Friday, 5 June 2026
Hard News Team

เจาะกลยุทธ์ยุบสภา ‘สเปน’ ปี 2023 "แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่" ใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมือง แต่ถูกมองใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

สเปนยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่น: กล้าเดิมพันกับประชาชนหรือหนีความรับผิดชอบ?

ในปี 2023 ผู้นำสเปนตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งทั่วไปอย่างฉับพลันหลังพรรคของตนแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับภูมิภาค กลยุทธ์ "ช็อกแอนด์ออว์" นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าการยุบสภาสามารถใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมืองได้จริง แต่ก็เสี่ยงถูกมองว่าเป็นการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือรีเซ็ตกระแส

สูตรสเปน: แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่

แก่นของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การ "ควบคุมเรื่องเล่า" (narrative control) แทนที่ข่าวจะเป็น "รัฐบาลแพ้การเลือกตั้ง" กลับกลายเป็น "ให้ประชาชนตัดสินอนาคตประเทศ" การขยับเร็วทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวและเล่นตามเกมใหม่ทันที โดยไม่มีเวลาสร้างโมเมนตัมต่อต้าน

การประกาศเลือกตั้งอย่างกะทันหันสร้างความตื่นตัวและดึงความสนใจของสาธารณะมาที่วาระใหม่ แทนที่จะปล่อยให้ความล้มเหลวจากการเลือกตั้งท้องถิ่นครอบงำวาทกรรมการเมืองต่อไปเรื่อย ๆ

ผลข้างเคียงที่มักถูกมองข้าม

การยุบสภาแบบฉับพลันไม่ได้กระทบเฉพาะฝ่ายค้าน แต่ยังกระทบพรรคร่วมและกลไกในฝ่ายรัฐบาลเองด้วย ทั้งการจัดทัพผู้สมัคร การเจรจาดีลกับพันธมิตร และการเตรียมความพร้อมหาเสียง บางครั้งการ "สับคันเร่ง" เร็วเกินไปอาจทำให้ทีมของตัวเองยังไม่พร้อม ส่งผลให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

บทเรียนสำหรับไทย

กรณีสเปนสอนให้เห็นว่า การยุบสภาสามารถเป็นเครื่องมือพลิกกระแสได้จริง แต่สังคมจะถามกลับทันทีว่า "ยุบเพราะประเทศต้องไปต่อ หรือยุบเพราะผู้นำต้องรอด?"

นอกจากนี้ยังมีคำถามสำคัญว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ชัดเจน ได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกครั้ง ประเทศจะจัดการกับสถานการณ์นั้นอย่างไร นี่คือกับดักเดียวกับหลายประเทศ ยุบสภาเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่กลับได้คำตอบที่ซับซ้อนและยากต่อการจัดการมากกว่าเดิม

ความเสี่ยงของการพลิกโต๊ะ

การยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นคือการเดิมพันใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์การสื่อสารที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะตีความการกระทำนี้ในแง่บวก หากสังคมไม่ซื้อ "เรื่องเล่า" ที่รัฐบาลพยายามสร้าง การยุบสภาก็จะถูกมองว่าเป็นการหนีความรับผิดชอบและใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

การยุบสภาแบบสเปนคือการ "สับคันเร่ง" เพื่อเปลี่ยนเกมและควบคุมวาทกรรม แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลหรือไม่เชื่อในความจริงใจ มันก็จะกลายเป็น "สับคันเร่งลงเหว" ทันที ความสำเร็จหรือล้มเหลวของกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำสามารถโน้มน้าวประชาชนได้หรือไม่ว่า การยุบสภาครั้งนี้เพื่อประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชนะในเกมการเมือง
 

เทควันโดทีมชาติไทย สร้างผลงานยอดเยี่ยม "หยู" บัลลังก์ ทับทิมแดง สมราคาแชมป์โลก ปิดเกม 2-0 ยก ชนะขาดทั้งรอบรองฯ–ชิงฯ คว้าทองซีเกมส์สมัยแรก รุ่น 68 กก.ตามเป้า

