Friday, 5 June 2026
Hard News Team

PwC ไทยใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ชี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน-รายได้ สร้างความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางวิกฤต ศก. แนะนายจ้างไทยกระจายโอกาสเรียนรู้ AI

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 – PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจล่าสุดในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาใช้ในที่ทำงานกำลังสร้างความหวังและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนทำงานไทย พร้อมแนะนายจ้างยกระดับทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพื่อสร้างแรงงานที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 (Thailand Hopes & Fears Survey 2025) ของ PwC พบว่า แรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ความกังวลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังถูกท้าทายด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่ากำลังเผชิญความเครียดด้านการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 43% ในปี 2567 โดย 11% มีปัญหาในการชำระค่าใช้จ่าย และ 37% เหลือเงินหลังค่าใช้จ่ายที่จำเป็นน้อยหรือแทบไม่มีเลย แม้ 51% ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น และ 20% ได้เลื่อนตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 27% ที่วางแผนจะขอขึ้นเงินเดือน และ 25% ตั้งใจจะขอเลื่อนตำแหน่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) กำลังเป็นความหวังใหม่สำหรับพนักงานชาวไทยท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถาโถม โดย 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าตนใช้ AI ในที่ทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54%

นอกจากนี้ การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ในชีวิตประจำวันก็เพิ่มขึ้นเป็น 24% จาก 17% ในปีก่อน โดย 90% ของแรงงานไทยที่ใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ระบุว่ามีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 58% รู้สึกมั่นคงในงานที่ทำมากขึ้น และ 49% มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าผู้ที่ใช้ AI เป็นครั้งคราว

นาง เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า:

“GenAI ช่วยให้แรงงานไทยสามารถประหยัดเวลาในการทำงานประจำ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การนำเวลานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อองค์กรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำ GenAI มาใช้ ปรับบทบาทและเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการปรับตัว เราก็จะเห็นประสิทธิภาพโดยรวมของแรงงานที่ดีขึ้น โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางการเงินที่ลดลง โดยการใช้งาน GenAI อย่างมีความรับผิดชอบจะช่วยให้พนักงานได้โฟกัสกับงานที่มีความหมายมากขึ้น และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งต่อบุคคลและองค์กร”

ความเชื่อมั่น: รากฐานของความก้าวหน้า
ทั้งนี้ ความไว้วางใจ (trust) ในผู้นำองค์กรถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผลสำรวจของประเทศไทย โดย 67% ของแรงงานแสดงความเชื่อมั่นในผู้จัดการของตน และ 68% เชื่อมั่นในผู้บริหารระดับสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 58% และ 51% ตามลำดับ

นอกจากนี้ 66% ของแรงงานยังรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยกับผู้จัดการของตน เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันมากขึ้น ผู้นำองค์กรที่มีความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลจะมีความสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจนี้

“ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารของพนักงานชาวไทย น่าจะมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโส โดยเน้นลำดับชั้น ความปรองดอง และความเมตตาเป็นหลัก” นาง เซีย กล่าว

“รากฐานนี้สร้างข้อได้เปรียบที่โดดเด่นให้แก่องค์กรไทย แต่ในขณะเดียวกันควรต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ GenAI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยลดกำแพงที่เป็นลำดับชั้นในองค์กร ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อองค์กรมีผู้นำที่น่าเชื่อถือร่วมกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” เธอกล่าว

การยกระดับทักษะ: สร้างกำลังแรงงานที่พร้อมสำหรับอนาคต
องค์กรในประเทศไทยกำลังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย 74% ของแรงงานรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 59%

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการพัฒนาทักษะยังไม่ทั่วถึงในทุกระดับ โดย 67% ของพนักงานที่ไม่ใช่ระดับผู้จัดการรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน ในขณะที่ผู้จัดการอยู่ที่ 79% และผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ 87%
.
“การเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่โดดเด่นของไทยช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นาง เซีย กล่าว
.
“การปิดช่องว่างในการเข้าถึงการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไขปัญหาอื่นด้วย เช่น การกระจายข้อมูลที่ไม่ทั่วถึง ความลังเลทางวัฒนธรรมในการแสวงหาความกระจ่าง และข้อจำกัดด้านเวลา รูปแบบ และภาษา ดังนั้น องค์กรควรพยายามลดอุปสรรคในการขออนุญาตและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม” เธอกล่าว

