Friday, 5 June 2026
Hard News Team

ปตท. - บางจาก ออกโรงชี้แจง ยันงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา ตั้งแต่ มิ.ย. 68 ชี้ การส่งน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้านอื่น เป็นไปตามเอกสารทางการค้าเคร่งครัด

(15 ธ.ค. 68) ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ว่าพบการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังประเทศกัมพูชา นั้น

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทในกลุ่ม ขอยืนยันว่ากลุ่ม ปตท. ไม่มีการส่งออกน้ำมันไปที่ประเทศกัมพูชา โดยมีนโยบายงดส่งออกตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 และถือปฏิบัติมาตั้งแต่เกิดสถานการณ์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการตระหนักถึงความมั่นคงของประเทศและพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นสำคัญ

กลุ่ม ปตท. ขอเป็นกำลังใจและเคียงข้างทหาร ตำรวจ และประชาชน ในสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ไม่มีการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศกัมพูชา โดยไม่มีการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งทางรถและทางเรือ

สำหรับการจัดส่งน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการดำเนินการตามคำสั่งซื้อและเอกสารทางการค้าอย่างถูกต้องครบถ้วน โดยมีจุดหมายปลายทางตามที่ระบุไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรการของหน่วยงานภาครัฐของประเทศนั้น ๆ ที่กำหนดให้การนำเข้า–ส่งออกและการขนส่งผ่านแดนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเป็นไปตามใบอนุญาตและพิธีการศุลกากรอย่างเคร่งครัด และห้ามการส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติและความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายในบริเวณพื้นที่ชายแดนท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ และหวังว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายในเร็ววัน

Google Translate เปิดตัวฟีเจอร์ 'แปลภาษาผ่านหูฟัง' แบบเรียลไทม์ คุณสมบัติใหม่สุดล้ำแปลได้กว่า 70 ภาษา นำร่องระบบ Android ก่อนเปิดใช้ใน iOS ปีหน้า

(ซินหัว) เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 กูเกิล (Google) ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์เวอร์ชันเบตาที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ผ่านหูฟังได้ ซึ่งเป็นความพยายามของบริษัทในการปรับปรุงบริการแปลภาษาและการเรียนรู้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ใหม่นี้ ซึ่งใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชันกูเกิล ทรานสเลต (Google Translate) จะให้การแปลแบบเรียลไทม์โดยคงไว้ซึ่งน้ำเสียง การเน้นเสียง และจังหวะการพูดของผู้พูด ทำให้เข้าใจการสนทนาได้ง่ายขึ้น

โรส เหยา รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการค้นหาของกูเกิล โพสต์ข้อความว่าไม่ว่าคุณต้องการสนทนาในภาษาอื่น ฟังการพูดหรือการบรรยายขณะอยู่ต่างประเทศ หรือดูรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ในภาษาอื่น ตอนนี้คุณสามารถใส่หูฟัง เปิดแอปฯ แปลภาษา กดฟังก์ชัน "การแปลสด" และฟังคำแปลแบบเรียลไทม์ในภาษาที่คุณต้องการได้

ขณะนี้ฟีเจอร์เวอร์ชันเบตากำลังทยอยเปิดให้ใช้งานบนอุปกรณ์แอนดรอยด์ (Android) ในสหรัฐฯ เม็กซิโก และอินเดีย โดยรองรับมากกว่า 70 ภาษา และใช้งานได้กับหูฟังทุกประเภท โดยกูเกิลกล่าวว่ามีแผนจะขยายฟีเจอร์นี้ไปยังอุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) และประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมในปี 2026
 

‘สจ.อ้วน - ภาคิน เสือดาว’ กระโดดเข้าสู่สนามระดับชาติ ขอลงบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังคร่ำหวดการเมืองท้องถิ่นจนสุกงอม

‘ภาธิน เสือดาว’ จากคนพื้นที่สุราษฎร์ฯ ผู้ศรัทธาอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ สู่เส้นทางการเมืองระดับชาติ

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยต้องการ “คนทำงานจริง” มากกว่าคำสัญญา ภาพของ นายภาธิน เสือดาว หรือที่หลายคนรู้จักในนาม สจ.อ้วน (ชื่อเดิม เอกพจน์ เสือดาว) กำลังสะท้อนให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เติบโตจากงานพื้นที่อย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่สนามการเมืองระดับประเทศในนามพรรคที่เขาศรัทธามาตลอดชีวิต “พรรคประชาธิปัตย์”