(13 ธ.ค. 68) "บัลลังก์" ทับทิมแดง แชมป์โลกเทควันโดคนล่าสุด นำทีมเทควันโดไทย โชว์ฟอร์มร้อนแรง คว้าเหรียญทองประเภทต่อสู้รุ่น 68 กก.ชาย ได้เป็นสมัยแรก ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ พร้อมนำทีมคว้าอีก 3 เหรียญทองในวันเดียวกัน

การแข่งขันวันที่ 3 มีการชิงชัยประเภทต่อสู้ 5 เหรียญทอง โดยรุ่น 68 กก.ชายที่ "บัลลังก์" ลงสนามสามารถชนะทั้งรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ขาดลอย 2-0 ยกทั้งสองรอบ ส่งผลให้เขาเป็นแชมป์ซีเกมส์ครั้งแรกตามเป้าหมาย "บัลลังก์" บอกว่า "ผมตั้งใจแชมป์นี้มานาน และจะรักษาผลงานนี้ต่อไป"

นอกจาก "บัลลังก์" ทีมไทยยังได้อีก 2 เหรียญทองจากรุ่น 58 กก.ชาย "ฟาอีส" สิรวิชญ์ มะหะหมัด และรุ่น 80 กก.ชาย "แตงโม" ธนาธร แซ่โจ ซึ่งทั้งคู่แสดงความแข็งแกร่งคว้าชัยในรอบชิง

ฝั่งทีมเทควันโดหญิงได้รับเหรียญเงินจาก "กีต้าร์" กมลชนก สีเคน ในรุ่น 49 กก.หญิง และเหรียญทองแดงจาก "ลูกแก้ว" กัญจ์ณาลักษณ์ ชื่นชูกลิ่น รุ่น 73 กก.หญิง สรุปวันเดียว ทีมไทยได้ 3 ทอง 1 เงิน 1 ทองแดง ยอดรวม 2 วันกวาดไปแล้ว 6 เหรียญทอง

ผลงานนี้แสดงถึงความแข็งแรงของทีมเทควันโดไทยในเวทีซีเกมส์ โดยเฉพาะการที่แชมป์โลก "บัลลังก์" เป็นหัวหอกนำทีมที่ทำผลงานทะยานขึ้นจนเป็นความหวังหลักของชาติในปีนี้
 

เติบโตสูงถึง 65% ในปีล่าสุด ประกาศเร่งขยายความร่วมมือทุกมิติ ดันเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง หวังยกระดับบทบาทร่วมในภูมิภาค

(13 ธ.ค. 68) รัสเซียเผยตัวเลขการค้ากับลาวในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65% โดยนายเซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) ประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และรัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตต่อไป ในการพบกับนายกรัฐมนตรีลาว นายสอนไซ สีพันดอน ณ กรุงเวียงจันทน์

ระหว่างการเยือน ลาวและรัสเซียได้หารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ โดยชอยกูยังขอบคุณรัฐบาลและประชาชนลาวที่รักษาและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตในอดีต

ด้านนายกรัฐมนตรีลาวได้ฝากคำทักทายอย่างอบอุ่นถึงนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) พร้อมย้ำว่าลาวพร้อมสานต่อความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อผลักดันการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพร่วมกันในภูมิภาค


ที่มา : Sputnik
 

ดรามาเสียงเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ “แบมแบม” สวนแรง “พี่วี” ไม่ต้องพิสูจน์! อย่าตัดสินศิลปินด้วยเสียงถ่ายทอด เสียงเพี้ยนไม่ใช่คดีแต่การโยนบาปให้ศิลปิน “นี่แหละปัญหา”

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค. 68) ดรามาเสียงเพี้ยนจากการแสดงเพลง "1%" ของ 'วี วิโอเลต' ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลหลังเสียงร้องไม่ตรงตามที่คนดูคาดหวังในถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

