Friday, 5 June 2026
Hard News Team

ออมสิน เคียงข้างวีรบุรุษชายแดน ประกาศ ‘ยกหนี้ปิดบัญชี’ ทหาร – ตชด. ผู้พลีชีพ รวมถึงหนี้ของทายาท พร้อมมอบเงินเยียวยาขวัญและกำลังใจแก่ฮีโร่ผู้เสียสละ

27 ธ.ค. 2568) – นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ ล่าสุด ธนาคารออมสิน ออกชุดมาตรการเฉพาะกิจ ประกาศยกหนี้ปิดบัญชีสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษ แก่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และกำลังพลหน่วยอื่น ๆ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา โดยการยกหนี้ยังครอบคลุมถึงบัญชีสินเชื่อของทายาท 3 ลำดับ ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต ตลอดจนกำลังพลและพลเรือนที่บาดเจ็บจากการสู้รบ เพื่อเชิดชูเกียรติที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ด้านความช่วยเหลือสำหรับผู้อพยพที่ต้องได้รับผลกระทบเพราะเข้าพื้นที่ทำมาหากินไม่ได้ เป็นเหตุให้ต้องขาดรายได้ในช่วงเวลานี้ ธนาคารได้ออก มาตรการพักหนี้โดยให้พักชำระเงินต้นและไม่คิดดอกเบี้ย สำหรับลูกหนี้สินเชื่อธนาคารออมสินทุกประเภท* ครอบคลุมสินเชื่อองค์กรชุมชน ที่มีภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ประกอบอาชีพในพื้นที่ภัยพิบัติตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้เริ่มพักชำระหนี้งวดแรกหลังจากได้รับอนุมัติ เป็นระยะเวลา 3 งวด/เดือน และไม่ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้คงชั้นหนี้เดิมก่อนเข้าร่วมมาตรการ โดยธนาคารจะยกดอกเบี้ยให้ทั้งหมด ส่วนเงินต้นที่พักไว้ 3 งวด จะถูกรวมไปชำระในงวดสุดท้าย ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาให้ลูกหนี้กลับมาชำระเงินงวดตามเงื่อนไขสัญญาเดิม ในกรณีสัญญาครบกำหนดแต่ไม่อาจชำระหนี้เงินต้นส่วนที่พักไว้ได้ ลูกหนี้สามารถติดต่อธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ได้ในภายหลัง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมมาตรการได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือที่ศูนย์พักพิงของจังหวัดซึ่งธนาคารได้จัดทีมงานเข้าไปอำนวยความสะดวกให้ด้วย และทางแอปพลิเคชัน MyMo ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงสนับสนุนงบประมาณให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยการสนับสนุนภารกิจของศูนย์พักพิง ได้แก่ การมอบถุงยังชีพ “ออมสินห่วงใย” รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และน้ำดื่ม แก่ผู้อพยพ และกำลังพลในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สระแก้ว และจังหวัดตราด รวมมูลค่ากว่า 7.3 ล้านบาท ธนาคารออมสินขอแสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังทหารและตำรวจตระเวนชายแดนที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งอยู่ในพื้นที่ ตลอดจนครอบครัวของทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยของประเทศ และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมุ่งหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับสู่สภาวะปกติในเร็ววัน
 

'ดร.โจ้' แจงปม 'ดร.เอ้' ปลื้มพิธา ยันแค่ชอบสไตล์ทำงานทันสมัย แต่หัวใจยืดมั่นปกป้อง 3 เสาหลัก ลั่น "ถ้า ดร.เอ้ คิดล้มล้าง...ผมจะไปคนแรก"

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีหลายท่านสอบถามผมเรื่อง ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ คลิปโหวตนักการเมือง ผมขอเรียนในมุมมองของผมที่ได้ใกล้ชิดกับ ดร.เอ้ ตามนี้นะครับ

เรื่องแรก ดร.เอ้ เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบต่างประเทศ จบสถาบันหลายแห่ง ดังนั้นจะมีแนวในเรื่องสไตล์การทำงานที่มุ่งเน้นไปในเรื่องความทันสมัย ปรับตัว ตามเทรนด์โลกผมจึงเข้าใจว่าพิธาจึงเป็นคำตอบในมุมมองของ ดร.เอ้ ถ้าเปรียบเทียบท่านอื่นๆ ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์การทำงาน หรือวิธีการทำงาน

