Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

ชิงสุกก่อนห่ามจริงหรือ? 2475 ในเงาประวัติศาสตร์การเมืองไทย เปิดมุมมองวาทกรรมคู่ขนาน “อภิวัฒน์” กับ “ความไม่พร้อม” ถอดบทเรียน 2475 ผ่านคำสารภาพของ ‘ปรีดี พนมยงค์’

วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม 2475 ถือเป็นวาทกรรมที่เป็นมายาคติหรือไม่?

"ชิงสุกก่อนห่าม" เป็นสำนวนไทยที่หมายถึง การทำสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร หรือทำสิ่งที่ยังไม่สมควรแก่วัย เปรียบเปรยเหมือนการเก็บผลไม้มากินตอนที่เพิ่งเริ่มห่าม ยังไม่สุกดีแล้วรีบเด็ดมาทานก่อนเวลา จะได้รับรสชาติที่ฝาดเปรี้ยว ไม่หวานอร่อยเหมือนตอนที่สุกเต็มที่

ในขณะที่คำว่า "มายาคติ" (Myth) หมายถึง ความคิด ความเชื่อ หรือคำอธิบายที่ถูกสร้างขึ้นและฝังรากอยู่ในสังคมจนทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติ หรือเป็นสามัญสำนึกที่ถูกต้อง ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด หรือชุดความคิดที่ถูกประกอบสร้างขึ้นมาเพื่อบิดเบือนหรือกลบเกลื่อนความจริง

โดย “วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม” ถือเป็นวาทกรรมหรือคำอธิบายย้อนหลัง (retrospective assessment) ที่ใช้ประเมินเหตุการณ์ 2475 ย้อนหลังว่าเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี (negative assessment) ทั้งจากความไม่พร้อมของผู้ก่อการ ประชาชน รวมไปถึงผลเสียที่ตามมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีสถานะทางวาทกรรมตรงกันข้ามกับ “วาทกรรมอภิวัฒน์” ที่ใช้ประเมินเหตุการณ์ 2475 ในแง่บวก (positive assessment) ว่าเป็นการ “อภิวัฒน์” หรือเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและเป็นการกระทำที่ถูกต้องดีงาม สมควรแก่เวลา

โดยในระยะหลังมีคำอธิบายสาธารณะที่พยายามปฏิเสธว่าเหตุการณ์ 2475 ไม่ใช่การชิงสุกก่อนห่าม หรือวาทกรรมชิงสุกก่อนเป็นมายาคติที่ไม่มีฐานความเป็นจริงรองรับ เช่น รัชนก ศรีนอก ในกรณีของละครสอดสร้อยมาลา ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะก้าวหน้า อิทธิพล โคตะมี, ธงชัย วินิจจะกูล  ฯลฯ

เมื่อพิจารณาจากหลักฐานและข้อเท็จจริงที่รองรับวาทกรรมทั้งสองกระแส มีบุคคลสำคัญของคณะราษฎร ที่จัดได้ว่ามีบทบาทสำคัญทั้งการประกอบสร้างและเป็นหลักฐานในแง่ของข้อเท็จจริงที่ทำหน้าที่รองรับวาทกรรมทั้งสอง ทั้งวาทกรรมอภิวัฒน์และวาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามก็คือ ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำของคณะราษฎรสายพลเรือน

ในขณะที่เขา (ปรีดีหนุ่ม หรือ Young Pridi)  จะเป็นผู้ประกอบสร้างวาทกรรมอภิวัฒน์ โดยใช้คำ ๆ นี้เป็นคนแรก โดยประเมินว่าเหตุการณ์ 2475 เป็นการอภิวัฒน์ หรือการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นแล้ว

เขา (ปรีดีอาวุโส หรือ Old Pridi) เองก็ยังออกมายอมรับความผิดพลาดของตนเองและคณะราษฎร ในหลายกรรมหลายวาระ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับในความขาดวุฒิภาวะที่มาจากอายุที่น้อย ความขาดประสบการณ์ การยึดติดทฤษฎีหรือตำรามากเกินไปโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงของสังคมไทย รวมไปถึงการขาดการติดต่อ การทำความรู้จักเข้าใจคนไทยให้มากพอ

หรือแม้แต่วาทะ “ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทําการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอํานาจ” อันเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเท็จจริงชั้นดีที่เป็นหลักฐานรองรับวาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามทั้งสิ้น

ดังนั้น วาทกรรมชิงสุกก่อนห่าม จึงไม่ได้มีสถานะเป็นวาทกรรมที่เป็นมายาคติหรือเรื่องเล่าไร้สาระที่ไม่มีหลักฐานและข้อเท็จจริงรองรับแต่เพียงอย่างใด

คำถามทิ้งท้ายก็คือ มีเหตุการณ์หรือบุคคลใดในโลกที่มีแต่ข้อดี โดยไม่มีข้อเสียเลยบ้างเล่า? การที่จะรับแต่ชอบ โดยที่ไม่รับผิดเลย นั้นมีความเป็นธรรมแล้วหรือ?

