Thursday, 4 June 2026
Hard News Team

ทลายกำแพงข้อมูลสู่ Analytics Hub ประเทศ ชูโมเดล Cross-data เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ บูรณาการข้อมูลจากฐานราก ดร.มนธ์สินี ชี้เริ่มที่กรมการปกครอง

(กรุงเทพฯ – 11 พฤศจิกายน 2566): กระทรวงมหาดไทย ประกาศยกระดับการบริหารงานภาครัฐสู่รุ่งอรุณแห่งยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านการสร้าง "ฐานข้อมูลประชาชนกลาง" (Central Citizen Database) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลจากทุกกรมและทุกกองงานภายใต้สังกัดมหาดไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เสริมประสิทธิภาพการบริการประชาชนและการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำและเรียลไทม์

ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ AI Advocate ได้นำเสนอวิสัยทัศน์การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่ากุญแจสำคัญคือการสร้าง "Analytics Hub" ที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Cross-data ระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"หัวใจสำคัญคือการทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos) เพื่อให้ข้อมูลจากทุกภาคส่วนของมหาดไทยไหลเวียนและบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ" ดร. มนธ์สินี กล่าวเสริม "โดยเราเลือกปักหมุดเริ่มต้นที่ กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์ที่มีฐานข้อมูลรากฐานและโครงข่ายการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การใช้จุดแข็งนี้เป็นศูนย์กลางจะช่วยเร่งการขยายผลไปสู่การเป็น Analytics Hub ระดับชาติที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพสูงสุด"

แผนงานดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้มหาดไทยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมประชาชนในเชิงลึก (Predictive Analytics) เพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่ตรงจุดแล้ว ยังมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาข้อมูล (Data-Driven Government) อย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ดร. มนธ์สินี จึงได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีกรมการปกครองเป็นแกนกลาง ดังนี้:

  • ทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos): มุ่งสร้าง Single Source of Truth ผ่านการยกระดับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรสู่ระบบ Cloud-native เพื่อการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานที่ไร้รอยต่อ
  • ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience): ยกระดับความเชื่อมั่นด้วยสถาปัตยกรรม Zero Trust และระบบ AI ตรวจจับความผิดปกติเพื่อคุ้มครองตัวตนดิจิทัลของประชาชน
  • บริการสาธารณะอัจฉริยะ (AI-Powered Public Services): เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก "ตั้งรับ" เป็น "เชิงรุก" ด้วย Analytics Hub ที่วิเคราะห์ข้อมูลข้ามมิติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ

ชู AI ยกระดับท่องเที่ยวดิจิทัลไทย ใช้ระบบคลาวด์มาตรฐานสากล วางแผนทริปครบในแอปเดียว ดร.มนธ์สินี ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรม

กรุงเทพมหานคร – 24 กุมภาพันธ์ 2569 – มาสเตอร์การ์ด และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแอปพลิเคชัน "Amazing Thailand" โฉมใหม่อย่างเป็นทางการ ณ Dusit Central Park โดยมีหัวใจหลักคือการผสาน Mastercard Integration Layer เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ระดับโลกให้กับผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษา รายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง ททท. และ มาสเตอร์การ์ด เพิ่มเติมได้จากบทความอย่างเป็นทางการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วิสัยทัศน์สู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

ผู้บริหารระดับสูงจาก ททท. และ มาสเตอร์การ์ด ร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์ถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

ยกระดับเทคโนโลยีสู่มาตรฐาน Cloud-Native

ผู้อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์ทางเทคนิคในครั้งนี้คือ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ในฐานะ AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัล ททท. และ ที่ปรึกษากรรมการ บริษัท พรีดิคทีฟ จำกัด (Predictive Co., Ltd.) โดย ดร. มนธ์สินี ได้ผลักดันการทำ App Modernization ให้เป็นระบบ Cloud-native อย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วย:

- ระบบสถาปัตยกรรม Microservices: ใช้เทคโนโลยี Containerization เพื่อให้ระบบรองรับการขยายตัวอัตโนมัติ (Auto-scaling) และมีความเสถียรสูงสุด (High Availability)

