Wednesday, 22 July 2026
NEWS FEED

วินด์เซิร์ฟฯ จัดแข่ง!! ไทยแลนด์อินเตอร์เนชั่นแนลชิงชัย ที่พัทยา 17-21 มิ.ย. 69 นักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมประชัน เตรียมพร้อมเอเชียนเกมส์ ยูธโอลิมปิก

วินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัด ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026

สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดศึก “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติร่วมชิงชัย หวังใช้เป็นเวทีเตรียมความพร้อมให้ชุดสู้ศึกเอเชียนเกมส์และยูธโอลิมปิกเกมส์

นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ เตรียมจัดการแข่งขันรายการ “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล วินด์เซิร์ฟฟิ่ง แชมเปียนชิพส์ 2026“ อีเว้นท์ 2 ที่ชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน พ.ศ.2569 โดยมีนักกีฬาจาก 6 ชาติ ร่วมชิงชัย ได้แก่ ไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

สำหรับรายการนี้ทีมไทยส่งนักกีฬาส่งนักกีฬาลงชิงชัยเต็มพิกัด นำโดย ชุดเอเชียนเกมส์ 2026 ได้แก่ ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย จ.อ.นิติพัฒน์ ไชยวุฒิเวทย์, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปหญิง จ.ต.ศิริพร แก้วดวงงาม, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 19 ปี นายวชิรวิทย์ ทนอุป, ประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นเยาวชนหญิง อายุไม่เกิน 19 ปี น.ส.ชนัฐกานต์ เจริญสุข

ขณะที่ วิลเลียม แมคมิลลัน นักกีฬาลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย จะร่วมแข่งขันงานนี้ด้วย ในประเภทไอคิว ฟอยล์ รุ่นทั่วไปชาย เพื่อเตรียมความพร้อมทำศึกชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 4-11 กันยายน พ.ศ.2569 รวมทั้งนักกีฬาดาวรุ่งชุด “ยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026“ วรรณิดา วินทะชัย จะลงชิงชัยประเภทเทคโน 293 รุ่นเยาวชนหญิงอายุไม่เกิน 17 ปี

“สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟฯ ส่งนักกีฬาลงชิงชัยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเยาวชน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัยเอเชียนเกมส์ 2026 และยูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 รวมทั้งยังให้นักกีฬาดาวรุ่งรุ่นใหม่ๆ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้วย” พ่อบ้านทัพโต้คลื่นไทย กล่าว

ทั้งนี้ มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 จัดที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 และมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2026 จัดที่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน 2569

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10285284

ปิดด่าน 100% ไม่ใช่แค่คำสั่ง!! ยืนยันบังคับใช้กฎหมายควบคู่สิทธิมนุษยชน หลังจับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าไทย หนีเศรษฐกิจหวังหางาน ย้ำชายแดนไร้ช่องว่าง

องทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” เห็นผลต่อเนื่อง จับกุมชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 3 ราย รับสารภาพหนีพิษเศรษฐกิจหวังเข้ามาหางานทำในไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า มาตรการควบคุมชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเข้มงวดตามนโยบาย “ปิดด่าน 100%” ยังคงส่งผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกองทัพเรือร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ดำเนินการเฝ้าระวัง ลาดตระเวน และสกัดกั้นการลักลอบเข้า–ออกราชอาณาจักรตามช่องทางธรรมชาติอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดน

ล่าสุด ช่วงค่ำเมื่อคืนวาน (15 มิถุนายน 2569) เวลา 20.20 น. หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จับกุมชาวกัมพูชา 3 ราย เป็นชาย 1 หญิง 2 พร้อมสัมภาระลักลอบเดินเท้าเข้ามาตามแนวสวนลำไย จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า บุคคลทั้ง 3 ราย ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยให้การรับสารภาพว่าเดินทางมาจากจังหวัดโพธิสัตย์และจังหวัดไพรแวง ประเทศกัมพูชา เนื่องจากไม่มีงานทำและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา จึงตัดสินใจลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรสะตอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัด

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งทำให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายไม่สามารถใช้ช่องทางปกติได้ และต้องหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้ในที่สุด

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงดำเนินมาตรการปิดจุดผ่านแดนและควบคุมพื้นที่ชายแดนตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเข้มงวดต่อไป พร้อมบูรณาการกำลังกับทุกภาคส่วนในการป้องกันการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

บีแอลซีพี ขยายโครงการ!! โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจ เปิดโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ปี4 ขยายสู่ 13 โรงเรียนระยอง เสริมทักษะเยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี สานต่อพันธกิจด้านสังคม เปิดโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4”
ขยายความร่วมมือ 13 โรงเรียนทั่วระยอง ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก
เพิ่มโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ตอกย้ำแนวคิดESG ในมิติด้านสังคม เดินหน้าโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” พร้อมขยายความร่วมมือกับ 13 โรงเรียนทั่วจังหวัดระยอง ติดอาวุธทางปัญญาแก่เยาวชนกว่า 7,000 คน เพิ่มโอกาสการสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS รอบที่ 1 ด้วยนวัตกรรมแนะแนวเชิงลึก 3-Year Strategic Roadmap จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประยุกต์ใช้ AI และระบบใหม่ ‘TCASFolio’ เปลี่ยนแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือวางแผนอนาคต และสร้างทรัพยากรมนุษย์ทักษะสูงในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างยั่งยืน

นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบริหารองค์กร บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เผยถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมพัฒนาคนและเยาวชนว่า เป็นหนึ่งในพันธกิจที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อว่า “การศึกษา คือ หัวใจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์และเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน” การเติบโตของภาคธุรกิจต้องคู่ไปกับสังคม ชุมชนและประชาชน ซึ่งเยาวชนเป็นกำลังหลักที่ขับเคลื่อนอนาคต การลงทุนด้านการศึกษาจึงคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยพื้นที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ต้องการแรงงานทักษะสูงจำนวนมาก แต่เยาวชนจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เห็นถึงโอกาสหรือศักยภาพของตนเอง โครงการด้านการศึกษาของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงเสมือนเป็น ‘สะพานเชื่อมโอกาสจากห้องเรียนสู่อนาคต’ ช่วยเสริมทักษะการใช้ชีวิต (Soft Skills) ทั้งด้านความฉลาดทางอารมณ์ การรู้จักปรับตัว การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน ที่ดำเนินการมากว่า 3 ปี ด้วยการสนับสนุนของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือ Portfolio ที่ไม่ใช่แค่การรวบรวมผลงาน แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยค้นหาตัวตน ค้นพบจุดแข็ง ได้เรียนรู้การนำเสนอศักยภาพของตนเองอย่างมีเป้าหมายและยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาวิทยาลัยรู้จักตัวตน ความสามารถและผลงานของนักเรียนผ่านระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) รอบที่ 1 ซึ่งหากการติวสอบคือ การเติม "ความรู้" พอร์ตดีมีที่เรียนก็คือ การเติม "โอกาส" ให้เด็กแสดงความฝัน ความสามารถออกมาได้เต็มศักยภาพ โดยโครงการ "พอร์ตดีมีที่เรียน ปี4” ประจำปี 2569 นั้น ได้ปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยวาง Roadmap การจัดอบรม และ Workshop อย่างเป็นระบบในลักษณะ 3-Year Strategic Roadmap แบ่งเป็น
ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นการอัปเดตระบบ TCAS ล่าสุด ปรับแนวคิดกระบวนการจัดเก็บผลงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีใช้ระบบใหม่ ‘TCASFolio’ ควบคู่กับระบบของมหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรม Self-Discovery Workshop และวางกลยุทธ์ทำพอร์ตตลอดช่วงมัธยมปลาย

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 เน้นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบ TCAS (2568-2570) วางกลยุทธ์การสะสมเกียรติบัตรและกิจกรรมที่ตรงจุด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขึ้น ม.6

ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นการเจาะลึก Portfolio Design ทบทวนระบบ TCASFolio ฝึกฝนการเขียนเรียงความแนะนำตนเอง (Statement of Purpose: SOP) ด้วยเทคนิค Storytelling การนำ AIมาช่วยในการทำพอร์ตและเขียน SOP และเทคนิคการสอบสัมภาษณ์

นอกจากนั้น ยังมี Workshop พิเศษสำหรับนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกใน 5 เส้นทางสายอาชีพ ได้แก่ ค่ายวิศวกร ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานที่จริง จากวิศวกรของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ค่ายธุรกิจ ค่ายสัตวแพทย์ ค่ายการสื่อสาร ค่ายเส้นทางสายการแพทย์และสาธารณสุข และห้องเรียนเตรียมวิศวกรเฉพาะทาง

ตลอด 3 ปี ของโครงการฯ มีเยาวชนเข้าร่วมสะสมกว่า 10,000 คน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เยาวชนและมีเยาวชนที่สอบติดรอบที่ 1 ได้ถึง 700 คน ดังนั้นในปีนี้จึงมีการขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา และ 12 โรงเรียนพันธมิตรทั่วจังหวัดระยอง ทำให้มีนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 7,000 คน

นายจตุพันธ์ รุจิรานุกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ได้สะท้อนภาพความท้าทายของระบบการศึกษาในพื้นที่ EEC ว่า จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสูงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เด็กในระบบการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการตัดสินอนาคต หลายคนมีศักยภาพ มีผลงาน แต่ยังขาดเครื่องมือและผู้แนะนำในการสื่อสารศักยภาพออกมาอย่างเป็นระบบ โครงการพอร์ตดีมีที่เรียน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชนในการพัฒนาทุนมนุษย์ การวางแผนการทำPortfolio อย่างเป็นระบบ เก็บผลงานและประสบการณ์ตั้งแต่ชั้น ม.4 ไม่ใช่เพิ่งมาทำปลายทางตอน ม.6 ทำให้เยาวชนมีโอกาสในการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมระยะสั้น แต่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างและเตรียมกำลังคนคุณภาพในระยะยาวให้กับจังหวัดระยองและประเทศอย่างแท้จริง

นางสุมาลี สุขสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดป่าประดู่ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการพอร์ตดีมีที่เรียน กล่าวว่า รู้สึกยินดีและขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้กับเด็กๆ อย่างต่อเนื่องมาตลอด 4 ปี โรงเรียนวัดป่าประดู่ ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,888 คน เป็นนักเรียนมัธยมปลาย 1,092 คน และเฉพาะระดับชั้น ม.6 ประมาณ 340 คน ซึ่งสถิติ 2-3 ปีที่ผ่านมา เด็ก ม.6 สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาและปวส. ได้สูงถึง 98% โครงการฯ นี้ ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรการศึกษาคอร์สกวดวิชา หรือโอกาสในการทำกิจกรรมสะสมผลงานในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่อย่างจำกัด การทำกิจกรรมหรือติวนอกสถานที่ล้วนมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางไปสอบสัมภาษณ์และค่าที่พัก ทำให้บางครอบครัวเสียโอกาส การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง เมื่อเห็นรุ่นพี่ทำได้จริงและมาแชร์ประสบการณ์ จะเกิดการตื่นตัว ปรับเปลี่ยนแนวคิดจากคำว่า ‘อยากเรียน’ เป็น ‘รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึง’ เกิดเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์และแสวงหาโอกาสให้กับตนเอง”

นายอดิศร กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อนสังคมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ว่า ความสำเร็จของโครงการเพื่อเยาวชนไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่สอบติดมหาวิทยาลัยในวันนี้ แต่เป้าหมายสูงสุดคือ การได้เห็นนักเรียนเรียนจบ มีอาชีพ มีการงานที่ดีและส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้รับด้วยการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด เมื่อเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวและชุมชนในท้องถิ่นก็เข้มแข็ง นี่คือกระบวนการสร้าง Ecosystem ของสังคมที่เติบโตอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืนตามหลักการ ESG อย่างแท้จริง