อ้างอิง

1. “(สอดสร้อยมาลา) เป็นละครที่ได้รัฐเงินสนับสนุนจากรัฐไทย ผ่านกระทรวงวัฒนธรรม แม้จะเป็นโครงการที่ดูก้าวหน้า โครงเรื่องก็ดูเหมือนจะก้าวหน้า แต่ในที่สุดก็เผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็คงเป็นส่วนนึงของการทำโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อกระทำอย่างเป็นระบบ ให้ประวัติศาสตร์ ถูกเล่าออกมาในรูปแบบที่รัฐไทยอยากให้เป็นเท่านั้น ในบริบทนี้คือ คณะราษฎรเป็นพวกหัวก้าวหน้าที่เลวทรามไม่รู้คุณคน ตอกย้ำวาทะกรรม ชิงสุกก่อนห่าม สุดท้ายพวกหัวก้าวหน้าก็เหลิงอำนาจ และย้ำแนวคิดประเทศนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่ของประชาชน อำนาจสูงสุดไม่ใช่ของประชาชน” อมรินทร์ทีวี. (2569). 2475 “รัชนก ศรีนอก” ชิงสุกก่อนห่าม, จาก Website Amarin TV

2. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

3. คณะก้าวหน้า. ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานไม่ใช่เพราะ “ชิงสุกก่อนห่าม” แต่เพราะการกลับมาของฝ่ายนิยมเจ้าในการรัฐประหาร 2490 - การสรุปเนื้อหาการบรรยาย “ตลาดวิชาอนาคตใหม่ – The Crown Strikes Back เมื่อเหล่ากษัตริย์นิยมโต้กลับการปฏิวัติ 2475” ในหัวข้อ “โฉมหน้าศักดินาไทยในรัฐประหาร 2490” โดย กษิดิศ อนันทนาธร เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งทาง Common School จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 74 ปี การรัฐประหาร 2490, จาก Website คณะก้าวหน้า.

4. อิทธิพล โคตะมี. (2564) มายาคติ 'ชิงสุกก่อนห่าม' สำนวนด้อยค่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, จาก Website สถาบันปรีดี พนมยงค์.

5. ธงชัย วินิจจะกูล (2567). 2475 “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “สายเกินการณ์” !? - ศิลปวัฒนธรรม, จาก FB Page 25 มิถุนายน 2024.

6. คำให้สัมภาษณ์ที่บ้านอองโตนี ปารีส เมื่อ พ.ศ. 2522 อันลือลั่นในประเด็นนี้คือ “ข้าพเจ้าไม่มีความเจนจัด และโดยปราศจากความเจนจัด บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตํารา ข้าพเจ้าไม่ได้นําเอาความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคํานึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้า เป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคํานึงด้วย ให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. 1932 ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทําการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอํานาจ”

ที่มา : Phermsak Chariamphan

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10174647228605486&id=583640485&rdid=IWjyXJMQhiwNxEPl#

ฟีฟ่าเขย่าเวทีบอลโลก 2026 !! “ลิซ่า” ถูกคาดร่วมพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026 ที่ SoFi Stadium พร้อมศิลปินระดับโลก พร้อมพิธีเปิดใหญ่ 3 ประเทศ เม็กซิโก แคนาดา สหรัฐฯ ร่วมเจ้าภาพ

ลลิษา มโนบาล หรือ 'ลิซ่า' สมาชิกวง BLACKPINK ถูกคาดหมายว่าจะร่วมแสดงในพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เตรียมจัดพิธีเปิดถึง 3 ครั้งใน 3 ประเทศเจ้าภาพร่วม คือ เม็กซิโก แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

รายงานจาก ดิ แอตเลติก ระบุว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มฟาดแข้งวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 โดยมีการจัดพิธีเปิดก่อนเกมนัดแรกของแต่ละประเทศเจ้าภาพ ระยะเวลา 13 นาทีต่อพิธีเปิด ซึ่งจะจัดขึ้นที่ BMO Field ในโตรอนโต ประเทศแคนาดา วันที่ 12 มิถุนายน มีศิลปินอย่าง Michael Bublé, Alanis Morissette และ Alessia Cara ร่วมแจม

ส่วนพิธีเปิดที่สหรัฐฯ จะมีขึ้นที่ SoFi Stadium ในนครลอสแอนเจลิส วันที่ 12 มิถุนายน มี Katy Perry เป็นศิลปินหลัก พร้อมด้วย Future, Sanjay, 'ลิซ่า' และ Marilina Bogado โดยฟีฟ่ายังเตรียมกิจกรรมพิเศษฉลองครบรอบ 250 ปีของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 4 กรกฎาคม ที่เมืองฮิวสตันและฟิลาเดลเฟีย

ฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นเวิลด์คัพครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมเป็น 48 ชาติ และเพิ่มแมตช์แข่งเป็น 104 เกมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

ฟีฟ่า ระบุว่า "เราต้องการสร้างความยิ่งใหญ่และสีสันให้กับฟุตบอลโลกครั้งนี้" และมั่นใจว่าจะเป็นประสบการณ์พิเศษสำหรับแฟนบอลทั่วโลก 

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1635257/

EECO ติดตามท่าเรือแหลมฉบัง ประชุมติดตามความก้าวหน้าท่าเรือ รายงานแผนขยายระยะเวลาก่อสร้าง ชมพื้นที่ก่อสร้างถมทะเลและสาธารณูปโภค พร้อมผลักดันเป็นท่าเรือมาตรฐานโลก

EECO ติดตามความก้าวหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบังฯ

พร้อมขับเคลื่อนตามแผนงาน ก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานระดับโลกในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 นายธาริศร์ อิสสระยั่งยืน รองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญา โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 1 อาคารบริหารท่าเรือแหลมฉบัง และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับทราบความก้าวหน้าการก่อสร้าง ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการลดผลกระทบของโครงการฯ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ  ได้มีการรายงานความก้าวหน้างานก่อสร้างส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล รวมถึงการรับทราบแผนงานและการขยายระยะเวลาดำเนินงาน ตลอดจนรายงานความคืบหน้างานก่อสร้างส่วนที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค พร้อมทั้งติดตามแผนบูรณาการงานก่อสร้าง การส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 และแนวทางควบคุมคุณภาพพื้นที่ท่าเทียบเรือ F2 ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด รวมทั้งได้รับทราบการดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องตามแผนพัฒนาท่าเรือฯ ให้ก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานโลก เพื่อรองรับและดึงดูดการลงทุนในพื้นที่อีอีซีต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารสัญญาฯ อาทิ นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นางสิริมา กีรตยาคม รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง นายชนภัทร วินยวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานวิชาการ นางสุภาภรณ์ เสนาลักษณ์  ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการร่วมลงทุน สกพอ. และผู้บริหารจาก บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (บริษัท GPC) ได้ร่วมกันติดตามความก้าวหน้าของการก่อสร้าง โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F โดยได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อตรวจเยี่ยมงานถมทะเลของโครงการฯ งานก่อสร้างท่าเทียบเรือ งานถนนและสะพาน และงานสาธารณูปโภค เป็นต้น

สวนนงนุชให้ฟรี!! เปิดเทอมนี้เที่ยวฟรีวันเกิด เฉพาะคนไทยโชว์บัตรประชาชน รับสิทธิ์เข้าฟรีทันทีเฉพาะวันเกิด เด็ก ผู้สูงอายุยังมีส่วนลดพิเศษ

เปิดเทอมนี้ สวนนงนุชพัทยามอบของขวัญวันเกิดสำหรับนักท่อง

เที่ยวชาวไทย “เกิดวันไหน…เที่ยวฟรีวันนั้น!”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่น ต้อนรับเปิดเทอม ตั้งแต่วัน 12 พฤษภาคม2569 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพียงมาเที่ยวตรงกับ “วันเกิดของคุณ”รับบัตรผ่านประตูเข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี! ตลอดทั้งปี(เฉพาะวันเกิดเท่านั้น)

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย(ที่มาแบบwalk-in)  เพียงแสดงบัตรประชาชน ณ จุดจำหน่ายบัตร  ก็รับสิทธิ์เข้าชมฟรีได้เลย

ชวนครอบครัว เพื่อน หรือคนพิเศษมาสร้างความทรงจำดี ๆ ท่ามกลางสวนสวยระดับโลก  และมุมถ่ายรูปสุดอลังการ

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

เพราะวันเกิดของคุณ…คือวันพิเศษสำหรับเรา 

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ตัวแทนคุณแม่รอรับ “ทักษิณ” ลูกชายยิ่งลักษณ์ หลานชายทักษิณ ดีกรีปริญญาเอก Imperial College เปิดรางวัลวิชาการ จากเวทีคณิตศาสตร์โลก สู่ตัวท็อปวิศวกรรมเครื่องกล

น้องไปป์ มาเป็นตัวแทนคุณแม่ยิ่งลักษณ์ชินวัตร รอรับคุณลุงทักษิณ กลับบ้านด้วย

น้องไปป์ - ศุภเสกข์ อมรฉัตร

ลูกชายคนเดียวของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

- ศุภเสกข์ อมรฉัตร ชื่อเล่น ไปป์

- เกิด : 29 มีนาคม 2546 ปัจจุบันอายุ 23 ปี

- พ่อ-แม่ : อนุสรณ์ อมรฉัตร นักธุรกิจ กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28

- ศักดิ์ : เป็นหลานชายของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 23

มัธยมโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพ Harrow International School

