Wednesday, 21 February 2024
TEA TIMES

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หญิงหน่อย’ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดประสบการณ์เส้นทางชีวิตทางการเมืองกว่า 30 ปีในรายการ Click on Clear THE TOPIC ทาง THE STATES TIMES

ไม่นานมานี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หญิงหน่อย’ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดประสบการณ์เส้นทางชีวิตทางการเมืองกว่า 30 ปีในรายการ Click on Clear THE TOPIC ทาง THE STATES TIMES ภายใต้ความยึดมั่นในหลักการของประชาธิปไตยและมุ่งหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยในเมืองไทยพัฒนาไปข้างหน้า ใต้เงา ‘พรรคไทยสร้างไทย’ ผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนที่จะลาเส้นทางการเมืองว่า…

‘พรรคไทยสร้างไทย’ จัดตั้งขึ้นภายใต้จุดยืนสำคัญ คือ...

1.) ยืนอยู่บนหลักประชาธิปไตย

2.) เป็นสะพานเชื่อมคนทุกรุ่น ที่มีจุดมุ่งหมายทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

3.) แก้ปัญหาโครงสร้างรัฐที่กดทับประชาชน

ภายใต้จุดยืนต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยทั้งความหวังที่จะเห็นประชาธิปไตยในเมืองไทยเบ่งบานโดยปราศจากเผด็จการที่จะมาขัดการพัฒนาประชาธิปไตย อีกทั้งต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อปลดแอกประชาชนออกจากการเมืองแบบเดิม ๆ และแก้ปัญหาโครงสร้างรัฐที่กดทับประชาชน ด้วยการให้อำนาจแก่ประชาชน และปลดปล่อยประชาชนจากกฎเกณฑ์ที่ขัดขวางและเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน

ดังนั้น เธอมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นเครื่องมือที่ดีให้กับประชาชน จึงได้จัดตั้งพรรคที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมอนาคตจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยการผสมผสานความต่างของคนแต่ละช่วงวัย องค์ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยใช้มรดกทางการเมืองที่มากไปด้วยประสบการณ์คนรุ่นเธอ มาช่วยค้ำเป็นเสาหลักที่แข็งแรงให้ก่อตัวเป็นพรรคการเมืองได้อย่างแข็งแรง จากนั้นก็ดึงองค์ความรู้ ความเข้าใจของโลก/เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ พร้อมกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาผสมผสานให้เกิดส่วนผสมที่ลงตัวของ ‘พรรคไทยสร้างไทย’

>> เมื่อถามว่า อนาคตทางการเมืองของไทยในสายตาคุณหญิงเป็นอย่างไร และถ้ามีโอกาสเข้ามาทำงานการเมืองจะเข้ามาแก้ Ecosystem ตรงไหน? เธอตอบว่า...

“ข้อแรก คือ Empower ประชาชน คือการเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง การสร้างพลัง ปลดปล่อยประชาชนจากสิ่งที่ถูกกดทับ เช่น การยกเลิกระเบียบกฎหมาย ที่ทำให้เป็นอุปสรรคการทำมาหากินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้ลุกขึ้นมาทำมาหากินได้

“ข้อสอง คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยเป็นผู้ลงแรงในการหาเสียงมากที่สุด และเป็นผู้นำทัพพรรคการเมืองไปตะลุยกว่า 200 เวที หาเสียงเกือบทุกจังหวัด เพื่อให้พรรคประสบความสำเร็จ และเพื่อให้สมาชิกเป็นอันดับ 1 แต่รู้สึกเสียใจกับเพื่อนสมาชิกที่ไปตามพรรคพลังประชารัฐในการยอมแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพราะเป็นการเอื้อประโยชน์แค่กลไกลกติกาการเลือกตั้ง ทำให้พรรคใหญ่ ๆ ได้เปรียบ และแทบจะปิดทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะถือว่าได้มีการแก้ไขไปหลายมาตราแล้ว แล้วสุดท้ายประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร? เพราะฉะนั้น ประเทศไทยควรต้องมีกติกาที่ดีจากการแก้รัฐธรรมนูญโดยประชาชน

“ข้อสาม คือ การเปลี่ยนบทบาทของข้าราชการ ต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ส่งเสริม เป็นผู้สนับสนุนประชาชน ในการที่จะมีชีวิตมีโอกาสในการทำมาหากิน ไม่ใช่ผู้สั่งการหรือบังคับ

“ข้อสี่ คือ การเร่งกระจายอำนาจ ในฐานะที่เป็นรุ่นแรกที่ทำการกระจายอำนาจ เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ถ้าในบริบทของพรรคไทยสร้างไทย เราจะนำอำนาจไปที่ประชาชน นอกเหนือจากการเลือกตั้งท้องถิ่นแล้ว เราจะให้มีคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน เป็นผู้ตัดสินในส่วนของงบประมาณ โดยเป็นผู้ตัดสินใจเอง ไม่ใช่มีผู้คิดให้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีเสาไฟฟ้า ซึ่งคนในหมู่บ้านไม่ก็ไม่ได้ต้องการ เพราะฉะนั้นเราจะพิจารณาจากสิ่งที่ประชาชนต้องการ และจากนั้นกรรมการหมู่บ้านก็ทำการตรวจรับงาน ระบบการกระจายอำนาจ ก็จะควบคู่กันกับการใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบ

“ข้อสุดท้าย คือ การใช้เทคโนโลยีเข้าในระบบราชการเพื่อความโปร่งใสในการประมูลจดซื้อจัดจ้าง คือ การใช้เทคโนโลยี Open DATA เข้ามา หรือการนำ Blockchain เข้ามา จะทำให้ระบบของการประมูล และการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศ เกิดความโปร่งใสขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน”

>> เมื่อถามถึงปัญหาวิกฤตโควิด-19 คุณหญิงคิดว่ารัฐบาลต้องทำอะไร? เธอตอบว่า...

“ที่ผ่านมาหลาย ๆ สิ่งที่นำเสนอ ไม่ได้มีสิ่งใดที่ไม่หวังดีกับรัฐบาล ตอนนี้หมดเวลาในการแบ่งฝ่ายหรือกลัวเสียหน้า เพราะตอนนี้ต้องร่วมกันระดมความคิดเห็นช่วยนำพาประชาชนออกจากวิกฤตครั้งนี้ให้ได้ก่อน ดังนั้นในฐานะอดีตรัฐมนตรีสาธารณะสุขที่ผ่านโรคอุบัติใหม่ อย่างโรคซาร์สที่อัตราการเสียชีวิตสูง และระบาดหนักอย่างโรคไข้หวัดนก โดยเปรียบเทียบว่าวิกฤตของโควิด-19 ครั้งนี้ ไม่ต่างจากผลของการระบาดไข้หวัดนก ณ ตอนนั้น แต่เราเองสามารถแก้ปัญหาได้เสร็จ ภายใน 2-3 เดือนแทบจะไม่ได้พัก ดังนั้นหัวใจสำคัญของการควบคุมการระบาด คือ การเร่งตรวจหาผู้ติดเชื่อให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ตาม ‘แผนพิมพ์เขียวของไทยสร้างไทย’ 3 ข้อ คือ...