จากลูกหลานสุราษฎร์ฯ สู่บทบาทนักการเมืองท้องถิ่น หลังจบรามคำแหงก็มุ่งหน้ากลับมารับใช้บ้านเกิด

ด้วยรากเหง้าที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาธิน เติบโตจากการทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เขาเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สุราษฎร์ธานี 1 สมัย ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและองค์กรท้องถิ่นในหลากหลายมิติ

ประสบการณ์ที่สั่งสมยังพาเขาไปทำหน้าที่สำคัญในระดับเทศบาล โดยเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรี นานถึง 1 สมัย (8 ปีเต็ม) ทำให้เข้าใจการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่ การแก้ปัญหาชุมชน ไปจนถึงการบริหารงบประมาณและบุคลากร

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

ในการเลือกตั้ง สจ.ครั้งที่ผ่านมา ภาธินตัดสินใจกลับลงสนามอีกครั้ง แม้ผลการเลือกตั้งจะ “สอบตก” ไม่ได้กลับมารับตำแหน่ง แต่เขามองว่านั่นไม่ใช่จุดจบ หากเป็นบทเรียนที่ผลักดันให้ก้าวต่อไปอย่างแข็งแรงกว่าเดิม

เขามักพูดเสมอว่า
“การเมืองคือการทำงานเพื่อคน ไม่ใช่ตำแหน่ง”

เอกพจน์ หรือ สจ.อ้วน มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายด้านเด็ก เยาวชน กิจกรรมสร้างเครือข่ายของพรรค รวมทั้งสะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งการผลักดันนโยบายการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้แนวทาง “ท้องถิ่นจัดการตนเอง“ เกิดขึ้นจริง ให้ท้องถิ่นสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

อันเป็นการช่วยรัฐบาลกลางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพี่น้องประชาชน

ก้าวผ่านความพ่ายแพ้ เพื่อเติบโต

สู่การเมืองระดับชาติ บทพิสูจน์ใหม่ของคนทำงานตัวจริง

วันนี้ ภาธิน เสือดาว ตัดสินใจยกระดับเส้นทางชีวิตการเมืองครั้งสำคัญ ด้วยการ เสนอตัวเป็นผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

นี่ไม่ใช่เพียงการก้าวขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ แต่คือการประกาศชัดว่า คนทำงานจากพื้นที่ พร้อมนำประสบการณ์ ความเข้าใจประชาชน และอุดมการณ์ที่ยึดมั่น มาร่วมพัฒนาประเทศในระดับที่ใหญ่กว่าเดิม

ศรัทธาต่อประชาธิปัตย์อุดมการณ์ที่ไม่เปลี่ยน

ภาธินเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่ของสุราษฎร์ฯ ที่เติบโตมาพร้อมกับแนวคิด “ซื่อสัตย์ โปร่งใส ทำงานเพื่อประชาชน” ตามแบบฉบับประชาธิปัตย์ ไม่เคยเปลี่ยนพรรค ไม่เคยเปลี่ยนใจ แม้ช่วงเวลาทางการเมืองจะผันผวนเพียงใด

เส้นทางของ ภาธิน เสือดาว จึงไม่ใช่เพียงการเดินจากตำบล สู่จังหวัด และกำลังก้าวสู่ประเทศ
แต่คือเรื่องราวของคนทำงานตัวจริง ผู้ศรัทธาในอุดมการณ์ และมีหัวใจอยากรับใช้บ้านเกิดอย่างแท้จริง

การลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ อาจเป็นก้าวสำคัญ ที่เปิดประตูให้เขาได้พิสูจน์บทบาทใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร — พร้อมสะท้อนเสียงประชาชนจากสุราษฎร์ฯ สู่ระดับชาติอย่างเต็มภาคภูมิ

'อรรถวิชช์' นำผู้เสียหายร้อง บก.ปคบ. สอบเจ้าของคอนโดแบรนด์ดัง 5 โครงการ หลังพบปัญหาเก็บเงินดาวน์แต่สร้างไม่เสร็จ ซ้ำ อมเงินกู้ส่วนต่าง - น้ำท่วมตึกเสียหาย

วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ นายชณทัต ปัทะมะภูวดล สมาชิกพรรค นำผู้เสียหาย กว่า 30 คน จาก 5 โครงการคอนโดในเครือ แห่งหนึ่ง เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยมี พ.ต.อ.ปริญญา ปาละ ผู้กำกับการสอบสวนกองบัญชาการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เป็นผู้รับเรื่อง โดยขอให้มีการตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีประชาชนผู้ซื้ออาคารชุดจากกลุ่มโครงการ ทั้ง 5 โครงการ ที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจำนวนมาก

นายอรรถวิชช์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้เสียหายที่ซื้อคอนโดมิเนียมในโครงการ รวม 5 โครงการ ย่านรัชดา ลาดพร้าว จตุจักร ห้วยขวาง ซึ่งเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน พบพฤติการณ์หลายรูปแบบดังนี้

1. โครงการสร้างเสร็จแต่ไม่ตรงกับที่โฆษณา น้ำท่วมระบบไฟใต้ดินเสียหาย ผู้พักอาศัยต้องย้ายออกชั่วคราว รวมถึงมีผู้ซื้อที่โอนกรรมสิทธิ์แล้วแต่กลับถูกล็อกห้อง ไม่ได้รับกุญแจเข้าห้องพักยาวนานเป็นปี

2. ปัญหาเงินกู้ส่วนต่าง (เงินทอน) พบว่าทางโครงการรับเงินสินเชื่อส่วนต่างสำหรับตกแต่งห้องจากธนาคารไปแล้ว แต่ไม่ยอมโอนคืนให้กับผู้ซื้อตามตกลง

3. โครงการลม-สร้างไม่เสร็จ : ในโครงการ "รัชดา 7", "ลาดพร้าว 20" และ "ลาดพร้าว 1" พบว่ามีการโฆษณาขายและเก็บเงินดาวน์จากประชาชนไปแล้ว แต่การก่อสร้างล่าช้า ไม่แล้วเสร็จ และบางโครงการยังไม่มีการเริ่มก่อสร้างเลย ทั้งที่เปิดขายต่อเนื่องกันมาหลายปี 

"ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและมูลค่าสูง พฤติการณ์ของกลุ่มบริษัทอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ จึงต้องขอให้ตำรวจ ปคบ. ใช้ความเชี่ยวชาญในการสืบสวนเส้นทางการเงินและข้อเท็จจริง  คนทำงานกว่าเก็บเงินมาซื้อคอนโดได้แต่กลับมาโดนแบบนี้ น่าเห็นใจมาก“ 

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.สุทธิสาร แล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะรวมตัวกันมาร้องเรียนที่ ปคบ. ในวันนี้ เพื่อให้เร่งดำเนินคดีให้ถึงที่สุด นี่คือวิกฤตคนทำงาน ตั้งใจผ่อนคอนโดจากเงินเดือน แต่กลับไม่ได้คอนโด น่าเห็นใจมาก

#THESTATESTIMES
#ECONBIZ
#อรรถวิชช์_สุวรรณภักดี
#คอนโดไม่ตรงปก

กราดยิง “บอนไดบีช” กลางพิธีฮานุกกาห์ ผู้คนแตกตื่นหนีตายริมชายหาด ตำรวจนิวเซาท์เวลส์ยืนยันผู้เสียชีวิตรวมมือปืน 1 ราย หน่วยงานเร่งสืบสวนแรงจูงใจ

(15 ธ.ค. 68) รัสเซียติดตามสถานการณ์ยิงกราดในซิดนีย์ ออสเตรเลีย หลังเหตุรุนแรงที่ชายหาดบอนไดบีชเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมผู้ยิง 1 ราย และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุในสปุตนิกว่า "เรากำลังติดตามข่าวที่น่าสยดสยองจากออสเตรเลีย การยิงผู้บริสุทธิ์ในช่วงวันหยุดทางศาสนาเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายอย่างยิ่ง" พร้อมบอกว่า สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียในแคนเบอร์ราและกงสุลใหญ่ในซิดนีย์ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่ามีพลเมืองรัสเซียได้รับผลกระทบหรือไม่

รายงานจากตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่ามือปืนหลายคนเปิดฉากยิงในเขตบอนไดบีชขณะชุมชนยิวฉลองเทศกาลฮานุกกาห์ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย รวมมือปืน 1 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย นอกจากนี้ยังมีตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อชาวยิวกำลังทำพิธีจุดเทียนฮานุกกาห์ในชุมชน

เหตุการณ์ยิงกราดครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่สะเทือนขวัญในออสเตรเลีย ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานหลายประเทศเฝ้าติดตามผลกระทบ และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทันที


ที่มา : Sputnik

‘ดร.อักษรศรี’ มองปมพบอาวุธจีนพื้นที่สู้รบ ชี้ Poly Technologies ไม่มีอิสระเลือกลูกค้าเอง ต้องผ่านการคัดกรองจากรัฐและกองทัพจีน ทุกดีลสะท้อนการคำนวณ 'อำนาจและอิทธิพล'

(15 ธ.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีกองทัพไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถียุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีนจากทหารกัมพูชาบนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมากเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ยืนยันได้ว่า Poly Technologies เป็นผู้จัดส่งอาวุธให้กัมพูชาโดยตรง การยืนยันผู้จัดส่งอาวุธ ต้องอาศัยหลักฐานเอกสารไม่ใช่เพียงการพบการใช้งานอาวุธในพื้นที่ และจำเป็นต้องรอคำชี้แจงจากทางการจีน 

โดยระบุว่า ถามมาตอบไป  Poly Technologies บริษัทส่งออกอาวุธของจีนมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธมากเพียงใด ?

 ภูมิหลัง 
Poly Technologies ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เป็นบริษัทในเครือ China Poly Group Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน 

บริษัทมีบทบาทหลักในการส่งออกอาวุธ ยุทโธปกรณ์ รวมถึงการให้บริการฝึกอบรม การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในระบบการเมืองของจีน การส่งออกอาวุธถือเป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ไม่ใช่กิจกรรมตลาดเสรี

Key Message  
Poly Technologies มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจขายอาวุธหรือไม่ หรือจำเป็นต้องผ่านกลไกรัฐและกองทัพ PLA

คำตอบ
Poly Technologies ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธ แต่มีอิสระเชิงพาณิชย์และเทคนิคภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) 

การขายอาวุธของบริษัทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน มากกว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด

โครงสร้างการตัดสินใจ

1) ระดับพรรคและรัฐ
การกำหนดกรอบนโยบายการขายอาวุธอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งกำหนดว่า จีนจะขายอาวุธให้ประเทศใด ในระดับใด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การต่างประเทศหรือไม่

2) ระดับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน PLA ทำหน้าที่คัดกรองด้านความมั่นคง กำหนดการลดสเปกอาวุธเพื่อการส่งออก และควบคุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีอำนาจยับยั้งดีลที่กระทบความมั่นคงของจีน

3) ระดับกลไกรัฐบาลพลเรือน
หน่วยงานด้านการค้าและการควบคุมการส่งออกของจีนดูแลเรื่องกฎหมาย ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ และความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร

4) ระดับองค์กร: บทบาทของ Poly Technologies
บริษัทมีอิสระในการเจรจาราคา การจัดแพ็กเกจ การบริหารสัญญา และบริการหลังการขาย แต่ไม่มีอิสระในการเลือกประเทศลูกค้าเอง

ดังนั้น นัยเชิงนโยบาย  การเจรจากับ Poly Technologies จึงอาจจะถูกมองว่าเป็นการเจรจากับรัฐจีน และการซื้อหรือรับอาวุธจากบริษัทจีนมักมาพร้อมความผูกพันทางการเมืองและความมั่นคงระยะยาว เช่น  ประเทศผู้รับอาวุธอาจเกิดการพึ่งพามาตรฐาน อะไหล่ และการฝึกจากจีน

Poly Technologies ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ภายใต้คำสั่งเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐและกองทัพจีน การตัดสินใจขายอาวุธจึงไม่ใช่ผลจากตลาดเสรี แต่เป็นผลจากการคำนวณด้านอำนาจ อิทธิพล และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน

 สรุป Poly Technologies
- ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ 
- มีอิสระเชิงพาณิชย์ ภายใต้กรอบรัฐ
- มีบทบาทด้านต่างประเทศ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐโดยตรง
- การขายอาวุธของจีนสะท้อนการคำนวณเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด

'ชัยวุฒิ' ซัด! พรรคประชาชนมุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่สนใจอธิปไตยปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 14 ธันวาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวกรณีที่ผู้นำพรรคประชาชนทั้งอดีตและปัจจุบัน แถลงข่าวขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ว่า ตนรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กำลังเผชิญกับความเดือดร้อน และความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ประชาชนเป็นห่วงเรื่องสงคราม และความมั่นคงของประเทศ