'จิรัฏฐ์' ยัน ใบ สด.43 ไม่ใช่เอกสารปลอม เหตุรับจากมือสัสดี-ลายเซ็นเดียวกับต้นขั้วกองทัพ เชื่อถูกกลั่นแกล้งและทำเป้นกระบวนการ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568  นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมได้ประกันตัวออกมาตอนบ่าย 3 ครับ พึ่งเห็นพาดหัวที่อาจทำให้เข้าใจผิด

โดยเฉพาะเรื่องปลอมเอกสาร 
วันนี้ศาลตัดสินว่าผมไม่ได้ปลอมเอกสารครับ

โดยสรุปคำพิพากษาเท่าที่จำได้ ดังนี้
1.ยกฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร
2.ผิดข้อหาใช้เอกสารปลอม “การกระทำของจำเลยกระทบต่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศชาติ
และประชาชน”สั่งลงโทษ จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา 

ยังมีข้อเท็จจริง และข้อต่อสู้จำนวนมากที่ศาลยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูด เช่น
-โจทก์ฟ้อง โดยที่ยังไม่ได้เห็นใบสด43 ของผมเลย
-ผมนำเอกสารไปใช้แสดงเพราะเชื่อว่าไม่ใช่เอกสารปลอมแน่นอน ในเมื่อได้รับมาจากมือสัสดี ในสถานที่และในเวลาราชการ  ซึ่งตลอด 13 ปีถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยถูกกองทัพแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาไม่ไปรายงานตัว หรือข้อหาหนีทหารเลย (หากเอกสารฉบับนี้ปลอม ผมต้องมีความผิดตามข้อหาดังกล่าวในปีถัดไป ไปแล้ว) อีกทั้งลายเซ็นเจ้าหน้าที่ในใบสด43 ของผม ก็เป็นลายเซ็นเดียวกันกับในเอกสารต้นขั้วที่กองทัพนำมาแสดงเอง เอกสารฉบับนี้จึงเป็นของจริงสำหรับผมอย่างไม่ต้องสงสัย
-ในเมื่อยกฟ้องและผมไม่ได้ปลอมเอกสาร  ดังนั้นเอกสารฉบับนี้ก็ควรเป็นของจริง
-โจทย์ไม่ได้พิสูจน์ว่าเอกสารของผมเป็นของปลอมอย่างไร และใครเป็นคนปลอม
-โจทย์เพียงชี้แจงกระบวนการออกใบสด43 และสรุปว่านอกเหนือจากนี้ถือว่าปลอมหมด โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอื่นเลย
-ศาลอ้างว่าผมเป็นกมธ.ทหารย่อมรู้กฎหมาย และรู้ว่าเอกสารฉบับนี้ปลอม ซึ่งกมธ.ทหารไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหารที่ทำงานอยู่ในกับระเบียบ และกระบวนการของทหารครับ
-ในเมื่อผมไม่ได้ปลอมขึ้นมา และผมก็ไม่ใช่สัสดี ผมจะแยกแยะของปลอมกับจริงได้อย่างไร 
-ผมไม่มีเหตุจำเป็นต้องนำเอกสารราชการปลอมที่ไม่ได้มีผลทางกฎหมายอะไรอีกแล้ว ไปใช้หาประโยชน์อื่นใด
-การใช้เอกสารที่ไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ แล้ว ถูกต้องโทษจำคุกถึง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ผมคิดว่าโทษรุนแรงเกินไปไม่ได้สัดส่วน