“ข้อที่ 1 การควบคุมการแพร่ระบาด เร่งหาผู้ติดเชื้อและนำผู้ติดเชื้อเข้าระบบให้เร็วที่สุด การสั่งล็อกดาวน์ โดยไม่เร่งตรวจหาผู้ติดเชื้อ จะไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ในเวลาที่รวดเร็ว ให้นำ Rapid Antigen Test ตรวจประชาชนกลุ่มเสี่ยงทุกคนในพื้นที่สีแดง หรือแดงเข้ม เพื่อเร่งนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบ และทำระบบแอปพลิเคชัน ให้ผู้ที่ตรวจแล้วมีผลเป็นบวก ได้เข้าระบบการดูแลรักษาทันที เพราะทุกวันนี้ ‘แอปพลิเคชันเยอะกว่าวัคซีน’

“ข้อที่ 2 การรักษาผู้ติดเชื้อเพื่อลดการป่วย การตาย และเตียงไม่พอ ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อยให้เข้า Program Home Isolation เร่งทำ Community Isolation ให้เพียงพอกับผู้ติดเชื้อ โดยใช้โรงเรียน วัดหรือหอประชุมใกล้ชุมชน และผู้ที่มีอาการไม่มากเข้าโรงพยาบาลสนาม ‘ต้องตั้งเป้าให้คนหายป่วยกลับบ้านได้ตั้งแต่เตียงเขียว’

“ข้อที่ 3 การป้องกัน โดยเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เร่งจัดหาวัคซีน mRNA อย่างน้อยเพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านโดส ที่สามารถต่อสู้กับเชื้อกลายพันธุ์ มาเป็นวัคซีนหลักคู่กับ AstraZeneca ให้คนไทยมีสิทธิเลือกวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ปรับแผนบริหารวัคซีนให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 10 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ได้ 500,000 โดสต่อวัน และให้ประชาชนได้วัคซีนทั้ง 2 เข็มครบ 50 ล้านคนแรกในเดือนมกราคม เป็นของขวัญปีใหม่ได้เปิดเมือง และประชาชนได้กลับมาทำมาหากินอีกครั้ง

“นอกจากนี้ อยากให้รัฐบาลมองไปข้างหน้าว่าควรเตรียมอะไรให้กับประชาชนเพื่อให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำมาหากินให้ได้เร็วที่สุด โดยในมุมของดิฉันสิ่งที่รัฐควรเตรียมให้กับประชาชน คือ สร้างสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อให้โลกหลังโควิด-19 ประชาชนสามารถลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ บนจุดแข็งของประเทศไทยและบริบทของโลกใหม่หลังโควิด-19 เช่น การสร้างจุดแข็งจากการเกษตรไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางอาหารปลอดภัยของคนทั้งโลก ปรับเปลี่ยนการท่องเที่ยว สร้างงานอีเวนต์ทุกเดือนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และสุดท้ายสนับสนุนอุตสาหกรรมทางการแพทย์

“ขณะเดียวกันต้องเร่งดูดการลงทุนในประเทศไทย ด้วยการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์รวมสตาร์ทอัพให้ได้ ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นจำเป็นต้องมีการปรับแก้ไขกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์เรื่องการเงินของธนาคารชาติ, ตลาดหลักทรัพย์ และเรื่องวีซ่า เพื่อให้เอื้อต่อการมาลงทุนในระบบนิเวศน์ของสตาร์ทอัพไทย ซึ่งตรงนี้ ก็อยากขอร้องรัฐบาลว่าช่วยพิจารณาแผนอย่างไม่อคติ แล้วก็ช่วยระดมความคิดว่าแผนนี้เป็นแผนที่เสนอบนความเป็นไปได้”

>> ก่อนที่คุณหญิงจะมาตั้งพรรคเอง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตัวคุณหญิงเปรียบเสมือนคนที่คอยรับหน้าการแก้สื่อทางการเมืองให้กับ ‘คุณทักษิณ ชินวัตร’ คุณหญิงคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร? เธอตอบว่า...

“ต้องย้อนความถึงตอนเกิดเส้นทางการเมืองจากพรรคพลังธรรม โดยตอนนั้นเป็นเลขาธิการพรรคพลังธรรม เราก็มีหน้าที่รับหน้าแก้ปัญหาให้กับ ‘ท่านจำลอง ศรีเมือง’ และให้กับพรรค เมื่อได้เข้ามาทำงานกับพรรคไทยรักไทยก็เช่นกัน เราก็ต้องรับหน้าที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคหมายเลข 1 ในการที่คอยที่จะทำความเข้าใจหรือว่าสิ่งใดที่เกิดความเข้าใจผิด เราก็มีหน้าที่แก้ต่างให้กับพรรค ให้กับหัวหน้าพรรคคือ ‘คุณทักษิณ ชินวัตร’ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนเราก็ทำหน้าที่แบบนี้”

>> เมื่อถามถึงพรรคไทยสร้างไทย ถือเป็นมรดกทางการเมืองของคุณหญิงตลอด 30 ปีที่ผ่านมาในมิติไหนบ้าง? เธอตอบว่า...

“ครั้งนี้เป็นความตั้งใจที่อยากจะทำพรรคในฝันของตัวเอง ตั้งแต่ 30 ปี ตั้งแต่แรกเริ่มเข้าการเมือง ดิฉันเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยถูกคดีในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน แม้จะเคยมีคดีที่รัฐประหารครั้งแรกและถูกกล่าวหาว่าทุจริตคดีคอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท ซึ่งข้อเท็จจริง คือ 900 ล้านนั้นได้ยกเลิกการประมูลจริง แต่ไม่ได้มีการทำประมูลใหม่ และในท้ายที่สุดเราก็ชนะเป็นเอกฉันท์ เพราะเงินคืนหลวงทุกบาท เพราะฉะนั้น อยากให้เชื่อมั่นว่า ผู้ที่ทุ่มเทการทำงาน และไม่เคยมีเรื่องการทุจริต มีความจริงใจในการอยากมาช่วยแก้ปัญหาประเทศ

“ขณะเดียวกันประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา 30 ปี ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทายทั้งสิ้น แต่ก็ทำจนประสบความสำเร็จ ตั้งแต่เริ่มต้นการรับผิดชอบการจราจรในกรุงเทพฯ เช่น การทำอุโมงค์ การทำแผนรถไฟฟ้า การทำสะพานลอย แผนรถไฟฟ้าที่ใช้กันถึงปัจจุบันนี้ หรือแม้แต่โครงการ 30 บาท ซึ่งสิ่งเหล่านี้อยู่ใน ‘ยุคของสุดารัตน์’ ที่สร้างขึ้นทั้งนั้น

“ดังนั้น ประสบการณ์ที่มีทั้งหมด จะทุ่มเทให้กับพรรคไทยสร้างไทย เป็นผู้รับใช้ประชาชนที่ดี และนำพาประชาชนออกจากปัญหาและวิกฤตต่าง ๆ เชื่อว่าเราหาทางออกให้กับประเทศได้ ซึ่งตอนนี้มี 2 อย่างที่อยากเข้าไปแก้มือ คือ โครงการ 30 บาท ที่ตอนนี้เละเทะไปหมด รวมถึงการปฏิรูปเกษตรให้หายจน ที่ก่อนหน้านั้นได้ดำเนินการไปได้แค่ 30% ถ้าได้อยู่ครบ 4 ปีในการดูแลเกษตรตรงนี้ ‘เอาหัววางเลยว่าเกษตรไทยไม่จน และ GDP ไทยจะดีกว่านี้’”

>> ในสายตาคุณหญิง ผู้ที่เคยถูกยกให้เป็น ‘ดาวรุ่งทางการเมือง’ มองว่าใครคือดาวรุ่งทางการเมืองไทยตอนนี้? เธอตอบว่า...