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคประชาชน รวมถึงเครือข่าย NGO ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา ออกมามีบทบาทในการช่วยสื่อสาร และทำความเข้าใจกับสหรัฐ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันสหรัฐอาจยังไม่เข้าใจปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด ว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจที่จะยุติความขัดแย้ง มีการบุกรุกอธิปไตยของประเทศไทย โจมตีทหารไทยก่อน และมีการวางทุ่นระเบิด จนทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

"พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของไทย จึงเรียกร้องให้พรรคประชาชนแสดงบทบาทตามหน้าที่ เพื่อยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในสถานการณ์เช่นนี้ วันนี้มีพี่น้องประชาชนเสียใจ ที่พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ ไม่ปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย"

วิเคราะห์ทางตันความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แนะรัฐบาลต้องกำหนดเป้าหมายชัด ทำลายขีดความสามารถศัตรู ก่อนขึ้นโต๊ะเจรจาพร้อมสร้างกำแพงถาวร

หลายคนบอกว่า รบแล้วก็จบที่โต๊ะเจรจาอยู่ดี

จริงครับ…

แต่ในมุมมองของผม ก็อยากจะบอกว่า ขึ้นโต๊ะเจรจากับกัมพูชาในระบอบฮุนเซน และกรอบการเจรจาปัจจุบัน ก็จบที่สนามรบอยู่ดี 

นี่คือข้อเท็จจริง หลักฐานเป็นที่ประจักษ์ คนไทยทุกคนรู้อยู่แล้ว

คำถามคือจะเลือกแบบไหน

“เจรจาไปเพื่อรบ” หรือ “รบไปเพื่อเจรจา”? 

1. เจรจาไปเพื่อรบ - ใช้ความคลุมเครือสร้างเงื่อนไขหลีกเลี่ยงความรุนแรง พึ่งพากลไกกรอบเจรจาที่มีอยู่ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริง แต่คงสภาพความสงบเอาไว้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะได้ข้อสรุปจริง ๆ เมื่อไร 

แต่สุดท้ายจะสงบจริงหรือไม่ ? จะต้องเสียอีกกี่ขา ? จะต้องอยู่แบบระแวงว่าจะโดนใช้ลูกไม้นอกเกมนอกกติกามาตอดเอาพื้นที่เหมือนที่เป็นอยู่เรื่อย ๆ แบบที่ผ่านมา ถ้าเช่นนั้น สุดท้ายก็จะจบที่กลับมาปะทะรอบ 3 - 4 - 5 - 6 หรืออีกกี่รอบ

อย่าลืมว่า “สันติภาพ” ที่เกิดขึ้นหลังการปะทะครั้งแรก ในดีลที่ทรัมป์-อันวาร์ ร่วมกันผลักดันนั้น คนไทยทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่ามันยังไม่จบ สุดท้ายก็จะมีปะทะรอบ 2 ตัวผม มันคือ “การเจรจาเพื่อรอวันรบ” ที่ชัดเจนมาก

ผมมีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่บางท่าน และคนวงในหลายคน ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ายังไงก็มีรอบ 2 แน่ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเลยครับ

ช่วงสงบก่อนหน้านี้มันก็แค่การพักรบช่วงหน้าฝนเท่านั้น (ฝนตกเยอะ ทำให้ปฏิบัติการทางยุทธวิธีลำบาก) ใช่หรือเปล่า ? 

2. รบไปเพื่อเจรจา - การสร้างความได้เปรียบ โชว์เขี้ยวเล็บของเรา และทำลายขีดความสามารถของศัตรู ทำให้ศัตรูยำเกรง เพื่อบีบให้ศัตรูเข้าสู่การเจรจาบนเงื่อนไขของเรา ในเกมของเรา บนโต๊ะเจรจาที่เรากำหนด ทำให้เราได้ประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันท่าทีของรัฐบาลและคนไทยส่วนใหญ่ดูจะเอาด้วยกับแนวทางนี้

ปัญหาคือ… รบกันในยุคนี้มันมีข้อจำกัดเยอะ ต้องมีความชอบธรรมในสายตาประชาคมโลก และต้องทำอย่างได้สัดส่วน จะจัดหนักกันให้ตายอย่างไร ก็ต้องจำกัดวง ทำให้ไปถล่มเขาอย่างเบ็ดเสร็จได้ยาก สุดท้ายถึงจุดหนึ่งก็ต้องยุติ และกลับมาบนโต๊ะเจรจาอยู่ดี

