Monday, 20 July 2026
NEWS FEED

‘อ.อุ๋ย’ เตือนสังคมไทย!! คดีแอร์สาวไทยถูกจับที่เมลเบิร์น ชี้ข้อต่อสู้ “เพื่อนฝากมา” พิสูจน์ยากในคดียาเสพติดข้ามชาติ คดีนี้ตัดสินด้วยหลักฐาน ไม่ใช่กระแสสังคม

อาจารย์อุ๋ย วิเคราะห์คดีแอร์สาวไทยในออสเตรเลีย: เมื่อคำว่า “ไม่รู้” ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงคำพูด !

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

คดีอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยที่ถูกจับกุม ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในซับในกระเป๋าถือจำนวน 12 ใบ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมไทยติดตามอย่างใกล้ชิด โดยผู้ต้องหาให้การว่า “ไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด เพราะเป็นของที่เพื่อนฝากมา”

คำถามที่หลายคนอยากรู้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เธอพูดความจริงหรือไม่” แต่คือ “กฎหมายออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีด้วยเหตุผลเช่นนี้หรือไม่”

คำตอบคือ มี แต่เป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่พิสูจน์ได้ยากที่สุดในคดียาเสพติดข้ามชาติ

ในวงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ มีคำเรียกผู้ที่อ้างว่าถูกใช้เป็นผู้ขนยาเสพติดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า Blind Mule หรือ “ผู้นำพาที่ถูกหลอก” คำนี้เป็นศัพท์ในทางอาชญาวิทยา มิใช่ฐานความผิดตามกฎหมายอาญา และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อ้างตนเป็น Blind Mule จะพ้นความผิดโดยอัตโนมัติ

ในระบบกฎหมายออสเตรเลียซึ่งอยู่ในตระกูล Common Law ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรง โดยหลักแล้วอัยการต้องพิสูจน์องค์ประกอบทางจิตใจ (Mens Rea) ของจำเลย มิใช่เพียงพิสูจน์ว่าพบยาเสพติดอยู่ในความครอบครองของบุคคลนั้น หลักการสำคัญดังกล่าวได้รับการรับรองโดยศาลสูงออสเตรเลียในคดี He Kaw Teh v. The Queen (1985)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพบของกลางเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคดี ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพิสูจน์ความผิด

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายออสเตรเลียจึงเปิดโอกาสให้จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่อง Honest and Reasonable Mistake of Fact หรือ “การเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงโดยสุจริตและมีเหตุผลอันสมควร” ซึ่งมีรากฐานจากคดี Proudman v. Dayman (1941) และได้รับการพัฒนาต่อมาในกฎหมายอาญาของออสเตรเลีย

หากจะใช้แนวทางนี้ จำเลยต้องแสดงให้ศาลเชื่อว่า ตนเชื่อโดยสุจริตว่าสิ่งของดังกล่าวไม่ใช่ยาเสพติด ความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันก็อาจเชื่อได้ และลักษณะการซุกซ่อนมีความแนบเนียนจนไม่อาจตรวจพบได้จากการตรวจสอบตามสมควร
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ คดีนี้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ

ประการแรก คือ ลักษณะและจำนวนของกลาง หากในชั้นพิจารณาคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุผิดสังเกตจนบุคคลทั่วไปควรตั้งข้อสงสัย แต่ผู้รับฝากกลับเลือกที่จะไม่ตรวจสอบ ศาลอาจพิจารณาหลัก Willful Blindness หรือ “การจงใจหลีกเลี่ยงการรับรู้ข้อเท็จจริง”

หลักการนี้ใช้กับกรณีที่บุคคลมีเหตุอันสมควรสงสัยอย่างมากว่าสิ่งของหรือพฤติการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่กลับเลือกที่จะไม่ค้นหาความจริงหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เพื่อให้สามารถกล่าวอ้างภายหลังได้ว่า “ไม่รู้”

ในระบบกฎหมาย Common Law หลัก Willful Blindness ไม่ใช่เพียงเรื่องของความประมาทเลินเล่อธรรมดา หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอาจใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยมีองค์ประกอบทางจิตใจเพียงพอสำหรับความผิดบางฐานหรือไม่ ดังนั้น กฎหมายจึงไม่ได้ตั้งคำถามเฉพาะกับคนที่ “รู้แล้วทำ” แต่ยังตั้งคำถามกับคนที่ “มีเหตุให้สงสัยอย่างมาก แต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง” เพราะการหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เหตุให้พ้นจากความรับผิดเสมอไป