“ชื่นชมคุณรุ่นใหม่ และตอนนี้ก็มองเห็นหลายท่าน และหลายพรรคที่เหมาะสมจะเป็นผู้นำประเทศ ยกตัวอย่าง คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถึงแม้ว่าจะรุ่นใหม่ แต่ก็เพรียบพร้อมด้วยความรู้ หรือแม้แต่คุณโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ของพรรครัฐบาล ซึ่งคนเหล่านี้คือดาวรุ่งที่เหมาะสมจะมาพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมกล่าวอีกด้วยว่า ฝันว่าไทยสร้างไทย จะมีดาวรุ่งเยอะมากเลย แล้วกำลังพยายามทำอยู่”

>> ทิ้งท้ายกับเป้าหมายทางการเมืองในปัจจุบัน ยังคาดหวังเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองอยู่หรือไม่? คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ให้คำตอบว่า...

“เป้าหมายสูงสุดทางการเมืองของดิฉันในวันนี้ คือ การนำสมาชิกพรรคเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชนอย่างแท้จริง โดยสำหรับดิฉัน ‘ตำแหน่งไม่สำคัญ แต่ต้องการสร้างองค์กรการเมืองที่ดีมากกว่า ดังนั้นก่อนที่จะหยุดเส้นทางการเมือง ต้องการทำองค์กรดี ๆ ให้สำเร็จ

“ฉะนั้นในช่วงแรก การรับบทบาทผู้นำพรรค ก็เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาช่วยกันทำงานและเฝ้ามองการเติบโตของคนในพรรคที่มีความสามารถและเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้”

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำทิ้งท้ายอีกว่า ความฝันในตอนนี้ คือ อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชนจริง ๆ เสียที หรือก็คือแค่การแก้ไขกฎกติกาอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แต่จะต้องพึ่งพลังคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้เข้ามาช่วยกันทำด้วย

ติดตามสัมภาษณ์แบบเต็ม ๆ ได้ที่ Click on Clear THE TOPIC >> https://fb.watch/77kV2hr5y-/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุ 3 ข้อที่นายทักษิณไม่เปลี่ยน แนะ กลับไทย 'ต้องมีพระนำ'

30 ก.ค. 64 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ คนที่ยังเหมือนเดิม

ผมแอบฟัง แอบอ่าน ความเห็นของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อยู่บ้าง เพื่อไม่ให้ตกข่าว ผมเห็นว่า ท่านอดีตนายกทักษิณ ยังไม่เปลี่ยนแปลง ใน 2-3 เรื่อง คือ

1.) ไม่ค่อยมีกัลยาณมิตรเหมือนเดิม ผมเคยพูดในสภาว่า ท่านจะพังกับคนรอบข้าง ท่านไม่มีกัลยาณมิตร คนใกล้ชิดจะได้ประโยชน์จากท่าน แต่ท่านจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากคนเหล่านี้เลย เพราะเมื่อถึงเวลาคนเหล่านี้จะไปหาที่ใหม่ และฝากคำพูดไว้กับท่านว่า" มันจบแล้วครับนาย" วันนี้ ก็เห็น 2-3 คนเชียร์ท่านอยู่ในคลับเฮาส์ และเวลาเชียร์ท่านนายกทักษิณ ท่านก็ของขึ้นตามแรงเชียร์ทุกครั้ง

นี่!! ท่านยังเหมือนเดิม

2.) ท่านนายกทักษิณ ยังใช้คำพูดไม่น่ารัก เวลาพูดท่านจะแสดงความเหนือชั้นและข่มคนอื่นทุกครั้ง ท่านลืมภาษิตที่ว่า "ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด" ความไม่น่ารักของท่าน เช่น ท่านพูดถึงคนอื่นว่า "ยังโง่เหมือนเดิม" "โง่กว่าเดิม" และผมยังเข้าใจไปว่า ท่านยังพาดพิงไปถึงพลเอกประยุทธ์ด้วย ทำนองว่า ยึดอำนาจไปแล้วคิดว่าจะฉลาด ก็ยังโง่เหมือนเดิม

อันนี้แหละ ที่ผมว่า ท่าน "ไม่น่ารัก" ไม่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เขาไม่ตำหนิใครด้วยถ้อยคำรุนแรงในที่สาธารณะหรอก

3.) สุดท้ายที่ท่านนายกทักษิณพูดว่า ท่านจะกลับเมืองไทยแน่นอน และออกทางประตูหน้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีสื่อมาถามผม ผมก็บอกว่า มีอยู่ 2-3 วิธี ที่ท่านมาและออกทางประตูหน้าได้ ผมลืมไปอีกวิธีหนึ่ง ที่ท่านสามารถออกทางประตูหน้าได้ คือ "ต้องมีพระนำ"


ที่มา : https://www.facebook.com/NipitPhatthalung/photos/a.580115755392887/5817237455013998/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

หมอวรงค์ ชี้ ป๋าเทพช่วยดันกลุ่มคนพลังเงียบ เตือนพวกจาบจ้วง หยุดการกระทำได้แล้ว

30 ก.ค. 64 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ว่า #ปรากฏการณ์ป๋าเทพ

การแสดงออกของป๋าเทพ แค่วันเดียว ถูกกล่าวขานกันไปทั้งประเทศ เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะประชาชนที่คิดแบบป๋าเทพมีจำนวนมาก เพียงแต่คนส่วนใหญ่คือพลังเงียบ

ผมคิดว่า คนที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มม็อบ ที่ออกมาป่วนประเทศ หวังให้มีการแพร่เชื้อ จาบจ้วงสถาบัน น่าจะหยุดได้แล้ว เพราะสิ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย

สงสารน้อง ๆ เขา เพราะยิ่งทำยิ่งหมดอนาคต ต้องไปจบชีวิตในคุก แม้แต่ดาราที่หลงออกมา call out แทบจะเหยียบเบรกไม่ทัน เพราะคิดไม่ถึงว่า ประชาชนจีนจะออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง

ป๋าเทพบอกว่า จบแค่ประถม 4 ป๋าเทพจึงเป็นตัวแทนของ ประชาชนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา และผมเชื่อว่า ปรากฏการณ์ป๋าเทพ จะยิ่งทำให้คนไทยมีพลังใจ และกล้าแสดงออกมากขึ้น


ที่มา : https://www.facebook.com/therealwarong/posts/2967013406903024


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ยิ่งลักษณ์' อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนไทยในภาวะสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra ระบุว่า ดิฉันได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในไทยด้วยความเป็นห่วงมาโดยตลอดค่ะ จึงขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนรวมถึงบุคลากรด่านหน้าไปจนถึงทีมงานสนับสนุนทุกท่าน ทุกคนทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ดิฉันขอไม่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะอะไรที่นำพาประเทศเรามาถึงภาวะการณ์เช่นนี้ ได้แต่ขอภาวนาให้ระดับนโยบายทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อให้คนไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ทางสาธารณสุขที่ปลอดภัยที่สุด

ดิฉันกังวลค่ะว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นกำลังทำลายระบบเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มาตรการของภาครัฐทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดอาชีพ ขาดรายได้ และมีความเสี่ยงตกงานเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุด ผู้ประกอบการทั้งรายย่อย รายเล็ก รายกลาง แม้แต่รายใหญ่ในหลายธุรกิจ กำลังเผชิญกับภาวะขาดรายได้ ขาดสภาพคล่อง

ขณะที่หลายโรงงานในภาคส่งออกที่เป็นเครื่องจักรเดียวของเศรษฐกิจมีผู้ติดเชื้อเป็นหลักพัน ส่งผลกระทบไปทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต เสี่ยงลามไปถึงระบบธนาคารที่เป็นหัวใจ และเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจ เพราะเมื่อรายได้หดหายลง การชำระเงินต้นและดอกเบี้ยก็จะยากมากขึ้น