 - โครงสร้าง API-First: เชื่อมต่อข้อมูลกับคลังข้อมูลกลาง (Centralized Data Warehouse) ได้อย่างไร้รอยต่อและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

- การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง: ติดตั้ง Google Analytics 4 (GA4) เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการใช้งาน (Customer Journey) ของนักท่องเที่ยวอย่างละเอียด

 - นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ TAT-AI: บูรณาการ TAT-AI Widget เพื่อเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการตอบโต้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ สื่อเศรษฐกิจของประเทศได้รายงานข่าวเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวเพิ่มเติม ถึงผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม

‘ดร.เจษฎ์’ ฝาก ‘นายกฯ หนู’ แก้เกมส์ รุก ‘ฮุน มาเนต’ ดึง ฝรั่งเศส อเมริกา วุ่นวายไทย พร้อมปลุกใจ "ไทย สามัคคี รักชาติ"

(19 ก.พ. 69) จากกรณี "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า จะเชิญ คณะกรรมการสันติภาพ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย พร้อมเรียกร้องไทยอนุญาตให้คณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วมเริ่มทำงานในพื้นที่พิพาทชายแดนนั้น 

ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็น 1 ในพื้นที่พิพาท ที่ไทยยึดคืนได้จากการปะทะ พร้อมให้สัมภาษณ์ทางถึงกรณีดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า ขณะที่นักการเมืองไทยกำลังแย่งชิงอำนาจ แต่ศัตรูข้างบ้านกำลังเดินเกมรุกคืบ เตรียมผนึกมหาอำนาจบีบไทยให้จนมุม พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย!


ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ต้องเตือนให้คนไทย ให้ "ตาสว่าง" กับแผนการของ "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กำลังรุกคืบอย่างเป็นระบบ ที่มีแผนฮุบผลประโยชน์อ่าวไทย จากการอ้างอิงคำกล่าวของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ที่ระบุว่าหากไทยสร้างกำแพง กัมพูชาก็ต้องได้ "ส่วนแบ่งน้ำมันในอ่าวไทย" รวมถึงใช้ "ทรัมป์" เป็นโล่ ซึ่งกัมพูชาเลือกข้างสหรัฐฯ อย่างชัดเจนผ่าน Board of Peace เพื่อดึงมหาอำนาจมาเป็นพวก และเตรียมใช้ยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) เข้ามากดดันไทยให้คืนพื้นที่ทับซ้อน 

"กัมพูชามีแนวโน้มในการที่จะเดินหน้าเรียกร้องให้มีการคืนพื้นที่จากทางประเทศไทย ดังที่คุณฮุน มาเนต ได้บอกเอาไว้ เดินหน้าต่อจาก Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ไปยุโรป ไปคุยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบ ในขณะที่กษัตริย์กัมพูชา สมเด็จนโรดม สีหมุนี ก็ได้กล่าวอ้างว่า ถ้าหากประเทศไทยจะสร้างกำแพงขึ้นมา ก็ต้องขอแบ่งน้ำมันที่อยู่ในอ่าวไทยเช่นกัน

การรุกคืบเหล่านี้ ทั้งจากสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชา และจากองคาพยพในการบริหารจัดการแผ่นดินโดยคุณฮุน มาเนต ถ้าหากว่าเรายังไม่นึกคิดว่าภัยข้างบ้านเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เรายังคงทะเลาะกันในบ้าน ยังคงหาจุดลงตัวเพื่อเดินหน้าต่อไปไม่ได้ การที่คุณฮุน มาเนต ไปประชุม Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ก็ต้องร่วมกันกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เท่ากับว่ากัมพูชาเลือกทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาไปเกินครึ่งตัวแล้ว" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่อธิปไตยไทยมานานกว่า 30-40 ปี โดยที่รัฐบาลยุคก่อน ๆ เพิกเฉย ด้วยว่า การได้สัมผัสพื้นที่จริง การได้เห็นว่ากัมพูชาได้มาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ 30-40 ปีแล้ว โดยรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้แก้ปัญหาใด ไม่ได้พยายามจะดำเนินการเพื่อที่จะรักษาอธิปไตยอย่างมั่นคง แม้รัฐบาลที่มีคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการค่อนข้างจะแข็งขัน และแสดงศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยในระดับสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุว่าภัยยังไม่หมด และเรื่องราวยังไม่จบ