//ข้อสังเกตเพิ่มเติมในชั้นไต่สวน//
-หลักฐานเอกสารที่กองทัพใช้ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ถูกทำลายแล้ว (มีการเจาะรูขนาดใหญ่กลางเอกสาร)
-ภาพที่กองทัพนำมาใช้เป็นหลักฐานเป็นภาพจาก tiktok ของนายทันกวิน ที่อัดคลิปโจมตีผมจำนวนมาก และเจ้าตัวก็มาคัดค้านการประกันตัวผมทุกครั้ง ทุกคดี
-ประวัติอาชญากรรมในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีที่แล้วของผม ซึ่งโจทย์นำมาเป็นหลักฐาน มีข้อความระบุว่า”เป็นมติให้เก็บไว้ใช้เพื่อประโยชน์ในราชการ” ลงวันที่ก่อนผมถูกฟ้องร้อง 8 เดือน  และในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการขอคัดสำเนาคำพิพากษาในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีก่อนที่ศาลฉะเชิงเทราโดยปลัดอำเภอ และสารวัตร สภอ.บางปะกง โดยไม่ทราบจุดประสงค์
-นายทหารพระธรรมนูญช่วยราชการยศพันโทที่ได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีผม ใช้หลักฐานกล่าวหาจากภาพของรายการ politic ในขณะที่ผมให้สัมภาษณ์ ซึ่งจะมีบางช่วงบางตอนที่ผมได้หยิบเอกสารดังกล่าวออกจากกระเป๋าเสื้อและกำไว้ในมือ ซึ่งนายทหารยศพันโทท่านนี้ ซูมเข้าไปยังร่องนิ้วของผมขณะถือเอกสารและอ้างว่าเห็นเป็นเลขลำดับที่เอกสาร ซึ่งไม่ตรงกับต้นขั้วที่ชื่อนวรินทร์ จึงฟันธงว่าเป็นของปลอม
-ผมพยายามไล่ดูคลิปแบบ frame by frame อย่างน้อย 3 รอบแล้ว ก็ยังไม่เห็นตัวเลขที่ว่าแบบชัดๆ
-สิ่งที่ชัดที่สุด คือนายทหารยศพันโทท่านนี้มีความมุ่งมั่นและความพยายามมากเพื่อจะหาหลักฐานมาเอาผิดผมให้จงได้

จากข้อสังเกตเพิ่มเติมที่ว่ามา ผมรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งจากรัฐไทย(หลายหน่วยงาน) ที่ทำเรื่องนี้กันอย่างเป็นขบวนการ และมีแบบแผน โดยมีฝ่ายความมั่นคงเป็นหัวเรือใหญ่

วันนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าได้ทำอะไรผิดพลาดไปในอดีต ซึ่งผมก็ได้รับโทษไปเรียบร้อยแล้ว จากการถูกสังคมตั้งถาม และบางคนก็นำมาใช้ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่นั่นเป็นความจริงที่ผมปฏิเสธไม่ได้ ต้องน้อมรับและอดทนต่อไป
แต่กับคดีนี้ที่ชัดเจนว่าเป็นคดีการเมือง ทั้งกระบวนการฟ้องร้อง รวมถึงคำตัดสินที่ออกมา ผมจึงต้องสู้ต่อเพื่อขอความเป็นธรรมในชั้นอุทธรณ์ครับ
 

ศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะโหมดเลือกตั้งเร็ว เตือนรัฐบาลศึกชายแดนไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเส้นเลือดเศรษฐกิจคนตัวเล็กที่ถูกตัดขาด หากศึกยังยืดเยื้อ...คนจนจะยิ่งเจ็บนาน

ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเดือดจริง ไม่ใช่แค่ดราม่าในโซเชียล ขณะที่ประเทศก็เดินสู่โหมดเลือกตั้งเร็วตามไทม์ไลน์ที่ประกาศออกมาในช่วงเวลาใกล้กัน ภาพรวมนี้ชวนให้ถามแบบตรง ๆ ว่า: เรากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งที่ “ธงชาติ” อาจดังกลบ “ปากท้อง” หรือเปล่า?

