Friday, 5 June 2026
Hard News Team

นำเวิร์กช็อปว่าที่ผู้สมัครสส. รวมไทยสร้างชาติ ย้ำจุดยืน "เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ" ปิดฉากรบสยบเขมร ปราบทุจริต-สแกมเมอร์ ผลักดันลดค่าไฟ-น้ำมัน เสริมเศรษฐกิจฐานราก

‘พีระพันธุ์’ นำเวิร์กช็อปติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส. รทสช.ทั่วประเทศ ย้ำจุดยืน ‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัครฯ ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีแกนสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นใน ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักจะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือแนวคิด ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการมีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหาและพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยแนวนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาราคาพลังงาน ปัญหาภาคเกษตร และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้ วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวสรุปประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโรที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมในการยกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอีกนโยบายเรือธงของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรีควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

‘บิ๊กเล็ก’ ซัด กัมพูชา ดีแต่พูด อยากหยุดยิง แต่ยังยิงไม่หยุด ย้ำต้องทำให้สิ้นความเป็นปฏิปักษ์ ลั่นไทยไม่ไล่ยิงถึงพนมเปญ รับรอบนี้สูญเสียหนัก เหตุกำลังพลไทย-กัมพูชาใกล้เคียงกัน

วันที่ 18 ธ.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย เรือโทหญิง ปรียาดา บัวสมบุญ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ ร่วมแถลงถึงการสกัดกั้นการลำเลียงน้ำมัน-ยุทธปัจจัยทางทะเลไปยังประเทศกัมพูชา หลังมีรายงานว่าอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุ โดยการนำเรือไทยไปรับน้ำมันประเทศที่ 3 หรือการถ่ายน้ำมันในน่านน้ำสากล

โดยระบุว่า เราต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เรามุ่งไปที่เรือไทย ไม่ว่าจะเป็นเรือไทยที่ชักธงชาติไทย หรือเรือไทยที่ชักธงสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งอาศัยความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ที่มีความชำนาญ

เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการพูดคุยกันในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ดำเนินการตามลำพัง

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ใช่เป้าหมาย เราจะยึดคืน 100% ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทุกเป้าหมาย 7 จังหวัด ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เราตอบโต้ป้องกันตัวเองอย่างได้สัดส่วน

เมื่อถามย้ำว่าพื้นที่ ทภ.1 จ.สระแก้ว ที่เราอาจเสียเปรียบด้านภูมิประเทศ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องเสริมยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม เช่น ยานเกราะ ซึ่งได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 โดยการยึดที่หมายได้ ไม่ใช่ว่าต้องนำกำลังไปวางไว้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ภาษาทหารเรียกว่าการคุ้มครองด้วยการยิง ซึ่งเมื่อเรายึดก็ยิง จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าวันเดียว แล้วเราหยุดเลย

เมื่อถามถึงการจัดทำงบประมาณปี 2570 มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์ เช่นการจัดหายุทโธปกรณ์ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เนื่องจากปีงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ภายหลังรัฐบาลยุบสภา ทำให้ปฏิทินงบประมาณเลื่อนออกไปอีก แต่ให้เตรียมการตั้งแต่บัดนี้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมเราทำตามสภาพแวดล้อมในอดีต ที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านนั้นดี การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันเท่านั้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป กัมพูชามีท่าทีเปลี่ยนไป เราก็ต้องปรับการทำงบประมาณ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ที่ได้พูดคุยกับ ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ สองสิ่งที่อยากให้มอง คือ สรุปบทเรียนที่ผ่านมา และอนาคตจะต้องทำอย่างไร จัดลำดับความเร่งด่วนในการจัดหายุทโธปกรณ์ในงบประมาณปี 2570

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า การที่งบประมาณเลื่อนไปอาจกระทบบ้าง จะทำให้ช้าลง แต่เราต้องใช้โอกาสตรงนี้จัดทำให้รอบคอบ จัดลำดับความเร่งด่วนให้ดี

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นอดีตทหารและเป็นรุ่นพี่ ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ และน้องๆ ในกองทัพ อย่างไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เวลาลงพื้นที่ก็ขอให้ไม่ต้องจัดการต้อนรับ ขอให้ทำงานตามปกติ แต่ขอเวลามานั่งคุยกันแบบพี่น้อง ว่าพื้นที่ขาดสิ่งใดบ้าง แต่ถ้าเหลือก็ไม่ต้องบอก กระทรวงกลาโหมก็ยินดีสนับสนุน ซึ่งทางรัฐบาลให้นโยบายว่าพร้อมสนับสนุนเต็มที่

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า มั่นใจใน ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งสถานการณ์คืบหน้าตามลำดับ ภารกิจที่เราคุยกันก็เกือบ 100% แล้ว เราจะหยุดยิงเมื่อฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