อีกข้อหนึ่งของการรบแบบยืดเยื้อ คือความเสี่ยงที่การรบจะถูกดึงให้เป็นเกม geopolitics ของมหาอำนาจ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ขยายวงกว้าง actors เยอะ ทำให้ควบคุมได้ยาก 

แล้ว “ทำให้มันจบ ๆ” คือให้มัน “จบ” แบบไหนกันแน่ ข้อนี้เป็นสิ่งที่ผมมองว่ารัฐบาลไทยยังไม่ได้อธิบายอย่างเป็นรูปธรรม และจำเป็นต้อง clarify กับประชาชนและประชาคมโลกให้ได้ ว่าเราต้องการ “ปิดจ๊อบ” แบบไหน

แน่นอนว่าทางการทหาร คือทำลายขีดความสามารถของกองทัพกัมพูชาให้สิ้นสภาพเป็นภัยคุกคาม (ซึ่งจริง ๆ อาจต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนมากกว่านี้ ว่าแค่ไหนถึงเรียกว่าสิ้นสภาพ เพื่อให้สิ้นข้อถกเถียง)

แต่ถ้าหากถามผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ติดตามสถานการณ์มาพอสมควร และเรียนเรื่องนโยบายสาธารณะมาบ้าง แม้อาจจะไม่ครบถ้วนในทุกมิติ เพราะมีรายละเอียดมากจริง ๆ ผมอยากให้จบแบบไหน ?

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของผมคือ #ให้มันจบที่กำแพง 

ก็คือ - รบไปเพื่อเจรจา - เจรจาไปเพื่อสร้างกำแพง - ให้กำแพงเป็นผู้ผดุงความสงบ ลดภาระของทหารในการลาดตระเวน และขวางกั้นไม่ให้กองกำลังก่อการร้ายข้ามเข้ามาวางระเบิดในประเทศไทย หยุดการวนลูป “การเจรจาเพื่อรอวันรบ” และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ชัดเจน เป็นรูปธรรมจับต้องได้

จะเป็นกำแพง รั้ว หรือรั้วไฟฟ้า มีกล้องวงจรปิด ทหารเฝ้ายาม หรือรูปแบบไหนอย่างไร ก็ต้องประเมินโดยดูจากงบประมาณ และขีดความสามารถในการบริหารจัดการของฝ่ายไทยอีกที

โดยก่อนสร้างกำแพง ก็ให้จัดหนักต่อไปอีกสักพัก ให้บรรลุเป้าหมายด้านการทหาร 2 ข้อ

1. ให้สิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามในระดับที่กองทัพแพลนไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าใกล้แล้ว

2. ยึดพื้นที่ของเรากลับคืนมาตามแนวเส้นปฏิบัติการ แต่ไม่ต้องถึงขั้นเล็งเป้าพนมเปญ หรือเดินทัพรุกเข้าไปในแดนของศัตรู

เมื่อบรรลุ 2 ข้อ ค่อยขึ้นโต๊ะเจรจา เป้าหมายของการเจรจาคือตกลงให้จัดทำหลักเขตแดนใหม่ ภายใต้กรอบการเจรจาที่เราไม่เสียเปรียบ และเริ่มการสร้างกำแพงภายในระยะเวลาที่เรากำหนด โดยไม่ปล่อยให้เขาเตะถ่วง โดยหลักการในการเจรจาของฝ่ายไทยให้ยึดตามเส้นปฏิบัติการที่เรายึดคืนมาได้จากการรบปกป้องอธิปไตยของชาติ ใจผมน่ะอยากให้ไม่ต้องอ้างอิงแผนที่ไหน หรือ MOU ใด ๆ ทั้งสิ้น หรือถ้าจะอ้างก็ต้องอ้างทุกฉบับมาประกอบกัน ส่วนเขาจะเสนออะไรมา ก็อาจประนีประนอมได้บ้าง ดูตามความเหมาะสม แต่ต้องระมัดระวังให้มาก 

หลังจากเริ่มแผนการสร้างกำแพงแล้ว ให้เดินหน้ายกเลิก MOU 44 ต่อ เป็นการส่งสัญญาณให้ชัดเจน ว่าโดยหลักการแล้วทรัพยากรใต้อ่าวไทยตามแนวเส้นไหล่ทวีป 2516 นั้นเป็นของไทย 100 % และจะไม่มีการแบ่งให้กับประเทศที่ลากเส้นไหล่ทวีปละเมิดอำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของเราเมื่อปี 2515 โดยไม่มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ โดยเฉพาะเมื่อประเทศนั้นเป็นประเทศที่เคยโจมตีเราก่อน จะให้เขาได้รับส่วนแบ่งทรัพยากรเหล่านี้กลับไปฟื้นฟูขีดความสามารถทางการทหารและกลับมาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อเราอีกไม่ได้

