Wednesday, 21 February 2024
NEWS

‘หนิง นิรุตติ์’ ออกโรงเตือน!! แก๊งทะลุงวัง หลังป่วนขบวนเสด็จ

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) ช่องติ๊กต็อก Thinkingradio FM96.5 คลื่นความคิด ได้เผยแพร่วิดีโอสัมภาษณ์ นิรุตติ์ ศิริจรรยา นักแสดงและพิธีกรอาวุโส ที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีกลุ่มทะลุวังป่วนขบวนเสด็จฯ สรุปได้ดังนี้

“สำหรับคนรุ่นผม ทุกครั้งที่มีขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พวกเราที่ใช้รถใช้ถนน จะหยุดและยืนดู ไม่มีการวิ่งเข้าไปหา หรือแทรกแซงใด ๆ พวกเราจะแค่เฝ้าชมพระสิริโฉม ยิ่งในต่างจังหวัด จะมีการปิดถนน ประชาชนจะเอาเสื่อมาปูข้างถนน ได้เห็นแค่เสี้ยววินาที แล้วทุกคนจะเปล่งเสียงว่า ‘ทรงพระเจริญ’ ทุกคนจะรู้สึกปิติ รู้สึกดีใจที่ได้เห็นพระองค์…

“ในปัจจุบันนี้เราได้ยินได้เห็นสิ่งที่มิบังควรที่จะเกิดขึ้นกับราชวงศ์บ่อยครั้ง มีการจับกุม และการปล่อยตัวออกมาหลายครั้ง แต่ประเด็นคือมีผู้ใหญ่บางกลุ่มที่คิดว่าสนับสนุนเด็ก และพูดว่า “จะทำอะไรก็ทำ แต่อย่าใช้ความรุนแรง” นั่นคือการส่งเสริมให้เด็กทำอะไรก็ได้ และห้ามคนที่ไม่เห็นด้วย อย่าใช้ความรุนแรง แต่ไม่ได้บอกเด็กว่า ห้ามใช้ความรุนแรง…

“การที่ขับรถเร็ว บีบแตร พยายามตามเข้าไปในขบวนเสด็จ แล้วบอกว่านี้คือการใช้ความละมุนละม่อม และเมื่อเจ้าหน้าที่มาสกัดไม่ให้ทำ กลับเถียงเจ้าหน้าที่ ใช้คำพูดไม่เหมาะสม ซึ่งในความเป็นจริงขบวนเสด็จใช้เวลาไม่นาน หรือหากใช้เวลามากสักนิดหนึ่ง แต่ก็เพราะท่านกำลังไปทำภารกิจเพื่อประชาชน…

นายนิรุตติ์ กล่าวต่อว่า “หากให้เหตุผลว่า คุณไปงานหนึ่ง และกำลังไปต่ออีกงาน นั่นคือคุณกำลังทำเพื่อตัวคุณเอง แต่สำหรับพระองค์ท่าน ท่านทำเพื่อประชาชน และใช้เวลาแค่ 31 วินาที คุณรอไม่ได้เลยเหรอ? จำเป็นต้องพุ่งเข้าไปในขบวนเสด็จเลยเหรอ? และการบีบแตรที่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นการใช้ความรุนแรงแล้ว…

“สมเด็จพระเทพฯ หรือว่าพระราชวงศ์ต่าง ๆ ที่เสด็จ ไม่ได้ทําให้ตัวพระองค์ท่านเอง เพราะท่านคิดว่าทุก ๆ คนในประเทศไทย คือตัวของท่านเอง เป็นเหมือนเพื่อนฝูงของท่าน เป็นเหมือนคนของท่าน”

“คุณต้องแยกให้ออกว่า คนเหมือนกันทําอะไรก็ได้เหมือนกันเหรอ? ผมว่าไม่ใช่นะ…คนเหมือนกัน แต่คนที่ไม่ใช่คนนั้น มันไม่ใช่คนเหมือนกัน ถ้าคุณมีความคิดที่กระทําแบบนี้ คุณคือคนที่ไม่ใช่คน คงจะรู้ว่าคนที่ไม่ใช่คนมันเป็นอะไร ถ้าคนที่เป็นคนเขาจะไม่คิดทําตนแบบนี้” นายนิรุตติ์ ทิ้งท้าย

'โฆษก กห.' เผย ‘ในหลวง’ ทรงมีรับสั่งปรับขบวนเสด็จให้สัญจรได้ร่วมกับ ปชช. แม้ปัจจุบันจะไม่มีการปิดการจราจรเมื่อมีขบวนเสด็จฯ มานานแล้วก็ตาม

(15 ก.พ. 67) ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) นายสุทิน​ คลังแสง​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม​สัญจร​ ครั้งที่​ 2/2567 ถึงกรณีการปกป้องสถาบัน ภายหลังนักกิจกรรมบีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ในการประชุมสภากลาโหมวันนี้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว และก่อนหน้านี้ก็เฝ้าติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มาโดยตลอด พร้อมกับได้สั่งการทุกเหล่าทัพที่มีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว ได้เกาะติดสถานการณ์ และสกัดกั้นไม่ให้เกิดเหตุการณ์อีก

ขณะที่​ พลเรือตรี​ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไม่มีการปิดการจราจรเมื่อมีขบวนเสด็จฯ นานแล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากขบวนเสด็จฯ ทั้งขบวนเสด็จฯของพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ จึงทรงมีพระราโชบาย มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้มีความเหมาะสม มีการจัดช่องทางให้เสด็จฯ ในส่วนของพระองค์ และช่องทางของประชาชน

ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงก็จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.2557 และ 2560 และดำเนินการถวายพระเกียรติต่างๆ ในการปฏิบัติภารกิจ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์

‘ติ๊กต็อกดัง’ ชำแหละ!! กลยุทธ์ ‘กระบวนการล้มเจ้า’ มักคอย ‘ด้อยค่า-ลดบทบาท-ลดความสำคัญ’

(15 ก.พ.67) ผู้ใช้งานบัญชีติ๊กต็อก ‘Spark Update’ ได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับขบวนเสด็จฯ โดยระบุว่า…