“ในภาพที่ออกมาจากสื่อที่รัฐบาลกัมพูชาพูดว่า พร้อมเจรจา อยากหยุดยิง แต่หน้าแนวยังระดมยิงกับเราทุกวัน ก็ต้องมีการหยุดยิงชัดเจนก่อน ถ้ากัมพูชาอยากหยุดยิง ก็หยุดเลย เราไม่มีไปรุกราน ซึ่งเราป้องกันตัวเองเท่านั้น ได้สัดส่วนและจำเป็น”

“ถ้าเขาอยากหยุดยิงก็หยุด แล้วถอนกำลังที่เผชิญหน้าออกไป เราไม่มีการไล่ยิงตามยิงถึงพนมเปญอยู่แล้ว ถ้าเขาอยากหยุดยิง ก็ต้องทำให้เราเห็นก่อน ไม่ใช่ดีแต่พูด และไม่ทำ ที่เคยพูดอย่างเสมอ รัฐบาลกัมพูชาพูดอยู่เสมอ แต่แนวหน้าไม่ทำตาม”

“เราก็อยากที่จะยุติ แต่เขายังมีความเป็นปฏิปักษ์ เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งเราห่วงกำลังพล และประชาชนที่ต้องไปอยู่ศูนย์พักพิง”

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า หลังตนลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ก็สงสาร ทุกคนก็น้ำตาซึม ได้ให้กำลังใจ ฝากทางผู้ว่าฯ ดูแล และเราจะพยายามดำเนินการให้ใช้เวลาไม่นานนัก ตนไม่อยากไปบอกว่าต้องกี่วัน ก็จะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์กองทัพ

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่นใน ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ เมื่อภารกิจเรียบร้อย เราก็จบภารกิจ ไม่ยืดเยื้อ เพราะการสูญเสียกำลังพลทำให้สะเทือนใจผู้บังคับบัญชา อะไรที่สามารถยุติสถานการณ์ได้ เราก็ยินดี

เมื่อถามว่าทางกระทรวงกลาโหมได้เตรียมข้อมูลให้รัฐบาล เพื่อเจรจากับทูตพิเศษกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มี เป็นข้อมูลปกติ เราพร้อมตอบทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่าการสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชานั้นเป็นอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก็จะมีคณะผู้บัญชาการทางทหารประเมิน ตนฟังความเห็นจากกองทัพ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเวลาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องท่าที การวางกำลัง กัมพูชา ต้องหยุดยิงชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้ไปตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจทหาร รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนเท่าที่จะทำได้ และไม่กระทบต่อการทำงานของกำลังพลที่อยู่แนวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ส่วนการไปลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ก็ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแนวหลัง และพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา ที่กองกำลังบูรพา

รับรบ กัมพูชา รอบนี้สูญเสียหนัก เหตุกำลังพลใกล้เคียงกัน
รมว.กลาโหม ระบุถึงกรณีการกู้ร่างทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะ พื้นที่เนิน 350 ปราสาทตาควายว่า กองทัพต้องการได้ร่างทหารกลับคืนมาโดยเร็ว แต่จะไปเร่งรัดไม่ได้ เพราะต้องใช้ความระมัดระวัง

“ยอมรับว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นภาพที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่าหากเกิดการสู้รบในรอบนี้สถานการณ์จะหนักกว่าที่ผ่านมา ถ้าเป็นการรบที่เร็วและได้เปรียบ หมายความว่าฝ่ายไทยจะต้องมีกำลังมาก”

“แต่ครั้งนี้กำลังทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาใกล้เคียงกัน ทำให้การรบยืดเยื้อและสูญเสียมาก ในฐานะที่เคยเป็นเจ้ากรมยุทธการมาก่อนจึงเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถจินตนาการภาพออกว่าเมื่อเกิดการรบขึ้นเมื่อไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสูญเสีย”

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาจึงพยายามแสดงท่าทีให้เกิดการเจรจา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ก็ต้องเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป เพื่อให้กัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์หรือที่กองทัพบกใช้คำว่าให้ กัมพูชา สิ้นสุดสภาพทางทหาร
 

‘ดูไบ’ โชว์ "Tetris" ยักษ์จากโดรน 2,800 ตัว เปลี่ยนทะเลทรายเป็นหน้าจอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมเทคโนโลยีระบบป้องกันการชนสุดแม่นยำ รากฐานการกู้ภัยและขนส่งสินค้าทางอากาศยุคใหม่

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท้องฟ้าเหนือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของมหานครดูไบไม่ได้ถูกประดับประดาด้วยเพียงหมู่ดาวตามธรรมชาติ แต่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงสีจากนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กับการจัดแสดง "Tetris Drone Show" ที่เปลี่ยนโดรนกว่า 2,800 ตัว ให้กลายเป็นเกมตัวต่อในตำนานที่ขยับได้จริงและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม

เบื้องหลังนวัตกรรม: ฝูงบินโดรนอัจฉริยะ 2,800 ตัว

การจัดแสดงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแปรอักษรหรือรูปภาพนิ่ง แต่เป็นการใช้เทคโนโลยี Swarm Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์แบบฝูงบิน) ขั้นสูง เพื่อควบคุมโดรนจำนวนมหาศาลให้ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ
• เทคโนโลยี RGB Precision: โดรนแต่ละตัวติดตั้งไฟ LED คุณภาพสูงที่สามารถเปลี่ยนสีได้มากกว่า 16 ล้านเฉดสี ทำให้บล็อก Tetris แต่ละชิ้นมีความคมชัดและสดใสเหมือนมองจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
• การควบคุมแบบ Real-time: สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือการจัดแสดงนี้ "เล่นได้จริง" โดยมีนักเล่นเกมมือโปรควบคุมผ่านจอยสติ๊กจากภาคพื้นดิน สัญญาณถูกส่งผ่านเครือข่าย 6G ทดลอง เพื่อลดความหน่วง (Latency) ให้เกือบเป็นศูนย์ ทำให้โดรนขยับตามการสั่งการได้ทันที
• ระบบป้องกันการชน (Collision Avoidance): ด้วยระยะห่างระหว่างโดรนเพียงไม่กี่เซนติเมตร ระบบอัลกอริทึมต้องประมวลผลตำแหน่งนับหมื่นครั้งต่อวินาที เพื่อให้บล็อกที่ "ตกลงมา" สามารถจัดเรียงแถวได้อย่างแม่นยำ

มากกว่าแค่ความบันเทิง: สัญญาณแห่งอนาคต

การโชว์ Tetris ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอวดความรวยหรือความสวยงาม แต่ดูไบกำลังส่งสัญญาณถึงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนในอนาคต:
1. การสื่อสารแบบฝูงบินขนาดใหญ่: การควบคุมโดรนพร้อมกันเกือบ 3,000 ตัว โดยไม่เกิดความผิดพลาด เป็นรากฐานสำคัญของการใช้โดรนในการกู้ภัย การขนส่งสินค้าในเมือง (Urban Air Mobility) และการสอดแนมทางทหาร
2. Smart City Hub: ดูไบตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น "สนามทดลองของโลก" (The World's Sandbox) ที่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง
3. นวัตกรรมสีเขียว: โชว์โดรนนี้เป็นการตอกย้ำการใช้ความบันเทิงที่ยั่งยืน แทนการใช้พลุไฟที่สร้างมลพิษทางอากาศและเสียง

ภาพของบล็อก Tetris สีสันสดใสที่ค่อยๆ หล่นลงมาจากฟากฟ้าและถูกจัดเรียงจนหายไปในอากาศเหนือน่านฟ้าดูไบ เป็นข้อพิสูจน์ว่าเส้นแบ่งระหว่าง โลกดิจิทัล (Digital World) และ โลกทางกายภาพ (Physical World) กำลังจางลงเรื่อย ๆ นวัตกรรมโดรนในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพหรือของเล่นอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้ชีวิตและการสื่อสารของเราในทศวรรษหน้า

กนง. หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.5% เงินบาทพุ่งแตะ 31 บาท แข็งค่าเร็ว 8% ตั้งแต่ต้นปี สวนทางพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนร่วมมือก่อนเกิดวิกฤตรุนแรง

สถานการณ์ค่าเงินบาทในช่วงปลายปี 2568 กำลังเป็นประเด็นร้อนที่เขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี จนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้ประกอบการส่งออกรายใหญ่

 สถิติเงินบาท: จากต้นปี 2568 ถึงปัจจุบัน

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8 - 9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ "ผิดปกติ" และรวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

 ต้นปี (มกราคม 2568): เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 34.30 - 34.50 บาท/ดอลลาร์
 ปัจจุบัน (ธันวาคม 2568): เงินบาทพุ่งมาแตะระดับ 31.49 - 31.70 บาท/ดอลลาร์ (ข้อมูล ณ 18 ธ.ค. 2568)

 วิเคราะห์ปัจจัย: ทำไมเงินบาทถึงแข็งค่าแรงขนาดนี้?

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนค่าเงินบาทไม่ได้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "พายุ" หลายลูกที่มาบรรจบกัน:

1. นโยบายสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของดอลลาร์: ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวและการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำให้เม็ดเงินไหลออกจากดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่

2. ราคาทองคำในตลาดโลก: เงินบาทมีความสัมพันธ์สูงกับราคาทองคำ เมื่อทองคำราคาสูงขึ้น ผู้ส่งออกทองคำจะนำเงินดอลลาร์มาแลกเป็นบาทจำนวนมาก ทำให้ความต้องการเงินบาทพุ่งสูงขึ้น

3. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย: แม้ไทยจะมีการปรับลดดอกเบี้ยไปบ้าง แต่อัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ (Real Interest Rate) ของไทยยังคงจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาช้อนซื้อสินทรัพย์ไทย (Fund Flow)

4. นโยบายการค้าโลก: ความไม่แน่นอนจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเร่งส่งออกและนำเงินกลับประเทศในบางช่วงเวลา

มิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: ใครได้ ใครเสีย?

