Friday, 4 September 2026
NEWS FEED

สาวไทย เล่าถูกเนรเทศ!! เล่าชีวิตที่ “ซานดิเอโก้” กักตัวในศูนย์โอเทย์เมซ่า เตือนระวังอยู่เกินวีซ่า แม้แต่งงานแล้วก็ถูกจับได้

สาวไทยซานดิเอโก้ เปิดใจหลังถูก “เนรเทศ”

“คุณบี” สาวไทยในซานดิเอโก้ เล่าประสบการณ์หลังถูก “ไอซ์” จับส่งเข้าศูนย์กักกันนานสองสัปดาห์ ก่อนเนรเทศ พร้อมเตือนคนอยู่เกินวีซ่า ต้องระวังแม้แต่งงานกับซิติเซ่นแล้วและอยู่ระหว่างรอใบเขียวก็ตาม
“คุณบี” อดีตคนไทยในเมืองซานดิเอโก้ ซึ่งเพิ่งถูกเนรเทศกลับประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการเก้าอี้รับแขก ของสยามทาวน์ยูเอส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ถึงประสบการณ์ตั้งแต่วินาทีที่ถูกควบคุมตัว การใช้ชีวิตในศูนย์กักกันโอเทย์เมซ่า ไปจนถึงขั้นตอนการส่งตัวออกจากสหรัฐฯ

คุณบี เล่าว่าเธอเดินทางมาอเมริกาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 เพราะตกงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยใช้พาสปอร์ตอิตาลี (เธอได้สัญชาติอิตาลีจากอดีตสามี) ซึ่งไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้ 90 วัน
“เคยไปเที่ยว (อเมริกา) หลายครั้งแล้ว แต่ช่วงโควิด ตอนนั้นเราตกงานนะ เพื่อนก็ชวนว่าไปทำงานที่โน่นไหม ก็คิดว่าดีกว่าอยู่บ้าน เพราะไม่มีอะไรทำ ก็เลยไป ไปทำงานร้านอาหาร พอครบ 90 วันต้องกลับ แต่เรากลับไม่ได้ กลับเมืองไทยก็ต้องกักตัว แล้วเงินทองช่วงนั้นก็ติดขัด เพื่อนก็เลยบอกงั้นก็อยู่เถอะ เอ้าอยู่ก็อยู่ แป๊บๆ ห้าปีแล้ว…”

ตลอดห้าปีท่ีผ่านมา คุณบีทำงานที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง มีสภาพชีวิตที่ดี มีเพื่อนฝูงที่สนิทสนมหลายคน ไม่เคยมีประวัติเสียหาย อีกทั้งยังขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ITIN หรือ Individual Taxpayer Identification Number) เพื่อเสียภาษีต่อเนื่องกันสองปี ก่อนจะต้องยุติเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง

กระทั่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คุณบีรับคำชวนจากเพื่อนที่เป็นภรรยาทหารอเมริกัน ให้เข้าไปช้อปปิ้งแบบไม่เสียแท็กซ์ที่ Pacific Views MCX ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในค่ายนาวิกโยธินเพนเดลตัน (Marine Corps Base Camp Pendleton) ซึ่งผู้ผ่านเข้าออก จะต้องแสดงเอกสารประจำตัวที่ด่านตรวจ

“ก็ยื่นพาสปอร์ตอิตาลีให้เขา สักพักเขาก็เรียกลงจากรถเลย” คุณบีเล่า และว่าเธอถูกนำตัวไปสแกนนิ้วมือ และกักตัวเพื่อรอเจ้าหน้าที่ไอซ์

“แต่ถามว่ากลัวไหม เราทำใจไว้อยู่แล้ว อายุอานามเราก็ไม่ใช่น้อยๆ เราไม่ใช่เด็ก เป็นคนเข้มแข็ง บอกตรงๆ ว่าเข้มแข็งมาก ก็เลยรับสถานการณ์ได้ มันก็มีนิดหนึ่งแหละที่เสียใจว่า เราอาจยังไม่พร้อม หรือ “โดนแล้วเหรอ” ประมาณนี้ แต่ก็ทำใจได้ หลังจากนั้นสองวันก็ทำใจได้ค่ะ”

จากนั้น คุณบีถูกเจ้าหน้าที่ไอซ์ นำตัวไปส่งฟ้องที่ศาลอิมมิเกรชั่นในซานดิเอโก้ และถูกคุมตัวที่นั้นสองคืน