เรื่องที่ 2 ความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ ดร.เอ้ ไม่ได้มีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
ถ้าจะล้ม หรือเป็นภัย ก็เป็นต่อเหล่าสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน และปัญหาที่ซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม การศึกษาที่ล้มเหลว ปากท้องฝืดเคือง เป็นต้น มากกว่าที่มัวไปมุ่งแก้ ม.112 ที่พยายามทำมาตลอด 9 ปี โดยละเลยเรื่องสำคัญๆ ที่ควรทำก่อนในหลายครั้ง

เรื่องที่ 3 สไตล์ของ ดร.เอ้ เป็นคนไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการบิดเบือน หรือสร้าง “เฟคนิวส์” ข่าวลวง ข่าวปลอม เพื่อให้ประเทศชาติเสียหาย สร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมไปถึงการโจมตีโดยไร้เหตุผล จึงพูดตามความคิดในแง่มาจากตัวตนที่บริสุทธิ์ จากใจ ไม่ได้เป็นปลาไหลเหมือนนักการเมืองทั่วไป
และด้วยเพราะบุคลิกของนักวิชาการ ผสมวิศวกร  ทำให้ ดร.เอ้ เป็นคนคล่องแคล่ว ว่องไว ฉะฉาน มั่นใจ เลยทำให้ดูโผงผางไปบ้าง แต่จะแฝงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

เรื่องที่ 4 ตามที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ดร.เอ้ อยู่ข้างทหารมาตลอด รวมไปถึงพูดเรื่องการเจรจานั้น หมายถึงนับจากนี้ต่อไปต้องมีการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม ในเมื่อเจรจาแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ดำเนินการด้วยวิธีทหารเท่านั้น
อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเขมร ดร.เอ้ เห็นแล้วว่าการเจรจาไม่เป็นผล ละเมิดทุกข้อตกลง จึงควรใช้มาตรการรุนแรงเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่อยู่ชายแดน
และอีกหลายประเด็น อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มๆ หรือดูในเพจ ดร.เอ้ เพจพรรค โดยตรง เพราะบางท่านอาจจะฟัง หรืออ่านท่อนใดท่อนนึง แล้วตีความโดยไม่ได้ฟัง อ่าน ที่เหลือทั้งหมด

“ผมบอกกับทุกท่านตรงนี้ได้เลยครับว่า ถ้า ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ มีแนวโน้มที่จะบั่นทอน 3 เสาหลักของประเทศ ผมคนนึงที่จะไม่อยู่ตรงนี้”

จึงขอเรียนอธิบายมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และขอขอบคุณทุกท่านจำนวนมาก ที่ส่งความห่วงใยในเรื่องนี้มาถึงผมด้วยครับ

 

‘อนุทิน’ แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุประเทศมีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ

26 ธ.ค. 68) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว. มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า  ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่

GISTDA ฉัน "Space Data" ขับเคลื่อนชาติ ชู "ข้อมูลอวกาศ" คือเกมเชนเจอร์เปลี่ยนประเทศ เปิดแผนรกปี 2025 ถึงภาครัฐ-เอกชนใช้ประโยชน์ พร้อมยกระดับการโครงสร้างพื้นฐานอวกาศไทย

GIITDA Unveils Space Technology Revolution to Supercharge Thailand's Growth

Dr. Pakorn Apaphant, head of Thailand's Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (GISTDA), revealed that space-based intelligence and geographic data have become game-changers for the nation's progress across economic, social, environmental, and security fronts. The agency is ramping up its data services to empower smarter decision-making at every level while expanding partnerships across all industries

GISTDA recently hosted its Customer Engagement Event 2025 under the compelling theme "Space Data, Powering Performance." The landmark event brought together government bodies, businesses, and key players to harness cutting-edge space technology and unlock the full potential of satellite data for Thailand's digital transformation.

Dr. Siriluk Prukpitikul, GISTDA's Deputy Executive Director, delivered an inspiring talk titled "Together Toward Better Decisions: Co-Creating Our Future Space-Based Solutions." She mapped out bold strategies for using space intelligence to strengthen evidence-based policymaking through cross-sector teamwork and innovation.