การรุกคืบของกัมพูชาจะก้าวเข้ามาได้ทุกเมื่อ โดยใช้กำลังทางกายภาพ และใช้ความสัมพันธ์ที่จะมีต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคตเข้ามาบีบคั้นเรา ส่วนประเทศมหาอำนาจอื่น ที่เราบอกว่าเป็นมหามิตร เช่น จีน เช่น รัสเซีย หรือประเทศอื่นใดในยุโรป จะช่วยเหลือเราหรือไม่ ยิ่งในยุโรปก็ยังมีประเทศอย่างฝรั่งเศสที่น่าจะพร้อมในการจะร่วมมือกับกัมพูชา และไม่รู้จะสานสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างไร ในการรุกคืบมาย่ำยีไทย

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายเตือนสติคนไทย ด้วยว่า ภัยข้างบ้านอันตรายกว่าที่คิด หากไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันเอง และยังจัดการ "ไส้ศึก" ภายในไม่ได้ เราอาจสูญเสียอธิปไตยอย่างถาวร

"พี่น้องทั้งหลายต้องตระหนักแล้วครับว่า เราต้องช่วยกันในการรักษาอธิปไตยให้มากกว่านี้ เราต้องช่วยกันผลักภัยร้ายออกจากบ้านเมือง และช่วยกันแก้ปัญหาภายในประเทศ ถ้าวันนี้ยังมีการบ่อนทำลายอยู่ เราต้องรีบจัดการ เราไม่มีเวลาที่จะแตกความสามัคคีกันแล้ว เพราะว่าภัยภายนอกมันหนักหนากว่าภัยภายในยิ่งนัก แต่สิ่งที่จะทำให้เราพ่ายแพ้ คือการจัดการกับภัยภายในไม่ได้ ความสามัคคีกันเหมือนที่เป็นมาในอดีต ดังนั้นในตอนนี้ เราต้องรู้แล้วล่ะครับว่า มันมีคนอยู่สองจำพวก จำพวกกำลังจะสร้างชาติ กับจำพวกกำลังจะทำลายชาติ เราต้องร่วมกันเป็นประเภทแรก บ้านเมืองเราถึงจะรอดครับ"

ครอบครัว “ประดิษฐ์พร” ครอบครัวการเมือง

ไม่ใช่แค่ ‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ ที่คลุกคลีอยู่กับการเมือง แต่ ‘วสุ ประดิษฐ์พร’ ภรรยาของสมชาติ ก็เป็นนักการเมือง เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น โดยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเทศบาลเมืองท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ให้เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าข้ามในการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา

วสุได้รับการเลือกตั้ง พร้อมๆกับคนอื่นๆ อันเป็นการจัดการเลือกตั้งผู้บริหารเทศบาลและสมาชิกสภาเทศบาลพร้อมกับเทศบาลทั่วประเทศเมื่อ วันที่ 11 พฤษภาคม 2568 (2025) 
 
วาระการดำรงตำแหน่ง
ตามระบบการเลือกตั้งเทศบาลของไทย นายกเทศมนตรีที่ได้รับเลือกตั้งจะมี วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี (ตามพระราชบัญญัติเทศบาล) จึงหมายความว่าได้รับเลือกตั้งพฤษภาคม 2568 (2025) วาระสิ้นสุดโดยทั่วไปประมาณ พฤษภาคม 2572 (2029)

