Friday, 30 October 2026
NEWS FEED

กองทัพเรือแถลงผลคัดเลือก Hanwha Ocean สร้างเรือฟริเกตสมรรถนะสูง วงเงิน 16,730 ล้านบาท ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทย “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้รับผิดชอบโครงการ ร่วมแถลงผลการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศและกองทัพเรือเป็นที่ตั้ง
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง จำนวน 1 ลำ พร้อมระบบและอุปกรณ์ประจำเรือ อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ การรับประกัน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ภายในวงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท

การจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบระยะยาวตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือ เพื่อทดแทนเรือเดิมที่มีอายุการใช้งานสูงและจะทยอยปลดประจำการ รองรับภารกิจรักษาอธิปไตย คุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ตลอดจนรับมือภัยคุกคามทางทะเลทั้งในปัจจุบันและอนาคต
เรือฟริเกตลำใหม่จะมีขีดความสามารถในการรบครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ และการป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงการโจมตีเป้าหมายบนฝั่ง การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ การบัญชาการและควบคุม การเชื่อมโยงข้อมูล และการปฏิบัติการร่วมในสภาพแวดล้อมการรบสมัยใหม่
“ฝ่ายเสนาธิการกำหนดความต้องการจากภารกิจ พื้นที่ปฏิบัติการ และภัยคุกคาม มิได้กำหนดจากบริษัท ประเทศผู้ผลิต ยี่ห้อ หรือแบบเรือใดเป็นการเฉพาะ”
เปิดการแข่งขัน ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน

กองทัพเรือได้เชิญอู่ต่อเรือและหน่วยงานที่มีประสบการณ์จากหลายประเทศ จำนวน 11 ราย เข้ารับเอกสาร TOR และมีผู้ร่วมยื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย โดย TOR ดังกล่าวผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและทบทวนตามขั้นตอน และไม่ปรากฏข้อร้องเรียนจากผู้ร่วมยื่นข้อเสนอในขั้นตอนการจัดทำ TOR
หลักเกณฑ์การพิจารณาถูกกำหนดและประกาศไว้ล่วงหน้า โดยแยกระหว่างคุณลักษณะขั้นต่ำที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายต้องผ่าน กับรายการที่นำมาเปรียบเทียบและให้คะแนน ครอบคลุมขีดความสามารถของเรือ ความพร้อมปฏิบัติภารกิจ ความอยู่รอด การส่งกำลังบำรุงและการสนับสนุนทางเทคนิค ความน่าเชื่อถือของผู้ยื่นข้อเสนอ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
กองทัพเรือมิได้พิจารณาจากราคาต่ำสุดหรือความโดดเด่นของระบบใดระบบหนึ่ง แต่ประเมินความเหมาะสมของเรือทั้งระบบ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน ความคุ้มค่าต่องบประมาณ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

ชี้แจงภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
กองทัพเรือขอเรียนว่า การเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสนอมีข้อจำกัดตามกฎหมาย โดยเฉพาะข้อมูลข้อบกพร่องและข้อเสนอทางเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอเป็นรายบริษัท ซึ่งอาจเข้าข่ายข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามกฎหมายหลายฉบับ และการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอาจกระทบต่อประโยชน์ ชื่อเสียง ทรัพย์สินทางปัญญา หรือความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันของภาคเอกชน กองทัพเรือจึงสามารถเปิดเผยได้ในระดับหลักเกณฑ์ ขั้นตอน เหตุผลโดยภาพรวม และข้อเท็จจริงที่ไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวมิได้หมายความว่ากระบวนการไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากคณะกรรมการได้บันทึกเอกสาร หลักฐาน เหตุผล และมติในทุกขั้นตอนไว้อย่างครบถ้วน เพื่อรองรับการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

ผลการพิจารณาตามหลักฐานเชิงประจักษ์
ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติ พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 1 ราย ไม่ผ่านคุณสมบัติที่กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญใน TOR เนื่องจากไม่จัดส่งเอกสารตามที่กำหนด เอกสารบางส่วนมีรายละเอียดสาระสำคัญไม่ถูกต้อง และมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