ปริญญาโท : จบหลักสูตร Integrated Master’s of Mechanical Engineering จาก Imperial College London หรือราชวิทยาลัยอิมพีเรียล

ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก : ได้ทุน President's PhD Scholarships เรียนต่อ PhD สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ที่ Imperial College London 4 ปี แบบ Full Scholarship

สมัยมัธยม : เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งคณิตศาสตร์โลก World Mathematics Championships ได้ 2 เหรียญเงิน ที่ออสเตรเลีย

  - เหรียญเงิน ความรู้ทางคณิตศาสตร์ Knowledge-Senior Silver

  - เหรียญเงิน Collaboration-Senior Silver

ระดับมหาวิทยาลัย Imperial College London

  - รางวัลเหรียญ Bramwell รางวัลเก่าแก่ มอบให้ นศ.ที่คะแนนเป็นอันดับต้นๆ ของชั้นปีสุดท้าย สาขาวิศวกรรมเครื่องกล

  - รางวัล Henry Ford II Scholar Award มอบให้ นศ.ที่มีผลการเรียนดีที่สุดจากการสอบวัดผล ป.ตรี วิศวกรรมเครื่องกล

  - รางวัล National Power Prize in Mechanical Engineering

  - รางวัล Frederic Barne Waldron "Best Student" Award ของ IMechE สถาบันวิศวกรรมเครื่องกล

สรุปคือโปรไฟล์ทั้งหล่อทั้งเก่ง สายวิศวะตัวท็อปจากมหาลัยระดับโลกเลย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=3545546512260536&id=100004156661227&rdid=hSJJtXt92E0KEzTM#

‘เอนก’ ชูยุทธศาสตร์ใหม่ไทย!! วิถีผู้นำไทยยุคใหม่ “รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้” เอนกชี้ต้องพร้อมรบแต่ไม่เริ่มสงคราม ไทยต้องพัฒนาวัตถุโดยไม่ขายจิตวิญญาณ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas กล่าวว่า

ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้
เอนก เหล่าธรรมทัศน์

โลกนี้ไม่ได้ใจดีพอให้เราเจริญทางจิต​ พอเท่านั้น เรามีอธิปไตยและพรมแดนที่ต้องปกป้อง มีประชากรที่เปิดหน้าจอหนัง​ จอข่าว​ จอสื่อนานาชนิดเพื่อดูคนชาติอื่นที่รวยกว่า ทันสมัยกว่า มีสุขอนามัยที่ดีกว่า อยู่อาศัยดีกว่า​เรา

นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น:

· เราต้องป้องปรามผู้รุกราน
· เราอดเปรียบเทียบกับชาติอื่นไม่ได้
· เราทิ้งวัตถุไม่ได้ และก็ไม่ควรทิ้ง

ความผิดพลาดมหันต์คือการคิดว่าเรามีแค่สองทาง: "สู้สุดตัว" หนึ่ง หรือ "ปลงตก" อีกหนึ่ง
เราต้องการทางที่สามต่างหาก
ความคิดที่หนึ่งที่ต้องปรับ "วัตถุที่พอเพียง มีไว้  เพื่อจิตที่เข้มแข็ง"
เราไม่ได้เกลียดวัตถุ​หากเราขยาดปรัชญา "วัตถุนิยม" ที่หลอกเราว่า "ยิ่งมี ยิ่งสุข" หรือ​"มีมาก​ จะทำให้สุขมาก"

ความจริงเราต้องการวัตถุเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อสุขภาพ เพื่อการศึกษา เพื่อป้องกันประเทศ

พุทธ: "มีสติในการบริโภค" ไม่ใช่ห้ามมี แต่รู้ว่ามีเพื่ออะไร
เต๋า: "บ้านเมืองควรมีอาวุธ แต่ไม่ใช่อวดอาวุธ"
ขงจื๊อ: "บ้านเมืองมั่งคั่งได้ แต่ต้องมั่งคั่งอย่างมีธรรม"
ทางใหม่คือ: เราต้องการ "ความจำเริญทางวัตถุที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยตัณหา"
ความคิดที่สองที่ต้องปรับ: "เรารบได้ แต่เราไม่ใช่ชาติที่ชอบรบ"
การมีกำลังป้องกันไม่ใช่การเป็นนักเลง มันคือการเป็น "เม่นที่สิงโตไม่กล้าแตะ"
เราไม่ต้องมีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลก แต่ต้องเป็น "ชาติที่รุกรานแล้วไม่คุ้ม"

"เตรียมพร้อมรบเพื่อที่จะไม่ต้องรบ" — คติเต๋า
"ผู้ชนะศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ชนะโดยไม่ต้องใช้กำลัง" — ซุนวู
"ถ้าประชาชนสามัคคี มีผู้นำปรีชา แม้ไม่มีกำแพงสูง ศัตรูก็ไม่กล้ากราย" — สุภาษิตการสงครามของจีนโบราณ

