกันได้อย่างครบวงจร—และนั่นคือโอกาสของประเทศไทยในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก”

นักศึกษารังสิตลุยเวทีโลก!! คว้าทุนเยาวชนเอเชียแปซิฟิก ร่วมประชุมเศรษฐกิจอาเซียน เข้าร่วมฟอรั่มความยั่งยืน UN ESCAP สะท้อนศักยภาพและวิสัยทัศน์การทูต

นักศึกษาคณะการทูตฯ ม.รังสิต โชว์ศักยภาพระดับสากล คว้าทุนตัวแทนเยาวชนเอเชียแปซิฟิก ร่วมเวทีเศรษฐกิจ ASEAN และประชุมความยั่งยืนระดับภูมิภาคโดย UN ESCAP

Miss. Sint Phoo Wai นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการคัดเลือกจากเยาวชนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ได้รับทุนเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญในระดับนานาชาติถึง 2 วาระสำคัญในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม ‘ASEAN YOUTH ECONOMIC FORUM’ ซึ่งจัดโดยองค์กรเยาวชนอาเซียน (ASEAN Youth Organization) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและขับเคลื่อนบทบาทของเยาวชนต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมการประชุมระดับสูง ‘The Asia-Pacific Forum on Sustainable Development (APFSD)’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP) ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมหารือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการบ่มเพาะนักศึกษาสู่เส้นทางนักการทูตและบุคลากรด้านการต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์บนเวทีโลกจริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่านหลักสูตรที่เข้มข้นและความเป็นนานาชาติที่เอื้อต่อการสร้างเครือข่ายระดับสากล มหาวิทยาลัยรังสิตเชื่อมั่นว่าการผลักดันให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับภูมิภาคและระดับโลกเช่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สายอาชีพด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสง่างามและมีประสิทธิภาพ

มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพ มอบเงินบริจาค 150,000 บาท สนับสนุนสร้างห้องปลอดฝุ่น ช่วยปกป้องเด็กภาคเหนือจากฝุ่น ร่วมมือพัฒนาอากาศปลอดภัยให้ชุมชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มอบเงินบริจาคจำนวน 50,000 บาท ในนามมูลนิธิสุรเกียรติ์-ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ 

เพื่อสมทบทุนในการจัดสร้างห้องปลอดฝุ่น ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ เป็นผู้ดำเนินการโครงการในการสนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอากาศ ในการร่วมปกป้องสุขภาพของเด็กเล็กจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 

ณ ห้องรับรอง มล.ปิ่น มาลากุล อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย 1 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

SMU ดันบัญชี AI !! สัมมนาฟรี 12 พ.ค. นี้ เสริมทักษะบัญชีและประเมินมูลค่า ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัลไทย ลุยบทบาทการเงินยุคใหม่ด้วย AI

เสริมศักยภาพนักการเงินแห่งอนาคตด้วยหลักสูตรชั้นสูงด้านบัญชีในยุค AI และการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

กิจกรรม ‘การเงินพร้อมรับอนาคต’ นำเสนอหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการจากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU) ที่เน้นการสร้างทักษะการบัญชีแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 23 เมษายน 2569 - ภาคการเงินและการบัญชีของไทยกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญชาวไทยต่างต้องการพัฒนาทักษะของตนเองเพื่อให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์และมาตรฐานการประเมินมูลค่าระดับโลก

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) สร้างเสริมทักษะดังกล่าวด้วยกิจกรรม ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ โดยนำเสนอมาสเตอร์คลาส 2 หลักสูตรสำหรับผู้ทำงาน กิจกรรมดังกล่าวกำหนดจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ เวลา 16.30 – 19.00 น. ณ วิคเตอร์ คลับ สามย่าน มิตรทาวน์ โดยเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

งานสัมมนา ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ เน้นนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในอนาคตทั้งด้านการบัญชีและการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์