ถ้าใครอายุ 35 เกินไปแล้วสัก 36-37 ปี ก็จะเห็นภาพชินตาซึ่งก็คือพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ท่านทรงงานหนักมาก บินไปนู้นไปนี่ ไปทํานู่นทํานี่ แต่เราไม่บอกหรอกว่าท่านทําอะไรบ้าง…

ทั้งนี้ แล้วกระบวนการล้มเจ้ามีจริงเหมือนที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ พูดไหม? มีตลอดเวลา…แต่เราอาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งปกติสมมติว่าเราต้องไปชกหรือสู้อะไรกับใครสักอย่าง มันต้องมีหลายกลยุทธ์ และกลยุทธ์ที่ทําได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือการไปด้อยค่า ไปลดบทบาท ลดความสําคัญ ทำให้สิ่งที่เราจะไปโจมตีหรือทําลายเกิดไร้ค่า ไม่มีค่า ด้อยค่า และขั้นตอนแรก พวกเธอจงรักภักดีและคอยปกป้องใช่ไหม? พวกเธอคือ ‘สลิ่ม’ คือคนไม่เก๋ ไม่อินเทรนด์ ไม่เลิศ หรือพวกเธอจงรักภักดีใช่ไหม? พูดเรื่องพระราชกรณียกิจ เทิดทูนบูชาองค์สถาบันใช่ไหม? พวกเธอคือ ‘โขนเจ้า’

ฉะนั้นแล้ว สังคมต้องตื่นรู้แล้วว่าพวกนี้มันคือวาทกรรมกระบวนการลดทอนคุณค่า และเป็นกระบวนการแยกคนออกจากสังคม รัฐบาลที่มาจากประชาชนสิ่งแรกที่ควรทำเลยคือการหลอมร่วมใจคนไทยให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยก่อน ซึ่งเราไม่ต้องไปนั่งพูดถึงหรอกว่ากรมสมเด็จพระเทพฯ ท่านทําอะไรมาบ้าง เพราะไม่ว่าจะเป็น เรื่องผู้ยากไร้ทางการศึกษา ทําให้คนมีงานทําเท่าไหร่ คนบนดอยไม่ต้องไปปลูกฝิ่นเป็นโครงการหลวง ซึ่งไม่ต้องไปพูดถึงแล้ว มันเป็นเรื่องที่หาได้ในอินเทอร์เน็ต แต่จะหารึเปล่า? กล้าที่จะพูดถึงเรื่องของคนทําความดีหรือเปล่า? มันกลายเป็นไม่อินเทรนด์ไปซะตั้งแต่เมื่อไหร่…

ดังนั้น ต้องมีสติในการครองตนก่อนอันดับหนึ่ง การด้อยค่าง่ายที่สุดก็คือไม่เข้าพวก ไม่เก๋ นี่ก็คือการลดบทบาท ลดทอนคุณค่าของสถาบันที่ง่ายที่สุด คือใช้ปากคนที่ไม่ทําอะไรเลยแลกไปทําร้ายทําลายองค์สถาบันที่มีคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเรา ชีวิตเธอ เธอเล่าได้ร้อยคนพันคน เธอเคยไปช่วยคนจมน้ำไม่ให้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียวก็เล่าไปสามบ้านแปดบ้าน ครอบครัวก็ภาคภูมิใจสุด ๆ เชื้อพระวงศ์เขารับคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์เท่าไหร่ ปี ๆ หนึ่งคนรอดตายเท่าไหร่? เหตุการณ์สถานการณ์ต่าง ๆ นา ๆ ท่านลงไปในพื้นที่ช่วยคนเท่าไหร่? เอาแค่นี้ บ้านเมืองเรามันแข็งแรงมากพอที่จะไม่มีองค์สถาบันไม่ได้หรอก สงครามกลางเมืองเกิดขึ้นกี่ครั้ง ทําไมต่างชาติไม่ถอนการลงทุน เพราะเขารู้ว่าคนไทยยังมีสถาบันที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจอยู่ เวลาที่มีความวุ่นวายตีกันในประเทศ ถ้าลองเป็นประเทศอื่นวุ่นวายกันขนาดนี้ รบกัน สงครามกลางเมือง เขาถอนการลงทุนไปหมดแล้ว แต่นี่ยังอยู่…แต่ถ้าใครคิดเป็นก็จะรู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร แต่ถ้าใครคิดไม่ได้ก็คือไม่ได้อยู่อย่างนั้น และการด้อยค่าว่าทําแบบนั้นเท่แบบนี้เท่เราจะต้องเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งทุกคนมีหมด แต่มันควรอยู่ในกรอบที่เหมาะสมและเหมาะกับบริบทไหม?

เช่นนั้นแล้ว ประเทศเราไม่มีความสิทธิเสรีภาพตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูอย่างพม่า พระออกมายิงจนจีวรปลิว ถามว่าเราอยู่ในบริบทแบบนี้ ทําหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เป็นนักศึกษาตั้งใจเรียน ถ้ารู้สึกอยากพัฒนาชาติ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศ มีเป้าหมายแบบนี้ ก็ไปลงสมัครพรรคการเมือง ไปเป็นสมาชิกพรรค ไปขับเคลื่อน เป็นเอ็นจีโอ ไปดูซิแก้รัฐธรรมนูญไปถึงไหน ไปดูซิว่าเราจะทลายทุนผูกขาดด้วยกฎหมายอะไรได้บ้าง ปรับโครงสร้างระบบค่าน้ำค่าไฟ ทําตัวให้เป็นผู้เชี่ยวชาญไปเลย หากมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ 1 2 3 4 ตั้งใจจะตั้งมูลนิธิมาเพื่อจะทําให้คนไม่ตกงาน 1 ล้านคน ตั้งเป้าไปเลยทําให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีนวัตกรรมสามารถทําคราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) ได้ ก็ควรไปทําประโยชน์อย่างนี้ดีกว่า… ไปทําให้มันสร้างสรรค์ เพราะการเคลื่อนไหวเราสามารถทําในอย่างอื่นได้ ซึ่งเราไม่พูดถึงเรื่องที่มันไกลตัวเรามาก ๆ เอาเรื่องทั่วไป เพราะบนโลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีมิตรแท้ไม่มีศัตรูถาวร อะไรก็เกิดขึ้นได้หมด