ในอดีตภาคการเกษตรเคยเป็นที่หลบภัยของผู้ตกงาน แต่ในวันนี้กำลังอ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ราคาสินค้าเกษตรหลัก ๆ ตกต่ำแทบทุกผลผลิต การผลักคนกลับสู่ต่างจังหวัดไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเพราะคนไม่มีหนทางทำกิน ทุกคนจนลง สวนทางกับค่าครองชีพทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภค รวมไปถึงราคาเชื้อเพลิงกลับทะยานสูงขึ้น

ขณะที่การลงทุนทางตรงทั้งจากธุรกิจไทยและต่างชาติที่เคยหวังว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่แก่ผู้จบการศึกษา ยังมองไม่เห็นอนาคตเพราะต้องรอจนกว่าความเชื่อมั่นจะกลับมา นอกจากนี้ปัญหาความอ่อนแอทางการคลังทั้งของรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คงทำให้ประชาชน ภาคเอกชน ต้องหันมาพึ่งพิงตัวเอง และพึ่งพากันและกันเป็นหลัก

ดิฉันขอส่งความห่วงใยไปยังครอบครัวของผู้สูญเสียและร่วมเป็นแรงใจให้คนไทยผ่านพ้นความยากลำบากทั้งความปลอดภัยจากโรคร้ายและภัยทางเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าไปให้ได้นะคะ ดิฉันมั่นใจค่ะว่าในทุกวิกฤติยังมีความหวังและโอกาส หากประเทศเรามีผู้นำและรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันประเทศต้องการมืออาชีพเข้ามาแก้ไขปัญหา พร้อมกับจัดหาวัคซีนที่สามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์อย่างเร่งด่วน และต้องไม่ลืมที่จะดูแลเยียวยาประชาชนที่กำลังหายใจรวยรินเพราะพิษเศรษฐกิจจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาล

ดิฉันหวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็ว ๆ ค่ะ


ที่มา : https://www.facebook.com/Y.Shinawatra/photos/a.201001219944341/4579207935456959


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

Call Out!! ฉัน​ต้องการเสียงดัง ๆ​ ของ​ 'เธอ'​

แทบจะเป็นธรรมเนียมไปแล้ว​ ในทุกๆ​ ครั้งที่อุณหภูมิทางการเมืองระอุ​ และมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง​

และเหล่า​ 'คนดัง'​ หรือ​ 'มีชื่อเสียง​'​ ก็มักจะต้องถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงออก โดยมีผู้คนในโลกโซเชียลคอยกดดันผ่านแฮชแท็กมากมายในหลาย ๆ​ แพลตฟอร์ม​ เช่น​ ทวิตเตอร์

#วันนี้ดาราcalloutหรือยัง

กระแสเหล่านี้รุนแรงและเป็นแรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นถี่มากในตอนนี้แก่เหล่าคนดัง!!

ว่าแต่ทำไมต้องเป็นศิลปินและดารา?

การดันแฮชแท็กเหล่านี้​ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งดารา/ศิลปินใน ‘ไทย’ และ ‘ไอดอลคนไทยในต่างประเทศ’ ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือจุดยืนในเรื่องการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นนั้น

เนื่องจากความสนใจหรือการตั้งคำถามผ่าน เสียงหรือข้อความของเหล่าดารา/ศิลปินน​ั้น​ มีความ​ Impact​ ต่อสังคมอย่างมาก​ ยิ่งดาราคนนั้นดังมากเท่าไร​ เสียงก็จะยิ่งดังชัดขึ้นต่อการเมืองในช่วงนั้น

เพราะพวกเขา​ คือ Influencer หรือผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงการเป็นผู้มีอิทธิพลต่อกระแสภายในสังคม

และด้วยความเป็น ‘ผู้มีอิทธิพลทางสื่อ’ เป็น ‘ผู้มีชื่อเสียง’ จึงพ่วงมาด้วยการมีผู้ติดตามจำนวนมาก

นั่นหมายความว่าการเคลื่อนไหวของบุคคลเหล่านี้บนโซเชียลมีเดียในแต่ละครั้งไม่ว่าจะในด้านใด (จะเป็นการรีวิวสินค้า/ขายของ หรือการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง) ผู้คนที่ติดตามโซเชียลของบุคคลเหล่านี้ก็จะรับรู้เรื่องราวและส่งต่อสารที่สื่อออกมาได้กว้างขวางมากขึ้น

ฉะนั้น​ ถ้าคุณทำอะไรก็ดัง​ ขายของ​ รีวิวสินค้า โน้มน้าวชักจูงใจคน​ และแฟนคลับได้ ก็ต้องออกมาเป็นกระบอกเสียงในเรื่องการเมือง​ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมวงกว้างได้ด้วยเช่นกัน​ (แกมบังคับเนาะ)​

แน่นอนว่า​ การออกมาแสดงความคิดเห็น หรือจุดยืนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อตัวดารา/ศิลปิน ทั้งในเรื่องของชีวิต หน้าที่การงาน ครอบครัวหรือคนรอบข้างได้

แต่กลุ่มที่ต้องการให้ Call​ Out​ ก็จะมีการพูดว่าคนดังที่ออกมาเชียร์จะไม่ถูกคุกคาม​ และถ้าคุณกล้าออกมา​ Call​ Out​ พวกเราก็จะสนับสนุนคุณ​ตลอดไป (แม้สุดท้ายจะเกิดผู้ไม่สนับสนุนอีกฟากเกิดตามมาก็ตาม)​

ถึงกระนั้น​ ทุกวันนี้​ ศิลปิน/ดาราไทยหลายคน​ ก็เริ่มจะออกมาเป็นกระบอกเสียง และ​ Call​ Out​ ในทางการเมืองมากขึ้น​ ซึ่งจะด้วย 'จุดยืนส่วนตัว'​ หรือ 'แรงกดดัน'​ จากสังคมก็บอกได้ยาก...

แต่อย่างไรเสีย​ สิ่งที่อยากฝากคนไทยไว้​ คือ​ การออกมาหรือไม่ออกมาแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคนตามหลักของประชาธิปไตยที่บอกว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางความคิดเห็น

เช่นเดียวกันกับตัวประชาชนเอง​ ก็มีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือเลือกที่จะติดตามหรือไม่ติดตามต่อก็ได้เหมือนกัน...

เรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ออกด้วย!!


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม’ หรือ ‘หมอวรงค์’ รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Click on Clear THE TOPIC เปิดใจถึงการเป็น ‘ทัพหน้าต้านล้มเจ้าเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยน’ และเป้าหมายต่อไปของพรรคไทยภักดี

ไม่นานมานี้ ‘นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม’ หรือ ‘หมอวรงค์’ รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Click on Clear THE TOPIC เปิดใจถึงการเป็น ‘ทัพหน้าต้านล้มเจ้าเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยน’ และเป้าหมายต่อไปของพรรคไทยภักดีว่า...