'วี วิโอเลต' ชี้แจงว่าถูกบรีฟให้ลิปซิงก์ 100% เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค แต่ไมค์กลับถูกเปิดในขณะถ่ายทอดสด ส่งผลให้เสียงที่คนดูได้รับไม่สมบูรณ์ ขณะที่ 'F.HERO' เสริมว่าได้รับบรีฟให้ปิดไมค์เนื่องจากเป็นการแสดงลิปซิงก์ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากการประสานงานกับทีมถ่ายทอด

ต้นสังกัด Universal Music Thailand ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการประสานงาน ทำให้การแสดงไม่เป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้ และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ดรามานี้ได้รับความสนใจจาก 'แบมแบม กันต์พิมุกต์' ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 'วี' ว่า "พี่วีไม่ต้องพิสูจน์เลยครับ คนทั้งโลกรับรู้ถึงความสามารถของพี่มาตั้งนานแล้วครับ" คำพูดนี้ช่วยเบรกกระแสดรามาและเน้นย้ำว่าความสามารถศิลปินไม่ควรถูกตัดสินจากความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการประสานงานและระบบเสียงในการถ่ายทอดสดงานระดับชาติ แม้ศิลปินจะไม่ได้ผิด แต่เสียงที่ออกอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงทันที

มณฑลซานตงเร่งนวัตกรรมเต็มสูบ พัฒนาสินค้าไฮเทค–แฟชั่นตอบโจทย์เจ้าของ ชิงส่วนแบ่งตลาดสัตว์เลี้ยงล้านล้านหยวน ตามเทรนด์ “เลี้ยงเหมือนลูก” ดันการบริโภคโตไม่หยุด

(13 ธ.ค. 68) มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนกำลังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามูลค่าตลาดทั่วประเทศจะทะลุ 1.15 ล้านล้านหยวนภายในปี 2028 ส่งผลให้ทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ อุปกรณ์ และสินค้าไลฟ์สไตล์เร่งปรับตัวรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงใช้กลยุทธ์ “ตอบโจทย์ความต้องการ – เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง” เพื่อดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

บริษัท Taichong Pet Food ในเมืองไท่อานเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่น ด้วยการเปิดตัวอาหารสัตว์แบบนึ่งสดที่คงคุณค่าทางโภชนาการได้ถึง 98% และทำยอดขายกว่า 100 ตันในเดือนแรกของการวางจำหน่าย ความสำเร็จนี้มีพื้นฐานจากการพัฒนาสูตรใหม่ที่ใช้น้ำมันต่ำและเนื้อสด ผ่านการทดลองผลิตหลายร้อยตันจนได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ

นอกจากนั้น บริษัทได้ขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งแบบอบ แบบกรอบ แบบแท่ง และอาหารนึ่งสด พร้อมถือครองสิทธิบัตรกว่า 60 รายการ ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าตอบสนองความต้องการผู้เลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว สอดรับนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการยกระดับการบริโภคภายในประเทศและแก้ปัญหาอุปสงค์–อุปทานไม่สมดุล

ด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซานตงยังเห็นการเติบโตของสินค้าสำหรับความสุขทางใจของสัตว์เลี้ยง เช่น เฟอร์นิเจอร์แมวออกแบบพิเศษโดยบริษัท Kaigao International Trade ที่ใช้การสังเกตพฤติกรรมแมวกว่าหลายร้อยตัวในการกำหนดความสูง จุดปีน และเตียงนุ่มด้านบน จนพัฒนาเป็นสินค้าขายดี รวมถึงแบรนด์ TAORAE ที่นำงานปักฮั่นฟูโบราณมาประยุกต์เป็นเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

