Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

จับตา ‘แลนด์บริดจ์ไทย’ !! จากเมกะโปรเจกต์ขนส่ง สู่ยุทธศาสตร์พลังงาน ทำไม ‘แลนด์บริดจ์’ จึงสำคัญกว่าเดิม เพราะ Landbridge ไม่ใช่แค่ทางลัดขนส่ง แต่คือโอกาสปั้นไทยเป็นฮับพลังงานแห่งใหม่

ชวนจับตา #โครงการแลนด์บริดจ์  ประเด็นร้อน #Landbridge🇹🇭จะคุ้มค่ามั้ยและจะสำเร็จมั้ย มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วย

#ฝ่ายผลักดัน ให้เหตุผลว่า เพื่อใช้ศักยภาพของไทยแลนด์ 🇹🇭 เชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรสำคัญของโลกด้วยระยะทางประมาณ 90 กม. (ดูภาพประกอบ) จะมีทั้งการสร้างเส้นทางรถไฟ four-track railway จะมีทั้งรางคู่ที่รองรับขนาดราง 1 เมตร และรางคู่ที่รองรับขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร + บางช่วงต้องมีการทำอุโมงค์รถไฟด้วย + สร้างถนน motorway อีก 6 เลน + สร้างท่อขนส่งน้ำมันดิบ Fuel Pipeline + ยกระดับ 2 ท่าเรือ 2 ฝั่งทะเลให้เป็น Smart Port ท่าเรืออัจฉริยะ #SmartPort ใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำ transshipment (ไม่ใช่ท่าเรือบ้านๆ แบบเดิมๆ) #ท่าเรือชุมพร ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และ #ท่าเรือระนอง ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย (เลือกแนวเส้นทางเชื่อม 2 จังหวัดนี้ เพราะระยะทางประมาณ 90 กม ไม่ยาวเกินไป มีความเป็นไปได้ในเชิงพื้นที่)

ส่วน #ฝ่ายคัดค้าน  ที่ไม่เห็นด้วย  มีทั้งบอกว่า #ไม่คุ้มค่า ทั้งเรื่องระยะเวลา และเปลืองงบ และหลายคน #ไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจโครงการรัฐบาล  มีแต่จะ #คอรัปชั่น มีแต่หวังจะ #โกงกิน มีแต่ #กลุ่มนายทุน รองาบ มีแต่ #กลุ่มผลประโยชน์ รอกินหัวคิว บลาๆๆๆ  (บางคนค้านเก่งเกิ๊นข้ามไปโจมตีประเทศอื่นที่ยังไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยยยย ) 

Note : โครงการนี้แม้จะมีประโยชน์มากและจะพลิกโฉมประเทศไทยในระดับโลก แต่ถ้าถามว่า แล้วจะเกิดได้จริงมั้ย ขอตอบว่า ยากส์  มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านสุดซอยเลยค่า  ดูทรงจากพลังคัดค้านของผู้เชี่ยวชาญอินฟูลทั้งหลายมีตรึม (น่าจะเสียงดังกว่า + สื่อสายปั่นชอบแนวนี้ซะด้วย) ก็เนอะ บ้านนี้เมืองนี้คงยากที่จะขยับทำ mega project โครงการอะไรใหม่ๆ

สำหรับความเห็นส่วนตัวที่ไม่ใช่วิศวกร และไม่ใช่นักกม. แต่ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่จับตาจีนในมุม geoeconomics คิดว่า จุดขายควรเน้นการก่อสร้าง Fuel Pipeline #ท่อขนส่งน้ำมันดิบ คู่ขนานไปกับแนวเส้นทางรถไฟที่จะสร้าง 90 กิโลเมตร นี้ก็น่าจะดึงความสนใจของจีนและอีกหลายประเทศที่สนใจจะมาลงทุนได้มากขึ้นนะคะ (อย่ามองแค่ #มุมขนส่งโลจิสติกส์ หรือ #มุมการลงทุน เพียงอย่างเดียว !! ) ยุคนี้ ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับ #ประเด็นพลังงาน ทุกประเทศต้องการสร้าง Energy Security ความมั่นคงทางพลังงาน คือ #ทางรอด ในยุคที่โลกปั่นป่วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนะคะ

FB ดร อักษรศรี พานิชสาส์น 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0nW4BENpNAJ2Ti6HsSGxcxXxvYHtyrcb21i768J1gALDnAuPag6U8XaXk7kwAqTJFl&id=1037140385

พญาหงส์ ลูกพี่ลูกน้องลิซ่า คว้าชัย!! บุกโค่นแชมป์ RISE QUEEN ถึงถิ่นญี่ปุ่น ‘พญาหงส์ บัญชาเมฆ’ สยบ ‘เมอิ มิยาโมโตะ’ ขาดลอย ต้อนแต้มมิยาโมโตะเอกฉันท์ ลุ้นชิงแชมป์ RISE ต่อไป ย้ำสถานะมวยหญิงไทยแถวหน้า

ประกาศความยิ่งใหญ่ โค่นแชมป์ RISE QUEEN

พญาหงส์ บัญชาเมฆ เอาชนะ เมอิ มิยาโมโตะ

26 เมษายน 2569 ศึกRWS x RISEซุปเปอร์ไฟต์กติกาคิกบ็อกซิ่ง 48กิโลกรัม คู่เอกนำรายการ ศึก RISE 197 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จันทกานต์ มโนบาล Sw tawan

การเอาชนะแชมป์ของ RISE ในบ้านของเขาเอง ยิ่งตอกย้ำฐานะ "ยอดนักชกหญิงเบอร์ 1 ของไทย"

ที่เคยคว้าเข็มขัดแชมป์ K-1 World GP มาแล้วก่อนหน้าเป้าหมายต่อไป ของพญาหงส์ (อาจจะมีการชิงเข็มขัด RISE อย่างเป็นทางการ)

รอติดตาม

: “พญาหงส์” บุกสยบซามูไรสาว  โชว์เชิงมวยสุดเหนือชั้นไล่ถล่มมิยาโมโตะขาดลอย รายการ RISE 197

"พญาหงส์ บัญชาเมฆ" จันทกานต์ มโนบาล

นักชกสาวแกร่งจากค่ายบัญชาเมฆ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงกระหึ่มกรุงโตเกียว  ในศึก RWS 197 ซุปเปอร์ไฟต์ ณ สังเวียนโครักคุเองฮอล ประเทศญี่ปุ่น โดยพญาหงส์มีคิวขึ้นสังเวียนเป็นคู่เอกนำรายการในพิกัด 48 กิโลกรัม ดวลกับนักชกเจ้าถิ่นอย่าง "เมอิ มิยาโมโตะ" ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนหมัดมวยชาวญี่ปุ่นและชาวไทยที่ติดตามลุ้นกันอย่างใกล้ชิด

เปิดฉากยกแรกเพียงไม่นาน มิยาโมโตะพยายามเดินลุยหวังใช้หมัดชุดเข้ากดดันทันที แต่พญาหงส์กลับนิ่งเกินคาด เธอใช้ลูกถีบทำลายจังหวะได้อย่างแม่นยำ พร้อมสลับเตะตัดล่างและเตะชายโครงจนคู่ชกเข้าไม่ติด และในช่วงปลายยกนี้เองที่แฟนๆ ต้องลุกขึ้นเฮ เมื่อพญาหงส์ดักชกหมัดขวาตรงเข้าเต็มใบหน้าจนมิยาโมโตะเสียอาการ ก่อนจะฉวยโอกาสทองตวัดแข้งขวาฟาดก้านคอส่งนักชกเจ้าถิ่นลงไปกองกับพื้นให้กรรมการนับแรกไปก่อนอย่างรวดเร็ว