กล่าวถึงวสุ ประดิษฐ์พรชื่อเสียงไม่ใช่จะเพิ่งปรากฏตอนสมัครเป็นผู้สมัครลง นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม ใน การเลือกตั้งเทศบาลเมืองท่าข้าม รอบปี 2568 (2025) และ ได้รับชัยชนะคู่แข่งจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิม (อดีตนายกฯ) ซึ่งสะท้อนว่ามีฐานเสียงและความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่พอสมควร จากการเป็น “รองนายกเทศมนตรี” มาก่อน การมีประสบการณ์บริหารเทศบาลและคุ้นเคยกับงานท้องถิ่นอยู่ก่อน จึงเป็นที่รู้จักมักคุ้น มีผลงานหรือภาพลักษณ์ของเขาดีและเลือกให้เป็น “นายกเทศมนตรี” เพราะมีผลงานหรือความเชื่อว่าทำงานได้ต่อเนื่อง   

ในสังคมคนเมืองคนดีสุราษฎร์ธานี รับรู้กันว่า วสุก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นภรรยาของบ้านใหญ่ “อ้อย-สส.สมชาติ ประดิษฐ์พร” นั้นเอง สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี (พุนพิน ตาขุน) หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำsวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี 62 มาเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 นี้ เจอคู่แข่งเก่า ส.ส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ การกลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสมชาติ เพราะเขาเติบโตมาจากการเมือง จากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561) ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปี 62 และกลับมายืดอกได้อีกครั้งในปี 69 พร้อมเพื่อ ส.ส.เขตอีก 9 คน

จากข้อมูลที่กล่าวมาจะพบว่า “ครอบครัวประดิษฐ์พร” คือครอบครัวการเมืองจริง ทั้งสามีและภรรยาต่างเป็นนักการเมืองที่เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่น

‘วิษณุ’ เตือนปมบาร์โค้ด ทำกาบัตรไม่ลับ เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะ หวั่นกกต. เจอคุกซ้ำรอยปี 49

(19 ก.พ. 69) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายหัวข้อถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายวิษณุ ตอบคำถามผู้เข้าอบรมฯ ในประเด็นการเลือกตั้งอาจเป็นโมฆะ จากกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้งและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ อาจส่งผลให้ผลการลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ว่า

การตีความกฎหมายเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง โดยแนวทางที่ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ลับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกเสียงอย่างไร ถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง

แนวทางที่ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทางลับ เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

นายวิษณุ กล่าวว่า หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งตนว่าอาจจะผิด เห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่าไม่ได้ลับ เพราะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ถ้าจะทำประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่หมายความว่าต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือ เป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้วอีก 2 เดือน มาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้น พูดไม่ได้ เพราะว่าถูกเปิดเผยออกมาแล้ว

นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกันต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว ทั้งเป็นความเห็นส่วนตัวของตน ซึ่งอาจจะผิดก็ได้

เมื่อถามว่าหากเป็นแบบนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ และไม่กล้าจะคาดเดาด้วย คนที่ถามผม เมื่อสักครู่ว่าลับหรือไม่ลับ ผมก็เห็นว่ามันไม่ลับ หากการลงคะแนนไม่ลับแล้ว ก็อยู่ที่กกต.ว่าจะสั่งอย่างไร หากกกต.เห็นว่าไม่ลับ ก็ออกได้ทางเดียวคือ สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ จะบางเขตไม่ได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมันเหมือนกันทั้งประเทศ

นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อปี 2549 เราได้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศมาแล้ว จากกรณีจัดคูหาเลือกตั้งให้คนเดินผ่านแล้วมองเห็น ครั้งนั้นการจัดคูหาแบบนั้นไม่ได้จัดทั้งประเทศ จัดเพียงบางแห่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น กกต.ก็ได้สั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เสียเงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ต้องทำ

“ถ้ากกต. ไม่อยากสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ ก็ออกได้ทางเดียว คือ ที่ว่าการลงคะแนนเป็นความลับ หมายถึงลับ ตอนกาบัตรเลือกตั้ง ส่วนหลังจากนั้นไม่ลับอย่างที่ได้ตอบไป”

“ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดอย่างไร ผมไม่กล้าฟันธง แต่จะมาบอกว่าเอาแค่ กกต.รับผิดไปก็แล้วกัน มันจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะคดีเมื่อปี 2549 โดนหลายเด้ง ทั้งการเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และกกต. ต้องรับผิด แล้วก็ติดคุกกันไป ครั้งนี้ไม่แน่ใจว่าจะให้กกต.ติดคุกหรือไม่ แต่มีส่วนรับผิดชอบ เพราะบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดผ่านความเห็นชอบจากกกต.แล้ว เพราะฉะนั้นจะเอาคุณแสวงไปติดคุกคนเดียวไม่ได้ ก็คงต้องหาเพื่อนให้แกด้วยอยู่ดี” นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ใช่แค่ความชุลมุนเฉพาะหน้าเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่ความวุ่นวายที่รัฐบาลชุดต่อไปจะต้องเผชิญ คือความขัดแย้งในระยะยาว ทั้งความขัดแย้งที่เกิดจากสนิมเนื้อใน หรือ การทะเลาะแย่งชิงตำแหน่งกันเองภายในรัฐบาล และความขัดแย้งที่จะเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลออกเสียงประชามติ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งหนึ่งที่มีผู้คนเกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนจากหลายขั้วความคิดและความหลากหลายในสังคมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้
 

กองทัพเรือ แฉเครือข่ายจีนเทาชายแดนทมอดา หลอกลวงและกักตัวแรงงานต่างชาติบังคับทำสแกมเมอร์ ตรวจพบหลบหนีต่อเนื่องตอกย้ำภัยคุกคามข้ามชาติ

(19 ก.พ. 69) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ตรวจพบชาวต่างชาติหลบหนีออกจากชุมชนในฝั่งตรงข้ามบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษทมอดา ประเทศกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถจับกุมชาว เวียดนาม 6 ราย หลบหนีออกจากชุมชนชาวจีน ข้ามแนววางกำลังเข้ามา (Troop Deployment Line) โดยให้ข้อมูลว่าถูกหลอกลวงมากักขังและบังคับใช้แรงงาน เอกสารเดินทางถูกแก๊งชาวจีนเทายึดไว้ และต้องการเดินทางกลับประเทศ และเมื่อวานนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2569) จับกุมชาวจีนอีก 4 ราย หลบหนีออกจากพื้นที่เดียวกัน พร้อมให้ข้อมูลว่าถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์ (Cyber Scam)

ทั้งนี้ หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเบื้องต้น ทั้งอาหาร น้ำดื่ม และการปฐมพยาบาลบาดแผลที่เกิดระหว่างการหลบหนี พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งขยายผลด้านการข่าวเพื่อตรวจสอบโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติต่อไป

โฆษกกองทัพเรือระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนรูปแบบการหลอกลวง กักตัว และบังคับใช้แรงงานต่างชาติของกลุ่มธุรกิจสีเทาในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยกองทัพเรือจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจและบูรณาการกับทุกหน่วยงานเพื่อสกัดกั้นเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

‘คิงส์เกต’ ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทกับไทยแบบไร้เงื่อนไข ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปีเหมืองทองคำอัครา

18 ก.พ. 2569 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งถือเป็นข่าวดี เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจ

“การดำเนินการครั้งนี้ บริษัท คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใด ๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ” นายณัฐพล กล่าว

.

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิดเพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย เราใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือการเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาฉันมิตรโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ ‘ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย’ ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด

ขณะที่ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวว่า การรายงานผลในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 นั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญมาโดยตลอด

ผอ.กกต.กำแพงเพชร ท้าพิสูจน์ระบบบัตรเลือกตั้ง ลั่นหากรู้ได้ว่าใครกาใคร พร้อมลาออก

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายคงยศ บุญรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดกำแพงเพชร แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความลับของบัตรเลือกตั้งหลังจากพบว่ามีการติดบาร์โคดที่อาจสืบย้อนหลังหาตัวผู้กาบัตรได้ โดยนายคงยศได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Kongyos Boonrak ว่า "ผมขอท้า ใครเจาะระบบความลับบัตรเลือกตั้งกำแพงเพชรได้ว่า บัตรเป็นของใคร เลือกใคร ผมยอมลาออก"