ระหว่างอยู่ที่ศาล คุณบีบอกว่าเห็นเจ้าหน้าที่ไอซ์ รอจับผู้อยู่เกินวีซ่าที่ศาลเป็นจำนวนมาก
“ก่อนนั้นได้ยินว่าไอซ์จับๆ แต่ไม่เคยเห็น ไม่รู้จับกันที่ไหน แต่พอเข้าไปข้างในศาล โห แต่ละวันมากันเป็นสิบ มาทุกวัน ถึงรู้ว่าเขาจับกันจริงๆ และเยอะมาก” เธอกล่าว และเตือนผู้ที่อยู่ระหว่างรอใบเขียวว่า หากถูกเรียกไปศาลหรือสำนักงานอิมมิเกรชั่นในระยะนี้ ควรเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงควรปรึกษาทนายความก่อนทุกครั้ง

คุณบีเล่าว่าต้องนอนอยู่ในห้องควบคุมของศาลเป็นเวลาสองคืน โดยยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิม ซึ่งบางมาก แม้จะมีผ้าห่มฉุกเฉินลักษณะคล้ายแผ่นฟอยล์ให้ แต่ก็ยัง “หนาวมากจนแทบไม่ได้นอน”
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการที่ศาล คุณบีถูกใส่กุญแจมือและกุญแจเท้า นำตัวส่งไปยังศูนย์กักกันโอเทย์เมซ่า (Otay Mesa Detention Center) ในซานดิเอโก้

“เรารับได้ว่าเราทำผิดกฎหมายจริง แต่สิ่งที่รับไม่ได้คือใส่กุญแจมือไม่พอ ยังใส่ที่เท้าด้วย มันเยอะเกินไป” เธอเล่า

เมื่อเดินทางถึงศูนย์กักกัน เจ้าหน้าที่ถ่ายรูป ทำเอกสาร และให้เปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งหมดเป็นชุดของศูนย์ รวมถึงชุดชั้นใน ก่อนนำตัวเข้าไปรวมกับผู้ถูกกักกันคนอื่นๆ

คุณบีถูกจัดให้อยู่ในห้องพัก หรือ “พอดเอ” ซึ่งมีผู้ถูกกักกันประมาณ 128 คน ภายในเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีเตียงสองชั้นวางเรียงอยู่หลายมุม

แม้พื้นที่จะค่อนข้างแออัด แต่สะอาดและมีระเบียบ มีอาหารวันละสามมื้อ รวมถึงบริการซักเสื้อผ้า โดยผู้ถูกกักกันบางคนรับหน้าที่ทำความสะอาดแลกกับค่าตอบแทนวันละประมาณหนึ่งดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปใช้โทรศัพท์หาครอบครัวหรือซื้อของใช้จำเป็น

ในจำนวนผู้ถูกกักกันร่วมกับเธอทั้ง 128 คน คุณบีบอกว่ามีคนไทยอยู่เพียงสองคน ส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกัน ขณะที่ผู้ถูกกักกันชาวเอเชียส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและเวียดนาม

คุณบีเล่าถึงเพื่อนผู้หญิงไทยที่ถูกกักตัวอยู่ห้องเดียวกัน ซึ่งถูกไอซ์จับกุมก่อนวันแต่งงานกับชาวอเมริกันไม่กี่วัน เพราะขับรถของแฟนที่ทะเบียนรถมีปัญหา เมื่อถูกเรียกหยุดจึงถูกจับเพราะอยู่เกินวีซ่า
“จากสิ่งที่เห็น คนที่แต่งงานกับชาวอเมริกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอปรับสถานะ ก็ยังมีโอกาสถูกควบคุมตัว หากโอเวอร์สเตย์แล้ว อาจไม่ต้องกลับออกไป แต่ก็ต้องไปต่อสู้คดี หรือชี้แจงต่อศาลเอา” คุณบีเล่า

คุณบีตัดสินใจไม่ต่อสู้คดีและแจ้งเจ้าหน้าที่ตั้งแต่แรกว่ายินยอมเดินทางออกจากสหรัฐฯ
“เรารู้ตัวดี คนที่สู้คดีส่วนมากเขามีแฟน มีลูก แต่เราไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ จะเอาข้อไหนไปอ้าง จะอยู่ทำงานก็ไม่ได้ เราเตรียมใจไว้แล้วว่าโดนเมื่อไรก็กลับ” เธอกล่าว