‘พรรคไทยภักดี’ เป็นอีกพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการก่อตั้งขึ้น เพื่อต่อต้านคนสามกลุ่ม ได้แก่ พรรคก้าวไกล กลุ่มก้าวหน้า และม็อบสามนิ้ว โดยปัจจุบัน พรรคไทยภักดี ใช้ระยะเวลาเดินทางมากว่า 7 เดือนในการดำเนินการเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองของไทยอย่างสมบูรณ์

ทว่าก่อนจะไปถึงจุดนั้น หมอวรงค์ เผยถึงเหตุผลที่พรรคไทยภักดี มีการดำเนินการที่ช้ากว่าพรรคอื่น ๆ นั่นก็เพราะต้องการก่อตั้งพรรคจากรากฐานอย่างแท้จริง โดยไม่อาศัยหัวพรรคคนอื่น สิ่งนี้เองทำให้ไทยภักดีเป็นศูนย์รวมของผู้ร่วมอุดมการณ์ที่เข้ามามีส่วนร่วมและนำมาสู่การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการตอบสนองความต้องการของประชาชน

อีกทั้งภายใต้กติกาทางการเมืองและยุธศาสตร์ที่เปลี่ยนไป จากกติกาในอดีตที่ใช้ ‘ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ’ ที่แม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้เลือก ส.ส. แต่แท้จริงแล้ว นายทุนคือผู้ที่ครอบงำพรรคการเมืองใหญ่เหล่านี้ และคือผู้ที่เลือก นายกฯ ให้ ส.ส. เข้าไปโหวตในสภาเสียมากกว่า

และด้วยระบบแบบบัตรสองใบนี้เอง ทำให้เกิดการแข่งขันในเชิงบุคคลเพราะประชาชนจะเลือกที่ตัว ส.ส. ไม่ใช่จากพรรคการเมือง อันนำมาสู่การซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งหมอวรงค์มองว่าระบบดังกล่าว ‘ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน’

ในขณะที่ปัจจุบันที่ได้เปลี่ยนกติกาไปใช้ ‘ระบบบัตรใบเดียว’ โดยระบบนี้เองประชาชนจะมองที่พรรคและตัวของนายกฯ มากกว่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปของกติกาทางการเมืองนี้ จะก่อให้เกิดการต่อสู้ โดยการก่อตั้งพรรคการเมืองในเชิงอุดมการณ์ ที่จะนำประโยชน์มาสู่ประชาชนได้อย่างแท้จริง

หมอวรงค์ เล่าย้อนกลับไปถึงจุดยืนของพรรคที่ก่อตั้งขึ้นด้วยว่า พรรคไทยภักดีชัดเจนในการต่อต้านคนสามกลุ่มที่เรียกว่า ‘ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์’ ใฝ่ฝันอยากให้ประเทศไทยกลายเป็น ‘สาธารณรัฐ’ ซึ่งระบบดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ประเทศไทยอยู่รอดได้

>> แต่ระบบการปกครองของไทยในปัจจุบันต่างหาก ถึงจะเป็นทางรอดของประเทศไทยที่แท้จริง เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเสมือนจุดหลอมรวมความรู้สึกของความเป็นคนไทย และถ้าหากขาดสถาบันที่สำคัญนี้ไป ประเทศไทยจะถึงคราวแตกแยกอย่างแน่นอน!!

จากตัวแปรที่กล่าวมา จึงส่งผลให้เกิดเป็น ‘อุดมการณ์ 5 ข้อ’ และ ‘5 DNA’ ที่สะท้อนตัวตนของพรรคไทยภักดี ดังนี้

>> ‘อุดมการณ์ 5 ข้อ’

1.) ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือ การยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.) สืบสานความเป็นไทย เชื่อมั่นในวัฒนธรรม จารีต ประเพณี

3.) ต่อต้านทุนผูกขาด เพราะสิ่งนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคม

4.) สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตร

5.) เชื่อมั่นว่าประเทศต้องพึ่งพาตนเองถึงจะอยู่รอด

>> ‘ความเป็นตัวตน หรือ DNA 5 ข้อ’

1.) ต้องการทำเพื่อการเปลี่ยนแปลง

2.) โปร่งใส

3.) สร้างคนใหม่

4.) นักการเมืองที่ไว้วางใจได้

5.) ภักดีประชา ศรัทธาสถาบัน

อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ และ DNA ของพรรคไทยภักดี ดูเหมือนจะขัดกับกลุ่มคนที่หมอวรงค์เรียกว่า ‘ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ แนวคิด มุมมอง หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์

สังเกตได้จากเหตุการณ์ที่มีคนจำนวนไม่น้อยถูกแจ้งความด้วยข้อหามาตรา 112 กันมากมายในปัจจุบัน ซึ่ง ‘หมอวรงค์’ ได้ให้เหตุผลว่า การวิพากษ์ วิจารณ์ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย วิพากษ์ วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์และมีเจตนาที่บริสุทธิ์

ในส่วนของแนวคิดของกลุ่มพรรคก้าวไกล กลุ่มก้าวหน้า และม็อบสามนิ้ว หมอวรงค์ให้เหตุผลว่า การกระทำหรือแนวคิดต่าง ๆ จาก คน 3 กลุ่ม ‘ไม่ใช่ของจริง’ เพราะไม่ได้อยู่ในเส้นทางหลักที่จะทำเพื่อประชาชน และของจริงต้องมีเจตนาที่สร้างสรรค์ต้องการปฏิรูปประเทศไปในทางที่ดีขึ้น มิใช่การทำลาย

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงบทบาทของพรรคไทยภักดี หากก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองในเมืองไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว เรื่องแรกที่จะปฏิรูปคืออะไร? หมอวรงค์ได้ให้คำตอบว่า...

1.) เรื่องแรกที่จะปฏิรูป คือ ‘การแก้ปัญหาเรื่องโกง’ ทั้งนักการเมืองและในระบบราชการ โดยการแก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อการนำไปสู่การทุจริต และการแก้ไขปัญหาจากตัวผู้นำ โดยการใช้ระบบแบบ Digital Government ซึ่งระบบนี้จะเป็นการยื่นแพลตฟอร์มโดยไม่ต้องเจอหน้ากัน ทำให้สามารถกำหนดระยะเวลาได้อย่างชัดเจนว่าจะต้องอนุมัติภายในกี่วัน เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการทุจริตที่เอื้อต่อการรับสินบน

2.) หมอวรงค์ยังกล่าวอีกว่า พรรคไทยภักดี จะเป็นพรรคแรกที่กล้า ‘ปฏิรูปตำรวจ’ เพื่อตอบสนองประชาชน เพราะที่ผ่านมาตำรวจใช้โครงสร้างแบบทหาร รอคำสั่งจากทหาร ทั้งที่ตำรวจควรมีหน้าที่อยู่ดูแลประชาชนทั่วไปได้อย่างเต็มที่

3.) นอกจากนี้ คือเรื่องการ ‘ปฏิรูปผูกขาดของระบบต่าง ๆ’ แนวคิดของไทยภักดีมองว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน และเรื่องปากท้อง ราคาต้องไม่แพงจนเกินไป หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ยังเป็นระบบผูดขาด ทำให้เป็นปัญหาของน้ำมันราคาแพงในปัจจุบัน

4.) อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือเรื่อง ‘ระบบการศึกษา’ ที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง หากมองตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระบบการศึกษายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นระบบแบบเดิม ในขณะที่สังคมเดินหน้าไปมากแล้ว และเมื่อพูดถึงการปฏิรูประบบการศึกษา คงหนีไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของผู้บริหาร ครู หรือผู้บริหารกระทรวงศึกษา เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักเรียน เราจะต้องเพิ่มเงินเดือนให้ครู เพื่อได้ครูที่เก่ง และมีความสามารถที่จะนำพาการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปทันยุคดิจิทัลได้

5.) และสุดท้ายคือการ ‘ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตกร’ เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นกลุ่มที่ถูกเอาเปรียบเยอะมาก รัฐบาลควรเป็นตัวตั้งของแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้กลุ่มเกษตรเข้าสู่ระบบในการซื้อขายผ่านออนไลน์ ตรงนี้เกษตรจะได้ประโยชน์ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้ากลาง