สุดท้ายอีกอย่างหนึ่งที่บอกเกี่ยวเสมอว่าเราต้องยึดแกนหลักก่อน ว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ พระมหากษัตริย์ใช้อํานาจนั้นผ่านรัฐสภา ผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่านศาล ผ่านอะไรต่าง ๆ ซึ่งต้องยึดหลักตรงนี้ให้มั่นและตั้งสติ…

คำพูดให้กำลังใจของแม่ ‘ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก’

‘ภาณุพงศ์ จาดนอก’ หรือ ‘ไมค์ ระยอง’ ได้ออกมาแชร์คำพูดให้กำลังจากแม่ ที่บอกกล่าวกันผ่านโทรศัพท์ เป็นหนึ่งประโยคทำให้รู้สึกใจฟูมาก โดยแม่ของไมค์ กล่าวว่า…

“ลูกแม่ไม่ได้แพ้นะ ลูกแค่พัก หายเหนื่อยแล้วไปสู้ต่อนะลูก”

ผุดสังเวียนการแข่งขันชกมวยสากล 'อาชีวะไฟท์' ทางออกสังคมไทย แก้ปัญหา 'นักเรียนตีกัน'

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ. 67) เรื่องนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน และบางครั้งก็รุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธปืนไล่ยิงกัน กลางกรุงเทพมหานคร จนหลายครั้ง ไม่ใช่แค่เด็กอาชีวะที่ร่วมก่อเหตุที่ได้รับบาดเจ็บ-เสียชีวิต แต่คนที่ไม่เกี่ยวข้อง พลอยโดนลูกหลง บาดเจ็บ-เสียชีวิต ก็มีให้เห็นมาแล้วหลายเหตุการณ์  

ปัญหาดังกล่าว เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซาก มาหลายสิบปี มีให้เห็นตลอดเวลา บางช่วงก็รุนแรงจนสังคมตั้งคำถามกันว่า เหตุใดปัญหาดังกล่าว ถึงแก้ไขไม่ได้เสียที ถึงขนาด อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย อย่าง ชวน หลีกภัย ยังนำปัญหาเรื่องนักเรียนอาชีวะสองสถาบันที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ และเป็นคู่อริกันมาหลายสิบปี และช่วงหลังสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย นำปัญหาดังกล่าว ไปตั้งกระทู้สดกลางสภาฯ ถามนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อันแสดงให้เห็นได้ว่า ปัญหานักเรียนอาชีวะตีกัน ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ แน่นอน

ท่ามกลางความพยายามหาทางออก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเพราะพบว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ 17 ก.พ. จะมีการจัดกิจกรรม ‘การแข่งขันชกมวยสากล - อาชีวะไฟท์’ (Archeva Fight) ขึ้นโดยนำนักเรียนอาชีวะทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันจากหลายสถาบันฯ  ที่สมัครเข้าแข่งขันมาชกมวยกัน อันเป็นกิจกรรมที่ผู้จัดกิจกรรมบอกว่า “เพื่อเปิดพื้นที่แสดงออกในทางสร้างสรรค์จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง  ลดการแบ่งแยก รวมใจเป็นหนึ่ง เพราะแม้ต่างสถาบันแต่ไม่ต่างความคิด ร่วมสร้างสรรค์สายสัมพันธ์”

ส่วนรายละเอียดกิจกรรมอาชีวะไฟท์ดังกล่าวเป็นอย่างไรเรื่องนี้ ‘ธนเดช ตุลยลักษณะ’ หรือ ‘เนศ อาชีวะ-ประธานกลุ่มอาชีวะพ่อกูวิษณุกรรม’ แกนนำหลักในการจัดกิจกรรมดังกล่าว เล่าให้ฟังว่า กลุ่มพ่อกูวิษณุกรรมจัดกิจกรรม อาชีวะไฟท์ เพื่อหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นำไปสู่การช่วยลดปัญหาการตีกันของนักศึกษาอาชีวะของสถาบันต่างๆ โดยเป็นการจัดเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และสร้างสัมพันธ์ไมตรี ของน้องๆนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะของทุกๆสถาบัน ที่เข้าร่วมกิจกรรมอาชีวะไฟท์ เพื่อทำให้นักศึกษาอาชีวะได้รู้จักกันมากขึ้น เพราะเมื่อได้มาเจอกัน ทำให้เกิดความรักความสามัคคีกัน เชื่อว่าจะเป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้สามารถลดความรุนแรงเรื่องปัญหาการตีกันของอาชีวะได้

ส่วนที่มาที่ไปของการแข่งขันชกมวย ‘อาชีวะไฟท์’ ครั้งนี้ ทาง ‘ธนเดช-เนศ อาชีวะ-ประธานกลุ่มอาชีวะพ่อกูวิษณุกรรม’ เล่าวไว้ว่า กลุ่มอาชีวะ พ่อกูวิษณุกรรม ได้มีการพูดคุยกันว่า ปัญหาสังคมเรื่องนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ เกิดการเผชิญหน้า มีการตีกัน โดยบางเหตุการณ์ก็รุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธยิงกัน จนทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับลูกหลงอย่างกรณีครูเจี๊ยบ (ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ระดับชั้น ม.ต้น โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ) ที่โดนลูกหลง นักเรียนอาชีวะคู่อริไล่ยิงกัน จนเสียชีวิตบริเวณป้ายรถเมล์ย่านคลองเตยเมื่อปี 2566 และยังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับลูกหลงตามไปด้วยตอนที่มีการตีกัน

