สดุดีเหล่าทหารกล้าสละชีพรักษาชาติ
คารวะด้วยหัวใจ!! ขอสดุดีเหล่าทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน
คารวะด้วยหัวใจ!! ขอสดุดีเหล่าทหารกล้า ผู้สละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน
การโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตปลายปี 2568 ภายใต้คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ทำให้ทีมบริหารจังหวัดสำคัญหลายแห่งขยับปรับตำแหน่งใหม่ หนึ่งในนั้นคือจังหวัดภูเก็ต ที่มีชื่อของนายธีระพงศ์ ช่วยชู ปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ในวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่ เขาได้เข้าสักการะพระพุทธธำรงมิ่งเมืองและศาลตายาย ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าห้องทำงานรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่ามกลางการต้อนรับจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่จังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ
นายธีระพงศ์ ช่วยชู เป็นคนตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เติบโตจากเมืองชายฝั่งภาคใต้ ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางราชการในสายงานปกครอง เขาสั่งสมประสบการณ์จากพื้นที่หลากหลาย ทั้งในฐานะนายอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และนายอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จากนั้นจึงก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดในที่สุด เส้นทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเขาคุ้นเคยทั้งเมืองท่องเที่ยวเกาะชื่อดัง เมืองชายฝั่งที่เผชิญภัยธรรมชาติ และเมืองศูนย์กลางท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลกอย่างภูเก็ตเป็นอย่างดี
ในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่นายอำเภอเกาะสมุย มีการรายงานข่าวว่าเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการจัดการโควิด-19 ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว จนเกาะสมุยกลับมามีนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอปากพนัง เขาเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านการแก้ปัญหาชุมชนและการดูแลทรัพยากรชายฝั่ง ที่เด่นชัดคือการสั่งรื้อถอนเครื่องมือประมงผิดกฎหมายประเภท “ไซตัวหนอน” หรือ “ไอ้โง่” กลางทะเล 155 ตัว เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ถือเป็นภาพของผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับทั้งปากท้องชาวประมงและการอนุรักษ์ทะเลควบคู่กันไป
.
เมื่อย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เขาต้องเผชิญโจทย์ใหม่ในเมืองท่องเที่ยวกลางคืนอย่างหาดป่าตอง ทั้งในมิติการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลความเรียบร้อย อำเภอกะทู้ได้จัดเวทีประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นเรื่องการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่หาดป่าตองถึงตี 4 โดยมีนายธีระพงศ์เป็นประธาน และมีการวางมาตรการควบคู่ ทั้งการจัดโซนนิ่งสถานบันเทิง การเน้นตรวจบัตรประชาชนตัวจริงและแอปพลิเคชันยืนยันตัวตน การใช้กล้องและระบบเทคโนโลยีช่วยดูแลความปลอดภัย ตลอดจนการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมและขยะจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้เมืองท่องเที่ยวเติบโตบนฐานความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ
บทบาทในฐานะปลัดจังหวัดภูเก็ต ยังสะท้อนมุมมองการพัฒนาที่เชื่อมโยง “ท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพประชาชน” เขาเป็นประธานเปิดการประชุมและเปิดตัวโครงการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “ลด Food Waste @Phuket กินเกลี้ยง เลี่ยงโลกร้อน” ที่มุ่งจัดการปริมาณขยะจากเศษอาหารในเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เร่งรัดมาตรการยุติปัญหาเอดส์ ระดับจังหวัดภูเก็ต (Provincial Model)” ซึ่งเชื่อมหน่วยงานสาธารณสุข ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพในจังหวัดอย่างบูรณาการ
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตของนายธีระพงศ์ ช่วยชู จึงไม่ใช่เพียงการเลื่อนตำแหน่งในสายราชการ แต่คือการดึง “คนทำงานภาคสนาม” ที่เข้าใจทั้งเมืองท่องเที่ยวเกาะสมุย เมืองชายฝั่งปากพนัง และเมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกอย่างภูเก็ต ให้มาดูแลภาพใหญ่ของจังหวัดอย่างมียุทธศาสตร์ ประสบการณ์ด้านการบริหารเมืองท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติและทรัพยากรทะเล การควบคุมกิจการสถานบันเทิง และการผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ ทำให้คาดหวังได้ว่าเขาจะช่วยขับเคลื่อนภูเก็ตบนสมดุลของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตคนเมือง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยมีฐานคิดมาจากการเห็นทั้ง “หน้างานจริง” และ “ภาพรวมระดับจังหวัด” ในเวลาเดียวกัน
เมื่อวันที่14 ธันวาคม 2568) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ...
“หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”
นี่คือสิ่งที่คุณธนาธรเข้าใจผิดอย่างมาก
หากคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น
นอกจากสงครามจะยังเกิดเหมือนเดิมแล้ว สถานการณ์จะบานปลายยิ่งกว่าเก่า
ไทยจะเสียดินแดนให้กับ “จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน”
ทำไมผมกล่าวเช่นนั้น ลองฟังเหตุผล
เทียบกันระหว่าง พิธา กับ ฮุนเซน ปอนด์ต่อปอนด์ เหมือนเอามวยรุ่นไลท์เวท ไปขึ้นเวทีชกกับรุ่นเฮฟวีเวท
ไม่ใช่คุณพิธาไม่เก่ง แต่องค์ความรู้ ประสบการณ์ห่างชั้นมาก
จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน อยู่ในสนามรบตั้งแต่คุณพิธายังไม่ได้ตั้งไข่
ฮุนเซนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่อายุ 27 ปี
ไม่ยึดถืออุดมการณ์สุดโต่งแบบคุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง แห่งพรรคประชาชน
ฮุนเซนเติบโตเป็นนักการเมืองสายปฏิบัติ ยอมเจรจาปรับตัวต่อรอง
เป็นนักรบจนเสียตาไป 1 ข้าง ผ่านประสบการณ์หลากหลายเจียนอยู่เจียนตาย
จนต้องไปพึ่งเวียดนามเพื่อให้ได้ชัยชนะ
ฮุนเซนเป็น “สายปฏิบัติ“ ไม่ใช่ “สายอุดมคติ” อย่างพรรคประชาชน
พรรคประชาชนเป็นการเมืองแบบที่ไม่ปรับตัว ยึดถือความคิดตัวเอง ตรงๆ ทื่อๆ ไม่รู้จักชั้นเชิงการเมือง
เล่นเกมการเมืองในประเทศที่ไม่มีใครเล่นด้วย แต่เป็นเกมที่ต้องเล่น ทำให้พรรคประชาชนโดดเดี่ยวไม่มีใครเอาด้วย
พรรคประชาชนต้องรู้จักระบบการเมืองไทยให้ดี และต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง
ไม่สามารถพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือ
แม้เข้าใจแนวทางอุดมการณ์ของพรรค แต่เมื่อเกมการเมืองมีคู่แข่งขันที่พลิกแพลงมาก มีประสบการณ์ เจนจัดกับระบบ
การที่พรรคประชาชนจะยึดถือความตรงไปตรงมา เป็นสิ่งดีที่จะใช้กับประชาชน
แต่กับระบบการเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ได้
หากขาดความแหลมคม เล่ห์เหลี่ยมที่จำเป็นต้องใช้ในการเจรจาต่อรอง
ยิ่งเป็นช่วงสงครามถูกรุกรานอธิปไตย ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าว
ปกป้องดินแดน ยึดพื้นที่ให้ได้มาก การเจรจาถึงจะได้เปรียบ
ไม่ได้หิวสงคราม เพราะไทยไม่ได้ก่อ แต่เหตุมาจากฮุนเซนเสียผลประโยชน์ในเรื่อง “สแกมเมอร์”
มันไม่ใช่การค้าที่ตรงไปตรงมา จะได้ “วินวินกันทั้งสองฝ่าย“
แต่ต้อง “เราวินเพื่อสั่งสอนจิ้งจอกเฒ่าสารพัดพิษฮุนเซนรู้ว่าไทยทันเกมของฮุนเซน“
การเป็นผู้นำประเทศได้จึงต้องมากประสบการณ์ รู้จักทั้งบุ๋นและบู๊ รู้จักระบบ รู้จักใช้คนเข้ากับสถานการณ์
ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมาก ที่หากคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์จะไม่ใช่ที่คุณธนาธรบอกว่า
“จะไม่มาถึงจุดนี้เด็ดขาด”
แต่กลับจะเลยจุดออกทะเลไปไกล เพราะความด้อยประสบการณ์ทางการเมือง
แม้แต่เวทีในประเทศยังยอมถูกหลอก
หากเป็นเวทีระหว่างประเทศแม้จะพูดภาษาอังกฤษเก่ง
แต่ในเวทีโลกภาษาไม่ได้เกี่ยวข้อง มันอยู่ที่กึ๋น หรือประสบการณ์มากกว่า
นี่คือสิ่งที่คุณพิธา หรือพรรคประชาชนไม่มีเอาเสียเลย
หากจะเรียกว่าเป็น “ละอ่อนทางการเมือง“ ก็ว่าได้
จากการพลาดแล้วพลาดอีกตั้งแต่ต้นจัดตั้งรัฐบาลยันยุบสภา
ต้องตอบว่าเพราะอะไรที่พรรคประชาชน ที่ได้คะแนนเสียงมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถึงไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล กลับถูกเบี้ยวแล้วเบี้ยวอีก
แม้โอกาสมาอยู่ต่อหน้า แต่ด้วยความซื่อไปเชื่อใจคุณอนุทินที่มีคนกำกับการแสดงบงการอยู่เบื้องหลัง
ที่สำคัญคือความดื้อรั้น มั่นใจในตัวเอง ที่มีมากเกินไปจนไม่ฟังใคร
ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างพรรคประชาชนของคุณธนาธร จะทำให้พังตั้งแต่ต้นยันจบ
คุณธนาธรคงจำในสิ่งที่พูดเองเมื่อไม่นานนี้กรณี “เขากระโดง” และ “ฮั้ว ส.ว.” ได้ดี
หรือกระทั่งตอนโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ แล้วหวังจะให้พรรคภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญให้ภายใน 4 เดือน
แล้วป่านนี้มันได้เป็นอย่างที่คุณธนาธรพูดเอาไว้ไหม?
ทั้งที่ใครต่อใครก็เตือนไว้ว่า ไม่มีใครทำการเมืองแบบนี้
แต่คุณวิโรจน์ยืนยันเองว่า “ทำการเมืองแบบซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา”
แล้วคุณอนุทินเขาตรงๆ ซื่อ ๆ กับพรรคประชาชนหรือไม่?
อย่างน้อยประสบการณ์อย่างนี้ ได้สอนอะไรให้พรรคประชาชนได้บ้าง
ผมมิได้มีเจตนาจะดูถูก ลิดรอนสิทธิ ความคิด ความเชื่อมั่น ของพรรคประชาชนแต่อย่างใด
เพียงแต่ความคิดของผู้นำจิตวิญญาณอย่างคุณธนาธร มิได้มีผลดีใดๆ กับประเทศชาติ ประชาชน
จึงจำเป็นต้องกระตุกไม่ให้เสียนิสัย
แม้อุตส่าห์จัดอีเว้นท์ขอโทษประชาชนที่ทำผิดพลาด
แต่ยังวาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส. เป็นพรรคเดี่ยวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีก
คิดแบบนี้นี่ไงถึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า
“ไม่ใช่ขอโทษ แต่กลับขอโอกาสเพิ่มมากขึ้นอีก”
ที่ขอโทษก็ไม่ทราบว่าขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ
หรือขอโทษที่ไปหลงเชื่อคารมคมหอกของพรรคภูมิใจไทย?