Participants explored three dynamic exhibition zones featuring breakthrough technologies:
1. Geo Data Service Intelligence – showcasing the ambitious Mega Constellation Project and AWAGAD platform for seamless data flow
2. Geo Space Solutions – spotlighting platforms like Carbon Atlas, LAND-X, advanced 3D mapping service, and the Dragonfly
3. Capacity Building Hub – highlighting training programs to build Thailand's space-tech workforce

The event culminated with the prestigious GISTDA Awards 2025, celebrating organizations that have excelled in leveraging space data for sustainable national advancement.
2025 Award Winners:
- Data Excellent Utilization Award (Thaichote): Department of Marine and Coastal Resources
- Data Excellent Utilization Award (THEOS-2): Office of the Narcotics Control Board (ONCB)
- Solution for Sustainability Excellence Award: KASIKORNBANK Public Company Limited
- Human Development Excellence Award: Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT)
- Long-Term Loyalty Award: Royal Irrigation Department

Dr. Pakorn underscored that this initiative showcases GISTDA's position as Thailand's space technology organization, ready to partner with all sectors to drive data-powered decisions and fuel sustainable growth for generations to come
 

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด


ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

ย้ำจุดยืนความถูกต้องมาก่อนความได้เปรียบ ยัน "ปชป." ปักหมุดจริยธรรมการเมือง ลั่นชัดเจน ไม่ร่วม "กล้าธรรม"

(24 ธ.ค.2568) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจต่อเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวานโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคใดสามารถร่วมได้ และพรรคใดไม่สามารถร่วมได้จึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายเจตนาและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา

ขอท้าวความไปถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป้าหมายสำคัญของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อกอบกู้ความศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทำให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกครั้งท่ามกลางสภาพการเมืองที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดและหมดหวัง

สิ่งที่เป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับคุณอภิสิทธิ์มาโดยตลอดคือการยึดมั่นในสัจจะวาจา หลักการ ความซื่อสัตย์และมาตรฐานด้านจริยธรรมซึ่งเป็นคุณค่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความถูกต้องก่อนความได้เปรียบ

ด้วยเหตุนี้การประกาศจุดยืนในเวทีดีเบตว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้จึงเป็นการแสดงความชัดเจนต่อประชาชนไม่ใช่การเมืองแบบกั๊ก หรือการพูดเผื่อทางถอย

และขอเรียนให้เข้าใจตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประกาศตัวว่าจะเป็นฝ่ายค้านแต่เป็นการประกาศเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชน “เลือกอย่างชัดเจน” ว่าต้องการการเมืองที่ยืนอยู่บนหลักจริยธรรมแบบใด

คำถามสำคัญที่อยากชวนคิดร่วมกันคือประชาชนต้องการนักการเมืองที่พูดคลุมเครือเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองหรือผู้นำที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแม้จะไม่ถูกใจทุกคน

เพราะการเมืองที่ดีควรตั้งอยู่บนความชัดเจน ความรับผิดชอบและการเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบเลี่ยงเพื่อประโยชน์ระยะสั้น

พรรคประชาธิปัตย์ เลือกยืนบนหลักการและขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าการเมืองแบบใด คือการเมืองที่ประเทศควรเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
 

จีนเร่งเครื่อง!! เริ่มระบบศุลกากรพิเศษ “ไห่หนาน” ศูนย์กลางการค้าเสรีโลก ดันท่าเรือการค้าเสรีขั้นสูง เชื่อมเสรีภาพทางการค้ากับกฎระเบียบเข้ม

(20 ธ.ค. 68) จีนเริ่มดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษทั่วเกาะในท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ซึ่งเป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามขนาดพื้นที่ ส่งเสริมให้สินค้าต่างประเทศเข้าสู่เกาะนี้ได้อย่างเสรีและมีกฎหมายภาษีที่เอื้อต่อธุรกิจมากขึ้น

ระบบศุลกากรใหม่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30,000 ตารางกิโลเมตร เพิ่มการเข้าถึงและลดความซับซ้อนของภาษี ทั้งนี้ อัตราภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ขยายครอบคลุมสินค้ามากกว่า 6,600 รายการ เพิ่มจาก 1,900 รายการในอดีต ทำให้พื้นที่นี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการค้าเสรีและความควบคุมศุลกากรเข้มงวดมากขึ้น