รฟท. ลุยรถไฟกระบี่!! ทุ่ม 1.66 หมื่นล้านก่อสร้าง เส้นทางใหม่เชื่อมสนามบินกระบี่ สำรวจออกแบบพร้อมทำ EIA เชื่อมเครือข่ายอันดามันเปิดใช้อนาคต

รฟท.ทุ่ม 16000 ล้าน ผุดเส้นทางรถไฟสนามบินกระบี่-ทับปุด อยู่ระหว่างการสำรวจ

โครงการนี้ถือเป็น “รถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน” ที่น่าสนใจมาก เพราะจะเป็นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมเข้าสู่สนามบินกระบี่โดยตรง

สรุปโครงการรถไฟช่วงทับปุด-กระบี่

* ชื่อโครงการ: โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ ช่วงทับปุด-กระบี่
* ระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร
* รูปแบบ: รถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร
* วงเงินก่อสร้างเบื้องต้นประมาณ 16,660 ล้านบาท
* จุดเริ่มต้น: อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เชื่อมกับทางรถไฟสายใต้หลัก
* จุดสิ้นสุด: ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

แนวเส้นทาง

โครงการพาดผ่านพื้นที่จังหวัดพังงาและกระบี่ รวมประมาณ 15 ตำบล ใน 4 อำเภอ ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกระบี่และสนามบินกระบี่

สถานีที่วางแผนไว้

มีสถานีหลัก 5 แห่ง ได้แก่

1. สถานีอ่าวลึก
2. สถานีคลองหิน
3. สถานีเขาคราม
4. สถานีกระบี่
5. สถานีท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่

และมีที่หยุดรถเพิ่มเติม 3 แห่ง ได้แก่

* นาเหนือ
* เขาใหญ่
* บ้านกลาง

รวมทั้งหมด 8 จุดจอด

จุดเด่นของโครงการ

* เป็น Feeder เชื่อมจากทางรถไฟสายใต้หลักเข้าสู่จังหวัดกระบี่
* เป็นรถไฟสายแรกของไทยที่วางแผนเข้าสู่พื้นที่สนามบินโดยตรง
* ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์และรถโดยสาร
* สนับสนุนการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ทั้งกระบี่ พังงา ภูเก็ต
* รองรับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุด (2569)

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอน

* สำรวจและออกแบบรายละเอียด
* จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
* เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่

รฟท.คาดว่าจะเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีในช่วงปี 2571 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างจริง

ประเด็นที่ชาวบ้านกำลังติดตาม

มีประชาชนบางส่วนในอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เสนอให้ทบทวนแนวเส้นทางบางช่วง เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตร ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและศึกษาผลกระทบเพิ่มเติม

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนคือ รถไฟ “ทับปุด-กระบี่” ไม่ได้เชื่อมเข้ากับทางรถไฟสายใต้เดิมโดยตรงครับ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายรถไฟสายใหม่ฝั่งอันดามัน

โครงสร้างที่วางไว้คือ

กรุงเทพฯ → ชุมทางสุราษฎร์ธานี → รถไฟสายใหม่ สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น → สถานีทับปุด → กระบี่ → สนามบินกระบี่

ดังนั้น “สถานีทับปุด” จะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ โดยสถานีนี้อยู่บนโครงการรถไฟสายใหม่ช่วง สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งจะเป็นเส้นทางแยกออกจากทางรถไฟสายใต้เดิมบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้ววิ่งข้ามฝั่งไปยังพังงา ก่อนแตกแขนงเข้าสู่กระบี่ในโครงการที่กำลังศึกษาอยู่ขณะนี้

หากโครงการทั้งหมดสร้างครบ ผู้โดยสารจะสามารถนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มายังสุราษฎร์ธานี แล้วเปลี่ยนเข้าสู่เส้นทางฝั่งอันดามันไปยังกระบี่และสนามบินกระบี่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์หรือรถบัสต่ออีกทอดหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่น่าติดตามคือ

* โครงการ ทับปุด-กระบี่ กำลังเดินหน้า EIA และออกแบบรายละเอียด
* ส่วนโครงการแม่บท สุราษฎร์ธานี-พังงา-ท่านุ่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมเข้ากับสายใต้เดิมนั้น ยังไม่ได้ก่อสร้างเช่นกัน