ประการที่สอง คือ สถานะของผู้ต้องหาในฐานะอดีตลูกเรือสายการบิน เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพลูกเรือเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและความมั่นคงการบินอย่างเข้มงวด และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการปฏิบัติงานที่ ห้ามนำสัมภาระ พัสดุ หรือสิ่งของของบุคคลอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินของตนเองขึ้นไปบนอากาศยาน เพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธ วัตถุอันตราย หรือสิ่งผิดกฎหมาย

ในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลอื่นเพื่อนำขึ้นเครื่องบินด้วย ศาลจึงอาจนำมาตรฐานวิชาชีพนี้มาประกอบการประเมินว่า บุคคลซึ่งผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางควรมีระดับความระมัดระวังและความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไปเพียงใด

หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย หลักกฎหมายก็สอดคล้องกันในสาระสำคัญ เพราะประมวลวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 กำหนดให้บุคคลต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำโดยเจตนา เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และหากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้จนปราศจากข้อสงสัย ศาลย่อมยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

ท้ายที่สุด คดีนี้จะไม่ได้ตัดสินกันที่คำว่า “เพื่อนฝากมา” หรือ “ไม่รู้” แต่จะตัดสินกันที่พยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลดิจิทัล การติดต่อสื่อสาร พฤติการณ์ก่อนและหลังการเดินทาง ตลอดจนข้อเท็จจริงแวดล้อมที่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า ผู้ต้องหาตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจริง หรือมีเหตุอันควรสงสัยแต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง

ศาลไม่ได้ตัดสินจากกระแสสังคม หากแต่ตัดสินจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และนั่นคือหลักนิติรัฐที่ทุกฝ่ายพึงเคารพ

ไม่ว่าผลคดีจะออกมาเช่นไร คดีนี้ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้แก่สังคมว่า การรับฝากสัมภาระหรือสิ่งของจากผู้อื่น แม้จะเป็นเพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ก็อาจกลายเป็นความไว้ใจเพียงครั้งเดียวที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพทั้งชีวิต

ด้วยความปราถนาดี

อ้างอิง:
-He Kaw Teh v. The Queen (1985), -Proudman v. Dayman (1941),
-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59
-ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

https://www.facebook.com/share/p/1Pr3SQDrL9/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1002581112756104&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=Io8i9GB1mwYX07yb#

“การบินไทย” เจอวิกฤติความเชื่อมั่น!! จากคดีรายบุคคลสู่ภาพลักษณ์ประเทศ ประธานบอร์ดการบินไทยสั่งสอบด่วน ปมลูกเรือถูกจับที่เมลเบิร์น กระทบภาพลักษณ์สายการบินแห่งชาติ

วิกฤติความเชื่อมั่นสายการบินแห่งชาติอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกทางการออสเตรเลียควบคุมตัวในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้ส่งผลเสียแค่ในระดับองค์กร แต่กำลังลุกลามกระทบถึงความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียควบคุมตัวลูกเรือบนเที่ยวบินขาเข้า ณ ท่าอากาศยานเมลเบิร์น เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร และลูกเรือรายดังกล่าวถูกหลอกให้ถือสิ่งของผิดกฎหมายหรือไม่ โดยปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายลวรณ ระบุว่า ได้สั่งการให้ฝ่ายบริหารเร่งทบทวนกฎระเบียบการปฏิบัติงานของลูกเรือทั้งหมด แม้ว่าในปัจจุบันการบินไทยจะมีกฎที่ห้ามพนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดอยู่แล้วก็ตาม

การทบทวนครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การประเมินว่า มาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังคงมีความเหมาะสมและรัดกุมเพียงพอหรือไม่ โดยฝ่ายบริหารต้องเข้าไปขันน็อตเพิ่มความเข้มข้น และปรับปรุงระเบียบให้ทันสมัยเพื่ออุดช่องโหว่ความหละหลวมที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