'ฉือฝูหลิน' ประธานสถาบันการปฏิรูปและการพัฒนาแห่งประเทศจีน ระบุว่า "การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน" พร้อมเสริมว่าไห่หนานจะกลายเป็นท่าเรือการค้าเสรีระดับสูงภายในกลางศตวรรษนี้

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในปีที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของจีนและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ขยายการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้จีนบรรลุเป้าหมายความทันสมัยแบบสังคมนิยมภายในปี 2035


ที่มา : Xinhua

ชู ‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ 3 บิ๊กเทคโนแครต เปลี่ยนภาพพรรคการเมืองสู่ "ทีมบริหารมือโปร" อุดช่องโหว่ด้านต่างประเทศ – ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในไทยและเวทีโลก

‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ ไพ่เด็ดภูมิใจไทย สูตรทีมเทคโนแครตที่ตั้งใจส่งสัญญาณถึงคนทั้งประเทศ

ถ้าการเลือกตั้งคือเกม “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่เกม “กระแส” การขยับของภูมิใจไทยรอบนี้ชัดเจนมาก—พรรคกำลังพยายามติดอาวุธใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการดึง “คนทำงานสายบริหาร–เศรษฐกิจ–การทูต” ขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตา และถูกพูดถึงในฐานะทีมแกนหลัก/ตัวเลือกสำคัญของพรรค

ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่ม “สายบริหารประเทศ” คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำจาก “ทีมการเมือง” ไปเป็น “ทีมบริหาร” อย่างมีนัยสำคัญ

1) ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ไพ่ “มือบริหาร–นักพลิกฟื้น” ที่พรรคอยากให้คนจำ

ชื่อของ “ศุภจี” ถูกเล่าในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่คุ้นกับการวัดผลและการบริหารองค์กรแบบ KPI พรรคได้ประโยชน์จากภาพจำนี้ เพราะมันพูดกับคนชั้นกลางและภาคธุรกิจได้ตรงภาษา: ทำงานเป็นระบบ วัดผลได้ และเน้นผลลัพธ์มากกว่าคำขวัญ

อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่โปรไฟล์สวย แต่คือการแปลง “ความเก่งเชิงองค์กร” ให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้และลงพื้นที่ได้จริง—ไม่ใช่เก่งเฉพาะบนสไลด์หรือในห้องประชุม

2) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ไพ่ “เศรษฐกิจ–การคลัง” เพื่อคุมความกังวลของตลาด

เอกนิติมักถูกมองเป็นตัวแทนสายเศรษฐกิจ/การคลัง ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในประเด็นปากท้อง โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนและตลาดกังวลเรื่องค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง

พูดตรง ๆ นี่คือ “ไพ่ลดความกลัว” เพราะอย่างน้อยทำให้เห็นว่าพรรคพยายามมีแกนคิดด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขายฝันหรือสัญญาสวยหรู

3) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ไพ่ “ต่างประเทศ–เวทีโลก” เพื่อปิดช่องโหว่ที่การเมืองไทยมักโดนถาม

การมีชื่อ “สีหศักดิ์” ในทีม ทำให้สูตรของพรรคชัดขึ้นว่า เศรษฐกิจในประเทศต้องเดินพร้อมการต่างประเทศ ทั้งการค้า การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์

นี่คือหมากที่ช่วย “อัปเกรดภาพลักษณ์” ให้พรรคดูพร้อมต่อการเจรจาในโลกจริง เพราะความท้าทายยุคใหม่ไม่ใช่แค่บริหารภายใน แต่คือการวางตำแหน่งประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย

เกมที่ภูมิใจไทยกำลังเล่น: “เลือกตั้ง = เลือกทีมบริหาร”

สรุปให้ชัด—พรรคกำลังพยายามทำให้การเลือกตั้งรอบหน้าเป็นเรื่อง “เลือกทีม” มากกว่า “เลือกขั้ว” และสามชื่อนี้คือหน้าปกของแนวคิดนั้น

แต่การเล่นเกมแบบ “ทีมเทคโนแครต” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากสื่อสารไม่ดี ประชาชนอาจมองว่าเป็นการดึงคนเก่งมาเป็นฉากหน้า แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างไร

ความเสี่ยงที่พรรคต้องตอบให้ได้ (แบบไม่อ้อมค้อม)

• ถ้าเน้นภาพ “เทคโนแครต” มากไป คนจะถามทันทีว่า แล้วประชาชนฐานรากได้อะไร?