...ทางกลุ่มเรา คุยกันว่าจะมีทางใดที่แก้ไขปัญหาได้ จนทางกลุ่มเกิดไอเดียขึ้นมาว่า น่าจะมีการจัดกิจกรรมต่อยมวยน่าจะดี เพราะที่ผ่านมา อาจจะเคยมีการจัดกิจกรรมเช่น เตะฟุตบอล แต่ก็พบว่ายังไม่ตรงจุดเพราะมีเสียงสะท้อนว่า จัดเตะฟุตบอลของนักศึกษาอาชีวะ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ก็พบว่า คนที่เกเร ที่ชอบก่อเรื่อง ตีกัน-ยิงกัน เขาก็ไม่เล่นฟุตบอลอีก เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว แต่น้องๆนักเรียนอาชีวะ ที่ชอบตีกัน เขาไม่ได้มีความสามารถเรื่องการเตะฟุตบอล  ก็อาจแค่ไปเชียร์ แต่ไม่ได้ร่วมลงเตะด้วย ก็ทำให้ไม่รู้สึกว่าเขามีตัวตน แล้วก็ยังพบว่า มีการจัดเตะฟุตบอล แต่กลายเป็นว่า มีการตีกันอีก แทนที่จะได้เชื่อมความสัมพันธ์ โดยบางคนก็ทำเพราะต้องการสร้างตัวตน จะได้ดัง ดูเท่ห์ เพราะเขามีความเชื่อมั่น เลยทำให้กิจกรรมเตะฟุตบอลของอาชีวะ เลยไม่ค่อยตอบโจทย์

“ธนเดช-เนศ’ กล่าวต่อไปว่า แต่สำหรับการจัดแข่งขันชกมวย อาชีวะไฟท์ เราคิดกันว่า กิจกรรมต่อยมวยอาชีวะไฟท์ ทำให้เด็กอาชีวะที่อาจดูแสบ ๆ แต่เล่นฟุตบอลไม่ได้ แต่ต่อยมวยกันได้ ก็เลยทำให้คิดว่าน่าจะจัดกิจกรรมให้เด็กอาชีวะมาชกมวยกันดีกว่า เพราะใช้ความสามารถแค่คนที่จะต่อยคนเดียวและยังเป็นการสร้างตัวตนได้ด้วย ที่น่าจะช่วยแก้ปัญหา ได้ตรงจุดมากกว่า

..สำหรับการเตรียมงานในครั้งนี้ หลังได้ข้อสรุปการจัดกิจกรรมอาชีวะไฟท์แล้ว ทางผู้จัดได้ทำการประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านช่องทางต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรมต่อยมวยอาชีวะไฟท์ โดยจะเป็นศิษย์เก่าหรือศิษย์ปัจจุบันก็สามารถร่วมกิจกรรมได้หมด พบว่า มีกระแสตอบรับที่ดี คนให้ความสนใจ มีน้อง ๆ นักเรียนอาชีวะ สมัครเข้าร่วมกิจกรรมจนครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ คือ 10 คู่ชก

‘ธนเดช เนศ’ กล่าวถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นวันเสาร์ที่ 17 ก.พ.นี้ว่า จะเริ่มกิจกรรมการชกกันเวลา 18.00 น. จนถึง 20.00 น. และพอกิจกรรมเสร็จในช่วงค่ำจะมีการเปิดเพลง ร่วมกันร้องเพลง สร้างบรรยากาศแบบเป็นพี่เป็นน้องกัน เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี

..โดยอาชีวะไฟท์จะจัดกันที่ บริเวณด้านหน้าของอาคารชื่นฤทัยในธรรม ถนน ประชาราษฎร์ อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่โล่ง เวทีจะมีขนาด 5x5 เมตร และจะมีการวางเบาะที่เป็นเบาะหนาไว้ที่พื้น การชกจะเป็นมวยสากล ชกกันคู่ละหนึ่งยก เป็นเวลา 3 นาที โดยจะมีการใส่นวม-ใส่ฟันยาง และมีกรรมการฯ ที่เป็นกรรมการมืออาชีพมาทำหน้าที่กรรมการบนเวที อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมรถพยาบาล Ambulance มาเตรียมพร้อมไว้ด้วย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลความสงบเรียบร้อย-ความปลอดภัยตลอดกิจกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้จัดให้ความสำคัญมาก ส่วนกองเชียร์เราก็จะให้มีการยืนคล้องแขนกันรอบเวทีเพื่อร่วมกันเชียร์ขณะที่มีการต่อยกัน

‘ธนเดช เนศ’ ย้ำว่า ทางผู้จัดกิจกรรมครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายว่า จะจัดอาชีวะไฟท์แบบนี้อีกหลายครั้ง ไม่ได้จัดแค่รอบนี้รอบเดียว เพราะเมื่อมีการจัดไปเรื่อย ๆ จนคนรับรู้กิจกรรมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เชื่อว่าจะช่วยลดความรุนแรงของปัญหาเด็กอาชีวะตีกันได้ คือ หากใครอยากจะเจ๋ง อยากจะเก๋าส์ ก็มาร่วมกิจกรรมได้ในการจัดครั้งต่อ ๆ ไปชองอาชีวะไฟท์ได้

“เพราะนี้คือเวทีที่ตอบโจทย์ความต้องการในการสร้างตัวตนได้ นี้คือสิ่งที่ผู้จัดกิจกรรมอาชีวะไฟท์คาดหวัง ที่เราเชื่อว่าหากกิจกรรมนี้เข้าถึงเด็กอาชีวะได้ในวงกว้าง มันจะทำให้ช่วยแก้ปัญหาช่วยลดการตีกันของเด็กอาชีวะได้”

สุดท้าย กิจกรรมแข่งขันชกมวย อาชีวะไฟท์ จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่จะช่วยลดปัญหานักเรียนอาชีวะตีกันได้หรือไม่ คงต้องรอดูกันไป เพราะปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่ต้องแก้แบบระยะยาว ที่คงต้องหาวิธีการแก้ปัญหาหลายอย่างควบคู่กันไปด้วย

แนวคิดเรื่องการให้จาก ‘บุญเกียรติ โชควัฒนา’

ยิ่งให้มาก ยิ่งได้รับมาก ❤

บุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการและกรรมการ บริษัทในเครือสหพัฒน์ เผยแนวคิดดี ๆ เรื่องการให้ ระบุว่า… “ที่สําคัญก็คือ ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา แต่หากวักน้ำเข้ามา น้ำจะไหลออกไป การผลักน้ำออกไปคือการให้ และเราจะได้รับกลับมา หากคนหวังแต่จะกอบโกย มักจะสูญเสีย ยิ่งให้ก็ยิ่งได้รับกลับมา แต่ที่ได้รับกลับมาอาจจะไม่ใช่เงินทอง แต่ชื่อเสียง ความยอมรับ คนชื่นชม ดังนั้นสหพันธ์จะเน้นการให้ ไม่ได้รีบร้อนจะเป็นเจ้าตลาด ครองตลาด” 