แม้แจ้งว่าไม่ต่อสู้คดี คุณบียังต้องอยู่ในศูนย์กักกันรวมประมาณสองสัปดาห์ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศอิตาลีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ออกค่าตั๋วส่งเธอไปประเทศอิตาลี ส่วนค่าตั๋วจากอิตาลีกลับประเทศไทย เธอเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

คุณบีถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 10 ปี โดยก่อนแยกจากเจ้าหน้าที่ที่สนามบิน เธอบอกกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษว่า “See you in ten years” ทำให้เจ้าหน้าที่หัวเราะ
แม้ถูกควบคุมตัวและเนรเทศ คุณบียืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไอซ์และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเดินทางปฏิบัติต่อเธออย่างสุภาพ

“เขาพูดดี เขาให้เกียรติ ไม่ได้ทำอะไรกับเราเลย แม้แต่คนที่มาส่งขึ้นเครื่อง ทุกคนนิสัยดีหมด” เธอกล่าว เธอเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตนเองไม่ขัดขืน ไม่โต้เถียง และยอมรับว่าทำผิดกฎหมาย

เมื่อถูกถามถึงกระแสที่ว่าการจับกุมแรงงานที่ไม่มีสถานะอาจทำให้นายจ้างถูกตรวจสอบหรือเดือดร้อนด้วย คุณบีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่เคยถามว่าเธอทำงานที่ใดหรือเคยทำงานกับใคร
“เขาไม่ถามเลยว่าอยู่มาห้าปีแล้วทำอะไร ไม่ถามเรื่องนายจ้างแม้แต่คำเดียว” เธอกล่าว
จากประสบการณ์ตรง คุณบีเตือนผู้ที่อยู่เกินวีซ่าให้ระมัดระวังการเดินทางเข้าใกล้ค่ายทหาร สนามบิน สถานที่ของรัฐบาลกลาง และพื้นที่ชายแดน เพราะอาจถูกตรวจบัตรประจำตัวหรือสถานะการพำนัก
เธอเล่าว่า มีชายชาวอังกฤษที่ถือพาสปอร์ตอิตาลี ซึ่งถูกส่งตัวกลับอิตาลีพร้อมกัน เล่าให้เธอฟังว่าถูกควบคุมตัว หลังระบบนำทางพาขับรถหลงเข้าไปในเขตค่ายทหาร

“ตอนนี้ถ้ารู้ว่าตัวเองอยู่ผิด ก็ต้องระวังตัว ไม่ต้องไปไหนมาไหนโดยไม่จำเป็น เจอตำรวจก็อย่าเข้าไปใกล้ เพราะถ้าเขาสงสัย เขาก็ตรวจได้” เธอกล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1540836564742031&id=100064471068542&post_id=100064471068542_1540836564742031&rdid=fIrWKkarnO5d3Vvz#

'ซีเค' เดือด!! ประกาศตัดขาดรายการดัง โควตคำพูดบิดเบือน ย้ำรักชาติ เชื่อคนเข้าใจผิด เตรียมชัดเจนในจุดยืนเพื่อประเทศ

"ซีเค" เดือด! ประกาศตัดขาดรายการดัง หลังโควตคำพูดบิดเบือน "ต่อให้ไทยต้องเลียเท้า อีลอน มัสก์ ก็ต้องยอม" เพื่อแลกลงทุน ลั่น! เสียใจที่สุดตรงที่ทำให้คนเข้าใจผิด เหมือนเป็นคนขายชาติ ทั้งที่รู้จักกันดีว่าตนรักประเทศไทยมากแค่ไหน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1377501857871504/?rdid=vbFK4JTGqicA3Q1b#

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ AI ร่วมวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาบุคลากร เน้นยกระดับระบบนิเวศหุ่นยนต์ในไทย หวังส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU พัฒนา Embodied AI Robotics เสริมศักยภาพระบบนิเวศหุ่นยนต์และ AI ของไทย

FIBO KMUTT Signs MoU with UBTECH to Advance Embodied AI Robotics and Strengthen Thailand’s AI and Robotics Ecosystem