ประธานบอร์ดการบินไทย ยังประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงว่า เหตุการณ์อื้อฉาวครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือคนอื่นๆ ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียในอนาคต แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้โดยสารชาวไทยทั่วไปที่ต้องการเดินทางเข้าออสเตรเลียอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ทั้งต่อภาพลักษณ์ของการบินไทยและชื่อเสียงของประเทศ

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240866?anf=

‘อนุทิน’ มอบ 'เอกนิติ' นำเสนองบปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น รัฐบาลชูเป้าหมายรับมือโลกไม่แน่นอน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

นายกฯ มอบรองนายกฯ เอกนิติ นำเสนองบฯ ปี 70 กำชับ ครม. แจงครบทุกประเด็น

เนื่องด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2569

วันนี้ (29 มิ.ย.69) นายกฯ จึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้นำเสนอร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1 (รับหลักการ) พร้อมกำชับคณะรัฐมนตรีตอบข้อซักถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กระจ่าง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงความจำเป็น ความเร่งด่วน และเป้าหมายสำคัญในการจัดสรรงบประมาณตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และคุณภาพชีวิตประชาชน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1458361126326614&id=100064582216937&rdid=q0xZarsQkVbyIFG7#

ดร.อักษรศรี ชี้จาก “ปารีส” ถึง “อาเซียน”!! ทำไมฝรั่งเศสสำคัญต่อไทยในโมงยามนี้ มองลึกกว่าพิธีรัฐสู่เกมความมั่นคง–การทูต 170 ปีไทย–ฝรั่งเศส วาระสำคัญที่สะท้อนทั้งมิตรภาพ ประวัติศาสตร์ และยุทธศาสตร์ความมั่นคง

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น เป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและยุทธศาสตร์เอเชีย 

โพสต์

Why  France #ทำไมเลือกเสด็จฯเยือนฝรั่งเศส ณ โมงยามนี้  ฝรั่งเศสไม่ใช่เป็นแค่เมืองแฟชั่นใช้โชว์ความงามของผ้าไทย หากแต่ใน #มุมความมั่นคงนำการทูต ฝรั่งเศสมีความสำคัญยิ่งยวด ภายใต้สถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ดังนี้

(1) ฝรั่งเศส คือ เจ้าอาณานิคมอยู่เหนือหัวของ #เขมร มาอย่างยาวนาน 90 ปี ก่อนที่จะให้เอกราชกับ #กัมพูชา

(2) ฝรั่งเศส คือ 1 ใน 5 ชาติที่มีเก้าอี้ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ #UNSC มีสิทธิ Veto ยับยั้งมติใดๆ ของที่ประชุม UN

(3) ฝรั่งเศส คือ #มหาอำนาจนิวเคลียร์ และเป็นชาติแกนนำในสหภาพยุโรป #EU และเป็นมหาอำนาจสำคัญในกลุ่ม #G7 ที่มีอิทธิพลสูงต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก

ขอขอบคุณประธานาธิบดี #มาครง ฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศส จัดพิธีรับเสด็จในหลวง/พระราชินี  #ประเทศไทย อย่างสมพระเกียรติ  จัดขบวนเสด็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเสด็จเยือนกรุงปารีส วาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส  28 มิย - 2 กค 2026

Credit ภาพ #Reuters

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1BUXhDxzPt/

“ติดโซลาร์” ต้องได้มาตรฐาน!! ก.อุตฯ คุมเข้ม 5 มาตรฐานใหม่ ปิดความเสี่ยงไฟไหม้–ไฟฟ้าลัดวงจร ‘วราวุธ’ ชี้ลงทุนครั้งแรกอาจสูงกว่า แต่คุ้มค่าและปลอดภัยกว่าในระยะยาว

ก.อุตฯ คุมเข้ม ผลิตภัณฑ์ในระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติม อีก 5 มาตรฐาน ลดเสี่ยงไฟไหม้–ไฟฟ้าลัดวงจร

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยระบบโซลาร์เซลล์ โดยการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุม เพื่อสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)ได้กำหนดให้แผงโซลาเซลล์ มอก. 61730 เล่ม 2-2567 เป็นสินค้าควบคุมไปแล้ว คาดว่าจะบังคับใช้ภายเดือนกันยายน 2569 นี้

และในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) หรือ บอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 5 มาตรฐาน ได้แก่

มอก. 62930-2564 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ , มอก. 63056-2567 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า , มอก. 60269 เล่ม 6-2567 ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ , มอก. 2603 เล่ม 2-2556 ตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์สำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ , มอก. 60947 เล่ม 2-25xx เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง

”การกำหนดมาตรฐานควบคุมเพิ่มเติมครั้งนี้ ครอบคลุมสายไฟฟ้าแบตเตอรี่ลิเทียม ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำ ตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์ และเครื่องตัดวงจรไฟฟ้ากระแสตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การใช้พลังงานสะอาดจะต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมออกกฎกระทรวง ก็คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2569“

โดยจะทำให้ระบบโซลาร์เซลล์ได้รับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การส่งผ่านกระแสไฟฟ้า การแปลงพลังงาน ไปจนถึงการกักเก็บพลังงาน ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ ไฟฟ้าลัดวงจร และอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน

การเพิ่มอีก 5 มาตรฐานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการควบคุมสินค้า แต่เป็นการปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ทั้งระบบ เป็นการวางรากฐานให้ระบบโซลาร์เซลล์ของไทยโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย

นายวราวุธ กล่าวว่า ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาตและปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ดังนั้น ขอฝากถึงประชาชนที่กำลังวางแผนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ว่า ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์สำคัญในระบบ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งควรเลือกผู้ติดตั้งที่มีความรู้และมีประสบการณ์ เพื่อให้การออกแบบและติดตั้งระบบเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

“ระบบโซลาร์เซลล์เป็นการลงทุนระยะยาวที่อยู่กับบ้านหรือสถานประกอบการเป็นเวลาหลายสิบปี ดังนั้น การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ อาจมีต้นทุนสูงกว่าในช่วงแรก แต่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และสร้างความคุ้มค่าในระยะยาว” นายวราวุธ กล่าว

การดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

170 ปีการทูต ไทย-ฝรั่งเศส มาครงต้อนรับ ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องในวาระ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย–ฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีมาครง มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพระบาทสมเด็จพระมหาวชิราลงกรณ และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระมหากษัตริย์และพระราชินีแห่งประเทศไทย สู่ประเทศฝรั่งเศส ในโอกาสการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ครั้งแรกในทวีปยุโรป

ในปี 2026 ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ และนับเป็นเวลา 66 ปี หลังจากการเสด็จเยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามคำเชิญของพลเอกชาร์ล เดอ โกลล์ ทั้งสองประเทศต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1335155658772791/?rdid=u2XgZBIuuNtnn8F8#

IRPC คว้า 4 รางวัลระดับภูมิภาค!! Alpha Southeast Asia ยก IRPC เด่นด้าน IR–CG–ESG สะท้อนมาตรฐานองค์กรที่นักลงทุนเชื่อมั่น ตอกย้ำองค์กรโปร่งใส นักลงทุนเชื่อมั่น เดินหน้า ESG อย่างยั่งยืน

นางสาวสุจิตรา เผือกพิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส การเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัลจากเวที 16th Institutional Investor Corporate Awards 2026

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 จัดโดยนิตยสาร Alpha Southeast Asia สะท้อนการได้รับการยอมรับจากนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่อการดำเนินงานของบริษัทในด้านนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations: IR) การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance: CG) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Environmental, Social and Governance: ESG)

IRPC ได้รับการจัดอันดับใน 4 สาขาสำคัญของประเทศไทย ได้แก่
• Most Organised Investor Relations
• Best Senior Management Investor Relations Support
• Strongest Adherence to Corporate Governance
• Best Strategic CSR & ESG Reporting

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ IRPC ในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลต่อนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างครบถ้วน ต่อเนื่อง และเท่าเทียม ตลอดจนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG อีกทั้งยังสะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการรายงานด้านความยั่งยืนของบริษัทที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างความเชื่อมั่นและคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

ผลการจัดอันดับในครั้งนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั้งในประเทศ ภูมิภาค และระดับสากล รวมกว่า 580 ราย ครอบคลุมกลุ่มนักลงทุนสถาบัน กองทุนบำนาญ บริษัทประกันภัย กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ธนาคารเอกชน โบรกเกอร์ รวมถึงนักวิเคราะห์ทั้งฝั่ง Buy-side และ Sell-side