'ศุภลักษณ์ อัมพุช' ขอโทษผู้ชมคอนเสิร์ต 'เอ็ด ชีแรน' หลัง #UOBไร้มารยาท สนั่นโซเชียล ปมโซน VIP รบกวนผู้เข้าชม

(15 ก.พ. 67) จากกรณีที่ในแพลตฟอร์ม X หรือทวิตเตอร์เดิม ได้มีเทรนด์ทวิตเตอร์ชื่อว่า #UOBไร้มารยาท วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่คอนเสิร์ต เอ็ด ชีแรน ศิลปินต่างชาติชื่อดัง ซึ่งจัดขึ้นที่ UOB LIVE ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กทม. เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา มีกลุ่มบุคคลที่นั่งโซน VIP พูดคุยและหัวเราะกันอย่างออกอรรถรส รบกวนผู้เข้าชมคอนเสิร์ตตลอดเวลา แม้จะบอกเจ้าหน้าที่ให้ไปตักเตือน แต่กลับได้คำตอบว่า "เตือนไม่ได้เพราะเป็น CEO" และเมื่อชาวเน็ตไปสืบค้นว่า CEO เป็นใคร ปรากฎว่าเป็นนางศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานคณะกรรมการบริหาร UOB LIVE ซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักรเดอะมอลล์ กรุ๊ป และยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงถูกโยงมายังเรื่องนี้ ได้แก่ แอนโทเนีย โพซิ้ว นางแบบและนางงามลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก เจ้าของรองชนะเลิศอันดับหนึ่งนางงามจักรวาล 2023 ที่มีภาพยืนคุยกับนางศุภลักษณ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ต่อมา น.ส.แพทองธาร ชี้แจงดรามาคอนเสิร์ตดังกล่าว ยืนยันว่าไม่ใช่เสียงของตนเอง และเห็นว่าการไปคอนเสิร์ตเป็นสถานที่ที่มีความสุข คิดว่าหลายคน ไม่ใช่เฉพาะโซนวีไอพีที่ส่งเสียงหรือร้องเพลงตาม เป็นปกติของคอนเสิร์ต ไม่ได้คาดหวังว่าไปคอนเสิร์ตแล้วทุกคนนั่งเงียบ มารยาทการไปสถานที่ต่างๆ ไปวัดก็เรื่องหนึ่ง ไปคอนเสิร์ตก็เรื่องหนึ่งก็จะไม่เหมือนกัน คิดว่าไม่ได้มีอะไร ตั้งแต่ก่อนหน้าคอนเสิร์ต มีโอกาสได้เดินดูโซนวีไอพีเป็นห้องต่างๆ ก็ฟังแนวทางธุรกิจแนวทางบริหารของทางที่จัดงานว่า มียังไงบ้าง ยังรู้สึกประทับใจในสถานที่ มีห้องรับรองพิเศษ มีเครื่องเสียงที่ดีมาก พอได้มีโอกาสได้ไป เครื่องเสียงก็ดีมาก เข้าไปถึงได้ยินเสียงนักร้องชัดเจน รู้สึกว่าบรรยากาศดี

ล่าสุด นางศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานคณะกรรมการบริหาร UOB LIVE ออกเอกสารข่าว เรื่อง ขออภัยผู้เข้าร่วมชมคอนเสิร์ต ระบุว่า "ในนามของคณะผู้บริหาร UOB LIVE ดิฉันใคร่ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกค้า และผู้ร่วมชมคอนเสิร์ต ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 ณ UOB LIVE เนื่องจากมีเสียงรบกวนที่ไม่เหมาะสม เกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ห้องรับรองของแขกที่มาร่วมงานทําให้เป็นการรบกวนต่อผู้ร่วมชมคอนเสิร์ต

ดิฉันและคณะผู้บริหาร UOB LIVE ขอน้อมรับความผิดพลาด ข้อบกพร่อง และคําแนะนําที่มีประโยชน์ โดยจะนํามาปรับปรุง แก้ไข เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก คณะผู้บริหาร UOB LIVE มีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะพัฒนา UOB LIVE ให้เป็น Concert Hall และ Multipurposed Hall ที่มีคุณภาพและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

ดิฉัน ในนามของคณะผู้บริหาร UOB LIVE ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงต่อการสนับสนุนและ ข้อแนะนํา รวมถึงการติชมที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ด้วยความเคารพอย่างสูง”

ฉะเชิงเทรา-สภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา มอบรถวีแชร์ ให้กับคนพิการและกลุ่มเปราะบางในจังหวัดฉะเชิงเทรา

วันนี้ 15 ก.พ. 67 ที่ โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นายกำพล สิริรัตตนนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานพิธีมอบรถวีแชร์พื่อมอบให้ให้กับคนพิการและกลุ่มเปราะบางในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนายจีรทัศน์ แจ่มไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฯ

โดยสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่าเนื่องด้วยปีมหามงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา  (ผู้ร่วมบริจาค รวมจำนวนทั้งสิ้น 72 คัน มูลค่า 192,600 บาท) และจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 และเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา วาระปี 2567 – 2569  ณ ห้องชลธี 1  โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เวลา 14.00 – 15.00 น. จัดการรับฟังบรรยายพิเศษ เรื่อง  “ทิศทางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมภาคตะวันออกและการขับเคลื่อน EEC” โดย ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ เวลา 15.00-17.00 น. ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 และเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารฯ วาระปี 2567 – 2569 ต่อไป

‘นักศึกษาลาว’ น้ำตาซึมเมื่อเอ่ยถึง ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ สำนึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อ สปป.ลาว

(15 ก.พ. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์’ ได้โพสต์ข้อความแชร์เรื่องราวของนักศึกษาจาก สปป.ลาว ที่ถ่ายทอดความรู้สึกและหยาดน้ำตา เมื่อต้องพูดถึง ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ระบุว่า…