เมื่อทำพลาด ประชาชนให้ส้มไปมากในคราวเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เกินที่พรรคประชาชนจะคาดหวัง
ยังเขวี้ยงส้มตกพื้น
แล้วครั้งนี้จะยังมาขอส้มเพิ่มมากกว่าเดิมอีก
ผู้ใหญ่จะเรียกเด็กอย่างนี้ว่า “เด็กเสียนิสัย” ครับ
ชำแหละ เทคนิคโดรนกามิกาเซ่ เขมรเรียนมาจากใคร
กลับมาสู่สงครามไทย-กัมพูชาที่เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง ในครั้งนี้เราจะเห็นได้ว่านอกจากเครื่องยิงจรวดที่ฝั่งกัมพูชาขนมาใช้แล้วยังมีโดรนกามิกาเซ่ หรือ ในวงการเรียกกันว่า โดรนมุมมองบุคคลที่ 1 หรือ โดรน FPV ที่ย่อมาจาก First-Person View Drone นั่นเอง
ประวัติของโดรน FPV นั้นเกิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาใช้อากาศยานไร้คนขับแบบพุ่งชนที่ใช้ระบบภาพและควบคุมระยะไกลด้วยกล้องโทรทรรศน์ โดยใช้อากาศยานนี้พุ่งชนเป้าหมาย หน่วยที่ใช้คือ หน่วย Special Task Air Group One (STAG-1) ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจด้วย TDR-1 จากฐานบินที่ Banika Field และพื้นที่ Russell Islands ในหมู่เกาะโซโลมอน และจากเกาะกรีน เพื่อโจมตีเป้าหมายของญี่ปุ่นในช่วง เดือนกันยายน–ตุลาคม 1944 ซึ่งนี่เองเป็นเครื่องต้นแบบและถูกพัฒนามาเป็นโดรน FPV ในที่สุด
ส่วนในปัจจุบันสงครามที่มีการใช้โดรน FPV คือสงครามยูเครน-รัสเซียนั่นเอง แต่การใช้โดรนของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกัน โดยเอย่าจะอธิบายว่า ฝ่ายรัสเซียเลือกใช้โดรนโจมตีป้อมค่ายเพื่อเปิดแนวรบให้ทหารราบหรือใช้ป้องกันแนวตั้งรับเพื่อจำกัดขอบเขตการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ฝ่ายยูเครนมีการใช้โดรน FPV มากกว่าในการสอดแนมและโจมตีเป็นหลัก โดยจะเน้นโจมตีไปยังโจมตียานพาหนะและอุปกรณ์ฝ่ายรัสเซีย
หันกลับมาดูสงครามไทย-กัมพูชาบ้าง ปัจจุบันไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากองทัพไทยได้นำโดรน FPV แบบพุ่งชนไปใช้โจมตีฝ่ายกัมพูชา ในสถานการณ์ปะทะชายแดนซึ่งต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่มีหลักฐานว่ามีการใช้โดรน FPV ซึ่งใช้โจมตีแบบเดียวกับโมเดลของกองกำลังยูเครนใช้ในการปะทะกับฝ่ายรัสเซียและโดรน FPV นี่เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าทหารกล้าของไทย คำถามคือใครเป็นคนถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้แก่ กัมพูชาในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้
อีกเรื่องคืออยู่ดีๆไทยก็ไปยึดอาวุธที่มาจากจีนได้แบบเหมือนทิ้งให้เรายึดแบบง่ายๆ คำถามคือ ถ้าฐานนั้นมีอาวุธรุ่นล่าสุดขนาดนี้ทำไมกองทัพกัมพูชาไม่ใช้ตอบโต้กับไทย แต่กับทิ้งฐานพร้อมอาวุธเหล่านี้ให้ไทยยึดเอาง่ายๆ กูรูสงครามที่เอย่าไปพบมีความเห็นน่าสนใจว่า
1. กองทัพกัมพูชาได้อาวุธนี้จากฝ่ายไหน ถ้าได้จากจีนจริง จีนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้งานให้ ไม่ใช่ซื้อมาทิ้งแบบนี้
2. ข่าวนี้ออกมาเพื่อเบี่ยงประเด็นเรื่องคนขับโดรนที่โดนระบุว่าเป็นพวกหัวทองขับโดรนจู่โจม ซึ่งสาวไปสาวมาจะพบว่าเป็นพวกหัวทองเดียวกันกับที่สอนกองทัพกะเหรี่ยงใช้โดรนจู่โจมกองทัพเมียนมาจนแตกพ่าย
3. การป้ายสีครั้งนี้เพื่อพยายามจะดิสเครดิตจีนในสายตาของฝ่ายไทยหรือเปล่า แต่คงลืมไปว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองออกถึงการจัดฉากครั้งนี้ว่าอาวุธมันใหม่เสียจนเหมือนเอามาตั้งไว้เพื่อให้จับมากกว่าเอามาใช้งานเพราะอาวุธที่จับได้ทั้งหมดไม่มีการใช้งานแต่อย่างใด
สุดท้ายคงต้องถามกองทัพไทยว่ามองออกหรือยังว่าใครคือ "มหามิตร" หรือ "หมามิตร"
