Friday, 5 June 2026
Hard News Team

อโมริม ขอพักยาว ไม่รับงานคุมทีมทั้งฤดูกาลนี้ หลังถูก ‘แมนยู’ ปลดฟ้าผ่า รอคืนสนามฤดูกาลหน้า

(6 ม.ค. 69) รูเบน อโมริม กุนซือชาวโปรตุเกสวัย 40 ปี ตัดสินใจไม่รับคุมทีมใดๆ ตลอดช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ หลังถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปลดจากตำแหน่งแบบกะทันหันเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นอังกฤษ

แม้จะมีความสนใจจากทีมในตะวันออกกลางและบราซิล แต่ ‘รูดี้ กาเล็ตติ’ นักข่าวสายตลาดนักเตะ ระบุว่า อโมริมเลือกพักฟื้นสภาพจิตใจและใช้เวลากับครอบครัวก่อนจะกลับมารับงานอีกครั้งในฤดูกาลหน้า พร้อมกล่าวว่า "เขาต้องการเวลาเพื่อฟื้นฟูและคิดทบทวนก่อนเริ่มใหม่"

ก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ดตัดสินใจปลดอโมริมหลังผลงานไม่เป็นไปตามคาดและบรรยากาศในทีมสั่นคลอน โดยมีรายงานว่าเกิดความตึงเครียดเรื่องอำนาจการทำทีมและนโยบายเสริมทัพ อโมริมเคยย้ำว่าเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมไม่ใช่แค่โค้ชที่ทำตามคำสั่ง

สำหรับอนาคต ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ได้รับบทกุนซือขัดตาทัพ ขณะที่สโมสรเริ่มมองหาเฮดโค้ชคนใหม่ หวังฟื้นฟูฟอร์มและสถานะบนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้
 

เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ

วันนี้จับมาดูโร พรุ่งนี้จับใคร? เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ
เมื่อ ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ ถูกยกระดับเป็นปฏิบัติการข้ามแดน โลกกำลังเข้าสู่สนามรบใหม่: อำนาจ + กฎหมาย + ข่าวสาร

ต้นเดือนมกราคม 2026 โลกสะดุ้งพร้อมกัน เมื่อสื่อสากลหลายสำนักรายงานว่า สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในกรุงการากัส และควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร พร้อมซิเลีย ฟลอเรส ก่อนนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ใหญ่กว่า ‘คดี’ นั่นคือ ‘กติกาโลก’ ว่ายังมีอยู่จริงแค่ไหน และใครเป็นคนถือดินสอเขียนกติกา

นี่ไม่ใช่ข่าวคดี—แต่นี่คือข่าวกติกาโลก
การนำตัวผู้นำประเทศไปอยู่ในเขตอำนาจศาลของอีกประเทศ ไม่ได้เป็นแค่การเอาผิดทางอาญา แต่มันคือการยกระดับการต่อสู้ให้กลายเป็นสงครามเชิงระบบ (system war) ที่เดิมพันอยู่ที่ความชอบธรรม การยอมรับของนานาชาติ และความเชื่อของผู้คนต่อคำว่า ‘อธิปไตย’

ในโลกยุคเก่า สงครามคือการยึดพื้นที่ แต่ในโลกยุคใหม่ สงครามคือการยึด ‘สถานะ’ วันนี้คุณเป็นผู้นำประเทศ พรุ่งนี้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาในศาลต่างชาติ—และโลกทั้งใบถูกบังคับให้เลือกว่าจะเชื่อใคร.

สงครามโลกครั้งที่ 3 เวอร์ชันศตวรรษที่ 21: ไม่ต้องยิงกันมาก แต่บังคับให้ทั้งโลกเลือกข้าง
เคสเวเนซุเอลาครั้งนี้สะท้อนลายเซ็นของสงครามยุคใหม่ 3 ชั้นซ้อนกัน:
• ชั้นที่ 1: Lawfare (สงครามผ่านกฎหมาย) — ใช้ข้อกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อดึงคู่ขัดแย้งเข้าสนามที่ตนถนัด
• ชั้นที่ 2: Deterrence (การขู่เพื่อยับยั้ง) — แสดงให้เห็นว่า ‘ไปถึงตัวได้’ และ ‘เอาตัวออกมาได้’ เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามลังเล
• ชั้นที่ 3: Narrative war (สงครามเรื่องเล่า) — ใครเล่าเรื่องได้เหนือกว่า จะได้ครองความชอบธรรม: ‘จับผู้ร้าย’ หรือ ‘ลักพาตัวผู้นำ’ คือคนละจักรวาล