ผอ.กกต.กำแพงเพชรยังได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่มีผู้อ้างว่าการลงคะแนนโดย "ตรง" และ "ลับ" หมายถึง ไม่มีโอกาสที่ผู้ใดจะรู้ได้ แม้แต่ผู้เป็นกรรมการก็ไม่มีสิทธิ แต่ความเป็นจริงคือมาตรา 92 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระบุให้ กปน.(กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) สามารถลงคะแนนแทนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ กรณีเป็นผู้พิการหรือผู้สูงอายุ โดยให้ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

"ถ้าหากเป็นไปตามความเห็นกูรูผู้รู้ทั้งหลาย กปน.ที่ลงคะแนนแทน คงต้องหลับตากากบาทเพราะความลับ" นายคงยศระบุ พร้อมย้ำว่าหลังการลงคะแนน จะถูกจัดเก็บและผนึกด้วยกระบวนการทางกฎหมาย มิใช่เพียงแค่รูปแบบทางกายภาพโดยลำพัง

‘อ.ไชยันต์’ ถอดรหัสความชอบธรรม ‘กษัตริย์นอร์เวย์’ รากฐานจากประชามติสู่ความมั่นคงในรัฐสภา หลังมีมติตีตกข้อเสนอเป็นสาธารณรัฐ 25 ครั้งซ้อน

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 - ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า นอร์เวย์ 2026: เมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภายืนยันระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ

1. ผลการลงมติล่าสุด: เอกฉันท์ที่ยังคงเดิม

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 รัฐสภานอร์เวย์ (Stortinget) ได้ลงมติครั้งสำคัญเกี่ยวกับร่างกฎหมายขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ผลปรากฏว่าเสียงข้างมาก 141 เสียง ลงมติไม่รับร่าง ขณะที่มีเพียง 26 เสียง ที่เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลง

รัฐธรรมนูญนอร์เวย์จึงยังคงไว้ซึ่งมาตรา 1 เหมือนเดิม นั่นคือ “ราชอาณาจักรนอร์เวย์เป็นดินแดนที่เป็นอิสระ แบ่งแยกไม่ได้ และโอนให้กันไม่ได้ รูปแบบการปกครองคือ ระบอบราชาธิปไตยภายใต้อำนาจจำกัดและสืบราชสันตติวงศ์” (The Kingdom of Norway is a free, indivisible and inalienable dominion. Its form of government is a limited and hereditary monarchy.)

ซึ่งตรงกับมาตรา 2 ในหมวดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยเรา นั่นคือ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(แต่หลังจากผลประชามติเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ส่งผลให้การแก้รัฐธรรมนูญสามารถแก้มาตรา 2 ได้ แต่ก็ต้องผ่านการทำประชามติอีก)

2. ทำไมถึงมีการเสนอแก้รัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง?

การเสนอร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนระบอบในนอร์เวย์ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจ แต่อาจถือได้ว่าเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ"

เพราะนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 มีการเสนอร่างในลักษณะนี้มาแล้ว อย่างน้อย 25 ครั้ง แม้ผู้เสนอจะรู้ดีว่ายากที่จะได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ตามที่มาตรา 121 กำหนด แต่ก็ยังคงเสนออยู่เรื่อย ๆ เพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์ 3 ข้อ นั่นคือ

• เพื่อแสดงจุดยืน: ยืนยันกับผู้เลือกตั้งว่าพรรคยังยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่ประมุขต้องมาจากการเลือกตั้ง

• เพื่อเปิดพื้นที่อภิปราย: เป็นโอกาสเดียวที่จะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของราชวงศ์อย่างเป็นทางการในสภา

• เพื่อรอจังหวะวิกฤต: เตรียมความพร้อมไว้หากวันหนึ่งความนิยมของราชวงศ์ลดลงจนถึงจุดวิกฤต เช่น ในช่วงเปลี่ยนรัชสมัย

3. การเสนอแก้รัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด ภายใต้มรสุมข่าวอื้อฉาว: บททดสอบความศรัทธา