เมื่อเงินบาทแข็งค่า ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ภาคการส่งออก เพราะจะทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ แข่งขันยาก และรายได้ในรูปเงินบาทลดลงทันที ตามมาด้วยภาคการท่องเที่ยว เพราะ นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าของแพงขึ้น การใช้จ่ายต่อหัวลดลง แรงจูงใจในการมาไทยต่ำกว่าคู่แข่ง และเกษตรกร ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน จากสินค้าเกษตรราคาตกต่ำลงเนื่องจากอิงราคาตลาดโลกในสกุลเงินดอลลาร์ 

ขณะที่ภาคส่วนที่จะได้รับอานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่า คือ ผู้นำเข้าสินค้า/เครื่องจักร ซึ่งมีต้นทุนนำเข้าลดลง โดยเฉพาะน้ำมันและวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงหนี้ต่างประเทศ ที่มีภาระหนี้ในรูปเงินดอลลาร์ลดลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท 

ทางออกและการแก้ปัญหา: รัฐและเอกชนต้องทำอย่างไร?

การแก้ปัญหาค่าเงินไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยมาตรการที่สอดประสานกัน:

1. มาตรการทางการเงิน (ธปท.):
 การลดดอกเบี้ยนโยบาย: ล่าสุด กนง. มีมติลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1.25% (17 ธ.ค. 68) เพื่อลดแรงดึงดูดเงินทุนไหลเข้า
 การคุมเข้มธุรกรรมทองคำ: ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายดอลลาร์ของธุรกิจทองคำอย่างเข้มงวดเพื่อลดการเก็งกำไร

2. การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เงินทุนไหลออก:
 อนุญาตให้ผู้ประกอบการถือครองเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้นโดยไม่ต้องรีบนำกลับ (Repatriation) เพื่อสร้างสมดุลความต้องการเงินตรา

3. บทบาทของภาคเอกชน:
 การประกันความเสี่ยง (Hedging): ผู้ส่งออกต้องใช้เครื่องมือทางการเงินป้องกันความผันผวนของค่าเงิน
 การเพิ่มมูลค่าสินค้า: เลิกเน้นแข่งที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างความต่างเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงิน

ดังนั้น เงินบาทที่แข็งค่าในระดับ 31 บาทกว่าๆ นี้ ถือเป็นโจทย์หินที่รัฐบาลและธปท. ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยให้แข็งค่าลากยาว อาจส่งผลให้ภาคการผลิตและ SMEs ไทยเข้าสู่ภาวะ "เงินฝืด" และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงในอนาคต และล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.5% เนื่องจากกังวลว่าบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานจะฉุดรั้งกำลังซื้อและการจ้างงาน

เงินบาทที่แข็งค่า 8% ในช่วงต้นปี 2568 เป็นปรากฏการณ์ที่ "สวนทางพื้นฐานเศรษฐกิจ" ของไทย ซึ่งเติบโตต่ำและเผชิญความท้าทายหลายด้าน การแข็งค่าที่เร็วและแรงเกินไปนี้ไม่ใช่ข่าวดี แต่กลับเป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

ธนาคารกลางและรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว ใช้ทั้งเครื่องมือทางการเงินและการคลังควบคู่กัน เพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ พร้อมทั้งเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดความเปราะบางต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาว

สำหรับภาคธุรกิจ การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของค่าเงินผ่านการป้องกันความเสี่ยงและการกระจายตลาดเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อลดความกังวลของนักลงทุนและภาคธุรกิจ

ในท้ายที่สุด ความสามารถในการจัดการกับวิกฤตเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้จะเป็นการทดสอบความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของไทยในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น

‘ชายผ้าถุงแม่’ จากความเชื่อพื้นบ้านไทย สู่เครื่องยึดเหนี่ยวในสมรภูมิสู้รบจริง สะท้อนวัฒนธรรมความกตัญญูผ่านเศษผ้าผืนเล็ก เปี่ยมด้วยพลังเมตตาเพิ่มความอุ่นใจยามเผชิญวิกฤต

ความเชื่อเรื่อง "ชายผ้าถุงแม่" เป็นหนึ่งในคติความเชื่อแบบพุทธ-พื้นบ้านของคนไทยที่ยังคงมีอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงหรือภารกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

ความหมายและที่มา

"ชายผ้าถุงแม่" หมายถึง เศษผ้าหรือชายผ้าที่ตัดมาจากผ้าถุงของแม่ ซึ่งบุคคลนำติดตัวไว้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ใส่ไว้ในกระเป๋า เย็บไว้ในหมวก เสื้อ หรือพกเป็นผืนเล็กๆ