เมื่อนำข้อเสนอของผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเข้าสู่การพิจารณาด้านเทคนิค พบว่าผู้ยื่นข้อเสนอจำนวน 4 ราย ไม่ผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคที่เป็นสาระสำคัญใน TOR โดยมีทั้งกรณีไม่จัดส่งเอกสารที่จำเป็นต่อการพิสูจน์ขีดสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของโครงการ ยื่นข้อเสนอไม่เป็นไปตามขอบเขตของงาน หรือยื่นข้อเสนอแบบมีเงื่อนไข ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการประเมินความสำเร็จของงาน และอาจทำให้ทางราชการเสียประโยชน์

คณะกรรมการจ้างฯ ได้พิจารณาร่วมกันอย่างละเอียดตามหลักการประเมินจากหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือ Evidence-Based Evaluation โดยใช้หลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย และพิจารณาจากเอกสารและหลักฐานที่ยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น ก่อนมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผู้ยื่นข้อเสนอทั้ง 4 รายไม่ผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิค จึงคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอ 1 รายที่จัดส่งข้อเสนอและเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามข้อกำหนด

ทั้งนี้ การคงเหลือผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียวมิได้หมายความว่าจะได้รับการคัดเลือกโดยอัตโนมัติ คณะกรรมการยังต้องประเมินด้านเทคนิค ราคา เงื่อนไขการส่งมอบ การรับประกัน การสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความคุ้มค่าโดยรวม หากข้อเสนอไม่เป็นไปตาม TOR หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ กองทัพเรือมีสิทธิไม่รับข้อเสนอนั้น ทุกขั้นตอนดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้สังเกตการณ์จากคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต หรือ ค.ป.ท. เข้าร่วมสังเกตการณ์ในขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ
Hanwha Ocean ได้รับการคัดเลือก ราคา 16,730 ล้านบาท

จากการตรวจสอบและประเมินตามหลักเกณฑ์ทุกด้าน คณะกรรมการจ้างฯ มีมติคัดเลือกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยบริษัทฯ เสนอราคาภายหลังการต่อรองเป็นเงินทั้งสิ้น 16,730,000,000 บาท ต่ำกว่าวงเงินโครงการ 270 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.6 โดยราคาดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอากรอื่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งปวงแล้ว
การต่อรองดังกล่าวไม่ได้มุ่งลดราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงรักษาขีดความสามารถ คุณภาพ เงื่อนไขทางเทคนิค การรับประกัน และผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับไว้อย่างครบถ้วน
ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากข้อเสนอขั้นสุดท้าย

ภายหลังการต่อรอง บริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. ได้ยืนยันข้อเสนอขั้นสุดท้าย โดยมอบผลประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่กองทัพเรือและประเทศไทย ประกอบด้วย แบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เพื่อใช้เป็นฐานองค์ความรู้และสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบและต่อเรือภายในประเทศ แบบยานผิวน้ำไร้คนขับ หรือ Unmanned Surface Vehicle: USV เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์และรองรับการปฏิบัติการทางเรือสมัยใหม่ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาต่อยอดระบบสื่อสารทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link และระบบอำนวยการรบ หรือ Combat Management System: CMS

สิทธิและองค์ความรู้ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการลดการพึ่งพาต่างประเทศ เปิดโอกาสให้กองทัพเรือสามารถปรับปรุง เชื่อมโยง และพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับความต้องการของไทยได้ในอนาคต รวมถึงช่วยวางรากฐานให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบุคลากรไทยมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม
Offset ต้องเกิดผลจริงและตรวจสอบได้

นอกเหนือจากสมรรถนะของเรือ กองทัพเรือได้กำหนดนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset Policy เป็นส่วนหนึ่งของ TOR โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศไทย การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้แรงงาน วัสดุ สินค้าและบริการภายในประเทศ

ข้อเสนอของบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. มี มูลค่าการดำเนินกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง หรือ Actual Value รวม 7,254,744,788.66 บาท คิดเป็นร้อยละ 43.36 ของมูลค่าโครงการ และมีมูลค่าเครดิตผลประโยชน์ตอบแทน หรือ Offset Credit Value รวมกว่า 53,650 ล้านบาท โดย Actual Value หมายถึงมูลค่าการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่จะต้องเกิดขึ้นจริง ส่วน Offset Credit Value เป็นมูลค่าเครดิตที่คำนวณตามหลักเกณฑ์และตัวคูณของกิจกรรมแต่ละประเภท มิใช่จำนวนเงินที่บริษัทจะจ่ายให้แก่กองทัพเรือหรือรัฐบาลโดยตรง

ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมจะต้องมีแผนงาน กรอบเวลา ตัวชี้วัด ผู้รับประโยชน์ และหลักฐานยืนยันผลสำเร็จที่ชัดเจน การระบุกิจกรรมไว้ในข้อเสนอยังไม่ถือว่าได้รับเครดิตทันที แต่ต้องดำเนินการจริง สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ รวมทั้งประเทศไทยต้องสามารถนำผลประโยชน์ที่ได้รับไปใช้ต่อได้ในระยะยาว
กองทัพเรือจะกำกับให้ข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญและผลประโยชน์ที่บริษัทให้ไว้ถูกกำหนดเป็นข้อผูกพันในสัญญาอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้ได้

เดินหน้าบริหารโครงการอย่างเข้มข้น
ภายหลังการประกาศผล กองทัพเรือจะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเจรจาและจัดทำสัญญา การตรวจร่างและลงนามในสัญญา การบริหารสัญญา การออกแบบและสร้างเรือ การติดตั้งระบบ การทดสอบทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ จนถึงการส่งมอบ
กองทัพเรือจะกำกับให้เรือมีสมรรถนะครบถ้วนตามที่ต้องการ ส่งมอบตามกำหนดเวลา และพร้อมปฏิบัติงานได้จริง พร้อมทั้งติดตามตรวจสอบการถ่ายทอดเทคโนโลยี การดำเนินงานภายในประเทศไทย และข้อผูกพันด้าน Offset ให้เกิดผลตามที่เสนอไว้

“การประกาศผลในวันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบในการเปลี่ยนข้อเสนอในเอกสารให้เป็นเรือที่มีขีดสมรรถนะครบถ้วน และเปลี่ยนข้อเสนอ Offset Policy ให้เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยจะต้องได้รับ”

ท้ายนี้ กองทัพเรือขอยืนยันอีกครั้งว่า การพิจารณาโครงการนี้ใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย มีหลักฐานและเหตุผลรองรับ ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ โดยไม่มีการกำหนดบริษัท ประเทศผู้ผลิต หรือผลการพิจารณาไว้ล่วงหน้า

“เรือลำนี้สร้างขึ้นจากงบประมาณของประชาชน จึงต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน ขณะเดียวกัน การลงทุนของประเทศต้องกลับคืนมาในรูปของความมั่นคง งาน ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของไทย
กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1096007186125036&id=100071472955205&rdid=wP9dAj7vlUISqc2v#

“หลักเกณฑ์ชัดเจน มาตรฐานเดียวกัน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

“หลักเกณฑ์ชัดเจน มาตรฐานเดียวกัน ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน”

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ประธานกรรมการบริหารโครงการ ยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย และมีหลักฐานพร้อมเหตุผลรองรับการพิจารณา

การดำเนินงานอยู่ภายใต้ ข้อตกลงคุณธรรม โดยมีผู้สังเกตการณ์ ค.ป.ท. ร่วมสังเกตการณ์และตรวจสอบ เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1095821142810307&id=100071472955205&rdid=POIteUdArAdUMje8#

“กติกาเดียวกัน พิจารณาตาม TOR อย่างเท่าเทียม”

“กติกาเดียวกัน พิจารณาตาม TOR อย่างเท่าเทียม”

พลเรือตรี วสันต์ ไตรจิต ประธานกรรมการจ้างโดยวิธีคัดเลือก กล่าวถึงกระบวนการพิจารณาข้อเสนอว่า ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้รับทราบกติกาเดียวกันอย่างเท่าเทียม โดยการพิจารณายึด ขีดความสามารถและคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ใน TOR เป็นหลัก

พร้อมย้ำหลักการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ คือ
“ซื่อสัตย์ต่อตนเอง สุจริตต่อหน้าที่ และสุจริตต่อผู้ยื่นข้อเสนอ”เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095809432811478&set=a.180070871052010

“Offset Policy เปลี่ยนการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ”

“Offset Policy เปลี่ยนการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้เกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ”

พลเรือตรี ศราวุธ ชิยางคบุตร ประธานกรรมการพิจารณาดำเนินการตามนโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย (Offset) กล่าวถึงแนวคิดของ Offset Policy ว่า มุ่งให้มูลค่าจากการจัดหาเรือไม่ได้สิ้นสุดเพียงการซื้อยุทโธปกรณ์ แต่ให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนกลับคืนสู่ประเทศ

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และต่อยอดประโยชน์จากการจัดหาให้เกิดคุณค่าต่อประเทศในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095807492811672&set=a.180070871052010