เทรนด์นี้ยังขยายไปสู่พื้นที่ชีวิตประจำวัน โดยห้างสรรพสินค้าในนครจี่หนานเริ่มจัดโซนรถเข็นสัตว์เลี้ยงและลิฟต์เฉพาะ รวมถึงร้านอาหารที่รองรับผู้เลี้ยงสัตว์มากขึ้น สะท้อนคำกล่าวของผู้ใช้งานรายหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ฉันสามารถพาสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และความรู้สึกถูกยอมรับนี้คือความพึงพอใจรูปแบบใหม่ของการบริโภค”


ที่มา : Xinhua 
 

บทเรียนจาก ‘เยอรมนี-โปรตุเกส’ ที่ใช้ "โหวตความไว้วางใจ" เป็นประตูก่อนรีเซ็ตประเทศ ผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง ๆ"

การยุบสภาในหลายประเทศไม่ใช่การกดปุ่มเดียวจบตามอำเภอใจของผู้นำ แต่ต้องผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ไม่ใช่เพียงการยุบเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง ประสบการณ์ของเยอรมนีและโปรตุเกสสะท้อนให้เห็นถึงระบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" ที่ใช้การโหวตความไว้วางใจเป็นมาตรฐานก่อนเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

เยอรมนี: ต้องแพ้โหวตไว้วางใจก่อนยุบสภา

ระบบการเมืองเยอรมนีออกแบบให้การยุบสภาเกิดขึ้นได้ยาก โดยมักผูกกับกระบวนการ "โหวตความไว้วางใจ" ของนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาได้อีกต่อไป การแพ้โหวตความไว้วางใจจึงกลายเป็นหลักฐานทางการเมืองที่ชัดเจนว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ก่อนที่จะเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

กลไกนี้ป้องกันไม่ให้การยุบสภากลายเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีที่ผู้นำใช้เพื่อหาประโยชน์ในเกมการเมือง แต่เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

โปรตุเกส: รัฐบาลเสียงข้างน้อยล้มจากความไว้วางใจ แล้วค่อยยุบ

โปรตุเกสก็สะท้อนหลักคิดที่คล้ายคลึงกัน เมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยสูญเสียความไว้วางใจจากสภา การล้มของรัฐบาลจากการโหวตจึงนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า การ "ยุบสภา" ในบางประเทศยุโรปคือมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่ท่าทีเชิงการตลาดหรือกลวิธีทางการเมือง

ข้อดี-ข้อเสียของระบบนี้

ข้อดี ของระบบยุบสภาแบบมีเงื่อนไขคือ ช่วยลดข้อครหาว่า "ยุบเพื่อเอาเปรียบ" เพราะรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีเสียงข้างมากพอจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้การยุบสภาเป็นมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้กดดันหรือขู่เข็ญฝ่ายตรงข้ามได้รายวัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสีย ก็มีเช่นกัน หากการเมืองแตกขั้วอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดวงจรการเลือกตั้งที่ถี่เกินไปและสิ้นเปลืองต้นทุนของประเทศ โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งยังคงได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยซ้ำ

บทเรียนสำหรับไทย: ควรมีกติกากันการยุบเล่นเกมหรือไม่?

ประสบการณ์จากเยอรมนีและโปรตุเกสชวนให้ไทยพิจารณาว่า ควรออกแบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" เพื่อลดการยุบที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเพียงเกมการเมืองหรือไม่

แนวทางที่อาจพิจารณาได้ เช่น กำหนดให้ยุบสภาได้เมื่อรัฐบาลแพ้โหวตความไว้วางใจหรือไม่สามารถผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณได้ หรือกำหนดเส้นตายการจัดตั้งรัฐบาลภายในระยะเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้จึงค่อยยุบสภา

นอกจากนี้ ควรวางกรอบอำนาจของรัฐบาลรักษาการให้ชัดเจน เพื่อลดการใช้อำนาจรัฐในการหาเสียงหรือสร้างความได้เปรียบให้ตนเองในช่วงหาเสียง