การลงมติครั้งล่าสุดนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากราชวงศ์นอร์เวย์กำลังเผชิญกับข่าวอื้อฉาว 2 กรณีใหญ่:

• คดีความของ มาริอุส บอร์ก ฮอยบี้: บุตรชายคนโตของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต (มกุฎราชกุมารี) ถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนสาวและอดีตแฟนสาวคนอื่น ๆ รวมถึงมีพฤติกรรมรุนแรงในความสัมพันธ์ใกล้ชิด แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการ แต่พฤติกรรมนี้กระทบถึงสถาบันฯ โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหญิงเมตเต-มาริตถูกวิจารณ์ว่าทราบเรื่องแต่ไม่ได้จัดการอย่างเด็ดขาด

• กรณีเจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ กับ Shaman Durek: ความสัมพันธ์กับหมอผีชาวอเมริกันที่อ้างว่ามีพลังจิตรักษาโรคได้ ทำให้เกิดการวิจารณ์เรื่องการนำฐานันดรศักดิ์ไปใช้โปรโมทธุรกิจส่วนตัว จนกษัตริย์ฮารัลด์ต้องสั่งให้เจ้าหญิงยุติการปฏิบัติพระราชกรณียกิจและห้ามใช้ตำแหน่ง "เจ้าหญิง" ในเชิงพาณิชย์เพื่อแยกเรื่องส่วนตัวออกจากสถาบัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวอื้อฉาวเหล่านี้ แต่คะแนนเสียงในสภาปี 2569 กลับยืนยันฝ่ายไม่เห็นชอบเพิ่มขึ้นเป็น 141 เสียง (จาก 134 เสียงในปี 2565) แสดงให้เห็นว่าเสียงฝั่งสาธารณรัฐกลับลดลงเล็กน้อยท่ามกลางวิกฤต

4. สถาบันกษัตริย์นอร์เวย์มีรากฐานจาก "ประชามติ": ความชอบธรรมจากประชาชน

ความแข็งแกร่งของสถาบันกษัตริย์นอร์เวย์มีที่มาจากการได้รับ "ฉันทามติ" มาตั้งแต่ต้น

• เมื่อนอร์เวย์แยกตัวจากสวีเดนในปี ค.ศ. 1905 ได้มีการทำประชามติซึ่งเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 99.95 ต้องการเป็นอิสระ

• ในส่วนของระบอบการปกครอง เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก ผู้ได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ ทรงมีเงื่อนไขสำคัญว่าพระองค์จะรับตำแหน่งต่อเมื่อ "ประชาชนต้องแสดงประชามติว่าต้องการสถาบันกษัตริย์" เท่านั้น

• ผลประชามติในเดือนพฤศจิกายน 1905 ปรากฏว่า ร้อยละ 79 ต้องการให้คงสถาบันกษัตริย์ไว้

สรุป

สถาบันพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงเพราะกฎหมาย แต่ดำรงอยู่ด้วยความชอบธรรมที่ผ่านการทดสอบทั้งจากการทำประชามติโดยประชาชน และการลงมติในรัฐสภามาตลอดกว่าร้อยปี

แม้ในยามที่มีข่าวอื้อฉาวสั่นคลอน แต่กลไกของรัฐธรรมนูญและสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับประชาชนมาตั้งแต่ต้นยังคงเป็นเกราะกำบังสำคัญให้ระบอบนี้ดำเนินต่อไปได้

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์ - การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ.1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

 

 

'ดร.อธิป' ถอดรหัส 'อปริหานิยธรรม 7' ชี้ไม่ใช่แค่ธรรมะที่เก็บไว้บนหิ้ง แต่คือทางรอดองค์กรที่ผู้นำยุคปัจจุบันต้องเรียนรู้ เชื่อ 'ความเข้มแข็งภายใน' ชนะทุกสงคราม

‘ดร.อธิป’ ถอดรหัส "อปริหานิยธรรม 7" หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สู่ทางรอดองค์กรยุคใหม่ ชี้ชัด "ความเข้มแข็งภายใน" สามารถชนะทุกสงคราม