1) ชายแดนเดือด = คะแนนนิยมพุ่ง? มันไม่ฟรี
ในทางการเมือง ภาวะศึกมักทำให้เกิดเอฟเฟกต์รวมศูนย์อารมณ์ชาติ คนยอมพักเรื่องเศรษฐกิจและความผิดพลาดไว้ก่อน ขอแค่ “ปกป้องประเทศ” แล้วค่อยว่ากัน แต่การปล่อยให้ไฟชายแดนลุกแล้วหวังเอาคะแนน ไม่ใช่เกมคอนเทนต์ มันคือเกมต้นทุนจริง
ต้นทุนที่ประชาชนและเศรษฐกิจต้องจ่าย เช่น:
• การอพยพ/ความไม่ปลอดภัยของชุมชนชายแดน กลายเป็นภาระรัฐและบาดแผลระยะยาว
• ด่านปิด-คนติดค้าง-การเดินทางสะดุด ภาพเศรษฐกิจชายแดนชะงักแบบทันที
• มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจหรือการคุมเข้มที่ยืดเยื้อ อาจลากต้นทุนให้ยาวกว่าที่คิด

2) ด่านปิด ไม่ใช่แค่คนเที่ยวหาย แต่คือ “เงินสดเมืองชายแดน” หาย
ด่านชายแดนไม่ใช่แค่ประตูท่องเที่ยว แต่มันคือเส้นเลือดเศรษฐกิจของคนตัวเล็กจำนวนมาก ร้านค้า รถตู้ โรงแรม แรงงาน บริการรายวัน พอสะดุดพร้อมกัน รายได้หายเหมือนโดนตัดน้ำตัดไฟ
และอย่าลืมว่า “ปากท้อง” ไทยตอนนี้ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้ว ภาคท่องเที่ยวและค้าชายแดนมีความเปราะบางสูง—โดนช็อกทีเดียวก็สะเทือนเป็นทอด ๆ

3) เลือกตั้งเร็ว + ศึกชายแดน = สูตรคลาสสิกของ “พูดเรื่องใหญ่ให้ลืมเรื่องจริง”
พอประเทศอยู่ในโหมดเลือกตั้ง ประเด็นที่ชนะใจง่ายที่สุดคือ “ความมั่นคง” แต่ประเด็นที่แก้ยากที่สุดคือ “ปากท้อง” เพราะต้องมีนโยบายที่ทำจริงและโดนตรวจสอบจริง สิ่งที่น่ากลัวคือ เราจะได้การเมืองที่แข่งกันพูดว่า “ใครรักชาติมากกว่า” แทนที่จะแข่งกันตอบคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบที่สุด

คำถามที่ต้องตอบให้ได้:
1. จะทำให้สถานการณ์หยุดยั้งและไม่ลุกลามอย่างไร?
2. จะปกป้องพลเรือนและคนทำมาหากินชายแดนอย่างไร?
3. จะเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน/ท่องเที่ยวที่เสียหายอย่างไร?
4. จะสื่อสารความจริงต่อสังคมแบบไม่ปั่นและไม่ขายอารมณ์อย่างไร?

4) ข้อเรียกร้องแบบตรง ๆ : “รักชาติ” ต้องมาพร้อม 3 อย่าง
ถ้านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจริง มาตรฐานขั้นต่ำที่สังคมควรเรียกร้องคือ:
• ความจริงที่ตรวจสอบได้: สถานการณ์ ผลกระทบ มาตรการ ต้องชัด ไม่ใช่ข้อมูลแบบเลือกพูด
• แผนคุ้มครองพลเรือนและเศรษฐกิจชายแดน: ทำให้คนอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ให้คนอดทน
• กรอบเจรจาและแผนจบ: หยุดความสูญเสียให้เร็วที่สุด เพราะศึกยืดเยื้อไม่ทำให้คนจนชนะ มีแต่ทำให้คนจนเจ็บนาน

บทสรุป
ธงชาติสำคัญ แต่ปากท้องก็ต้องอยู่รอด ชาติที่ชนะจริงคือชาติที่หยุดไฟให้เร็วที่สุด พร้อมเยียวยาคนตัวเล็กให้ทัน ไม่ใช่ชาติที่ชนะการโต้เถียงในหน้าฟีด
 

‘ยศชนัน’ กับบทบาทแคนดิเดตนายกฯ พท. ต้องสร้างจุดขาย ‘นายกฯแบบวิศวกร’ บน 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง กล้าเปิดผลทดลอง – ปฏิรูปรัฐดิจิทัล- หนุนสร้างนวัตกรรม

หลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ศึกเลือกตั้ง 2569 ภาพจำของสื่อจำนวนมากมักพาเราไปจบที่เฟรมเดิม ๆ เรื่องเครือญาติ-ตระกูลการเมือง ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้ในโลกจริงของการเมืองไทย

แต่ถ้าจะ “เชียร์แบบไม่อวย” และเขียนในมุมที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนให้สุด คำถามที่ควรถามคือ: ประเทศไทยต้องการผู้นำที่พูดเก่ง…หรือผู้นำที่ทำงานเป็นระบบแบบวิศวกร จนรัฐขยับได้จริง?

ยศชนัน มีฐานเป็นนักวิศวกรรมชีวการแพทย์ และทำงานด้าน Brain-Computer Interface (BCI) รวมถึงบทบาทบริหารงานวิจัย/นวัตกรรมในแวดวงมหาวิทยาลัย นี่สำคัญไม่ใช่เพราะ “ดูเท่” แต่เพราะมันคือวิธีคิดคนละชุดกับการเมืองที่มักตัดสินจากสโลแกนและแรงเชียร์

สิ่งที่ “นายกฯแบบวิศวกร” อาจทำให้ไทยต่างจากเดิม (ถ้าทำจริง)
หัวใจไม่ใช่แค่ “นโยบายใหม่” แต่คือกระบวนการทำงานแบบ Test → Learn → Scale: ทดลองกับกลุ่มย่อย วัดผล เปิดเผยผล และค่อยขยายผล แทนการประกาศทีเดียวทั้งประเทศแล้วหวังให้คนเชื่อ
แนวคิดนี้มีเคสต่างประเทศที่พิสูจน์แล้วว่า “รัฐที่ยอมทดลองและวัดผล” เดินได้เร็วกว่า “รัฐที่เดาแล้วประกาศ”

เคสต่างประเทศ: บทเรียนที่ไทยควรหยิบมาใช้
1) สหราชอาณาจักร: ใช้ RCT กับนโยบายมากขึ้น—เลิกเถียงด้วยความเชื่อ
อังกฤษมีแนวทางเชิงนโยบายที่ผลักให้รัฐใช้ Randomised Controlled Trials (RCTs) กับมาตรการสาธารณะมากขึ้น แนวคิดเดียวกับงานแพทย์: ทดลองอย่างเป็นระบบ วัดผล และปรับใช้บนหลักฐาน
บทเรียนถึงไทย: ถ้ายศชนันจะขาย “ความเป็นนักวิจัย” ให้มีความหมาย ต้องตั้งระบบให้รัฐยอมทดลอง และยอมรับความล้มเหลวแบบมีข้อมูล ไม่ใช่ทดลองแล้วปิดผลเพราะกลัวเสียหน้า

2) เอสโตเนีย: รัฐดิจิทัลไม่ได้ชนะเพราะมีแอปเยอะ แต่ชนะเพราะ “เชื่อมข้อมูลได้จริง”
เอสโตเนียถูกยกเป็นตัวอย่างรัฐดิจิทัลเพราะมีแกนกลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล (interoperability) ที่ทำให้หน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย ลดเอกสาร ลดการขอสำเนาซ้ำซาก และทำให้บริการรัฐ “เร็วแบบเป็นระบบ”
บทเรียนถึงไทย: ถ้าจะเชียร์นายกฯสายเทค ต้องเชียร์ให้ทำ “รัฐเชื่อมกันได้” มากกว่า “รัฐมีแพลตฟอร์ม/แอปเพิ่ม” และต้องคุยเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูลแบบตรงไปตรงมา ไม่ใช่ซุกไว้ใต้พรม