น้ำตาศิษย์ลาวที่เมืองอุบลฯ (สำหรับผู้ที่รักเจ้าหญิงในดวงใจ กรุณาอ่านเถิดครับ)

เมื่อวานนี้ ผมไปสอนหนังสือที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.อุบลราชธานี สอนตั้งแต่ ๘.๓๐ น. ยันเครื่องบินออกตอนค่ำตามเคย สนุกดี และมีบรรยากาศดี แม้จะสอนปีละเพียงวันเดียว แต่ก็มีความเป็นกันเองเหมือนกับสอนกันมาทั้งปี

ใน Class ที่สอน มีนักเรียนทุน ป.โท จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมาเรียนด้วย เป็นอาจารย์อยู่ที่ลาวครับ เป็นหญิงหนึ่งคนและชายหนึ่งคน ตั้งใจเรียนเหมือนนักเรียนที่ต้องมาเรียนต่างถิ่นเป็นธรรมดา

การสอนวันนั้นไม่เน้นทางวิชาการ แต่เน้นวิธีคิด ในตอนหนึ่งของการสอนขั้นตอนการตัดสินใจ Engineering Critical Thinking ‘การจัดระบบความคิดให้เป็นระเบียบ’ เพื่อให้นักเรียนสามารถ ‘ผลิตงานภายใต้แรงกดดัน’ ให้ได้ (Productive Under Pressure) จึงเชิญนักศึกษาไทย ๒ คน และนักศึกษาลาว ๑ คน มายืนหน้าห้อง

ผม เริ่มถามนักเรียนไทยว่า…

"เมืองไทยนั้นเป็นเมืองที่คนทั่วโลกบอกว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นเมืองที่ฝรั่งมังค่าบอกว่าเป็นเมืองแห่งความเป็นมิตร ช่วยเหลือและโอบอ้อมอารี...แต่เคยคิดไหมว่าทำไม ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่มีแต่ศัตรูรอบด้าน เพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นพม่า มาเลเซีย ลาว เขมร เวียดนาม ต่างก็เกลียดเมืองไทยกันหมดเลย...มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

นักเรียนไทย...นิ่ง

ผมพูดต่อว่า...“ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัย เราต้องหาเหตุและปัจจัยให้ได้”

นักเรียนไทยคนหนึ่งตอบว่า...“เขาคงอิจฉาเรา เพราะเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร”

ถาม นักเรียนไทยต่อว่า…

“รู้สึกไหมว่าในภูมิภาคนี้ ไม่มีประเทศไหนเลยที่จะทำลายทรัพยากรของประเทศเพื่อนบ้านเหมือนพวกคนไทยเรา เราไม่เคยได้ยินว่า ลาวมาตัดป่าเมืองไทย หรือพม่ามาขุดแร่เมืองไทย.. เราเคยแต่ได้ยินว่าคนไทยเราไปตัดป่า ขุดแร่ในลาว ในเขมร ในพม่า.. มันเกิดอะไรขึ้นหรือ”

นักเรียนไทย....นิ่ง
ผมพูดต่อว่า....“การนิ่ง ไม่ได้แก้ปัญหา”

นักเรียนไทยตอบว่า....“อาจจะเพราะว่าเราเจริญกว่า และเราค้าขายเก่งกว่า”
ผม ถามนักเรียนไทยต่อว่า…

“ประเทศแถว ๆ เรานี้ ล้วนเป็นประเทศที่มีศิลปวัฒนธรรมมายาวนาน หลายแห่งเป็นมรดกโลก...แต่รู้สึกไหมว่า ไม่มีประเทศไหนเขามาเอาศิลปวัตถุของเราไปเลย ในยามที่ทั้งสองฝ่ายสงบไม่รบกัน ข่าวว่ามีแต่เราที่เข้าไปตัด เข้าไปขโมย เข้าไปขนศิลปะของเขามาวางขายในบ้านเรา ทั้งเทวรูปหิน หน้าบันไม้ ต่าง ๆ นานา แถมส่งไปขายให้ต่างประเทศอีกด้วย...มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับ”

นักเรียนไทย....นิ่ง (อาจจะเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังถูกวางยาอะไรสักอย่าง)

ผมถามต่อว่า...."กลับมาถึงคำถามแรกดีกว่า ทำไมเพื่อนบ้านเราเขาถึงเกลียดเรา”
นักเรียนไทย....นิ่ง
ถามต่อว่า.... “เพราะอะไรหรือครับ”
นักเรียนไทย....นิ่ง

ผมหันไปถามนักเรียนทุนจาก สปป.ลาว ว่า…

“คนลาวรู้สึกอย่างไรกับคนไทยบ้างครับ ขอให้ตอบตามจริงอย่างสุภาพ ไม่มีอารมณ์ แต่ขอให้พูดความจริง เพราะในนี้คือห้องเรียน และการพูดของท่าน อาจจะเป็นจุดเล็ก ๆ ในการแก้ปัญหาให้ลูกหลานไทย-ลาว เพื่อให้เราอยู่กันอย่างมีความสุขขึ้น”

นักศึกษาลาว.... นิ่ง (สงสัยว่ายังงง ๆ อยู่ หรืออาจจะกำลังติดตามคำตอบของนักเรียนไทยอย่างจดจ่ออยู่)

ผมพูดต่อว่า.... “ความน่าสนใจก็คือ ตอนนี้มีคนเวียดนามเข้ามาในลาวมาก รู้สึกอย่างไรกับเพื่อนบ้านจากแดนซ้าย กับเพื่อนบ้านจากแดนขวา”

นักศึกษาลาวตอบว่า... “พูดจริง ๆ นะคะ คนลาวรู้สึกว่าคนไทยดูถูกและเอาเปรียบคนลาว”

ข้าพเจ้า... นิ่ง (ไป ๒ อึดใจ) และพูดต่อเพื่อขอเวลาคิดบ้างว่า.... “เป็นความรู้สึกของตนเองหรือของคนลาวโดยรวม”

นักศึกษาลาวตอบว่า... “เป็นภาพรวม ๆ ทั่วประเทศค่ะ”

กระผม...นิ่ง (ไปอีก ๑ อึดใจ) และหันหน้ามาบอกนักเรียนไทยอีก ๖๐ ชีวิตใน Class ว่า..