“กำหนด TOR บนมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้เรือที่ตอบโจทย์ภารกิจ”

“กำหนด TOR บนมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้เรือที่ตอบโจทย์ภารกิจ”

แนวคิดสำคัญในการจัดทำขอบเขตของงาน (TOR) โครงการจัดหาเรือฟริเกต มุ่งกำหนดคุณลักษณะของเรือให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยอ้างอิง Naval Ship Rules ของสมาคมจัดชั้นเรือที่ได้รับการยอมรับ (Recognized Classification Society) ควบคู่กับมาตรฐาน NATO

เพื่อให้เรือมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีขีดความสามารถรองรับการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095797472812674&set=a.180070871052010

“ทุกชีวิตกลางทะเล เราไม่ทอดทิ้ง” กองทัพเรือระดมค้นหาลูกเรือประมงอับปาง ส่งชุดประดาน้ำดำน้ำสำรวจ วางระบบ SARMap กำหนดพื้นที่ค้นหา ยืนยันค้นหาลูกเรือไม่ทอดทิ้งใคร

“ทุกชีวิตกลางทะเล เราไม่ทอดทิ้ง” เช้านี้กองทัพเรือเร่งส่งชุดประดาน้ำสำรวจเรือประมงอับปาง ค้นหาลูกเรือที่เหลือ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยความคืบหน้าการค้นหาลูกเรือประมง “ส.กาญจนาวารี 888” ว่า เช้าวันนี้ (23 กันยายน 2569) กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 ได้เร่งส่งชุดประดาน้ำจากหน่วยสงครามพิเศษทางเรือเข้าสู่พื้นที่ เพื่อเตรียมลงสำรวจภายในตัวเรือที่จม หลังมีข้อมูลว่าอาจมีลูกเรือบางส่วนติดค้างอยู่ภายใน

การปฏิบัติจะเริ่มทันทีเมื่อประเมินแล้วว่า สภาพคลื่นลม กระแสน้ำ และทัศนวิสัยใต้น้ำมีความปลอดภัยเพียงพอ โดยจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของนักประดาน้ำและเพิ่มโอกาสในการค้นหาลูกเรือที่เหลือ
ขณะเดียวกัน กองทัพเรือและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ยังคงใช้ระบบ SARMap วิเคราะห์กระแสลมและกระแสน้ำ เพื่อกำหนดพื้นที่ค้นหาผู้ที่อาจลอยออกจากจุดเกิดเหตุ พร้อมบูรณาการกำลังค้นหาทั้งทางอากาศ ทางผิวน้ำ และใต้น้ำอย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือยืนยันว่าจะใช้ทุกขีดความสามารถค้นหาลูกเรือที่เหลืออย่างเต็มที่ และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

เชฟรอน สนับสนุนปลูกป่า!! จัดโครงการปลูกป่าชายเลนในสมุทรสงคราม ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ งบ 1 แสนบาทส่งเสริมระบบนิเวศ พนักงานร่วมใจทำกิจกรรมจิตอาสา

เชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน สนับสนุนสมาคมประมงในสมุทรสงคราม
จัดโครงการปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน เดินหน้าสานต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าชายเลนและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการสนับสนุน “โครงการปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ” ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรภาคประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม โดยมอบงบประมาณสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท พร้อมนำพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรม โดยมี นางทิพย์วดี ไทยศิริ ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจ ในฐานะผู้แทนบริษัทฯ เข้าร่วม พร้อมด้วย นายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงสมุทรสงคราม และ นายชินชัย สถิรยากร นายกสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม ตลอดจนตัวแทนจากภาคประมงและชุมชนในพื้นที่ ณ พื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองโคน อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม

โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือขององค์กรภาคประมงในจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แก่ สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด สมาคมประมงสมุทรสงคราม และสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม เพื่อส่งเสริมแนวทางการทำประมงอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงความหลากหลายทางชีวภาพและสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน ร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ และปลูกป่าชายเลนแบบปลูกเสริมในป่าใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับวิถีประมงท้องถิ่น

การสนับสนุนครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างเชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน ซึ่งประกอบด้วย บริษัท มิตซุย เอ็นเนอร์จี
ดีเวลลอปเมนท์ คัมปะนี ลิมิเต็ด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท พลังโสภณ จำกัด เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนให้พนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อชุมชน ผ่านความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยมุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการประกอบอาชีพและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพื่อร่วมส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติสู่ชุมชนต่อไป