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนพรรคการเมืองต้องใช้ทุนทรัพย์มาก และหมอวรงค์ ก็มองว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะต้องรอดูว่าอุดมการณ์พรรคจะสื่อไปถึงประชาชนที่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคแค่ไหน โดยผู้ที่จะร่วมอยู่ในร่มไม้เดียวกันกับพรรคไทยภักดีนั้น ไม่ได้จำกัดกลุ่มคน ขอแค่มีอุดมการณ์ และ DNA เดียวกัน คือ “นำการเปลี่ยงแปลง โปร่งใส สร้างคนใหม่ ไว้ใจได้ ไทยภักดี” ที่สำคัญคือธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นเสมือนจุดหลอมรวมความรู้สึกของความเป็นคนไทยมาอย่างยาวนาน

สุดท้าย ‘หมอวรงค์’ ยังกล่าวอีกว่า “พร้อมที่จะรับไม้ต่อจากพลเอกประยุทธ์ ในการจัดการปัญหาของแผ่นดินนี้!! ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี”

รับชมคลิปเต็ม >> ทัพหน้าต้านล้มเจ้าเป้าหมายที่ไม่เปลี่ยน กับ 'หมอวรงค์ แห่งไทยภักดี’ ได้ในรายการ Click on Clear THE TOPIC จับประเด็น เน้นความรู้ : ตามลิงก์นี้ >> https://fb.watch/6QS6Va-5Rm/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ธนาธร’ แจง นำเสนอข้อมูลกรมหม่อนไหม เนื้อหาหลัก มุ่งปฏิรูปราชการ ลดภาระงบประมาณ ชี้ไม่มีกรมฯ ก็สนับสนุนผ้าไหมได้ ยัน ไร้ข้อความดูหมิ่นเกียรติยศของอาชีพหรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับผ้าไหม ย้ำอาชีพทุกอาชีพล้วนมีเกียรติ

วันที่ 16 ก.ค. 64 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

จากกรมหม่อนไหมถึงการปฏิรูปรัฐราชการ : งบประมาณมาจากภาษีประชาชน ต้องนำไปรับใช้ประชาชน

เป็นโอกาสดีที่การพูดถึงกรมหม่อนไหมของผมได้รับความสนใจทั้งจากผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก

ก่อนอื่นผมจำเป็นต้องยืนยันว่า อาชีพทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นผู้เลี้ยงไหม, ครู, เกษตรกรมังคุด, ข้าราชการกรมหม่อนไหม หรือพนักงานทำความสะอาด ล้วนแต่เป็นอาชีพที่มีเกียรติ

สิ่งที่ผมนำเสนอ ไม่มีข้อความใดดูหมิ่นเกียรติยศของอาชีพหรือวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับผ้าไหมเลย

กลับกัน ผมยังชื่นชมผ้าไหม เห็นศักยภาพและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ไหม เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปอีสาน ยังซื้อผ้าไหมนาคำไฮหลายชิ้นกลับมาฝากคนที่บ้านดังที่เห็นจากรูป

เมื่อตัดเรื่องใส่ความ บิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างให้ประชาชนเกลียดชังผมออกไป เนื้อหาหลักคือ ระบบราชการไทย รวมศูนย์อำนาจ ใหญ่โต เทอะทะ ขาดประสิทธิภาพ ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และรับใช้อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนเสมอ

ในภาวะที่ประเทศไทยหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมหาศาล และกำลังจะเกินวินัยการคลังที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เราจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการ ลดหน่วยงานที่ไม่จำเป็น ลดโครงการที่ไม่จำเป็น เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดอำนาจและงบประมาณราชการส่วนกลาง คืนอำนาจสู่ท้องถิ่น นี่คือข้อเสนอที่สำคัญทางการเมืองเพื่อสถานภาพทางการคลังของรัฐ, เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน และเพื่อให้ท้องถิ่นมีโอกาสเจริญเติบโต ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

ไม่ใช่สร้างรัฐราชการส่วนกลางให้เติบโตไปเรื่อย ๆ

การปฏิรูประบบราชการคือความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การสร้างดราม่าด้วยเกียรติยศของอาชีพ, การเสียสละของข้าราชการ และประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่สามารถบิดเบือนหรือซ่อนเร้นความจำเป็นนี้ได้

เราสามารถสนับสนุนผ้าไหมได้โดยไม่ต้องมีกรม เหมือนเช่นที่ กรมปศุสัตว์ หรือ กรมประมง สนับสนุนหลายสาขาอาชีพได้

ไม่อย่างนั้นต่อไปเราอาจมี “กรมไก่ชน” “กรมสุราพื้นบ้าน” “กรมกัญชา” หรือ “กรมทุเรียน”

ถ้าปัญหาทุกด้านต้องมีหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาดูแล เราก็จะมีกรมเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ภาระงบประมาณก็จะมากมายมหาศาล

ตลาดวัวในประเทศไทย ใหญ่ถึง 4.1 หมื่นล้านบาท ตลาดนมวัว 1.8 หมื่นล้านบาท ตลาดเนยจากวัวอีก 3.7 พันล้านบาท รวมมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์วัวเท่ากับ 6 หมื่นล้านบาท

สินค้าจากวัวยังสร้างมูลค่าการส่งออกอีกปีละ 500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทในปี 2020

ขณะที่ผ้าไหมมีตลาดในประเทศปีละ 3 พันล้านบาท และสร้างมูลค่าการส่งออก 6 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 ไม่รวมเสื้อผ้าไหมสำเร็จรูป

แต่เรากลับไม่มี “กรมวัว”

ที่กล่าวมา ผมไม่ได้หมายถึงว่าประเทศไทยต้องมี “กรมวัว” เพราะเรามีกรมปศุสัตว์ที่ดูแลกิจการเกี่ยวกับปศุสัตว์ทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมีกรมวัวแยกต่างหาก

อ้างอิงจากสไลด์ของคุณ Sirikanya Tansakun - ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ใช้ในการอภิปรายในสภา 16 ปีจาก 2547 ถึง 2563 ราชการไทยใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ รายจ่ายประจำจาก 66% (0.8/1.2) ของงบประมาณ กลายเป็นถึง 75% (2.4/3.2) ของงบประมาณ ทำให้ศักยภาพการลงทุนเพื่ออนาคตของเราน้อยลง

ประเด็นสุดท้าย ผมยืนยันว่าตามหลักประชาธิปไตย เมื่องบประมาณมาจากภาษีของประชาชน ผู้ที่ประชาชนเลือกมาเท่านั้นที่ทรงอำนาจในการจัดสรรงบประมาณ และงบประมาณนั้น ต้องถูกนำไปใช้เพื่อทำนุบำรุงความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชน ไม่ใช่นำไปส่งเสริมอำนาจบารมีให้กับผู้หนึ่งผู้ใด"


ที่มา : https://www.facebook.com/ThanathornOfficial


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คำตอบจากคนในของกรมหม่อนไหม หลัง 'ธนาธร' ตั้งคำถาม ทำไมต้องมีงบฯ ให้กรมหม่อนไหมมากขนาดนี้?

กลายเป็นอีกประเด็นที่มีการพูดถึงไม่น้อยจากกรณีที่เว็บ The Momentum ได้มีการเผยแพร่คำสัมภาษณ์ของ 'ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ' อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ออกมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ที่เล่าถึงความ ‘สิ้นหวัง’ แบบขีดสุดจากสถานการณ์โรคระบาดที่รุมเร้า และมองไม่เห็นอนาคต พร้อมเผยถ้าหาก 2 ปีที่แล้ว เขาได้รับเลือกเป็น 'นายกรัฐมนตรี' แทนนายกฯ คนปัจจุบัน อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะทำอะไรในเวลานี้ในฐานะ ‘ผู้นำ’

ทั้งนี้ในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เองได้มุ่งวิจารณ์ถึงการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน โดยข้อความส่วนหนึ่งได้มีการพาดพิงไปยัง ‘กรมหม่อนไหม’ ซึ่งข้อความส่วนนี้เจ้าตัวระบุว่า...