(17 กุมภาพันธ์ 2569) – ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรง การบริหารจัดการองค์กรหรือแม้แต่การปกครองบ้านเมือง จำเป็นต้องอาศัยหลักการที่มั่นคงและยั่งยืน ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจผ่านคลิปวิดีโอใน TikTok โดยการหยิบยกหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่อง "อปริหานิยธรรม 7" มาปัดฝุ่นและตีความใหม่ในบริบทของโลกปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมที่มีอายุกว่า 2,500 ปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในตำรา แต่คือ "พิมพ์เขียว" ของการสร้างความเข้มแข็งที่จับต้องได้จริง

ดร.อธิป เริ่มต้นด้วยการพาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่พุทธกาล ในเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ใน "มหาปรินิพพานสูตร" เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงอำนาจ หมายจะกรีธาทัพเข้าบดขยี้แคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความเป็นไปได้ในการศึกครั้งนี้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตอบรับหรือปฏิเสธโดยตรง แต่ทรงเลือกที่จะสนทนากับพระอานนท์ถึงวิถีปฏิบัติของชาววัชชีแทน โดยตรัสถามถึงหลัก 7 ประการที่ชาววัชชียึดถือปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย:
1. การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
2. การพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม รวมถึงพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
3. การไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ และไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว (ยึดมั่นในกฎกติกา)
4. การเคารพและรับฟังผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์
5. การคุ้มครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก
6. การเคารพสักการะปูชนียสถานและสัญลักษณ์ร่วมของบ้านเมือง
7. การให้ความคุ้มครองแก่พระอรหันต์และผู้ทรงศีล

พระพุทธเจ้าทรงสรุปไว้อย่างทรงพลังว่า "ตราบใดที่ชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ ความเจริญย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ และความเสื่อมย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้" ซึ่งแม้แต่วัสสการพราหมณ์เอง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยังยอมรับว่า หากแคว้นวัชชียังดำรงธรรมเหล่านี้ไว้ แม้เพียงข้อเดียวก็มิอาจเอาชนะด้วยการรบได้ ต้องใช้อุบายยุยงให้แตกสามัคคีภายในเท่านั้นถึงจะสำเร็จ

จากเรื่องราวในอดีต ดร.อธิป ได้เชื่อมโยงมาสู่ปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า "ความพ่ายแพ้" ของประเทศหรือองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากศัตรูภายนอกที่เก่งกาจกว่า แต่เกิดจาก "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน" หรือความอ่อนแอภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลิกประชุมปรึกษาหารือ การไม่รับฟังความเห็นต่าง หรือการละเมิดกติกาที่วางไว้ เพื่อป้องกันความเสื่อมเหล่านี้ ดร.อธิป ได้ถอดบทเรียนออกมาเป็น 4 หลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้นำและองค์กรยุคใหม่ เพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกันความเสื่อม" และขจัดวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic Culture):

• ประชุมให้เป็นงาน: การประชุมต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ต้องมีการเตรียมข้อมูล มีข้อสรุปที่ชัดเจน และมีการติดตามผลอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความเงียบสร้างความเข้าใจผิด
• ทำกติกาให้มีศักดิ์ศรี: ยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) กติกาต้องโปร่งใส ยุติธรรม และบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้มีอำนาจ
• สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety): สร้างสภาพแวดล้อมที่คนในองค์กรกล้าพูดความจริง กล้าเสนอแนะ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือคุกคาม เพื่อให้เกิดการระดมสมองและความร่วมมืออย่างแท้จริง
• ปกป้องผู้ยึดมั่นในจริยธรรม: ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง และให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ถูกต้อง หรือผู้ที่ยืนหยัดในความดี เพื่อไม่ให้คนดีท้อถอยและระบบถูกครอบงำโดยผู้มีอิทธิพล

ดร.อธิป ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า หากเราสามารถนำหลัก "อปริหานิยธรรม 7" มาประยุกต์ใช้ได้จริง มันจะไม่ใช่แค่ธรรมะบนหิ้งบูชา แต่จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะพาองค์กรและสังคมก้าวข้ามทุกวิกฤตไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top