ความคิดที่สามที่ต้องปรับ: "เราเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องรู้ว่าเปรียบเทียบเพื่อยกระดับตัวเอง อย่างเหมาะสมกับตนเอง"
คนไทยเห็นแฟชั่นเกาหลี เห็นศิลปะญี่ปุ่น เห็นสุขอนามัยสวิตเซอร์แลนด์
แล้วก็อดใจเปรียบเทียบไม่ได้ — ไม่ผิด
ผิดแต่เปรียบแล้วได้แต่ทุกข์ อิจฉา​ ริษยาก็มี​  โกรธรัฐกับสังคมไทยที่สนองแบบนั้นไม่ได้ก็มี​ โดยไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

ทางใหม่ของเราคือ: "เรียนเขามา แล้วทำให้ดีในแบบเรา"

· ไม่ต้องเป็นมิลาน แต่เป็น "ศูนย์กลางความงามที่มากด้วยจิตวิญญาณ"
· ไม่ต้องมีโรงพยาบาลหรูที่สุด แต่เป็น "ผู้นำการแพทย์ที่รักษาทั้งกายใจ"
· ไม่ต้องมีศิลปะแพงที่สุด แต่เป็น "บ้านของศิลปะที่ทำให้คนตื่นรู้"
ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย: สามประสานที่มั่นคง
ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง: ป้องกันศักดิ์ศรีของชาติ (อำนาจทางวัตถุที่จำเป็น)
· กองทัพอัจฉริยะ ป้องปรามได้ ไม่รุกรานใคร
· เป็นพันธมิตรที่ยืดหยุ่น แต่ไม่มีใครใช้เราเป็นเบี้ย
· มั่นคงทางอาหาร พลังงาน น้ำ — ต่อให้โลกปิดล้อม เราก็อยู่ได้

ยุทธศาสตร์ที่สอง: ยกระดับชีวิตประชาชน (คุณภาพทางวัตถุที่สมดุล)
· สาธารณสุขที่ผสานการแพทย์ล้ำสมัยกับภูมิปัญญาจิต
· การศึกษาที่ผลิต "มนุษย์สมบูรณ์" — เก่งเทคโนโลยี มีสติรู้ตื่น
· ศิลปะ-แฟชั่นไทยในเวทีโลก เป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก
· เศรษฐกิจสร้างสรรค์-สีเขียว-การดูแล — "รวยมีราก ไม่ใช่รวยฟองสบู่"

ยุทธศาสตร์ที่สาม: รักษาดุลยภาพทางจิต (ศักดิ์ศรีทางจิตวิญญาณ)
· ศูนย์กลางการฝึกจิตโลก — "สติ" สำหรับยุค AI
· สุขภาพจิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานชาติ
· ปฏิเสธการพัฒนาใดที่ทำลายจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเชย

วิถีใหม่ของผู้นำไทย: "นักรบ-นักปราชญ์"

นี่คือแก่นของบทวิเคราะห์นี้ ผู้นำไทยในโลกใหม่ต้องไม่ใช่แค่นักรบที่เก่งการศึก และไม่ใช่แค่นักบวชที่สวดมนต์นั่งสมาธิอยู่บนหอคอย
ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น "นักรบ-นักปราชญ์"
นักรบ: เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่เทพธิดา เรามีพรมแดน มีภัยคุกคาม มีมหาอำนาจที่ทดสอบเราเสมอ ผู้นำต้องเด็ดขาด รู้ว่าอะไรยอมได้ อะไรยอมไม่ได้ และเมื่อถึงเวลายกทัพ ก็ต้องไปนำ
นักปราชญ์: เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราชนะโดยไม่ต้องรบ ปราชญ์รู้ว่าเมื่อไหร่ควรรุก เมื่อไหร่ควรรับ เมื่อไหร่ควรนิ่ง รู้ว่าเสือกับมังกรตีกัน เราอยู่ตรงไหน รู้ว่าการพัฒนาแบบไหนคือหายนะที่ห่อด้วยกระดาษทอง

"นักรบ-นักปราชญ์คือผู้ที่รู้เมื่อควรใช้คมดาบ และรู้เมื่อคมปัญญาจะคมกว่าคมดาบ"
"ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นมีพลังเหนือกองทัพ"
"ผู้นำที่ปรีชา ไม่ใช่ผู้ที่ชนะศึกทุกรบ แต่คือผู้ที่รู้ว่าศึกไหนไม่ควรเกิด"
ผู้นำแบบนักรบ-นักปราชญ์กล้าพูดว่า:

· "เราจะเตรียมรบให้พร้อม แต่เราจะไม่ให้ใครมาทำให้เราเป็นผู้เริ่มสงคราม"
· "เราจะรวยแบบคนมีปัญญา ไม่ใช่รวยแบบคนบ้าคนโลภ"
· "เราจะเจริญ แต่ความเจริญของเราวัดด้วยความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ตึกสูง"