"หากจะแก้ปัญหาเรื่องการจัดสรรงบประมาณ ผมมองเป็นเรื่องยาก เพราะหลายปัญหา มันคงอยู่ด้วยอำนาจที่ค้ำยันมาอย่างแข็งแรงมาก ผมยกตัวอย่างสนุก ๆ คุณรู้ไหมประเทศไทยมีส่วนราชการที่ชื่อว่า ‘กรมหม่อนไหม’ กรมนี้มีงบประมาณ 560 ล้าน คุณลองคิดแล้วหาคำตอบให้ผมทีว่าทำไมประเทศไทยต้องมีงบฯ ให้กรมหม่อนไหมมากขนาดนี้"

"ถ้าเทียบกับกรมปศุสัตว์ที่ดูแลทั้งหมู ม้า แกะ แพะ วัว นมวัว เนื้อวัว ไก่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน แต่มีงบประมาณเพียง 5,840 ล้าน แต่กรมหม่อนไหม ได้รับงบประมาณมากกว่า 560 ล้านบาท แล้วหากคุณลองไปดูต่อก็จะพบว่ากรมหม่อนไหมนั้นไปส่งเสริมเชิงวัฒนธรรมให้กับคนบางกลุ่มได้ผลประโยชน์ อาจจะไม่ใช่เชิงเศรษฐกิจ แต่ในเชิงของการสร้างอำนาจ กรมนี้จึงคงอยู่และได้งบประมาณสูงขนาดนี้"

แน่นอนว่าเรื่องนี้ ก็ทำให้หลายคนมองว่าอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้นแสดงความเห็นเพื่อต้องการที่จะตีวัวกระทบคราดไปยังสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากกรมหม่อนไหมนั้นตั้งขึ้นโดยพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงนั่นเอง

ขณะที่ในเวลาต่อมาที่แฟนเพจ 'ผึ้ง ณ. ขวัญข้าว' ซึ่งระบุว่าตนเองทำงานอยู่ในสังกัด ‘กรมหม่อนไหม' ก็ได้มีการโพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้และได้รับการส่งต่อไปในวงกว้าง โดยระบุว่า...

"เมื่อวานได้ข่าวสะเทือนใจคนทำงาน ตอนแรกก็แชร์เพราะรู้สึกอยากระบายอยากให้เข้าใจ แต่พอมาคิดสักพักสิ่งที่เราทำมันเป็นการเพิ่มยอดแชร์ให้คน ๆ นั้น ตัดสินใจลบ... อย่าให้ค่าและราคาเขาอีกเลย (ขีดเส้นใต้ว่าตลอดกาล)

"หน่วยงานเล็ก ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลกลุ่มคนที่ไม่มีใครให้ความสนใจโดยเฉพาะจากนักการเมือง ถูกหยิบออกมาสร้างวาทะกรรม เสียดสีหวังให้สะเทือนถึงดวงดาว จนลืมไปว่า...สิ่งที่พูดนั้นมันทำให้เห็นถึงจิตใจที่แท้จริงของผู้พูด”

"หน่วยงานเล็ก ๆ ที่งบประมาณถูกตัดลงทุกปี ๆ มีคำอธิบายว่าต้องการให้เป็นหน่วยงานตัวอย่างที่ใช้งบน้อยแต่สามารถทำงานได้ คนทำงานกัดฟันตั้งใจทำงาน ใช้สรรพกำลังกาย ใจ สมอง ทำงานให้เต็มความสามารถ เพราะเราจะไม่ทอดทิ้งเกษตรกรแม้แต่คนเดียวให้อยู่เพียงลำพัง”

"ไม่ใช่แต่การอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่เป็นการรักษาสมบัติภูมิปัญญาของชาติ ที่เกี่ยวพันไปถึงหลากหลายมิติ ให้มีอยู่มีกินมีรายได้ แม่ ๆ ป้า ๆ บอกเราเสมอว่า ที่มีอยู่มีกินมีเงินส่งลูกเรียนสูง ๆ ล้วนมาจากผ้าไหมผืนงามที่ทอขึ้นมา"

"อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไม่ใช่ได้แค่ผ้าไหม แต่ยังมีทั้งอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำอางประทินผิว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่นำมาซึ่งรายได้ของคนที่เป็นเกษตรกร ไปจนถึงการสร้างรายได้และสร้างอาชีพให้กับคนในเรือนจำ"

"และเส้นไหมเล็ก ๆ นี่แหล่ะที่ช่วยชีวิตคนในห้องผ่าตัดยื้อชีวิตจากความตาย!"

"หน่วยงานนี้มีมาตั้ง 100 ปี ถูกยุบบ้างพองบ้างตามการเมือง แต่งานก็ยังคงทำอยู่ไม่เคยเกี่ยงงอนใดใด"

"การทำงานท่ามกลางความขาดแคลน ต้องใช้หัวใจและกำลังใจในการทำ หลายครั้งควักไส้ควักพุงควักหัวใจตัวเองด้วยความเต็มใจ ออกไปทำงานออกไปสอนชาวบ้าน แค่อยากให้เขามีความรู้มีชีวิตที่เป็นอยู่ดีขึ้น"

"นักการเมืองนักธุรกิจ คงไม่เคยรู้...เบื้องหลังผ้าไหมผืนงามที่สวมใส่ประดับบารมี มีความหวังมีความตั้งใจของหลาย ๆ ชีวิตอยู่ในนั้น ชีวิตเล็ก ๆ ที่มักจะถูกหยิบยกมาสร้างวาทกรรมต่าง ๆ นานา และสัญญาว่าจะทำให้คนรากหญ้ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"

"เราเชื่อว่าเขามีความเก่งมีความสามารถ ถ้าเขาเอามาช่วยพัฒนาให้มันดีขึ้นมันต้องดีอย่างมากมายมหาศาล ดีกว่าการพูดเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์บนความแตกแยก"

"แม้ว่าในใจมีคำพูดเป็นล้าน ๆ คำ แต่ก็ช่างแมร่งมันเถอะ ทำงานของตัวเองไปให้ดีที่สุด และเราเชื่อว่าพี่น้องในกรมของเราก็คิดแบบเดียวกัน"

"กรมที่ฉันอยู่ชื่อ 'กรมหม่อนไหม' เป็นหน่วยงานที่แทบจะไม่มีการเปิดสอนวิชาใดใดที่เกี่ยวข้อง ทุกคนต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง วิจัยและพัฒนาให้มันดีขึ้น นักวิชาการเกษตรที่ต้องปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปรับปรุงพันธุ์ สาวไหม ย้อมสี ทอผ้าและแปรรูปเป็น! ทั้ง ๆ ที่จบเกษตรแต่ต้องมีความรู้ทั้งทางสิ่งทอ อาหาร วิศวกรรม อุตสาหกรรม ไปจนถึงการแพทย์!"