3) อิตาลี/กรีซ: เทคโนแครตช่วยคุมไฟระยะสั้นได้ แต่เสี่ยงโดนตีกลับเรื่องความชอบธรรม
ยุโรปมีตัวอย่างรัฐบาลเทคโนแครตในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ-การคลังที่ช่วย “พยุงสถานการณ์” ได้ช่วงหนึ่ง แต่ก็เสี่ยงถูกต่อต้าน หากสังคมรู้สึกว่าเป็น “รัฐบาลผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ยึดโยงประชาชน” หรือสื่อสารไม่เป็น
บทเรียนถึงไทย: ต่อให้คิดเป็นระบบแค่ไหน ถ้าทำการเมืองไม่เป็น สื่อสารไม่เป็น หรือทำให้คนรู้สึกว่า “รัฐฉลาดแต่ไม่เห็นหัวประชาชน” ก็ไปไม่รอด

เชียร์แบบไม่อวย: 3 เงื่อนไขที่ต้องเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าต่างจริง
ถ้าจะเชียร์ยศชนันในมุม “นายกฯแบบวิศวกร” ควรเชียร์พร้อมเงื่อนไขชัด ๆ ว่าอย่างน้อยต้องทำให้เห็น 3 เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
• ตั้งหน่วย “ทดลองนโยบาย” แบบเปิดผลลัพธ์: ทำ pilot ในพื้นที่/กลุ่มเป้าหมายจริง เปิด KPI และผลจริงให้ประชาชนตรวจได้ ก่อนขยายทั้งประเทศ
• ปฏิรูปรัฐดิจิทัลด้วยการเชื่อมข้อมูล (interoperability) ไม่ใช่แค่ทำแพลตฟอร์มใหม่: ลดงานเอกสาร ลดการขอข้อมูลซ้ำ และมีกติกาคุ้มครองข้อมูลที่คนเชื่อได้
• ทำ “จัดซื้อจัดจ้างเพื่อสร้างนวัตกรรม”: ให้รัฐเป็นลูกค้ารายแรกในบางหมวดของไทยที่ผ่านการทดสอบแล้ว โดยเฉพาะสุขภาพ/ผู้สูงวัย/อุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ ‘งานวิจัย’ กลายเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ไม่ใช่แค่รางวัล

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาด “ระบบที่ทำให้ความเก่งชนะ”
ยศชนันอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด และไม่ควรถูกเชียร์แบบหลับหูหลับตา แต่เขาเป็น “สัญญาณ” ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามใหม่ได้ว่า เราจะเลิกเลือกผู้นำจากความคมบนเวที แล้วหันมาเลือกจากความสามารถในการทำให้รัฐเดินด้วยข้อมูล วัดผล และแก้ซ้ำอย่างมีวินัยได้หรือยัง

ถ้าเขากล้าประกาศเงื่อนไขแบบวิศวกร—กำหนด KPI เปิดผลทดลอง และยอมให้ตรวจสอบ—นั่นแหละถึงจะเป็นความต่างที่จับต้องได้ และเป็นการเชียร์ที่ไม่อวย แต่พาประเทศไปข้างหน้าได้จริง

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงแนวทางการบริหาร (governance approach) ไม่ใช่การชี้ชวนให้เลือกพรรค/บุคคลโดยปราศจากเงื่อนไข

 

รับฟังผลงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ หวังนำแนวคิดและผลงานนักศึกษาไปต่อยอด เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนสังคมไทย สร้างอนาคตประเทศด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.วินิตา บุณโยดม รองอธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดี ศาสตราจารย์ นพ.เอกสิทธิ ธราวิจิตรกุล ผู้ช่วยอธิการบดี ให้การต้อนรับ นายวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร รพ.พญาไท และ รพ.เปาโล และนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน ได้แก่

ดร.ก้องเกียรติ สุริเย ผู้บริหารบริษัท จีอาร์ดี จำกัด (GRD) และบริษัท กรีน สแตนดาร์ด จำกัด (Green Standard)

นายวรสิทธิ์ ลีลาบูรณพงศ์ ผู้บริหาร TVD Holdings

ดร.สุชาย ธนวเสถียร ผู้บริหารบริษัท AI for Education

นายภัทรภัสสร์ ภัทรศิลป์วีรกุล ผู้บริหาร Fit2Fly

ในโอกาสเยือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัยและหารือแนวทางการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนร่วมกัน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้นำเสนอศักยภาพและความพร้อมของงานวิจัยและนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ แพลตฟอร์มดิจิทัล และอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ ทั้งสิ้น 7 โครงการ ประกอบด้วย