บทสรุป: เราไม่วิ่งแข่ง ใคร​ แต่เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเรา
เราไม่ต้องเลือกเป็น "ชาตินักรบ" หรือ "ชาติปลงตก"
เราเป็น "ชาติแห่งนักรบ-นักปราชญ์"
ที่รบได้ แต่รักสันติ
ที่รวยได้ แต่รู้พอ
ที่ทันสมัยได้ แต่ไม่ขายจิตวิญญาณ
"สามประสานที่มั่นคง: ป้องกันได้ — มั่งคั่งเป็น — รู้ตื่นอยู่"
"ดาบที่คมที่สุด คือดาบที่ไม่ต้องชัก"
"ปราชญ์ชนะสงครามก่อนที่มันจะเริ่ม"
เราไม่วิ่งตามใคร
เรายืนด้วยลำแข้งแห่งวัตถุธรรม ขับเคลื่อนมันด้วยจิตปราชญ์
และ​ เราจะเดินไม่ใช่เพราะเราอยากกวดไล่หรืออยากวิ่งหนีไม่ให้ใครตามมาใกล้ๆ​ เราขอรู้ให้ชัด​ ทำให้ใช่ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน​ ถูกทางแล้ว​ ต่างหาก
ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ที่เราต้องเปลี่ยน​  แล้วเมื่อไหร่?
ถ้าไม่ใช่เรา แล้ว​  จะเป็นใ​คร?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482967256536663&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1482967256536663&rdid=yV1pWaTH3ZcCyYYF#

ยืนหรือไม่ยืนในโรงหนัง? จากเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง สู่คำถามใหญ่ของคนต่างรุ่น ความเคารพที่แท้จริงบังคับไม่ได้ ต้องปลูกด้วยความเข้าใจและพระมหากรุณาธิคุณที่รับรู้ได้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ประกิต สิริวัฒนเกตุ ได้กล่าวว่า

คุณยังเข้าโรงหนัง และคุณยังยืนถวายความเคารพอยู่หรือไม่

หนังโรงเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูคือ มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล 7 ปิดปฏิบัติการล่าพิกัดมรณะ เมื่อนู่นเลย พ.ค. ปีที่แล้วหรือเกือบจะ 1 ปี เป็นการไปดูหนังในโรงกับคุณพลอยครั้งแรกในรอบ 6 ปี (มี พี่โต๋ พี่หนึ่ง) ด้วย

ผมไปดูเพราะได้บัตรฟรี เป็นโรงหนังพร้อมเตียงนอนสุดอลังการ หนังจอยักษ์ เสียงอึกทึกครึกโครม บวกกับเนื้อเรื่องเอ็มไอ7 มันสนุกตื่นเต้นจริงๆ พอผมดูเสร็จ กลับมาบ้านผมใช้เวลาคิดไม่นาน ตัดสินใจไปถอยทีวี 85 นิ้ว ทำโฮมเธียเตอร์ ปิดไฟนอนดู โอ้วววตื้นเต้นดีนักแล โดยเฉพาะตอนเปิดหนัง เอเอ๊ 555

ย้อนกลับไปตอนดูเอ็มไอ7 ที่โรงหนังพร้อมเตียงนอนที่เซ็นทรัลเวิลด์ แม้จะมีที่นั่งไม่มาก แต่คนก็เต็มทุกเตียง เมื่อถึงเวลาของเพลงสรรเสริญฯ ผมและคุณพลอยยืนถวายความเคารพด้วยความกระหาย

ด้วยความที่ไม่ได้ดูหนังมานาน ผมเองเลยอยากรู้ว่าทางโรงหนังฯจะทำภาพประกอบเพลงได้สวยงามขนาดไหน

และผมก็ไม่ผิดหวัง เป็นเพลงสรรเสริญฯที่สมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย แน่นอนว่าในระหว่างที่มีการเปิดเพลงนั้นจะมีคนยืนถวายความเคารพ และก็มีบางส่วนเลือกจะนอนอยู่บนเตียงนุ่นๆพร้อมกับเล่นมือถือไปชิวๆ

คนที่ยืนก็มีหลากหลาย ส่วนไม่ยืนจะเป็นน้องๆคนรุ่นใหม่ ผมมองด้วยความเข้าใจ ของแบบนี้มันบังคับไม่ได้ การยืนถวายความเคารพ ควรมาจากความเข้าใจ และมาด้วยความเต็มใจ

จะไปให้น้องๆเค้ายืนได้ยังไง ในเมื่อพวกเค้าไม่อิน ไม่ได้รับรู้ความสำคัญเหมือนอย่างที่ผมรับรู้

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ "น่าเสียดาย" จริงๆ

ผมเองก็ไม่ใช่ คนดี รักชาติ และผมก็ไม่ได้เลือกภูมิใจไทย (ผมเลือก อ.เอ้) แต่ผมเติบโตมากับการได้สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมเป็นคนขี้สงสัย เป็นคนชอบคิดเชิงวิพากษ์ ชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่อง และแน่นอนผมเคยตั้งคำถามถึงความสำคัญของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ความแตกต่างของชนชั้น ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