จึงอาจพูดได้ว่า รถไฟกระบี่จะเดินรถครบวงจรได้จริง ก็ต่อเมื่อทั้งสองโครงการสร้างเสร็จเชื่อมกันเป็นเครือข่ายเดียวครับ

บ้านปูเน้น AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี!! จาก Anxiety สู่ Agility บ้านปูชี้องค์กรต้องสร้างทั้งทักษะ ความมั่นใจและวัฒนธรรมเรียนรู้ AI ปั้นคนพร้อมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจอนาคต

บ้านปูแชร์มุมมองการเตรียมความพร้อมบุคลากรยุค AI ในงาน Transform Talent 2026 Thailand

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย Sundaram Iyer - Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแชร์แนวทางของบ้านปูในการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ให้สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมั่นใจและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในงาน Transform Talent 2026 Thailand ซึ่งจัดโดย Human Resources Online นาย Sundaram ได้ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “From Anxiety to Agility: Accelerating Workforce Readiness by Reducing the AI Adoption Gap” โดยให้มุมมองเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านปูมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากร ยกระดับการตัดสินใจ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความพร้อมด้าน AI ในองค์กรไม่ได้เกิดจากการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความมั่นใจในการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน นาย Sundaram ยังเล่าถึงแนวทางที่บริษัทใช้เพื่อลดความกังวลในการเอา AI มาประยุกต์ใช้ ผ่านการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน การส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในการทำงาน (Use Case) การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานทุกระดับและทุกสายงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำ AI มาผสานกับการทำงานของตนเองและต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบ้านปูในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ถึงพร้อม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

จากคำพูดสู่บาดแผลทั้งชีวิต!! ยุติเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ยื่นหนังสือถึง 'รัดเกล้า' ขอคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรี กำหนดใช้คำว่า "มานิ" ในเอกสารราชการ

"ไม่ใช่เงาะป่า ไม่ใช่ซาไก" คำเรียกที่เจ็บปวดมาทั้งชีวิต ชาวมานิยื่นรัดเกล้า วอนรัฐคืนศักดิ์ศรีชาติพันธุ์

วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) ตัวแทนประชาชนชาวมานิ พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการ เข้ายื่นหนังสือต่อ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้านสิทธิ ความเท่าเทียม และความยั่งยืน เพื่อขอความเป็นธรรมและผลักดันการแก้ไขปัญหาการใช้คำเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ในเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ และสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงานรัฐ

ตัวแทนชาวมานิระบุว่า แม้คำเหล่านี้จะถูกใช้มาเป็นเวลานาน แต่สำหรับคนในชุมชนกลับเป็นคำที่สร้างความเจ็บปวดและตอกย้ำภาพจำเชิงลบทางชาติพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ การยอมรับทางสังคม และโอกาสของเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับการล้อเลียนและการเลือกปฏิบัติ

กลุ่มผู้ยื่นหนังสือจึงเสนอให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งยุติการใช้คำดังกล่าว และกำหนดให้ใช้คำว่า "มานิ" ซึ่งเป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง พร้อมทั้งปรับปรุงเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ แบบเรียน และสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

นางรัดเกล้า กล่าวว่า การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเริ่มต้นจากการเคารพตัวตนของผู้คน การเรียกขานบุคคลหรือกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยชื่อที่พวกเขาเลือกใช้เรียกตนเอง ไม่ใช่เพียงเรื่องของถ้อยคำ แต่เป็นเรื่องของสิทธิ ความเสมอภาค และการยอมรับความหลากหลายของสังคม

"บางครั้งสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงคำพูด อาจเป็นบาดแผลที่คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับมาทั้งชีวิต เราควรรับฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง" นางรัดเกล้ากล่าว

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าได้รับหนังสือและข้อเสนอจากตัวแทนชาวมานิไว้พิจารณา พร้อมยืนยันว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปประสานและผลักดันผ่านกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่สังคมที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเท่าเทียมของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