ทำไมเหตุการณ์นี้อันตรายกว่าที่คิด
ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การตอบโต้ระหว่างสองประเทศ แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ประเทศอื่นอาจเลียนแบบ และทำให้โลกเข้าสู่ยุคที่ทุกฝ่ายตีความกฎหมายระหว่างประเทศคนละชุด—จนคำว่า ‘กติกากลาง’ กลายเป็นของหายาก.
เมื่อบรรทัดฐานถูกขยับ ความขัดแย้งก็มีโอกาสลุกลามเป็นการตอบโต้แบบลูกโซ่: การคว่ำบาตร การตัดระบบการเงิน สงครามข่าวปลอม ปฏิบัติการไซเบอร์ การใช้กลุ่มตัวแทน (proxy) และสุดท้ายคือความเสี่ยงต่อการปะทะโดยตรง.

บทเรียนสำหรับไทย: ประเทศเล็กต้องอ่านเกมใหญ่ให้ขาด
1) กระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์: พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ต้องไม่ผูกกับเส้นทางเดียวหรือฝ่ายเดียว
2) เสริมภูมิคุ้มกันข้อมูล: สงครามยุคนี้ชนะด้วยความเชื่อ—รัฐและสังคมต้องรู้เท่าทันข่าวลวงและปฏิบัติการข้อมูล
3) ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์: เป้าหมายอันดับต้น ๆ ของสงครามระบบคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
4) การทูตต้องไวและแม่น: ในโลกที่ถูกบีบให้เลือกข้าง ประเทศเล็กต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติอย่างเยือกเย็น

สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเริ่มขึ้นแล้ว—เมื่อกติกาถูกฉีก โดยไม่ต้องมีคำประกาศ
หาก ‘สงครามโลก’ ในอดีตวัดกันที่จำนวนรถถัง วันนี้อาจวัดกันที่จำนวนประเทศที่ถูกบีบให้เลือกข้าง และจำนวนระบบที่ถูกทำให้ล่มหรือไม่น่าเชื่อถือ เคสเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของมาดูโร แต่คือคำเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เส้นแดงถูกข้ามได้ง่ายขึ้น และผลกระทบจะย้อนมาถึงทุกประเทศ—ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม

อ้างอิง (ข่าวต่างประเทศ)
1. Associated Press (AP News), 5 Jan 2026: Maduro appeared in Manhattan federal court and pleaded not guilty after being captured in Caracas.
2. Reuters, 3–5 Jan 2026: Reports and legal explainer on the capture and the debate over international law/sovereignty.
3. Financial Times, 5 Jan 2026: Maduro said he was ‘kidnapped’ and denied charges.
4. The Guardian, 5 Jan 2026: Courtroom scene and political fallout coverage
 

เมื่อ Gen Y ทำป้ายบอกทาง ชาวเน็ตโพสต์คลิปป้ายข้างทาง พบข้อความอ่านแล้วถึงกับ “อมยิ้ม”

(5 ม.ค. 69 ) ผู้ใช้ Tiktok ชื่อบัญชี ‘noorungkra รุ้งกินน้ำเกิดทางทิศเหนือ’ โพสต์คลิปที่มีป้ายข้อความข้างทางที่กำลังก่อสร้างถนน โดยตั้งชื่อคลิปว่า “เมื่อให้ Gen Y มาทำป้ายบอกทาง”พร้อมข้อความว่า เมื่อเส้นสุพรรณบุรี-บางบัวทองทำถนน ไอ้เราก็นั่งอ่านป้ายเพลินๆ เสียดายถ่ายตอนช่วงแรกไม่ทัน 