ปล. การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว ผมว่าอยากฟังนโยบายที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้จากพรรคการเมืองต่าง ๆ ขอแบบมีรายละเอียด อย่าเพียงอย่าแค่ใช้คำสวย ๆ และนามธรรมเกินไป

หนุนปิดอ่าวไทยสกัดส่งน้ำมัน จี้ ‘ตัดไฟ-ตัดเน็ต’ ขั้นเด็ดขาด เตือน ‘ช่วยข้าศึก’ โทษอาญาร้ายแรง ย้ำชัด ต้องมีบทลงโทษอย่างชัดเจน

(15 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการ "ตัดช่องทางลำเลียงยุทธปัจจัย" เข้าสู่กัมพูชาอย่างเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์ยืนยันว่า ตนเห็นด้วยกับมาตรการล่าสุดของกองทัพที่สั่งให้ปิดอ่าวไทยและช่องทางอื่นๆ เพื่อสกัดการลำเลียงยุทธปัจจัยโดยเฉพาะน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตนเสนอมาอย่างต่อเนื่องและได้ตอบคำถามในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า จำเป็นต้องตัดช่องทางการลำเลียงน้ำมันและยุทธปัจจัยต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศกัมพูชาให้หมด  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือ เรื่องไฟฟ้า โดยคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติให้ยุติการขายและส่งไฟฟ้าไปยังกัมพูชาแล้ว และได้ย้ำให้ตรวจสอบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ ขณะเดียวกัน เรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ต้องเข้มงวดไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่ามีการลักลอบส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตหรือไม่ และการบังคับใช้กฎหมายจะต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด มีบทลงโทษที่ชัดเจน

นายพีระพันธุ์ย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดต้องมีการตรวจสอบและกวดขันอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในประเด็นการช่วยเหลือฝ่ายตรงข้าม "เราต้องถือว่า การส่งยุทธปัจจัยนับเป็นการช่วยเหลือข้าศึกศัตรูของประเทศ ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอาญา"

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ พระองค์ทรงโพสต์รูปคู่ “แบมแบม” หลังเสด็จร่วมงานอีสปอร์ต สร้างความประทับใจแฟนคลับ

(15 ธ.ค. 68) ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์รูปพระองค์คู่กับศิลปินหนุ่มชื่อดัง 'แบมแบม GOT7' ผ่านอินสตาแกรมส่วนพระองค์ @nichax หลังเสด็จร่วมงาน PUBG United Festival 2025 ที่จัดขึ้น ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 12–14 ธันวาคม 2568

ในโพสต์ดังกล่าวพระองค์ทรงโพสท่าหัวใจที่แก้มและมินิฮาร์ตกับแบมแบม พร้อมเลือกใช้เพลง "WONDERING" ของแบมแบมประกอบ นอกจากนี้ยังทรงแทรกข้อความแคปชั่นว่า "PUBG United Festival 2025 #BamBam #ESport #ToBeNumberOne #Paragon #เพราะเราเป็นกำลังใจให้กัน #ไม่ว่างไม่ใช่ไม่สวย" ซึ่งสร้างความประทับใจแก่แฟนคลับและชาวเน็ตจนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์

การเสด็จร่วมงานครั้งนี้สะท้อนการสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนที่สอดคล้องกับแนวทางโครงการ 'To Be Number One' ที่พระองค์ทรงยึดมั่นและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดย PUBG United Festival 2025 ถือเป็นงานใหญ่ของวงการอีสปอร์ตที่รวมการแข่งขัน PUBG Global Championship และ PUBG Mobile Global Championship ภายใต้เทศกาลเดียวกัน

แฟน ๆ ต่างกล่าวชื่นชมความน่ารักและเป็นกันเองของทูลกระหม่อมหญิงและ 'แบมแบม' ผ่านโพสต์ที่เผยแพร่ออกไป ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นและกระตุ้นความสนใจต่อกิจกรรมอีสปอร์ตในประเทศไทยอย่างมาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top