1. U-PIN: University Planet Innovation Network – Blue Economy & Blue Carbon ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สมุทรสาคร)

โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ และ ดร.รัตชยุดา กองบุญ หน่วยวิจัยเพื่อการจัดการพลังงานและเศรษฐนิเวศ สถาบันวิจัยพหุศาสตร์

2. แพลตฟอร์มการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนด้วยข้อมูลดาวเทียม 100% บนความร่วมมือกับ BCPG (บริษัท บางจาก) ภายใต้โครงการ U-PIN

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พลภัทร เหมวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ

3. From Herb to Health and to Wealth

กรณีศึกษา BroccoBaby และ La U-PIN: PM2.5 Protection Skin Mist

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.มิ่งขวัญ ณ ตะกั่วทุ่ง คณะแพทยศาสตร์

4. FIN Tech & Ethereum Chiang Mai

โดย อาจารย์ ดร.ณัฐพล อุดมเลิศสกุล วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล

5. Local AI for Local Government

โดย คุณณัฐ วีระวรรณ นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตร Climate Change Management Program (CCM) วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ

6. Nimman Connex & Smart City Solutions

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภราดร สุรีย์พงษ์ หลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology Management) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี

7. Nutrition for Longevity: นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพชีวิตที่ยืนยาว

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิตาพัณณ์ ใบงิ้ว ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัย “Nimman Connex & Smart City Solutions” โดยทีมวิจัยจากหลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี เพื่อสะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการพัฒนาโซลูชันเมืองอัจฉริยะร่วมกับภาคเอกชน

นายวิชัย ทองแตง กล่าวตอนหนึ่งว่า การเยือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเยี่ยมชม แต่เป็นการเปิดพื้นที่เพื่อรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัย นวัตกรรม และแนวคิดใหม่ ๆ จากนักวิจัย นักพัฒนา และคนรุ่นใหม่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันมองทิศทางการขับเคลื่อนสังคมไทยในระยะยาว และเชื่อมโยงงานวิจัย แพลตฟอร์ม และนวัตกรรมสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

2 แพนด้าจีน ถูกส่งคืนก่อนกำหนด รัฐบาลโตเกียวขอให้คงอยู่ในสวนสัตว์ จีนไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของญี่ปุ่น สัมพันธ์ทั้งสองประเทศตึงเครียดและแปรปรวน

(16 ธ.ค. 68) ญี่ปุ่นเตรียมส่งแพนด้าคู่แฝด "เล่ยเล่ย" และ "เสี่ยวเสี่ยว" ที่สวนสัตว์อุเอโนะ กรุงโตเกียว กลับประเทศจีนก่อนครบกำหนดสัญญายืมตัวในเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังจะถึงนี้

รายงานจากสื่อญี่ปุ่นเช่น "อาซาฮี ชิมบุน" ระบุว่ารัฐบาลกรุงโตเกียวได้พยายามขอให้แพนด้าทั้งสองตัวอยู่ต่อในสวนสัตว์เนื่องจากได้รับความนิยมสูงและดึงดูดผู้เข้าชมจำนวนมาก แต่จีนไม่เห็นด้วยกับคำขอนี้ตามที่หนังสือพิมพ์ธุรกิจ "นิกเคอิ" รายงาน

ขณะที่การติดต่อขอความคิดเห็นจากรัฐบาลกรุงโตเกียวได้รับการปฏิเสธ ทั้งนี้ โตเกียวกำลังพยายามยืมแพนด้าคู่ใหม่มาแทนแต่โอกาสจะเกิดขึ้นก่อนส่งกลับแพนด้าคู่เดิมนั้นต่ำมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดสองแห่งในเอเชียกำลังเผชิญความตึงเครียดหลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ 'ซานาเอะ ทาคาอิจิ' ส่งสัญญาณแทรกแซงทางทหารหากเกิดการโจมตีไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่าเป็นดินแดนของตน