เข้าสู่ยกที่สอง พญาหงส์ยิ่งชกยิ่งมั่นใจ โชว์ความเร็วของทั้งหมัดและแข้งออกมาแบบครบเครื่อง แม้มิยาโมโตะจะพยายามฮึดสู้ เดินเบียดวงในเพื่อชกตัดลำตัวหวังเอาคืน แต่พญาหงส์ยังใช้ชั้นเชิงมวยที่เหนือกว่าด้วยการกอดคลุกวงในทำลายจังหวะไม่ให้คู่ต่อสู้ทำอะไรได้ถนัด พร้อมกับโชว์รอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีบนใบหน้าตลอดการแข่งขัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบรรยากาศการคุมเกมที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในยกสุดท้าย มิยาโมโตะพยายามเร่งเครื่องสู้ตายเพื่อหวังทวงคะแนนคืน แต่กลับต้องเจอกับกำแพงแข้งซ้ายและลูกถีบของพญาหงส์ที่ดักทางไว้ได้หมดทุกจังหวะ และในจังหวะที่มิยาโมโตะพุ่งเข้ามาแลกหมัดหวังพลิกเกม พญาหงส์ก็สวนด้วยหมัดขวาตรงเข้าเป้าอย่างจังจนมิยาโมโตะล้มพับไปให้กรรมการนับเป็นครั้งที่สอง เมื่อครบสามยก กรรมการจึงชูมือให้ "พญาหงส์ บัญชาเมฆ" เอาชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์ 3-0 เสียง (30-26, 30-25) ประกาศศักดาคว้าชัยในถิ่นซามูไรได้อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1511214367038779&id=100044506896587&rdid=VE2nyc324OO3G6Jp#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=987277083807287&id=100075750138901&rdid=mdfiNAu4MntKmp9e#

เสริมกำลังรบทางทะเล!! ทร. เตรียมจัดหา AWAV 8x8 เพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถกองทัพเรือ AWAV 8x8 ฝีมือคนไทยพร้อมตอบโจทย์ทุกภารกิจ เสริมความมั่นคงทั้งทหารและเศรษฐกิจ

กองทัพเรือเสริมศักยภาพยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก เตรียมจัดหา AWAV 8x8 ฝีมือคนไทย หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพึ่งพาตนเอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8x8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8x8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

27 เมษายน 2569

ม.รังสิต ลุยเวทีดีเบต!! SDIS ม.รังสิต โชว์ศักยภาพเวทีนานาชาติ คว้ารองชนะเลิศดีเบต 4 สถาบัน พร้อมรางวัล Best Speaker ตอกย้ำทักษะคิดวิเคราะห์-สื่อสารอังกฤษระดับสากล

คณะการทูตฯ ม.รังสิต คว้ารางวัลเวทีดีเบต 4 สถาบันระดับนานาชาติ

คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต สร้างชื่อเสียงโดดเด่นในเวทีวิชาการระดับอุดมศึกษา คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันโต้เวทีสานสัมพันธ์ 4 มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนนิสิตนักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยสหวิทยาการ (PPE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน (SWUIC) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และวิทยาลัยนานาชาติ (MUIC) มหาวิทยาลัยมหิดล

ทีมดีเบต คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ Sai Zin Min Htike, Patinthida Ruchanarong และ Pyae Sone Kyaw โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sai Zin Min Htike นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัล The Best Speaker ของการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ตรรกะ และการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับสากลที่เฉียบคม นอกจากนี้ เบื้องหลังความสำเร็จยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากทีมฝ่ายวิชาการ (Academic Support) นำโดย Nyein Thinzar Aung, Bang San Awng, Pyae Sone Aung, Nan Hnin Nway Ei และ Ye Htet ที่ร่วมกันรวบรวมข้อมูลและเตรียมประเด็นการโต้แย้งอย่างเข้มข้น นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่น่าภาคภูมิใจ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำคัญให้นักศึกษาคณะการทูตและการต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับเพื่อนนิสิตนักศึกษาจากต่างสถาบัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสังคมและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในเวทีการต่างประเทศในอนาคต