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีและโปรตุเกสไม่ได้สอนว่า "การยุบสภาเป็นทางออกที่ดี" แต่สอนว่า "ถ้าจะยุบ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าจำเป็นจริง" การยุบสภาไม่ควรเป็นของเล่นในมือนายกรัฐมนตรีหรือเครื่องมือทางยุทธวิธี แต่ควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่ใช้เมื่อการบริหารประเทศต่อไปไม่ได้จริงๆ

การออกแบบกติกาที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า การตัดสินใจยุบสภาไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัวทางการเมือง แต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนสำคัญที่ไทยควรนำมาพิจารณาในการปรับปรุงระบบการเมืองให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

417 ปีแห่งความรุ่งเรืองไม่ได้หายไปกับไฟสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลก จากเมืองหลวงเก่าถึงมรดกชาติ ศูนย์กลางการค้าและศิลป์ไทย ภารกิจรักษาและส่งต่อต่อไป

(13 ธ.ค. 68) เมื่อปี พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียน "เมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งยืนยันว่าอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงอดีตราชธานีของไทย แต่เป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติทั้งโลก

พระนครศรีอยุธยาก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 1893 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การค้า และศิลปวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้มากว่า 417 ปี ก่อนถูกทำลายจนกลายเป็นซากเมืองร้างในปี พ.ศ. 2310 เมื่อกองทัพพม่าบุกทำลายเมือง

ในช่วงปลายทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรเริ่มบูรณะโบราณสถานพร้อมประกาศบางส่วนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2534 อยุธยาจึงได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยครอบคลุมเกาะเมืองและกลุ่มโบราณสถานสำคัญ รวมทั้งเขตกันชนที่ดูแลโดยร่วม

อยุธยาได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานโดดเด่นของอารยธรรมสยามที่เคยรุ่งเรืองและเชื่อมโลกผ่านชุมชนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น โปรตุเกส ดัตช์ และเปอร์เซีย สะท้อนภาพเมืองหลวงข้ามวัฒนธรรมที่มีคุณค่าระดับโลก พร้อมประกาศว่า "การได้ป้ายมรดกโลกไม่ใช่แค่ภูมิใจ แต่เป็นภารกิจของคนไทย"

หลังจากขึ้นทะเบียน ต้องมีการบูรณะและอนุรักษ์อย่างถูกวิชาการ พร้อมวางแผนป้องกันภัยและพัฒนาการเมืองโดยคำนึงถึงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากนี้อยุธยายังเป็นเวทีสำคัญที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยให้โลกได้รับรู้และสะท้อนความพร้อมในการรักษามรดกวัฒนธรรมนี้ต่อไป

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2

#THESTATESTIMES
#LITE
#CoolLife
#TodaySpecial
#อยุธยา
#มรดกโลก
#ประวัติศาสตร์ไทย

หมุดหมายแรก THE STATES TIMES จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการ ต.ค. 63 ชูความมุ่งมั่นสร้างสื่อออนไลน์ที่ไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลักของชาติ

การตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท เดอะสเต็ทส์ไทม์ จำกัด ในช่วงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 ถือเป็นหมุดหมายแรกที่แสดงถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสื่อออนไลน์ การดำเนินการนี้ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจสื่ออย่างมีระเบียบและมีความรับผิดชอบในฐานะองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อดิจิทัลและกระแสข่าวสารที่ไร้การควบคุมกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมโดยไม่บิดเบือน นำเสนอด้วยข้อเท็จจริง

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2563 ตลาดสื่อออนไลน์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่น (Trust Crisis) อย่างหนัก การปรากฏตัวของข่าวปลอม (Fake News) และการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือธุรกิจได้สร้างความเสียหายต่อภาพรวมของสื่อทั้งหมด การที่ผู้ก่อตั้ง THE STATES TIMES เลือกที่จะจัดตั้งบริษัทในนามนิติบุคคลอย่างเป็นทางการก่อนการเผยแพร่คอนเทนต์แรกเพียงหนึ่งเดือน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสร้างความแตกต่างจากสื่อออนไลน์ทั่วไปที่อาจขาดรากฐานที่มั่นคง

การจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายนี้ทำให้สำนักข่าวต้องดำเนินงานภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) โดยเฉพาะในมิติของการเงินและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการร่วมงานด้วย ในทางปฏิบัติ การมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน ทำให้สำนักข่าวสามารถดำเนินการตามมาตรฐานทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งการจัดทำบัญชีที่โปร่งใส การทำสัญญาจ้างงานบุคลากรอย่างเป็นระบบ และการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง การดำเนินการเหล่านี้เป็นการสร้าง วินัยทางการเงิน และ ความน่าเชื่อถือเชิงองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ THE STATES TIMES สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพและระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ การจดทะเบียนบริษัทยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจขนาดใหญ่กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น LINE TODAY หรือ YouTube ซึ่งต่างก็มีมาตรฐานในการคัดเลือกพันธมิตรที่สูง การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรสื่อที่เชื่อถือได้และมีโครงสร้างที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ THE STATES TIMES ได้เปรียบในการเจรจาธุรกิจและสามารถขยายช่องทางการเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา การวางรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่ปลายปี 2563 จึงไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่เป็น ยุทธศาสตร์เชิงรับผิดชอบ ที่กำหนดทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของสำนักข่าวแห่งนี้ในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามบริบทของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่จุดยืนของ THE STATES TIMES ยังคงหนักแน่นในการเป็นสื่อที่นำเสนอข่าวสารบนข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างแน่วแน่และมั่นคง
 

“FDI ไทยไปไหนมาบ้าง? สรุปให้ในภาพเดียว”

ทุนไทยบุกโลก หรือแค่ซ่อนเงินในสวรรค์ภาษี? เพราะกว่า 40% ของ FDI ทั่วโลกคือ Phantom FDI ซึ่งเป็นเงินลงทุนที่วิ่งผ่านประเทศหรือดินแดนที่ขึ้นชื่อด้านภาษีต่ำ ( TAX HAVENS) เช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์, เนเธอร์แลนด์, BVI, เคย์แมน และมอริเชียส ถึงเวลาหรือยังที่รัฐไทยจะก้าวทันเกมทุนโลก

วิเคราะห์สูตร 'ภาษีกดปุ่มหยุดยิง' ของทรัมป์ ชี้ไทยควรรับสายเพื่อมนุษยธรรม แต่ต้องยืนยัน 'กรอบทวิภาคี' พร้อมแยกความมั่นคงออกจากการค้าให้ชัดเจน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาประกาศอีกครั้งว่าจะโทรศัพท์คุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา หลังสถานการณ์ปะทะชายแดนระหว่างสองประเทศกลับมาบานปลายอีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายไทยส่งสัญญาณ "ระวังตัว" โดยย้ำว่าควรแก้ปัญหาแบบทวิภาคี และพร้อมชี้แจงหากได้รับสายจริง

ประเด็นที่น่าจับตาคือ "สูตรเดิม" ของทรัมป์ที่เคยใช้มาก่อน นั่นคือการใช้แรงกดดันทางการค้าและภาษีเป็นคันโยกเพื่อบังคับให้เกิดโต๊ะหยุดยิง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "คุยหรือไม่คุย" แต่คือ คุยแล้วไทยจะได้อะไร และต้องกันอะไรไม่ให้เสีย

โอกาสที่ไทยอาจได้รับ

หากสายจากทำเนียบขาวสามารถกดปุ่มหยุดยิงชั่วคราวได้จริง ไทยจะได้ "เวลาหยุดเลือดไหล" แบบเร่งด่วน ทำให้สามารถอพยพพลเรือน ส่งความช่วยเหลือ เปิดทางรับ-ส่งผู้บาดเจ็บ และคลายความตื่นตระหนกของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้ทันที