สวนสัตว์อุเอโนะมีประวัติยาวนานในการใช้ "การทูตแพนด้า" ร่วมมือกับจีนและสหรัฐฯ โดย "เล่ยเล่ย" และ "เสี่ยวเสี่ยว" เกิดเมื่อปี 2021 จากแม่แพนด้า "ชินชิน" ที่ได้มาจากจีนตั้งแต่ปี 2011 และส่งกลับจีนเมื่อปีที่แล้ว
 

ประเทศไทยรำลึกถึง “วันกีฬาแห่งชาติ” เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถด้านกีฬา ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ เปลี่ยนประวัติศาสตร์กีฬาไทยเป็นวันสำคัญของชาติ

(16 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 16 ธันวาคม ของทุกปี ประเทศไทยรำลึกถึง "วันกีฬาแห่งชาติ" ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ได้รับการกำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถด้านกีฬาของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบและได้คว้าเหรียญทองร่วมกันในการแข่งขันกีฬาแหลมทองเมื่อปี พ.ศ. 2510

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงต่อและดัดแปลงเรือใบ "นวฤกษ์" ด้วยพระหัตถ์ และทรงลงแข่งขันจริงในประเภทโอเค เรือลำนั้นชนะควบคู่กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทำให้นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ไม่ลืมเลือนในวงการกีฬาไทย

จากความสำเร็จนี้ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้วันที่ 16 ธันวาคมเป็นวันกีฬาแห่งชาติ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงการออกกำลังกายและค่านิยมกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะนักกีฬาอาชีพเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันการจัดกิจกรรมกีฬาในวันนี้ยังขยายไปถึงการแข่งขัน อีสปอร์ต และกิจกรรมที่เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

นอกจากนี้ กีฬาในวันสำคัญนี้ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของกีฬาในสังคมไทย ทั้งด้านวินัย น้ำใจนักกีฬา การอยู่ร่วมกัน สุขภาพที่ดี และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกีฬาในประเทศ แม้ในยุคที่ผู้คนเสพติดหน้าจอมากกว่าการเล่นกีฬา วันกีฬาแห่งชาติยังคงเป็น "ข้ออ้างดี ๆ" ให้คนไทยลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวและดูแลสุขภาพ

กกต.เคาะแล้ว วันเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 เปิดรับสมัคร สส. 27-31 ธ.ค.68 เช็กวันเลือกตั้งล่วงหน้า ในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง นอกราชอาณาจักร

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.68 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า ตามที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น การประชุมกกต.วันนี้ สำนักงานได้เสนอร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กกต.พิจารณา โดยที่ประชุมกกต.พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานเสนอ ดังนี้

1.วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

2.วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้งวันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้งสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ

3.วันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนี้ วันที่ 27 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศกำหนด

ส่วนวันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น) และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

4.กำหนดระยะเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า (ในเขตเลือกตั้ง / นอกเขตเลือกตั้ง / นอกราชอาณาจักร) ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569

5.การแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2569 และ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 

ทั้งนี้ สำนักงานกกต.จะได้ส่งประกาศดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็วต่อไป

เพื่อไทย เปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ 'สุริยะ-ยศชนัน-จุลพันธ์' เตรียมกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ พร้อมเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรค 16 ธ.ค.นี้

(15 ธ.ค. 2568) - ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย จำนวน 3 คนที่จะเปิดตัววันที่ 16 ธ.ค.ในกิจกรรม "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" จะประกอบด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เป็นนักวิชาการ เคยทำวิจัยด้าน Brain-Computer Interface (BCI) หรือการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเหลือคนพิการที่ร่างกายขยับไม่ได้ แต่สมองยังทำงานจากเคสคนที่ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์มาแล้ว

อีกสองคน คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เคยเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายกระทรวง อยู่ในพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคไทยรักไทย คนในพรรคต่างให้การยอมรับ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นนักการเมืองรุ่นกลางที่มีความรู้ความสามารถสามารถ ขึ้นเวทีดีเบตในนามพรรคเพื่อไทยได้ และมีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ทั้ง 3 คน จะกล่าวแสดงวิสัยทัศน์และเปิดนโยบายล็อตแรกของพรรคเพื่อไทยในงานวันดังกล่าวด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top