กฟผ. แจงวาทกรรม “เสือนอนกิน” ย้ำทำตามนโยบายรัฐ ไม่บวกกำไรซื้อไฟเอกชน กำไรไม่เข้ากระเป๋า นำส่งคลัง–ลงทุนระบบไฟฟ้า เสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

กฟผ. แจงวาทกรรม “เสือนอนกิน” ย้ำบทบาทรัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการตามนโยบายรัฐเพื่อรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ส่วนกำไรนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อค่าไฟที่เป็นธรรม

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่า กฟผ. เป็นเสือนอนกิน ผลิตไฟเองเพียง 29% แต่เป็นคนกลางรับซื้อไฟเอกชน 71% มาขายต่อจนมีกำไรปีละนับหมื่นล้านบาท กฟผ. ควรลดราคาให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟของประชาชนลดลงด้วยนั้น กฟผ. ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องดำเนินงานผลิตและรับซื้อไฟฟ้าตามนโยบายและการกำกับของหน่วยงานภาครัฐ มิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน เพียงแค่ให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการลงทุนและดำเนินกิจการโดยไม่เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะเท่านั้น อีกทั้งยังมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำกับควบคุมผลตอบแทนการลงทุน (Return of Invested Capital : ROIC) ของ กฟผ. อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ หากพิจารณาองค์ประกอบค่าไฟฟ้าซึ่งกำหนดโดย กกพ. พบว่า รายได้ของ กฟผ. มีเพียงค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า กฟผ. ในอัตรา 0.22 บาทต่อหน่วยขายปลีก และค่าระบบส่ง กฟผ. ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วยขายปลีกเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราเดิมตามโครงสร้างค่าไฟฟ้า ปี 2558 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนค่าซื้อไฟฟ้าเอกชนและต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดนั้น กฟผ. เป็นเพียงผู้รับซื้อไฟฟ้าตามราคาที่รัฐกำหนดและดำเนินการตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าฯ เท่านั้น ไม่มีการบวกกำไรเพิ่มแต่อย่างใด นอกจากนี้ กฟผ. ยังคงแบกรับภาระค่า Ft ค้างรับสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 35,928 ล้านบาท

ส่วนกำไรของ กฟผ. ได้รับการจัดสรรตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศ โดยแบ่งเป็น
1. นำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดิน กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ติดอันดับเป็น 1 ใน 5หน่วยงานที่นำส่งรายได้แผ่นดินมากที่สุด
2. นำไปลงทุนในระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งไฟฟ้าของประเทศเสริมความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล
นอกจากนี้ กรณี กฟผ. มีผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าที่ กกพ. กำหนด กฟผ. ต้องนำกำไรส่วนเกินส่งคืนรัฐ เรียกว่า เงินที่รวบรวมได้จากการกำกับฐานะการเงิน และเงินส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผน (Claw Back) โดย กกพ. มีมติให้นำเงินดังกล่าวมาใช้บริหารค่าไฟฟ้า (ค่า Ft) เพื่อปรับลดค่าไฟฟ้าของประชาชนต่อไป

ส่วนค่าไฟฟ้าสาธารณะซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้น ปัจจุบัน กกพ. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลค่าไฟฟ้า อยู่ระหว่างเร่งรัดการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดการใช้ไฟฟ้าให้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม กฟผ. พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนแนวทางการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน

“กฟผ. ตระหนักดีว่า กฟผ. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจึงมิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน โดยราคาค่าไฟฟ้าและกำไรของ กฟผ. ถูกกำกับโดย กกพ. ให้มีรายได้เพียงพอต่อการลงทุนและบริหารกิจการเท่านั้น และต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ กฟผ. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชนทั้งประเทศ”

รศ.ดร.ปิติ เผย ASEAN Foundation!! ชู AI–ดิจิทัล–เยาวชน คือกุญแจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เข้าถึงเยาวชนกว่า 8.3 ล้านคน ช่วย SMEs กว่า 120 รายขยายตลาด สร้างเครือข่ายเยาวชนเข้มแข็งทั่วภูมิภาค