FIFA ชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น!! แฟนบอลญี่ปุ่นสร้างภาพจำอีกครั้ง ญี่ปุ่นเสมอเนเธอร์แลนด์ 2-2 แต่แฟนบอลชนะใจโลก ด้วยการช่วยกันเก็บขยะหลังเกม สะท้อนวัฒนธรรมแห่งความเคารพ

เฟซบุ๊ก FIFA เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ โพสต์คลิปชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น หลังจากเกมที่ทัพซามูไรบลูส์ เสมอกับ เนเธอร์แลนด์ 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอฟ หลังแฟนๆช่วยกันเก็บขยะหลังเกมดังกล่าว

แฟนบอลทีมชาติญี่ปุ่น ได้รับคำชื่นชมอยู่เสมอ เนื่องจากพวกเขามักจะเดินเก็บขยะในพื้นที่บริเวณที่นั่งหลังจบเกม ซึ่งถือเป็นภาพชินตาของแฟนบอลชาติอื่นๆ

ล่าสุด เฟซบุ๊กทางการของ FIFA ได้โพสต์คลิปที่สัมภาษณ์แฟนบอลชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถึงเหตุผลที่พวกเขามักจะเก็บขยะหลังเกมอยู่เสมอ

โดยในคลิปดังกล่าวแฟนบอลรายนี้ระบุว่า “”นั่นคือวัฒนธรรมของเรา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการให้ความเคารพต่อทุกสิ่ง ทั้งนักเตะ แฟนบอล และรวมถึงสนามกีฬาด้วย

พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ที่นี่ ดังนั้นเราจึงไม่อยากสร้างความสกปรกหรือทิ้งขยะเอาไว้แล้วเดินจากไป ฉันคิดว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงทำแบบนี้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10283181

ทุกวินาทีคือชีวิต เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ฝึกอาสาใต้กู้ภัยทางน้ำ สืบสานพระปณิธานไม่หยุด เสริมทักษะอาสาช่วยเหลือเมืองใต้ ร่วมกับภาคีจัดการภัยนครศรีธรรมราช ยึดมั่นภารกิจช่วยเหลือยามวิกฤต

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จัดให้อาสาสมัครในภาคใต้ฝึกอบรม “กู้ภัยทางน้ำ”
ณ ศูนย์ฝึกเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

การอบรมครั้งนี้จัดร่วมกับ มูลนิธิคนช่วยฅน ร่วมกับเครือข่ายจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติจังหวัดนครศรีธรรมราชและ มูลนิธิอาสาสร้างสุข

เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อันเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจด้านมนุษยธรรมในการดูแลและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต

เพราะทุกวินาทีของการช่วยเหลือ คือความหวังของชีวิตเสมอ

เราจะยังคงสืบสานพระปณิธาณของ"พระองค์ภาฯ" องค์ประธานกรรมการมูลนิธิ อาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ต่อไปไม่หยุด

นักวิชากาเศรษฐศาสตร์ มธ. หนุน ‘คลัง’ ชี้ระบบนี้ช่วยพุ่งเป้าสวัสดิการ ลดซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพคัดกรอง แนะเพิ่มกลไกตรวจสอบรายได้จริง ค้านตัดสิทธิลดหย่อนพ่อแม่ภาษี

นักวิชาการ มธ. หนุน ‘คลัง’ ใช้ Negative Income Tax รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กระทรวงการคลัง ใช้ “ระบบภาษีติดลบ” รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่ เหตุ ช่วยให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าตรงจุดมากขึ้น - หนุนคนเข้าสู่ระบบภาษี แนะ เพิ่มกลไกตรวจสอบ เช่น เชื่อมข้อมูลกับบัญชีธนาคาร - ลงไปดูสภาพความเป็นอยู่ เพื่อแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ แต่คนได้ไม่จน รวมถึงลดปัญหาให้สวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วย – ควรยกเลิกเกณฑ์ “ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อและแม่”