สวนนงนุชจัดโปร!! เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้ม ซื้อ 1 แถม 1 ตลอดเดือนพฤษภาคม เด็กและผู้สูงอายุมากมายสิทธิ์ เมืองอียิปต์ใหม่พร้อมแลนด์มาร์ก

“เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้มทั้งบ้าน! สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่ ‘ซื้อ 1 แถม 1’ ตลอดพฤษภาคม ลดภาระครอบครัว เที่ยวได้ทั้งครอบครัวแบบสุดคุ้ม”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ต้อนรับช่วงใกล้เปิดเทอม จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in สามารถรับสิทธิพิเศษทันที เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีอีก 1 ใบในทันที เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบครอบครัวในช่วงปิดเทอมปลายที่กำลังจะสิ้นสุด

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยา บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมระดับโลก มีสวนสวยมากกว่า 60 สวน และมีการรวมพันธุ์ไม้จากทั่วทุกมุมโลกกว่า 18,000 ชนิด พร้อมไฮไลต์สุดตื่นตาอย่างโซนไดโนเสาร์มากกว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ล่าสุด “เมืองอียิปต์” ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ประกอบด้วยพีระมิดและรูปปั้น Ennead (เอนเนียด) หรือมหาเทพในตำนานอียิปต์โบราณ ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 12 องค์ จากทั้งหมด 23 องค์ มีความสูงกว่า 5 เมตร ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายภาพที่หาชมได้ยากในประเทศไทย

นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมระดับคุณภาพ “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงความสามารถของช้างแสนรู้ ที่เปิดการแสดงวันละ 4 รอบ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกวัยสวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เคยชี้ให้จับตา AI จีน เพราะมี “Data” มหาศาลเป็นแต้มต่อสำคัญ ทั้งจำนวนผู้ใช้และพฤติกรรมที่ถูกเก็บอย่างต่อเนื่อง ทำให้ AI จีนพัฒนาได้รวดเร็วและแม่นยำ

กรุงเทพฯ — ท่ามกลางการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลกในปัจจุบัน และในช่วงเวลาที่โลกกำลังจับตาบทบาทของจีนอย่างใกล้ชิด หากย้อนกลับไปก่อนยุคของ ChatGPT และก่อนที่ Generative AI จะกลายเป็นกระแสหลัก มีผู้บริหารด้านเทคโนโลยีไทยรายหนึ่งที่ได้สะท้อนมุมมองบนเวทีไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “จีนคือประเทศที่ต้องจับตาอย่างยิ่งในเรื่อง AI”

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ได้ขึ้นพูดบนเวที Digital Big Bang Thailand 2018 ในหัวข้อเกี่ยวกับ Digital Transformation และ Industry 4.0 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เธอหยิบยกขึ้นในวันนั้น คือ “ปริมาณข้อมูลมหาศาล” ที่จีนกำลังสะสมผ่านระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตนเอง

ในเวลานั้น ดร. มนธ์สินีตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของโลก แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็น “ฐานข้อมูลของโลก” ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เชื่อมต่อ หรือระบบดิจิทัลที่ถูกผลิตและใช้งานในวงกว้าง ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการใช้งานเหล่านี้ล้วนกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการพัฒนา AI ในระยะยาว

เธอให้มุมมองว่า หากประเทศใดสามารถสะสมข้อมูลในระดับมหาศาล พร้อมทั้งมีศักยภาพในการประมวลผล วิเคราะห์ และต่อยอดข้อมูลเหล่านั้น ประเทศนั้นย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกได้ และจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนที่สุด