• ถ้าเน้น “โปรไฟล์” มากไป คนจะย้อนว่า ประเทศไม่ได้ขาดคนเก่ง—ประเทศขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานได้

• การเลือกตั้งไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน ถ้านโยบายไม่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว คนก็ไม่ซื้อ

ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์ อาจเป็น “ไพ่เด็ด” ที่ช่วยให้ภูมิใจไทยดูเป็นพรรคมือบริหารขึ้นจริง แต่ไพ่เด็ดจะชนะเกมได้ ก็ต่อเมื่อพรรคตอบให้ได้ว่า

กูรูการตลาดติงรีแบรนด์ 'พลังประชารัฐ' ชี้ โลโก้ล่าสุด หวังใช้สีส้มเชื่อมสัมพันธ์ทุกฝ่าย แต่ใช้ฟอนต์ล้าสมัยระดับ Word จุฬาฯ ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกทั้งดูเก่าและเชย

‘ดร.ณัฐพงษ์’ เจ้าของช่อง Spark Update วิพากษ์ฟอนต์โลโก้ใหม่ พปชร. สุดล้าสมัย! ชี้การเติมสีส้มเป็นกลยุทธ์การเมืองก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกเพราะภาพลักษณ์ที่ดูเก่าและเชย

ดร.ณัฐพงษ์ รอบคอบ เจ้าของช่อง Spark Update กล่าวถึงการรีแบรนด์พรรคพลังประชารัฐ ว่า คนที่เรียนการตลาดมาจะรู้ว่า การรีแบรนดิ้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งนี้ อยากจะกล่าวถึงการรีแบรนดิ้งพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนโลโก้พรรคมาแล้ว 4 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค โดยครั้งนั้นเปิดตัวพรรคด้วยการรวบรวมกลุ่มเทคโนแครต รวมบุคคลในแวดวงต่างๆ มาอยู่ในพรรค จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตัวโลโก้พรรคที่เปลี่ยนจากรูปแบบวงกลมและใช้สี 3 สี คือ น้ำเงิน ขาว แดง เปลี่ยนมาเป็นแบบกังหันลมและเปลี่ยนสีเป็นน้ำเงิน เขียว แดง และล่าสุดได้เปลี่ยนอีกครั้งโดยได้เติมสีส้มเข้าไปด้วย

ดร.ณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าไปสังเกต ข้อมือของท่านหัวหน้าพรรค จะเห็นว่าเป็นเครื่องรางของขลังจากฮ่องกง เพราะฉะนั้น โลโก้ใหม่ให้จึงให้อารมณ์เหมือนกังหันลม เพียงแต่มีสีสันมองเหมือนจานสีวาดภาพ ส่วนการเติมสีส้มลงไปด้วยนั้น มองได้ว่าเป็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง จึงนำเอามารวมกัน รวมแล้วตอนนี้มีเกือบทุกสีที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง

นอกจากนี้ ในส่วนของฟอนต์หรือชื่อพรรคในโลโก้นั้น ต้องบอกว่า เป็นการใช้ฟอนต์ที่ล้าสมัยอย่างมาก เปรียบเทียบเหมือนเลือกจาก Microsoft Word แต่ไม่ใช่แค่เวิร์ดธรรมดา แต่ย้อนไปถึง เวิร์ดจุฬา ไม่ใช่เวิร์ด 98 ซึ่งเรียกได้ว่าเก่าและเชยมาก

 

‘เชอรี่-ชยาภา’ น้องสาว ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ วอนหยุดใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่จบลงแล้วโดยสมบูรณ์ ไปดิสเครดิตพี่ชาย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 น.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Shirley Chayapa” ระบุว่า ตามที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของดิฉัน ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตและได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน มาเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน พี่ชายของดิฉัน เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก

ดิฉันขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของดิฉันว่าครอบครัวของดิฉัน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆทางการเมืองระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด และยิ่งไม่เคยได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีตเลย พวกเราเป็นคนไทยที่รักชาติ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ดิฉันจึงอยากวอนขอความกรุณาท่านงดเว้นการเผยแพร่ หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีต มาใช้โจมตีในทางการเมืองเลย แค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่เคยคิดผิดในอดีตไป ก็แย่พอแล้ว และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยโปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมากค่ะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top