ความเชื่อนี้มองว่าชายผ้าถุงแม่เป็น "ของมงคลจากแม่" ที่แทนความรัก ความห่วงใย และคำอวยพรจากผู้ให้กำเนิด ทำหน้าที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ ให้รู้สึกอุ่นใจและมั่นคงเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย

เหตุผลที่เชื่อว่าช่วยคุ้มครอง

คนไทยเชื่อว่า "ของจากแม่" มีพลังแห่งเมตตาและความบริสุทธิ์ใจ จึงช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย นอกจากนี้ ชายผ้าถุงแม่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู การพกติดตัวช่วยเตือนใจให้ทำดี มีสติ และยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจ

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ ผลทางจิตวิทยา การมีชายผ้าถุงแม่ติดตัวช่วยลดความกลัวและความกังวล ทำให้ใจนิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจในภาวะกดดัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูง

โอกาสที่นิยมพก

ผู้คนมักจะพกชายผ้าถุงแม่ในโอกาสต่างๆ เช่น:

หนึ่ง เมื่อต้องไปพื้นที่เสี่ยงหรือปฏิบัติภารกิจอันตราย อาทิ การออกรบ ปฏิบัติการสนาม งานอาชีพเสี่ยง หรือการเดินทางไกล

สอง ช่วงเจ็บป่วยหรือเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน เพื่อเสริมกำลังใจให้ตัวเองและครอบครัว

สาม บางคนพกร่วมกับของมงคลอื่นๆ เช่น พระเครื่อง เครื่องราง หรือผ้ายันต์ ตามความศรัทธาส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การพกชายผ้าถุงแม่ไม่ใช่ข้อบังคับของกองทัพหรือศาสนา และไม่ใช่ทุกคนจะพก ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาส่วนบุคคล

ความเชื่อนี้เป็นคติความเชื่อแบบพุทธ-พื้นบ้านมากกว่าหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือผลต่อ "ขวัญกำลังใจ" และสภาพจิตใจของผู้พก มากกว่าการป้องกันอันตรายทางกายภาพโดยตรง

สังคมควรมองด้วยความเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการนำไปล้อเลียนหรือเหยียดหยาม เพราะความเชื่อแต่ละอย่างล้วนมีความหมายและคุณค่าทางจิตใจต่อผู้ที่ยึดถือ

ประวัติความเป็นมาของความเชื่อ

เมื่อพูดถึงต้นกำเนิดของความเชื่อเรื่องชายผ้าถุงแม่ ยังไม่มีเอกสารประวัติศาสตร์แบบเป็นทางการที่ระบุชัดเจนว่าเริ่มต้นในสมัยใดหรือรัชกาลใด เนื่องจากเป็นความเชื่อที่ถ่ายทอดกันปากต่อปากมากกว่าเป็นธรรมเนียมที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ

มักมีการอธิบายกันว่าเป็นคติของคนไทยสมัยโบราณที่ใช้ของจากพ่อแม่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและคุ้มครองภัย ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมความกตัญญูกตเวทีและความผูกพันระหว่างแม่ลูกในสังคมไทย

ในสื่อออนไลน์ พบการกล่าวถึงและอธิบายความเชื่อนี้อย่างน้อยตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2553 (2010) และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 2560-2568 โดยเฉพาะในบริบทของทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง

ความเชื่อเรื่องชายผ้าถุงแม่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและความเชื่อพื้นบ้านไทยที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างแม่ลูก และคุณค่าของความกตัญญู แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ถึงพลังคุ้มครองทางกายภาพ แต่คุณค่าทางจิตใจที่ให้กำลังใจ ความมั่นใจ และความสงบในยามเผชิญภัยนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง

ความเชื่อนี้ยังคงมีบทบาทในสังคมไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการทำงานหรือชีวิต และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรัก ความห่วงใย และคำอวยพรจากผู้ให้กำเนิดที่อยู่เคียงข้างเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด ดังที่เห็นทหารแนวหน้าที่กำลังสู้รบอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีทหารจำนวนไม่น้อยยังคงนำชายผ้าถุงของแม่ เพื่อเป็นเครื่องรางยึดเหนี่ยวจิตใจในศึกสงครามครั้งนี้

ดังนั้น การเข้าใจและเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น รวมทั้งการไม่นำไปล้อเลียนหรือดูหมิ่น เป็นส่วนสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อ

เทียบไหวพริบตอบคำถาม ‘ยศชนัน’ เทียบ ‘พิธา’ ยังต้องเร่งเครื่องทักษะการโต้ตอบฉับพลัน ย้ำผู้นำต้องแยก "สิ่งที่อยากพูด" กับ "สิ่งที่ต้องตอบ" เพื่อคุมเกมการเมือง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ระบุว่า... 2 วันนี้ ดู การสัมภาษณ์ คุณยศนันท์ เยอะ คือ ส่วนหนึ่งดูเพราะตั้งใจ อีกส่วนหนึ่งมัน feed มาเอง เพราะน่าจะเริ่ม campaign ด้วย