“นี่คือคำตอบจากความจริงใจของเพื่อนชาวลาว ต้องขอบคุณเขาที่เขากรุณาบอกความจริงให้เรา และนับแต่นี้เป็นต้นไป เราคงต้องคิดและคิดแล้วครับว่า เราจะทำอย่างไรต่อไป”

ผมพูดต่อว่า.... “การกระทำใดต่อไป จะต้องเกิดจากข้อมูลและความเข้าใจ ต้องใจกว้าง และเริ่มปฏิบัติการแก้ปัญหาแห่งความรู้สึกนั้น เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ปัญหาอาจจะไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว คงต้องอาศัยเวลา วันหนึ่งความรักก็จะกลับมาหาพวกเราทุกคนในภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง...คิดและเริ่มทำ ได้แล้วกระมังครับ"

ผมหันกลับมาที่ศิษย์ลาวแล้วพูดว่า...“รู้จักสมเด็จพระเทพรัตนฯ หรือไม่”
นักศึกษาลาวตอบว่า...“รู้จักดีค่ะ”

ผมถามต่อว่า.... “วิจารณ์หรือแสดงความรู้สึกต่อพระองค์ท่านสักนิดซิครับ”
นักศึกษาลาวตอบว่า....“ท่านเป็นคนดีที่สุดในโลก”

นักศึกษาลาวพูดต่อว่า....“พระเทพเป็นคนดีที่สุด พระเทพรักคนลาว เป็นห่วงคนลาว เข้าใจคนลาว ช่วยเหลือคนลาว ไม่เคยดูถูกคนลาว ท่านเป็นคนที่ดีมากๆๆ”

ผมถามนักศึกษาลาวต่อว่า... “คนลาวรู้สึกอย่างไรต่อพระองค์ในภาพรวม”
นักศึกษาลาวพูดเสียงเครือ ๆ ว่า...“คนลาวรักสมเด็จพระเทพมาก ๆ มีบ้านพระเทพอยู่ที่เขื่อนน้ำงึมด้วย เรารู้สึกว่าพระเทพเป็นคนที่ดีที่สุด เป็นห่วงและทำให้เมืองลาวมากๆ...ฯลฯ...”

ผมพูดต่อไปว่า...“มีอะไรจะพูดอีกไหมครับ”
นักศึกษาลาว....เงียบ และยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ยอดเยี่ยม...อึ้ง และ เงียบไปเหมือนกัน

ผมหันกลับมาหาลูกศิษย์ไทยอีก ๖๐ ชีวิตว่า....

“นี่ คือทองคำที่อยู่บนหัวนอนเรา เราอาจจะรู้ว่าเรามีทองคำอยู่ แต่ด้วยความเคยชิน เราจึงไม่ค่อยได้เช็ดถูรักษาทองคำของเรา แต่เราก็จะไม่ยอมให้ใครมาเอาทองคำของเราไป...เป็นความรู้สึกที่เราต้องรู้สึก และเป็นความรู้สึกที่วิศวกรอย่างเราต้องแสดงออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ นี่คือความรู้สึกของเรา”

หลังจากนั้นผมพูดอีกหลายประการ แต่ขออนุญาตไม่บันทึกไว้ที่นี้ เพราะเกรงว่าจะไม่สมควรที่จะบันทึกเป็นตัวหนังสือออกมาครับ

ผมรักประเทศไทย....
ผมรักและเทิดทูนสมเด็จพระเทพรัตนฯ ครับ
ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

โรงพยาบาลสุรินทร์ ผู้จัดการประชุมวิชาการ World Cancer Day วันมะเร็งโลก 2024 และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการร่างมาตรฐาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านม

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมกุญชรศุภศรี โรงพยาบาลสุรินทร์ นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในเปิดการประชุมวิชาการ World Cancer Day วันมะเร็งโลก 2024 และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการร่างมาตรฐาน เพื่อการยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมแบบองค์รวมของประเทศไทย ระหว่างสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทยกับโรงพยาบาลสุรินทร์ มี รองศาสตราจารย์แพทย์หญิง เยาวนุช คงด่าน นายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทยและประธานชมรมศัลยแพทย์เต้านมแห่งประเทศไทย 

นายแพทย์ชวมัย สืบนุการณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ กล่าวรายงานและร่วมลงนาม MOU การประชุมวิชาการ World Cancer Day วันมะเร็งโลก 2024 และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการร่างมาตรฐาน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมแบบองค์รวมของประเทศไทย ระหว่าง สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กับ โรงพยาบาลสุรินทร์ สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย ชมรมศัลยแพทย์เต้านมแห่งประเทศไทย และ โรงพยาบาลสุรินทร์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านม เนื่องจากปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประชากรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมที่มีแนวโน้มพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่เพิ่มขึ้นในทุกปี 

ส่งผลให้การรักษาจำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญจากทีมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและได้มาตรฐานในผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้นจึงมีความมุ่งมั่นจะพัฒนาการรักษามะเร็ง เต้านมร่วมกัน การจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมแบบองค์รวมของประเทศไทย ให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับมาตรฐานสากลและทัดเทียมกันในทุกภูมิภาค เพิ่มอัตราการรอดชีวิต ลดอัตราการกลับเป็นซ้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้เข้าประชุมในวันนี้ ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล และทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้รับเกียรติจากท่านวิทยากรทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมรวมทั้งสิ้น จำนวน  250 คน ผู้สนับสนุนการจัดการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วย สมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย โรงพยาบาลสุรินทร์ บริษัทยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์

กสทช. กำชับมือถือทุกค่ายระงับสัญญาณซิมเถื่อน หลังครบกำหนดยืนยันตัว สำหรับผู้ถือครองมากกว่า 101 ซิมพร้อมผนึกกำลังตำรวจเอาผิดคนสวมชื่อเปิดซิมผี