(15 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันในซีเกมส์ 2025 รอบสุดท้ายที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้บทสรุปในประเภทหญิงเดี่ยวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 โดย "เมย์" รัชนก อินทนนท์ มืออันดับ 8 โลก ชนะ "เม" ศุภนิดา เกตุทอง มืออันดับ 12 โลก 2-0 เกม 21-19 และ 21-7 คว้าเหรียญทองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต
เกมแรกเริ่มด้วยการที่ศุภนิดานำห่าง 11-2 แต่รัชนกงัดเกมเก๋า ไล่ตามเก็บแต้มก่อนจะแซงขึ้นนำในช่วงท้ายเกมด้วยความนิ่งและความมั่นใจ ขณะที่เกมที่สองเธอสามารถคุมจังหวะเกมได้ดีและชนะขาด 21-7 ปิดเกม 2-0 อย่างเหนือชั้น
หลังชนะการแข่งขัน รัชนกโพสต์ใน X ว่า "นี่คือการปลดล็อกครั้งสำคัญ" และนับเป็นเหรียญทองประเภทบุคคลซีเกมส์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาชีพ เธอเคยได้เหรียญเงินและทองแดงในซีเกมส์ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ทัพแบดมินตันไทยยังสามารถกวาดเหรียญทองรวม 3 เหรียญ จากทีมหญิง คู่ผสม และหญิงเดี่ยว รวมถึงเหรียญเงิน 2 เหรียญ และเหรียญทองแดง 1 เหรียญ ซึ่งเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของเจ้าภาพ ซีเกมส์ 2025
พิธีมอบเหรียญจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแสดงความยินดีจากผู้ใหญ่ในวงการกีฬาและแฟนกีฬาไทย ถือเป็นการปิดฉากผลงานแบดมินตันที่สวยงามในซีเกมส์ครั้งนี้
‘สุริยะใส’ วิเคราะห์ท่าทีผู้นำไทยที่ไม่ยอมอ่อนข้อด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ มองเป็นการขยับสถานะประเทศจากผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง ย้ำโลกหลายขั้วต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่การเดินตามมหาอำนาจ
เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 - รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อไทยกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจ: จุดเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์ไทยในโลกหลายขั้ว
ท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำการเมืองไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะการไม่ยอมคลี่คลายเงื่อนไขด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ คือการท้าทายสมมติฐานเดิมที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นชิน นั่นคือไทยควร “เดินตาม” มหาอำนาจตะวันตกเพื่อแลกกับความมั่นคง ความคิดแบบ pro-US ที่เชื่อว่าการยืนข้างสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติคือคำตอบ อาจไม่สอดคล้องกับโลก geopolitics ที่กำลังแตกตัวเป็นหลายขั้ว และแข่งขันกันอย่างซับซ้อนมากขึ้น
ในโลกปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องของความจงรักภักดี แต่คือเรื่องของอำนาจต่อรองและผลประโยชน์แห่งรัฐ การที่ไทยยืนยันจะไม่หยุดยิงจนกว่าจะมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง จึงเป็นการประกาศอย่างชัดว่าไทยไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกลดทอนเป็นเพียงเครื่องมือในยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของใครก็ตาม ไม่ว่าสหรัฐฯ จะนิยามสถานการณ์นั้นว่าอย่างไร
สาย pro-US มักมองว่าความแข็งกร้าวเช่นนี้จะทำให้ไทย “เสียเพื่อน” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนต่างหากที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ มหาอำนาจไม่ได้เคารพรัฐที่เชื่อฟังเสมอไป หากแต่เคารพรัฐที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และพร้อมปกป้องเส้นแดงของตนเองอย่างมีเหตุผล ความแข็งกร้าวครั้งนี้จึงไม่ได้ลดคุณค่าของพันธมิตร แต่กลับยกระดับสถานะของไทยจากผู้ตามไปสู่ผู้ที่ต้องถูกนำมาคำนวณในสมการอำนาจ