สิ่งที่เห็นได้ชัด ของท่าน อจ. คือ ยังใหม่เรื่องการตอบคำถาม พอควร 

เราเรียก ไหวพริบ การโต้ตอบและการตอบ ฉับพลัน ก็ได้ 

อดเทียบกับคุณพิธาไม่ได้ เพราะโดย ภายนอก charisma คล้ายๆ กัน 

ของคุณยศนันท์ ปราศรัย ก็ใช้ได้ แต่ไม่หวือหวามากนัก ลากลงเรื่องที่ถนัด จะพูดได้ พอมาให้สัมภาษณ์ เจอคำถาม ฉุกเฉิน ใช้เวลาตอบสนองนาน ต้องคิด แบะ หลายครั้งตอบไม่ตรงและตอบลากไปเรื่อง ที่ท่านปราศรัยและมีข้อมูลในความถนัดตัวเอง แปลว่า ความกว้างของ ข้อมูล knowledge based ที่ท่านอาจจะมี ยังดึงมา ตอบและเชื่อมโยง ไม่ทัน 

เรื่อง “ไหวพริบการตอบ” เป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่พรสวรรค์ล้วน

การตอบคำถามฉับพลัน (on-the-spot response) ที่เห็นว่ามีช่องว่าง ต่างจากการปราศรัยอย่างมีนัยสำคัญ

ปราศรัย = prepared narrative, emotional arc, คุมเวที

สัมภาษณ์ = adversarial, time-pressure, framing battle

คนที่ “ใหม่สนามสัมภาษณ์” มักจะ
ใช้เวลาประมวลผลนาน
ดึงเรื่องที่ถนัดมาคุมเกม (defensive pivot)
ตอบ “ไม่ตรงคำถามแต่ตรงตัวตน” ยังได้ 

ไม่ใช่ข้อเสียเชิงคุณภาพ แต่เป็น “ช่องว่างเชิงทักษะ

แต่ ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะ เพิ่งเริ่ม อยู่ ๆ ถูกระดม ด้วยนักข่าวที่มีทักษะการถาม แบบเจาะประเด็นสูง แรกๆ ก็จะเสียทรงนิดหน่อย น่าจะใช้เวลาไม่มาก ต้องรอดู  แต่ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาดี 

เมื่อเทียบกับคุณพิธา ไหวพริบการตอบ คุณพิธาดีกว่า 

ลักษณะเด่นที่พิธามี

response latency ต่ำ (คิด–ตอบเร็ว)
structure ชัด (1–2–3)
framing นำคำถาม ไม่ไหลตามนักข่าว
แยก “สิ่งที่อยากพูด” กับ “สิ่งที่ต้องตอบ” ได้

ทั้งหมดนี้คือ skillset ของ political communication มากกว่า 

ที่เห็นความต่างชัด ไม่ใช่เพราะฉลาดกว่า
แต่เพราะ ระบบการคิดกับการสื่อสารถูกฝึกมาเฉพาะทาง

ส่วน ภจท. ตอนนี้ กลายร่าง จะเป็น เพื่อไทย บวก บ้านใหญ่ ที่อื่น อยู่แล้ว ไป ๆ มาๆ เลือก ภจท. ได้เพื่อไทยเดิม 

ซึ่งในเชิงผู้เลือกตั้ง
คนที่อยากได้ทางเลือกใหม่จริง ๆ จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ new option แล้ว

ดร. เอ้ ดูเงียบ ๆ  อยู่ตรงไหนหว่า 
พอดี อยากดู คนเก่งๆ มีความรู้ มาถกขายนโยบายกัน 

เชียร์ใคร ไม่เชียร์ใคร เรา ก็ลองสังเกต วิเคราะห์ กันนิดก็ดี 2-3 ปีเลือก ตั้งที 

- อจ สุรัตน์ 
ปล วิพากษ์ ตามความรู้สึกตัวเอง ไม่ได้อ้างอะไรทั้งนั้น
 

ขุมกำลังแข็งแกร่ง!! เทียบแสนยานุภาพด้านอากาศยานระหว่างไทย-กัมพูชา

ขุมกำลังแข็งแกร่ง!! เทียบแสนยานุภาพด้านอากาศยานระหว่างไทย-กัมพูชา ศักยภาพกองทัพอากศไทยเหนือกว่าอยู่เท่าใดไปส่องกันเลย
 

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ส่งมอบความห่วงใยผู้ประสบภัย ‘วีระศักดิ์‘ นำทีมอัญเชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ชุด ผนึกเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน-จิตอาสาลงพื้นที่ ตอกย้ำภารกิจบรรเทาทุกข์ยากลำบากของประชาชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ถุง มอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายมูฮัมมัด ศานติภิมุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และนายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 
พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ (สนจ.) ตัวแทนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ ข้าราชการ จิตอาสา ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมในพิธีฯ

เชิญถุงยังชีพพระราชทานถวายแด่คณะสงฆ์ จำนวน 630 ถุง และเชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่เลขาธิการ ศอ.บต. , ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล , รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส , รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นตัวแทนในการนำไปมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 11,970 ถุง

วิเคราะห์ 3 วิกฤตซ้อน: โหมดเลือกตั้ง-ศึกชายแดน-ภัยพิบัติ ถึงเวลาที่ประชาชนต้องเลือกผู้นำจาก "ระบบบริหาร" ที่ยึดโยงข้อมูลและวินัย สร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้คนไทยทุก พาประเทศหลุดพ้นวงจรเดิม ไม่ใช่แค่แข่งกันพูดมันบนเวที

ประเทศไทยเหมือนคนที่เก่ง “ดับไฟ” แต่ไม่เคยยอม “เปลี่ยนสายไฟ” เกิดวิกฤต ทุกคนวิ่งช่วยกัน แถลงการณ์มา งบฉุกเฉินมา แต่พอไฟมอด เราก็กลับไปใช้ระบบเดิม แล้วรอไฟรอบใหม่
รอบนี้มันมาเป็นแพ็กเกจ 3 เด้ง:

• การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเร็ว
• ความตึงเครียดชายแดนและต้นทุนต่อเศรษฐกิจชายแดน
• ภัยพิบัติ/น้ำท่วมที่ฉุดรายได้เมืองท่องเที่ยวและฐานราก
คำถามคือ…เราจะเอาตัวรอดรอบนี้ แล้วกลับไปลูปเดิมอีกไหม?

1) ลูปการเมือง: เปลี่ยนรัฐบาล = เปลี่ยนการบ้านเป็นศูนย์
ทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยน สิ่งแรกที่หายไม่ใช่ “ปัญหา” แต่คือ “ความต่อเนื่องของการแก้ปัญหา” โครงการเดิมถูกพัก แผนเดิมถูกลืม คนทำงานระดับปฏิบัติถูกสั่งรีเซ็ต ประเทศเสียเวลาซ้ำซากกับคำเดิม ๆ อย่าง “จะศึกษา…จะตั้งคณะกรรมการ…จะบูรณาการ” แต่คำที่ไม่ค่อยเห็นคือ “นี่คือ KPI และนี่คือเส้นตาย”

2) ลูปความมั่นคง: เวลาศึกมา เราพูดเรื่องรักชาติ แต่ไม่พูดเรื่องต้นทุน
เวลาสถานการณ์ตึงเครียด สังคมพร้อมสนับสนุนการปกป้องประเทศ แต่สิ่งที่ต้องถามพร้อมกันคือ “ต้นทุน” และ “แผนจบ” เพราะถ้ารัฐทำได้แค่สื่อสารให้ฮึกเหิม แต่ทำไม่ได้เรื่องหยุดความสูญเสียและเยียวยาเศรษฐกิจ นั่นไม่ใช่ชัยชนะ—มันคือการยืดความเจ็บ

3) ลูปภัยพิบัติ: น้ำท่วมมาที เรารอ “หลังน้ำลด” ทุกที
น้ำท่วมไม่ได้แค่ทำให้บ้านเสียหาย แต่มันทำให้ “รายได้” ของคนจำนวนมากหายเป็นเดือน และทุกปีคำถามเดิมก็กลับมา: ระบบระบายน้ำ/ผังเมืองแก้ถึงไหน งบป้องกันอยู่ตรงไหนก่อนน้ำมา ทำไมเราต้องเริ่มจากบริจาคและถุงยังชีพก่อนเสมอ

4) ถ้าจะ “หลุดลูป” ต้องยอมทำ 3 เรื่องที่เจ็บ แต่จำเป็น
3 เรื่องที่ต้องทำให้ได้ ไม่งั้นก็กลับลูปเดิม:
1. ทำรัฐแบบวัดผลจริง: โครงการใหญ่ต้องมีตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจได้ ไม่ใช่ KPI สวยในเอกสาร
2. ยกเครื่องการจัดการภัยพิบัติ: จากช่วงหลังเกิดเหตุ เป็นลดความเสี่ยงล่วงหน้า (งบ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย)
3. ทำเศรษฐกิจฐานรากให้มี “buffer”: กลไกเยียวยาเร็วและเงินสดสำรอง เพราะท่องเที่ยว/บริการพังที คนตัวเล็กไม่มีพื้นที่หายใจ