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MoU) กับบริษัท UBTECH สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน Embodied AI Robotics ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมร่วมยกระดับระบบนิเวศด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ภายในงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 ภายใต้แนวคิด "Investing for the Future, Growing Together" ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในการลงนาม ฝ่าย UBTECH นำโดย Ms. Claudia Chen ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และฝ่าย FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการสถาบัน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ FIBO มจธ. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI และ Robotics ของภูมิภาค

ตร.ไต้หวัน รวบ สาวไทย ครูสอนมวยไทย!! สาวไทยถูกฟ้องคดียาเสพติดในไต้หวัน กลืนแคปซูลเฮโรอีน 289 กรัม มูลค่ากว่า 3.6 ล้านเหรียญไต้หวัน ต้องใช้เวลา 10 วันขับแคปซูลออกจากร่างกาย

ฉาวไม่พัก! ตร.ไต้หวันรวบ "สาวไทย ครูสอนมวยไทย" กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน

วันนี้ (19 ส.ค. 69) Rti (Radio Taiwan International) สื่อไต้หวันรายงานว่า ทีมสืบสวนคดีอาชญากรรมเกาสง สังกัดหน่วยยามฝั่งไต้หวันเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับเบาะแสว่า มีชาวต่างชาติพยายามลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในไต้หวัน ด้วยการซุกซ่อนไว้ในสัมภาระหรือภายในร่างกาย เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงเข้าตรวจค้น และจับกุม "นางสาวเอ (นามสมมุติ)" หญิงชาวไทยรายหนึ่งได้ที่สนามบินนานาชาติเกาสง เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 เข้ามาในไต้หวัน

ทีมสืบสวนเกาสง ระบุว่า "นางสาวเอ" ใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในร่างกาย เพื่อลักลอบขนเข้ามาในไต้หวัน โดยเธอกลืนแคปซูลเฮโรอีนทรงรีจำนวน 72 เม็ด น้ำหนักรวม 289.1 กรัม มูลค่าประมาณ 3.6 ล้านเหรียญไต้หวันเข้าสู่ร่างกาย แคปซูลทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกและปิดผนึกอย่างแน่นหนา หากชั้นห่อหุ้มด้านนอกถูกกรดในกระเพาะอาหารกัดกร่อนจนละลาย อาจทำให้ยาเสพติดรั่วไหลเข้าสู่ร่างกายและเป็นอันตรายถึงแก่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ระบุว่า ถือเป็นวิธีการลักลอบขนยาที่มีความเสี่ยงสูงมาก

หลังจากที่นางสาวเอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ได้ให้ยาเพื่อช่วยให้เธอขับถ่ายยาเสพติดออกมาตามธรรมชาติ โดยใช้เวลานานถึง 10 วัน จึงสามารถขับถ่ายยาเสพติดออกจากร่างกายได้หมด นอกจากนี้ นางสาวเอยังเป็นครูสอนมวยไทย มีพละกำลัง และสมรรถภาพทางร่างกายเหนือกว่าคนทั่วไป เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงต้องเฝ้าระวังและควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ก่อนที่สำนักงานอัยการเกาสงจะสรุปสำนวนและยื่นฟ้องต่อศาล ขณะที่ศาลมีคำสั่งฝากขังนางสาวเอไว้ระหว่างดำเนินคดี

ที่มา : Rti
//https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660560739409730&id=100063674585845&rdid=HJiZJDCvtUIiZknL#

IVY DECOR ยกทัพเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ ร่วมจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand 2026

IVY DECOR ยกทัพเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ ร่วมจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand 2026

IVY DECOR แบรนด์ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หวายเทียมและเฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่กลางแจ้ง (Outdoor Furniture) ชั้นนำของไทย ยกทัพผลิตภัณฑ์ร่วมจัดแสดงภายในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 งานแสดงสินค้านานาชาติสำหรับธุรกิจอาหาร โรงแรม และการบริการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 19–22 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ ฮอลล์ 1–4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ภายในงาน IVY DECOR นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับพื้นที่กลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และความทนทานสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้ง โดยผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดง ประกอบด้วย

OUTDOOR UMBRELLA
ภายใต้คอนเซปต์ “Stylish Shade for Every Outdoor Space” ร่มสำหรับพื้นที่กลางแจ้งที่ผสานดีไซน์เข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน พร้อมคุณสมบัติเด่น ได้แก่