พร้อมกับถ่ายภาพป้ายที่มีข้อความต่าง ๆ อาทิ
- ครึ่งทางแล้วนะ เห็นไหมไม่ไกล
- อีก 8 กม. พ้นหน้างานก่อสร้าง ไปกันต่อ
- ทางชีวิตยังต้องซ่อม ถนนเช่นกัน ไปกันต่อ...(โถ มาway เปรียบเปรยสะและ ไปกันต่อ)
- อีก 6 กม. พ้นหน้าก่อสร้าง อีกอึดใจเดียว (ฮีบไว้ๆ อีกอึดใจว่าซ่าน)
- เสาร์-อาทิตย์ รถติดเยอะ ฝากบอกเพื่อนด้วยนะจ๊ะ (เค้าฝากให้ชั้นมาบอกพวกแกอ่ะ)
- อีก 4 กม. พ้นหน้างานก่อสร้างแล้วนะจ๊ะ (นะจ๊ะ.....สะด้วย แหมมมม)
- อีก 2 กม. พ้นหน้างานก่อสร้าง ใกล้แล้วที่รัก (เอ้าโสดอยู่ดีๆ มีคนเรียกที่รักเฉยยย)
- เดินทางโดยสวัสดิภาพ ด้วยความปรารถนาดีจาก แขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 (ว๊า หมดสะแระ ขับขี่ด้วยความปลอดภัยทุกท่านนะคะ)

และยังระบุข้อความในคลิปด้วยว่า ถนนซ่อม รถติด ขับตามกันมา เห็นป้ายพวกนี้มันน่ารักจัง 

ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานรัฐที่ต้องการลดความตึงเครียดให้กับผู้ที่ใช้รถใช้ถนนที่ต้องเจอกับสภาพรถติดจากเหตุซ่อมถนน รวมถึงผู้นำคลิปมาเผยแพร่ที่มีอารมณ์ขัน สามารถนำป้ายข้างทางมาร้อยเรียงทำให้บรรยากาศมีความผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

‘เนเน่ รัดเกล้า’ ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง ‘อ.อัจฉราวดี’ ย้ำจุดยืนประชาธิปัตย์ ยุค ‘อภิสิทธิ์’ ยึดหลักการ-จริยธรรมเหนือการเมือง วอนกลุ่มคนรักชาติไม่แตกแยก ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยความจริง

(5 ม.ค. 69) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หรือ "เนเน่" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารถึง อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล และผู้ติดตาม โดยมีเนื้อหาสำคัญในการชี้แจงประเด็นที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อพรรคประชาธิปัตย์และอดีตผู้นำพรรค พร้อมเน้นย้ำถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนความสุจริต ว่า 

ด้วยความเคารพ ต่อ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล... หวังว่าท่าน (และผู้ติดตามของท่าน) จะมาอ่านบทความนี้ของเนเน่ (และอ่านจนจบ)

เนเน่ไม่ได้รู้จักอาจารย์เป็นการส่วนตัว และไม่เคยติดตามงานเขียนของอาจารย์มาก่อน แต่ขอขอบคุณจากใจต่อความศรัทธาที่อาจารย์เคยมีให้พรรคประชาธิปัตย์  ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านชวน หลีกภัย รวมถึงความห่วงใยต่อประเทศชาติ บ้านเมือง และสถาบันหลักของชาติ ซึ่งในจุดนี้ เนเน่เชื่อว่าเรามีเจตนาร่วมกัน

ประเด็นที่หนึ่ง มีหลักการหรือไม่ เด็ดขาดหรือไม่... การทำงานการเมือง คือการทำหน้าที่รับใช้ประชาชน และเป็นธรรมดาที่ไม่มีผลงานใดจะถูกใจคนทั้งประเทศได้ ความเห็นต่าง การชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใด การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องของนานาจิตตังค์ ทำงานการเมืองต้องยอมรับและเข้าใจได้ ...ตราบใดที่การวิพากษ์วิจารณ์นั้นอยู่บนฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริง

ประเด็นที่สอง บทความของอาจารย์มีการกล่าวถึงเรื่อง MOU 43 ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำในอดีตคลาดเคลื่อนได้ หากไม่ได้ติดตามรายละเอียดของเรื่องนี้อย่างรอบด้าน เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ มีความละเอียดอ่อน และอาจถูกตีความผิดได้ง่าย