นักเรียน สาธิต มศว ปทุมวัน สร้างชื่อ!! ได้คัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ส่ง 5 เยาวชนไทยสู่เวที UNESCO ปารีส ในโครงการ Future Leader Academy เยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทย งานจัดที่ปารีสในเดือนตุลาคม2569

โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ขอแสดงความยินดีกับ

1. ด.ช.พีค อังคะนาวิน ม.2/422

2. นายพิภู สองห้อง ม.4/330

3. นางสาวกัลยกร สุรวิลาศ ม.4/141

4. นายปุญญ์ มะระกานนท์ ม.5/161

5. นางสาวอนินทยา แสงกล้า ม.6/511

นักเรียนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ได้รับคัดเลือกในโครงการพัฒนาเยาวชน Future Leader Academy (FLA) เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ปาฐกถาพิเศษ ในประเด็น “Youth Traditional Culture Education: Ignite the Vital Spark of the Heart” ณ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (UNESCO) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 1- 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

การนี้ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 11.30 น.

คณะนักเรียนได้รับเกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและรับฟังโอวาทจากท่านนิกรเดช พลางกูร

เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย

ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่ 8, rue Greuze 75116 Paris ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122274723620120907&id=61553627233427&rdid=GanUfpbn5AZko79Y#

กพร. ชี้แจงสิทธิสำรวจแร่!! อนุญาตเฉพาะสำรวจแร่โพแทช อ.ธาตุพนม ยังไม่อนุญาตพื้นที่เรณูนคร ระบุสำรวจแร่ไม่ใช่ทำเหมือง เน้นได้รับอนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อน

กพร. แจงการอนุญาตอาชญาบัตรสำรวจแร่ จ.นครพนม ดำเนินการตามกฎหมาย ย้ำ “สำรวจแร่ไม่ใช่ทำเหมือง และการเข้าสำรวจต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อน”

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ชี้แจงว่าได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหิน จังหวัดนครพนม ไปเพียง 1 คำขอในพื้นที่ อำเภอธาตุพนม โดยได้ดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนคำขอในพื้นที่ อำเภอเรณูนคร ยังไม่ได้อนุญาตและอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียน ย้ำอาชญาบัตรพิเศษเป็นเพียงสิทธิสำรวจแร่ ไม่ใช่การอนุญาตทำเหมือง การเข้าพื้นที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ และต้องฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังการสำรวจ พร้อมกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ การได้รับอาชญาบัตรพิเศษไม่ผูกพันการอนุญาตประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยกรณีมีข้อร้องเรียนคัดค้านการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหินของบริษัท ไซโน-เอสอี (ประเทศไทย) จำกัด ในพื้นที่จังหวัดนครพนม โดยยืนยันว่า การพิจารณาคำขอได้ดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 รวมถึงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทฯ ยื่นคำขออาชญาบัตรพิเศษ จำนวน 2 คำขอ ได้แก่ คำขอที่ 1/2568 เนื้อที่ 8,463 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลพระกลางทุ่ง ตำบลธาตุพนมเหนือ ตำบลฝั่งแดง และตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และ คำขอที่ 2/2568 เนื้อที่ 8,963 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลท่าลาด ตำบลโคกหินแฮ่ และตำบลนาขาม อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

โดยในการประชุมคณะกรรมการแร่ ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมการแร่ได้มีมติเห็นชอบการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษทั้ง 2 คำขอ โดยกำหนดอายุ 5 ปี พร้อมเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ก่อนเข้าไปดำเนินการสำรวจแร่ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาของคณะกรรมการแร่ ปรากฏข้อร้องเรียนคัดค้านในพื้นที่คำขอที่ 2/2568 อำเภอเรณูนคร กพร. จึงมีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังจังหวัดนครพนม และได้รับแจ้งว่า คำขอที่ 2/2568 ดังกล่าว มีการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ คำขอที่ 1/2568 อำเภอธาตุพนม ไม่ปรากฏการร้องเรียนคัดค้าน ดังนั้น กพร. จึงได้อนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเฉพาะคำขอที่ 1/2568 ในพื้นที่อำเภอธาตุพนม ไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ส่วนคำขอที่ 2/2568 ในพื้นที่อำเภอเรณูนคร ยังไม่ได้มีการอนุญาตและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อร้องเรียนและข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