สิ่งที่ทำให้มุมมองดังกล่าวมีนัยสำคัญ คือในปี 2018 โลกยังไม่ได้เข้าสู่ยุคของ Large Language Models อย่างเต็มรูปแบบ และคำว่า Generative AI ยังไม่อยู่ในกระแสหลักของภาคธุรกิจ แต่แก่นสำคัญที่ ดร. มนธ์สินีสะท้อนในวันนั้น คือ

“AI จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงที่อัลกอริทึม แต่จะแข่งขันกันที่ฐานข้อมูล และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อมูลในระดับมหาศาล”

เมื่อพิจารณาจากบริบทปัจจุบัน ข้อสังเกตดังกล่าวยิ่งสะท้อนน้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของโลก AI อย่างชัดเจน ทั้งในด้านโมเดล เทคโนโลยีพื้นฐาน การลงทุนเชิงระบบ และการพัฒนา ecosystem ภายในประเทศ

สำหรับ ดร. มนธ์สินี การย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดจากเวทีในครั้งนั้น ไม่ใช่เพียงการทบทวนอดีต หากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า “สัญญาณของอนาคต” มักปรากฏให้เห็นล่วงหน้า สำหรับผู้ที่มองเทคโนโลยีในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการมองในเชิงผลิตภัณฑ์เพียงระยะสั้น

เธอระบุว่า สิ่งที่โลกเห็นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากการวางรากฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเปลี่ยน data ให้กลายเป็น intelligence ในระยะยาว

การนำเสนอคำพูดจากเวที Digital Big Bang Thailand 2018

อีกครั้งในบริบทปัจจุบัน จึงมีความหมายมากกว่า “คลิปย้อนหลัง” หากแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าใจทิศทางของโลกเทคโนโลยีอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองเห็น pattern ระยะยาวของข้อมูล ระบบ และโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้น

และในบางครั้ง สิ่งที่เคยเป็นเพียง “ข้อสังเกต” ในวันนั้น ก็อาจกลายเป็น “ความจริง” ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

ในมุมมองของ ดร. มนธ์สินี สิ่งที่น่าจับตาในเรื่อง AI ไม่ใช่เพียงว่าใครมีโมเดลที่เก่งกว่า แต่คือใครมี “ฐานข้อมูล” และ “โครงสร้างการเรียนรู้” ที่แข็งแรงกว่า เพราะในระยะยาว ความได้เปรียบที่แท้จริงของ AI อาจไม่ได้เริ่มจากตัวโมเดลเพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มจาก ระบบนิเวศข้อมูล ที่สามารถหล่อเลี้ยงและพัฒนา intelligence ได้อย่างต่อเนื่อง

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แถลงสมัชชาครั้งที่ 29 รวมพลังคนตาบอดทั่วประเทศ สะท้อนปัญหา–ข้อเสนอ ดันสิทธิเท่าเทียม พร้อมสู่เวทีระดับชาติ

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 พร้อมประกาศความพร้อมสู่เวทีคนตาบอดระดับชาติ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวการจัดโครงการการเสริมพลังคนตาบอดสู่การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต การทำสิทธิให้เป็นจริง เพื่อสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ณ โรงแรมทองธารา ริเวอร์วิว กรุงเทพมหานคร โดยมีสื่อมวลชน สมาชิกคนตาบอด และผู้เข้าร่วมงานร่วมรับฟังการแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง   

ภายในงานมีการแสดงจากวงดนตรี TAB Band ศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และบทเพลงพิเศษเพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเข้าสู่ช่วงการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

นายเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้

ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายเทวพงษ์ พวงเพชร กรรมการและเหรัญญิกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานจัดสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 และนายภารากร คำเดช อุปนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยมีนายเอกพงษ์ นบสกุล กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการแถลงข่าว

การแถลงข่าวครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมก่อนการจัดงานสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ซึ่งจะเป็นอีกเวทีสำคัญของการรวมพลังคนตาบอดไทยจากทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22-26 เมษายน 2569  ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