เนเน่ขอเรียนตรงไปตรงมาว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง แต่ได้พยายามศึกษาข้อมูลด้วยความห่วงใยต่อประเทศชาติและสถาบันหลักของชาติไม่ต่างจากอาจารย์ ยิ่งศึกษา ยิ่งเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกหยิบมาใช้สร้างความแตกแยกในกลุ่มคนที่รักชาติและยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน เพราะอาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนโดยไม่ตั้งใจ

หากอาจารย์มีเวลา เนเน่อยากขอเชิญชวนให้อาจารย์ลองศึกษาข้อมูลในมิติอื่นเพิ่มเติม หรือรับชมคลิปสั้นจากเวทีดีเบตของช่อง 3 ที่เนเน่ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้ เพื่อประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น
https://youtu.be/x5Xv1ZFks3E?si=JgaIT9zMM9BHZCVn

สังคมไทยต้องการสื่อสารในประเด็นที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ ให้ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่มีหัวใจเดียวกัน นั่นคือหวังดีต่อบ้านเมือง ...หากขาดความระมัดระวังแล้ว จะกลายเป็นการหวังดีประสงค์ร้ายได้ค่ะ ไม่ว่าอาจารย์จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ประเด็นที่สาม ด้วยความเคารพในเจตนาดีและความห่วงใยประเทศของอาจารย์อย่างแท้จริง สำหรับแนวคิดเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ไปยังพรรคอื่น เนเน่ขอยืนยันว่าเป็นสิทธิ์โดยสมบูรณ์ของอาจารย์ และไม่ได้ติดใจในความเห็นนั้น

ในวันนี้ ผู้ชายที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศชัดว่ากลับมาเพื่อกู้ศรัทธาให้กับประเทศไทยและการเมืองไทย ยึดมั่นการเมืองสุจริต เลือกคนที่ทำงานเป็น มีหลักการ ไม่สร้างความขัดแย้ง และไม่ป้ายสีผู้ที่ยืนอยู่บนหลักการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ (ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์) ยืนยันมาโดยตลอดว่า พร้อมร่วมงานกับทุกพรรคการเมืองที่เคารพ "เส้นแบ่งทางจริยธรรม" ที่ชัดเจน นั่นคือ...
- ไม่ร่วมกับพรรคที่ถูกตั้งคำถามเรื่องทุนสีเทา
- ไม่ร่วมกับพรรคที่มีนโยบายสร้างความแตกแยกให้กับสังคม

ประชาชนคนไทยถวิลหานักการเมืองที่ใสสะอาด มีจุดยืน มีความเด็ดขาด มีหลักการ มาโดยตลอดแล้ว ...ความจริงว่า วันนี้มีนักการเมืองแบบนั้นอยู่ตรงหน้า - หรือไม่มี - คงต้องแล้วแต่ทุกท่านพิจารณาตัดสินใจกันเองค่ะ

สจฺจํ เว อมตา วาจา... ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
คุณค่าของความซื่อสัตย์ สัจจะ และความจริงที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
...ไม่ว่าท่านจะเห็น หรือไม่เห็น ก็ตาม...

สุดท้ายนี้ เนเน่เชื่อว่า ความรักชาติไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่ความรักชาติที่แท้จริง ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความสุจริต และการเคารพกัน แม้จะมีความเห็นต่าง

ประเทศจะเข้มแข็งได้ ไม่ใช่จากการชักนำ คนที่คิดดีออกจากกัน แต่จากการร่วมกันปกป้องสิ่งสำคัญของชาติ ด้วยสติและเหตุผล... ขออาจารย์ (และผู้ติดตามของอาจารย์) โปรดจงพิจารณาพินิจวิเคราะห์ให้ดีค่ะ

ด้วยความเคารพและความหวังดีค่ะ
 

เดวิด เผยโพสต์สรุปปีไร้ บรู๊กลิน โพสต์อัลบั้มภาพปี 2025 ไม่มีลูกชายคนโต แฟนคลับสงสัยตั้งใจเมินหรือเลือกภาพ ล่าสุดเดวิดลงสตอรี่ภาพอบอุ่นคืนความสัมพันธ์