สำหรับการให้อาชญาบัตรพิเศษเป็นการอนุญาตให้สิทธิในการสำรวจแร่ภายในเขตที่กำหนด มิใช่การให้สิทธิครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ดังนั้น หากผู้ถืออาชญาบัตรพิเศษจะเข้าไปสำรวจในพื้นที่ของประชาชนหรือพื้นที่ของหน่วยงานรัฐใด จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ก่อน โดยการสำรวจแร่เป็นการศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยาและตรวจสอบศักยภาพแร่ตามแผนงานที่ได้รับอนุญาต มีการกระทำต่อพื้นที่เพียงเล็กน้อยและใช้พื้นที่เฉพาะบริเวณที่จำเป็นต่อกิจกรรมสำรวจ เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนและหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อส่งคืนพื้นที่ในสภาพเดิม ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพทรัพยากรแร่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรแร่ของประเทศต่อไป สำหรับการดำเนินการสำรวจแร่ของผู้ประกอบการ กพร. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ที่จะต้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามแผนงาน เงื่อนไขการอนุญาต และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของชุมชนในพื้นที่

การได้รับอาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ไม่ได้ผูกพันว่าทางราชการจะต้องอนุญาตประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ในอนาคต หากผลสำรวจพบแหล่งแร่ที่มีศักยภาพและผู้ประกอบการประสงค์จะขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ จะต้องดำเนินการกำหนดพื้นที่ศักยภาพดังกล่าวให้เป็น เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถยื่นคำขอประทานบัตรและเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามกฎหมายอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้น การอนุญาตสำรวจแร่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การอนุญาตให้ทำเหมืองแร่

“ผมขอยืนยันว่าการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษดังกล่าว ได้ดำเนินการตามกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ การบริหารจัดการแร่ในภาพรวมของกรมได้คำนึงถึงดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560” นายอดิทัต กล่าวทิ้งท้าย

‘สรรเพชญ’ นำคมนาคมร่วม InnoTrans 2026 เยือนเยอรมนีศึกษาเทคโนโลยีรถไฟ เปิดทางร่วมมือญี่ปุ่นยกระดับระบบรางไทย พัฒนา TOD ปลดล็อกศักยภาพที่ดิน มุ่งสร้างรายได้ใหม่และพัฒนาพื้นที่โดยรอบ

“สรรเพชญ” นำคมนาคม ร่วมงาน InnoTrans 2026 หารือญี่ปุ่นพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟ ปลดล็อกศักยภาพที่ดิน สร้างรายได้ใหม่ ยกระดับระบบรางไทย

เมื่อวานนี้ (22 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการ Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดยการเข้าร่วมงานในวันแรก คณะได้เยี่ยมชม Japanese Pavilion บูธของหน่วยงาน และผู้ประกอบการระบบรางชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเทคโนโลยี รูปแบบการบริหารจัดการ และแสวงหาโอกาสความร่วมมือที่สามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในการเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคเอกชนของญี่ปุ่น เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจระบบรางมาปรับใช้กับการพัฒนารถไฟไทย ทั้งการบำรุงรักษาระบบ การบริหารจัดการผู้โดยสาร การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี เพื่อสร้างรายได้จากทรัพย์สินของการรถไฟฯ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

คณะผู้แทนไทย ได้เยี่ยมชมบูธองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนโครงการระบบรางในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมหารือแนวทางสนับสนุนการศึกษารูปแบบการบำรุงรักษารถไฟชานเมืองสายสีแดง เพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานและความปลอดภัยของระบบ ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และวางรากฐานการพัฒนาบุคลากรด้านการซ่อมบำรุงของไทยให้สามารถบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

JICA มีแนวทางสนับสนุนการพัฒนาระบบรางหลายรูปแบบ ทั้งความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากรและองค์กร การถ่ายทอดเทคโนโลยี เงินทุนระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศไทยในแต่ละโครงการ

จากนั้น คณะได้เยี่ยมชมบูธ Tokyo Metro ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนการพัฒนาแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือ M-MAP พร้อมศึกษานวัตกรรมตรวจวัดความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถแบบเรียลไทม์ โดยใช้กล้องตรวจจับมิติร่วมกับระบบ AI ประมวลผลและส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันและจอแสดงผลภายในสถานี

เทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยให้ผู้โดยสารทราบความหนาแน่นของแต่ละตู้ สามารถเลือกจุดขึ้นรถและวางแผนการเดินทางได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการสามารถนำข้อมูลไปบริหารขบวนรถ กระจายผู้โดยสาร ลดความแออัด และยกระดับคุณภาพการให้บริการได้อย่างตรงจุด