"ผ้าไหมผืนหนึ่งหาใช่แค่ถักทอเส้นใย หากแต่ถักทอชีวิตและความเป็นอยู่ของคนที่เป็นประชาชนเข้าไปด้วย"

สำหรับกรมหม่อนไหมนั้น เดิมเรียกว่า 'กรมช่างไหม' ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2446 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในอดีตให้ความสำคัญเรื่องไหมเป็นอย่างมาก แต่ในระยะต่อมาได้มีการยุบกรมดังกล่าวเข้ารวมเป็นกอง ในสังกัดกรมกสิกรรม

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ จึงได้มีการยกฐานะสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ ในขณะนั้นสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งเป็น 'กรมหม่อนไหม' ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในเรื่องของหม่อนไหมและเส้นใยต่าง ๆ

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหม แบ่งการบริหารออกเป็นหน่วยงานในส่วนกลาง 4 สำนัก 2 กลุ่ม หน่วยงานที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคประกอบด้วย สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ 5 สำนัก และศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ


ที่มา: https://mgronline.com/entertainment/detail/9640000068902

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10159558402209166&id=522434165

https://themomentum.co/closeup-thanathorn-juangroongruangkit/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“จรัล ดิษฐาอภิชัย” แกนนำแดงลี้ภัยฝรั่งเศส โพสต์ภาพคู่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แกนนำคณะก้าวหน้าที่ประเทศฝรั่งเศส เจ้าตัวโต้หนีม็อบ แจงไปหาภรรยา ไปฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เดือน ยืนยันกลับไทยแน่ ก.ย.นี้

เฟซบุ๊ก Jaran Ditapichai ของนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่หลบหนีคดีในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน โพสต์ภาพคู่กับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า “มิตรภาพสู้รบ วัยอาวุโส-วัยกลางคน”

ภาพดังกล่าวเป็นที่วิจารณ์ในโลกโซเชียลฯ ท่ามกลางข่าวลือหนาหูว่า นายปิยบุตรหนีม็อบราษฎรมาปักหลักที่ประเทศฝรั่งเศสหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายปิยบุตร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล” ระบุใจความได้ว่า นายปิยบุตรเดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 4 ก.ค. โดยสายการบินแอร์ฟรานซ์ ถึงสนามบินชาร์ล เดอ โกล เมื่อวันที่ 5 ก.ค. เพื่อไปหาภรรยา ที่ทำงานอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส พร้อมกับเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา และรอการเข้ารับวัคซีนเข็มที่ 2 ในวันที่ 3 ส.ค. โดยจะอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 2 เดือน และยืนยันว่าเดือน ก.ย.จะกลับประเทศไทยแน่นอน


ที่มา : https://www.facebook.com/photo?fbid=3895997803842460&set=a.287476558027954

https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นายศาสตรา โตอ่อน เจ้าของช่องยูทูป​ 'อ.โต​ วิเคราะห์'​ โพสต์ข้อคิด Move On & Self Love

นายศาสตรา โตอ่อน เจ้าของช่องยูทูป​ 'อ.โต​ วิเคราะห์'​ และอดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นิติศาสตรมหาบัณฑิต​ (กฎหมายมหาชน)​ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อคิดผ่านเฟซบุ๊ก 'Sattra Toaon'​ ว่า...

Move On & Self Love

ชีวิตคนเราจะดีที่สุดถ้ากลับมารักตัวเอง ดูแลตัวเอง บ้านเมืองจะดีที่สุดถ้าประชาชนกลับมาเห็นคุณค่าในบ้านเมืองตนเอง

การกลับมารักบ้านเมืองตัวเอง ไม่ได้หมายความว่ากลับมาคลั่งชาติแบบสุด ๆ แต่คือการเห็นคุณค่าในตัวเอง

ในทางกลับกันเราไม่ต้องเอา คนอื่น ชาติอื่น มาอยู่เหนือตัวเรา ที่ผ่านมาคนไทยเรายกย่องชาติอื่นโดยหารู้ไม่ว่ามันคือกระบวนการถูกทำให้เชื่อ

กรณีวัคซีนเป็นตัวอย่าง นานาชาติแข่งขันการสร้างความเชื่อว่าของข้าดีกว่าของเอ็ง ด่ากันไปมาอย่างน่าสยดสยอง

แต่สิ่งที่น่าศึกษา​ คือ​ ชาติเหล่านี้​ ก็ยังมีดีตรงที่เขาว่าชาติของเขาดีกว่าอีกชาติ เพราะถ้าสร้างความรู้สึกว่าข้าดีกว่าแกได้ มันได้เงินไงครับ มันได้ผลประโยชน์

ส่วนคนไทยเรานั่งดูเทนนิส หันซ้ายหันขวา นั่งเชียร์นาดาลบ้าง, เฟเดอเร่อบ้าง, โยโควิชบ้าง

จะเห็นได้เลย​ คนไทยมีเมนทอลผิดพลาดมาก คือ​ ยกชาติอื่นเหนือตนเอง

ต่างชาติมีขบวนการดิสเครดิทไทยเรามาช้านาน

ใครไปอัมเสตอดัมจะเห็นเรดสตรีทที่มีการขายตัวกันเอิกเกริก!!

กรุงปารีสโสเภณียืนอยู่ตามปั้มน้ำมัน!!

เยอรมนีก็มีซ่องโสเภณีไม่น้อย!!

แต่ทำไมสารคดีเรื่องพัทยา​ จึงมีการถ่ายทำมากมาย

ความจริง​ คือ​ เรากำลังถูกปกครองด้วยภาพพจน์ ทั้งที่จริง ๆ​ แล้วฝรั่งมันไม่มีอะไรดีเท่าเรา!!

กระบวนการป้ายสีประเทศว่า เราไม่ดีตรงนี้ตรงนั้น และสร้างภาพว่าฝรั่ง​ คือ​ ซูเปอร์ฮีโร่​ มันคือศิลปะในการปกครองโลก แบ่งชั้นวรรณะ นั่นทำให้เราหลงไปบูชาฝรั่ง

ที่สำคัญและร้ายกว่านั้น คือ หลงลืมตนเอง คนที่หลงลืมตนเอง​ คือ​ เหยื่อของคนที่ต้องการบงการ เขาจะสั่งซ้ายขวาอย่างไรก็ได้ เขาจะให้เรายกอะไรให้ก็ต้องยก

เพราะการถูกอำนาจสื่อ อำนาจทางความคิดครอบงำ เสียบ้านเสียเมืองมาตั้งเยอะแยะ เกิดการฆ่าฟันกัน ให้เขามาปล้นไปกินก็เยอะไป

ดังนั้น การกลับมาเห็นคุณค่าของประเทศไทยจึงสำคัญมาก ด้านหนึ่งคือการละทิ้ง เข้าใจขบวนการครอบงำให้เชื่อฝรั่ง ด้านหนึ่งคือการกลับมาหาขุมสมบัติที่บรรพชนหามาให้ไว้

การเข้าใจเช่นนี้​ จึงไม่ใช่ทั้ง​ 'การชังชาติ'​ และ 'คลั่งชาติ'​ แต่มันคือความรักในแผ่นดินเกิดอย่างที่สุด

เป็นความรักที่มีสติปัญญากำกับไม่ใช่การหลงงมงาย

จงรักตัวเอง จงรักประเทศ นั่นคือความแข็งแกร่งที่พวกศัตรูกลัว

และมีแต่ควายเท่านั้นที่หลงไปไถนาให้คนอื่น โดยไม่กลับไปล้างโคลนให้สะอาด และรอวันถูกเชือด

อะไร? ใคร? ประเทศใดที่หลงไปยกย่องแล้วไม่ใช่!! ก็ Move On & Self Love...

อย่าเหวอ อย่าเอ๋อ อย่ายืนงงในดงตีน จบแบบ ร็อค ๆ​ ตามสไตล์

 

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122359160057351&id=100068498020638


โปรเด็ด! ถึง 15 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top