เมื่อตั้งคำถาม ก็ต้องหาคำตอบ ผมทำการศึกษาถึงที่มาที่ไปของราชวงศ์จักรี ทำความเข้าใจบริบทของคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมของความเป็นกษัตริย์

ยื่งศึกษา ผมก็ยิ่งคิดถึงในหลวง ร.9 ยิ่งรักสมเด็จพระเทพฯ ยิ่งชื่นชมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์  และยิ่งเคารพในหลวง ร.10 มากขึ้น

โลกใบนี้มันหมุนเร็วมาก ความคิดของคนในประเทศนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะ ผมมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ มันคือเรื่องธรรมชาติ ทุกสิ่งไม่สามารถอยู่ได้คงทน ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง

น้องๆคนรุ่นใหม่ เติบโตมามีความคิดเป็นของตัวเอง มีโอกาสได้เรียนรู้ และเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่าคนสมัยก่อนมากมายนัก

ในวันที่ ปันผล ปันสุข เกิดออกมา หนึ่งในสิ่งที่ผมตั้งใจคือการเลี้ยงให้สองคนนี้ มีชุดความคิด มีตรรกะในการตัดสินใจที่ดีกว่าผม ผมจึงเลี้ยงสองคนนี้มาด้วยการหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ ผมจะเลี้ยงด้วยการตั้งคำถาม อธิบาย เปรียบเทียบ และยื่นข้อเสนอให้ทั้งคู่ตัดสินใจเองเสมอๆ

เช่นเดียวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่เคยบอกให้ปันผล ปันสุข ต้องคิดบวกหรือรักในสถาบันฯเช่นเดียวกับผม ผมได้แต่เล่าเรื่องต่างๆของในหลวง ร.9 เล่าถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อสถาบันฯ เปิดคลิปสมัยในหลวง ร.9 ตระเวณไปทำพระราชกรณียกิจทั้วทั้งประเทศ

แม้ในปัจจุบันในหลวง ร.9 จะไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังเล่าให้เด็กๆฟังเกี่ยวกับในหลวง ร.10 อธิบายให้ลูกเข้าใจในบริบทของพระองค์ และมองให้ลึกมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น เราจะพบว่าพระองค์ท่านทำอะไรเพื่อประเทศนี้มากกว่าที่เราคิดมากๆ

ลูกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นเรื่องของลูก แต่ไม่ว่าอย่างไร ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจใดๆ ลูกต้องรับรู้ความจริงทุกเรื่องก่อน รู้ข้อมูลให้รอบด้านก่อน ไม่ใช่ตัดสินใจไปตามความรู้สึกชอบไม่ชอบ หรือตัดสินใจเพราะกระแส

ผมเชื่อหมดใจเลยว่า เมื่อสองปันได้ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ในหลวง ร.9 และเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ท่านได้ทำให้กับประเทศนี้มา ปันผลและปันสุข จะคิดไม่แตกต่างจากผม และผมก็ไม่ต้องมาเถียงหรือไปบังคับให้ทั้งคู่ ต้องทำอย่างไรเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี

ผมเชื่อว่า ปันผลและปันสุข จะยืนถวายความเคารพด้วยความเต็มใจและด้วยความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ปิง ปิงพ่อสองปัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1574849160675102&id=100044500986666&rdid=3PemJgkctApg85Hc#

ทรัมป์ชี้หยุดยิงอิหร่าน “ร่อแร่” !! หยุดยิงยังมีแต่สถานการณ์ไม่แน่นอน ปฏิเสธข้อเสนอใหม่รับเงื่อนไขนิวเคลียร์ พิจารณารื้อโครงการคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ความตึงเครียดยังไม่คลายหลังยิงตอบโต้กันต่อเนื่อง

เมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าแม้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์ยังคงมีผลอยู่ แต่อยู่ใน "ภาวะร่อแร่" พร้อมส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าความพยายามทางการทูตกับอิหร่าน แม้ตัวเขาจะเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดจากอิหร่านไปเมื่อวันอาทิตย์ (10 พ.ค.) ก็ตาม

ทรัมป์ตำหนิคำตอบกลับล่าสุดจากอิหร่านต่อแผนสันติภาพของทำเนียบขาวว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง" โดยย้ำว่าการจัดทำข้อตกลงสันติภาพใดก็ตามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกำหนดให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านว่าผิดข้อตกลงเรื่องการยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและอนุญาตให้สหรัฐฯ เคลื่อนย้ายยูเรเนียม อิหร่านเคยตกลงยอมรับข้อตกลงนี้เมื่อสองวันก่อน แต่เปลี่ยนใจและไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในเอกสาร 