UV Protection ช่วยป้องกันรังสี UV เพิ่มความสบายในการใช้งานกลางแจ้ง
Strong & Durable โครงสร้างแข็งแรงและทนทาน รองรับการใช้งานในระยะยาว
Weather Resistant ทนต่อสภาพอากาศทั้งแดดและฝน เหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้ง
Easy to Use เปิด-ปิดง่าย และสะดวกต่อการใช้งาน

Amalfi Living Set
ชุดเฟอร์นิเจอร์ภายใต้คอนเซปต์ “Live Beautiful. Live Outside.” ใช้ชีวิตให้มีรสนิยม...ในทุกพื้นที่ของคุณ ออกแบบสำหรับการพักผ่อนกลางแจ้ง พร้อมคุณสมบัติเด่น ได้แก่

เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง (Outdoor Use)
เบาะหุ้มด้วยผ้า Textilene ที่เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง พร้อม Quick-Dry Foam ช่วยให้แห้งได้รวดเร็ว
โครงสร้างอะลูมิเนียม เคลือบสีด้วยระบบ Powder Coating
ทนต่อแสงแดด ฝน และไอทะเล เหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ

MANHATTAN SOFA SET
มาในคอนเซปต์ “Modern Outdoor Living for Every Moment” ชุดโซฟากลางแจ้งดีไซน์โมเดิร์นที่เน้นทั้งความสวยงามและความสะดวกในการใช้งาน พร้อมจุดเด่น ได้แก่

Powder Coating โครงสร้างอะลูมิเนียมเคลือบสี ช่วยลดปัญหาการเกิดสนิม
Outdoor Rope งานสานเชือกสำหรับกลางแจ้ง ให้ความเหนียว แน่น และทนทานต่อการใช้งาน
Weather Resistant ทนต่อแสงแดดและฝน เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง
มาพร้อมโต๊ะข้างขนาดกะทัดรัด สามารถหมุนใช้งานได้รอบตัว 360 องศา เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมผลิตภัณฑ์ของ IVY DECOR ได้ที่ Stand No. L15 ภายในงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อมลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านการสแกน QR Code

ในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่ม Tesla Investor Thailand Trader KP สนับสนุนมุมมองของ CK

ในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่ม Tesla Investor Thailand Trader KP สนับสนุนมุมมองของ CK ที่ไทยควรทุ่มทุกทางเพื่อดึงโรงงาน Tesla มาเปิดที่ไทยให้ได้ เพราะประโยชน์ระยะยาวจะอยู่กับไทยเรามหาศาล และหลายประเทศก็เคยแหกกฎให้ Tesla มาก่อน

1) จีน = ยอมเปลี่ยนกติกาเรื่อง Foreign Ownership เพื่อให้ Tesla เป็นผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติรายแรกที่ตั้งโรงงานในจีนโดยถือหุ้นเอง 100%

2) เยอรมัน = ยอม Fast Track ปรับกฎให้ Tesla สามารถสร้างโรงงานได้ก่อนจนเกือบเสร็จ ก่อนที่ใบอนุญาต Final Approval จะออก

การเปลี่ยนกติกาบางอย่างในระยะสั้น.. อาจเปลี่ยนอนาคตของประเทศไทยในระยะยาวได้ทั้งประเทศ

ที่มา : trader KP

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1653449719676564&id=100050346555986&rdid=irh7DutaN1Qho14p#

อาลัย ‘เรย์ แม็คโดนัลด์’ อดีตพระเอกดัง–พิธีกรขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 จากไปในวัย 49 ปี เจ้าของผลงาน 2499–O-Negative ทิ้งผลงานจอเงินไว้ในความทรงจำ

วงการบันเทิงเศร้าสูญเสีย สุดอาลัย เรย์ แม็คโดนัลด์ อดีตพระเอกดัง – พิธีกรดัง เสียชีวิต

วันที่ 19 ส.ค.69 มีรายงานข่าวช็อกวงการการสูญเสีย เรย์ แม็คโดนัลด์ อดีตพระเอกดัง พิธีกรดัง ยุค90 เสียชีวิตแล้วในวัย 49 ปี ที่บ้านพัก ย่านพัฒนาการ กทม. ขณะที่ เพื่อนๆ กำลังไปที่บ้านของ เรย์ แล้ว