Sandisk เปิดตัวใหม่!! ยกระดับการ์ดความจำ CFexpress 4.0 ความเร็วสูง SD Card V90/V60 อัปเกรดเต็มที่ รองรับ 6K 8K อย่างลื่นไหล

Sandisk ยกระดับไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยล่าสุด 
เปิดตัว CFexpress 4.0 Type B และ SD Card V90/V60 รุ่นใหม่ในงาน NAB 2026

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 22 เมษายน 2569 – Sandisk โชว์นวัตกรรมใหม่ในงาน NAB 2026 ณ ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา เปิดตัวไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ล่าสุด นำโดย SANDISK Extreme PRO® CFexpress™ 4.0 Type B Card เจเนอเรชันล่าสุด พร้อมอัปเกรด SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 และ V90 ที่มาพร้อมความจุเพิ่มขึ้นสูงสุด 2TB และยกระดับความเร็วเพื่อการใช้งานที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

เมื่อการผลิตคอนเทนต์ก้าวสู่ความละเอียดระดับ 6K 8K รวมถึง การบันทึกแบบบิตเรตสูงมากขึ้น ความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลจึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งด้านประสิทธิภาพและความเสถียร เพื่อรองรับการทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับไลน์อัพ Sandisk ที่เปิดตัวภายในงาน NAB 2026 ประกอบด้วย
 
SANDISK Extreme PRO® CFexpress 4.0 Type B Card  ประสิทธิภาพเหนือระดับ เพื่อการสร้างวิดีโอมืออาชีพ เร็วแรงสำหรับเวิร์กโฟลว์ระดับภาพยนตร์
การ์ดหน่วยความจำรุ่นล่าสุดจาก Sandisk ที่มอบความเร็วในการอ่านสูงสุดถึง 3,700MB/s และความเร็วในการเขียนสูงสุด 3,500MB/s พร้อมประสิทธิภาพการเขียนแบบต่อเนื่องที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการบันทึกวิดีโอแบบบิตเรตสูงได้อย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งยังรองรับความจุสูงสุดถึง 4TB รองรับการบันทึกต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น และการถ่ายทำความเร็วสูงในระดับความละเอียด 12K              
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026
 
SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V90 Card  รองรับการบันทึก 8K ต่อเนื่องอย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ
การ์ดหน่วยความจำ V90 ออกแบบมาสำหรับงานโปรดักชันระดับสูง รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K และการถ่ายทำที่ต้องการความเร็วสูงต่อเนื่อง มาพร้อมความจุสูงสุดถึง 2TB โดยการ์ดขนาด 2TB นี้ สามารถบันทึกวิดีโอ8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ได้ยาวนานกว่า 1,118 นาที นอกจากนี้ ยังเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยความเร็วในการอ่านสูงสุด 310MB/s และเขียนสูงสุด 305MB/s (สำหรับรุ่นความจุ 512GB ถึง 2TB)
พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้

o  SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 Card   บันทึกวีดีโอ 6 K ได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมงที่ 24 เฟรมต่อวินาที
·    การ์ดหน่วยความจำ V60 ที่พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานของกลุ่มโปรซูเมอร์และระดับมืออาชีพ สำหรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 6K ควบคู่กับการถ่ายภาพนิ่งความละเอียดสูง โดยมาพร้อมความจุที่ขยายสูงสุดถึง 2TB อีกทั้งยังมอบความเร็วในการอ่านสูงสุด 300MB/s และเขียนสูงสุด 250MB/s ช่วยให้สามารถการถ่ายทำต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น และลดความจำเป็นในการเปลี่ยนการ์ดบ่อยครั้ง (สำหรับรุ่นความจุ 256GB ถึง 2TB)
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SANDISK ในงาน NAB 2026 ได้ที่ เว็บไซต์