(5 ม.ค. 69) เดวิด เบ็คแฮม กลายเป็นประเด็นอีกครั้งหลังโพสต์อัลบั้มภาพสรุปเหตุการณ์สำคัญในปี 2025 ลงบนอินสตาแกรม แต่ไร้เงาของลูกชายคนโต 'บรู๊กลิน เบ็คแฮม' ซึ่งทำให้แฟนๆ และสื่อจับตาเป็นสัญญาณความตึงเครียดในครอบครัว

อัลบั้มโพสต์แบบคารูเซลรวบรวมประมาณ 20 ภาพที่แสดงโมเมนต์สำคัญของปีของเดวิด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลากับภรรยาคือ 'วิคตอเรีย เบ็คแฮม' และลูกๆ อีก 3 คน 'โรเมโอ' 'ครูซ' และ 'ฮาร์เปอร์' รวมถึงวันครบรอบอายุ 50 ปีและภาพเกียรติยศด้านงาน

อย่างไรก็ตาม 'บรู๊กลิน' ไม่มีภาพอยู่ในอัลบั้มแม้แต่ภาพเดียว ซึ่งปกติครอบครัวเบ็คแฮมมักจะมีรูปภาพครอบครัวร่วมกันในโอกาสสำคัญอยู่เสมอ ทำให้แฟนคลับเกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตัดออกแบบจงใจหรือเพียงแค่คัดเลือกรูปภาพ

หลังจากกระแสวิจารณ์เดือดเด้อนี้ เดวิดได้โพสต์ภาพขาวดำเก่าร่วมกับ 'บรู๊กลิน' ใน Instagram Stories พร้อมข้อความอบอุ่นสื่อถึงความรักและความเป็นครอบครัว สื่อมองว่าเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ยังไม่ขาดสะบั้น

ก่อนหน้านี้ข่าวลือความตึงเครียดในครอบครัวเบ็คแฮมถูกพูดถึงมากขึ้นตั้งแต่ 'บรู๊กลิน' แต่งงานกับ 'นิโคลา เพลต์ซ' ในปี 2022 และมีรายงานข่าวปัญหาในความสัมพันธ์ครอบครัว ถึงแม้บางส่วนจะถูกปฏิเสธจากทางครอบครัว แต่กระแสดราม่ายังคงอยู่

คนแซะ “มีทหารไว้ทำไม” ยังไม่สำนึกจริง ชี้ อยู่ร่วมชาติกันลำบาก บ้านเมืองเจริญยากถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม

ภายหลังจากที่ นาย วิโรจน์  ลักขณาอดิศร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 99 พรรคประชาชน ได้ออกมา ชวน เจ้ากรมข่าวทหารบก ปฏิรูปกองทัพด้วยกัน ล่าสุด  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณีนี้โดยระบุว่า วันนี้มีผู้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของทหารว่า “มีทหารไว้ทำไม” แล้วกลับมาบอกว่า วันนี้รู้แล้วว่ามีทหารไว้ทำไมนั้น ยังไม่จริง เพราะพฤติกรรม และคำพูดยังคงเสียดสี ทิ่มแทง เย้ยหยัน ไม่ได้ให้ความเคารพหรือสำนึกในบุญคุณ ยังไม่รู้ว่ามีทหารไว้ทำไมอย่างแท้จริง

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า เมื่อทหารออกมาพูด ชี้แจง หรือขอความเห็นใจ กลับถูกนำไปบิดเบือน เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ซึ่งตนเองมองว่าหากยังไม่รู้สำนึก หรือไม่สำเหนียกในบุญคุณของทหาร การจะอาศัยอยู่ร่วมชาติกันคงเป็นเรื่องลำบาก และจะกระทบต่อการรักษาบูรณภาพและอธิปไตยของอาณาจักร

"ขอให้คิดให้จงหนัก หากยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงทำตัวแบบนี้ บ้านเมืองเราวัฒนาสถาพรยากแน่ ถ้าพวกท่านไม่ช่วยกัน" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
 

เลือกตั้ง’69 EP#1 เมื่อ...สังคมในอุดมคติ (Utopia) ไม่มีอยู่จริง

สืบเนื่องจากวันที่จาก 12 ธันวาคม 2568 พระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้น กองบรรณาธิการ The States Times จึงขอเสนอชุดบทความเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้อ่านในด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันจะเป็นการช่วยกันทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