งานสัมมนานี้นำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ 2 แนวทาง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนบทบาทด้านการเงิน ได้แก่ ทักษะการประเมินมูลค่าที่ใช้งานได้จริงและมีความสอดคล้องกับตลาดสำหรับการทำธุรกรรม การดำเนินคดี และการรายงานทางการเงิน และการสร้างขีดความสามารถด้านบัญชีที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้และเครื่องมือเชิงปฏิบัติการเพื่อบริหารความเสี่ยง สร้างมูลค่า และปรับเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงและขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล ที่จะช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาในประเทศไทยและสร้างทักษะด้านการบัญชีรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย AI

เซสชั่น A: การนำทางสู่ยุคใหม่ของการประเมินมูลค่าธุรกิจ

นำเสนอโดย เอริค เทโอ (Eric Teo) อาจารย์พิเศษประจำ SMU หลักสูตรระดับสูงนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้เชี่ยวชาญระดับกลาง ซึ่งรวมถึงผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่า นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินองค์กร วาณิชธนกิจ ผู้จัดการกองทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านการรายงานทางการเงิน ด้วยกลยุทธ์การประเมินมูลค่าสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าระหว่างประเทศ (IVS) ประเด็นสำคัญได้แก่ การรับรองระดับชาติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน IVS ความสามารถในการโยกย้ายสิทธิ์ในระดับภูมิภาค เส้นทางวิชาชีพที่เป็นระบบสู่การได้รับตำแหน่งผู้ประเมินราคาและมูลค่าธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (CVA) และข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้ริเริ่มในประเทศไทย หลักสูตรชั้นสูงนี้เหมาะสำหรับมืออาชีพที่ต้องการสร้างความแตกต่างให้กับตนเองและปรับเปลี่ยนไปสู่บทบาทความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เซสชั่น B: AI และ Agentic Intelligence: ความหมายและผลกระทบต่อมืออาชีพด้านบัญชีและการเงิน

นำเสนอโดย ดร. หยิน หวัง (Dr. Yin Wang) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ ดร. ประสาธน์ จงเจริญกมล อาจารย์อาวุโสสาขาบัญชี จาก SMU หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการและการอภิปราย กลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการเงิน ได้แก่ ผู้บริหารด้านการเงิน นักวิเคราะห์ ผู้ตรวจสอบบัญชี นักบัญชีองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยง และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI และ Agentic AI ในด้านการบัญชีและการเงิน โดยแสดงให้เห็นถึงวิธีการค้นหาไทมไลน์ที่สมจริง ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพในระดับภูมิภาค หลักสูตรดังกล่าวเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีแรงจูงใจในตนเองและต้องการยกระดับหรือเปลี่ยนสายอาชีพ

ทั้งสองหลักสูตรจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางสู่การรับรองวิชาชีพและการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ SMU รวมถึงหลักสูตรผู้ประเมินราคาและมูลค่าธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (CVA) และหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการบัญชี (ข้อมูลและการวิเคราะห์)

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ ประเทศไทย (SMU Thailand) ได้วางตำแหน่งกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและช่วยเสริมสร้างทักษะ โดยออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารและนักการศึกษา แนวทางนี้จะทำให้การเข้าถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติเป็นไปอย่างทั่วถึง ช่วยเสริมสร้างงานวิจัย ความรู้ความเข้าใจด้านข้อมูล และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ที่เป็นหัวใจสำคัญต่อบริบททางการศึกษาและกำลังแรงงานของประเทศไทย โดยปราศจากซึ่งอุปสรรคหรือค่าใช้จ่ายใดๆ

หากต้องการลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนา ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ โปรดกรอกรายละเอียดของท่านได้ที่นี่ >> Secure My Free Seat! หรือสแกนQR code ด้านล่างนี้ ที่นั่งมีจำนวนจำกัดและจัดให้ตามลำดับการลงทะเบียนเป็นหลัก

เพื่อช่วยในการจัดการความจุของสถานที่ เราขออภัยที่จะแจ้งให้ทราบว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้จองล่วงหน้าเข้าร่วมงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top