เรย์ แม็คโดนัลด์ เสียชีวิตแล้ว เผยผลงานโด่งดัง ขวัญใจวัยรุ่นยุค90
โดย เรย์ แมคโดนัลด์ เกิดวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2520 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นนักแสดงลูกครึ่ง ไทย – สกอตแลนด์ (ยูเรเชียน) ด้านการศึกษา จบระดับชั้ยมัธยมที่ประเทศอังกฤษ

เรย์ แมคโดนัลด์ เป็นนักแสดง พิธีกร นายแบบ ที่แจ้งเกิดในยุค 90 มีผลงานมากมาย เป็นพระเอกภาพยนตร์ เป็นหนึ่งในพิธีกรวัยทีนยุค 90 ที่โด่งดัง รายการ ทีนทอล์ค ด้วยบุคลิกกวนๆ แต่เท่

โดยผลงานภาพยนตร์ดัง อาทิ ฝัน บ้า คาราโอเกะ , 2499 อันธพาลครองเมือง และ O-Negative รักออกแบบไม่ได้

เรย์ เคยได้รับรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ดีเยี่ยมในปี ค.ศ.1997-1998 ในภาพยนตร์เรื่อง ฝันบ้าคาราโอเกะ และยังได้รับรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7 ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ และมีผลงานภาพยนตร์เรื่อยๆมา และผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดคือ เพื่อนรักเพื่อนลับ

ปัจจุบันกลับมารวมตัวกับเพื่อนสนิทอย่าง ลีโอ พุฒ และ ต้าร์ เผ่าพล เทพหัสดิน ณ อยุธยา ทำรายการยูทูบ ติดคุย ในนาม พุฒต้าเร ในช่องยูทูบ Rayron : เร่ร่อน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10365633

‘จุลพันธ์’ เผย ครม. ไฟเขียว!! กฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการ คนประจำเรือ–ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม เดินหน้าปิดช่องว่างคุ้มครองแรงงานทุกกลุ่ม

‘จุลพันธ์’ เผย ครม. ไฟเขียวกฎหมายแรงงาน 4 ฉบับ ยกระดับสวัสดิการ ‘คนประจำเรือ–ผู้รับงานไปทำที่บ้าน–ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม’

วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ วิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย 2 ฉบับและหลักเกณฑ์ด้านแรงงานรวม 4 ฉบับตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและขยายสิทธิความคุ้มครองให้ครอบคลุมแรงงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มคนประจำเรือ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และกลุ่มลูกจ้างรัฐวิสาหกิจกลุ่มสมรสเท่าเทียม

การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสวัสดิการและมาตรฐานแรงงานให้ทันต่อสภาพสังคมและรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ โดยแบ่งสาระสำคัญออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ยกระดับระบบสวัสดิการ คนประจำเรือ ผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญคือการกำหนดให้นายจ้างต้องนำคนประจำเรือเข้าสู่ระบบประกันสังคมและเงินทดแทนโดยตรง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณีตามระบบประกันสังคมและได้รับการคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทนหากประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน

นอกจากนี้ ยังกำหนดชัดเจนว่าห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรืออายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานระหว่าง 22.00 – 06.00 น. เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน เว้นแต่เป็นการฝึกอบรมหรือการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

2. ขยายความคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผ่านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ให้ครอบคลุมรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัล เช่น การรับงานผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งขยายประเภทที่ได้รับความคุ้มครอง ทั้งงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และบริการ

นอกจากกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการทำงานที่ 15 ปีและห้ามผู้ว่าจ้างใช้แรงงานเด็กต่ำกว่า 18 ปีหรือหญิงมีครรภ์ในงานเสี่ยงอันตราย ในกรณีจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท นอกจากนี้ ยังวางเกณฑ์อัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมทั้งเพิ่มโทษหากนายจ้างเบี้ยวเงินหรือคืนหลักประกันล่าช้าต้องจ่ายดอกเบี้ยปรับร้อยละ 15 ต่อปี

3. รับรองสิทธิคู่สมรสลูกจ้างรัฐวิสาหกิจตามหลักสมรสเท่าเทียม ผ่านร่างประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อปรับสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ทำให้คู่สมรสตามกฎหมายทุกเพศได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทน และค่าทำศพอย่างเท่าเทียม โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากสิทธิค่ารักษาพยาบาลกว่า 12,000 คน