หลังจากการยุบสภาก็ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งก็เริ่มคึกคักทันที แต่ละพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายอันเป็นการขายฝันมากมายหลายอย่าง บ้างก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้เลย ดังเช่นพรรคการเมืองซึ่งสามารถได้ใจคนรุ่นใหม่ด้วยการขายฝันถึงการสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia) ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นบนที่แห่งใดบนโลกใบนี้เลย และไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย 
.
สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) คือ สังคมที่มีความดีงาม ความยุติธรรม และความสุขสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น มนุษย์มีความสุข มีความยุติธรรม และไม่มีความขัดแย้ง "Utopia" เป็นคำที่มาจากความคิดของ Sir Thomas More ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1516 ซึ่งบรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีระบบสังคมดีเลิศ โดยคำว่า "Utopia" มาจากภาษากรีก ou-topos (ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง) ผสมกับ eu-topos (ดินแดนที่ดี) ซึ่งสะท้อนถึงความฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นไปไม่ได้จริง และตรงข้ามกับ สังคมเลวร้าย (Dystopia) 

แต่อันที่จริงแล้วหนังสือ Utopia ของ Sir Thomas More  เป็นเพียงแค่การเสียดสีสังคมโดยตั้งใจที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับอังกฤษในสมัยนั้นกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสังคมในอุดมคติ ทำให้แนวคิดเรื่องสังคมในอุดมคติเป็นเพียงแนวคิดหรือทิศทางมากกว่าจะเป็นเป้าหมายปลายทางได้ ด้วยเหตุที่ ความต้องการ ค่านิยม และพลวัตอำนาจของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่า "สมบูรณ์แบบ" อาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือความไม่พอใจในคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพราะทุกความพยายามที่จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความขาดแคลน หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิด

เพราะสังคมในอุดมคติคือ ภาพฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สันติสุข, ความอุดมสมบูรณ์, ความยุติธรรม, ความเท่าเทียม, และผู้คนมีจิตใจดีงามพร้อมช่วยเหลือแบ่งปัน โดยไม่มีความขัดแย้ง, ความรุนแรง, การกดขี่ หรือความโลภ ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีอิสระในการทำสิ่งที่รักโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยมีลักษณะสำคัญคือ: 
- สันติภาพและความสามัคคี: ไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, การเบียดเบียน, และผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 
- ความอุดมสมบูรณ์: ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับทุกคน พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บกินได้อย่างเสรี
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรม: ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นหรือการกดขี่ 
- จิตใจที่ดี: ผู้คนมีเมตตาพร้อมให้และแบ่งปัน ทำงานด้วยความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน 
- ความปลอดภัยและความมั่นคง: ไร้ความวิตกกังวลและภัยคุกคาม
- การพัฒนาที่เป็นไปตามธรรมชาติ: เป็นสังคมที่ปราศจากอคติและการตัดสินผู้อื่น.

ด้วยเหตุนี้ สังคมในอุดมคติจึงเป็นไปได้เพียงเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ใช่แบบแผน โดยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการจินตนาการได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ได้อย่างไร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และกำหนดอุดมคติที่เป็นเพียงแนวทางในการพัฒนา แม้ว่าอุดมคติเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) จึงไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่การแสวงหาสังคมที่ดีกว่าเท่านั้นที่มีอยู่จริง สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมไทยในอุดมคติมักถูกอนุมานว่า เป็นสังคมที่สงบ เรียบร้อย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเคารพกันตามลำดับอาวุโส ซึ่งสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมที่งดงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อุดมคติ” เหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลบปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากกว่าการแก้ไขอย่างแท้จริง 

สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมในอุดมคติเป็นเพียงเรื่องของ “โลกสวย” เท่านั้นเอง ด้วยเพราะ สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะสามารถทำได้นั้นเป็นเพียงแต่การทำให้สังคมดีขึ้น หรือทำให้สัคมดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีทางและไม่มีวันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมในอุดมคติได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมี ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นสภาวะพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นอยู่ในทุกสังคม และในมุมมองทางพุทธศาสนาได้ถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง พรรคการเมืองที่อ้างว่าหากได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมในอุดมคติได้นั้น จึงเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง
 

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 

‘หวังอี้’ ลั่น จีนไม่ยอมรับประเทศที่ทำตัวเป็น 'ผู้พิพากษาโลก' หลังสหรัฐฯ บุกจับ 'มาดูโร' .