เกี่ยวกับแซนดิสก์
Sandisk (Nasdaq: SNDK) เป็นผู้นำด้านโซลูชันแฟลชและเทคโนโลยีหน่วยความจำขั้นสูง ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในทุกช่วงจังหวะของความต้องการและแรงบันดาลใจ ช่วยให้ผู้คนและองค์กรสามารถก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และขยายขีดจำกัดของความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ติดตาม Sandisk ได้ทาง Instagram, Facebook, X, LinkedIn, YouTube ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TeamSandisk บน Instagram
 .
SANDISK, โลโก้ SANDISK และ SANDISK Optimus เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ WD_BLACK, โลโก้ WD_BLACK และ WD Blue เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Western Digital Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ เครื่องหมายคำว่า NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท NVM Express, Inc.
เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง และผลิตภัณฑ์บางรายการอาจไม่มีวางจำหน่ายในทุกประเทศหรือทุกภูมิภาคทั่วโลก

© 2026 Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือ สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

BWG ชี้แจงไฟไหม้หลุมฝังกลบ หัวเพลิงเกิดในผ้าพลาสติกปิดคลุม ควบคุมไฟได้รวดเร็วไม่ลุกลามกากอุตสาหกรรม ตรวจคุณภาพอากาศน้ำปกติไม่กระทบชุมชน ยืนยันไม่มีอพยพและปัญหาใดๆ ในพื้นที่

BWG ชี้แจงเหตุเพลิงไหม้บริเวณผ้าคลุมหลุมฝังกลบจังหวัดสระบุรี ยืนยันควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็ว พร้อมผลตรวจวัดคุณภาพอากาศและน้ำปกติ ไม่กระทบชุมชน

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่ศูนย์บริหารจัดการกากอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ สามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว พร้อมประสานงานหน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที เพื่อยืนยันความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่รอบข้าง

ทางบริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินร้ายแรงตามที่มีกระแสข่าว โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนของผ้าพลาสติก HDPE ที่ใช้สำหรับปิดคลุมหลุมฝังกลบเพื่อป้องกันกลิ่นและน้ำฝนเท่านั้น ซึ่งตัวกากอุตสาหกรรมที่อยู่ด้านล่างไม่ได้เกิดการลุกไหม้แต่อย่างใด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงได้อย่างรวดเร็วในวงจำกัด โดยจากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบไม่พบความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งในส่วนของพนักงานและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง สถานการณ์ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาวะปกติและไม่มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตามที่มีกระแสข่าวลือปรากฏก่อนหน้านี้

สำหรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่บริษัทฯ ตระหนักถึงอย่างยิ่งนั้น ทางกรมควบคุมมลพิษได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจวัดคุณภาพอากาศในหลายจุดรอบพื้นที่ ผลการตรวจสอบขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศทุกจุดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ในขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี ได้เข้าตรวจสอบแหล่งน้ำสาธารณะโดยรอบและยืนยันว่าไม่พบปัญหาเรื่องน้ำเสียหรือการปนเปื้อนจากการระงับเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้

นอกจากนี้ ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์และประสานงานกับทางจังหวัดอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่มีรายงานการร้องเรียนความเดือดร้อนใดๆ จากประชาชนในพื้นที่รอบโรงงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันในมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนหน่วยงานทุกภาคส่วนในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นใจและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยปัจจุบันทางบริษัทฯ กำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ตามมาตรฐาน และนำผ้าใบ HDPE มาปิดคลุมหลุม ในส่วนที่เกิดเพลิงไหม้.

ขอขอบคุณในความกรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้ส่งข่าว  : นางสาวปาริชาต บุญปลูก ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน)
[02-012-7888 ต่อ 631 และ 065351-4742]

“ดาต้าเซ็ต” ดันเรียนรู้ จับมือ ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนานาชาติ ผลักดัน Media Intelligence สู่ห้องเรียน เชื่อมธุรกิจและการศึกษา พร้อมแชร์เทคโนโลยี เตรียมพร้อมนักศึกษา ด้วยโอกาสจริง