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์มักทำเรื่องหยุดยิงให้เป็น "คำประกาศสาธารณะ" จะสร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายต้องแสดงท่าทีตอบสนอง สำหรับไทย นี่คือการได้ "ตัวเร่ง" ให้เกิดโต๊ะเจรจาโดยไม่ต้องเพิ่มไฟในสนามจริง

ช่องทางตรงกับผู้มีอำนาจสูงสุดของสหรัฐยังทำให้ไทยส่งสารและยืนยันเงื่อนไขได้เร็วกว่าเล่นผ่านหลายชั้นของการทูตปกติ โดยเฉพาะในจังหวะที่สถานการณ์กำลังไหลไปสู่ความสูญเสียเพิ่ม

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

อย่างไรก็ตาม หากไทยคุยโดยไม่วางเกมอย่างรอบคอบ อาจเสี่ยงถูกทำให้ "อธิปไตย" กลายเป็นตัวประกันของการค้าและภาษี ถ้ายอมให้สูตร "ภาษีกดปุ่มหยุดยิง" สำเร็จหนึ่งครั้ง มันอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ใครถืออำนาจเศรษฐกิจมากกว่าก็สามารถใช้มันกดปุ่มความมั่นคงของเราได้

การหยุดยิงแบบเร่งด่วนอาจช่วยลดความสูญเสียเฉพาะหน้า แต่ถ้าไม่มีระบบติดตามผลและกลไกแก้รากปัญหา ประเทศอาจได้แค่ "พักรบ" แล้วกลับมาจ่ายต้นทุนเดิมซ้ำ นี่คือความเสี่ยงของการถูกลากเข้า "เกมโชว์ตัวกลาง" ที่เป้าหมายไม่ใช่สันติภาพยั่งยืน

ในมิติการเมืองภายใน ทุกท่าทีต่อคนกลางต่างชาติถูกอ่านเป็นคะแนนนิยมทันที คุยแบบไม่กำหนดกรอบอาจถูกโจมตีว่าเอาอธิปไตยไปแลกดีล แต่ไม่คุยเลยก็เสี่ยงถูกโจมตีว่าทิฐิจนปล่อยสถานการณ์บาน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากจบด้วย "สายจากสหรัฐ" มากกว่ากลไกภูมิภาค สัญญาณที่ส่งออกไปคือภูมิภาคจัดการตัวเองไม่ได้ และครั้งหน้าอาจมีผู้เล่นรายอื่นยื่นข้อเสนอพร้อม "ราคา" เข้ามาอีก

กลยุทธ์ที่ไทยควรใช้

ไทยควร "รับสาย" เพื่อหยุดเลือดไหล แต่ต้อง "ตั้งกรอบ" ให้ชัดตั้งแต่นาทีแรก เพื่อไม่ให้การหยุดยิงถูกผูกกับการค้าหรือภาษี

หนึ่ง เรียกร้องหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมทันที เปิดทางช่วยเหลือ อพยพ และดูแลพลเรือน

สอง ยืนยันว่ากรอบเจรจาเป็นทวิภาคีและ/หรือภูมิภาค ให้ไทยคุยกับกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ให้คนกลางกลายเป็นผู้กำกับเกมระยะยาว

สาม ไม่ผูกชายแดนกับภาษีและการค้า กันไม่ให้เกิด "ภาษีบังคับสันติภาพ" และแยกไฟล์ความมั่นคงออกจากโต๊ะการค้า

ดังนั้น การคุยกับทรัมป์อาจเป็นโอกาสให้ไทยได้หยุดยิงเร็ว แต่หากไม่ตั้งกรอบอย่างรอบคอบ ไทยอาจเสียอธิปไตยเชิงนโยบายให้กับสูตรใหม่ของโลกที่ใครถือภาษีก็ถือรีโมตความมั่นคงของคนอื่นได้ ความท้าทายคือการใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกเป็นตัวประกันของเกมใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top