‘หวังอี้’ ลั่น จีนไม่ยอมรับประเทศที่ทำตัวเป็น 'ผู้พิพากษาโลก' หลังสหรัฐฯ บุกจับ 'มาดูโร'

ปักกิ่ง, 5 ม.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลาว่า จีนคัดค้านการใช้กำลังหรือข่มขู่ด้วยกำลัง รวมถึงการกำหนดความต้องการของประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง

หวังแสดงความคิดเห็นระหว่างเข้าร่วมการเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-ปากีสถาน รอบที่ 7 ร่วมกับโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน ณ กรุงปักกิ่ง

หวังกล่าวว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น โดยการกลั่นแกล้งเพียงฝ่ายเดียวกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่วนสถานการณ์ในเวเนซุเอลาที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นดึงดูดความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก

หวังกล่าวว่าจีนไม่เคยเชื่อว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถสวมบทบาทตำรวจโลกได้ และไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอ้างตนเป็นผู้พิพากษาระหว่างประเทศ โดยอธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศควรได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

หวังกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงปากีสถาน เพื่อยึดถือกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ รักษาศีลธรรมสากล ยึดมั่นความเสมอภาคทางอธิปไตยของทุกประเทศ ร่วมคุ้มครองสันติภาพและการพัฒนาของโลก และส่งเสริมการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน
 

'จตุพร' นำทัพโอกาสใหม่ บุกร้อยเอ็ด ชู 'นิษา สุทธิกานต์' สู้ศึกเขต 4 เบอร์ 2 ประกาศใช้โมเดล 'บริหารนำการเมือง' มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’ ชี้ทางออกจากการเมืองแบบเดิม “บริหารต้องนำการเมือง” บุกร้อยเอ็ดชูคนรุ่นใหม่ ‘นิษา สุทธิกานต์’ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ร้อยเอ็ด – นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และนักบริหารระดับสูง นำทัพเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ อ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประกาศนำโมเดล “บริหารนำการเมือง” มาใช้พัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ามกลางเวทีปราศรัยที่มีประชาชนจากอำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี กว่า 3,000 คน พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ “นิษา” นางสาวสุทธิกานต์ สิทธิ์ประภากูล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลูกสาวนายเจริญ สิทธิ์ประภากูล รองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่  ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2 ชี้มีประสบการณ์ ความรู้ และหัวใจที่ตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้สโลแกน “ปลดล็อกคนอีสาน สร้างโอกาสใหม่” 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ถูกตั้งขึ้นเพื่อนำประสบการณ์จากการเป็นนักบริหารระดับสูงมาปรับใช้ โดยยึดหลัก “บริหารนำการเมือง” คือเน้นการทำงานจริงที่หวังผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงการสัญญาทั่วไป พรรคจึงคัดสรรคนรุ่นใหม่อย่าง “นิษา” สุทธิกานต์ ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2   ที่มีทั้งพลังและประสบการณ์งานนโยบาย เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่เสลภูมิและใกล้เคียง ชี้เป็นเขตที่มีศักยภาพแต่ขาดการบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจที่ตรงจุด โดยนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ ภายใต้สโลแกน “มีเราไม่มีมืด” เน้นไปที่นโยบายที่จับต้องได้และแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพื่อแช่แข็งหนี้ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ น้ำถึงนา ประปาถึงบ้าน 

โดยนายประภาส ยงคะวิสัย แม่ทัพอีสาน ยืนยันกระแสตอบรับในพื้นที่ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2  ดีเยี่ยม ประชาชนขานรับแนวทางคนรุ่นใหม่ที่ใช้การบริหารเป็นตัวนำ พร้อมใจเลือก พรรคโอกาสใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทย

 “พรรคโอกาสใหม่พร้อมเปิดกว้างเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นจริง” นายจตุพรกล่าว พร้อมย้ำว่าการที่พรรคส่งคนรุ่นใหม่ที่คือภาพสะท้อนของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโอกาสใหม่ให้เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top