“เป้าหมายของเราคือการปิดทุกช่องว่างทางกฎหมายและยกระดับสวัสดิการของแรงงานทุกกลุ่ม ทั้งการรับรองสิทธิที่เท่าเทียมและการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ทั้งเยาวชน ผู้รับงานอิสระ และคู่สมรสทุกเพศ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” นายจุลพันธ์กล่าว

นายกฯ นำทีมลุยออสเตรเลีย!! ยกระดับหุ้นส่วนเทคโนโลยีออสเตรเลีย ชักชวน 'Canva' ตั้งศูนย์ AI-Design ไทย หนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์-ขยายตลาดโลก เก็งโอกาสลงทุนใหม่เพิ่มมูลค่าสูง

นายกฯ นำทีมไทยแลนด์บุกออสเตรเลีย ดึง Canva ปักฐานไทย ชูศูนย์ AI-Design ภูมิภาค

นายกฯ นำทีมไทยแลนด์ พบ Canva บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากออสเตรเลียที่มีผู้ใช้งานกว่า 265 ล้านคนทั่วโลก ชวนใช้ไทยเป็นฐาน Designer ระดับโลก พร้อมเชิญชวนตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย AI-Design ต่อยอดศักยภาพนักออกแบบและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย พร้อมนำนักธุรกิจไทยเปิดเวที “Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception” รุกตลาดออสเตรเลีย เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะภาครัฐและเอกชนไทย ได้เดินทางเยือนนครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Canva บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของออสเตรเลีย เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือและโอกาสการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

Canva เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสัญชาติออสเตรเลีย ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มออกแบบดิจิทัล และ Visual Communication ที่นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 265 ล้านคนต่อเดือนในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ให้บริการแก่บริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม Fortune 500 มากถึง 475 บริษัท
ทั่วโลก โดยประเทศไทยมีผู้ใช้งานประมาณ 7 ล้านคนต่อเดือน และมีบัญชีผู้ใช้งานสะสมกว่า 30 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นถึงฐานผู้ใช้งานที่แข็งแกร่งและศักยภาพในการขยายธุรกิจของ Canva ในประเทศไทย ทั้งในฐานะตลาดที่สำคัญ และศูนย์กลางบุคคลากรด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์

ในการหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวน Canva พิจารณาจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย และจัดตั้ง AI-Design Research Center เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพัฒนาขีดความสามารถด้านการออกแบบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ และขยายโอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก

นายกรัฐมนตรีและ Canva ยังได้หารือถึงการขยายความร่วมมือด้านการศึกษา พัฒนานักออกแบบไทย รวมถึงการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้แก่ SMEs ไทย โดยที่ผ่านมา Canva ได้มีบทบาทในการยกระดับการศึกษาผ่านการลงนาม MOU กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนจากโรงเรียนรัฐและเอกชนกว่า 3.3 ล้านคน สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์ม Canva Education โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และตั้งเป้าขยายให้ถึง 6.6 ล้านคนภายในปี 2571

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการออกแบบ Canva ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักออกแบบไทย (Canva Creators) ที่สร้างผลงานผ่านแพลตฟอร์มของ Canva จาก 190 คน เป็น 1,000 คน ภายในปี 2571 รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อเสริมศักยภาพนักออกแบบไทยยุคใหม่ให้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง และสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลงานบนแพลตฟอร์มในตลาดโลก นอกจากนี้ Canva ยังได้ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เพื่อเพิ่มทักษะในการพัฒนาภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ โดยตั้งเป้าช่วยเหลือ SMEs ไทยให้ถึง 40,000 ราย นอกจากนี้ Canva ยังได้ต่อยอดความร่วมมือผ่านงาน Bangkok Design Week ด้วยโครงการ Canva Design Rescue ฟื้นฟูร้านค้าเก่ากว่า 10 แห่งในย่านหัวลำโพงให้ทันสมัยโดยคงอัตลักษณ์ดั้งเดิม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีการออกแบบเข้ากับภาคการศึกษา ผู้ประกอบการ และนักออกแบบไทยในทุกระดับ

ไทย–ออสเตรเลีย ยกระดับหุ้นส่วนสู่เทคโนโลยี–นวัตกรรม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในงาน “Thailand-Australia Investment & Business Partnership Reception” ณ Crown Towers Sydney ซึ่งจัดโดยบีโอไอเพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลีย โดยมีผู้บริหารจากบริษัทออสเตรเลียกว่า 70 รายเข้าร่วมจากหลากหลายอุตสาหกรรม
ทั้งการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ดิจิทัล การศึกษา สุขภาพและการแพทย์ เหมืองแร่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจบริการ

ภายในงานนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหารภาคธุรกิจไทยและออสเตรเลียพบปะและหารือโดยตรง เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยคณะภาคเอกชนไทยที่ร่วมเดินทางกับนายกรัฐมนตรีประกอบด้วยผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทย อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ไทยเบฟเวอเรจ
กลุ่มเซ็นทรัล ปตท. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บี.กริม เพาเวอร์ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ ศุภาลัย เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล มิตรผล และบ้านปู ครอบคลุมธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน เคมีภัณฑ์ การพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ Wellness และ Hospitality เพื่อแสวงหาโอกาสในการขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัทออสเตรเลียที่เข้าร่วมงาน
.
นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ปี 2569 ถือเป็นวาระสำคัญที่ไทยและออสเตรเลียเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการปรับโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ผ่านการเสริมสร้างระบบนิเวศธุรกิจให้มีความเข้มแข็ง การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนร่วมกัน ทั้งนี้ ไทยและออสเตรเลียมีจุดแข็งที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ในหลายสาขา โดยไทยมีความแข็งแกร่งด้านการแปรรูปอาหาร ขณะที่ออสเตรเลียมีจุดเด่นด้านสินค้าเกษตรคุณภาพสูงและเทคโนโลยี AgriTech รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน ดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนการผลิตขั้นสูง เช่น Precision Machining เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน

บีโอไอรุกขยายการลงทุนออสเตรเลียในไทย

นายนฤตม์กล่าวว่า บีโอไอมองว่าการลงทุนจากออสเตรเลียในประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ออสเตรเลียมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ และสามารถนำมาเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงปี 2564 – มิถุนายน 2569 มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากออสเตรเลียยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 33,425 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุด 13,833 ล้านบาท รองลงมาคืออุตสาหกรรมเคมี 6,936 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 3,810 ล้านบาท

การลงทุนจากออสเตรเลียในไทยครอบคลุมกิจการที่ใช้เทคโนโลยีในหลายสาขา เช่น เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การวิจัยและพัฒนา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ โดยมีบริษัทออสเตรเลียชั้นนำที่เข้ามาลงทุนในไทยแล้ว เช่น ANCA ในกลุ่มเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติ ARB ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ Ridley Corporation ในกิจการวิจัยพัฒนา และผลิตสารเสริมอาหารสัตว์ และ Ansell ผู้ผลิตถุงมือทางการแพทย์

“ออสเตรเลียมีศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะที่ไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และเป็นจุดเชื่อมโยงสู่ตลาดอาเซียน การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อต่อยอดไปสู่ความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

BCPG ร่วมแสดงความยินดี MEA นำร่องระบบแบตเตอรี่เคลื่อนที่ หนุนจ่ายไฟชั่วคราวเพิ่มเสถียรภาพ ผนึกเทคโนโลยี BESS เสริมความยืดหยุ่น สะท้อนศักยภาพในด้านพลังงาน

BCPG ร่วมแสดงความยินดี MEA เปิดตัวโครงการนำร่อง Battery on Truck
นวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานแบบเคลื่อนที่ได้

นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) มอบดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีแก่ นายรณชัย เรืองยุทธ รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ในโอกาสเปิดตัวโครงการนำร่อง Battery on Truck ณ ห้องออดิทอเรียม สำนักงานใหญ่การไฟฟ้านครหลวง

โครงการดังกล่าวเป็นการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) มาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เพื่อสนับสนุนภารกิจของ MEA อาทิ การจ่ายไฟฟ้าชั่วคราวระหว่างการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้า การสนับสนุนการจัดงานที่ต้องการความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำหน้าที่เป็นระบบสำรองไฟฟ้าในกรณีเกิดเหตุขัดข้องหรือฉุกเฉิน

BCPG มีบทบาทในฐานะผู้นำเข้าเทคโนโลยีและผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ Battery on Truck ซึ่งเป็นการต่อยอดเทคโนโลยี BESS สู่รูปแบบที่สามารถเคลื่อนที่และนำไปใช้งานได้ตามความต้องการ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน และสะท้อนศักยภาพของ BCPG ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top