บทสรุป
ไทยไม่ได้แพ้เพราะไม่มีคนเก่ง ไทยแพ้เพราะไม่ยอมสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ความเก่งทำงานต่อเนื่องได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ถ้าการเลือกตั้งรอบหน้าจะมีความหมาย คำถามที่ควรถามทุกพรรคไม่ใช่ “ใครพูดมันกว่า” แต่คือ “คุณจะทำให้ประเทศหลุดลูปเดิม ด้วยระบบอะไร—และประชาชนตรวจสอบได้ยังไง”
 

เปิดตัว Smart Solar Energy ติดตั้งโซลาร์กว่า 1 แสน ตร.ม. ในคลังสินค้าทุกแห่ง ชูจุดแข็งลดต้นทุนผู้เช่า 30% - เพิ่มรายได้ 15% หนุนไทยมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050

SCX Corporation บริษัทในเครือ SC Asset เดินหน้าขยายพอร์ต Engine 2 ต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์และพลังงานสะอาด ภายใต้แนวคิด “The Way Forward” ยกระดับศักยภาพสู่การพัฒนา Green Industrial Property ทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้ประจำ เปิดตัวโซลูชัน “Smart Solar Energy Solutions” เดินเครื่องติดตั้งโซลาร์รวมกว่า 100,000 ตร.ม.ในคลังสินค้า SCX Logistics ทุกแห่ง ลดต้นทุนผู้เช่า-เพิ่มรายได้ธุรกิจ-ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สนับสนุนไทยสู่ Net Zero ชูจุดแข็งดึงผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด “Vasticity Assets” เสริมการให้บริการแก่ลูกค้าในโครงการ เริ่มนำร่องแห่งแรก SCX Logistics บางนา กม.20

นายรชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SCX Corporation เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ Engine 2 ของเครือเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset) ภายใต้วิสัยทัศน์ The Way Forward พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ นำโซลูชันการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ามาเสริมแกร่งคลังสินค้า เพื่อให้เกิด “Smart Solar Energy Solutions” สร้าง Green Industrial Property ที่ช่วยลูกค้าลดต้นทุนพลังงาน พร้อมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

“ลูกค้าโลจิสติกส์ยุคนี้ไม่ได้มองหาเพียงคลังสินค้าและโรงงานอีกต่อไป แต่ต้องการโครงการที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และต้นทุนพลังงานที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโซลูชั่น Solar Smart Warehouse จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานให้คลังสินค้าของ SCX Corporation เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐาน ESG ของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ” นายรชฎ กล่าว

สำหรับโซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftopในโครงการ SCX Logistics ทุกแห่ง คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตร.ม. สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) หรือเทียบเท่าการผลิตไฟฟ้า 29,200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อปี รวมถึงการติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 20-30% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 14,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.62 ล้านต้น 

นายรชฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า โซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ SCX Corporation เป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างคุณค่าใน 3 มิติ ได้แก่ 1.People ช่วยให้ผู้เช่าอาคารเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.Planet ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สนับสนุนทิศทางประเทศที่เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น เป็นปี 2050 พร้อมทั้งเสริมเป้าหมาย Green Logistics และ Green Industry ของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม และ 3.Profit ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัทจากการขายพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้ Power Purchase Agreement (PPA) คิดเป็นประมาณ 10-15% จากรายได้ค่าเช่าอาคาร พร้อมทั้งตอกย้ำภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโครงการ Green Industrial Property ของไทย โดยบริษัทได้ร่วมมือกับ Vasticity Assets ในฐานะ Strategic Partner ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ESCO (Energy Service Company) มานานกว่า 10 ปี ให้เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

นายธนวัฒน์ วงศ์นภาจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาสทิซิตี้ แอสเซท จำกัด หรือ Vasticity Assets กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์อาจยังถูกมองว่าเป็น “ทางเลือก” แต่บริษัทมองเห็นชัดเจนว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานในอนาคต ความร่วมมือกับ SCX ซึ่งมีวิสัยทัศน์ตรงกันในการผลักดัน Smart Solar Energy Solutions สู่ภาคธุรกิจการผลิตและโลจิสติกส์ จะช่วยวางรากฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้เช่าได้อย่างแท้จริง ต่อยอดสู่การสร้าง Green Ecosystem ที่แข็งแรงขึ้น พร้อมช่วยสนับสนุนความยั่งยืนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศ

ทั้งนี้ Vasticity Assets จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งกระบวนการด้านวิศวกรรม การติดตั้ง รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายและรองรับการขยายขนาดการใช้งานไปยังทุกอาคารของ SCX Logistics ในอนาคต เบื้องต้น มีแผนติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการนำร่องแห่งแรกที่ SCX Logistics บางนา กม.20 เฟสแรก ประมาณ 20,000 ตร.ม.ในปี 2026 ก่อนจะขยายการติดตั้งทั้งโครงการภายในปี 2027 และจะไปยังโครงการของ SCX Logistics ทุกแห่งต่อไป คาดว่าจะติดตั้งจนครบทุกแห่ง ภายในปี 2028
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top