ทรัมป์ระบุว่าอิหร่านตกลงให้สามารถนำยูเรเนียมของอิหร่านที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพัง หลังสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ออกไปได้ แต่สหรัฐฯ ต้องนำออกไปเอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถูกทำลายจนราบคาบ มีเพียงหนึ่งหรือสองประเทศในโลกเท่านั้นที่สามารถนำมันออกมาได้
อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังไม่เคยประกาศต่อสาธารณะว่าจะยอมสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ โดยยืนยันมาโดยตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีจุดประสงค์เพื่อสันติ

ทรัมป์ยังระบุว่าเขากำลังพิจารณารื้อฟื้น "โปรเจกต์ ฟรีดอม" (Project Freedom) ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายคุ้มกันและนำทางเรือพาณิชย์ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจขยายขอบเขตภารกิจเพิ่มเติม โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) ว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวหรือไม่

อนึ่ง ทั้งกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างมีการยิงตอบโต้กันในช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน

ที่มา : Xinhua

จากหางแร่สู่ทรัพยากรใหม่!! อัคราโชว์ 3 งานวิจัยต้นแบบ ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ จุฬาฯ–มจธ.–มทส. เปิดโมเดลใช้ประโยชน์หางแร่ สร้างวัสดุคาร์บอนต่ำและซีเมนต์พิเศษ

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) 

เปิดมิติความร่วมมือ: ผสานงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงจากหางแร่

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบที่อัครายึดมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) 

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน” 

3 โมเดลนวัตกรรม: พลิกโฉมหางแร่ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ พัฒนานวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานต่ำในการผลิต เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาอย่างซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติพิเศษในการทนการกัดกร่อนของเกลือ ตอบโจทย์ปัญหาดินเค็ม และซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเกิดรอยแตก

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผลการทดลองพบว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรกเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินเค็มทั่วไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณ GABA ในข้าวสูงขึ้นกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงได้ประมาณ 30% สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน โดยในระยะต่อไปมีแผนขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาพบว่าหางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอิฐทั่วไปในท้องตลาด และสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ราว 5–10% สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว 

ผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซระหว่างชั้นวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

มุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยของทั้ง 3 สถาบัน ชี้ถึงศักยภาพของ “หางแร่” ในการก้าวสู่การเป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างมูลค่าและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน”

อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

ม.รังสิตกระชับมิตร เยือนวิทยาลัยผู่เจียง ร่วมสัปดาห์วัฒนธรรมไทย-จีน แลกเปลี่ยนความร่วมมือยั่งยืน เปิดโครงการฝึกงานนักศึกษา

ม.รังสิต กระชับมิตรไมตรีไทย-จีน เยือนวิทยาลัยผู่เจียงฯ ร่วมงานสัปดาห์วัฒนธรรม

คณะผู้แทนจากวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เดินทางเยือน วิทยาลัยผู่เจียงแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานจิง (Nanjing Tech University Pujiang College) หนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมกิจกรรม “สัปดาห์วัฒนธรรมไทย 2026” ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองสถาบัน

ในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนจากมหาวิทยาลัยรังสิตได้รับเกียรติการต้อนรับอย่างสูงสุดจากคณะผู้บริหารระดับสูงของวิทยาลัยผู่เจียง นำโดย Mr. Li Wenhai ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ฝ่ายจีน, Mr. Shi Jinfei อธิการบดี พร้อมด้วยคณะรองอธิการบดีและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรในระดับนานาชาติ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติให้บรรยายปาฐกถาพิเศษโดย ผศ. ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ ในหัวข้อ “การพัฒนาระบบการศึกษาภาษาจีนนานาชาติของมหาวิทยาลัยรังสิตภายใต้กรอบความร่วมมือทางการศึกษาไทย-จีน” ซึ่งได้รับความสนใจและคำชื่นชมอย่างมากจากผู้เข้าฟัง โดยคณบดีได้นำเสนอโมเดลการผลิตบัณฑิตและแพลตฟอร์มการฝึกปฏิบัติงานที่ทันสมัย สอดคล้องกับทิศทางการศึกษาในยุคปัจจุบัน ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยรังสิตในเวทีนานาชาติให้เป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งขึ้น จากการพบปะหารือดังกล่าวยังก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีการวางแนวทาง “โครงการฝึกงานนักศึกษา” ร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติ/สถาบันพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมไทย-จีน วิทยาลัยผู่เจียง รวมถึงการหารือร่วมกับ ศาสตราจารย์ Dai Yurong รองคณบดีวิทยาลัยเฉิงเซียน มหาวิทยาลัยตงหนาน เพื่อขยายเครือข่ายด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและโครงการวิจัยร่วมในอนาคต ซึ่งจะช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตได้พัฒนาศักยภาพในสภาพแวดล้อมระดับสากลอย่างแท้จริง ความสำเร็จของกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาระดับโลก เพื่อบ่มเพาะบัณฑิตให้มีความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและทักษะภาษาที่ยอดเยี่ยม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top