ดาต้าเซ็ต จับมือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ 

ผลักดัน Media Intelligence และ Social Listening จากโลกธุรกิจสู่ห้องเรียน

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผู้นำด้าน Media Intelligence และ Social Listening และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ (Bangkok University International) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5 อาคาร C6 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ความร่วมมือครั้งนี้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 โดยมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้าน Media Intelligence จากภาคธุรกิจเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนโดยตรง นักศึกษาและคณาจารย์ของ BUI จะได้เข้าถึงแพลตฟอร์ม dxt:360 Analytics (Social Listening Tool) และการบรรยายเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้าน Global Brand และอินไซต์เชิงธุรกิจการตลาด

การลงนามในครั้งนี้มีผู้แทนจากดาต้าเซ็ต ได้แก่ นายโรเบิร์ต เคบัส (Robert Kabus) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ยุทธศาสตร์ และ นายศรุต อุดมการ ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ส่วนฝั่ง BU International มีผู้แทนคือ ผศ.ดร.ดวงธิดา นันทาภิรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายนานาชาติ และรักษาการคณบดีหลักสูตรนานาชาติ และ ดร.ปาณิสรา คงถาวร รองคณบดีหลักสูตรนานาชาติ

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นการต่อยอดจากการที่ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้กับนักศึกษาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เนื้อหาบรรยายครอบคลุมภาพรวมอุตสาหกรรม Media Intelligence การจัดวาง Insight ด้วย SMART Model และการสาธิต Social Listening Tool จากข้อมูลจริง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักศึกษาตลอดเซสชัน

นายโรเบิร์ต เคบัส ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ยุทธศาสตร์ ดาต้าเซ็ต กล่าวว่า "ในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนหลายอย่าง สิ่งที่แบรนด์และองค์กรยังต้องการมากที่สุด คือ ความสามารถในการรับฟัง ทั้งรับฟังตลาดและรับฟังกลุ่มเป้าหมายแบบเรียลไทม์ และนั่นคือสิ่งที่ดาต้าเซ็ตทำ เป็นเหตุผลที่ Media Intelligence และ Social Listening จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้การตัดสินใจขององค์กรดีขึ้นและมั่นใจขึ้น กลุ่มคนที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้าก็กำลังนั่งเรียนอยู่วันนี้ พวกเขาควรมีโอกาสได้สัมผัสเครื่องมือที่ธุรกิจจริง ใช้จริง จึงเกิดความร่วมมือนี้ขึ้น" 

ด้านผศ.ดร.ดวงธิดา นันทาภิรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายนานาชาติ และรักษาการคณบดีหลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า "มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ มุ่งมั่นพัฒนาบัณฑิตที่มีความแข็งแกร่งทางวิชาการ มีมุมมองระดับสากล และพร้อมรับมือกับโลกการทำงานจริง ความร่วมมือกับดาต้าเซ็ตสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับอนาคต ผ่านแนวปฏิบัติจริงของอุตสาหกรรมและ Insights ในสาขาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว" 

ทั้งสองสถาบันเปิดกว้างสำหรับการขยายความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ในอนาคต โดยมองว่าการลงนามในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และมุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมร่วมกันในระยะยาว

เกี่ยวกับดาต้าเซ็ต

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Social Listening บริการด้าน Media Monitoring บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสำนักข่าวอินโฟเควสท์ 

บริการต่าง ๆ ของดาต้าเซ็ต ได้แก่ dxt:360, dxt:solutions และ NCX ช่วยให้แบรนด์สามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อแบบ 360 องศา ทั้งโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ และสื่อกระแสหลัก นอกจากนี้ ดาต้าเซ็ตยังมีบริการข่าวสารออนไลน์เรียลไทม์ บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dataxet.co 

เกี่ยวกับ BU International

หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาด้วยหลักสูตรที่ทันสมัย เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งในประเทศและระดับสากล 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด

Website: www.dataxet.co

Email: [email protected]

Facebook: Dataxet Thailand


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top