ในส่วนของบูธ Hitachi คณะได้ศึกษานวัตกรรมระบบรางอย่างครบวงจร ทั้งระบบสถานีไฟฟ้าย่อย ระบบราง ขบวนรถไฟ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ พร้อมหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ Hitachi จากประสบการณ์ความร่วมมือที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ไปสู่ความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการบำรุงรักษาระบบรางของไทยในอนาคต

พร้อมกันนี้ คณะได้เยี่ยมชมขบวนรถไฟที่ Hitachi นำมาจัดแสดงภายในงาน ซึ่งเป็นขบวนรถแบบเดียวกับที่นำไปให้บริการจริงในประเทศอิตาลี เพื่อศึกษาการออกแบบ เทคโนโลยีภายในขบวนรถ ระบบอำนวยความสะดวก และมาตรฐานด้านความปลอดภัย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาแนวทางพัฒนาขบวนรถและระบบให้บริการทางรางของประเทศไทยในอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง คือ การศึกษารูปแบบการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ TOD จาก Hankyu Corporation ผู้ประกอบการรถไฟเอกชนและผู้พัฒนาพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาสถานีรถไฟควบคู่กับที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะ โดยรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจรถไฟประมาณ 17% และธุรกิจนอกระบบรางประมาณ 83%

รูปแบบของ Hankyu เริ่มจากการนำที่ดินที่บริษัทมีอยู่เดิมมาพัฒนา พร้อมเจรจาซื้อที่ดินเพิ่มเติมจากประชาชนโดยสมัครใจเพื่อให้เกิดพื้นที่ TOD ที่เชื่อมโยงกัน โดยไม่ได้ใช้กระบวนการเวนคืน ส่งผลให้สถานีรถไฟเป็นทั้งศูนย์กลางการเดินทาง การอยู่อาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร สร้างรายได้กลับมาสนับสนุนกิจการรถไฟ และยกระดับมูลค่าพื้นที่โดยรอบในระยะยาว

คณะยังได้เยี่ยมชมบูธ East Japan Railway Company หรือ JR East ซึ่งเป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้ให้บริการเดินรถไฟรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดย JR East แสดงความสนใจร่วมศึกษาหรือแสวงหาแนวทางความร่วมมือกับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อนำประสบการณ์ด้านการเดินรถ การบริหารสถานี และการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีมาต่อยอดพื้นที่ศักยภาพของการรถไฟฯ ในประเทศไทย

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้มีการพูดคุย คือโครงการพัฒนาย่านสถานีรถไฟธนบุรีสู่ “เมืองแห่งการแพทย์” หรือ Medical District บนพื้นที่ของการรถไฟฯ รวมประมาณ 148 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช โดยมีแนวคิดพัฒนาระยะแรกประมาณ 22 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบริการสุขภาพครบวงจร ประกอบด้วยศูนย์สนับสนุนการแพทย์ ที่พักบุคลากรทางการแพทย์ ที่พักผู้ป่วยพักฟื้นและญาติ พื้นที่วิจัยและนวัตกรรมสุขภาพ พื้นที่สีเขียวเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ และพื้นที่บริการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางการแพทย์ ซึ่งนายสรรเพชญเคยลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาโครงการดังกล่าวมาแล้ว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า เป้าหมายของการเข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 คือ การนำองค์ความรู้และโอกาสความร่วมมือกลับมาสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะการลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการบำรุงรักษาระบบราง การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพบริการประชาชน และการปลดล็อกศักยภาพที่ดินของการรถไฟฯ ให้สามารถสร้างรายได้และพัฒนาเมืองควบคู่กันไป

“พื้นที่ของการรถไฟฯ หลายแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ หากเราสามารถพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบขนส่ง ที่อยู่อาศัย การแพทย์ การค้า และบริการสาธารณะ จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร สร้างรายได้ใหม่ให้กิจการรถไฟ และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มที่ หลังจากนี้จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลจากการหารือไปศึกษาต่อยอดให้เกิดความร่วมมือและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศไทยต่อไป” นายสรรเพชญกล่าว

และสำหรับกำหนดการ ในวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ และคณะฯ มีกำหนดหารือกับผู้บริหารของบริษัท Siemens Mobility เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านระบบรางในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบรางชั้นนำของโลก และนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของไทยให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนมากยิ่งขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top