ผศ.วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ แก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว ช่วยให้การจัดสวัสดิการของรัฐในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชน ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นกว่าระบบในปัจจุบัน และสอดรับกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นการดึงให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดสวัสดิการแบบให้เงินอุดหนุนพุ่งเป้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการพิจารณาข้อมูลจากระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ หากคนไหนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะต้องเสียภาษีตามปกติ แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระดับรายได้ของแต่ละคนที่แตกต่างกันแทนการต้องเสียภาษี

“ในอนาคตกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี และคนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 10 ล้านคนตอนนี้ก็จะต้องมายื่นภาษี และต้องทำทุกปี เพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการคัดกรองว่าใครบ้างที่จะควรได้รับเงิน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เหมือนกัน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจริงๆ ไทยเคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว และสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็มีความสนใจจะผลักดันให้เกิดระบบนี้ขึ้น แม้แต่ใน พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมฯ ยังระบุไว้ว่าในระยะยาวให้นำระบบ NIT มาใช้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้เพราะอะไรถึงกลายเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวเสริม

ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว

รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้น หากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน

นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก

“แต่ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย

บพท. ปั้นโมเดลโคนม ส่งเสริมโคนมไทยยั่งยืนครบวงจร รายได้เกษตรกรปีละเกือบ 40 ล้าน พัฒนาสหกรณ์เป็นกลไกกลาง เทคโนโลยี-ข้อมูลช่วยเพิ่มผลผลิต

บพท. จับมือจุฬาฯ ปั้นโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโคนมไทย

เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

อุตสาหกรรมโคนมไทยมีดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้ มีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เป็นโจทย์ยากของเกษตรกรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพานมผงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น ความผันผวนของปัจจัยภายนอก รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน ไปจนถึงข้อจำกัดของระบบสหกรณ์ที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมได้อย่างเต็มศักยภาพ

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนิน “โครงการพัฒนากลไกการสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน” เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาโคนมไทยจากที่เคยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Ecosystem ที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise หรือ CDSIE ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ ที่ทำหน้าที่เชื่อมฟาร์ม สหกรณ์ ข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่

โมเดลนี้ไม่ได้มองโคนมเป็นเรื่องของฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง แต่มองทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน โดยออกแบบกลไกการทำงาน 8 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรแกนนำ การปรับบทบาทสหกรณ์ การเชื่อมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการถ่ายทอดโมเดลไปยังสหกรณ์อื่น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิด ที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ข้อมูลจริงแทนการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายฟาร์ม การใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อติดตามพฤติกรรมและสุขภาพโคนม รวมถึงการตรวจจับภาวะเป็นสัด เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมติด ลดความสูญเสีย และวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงการยังพัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเสมือนจริง 360 องศา เพื่อให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถเรียนรู้แนวทางจัดการฟาร์มที่ดีได้ทุกที่ทุกเวลา

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับบทบาทของ “สหกรณ์” จากเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ให้กลายเป็นกลไกกลางของระบบ ทั้งในฐานะฐานข้อมูล ศูนย์บริการ พื้นที่เรียนรู้ และช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเน้นให้เกิดแนวคิด “การจ่ายราคาตามคุณภาพ” แทนการมองน้ำนมดิบเป็นสินค้าเหมือนกัน ราคาเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนปรับปรุงฟาร์มและผลิตน้ำนมคุณภาพสูงขึ้น

ผลลัพธ์จาก 42 ฟาร์มนำร่องทำให้เห็นว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดการเชิงระบบ สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง โดยโครงการช่วยเพิ่มรายได้รวมของกลุ่มเกษตรกร 38.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ 23.3% หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี และทำให้ภาระหนี้เฉลี่ยของเกษตรกรลดลง 3.1%

ในเชิงผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัย โครงการนี้สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 749.01% หรือเทียบได้ว่า เงินวิจัยทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 7.49 บาท

สิ่งที่โมเดล CDSIE ทำให้เห็นคือ อนาคตของโคนมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง สหกรณ์บริหารด้วยข้อมูล ตลาดให้คุณค่ากับคุณภาพ และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่สามารถเติบโตไปด้วยกั


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top