ที่สำคัญ สงครามยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยกระสุนเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันด้วยการกำหนดกรอบความชอบธรรม หากไทยยอมอ่อนข้อภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ในจังหวะที่ภัยคุกคามยังไม่หมดไป นั่นจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าไทยพร้อมปรับความมั่นคงของตนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในสายตาพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาวสำหรับรัฐขนาดกลางอย่างไทย
ท้ายที่สุด การที่ผู้นำการเมืองไทยกล้าแสดงความแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม อาจทำให้สาย pro-US ไม่สบายใจในวันนี้ แต่ในโลกที่ geopolitics กำลังรุนแรงขึ้น การยืนหยัดเช่นนี้คือการวางตำแหน่งใหม่ของไทยในฐานะรัฐที่มี strategic autonomy ไม่ตกเป็นเครื่องมือของขั้วใดขั้วหนึ่ง และไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกต่อรองแทน
หากไทยจะอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีในสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจในจังหวะที่เหมาะสม อาจไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือความจำเป็น...
(15 ธ.ค. 68) 15 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันชาสากล" ฉบับดั้งเดิมของประเทศผู้ปลูกชาและแรงงานไร่ชา เพื่อสื่อสารถึงคุณค่าและความสำคัญของใบชาในมิติประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ จากภูเขาไร่ชา สู่ถ้วยชาในมือผู้บริโภคทั่วโลก
จุดเริ่มต้นของวันชานี้มาจากกลุ่มสหภาพแรงงานชาในเอเชียใต้และแอฟริกา ที่ร่วมกันเรียกร้องความเป็นธรรมทางราคาชาและสวัสดิการแรงงานไร่ชา ผ่านเวที World Social Forum และจัดกิจกรรม International Tea Day ครั้งแรกในปี 2005 ที่อินเดีย พร้อมด้วยประเทศผู้ปลูกชาอื่นๆ ที่สานต่อความสำคัญของวันชานี้ ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เพื่อให้คนทั่วโลกตั้งคำถามว่า "ชาแก้วนี้...แฟร์กับคนต้นทางแล้วหรือยัง?"
ถึงแม้สหประชาชาติจะรับรองวันชานานาชาติอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤษภาคม เน้นเรื่องลดความยากจนและพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่วันที่ 15 ธันวาคมยังคงเป็นวันสำคัญที่เชื่อมโยงกับแรงงานและเกษตรกรที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชาทั่วโลก
ใบชา หรือ Camellia sinensis ที่มีประวัติยาวนานหลายพันปี เป็นทั้งเครื่องดื่มและยาที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมสมองให้โฟกัส โดยชาแต่ละชนิดมีวิธีการแปรรูปแตกต่างกัน เช่น ชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง ที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
15 ธันวาคม จึงเป็นวันที่สะท้อนความหมายลึกซึ้งและเชื่อมโยงการดื่มชากับประวัติศาสตร์ ความเป็นธรรม และสุขภาพ ที่ต้องการให้ผู้บริโภคใส่ใจทั้งรสชาติและผู้ปลูกชาอย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปเมื่อในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 THE STATES TIMES ได้จัดงานเสวนาครั้งสำคัญในโอกาสครบรอบ 4 ปี ภายใต้ชื่อ "Thailand Outlook: From Global Disruption to Thailand Transformations" งานดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับสำนักข่าวให้เป็น ผู้จัดเวทีแห่งชาติ (National Convener) ที่สามารถรวบรวมบุคคลสำคัญระดับประเทศ ทั้งผู้นำทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูง และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางของประเทศ
การจัดงานเสวนาขนาดใหญ่และมีการเชิญบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) รวมทั้งผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมปาฐกถา ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนถึง สถานะทางการเมืองและเศรษฐกิจ ของสำนักข่าว การจัดงานนี้แสดงให้เห็นว่า THE STATES TIMES ได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำว่าเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือและมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ความคิดเห็นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ
ในมิติของแบรนด์ งาน "Thailand Outlook" เป็นการรวมพลังของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่สำนักข่าวได้สร้างสมมาตลอด 4 ปี การดึงดูดสปอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานระดับสูงบ่งบอกถึง มูลค่าทางการตลาด (Market Value) ที่สูงของ THE STATES TIMES ซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังสำหรับการสื่อสารทางการตลาดเชิงความคิด (Thought Leadership Marketing) การมีส่วนร่วมกับงานนี้ช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางของประเทศ
ความสำเร็จของการจัดงานครบรอบ 4 ปีนี้เป็นบทสรุปของการเดินทางที่ยาวนาน ตั้งแต่การเริ่มต้นจากการเป็นสื่อออนไลน์เล็ก ๆ จนกระทั่งกลายมาเป็นสำนักข่าวที่มีความสามารถในการสร้างวาระแห่งชาติ (Agenda Setting) และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม การจัดงานนี้จึงเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่า THE STATES TIMES ได้เปลี่ยนสถานะอย่างสมบูรณ์จาก "สื่อทางเลือก" สู่ "สื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลทางความคิด" ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในยุคดิจิทัลต่อไป
(14 ธ.ค. 68) 19 ปี "บิว" ภูริพล บุญสอน นักวิ่งทีมชาติไทย สร้างประวัติการณ์วิ่ง 100 เมตรชายได้ต่ำกว่า 10 วินาทีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยทำเวลา 9.94 วินาทีในรอบรองชนะเลิศ ซีเกมส์ 2025 ที่สนามศุภชลาศัย พร้อมคว้าเหรียญทองด้วยเวลา 9.99 วินาทีในรอบชิงฯ
"บิว" ได้รับการบันทึกโดย "World Athletics" ว่าเป็นนักวิ่งวัยไม่เกิน 20 ปีที่เร็วที่สุดอันดับ 5 ของโลกในระยะ 100 เมตร ซึ่งพัฒนาไปสู่มาตรฐานใหม่ของกรีฑาไทย โดยเวลาที่ทำได้ดีกว่าสถิติเดิมของซีเกมส์ซึ่งอยู่ที่ 10.17 วินาทีมาตั้งแต่ปี 2009 และยังเป็นเหรียญทอง 100 เมตรชายซีเกมส์ครั้งที่สองของเขาด้วย
"นี่ไม่ใช่แค่เหรียญทอง" บิวกล่าวผ่านสนามว่า "ความกดดันถูกปลดปล่อย" พร้อมทั้งเวลานี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มเวลาที่ดีที่สุดของเอเชีย รองจากนักวิ่งชั้นนำอย่างซู ปิงเทียน และเฟมี โอกูโนเด
การทำลายกำแพง 10 วินาทีของ "บิว" สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกรีฑาไทย จากการเป็นผู้ลุ้นเหรียญในอาเซียน สู่การมีนักวิ่งที่ถูกยอมรับในระดับโลก ทั้งยังส่งสัญญาณว่าการสนับสนุนจากแฟนกีฬาและบรรยากาศในสนามเป็นแรงผลักดันสำคัญ
การจับตาต่อไปคือความสม่ำเสมอของฝีเท้า "บิว" ในระดับนานาชาติ ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเขาจะก้าวขึ้นเป็นดาวรุ่งที่สำคัญของวงการกรีฑาโลกหรือไม่ แต่ที่แน่ชัดคือประเทศไทยมีนักวิ่ง 100 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที ตัวจริงแล้วในประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการกีฬาไทย
ผลโพลหลายชุดในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คนจำนวนมากยังคง "ไม่เลือกใคร" โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีผู้ตอบว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สูงถึง 35.65% ขณะที่ภาคตะวันออกพุ่งถึง 39.75% ตัวเลขนี้สื่อความหมายสำคัญว่า สนามเลือกตั้งไม่ได้ถูกล็อกด้วย "ขั้วใหญ่" อย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปิดช่องให้พรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเลือกของคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ
พรรคเล็กที่มีโอกาสชิงเสียง "ยังไม่เลือก"
พรรคไทยสร้างไทย วางแบรนด์ชัดเจนด้วยธง "การเมืองสุจริต" โดยชูประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันและกรอบคิดเรื่อง State Capture (การถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน) จุดแข็งของพรรคคือการเอาความเบื่อหน่ายจากระบบเดิมมาแปลงเป็น "การเมืองที่ตรวจสอบได้" ซึ่งตรงกับความต้องการของคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองไม่โกงจริง
พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวด้วยแกนคิดที่ว่า "การศึกษาคือปากท้องและอนาคต" และชูนโยบายเรือธง "ธนู 4 ดอก" พรรคพยายามวางตัวเป็นพรรคมืออาชีพที่เน้นความรู้ ซึ่งเข้าถึงชนชั้นกลางและคนเมืองที่เบื่อการเมืองแบบทะเลาะกัน แต่ยังอยากเห็นการปฏิรูปที่จับต้องได้
พรรคไทยภักดี ชู "การเมืองสีขาว" พร้อมสร้างกองทัพผู้สมัครเพื่อแสดงความพร้อมลงสนามจริง จุดแข็งคือภาพจำที่ชัดในฐานะสายต่อต้านการเมืองโกงและต้องการยกเครื่องระบบ พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายผู้สมัครให้เห็นเป็นรูปธรรม
พรรคเศรษฐกิจ เริ่มโผล่ในโพลบางชุด สร้างบทสนทนาว่าเป็นปรากฏการณ์พรรคเล็ก ด้วยการเล่นธีมเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชันแบบชัดเจน ซึ่งอาจโดนใจคนที่สิ้นหวังกับระบบเดิม แม้จะเป็นดาบสองคมที่ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อว่าทำได้จริงและไม่ละเมิดหลักนิติรัฐ
พรรครักชาติ เปิดตัวด้วยการชูภาพ "ไม่พึ่งกลุ่มทุน" และใช้สโลแกนแนวปลุกอารมณ์รักชาติที่สื่อสารได้เร็ว จุดแข็งคือความใหม่และเรื่องเล่าที่เหมาะกับการชิงกลุ่มคนที่เบื่อหน้าเดิมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ
ทำไมกลุ่ม "ยังไม่เลือกใคร" คือโอกาสของพรรคเล็ก
ตัวเลข 35-40% ในบางภูมิภาคไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่มักเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพรรคใหญ่แก้ปัญหาได้จริง เบื่อหน่ายกับดีล การแตกหัก และการย้ายขั้ว รวมทั้งอยากได้ "ความชัดเจน" มากกว่า "การตลาดการเมือง"
สูตรสำเร็จสำหรับพรรคเล็ก
พรรคเล็กที่มีโอกาสชนะใจกลุ่มนี้ไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ทำสามข้อนี้ได้
หนึ่ง ชัดเรื่องเดียวให้สุด เลือก 1-2 ประเด็นหลัก แล้วสื่อสารซ้ำจนคนจำได้และเชื่อว่าจริงใจ
สอง ประกาศเงื่อนไขร่วมรัฐบาลล่วงหน้า เพื่อกันภาพ "พรรคทางผ่านในดีล" และแสดงให้เห็นว่ามีหลักการไม่เอาเปรียบ
สาม ทำให้คนเชื่อว่า "ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม" ด้วยทีมงานและผลงานที่ตรวจสอบได้จริง
โพลที่แสดงว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" ขึ้นอันดับ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังเปิดใจรอทางเลือกใหม่ หากพรรคเล็กอยากชนะพื้นที่นี้ ต้องเลิกคิดว่า "เราเล็กเลยทำอะไรไม่ได้" แต่ต้องคิดใหม่ว่า "เราเล็ก เลยต้องชัด และต้องจริง"
การขาย "ความหวังแบบไม่ขายฝัน" และการทำให้คนเชื่อว่า "คุณต่างจากเกมเดิมจริงๆ" คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนช่องว่างจากโพลให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว คนไทยไม่ได้ไม่อยากเลือก แต่กำลังรอคนที่เหมาะสมให้เลือก