รศ.ดร. ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน(ASEAN FOUNDATION)
โพสต์


สวัสดีครับเพื่อน ๆ และผู้ติดตามทุกท่าน

ในฐานะผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) วันนี้ผมอยากจะใช้พื้นที่ตรงนี้มาเล่าและสรุปความคืบหน้าการทำงานตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม - มิถุนายน 2026) ให้ทุกท่านได้ฟังกันครับว่า พวกเราได้ขับเคลื่อนภารกิจอะไรในภูมิภาคมาบ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากรายงานสรุปผลงานอย่างเป็นทางการของ ASEAN Foundation ที่ได้รายงานต่อ คณะผู้แทนถาวรประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ (เอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกทั้ง 11 ท่าน)

ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ASEAN Foundation ยึดหมุดหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับทักษะแห่งอนาคต โดยเราเน้นการดึงพันธมิตรและบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาร่วมสร้างโอกาสให้ประชาชนอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมครับ

1. การเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตและทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AI Ready ASEAN: โครงการนี้พวกเราภูมิใจมากครับ เราได้รับทุนสนับสนุนจาก Google.org ในการกระจายความรู้เท่าทันด้าน AI สู่ระดับภูมิภาค ตอนนี้สามารถเข้าถึงเยาวชน ครู และผู้ปกครองได้แล้วกว่า 8.3 ล้านคนและกำลังเพิ่มขึ้นในทุกชั่วโมง (เกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5.5 ล้านคน) และได้รับการสนับสนุนระดับนโยบายจากผู้นำประเทศอย่าง ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์, รองประธานาธิบดี ยิบรัน รากาบูมิง แห่งอินโดนีเซีย, นายกรัฐมนตรี อันวา อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย และประธานาธิบดี ธาร์มาน ชานมูการัตนัม แห่งสิงคโปร์ อีกด้วยครับ

ASEAN Ahead: โครงการระยะยาวร่วมกับ LinkedIn เพื่อเสริมทักษะ AI และเตรียมความพร้อมสู่การทำงานให้แก่เยาวชน 18,200 คน รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET, Not in Employment, Education and Training) ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราพึ่งเริ่มต้นการหารือกับเครือข่ายภาคประชาชนที่จะมีดำเนินการร่วมกับเราใน 11 ประเทศ

EDS-ASEAN: ASEAN Foundation ร่วมกับ Huawei คัดเลือกและพัฒนาขีดความสามารถทางดิจิทัลและ Cloud ให้กับผู้ประกอบการ SMEs 120 ราย และพาตัวแทนระดับท็อปไปร่วมงานสัมมนาใหญ่ที่กรุงจาการ์ตาเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจครับ

2. การยกระดับวิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs)
ASEAN SOAR Together: โครงการร่วมกับ TikTok Shop เพื่อช่วยบ่มเพาะทักษะการตลาดดิจิทัลและการไลฟ์สดให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย 50 รายจากทั่วอาเซียน โดยร้อยละ 80 เป็นผู้ประกอบการสตรี และกว่าครึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การอบรมนี้ทำให้หลายแบรนด์มียอดขาย (GMV) เติบโตขึ้นสูงสุดถึง 715% แถมยังมีแบรนด์ไทยอย่าง LALAPIS ได้ไปร่วมแสดงผลงานในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ด้วยครับ

ASEAN SEDP 4.0: โครงการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยทุนสนับสนุนของเราได้ส่งตรงไปถึงวิสาหกิจ 27 แห่ง และสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กพิเศษ เกษตรกรรายย่อย และสตรีผู้ด้อยโอกาส รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน ทั่วภูมิภาค ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 80 ของธุรกิจที่เข้าร่วมมีผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนครับ และเรากำลังริเริ่มโครงการใหม่
ASEAN SEDP Elevates

3. การสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชนและสุขภาวะชุมชน
eMpowering Youths Across ASEAN (Cohort 5): คัดเลือกอาสาสมัครเยาวชน 100 คนลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมจริงร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) เป็นเวลา 14 วัน สร้างประโยชน์ให้ชุมชนไปกว่า 10,712 คน ก่อนจะจัดพิธีปิดอย่างยิ่งใหญ่ที่เมืองกูชิง ประเทศมาเลเซียครับ และสัปดาห์หน้า cohort 6 จะนำเยาวชน 110 คนจาก 11 ประเทศมาเริ่มกิจกรรมที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9th ASEAN Data Science Explorers 2025: โครงการแข่งขันวิเคราะห์เดต้าผ่านระบบของ SAP มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 11,152 คน และความยินดีของพวกเราคือ ทีมเยาวชนไทย "Mamamamoodeng" คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 ในรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคมาครองได้สำเร็จครับ

Local Model ASEAN Meetings: เปิดพื้นที่ให้อดีตเยาวชนในโครงการของเราสวมบทบาทเป็นทูตเพื่อจำลองการประชุมอาเซียน 12 ครั้ง ใน 11 ประเทศสมาชิก รวมถึงออสเตรเลียและญี่ปุ่น เพื่อฝึกทักษะการเจรจาต่อรอง

CALM MRI: ความร่วมมือพิเศษกับ LEGO ในการแจกจ่ายชุดของเล่นเครื่องสแกน MRI จำนวน 648 ชุดในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวลและสร้างความกล้าหาญให้แก่ผู้ป่วยเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลครับ

Aus4ASEAN Alumni Dialogue: เราพาศิษย์เก่าอาเซียนที่เรียนหนังสือในประเทศออสเตรเลียมาระดมสมองในรูปแบบ Track 1.5 เพื่อเฟ้นหาความคิดสร้างสรรค์จากคยรุ่นใหม่ว่า อาเซียนและออสเตรเลียจะขับเคลื่อนความร่วมมือในรูปแบบหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่าง 2 ภูมิภาคอย่างไรในอนาคต

4. การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียนผ่านสื่อสร้างสรรค์
เราเน้นการสื่อสารผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยโครงการ ASEAN LIVE Creators for Change ร่วมกับ TikTok ดึงครีเอเตอร์มาไลฟ์พูดคุยประเด็นสังคมวัฒนธรรม สร้างยอดการมีส่วนร่วมได้กว่า 4.1 ล้านครั้ง และโครงการ ASEAN Y-Impact ร่วมกับสถานทูตแคนาดา รณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางสังคม ส่งผลให้ในรอบครึ่งปีนี้ สื่อโซเชียลมีเดียของมูลนิธิอาเซียนเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 29 ล้านคน และมียอดผู้ติดตามรวมทะลุ 535,553 รายแล้วครับ ฝากกดไลค์ กดแชร์ และสมัคร Social media ของเราในทุกช่องทางด้วยนะครับ ASEAN Foundation

ก้าวต่อไปของมูลนิธิอาเซียน
ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเรากำลังเตรียมเปิดตัวอีกหลายโครงการสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น Scam Ready ASEAN ที่ได้รับทุนสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์จาก Google เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ให้ประชาชน 3 ล้านคนทั่วอาเซียน เราเร่ิมลงพื้นที่และเปิดรับสมัครพันธมิตรในการเสริมสร้างทักษะให้กับประชาชนใน 11 ประเทศ เรากำลังเจรจาโครงการใหม่ๆ อาทิ โครงการครีเอเตอร์วัฒนธรรมเฟส 2 และโครงการรณรงค์สุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานร่วมกับ Novo Nordisk

ผมขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน และทีมงาน ASEAN Foundation ทุกคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพื่อขับเคลื่อนภูมิภาคของเราให้เติบโตอย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ ฝากติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราในโครงการต่อ ๆ ไปด้วยนะครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/625882224/posts/10164126824217225/?rdid=JFHeC9ZZSJ9AYCts#

การบินไทยย้ำกฎเข้ม!! ห้ามพนักงานเกี่ยวข้องยาเสพติด–สิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวที่เมลเบิร์น ยืนยันเป็นเรื่องรายบุคคล อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

การบินไทยชี้แจงกรณีพนักงานถูกควบคุมตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศออสเตรเลีย

ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น

บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ปฏิบัติตามกฎหมายของทุกประเทศที่ให้บริการและไม่สนับสนุนการกระทำใดๆ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการ

ที่มา : https://www.facebook.com/100076576924740/posts/1047544014474820/?rdid=fQoA3BrJJJ93NBcN#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top