วันนี้ (15 ก.พ. 67) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช.ด้านกฎหมาย และประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ เป็นประธานประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ท.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ดูแลงานด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (ผู้ให้บริการเอไอเอส), บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ผู้ให้บริการ ทรู และ ดีแทค) และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) เพื่อหารือถึงมาตรการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการที่ถือครองซิมการ์ด หลังพ้นกำหนดระยะเวลายืนยันตัวตน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่าง กสทช., ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขยายผลเอาผิดกับผู้ปลอมแปลงเอกสารในการจดทะเบียนซิม ป้องกันมิจฉาชีพนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์

พล.ต.อ.ณัฐธรฯ ได้กล่าวว่า จากแนวคิดในการจัดระเบียบซิมการ์ด โดยเฉพาะหมายเลขในระบบเติมเงิน ที่ไม่มีการลงทะเบียนผู้ใช้งานจริง หรือลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง มีการปลอมแปลงเอกสารในการจดทะเบียนซิม โดย กสทช. ได้ออกมาตรการยืนยันตัวตนและข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของผู้ใช้บริการที่ถือครองซิมการ์ด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.67 ที่ผ่านมา ตามมาตรการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นสองกลุ่ม คือ ผู้ถือครองซิมการ์ด ตั้งแต่ 6-100 หมายเลข ให้ยืนยันตัวตนภายใน 180 วัน และ ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลข ขึ้นไป ให้ยืนยันตัวตนภายใน 30 วัน  ซึ่งขณะนี้ในส่วนกลุ่มที่สอง (ผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลข ขึ้นไป) ได้ครบกำหนดแล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.พ.67 ที่ผ่านมา กสทช. จึงได้ประชุมเร่งรัดให้ผู้ประกอบการทุกค่าย ดำเนินการระงับบริการ ตามเงื่อนไข ทั้งในส่วนของการโทรออก, การส่งข้อความ SMS 

และการใช้งานอินเตอร์เน็ต จะอนุญาตเพียงการโทรเบอร์ฉุกเฉินเท่านั้น จากสถิติของผู้ประกอบการที่รายงานมายัง กสทช. มีสถิติผู้ที่ถือครองซิมการ์ด 101 หมายเลขขึ้นไปมายืนยันตัวตน ดังนี้ เครือข่ายเอไอเอส ร้อยละ 58.56 ทรูดีแทค ร้อยละ 35 และ เอ็นที ร้อยละ 23.14 โดยจากการตรวจสอบพบว่า หมายเลขบางส่วนที่ยังไม่ได้มายืนยันตัวตน จะเป็นซิมที่ติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้รับข้อความ SMS แจ้งเตือน และบางส่วนเชื่อได้ว่าเป็นซิมเถื่อนที่อยู่ในมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรออนไลน์อื่น ซึ่งไม่กล้ามาแสดงตัวเพื่อยืนยันตน และกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายของมาตรการดังกล่าว ในที่ประชุมได้กำชับให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย  เริ่มระงับการใช้ (การโทรออกและการใช้เน็ต) ตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ.67 เป็นต้นไป ก่อนเพิกถอนการใช้ออกจากระบบต่อไป พล.ต.อ.ณัฐธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาได้พบว่ามีบุคคลบางกลุ่ม มีพฤติการณ์ปลอมแปลงเอกสาร หรือปลอมบัตรประชาชนในการจดทะเบียนซิมการ์ดโดยมิชอบ, ใช้บัตรประชาชนของผู้อื่น หรือลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ในส่วนนี้ กสทช. ได้ประสานการทำงานกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่ายอย่างใกล้ชิด และได้ส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป ซึ่งการกระทำในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นความผิดฐาน ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม, ปลอมบัตรและใช้หรือแสดงบัตรปลอม และอาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ขบวนการเหล่านี้ถือเป็นต้นตอของปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน ต้องถูกดำเนินคดีและกำจัดให้หมดไป

กาฬสินธุ์รวมพลังถวายกำลังใจแด่กรมสมเด็จพระเทพประกาศปกป้องสถาบัน

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นำข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ และพสกนิกรชาวกาฬสินธุ์ทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันสวมเสื้อสีม่วงร่วมแสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมประกาศขอปกป้อง และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หน้าศาลากลาง จ.กาฬสินธุ์ (หลังเก่า) นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนางวันทนา อินทปัตย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จ.กาฬสินธุ์ นางสิริวิมล พงษ์อักษร นายกเหล่ากาชาด จ.กาฬสินธุ์ นายธวัชชัย รอดงาม, นายธนภัทร ณ ระนอง, นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ พ.อ.นิสิต สมานมิตร รองผอ.รมน.กาฬสินธุ์ นางอุบลรักษ์ ศิริกุลแสบงบาล อัยการ จ.กาฬสินธุ์ นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ ปลัด จ.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.ชัยพร พงษ์ศักดิ์ รองผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ข้าราชการทุกหน่วยงาน ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา และพสกนิกรชาว จ.กาฬสินธุ์ทุกหมู่เหล่ากว่า 1,000 คน ซึ่งพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดโทนสีม่วง สีประจำพระองค์ร่วมแสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมประกาศขอปกป้องและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย 

โดยนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ ได้วางพุ่มดอกไม้ และถวายธูปเทียนแพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำกล่าวน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณ เพื่อบำบัดทุกบำรุงสุข แก่อาณาประชาราษฎร์ ล้วนเป็นที่ประจักษ์อยู่ในดวงใจของพสกนิชาวไทยตลอดมา พร้อมร่วมกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังอย่างกึกก้อง 

จากนั้นนำทุกภาคส่วนลงนามถวายกำลังใจ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างเหน็ดเหนื่อยมาโดยตลอด อีกทั้งยังรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด พสกนิกรชาว จ.กาฬสินธุ์ทุกหมู่เหล่าจึงได้ร่วมกันแสดงพลังประกาศขอปกป้อง และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งในครั้งนี้ 

'ลุงกำนัน' โพสต์ "หัวใจเดียวกับพี่น้อง" ถวายความจงรักภักดีต่อ 'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

(15 ก.พ.67) จากกรณีประชาชนร่วมใจกันสวมเสื้อสีม่วงและติดริบบิ้นสีม่วงเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตนักการเมือง อดีตเลขาธิการ กปปส. ได้โพสต์รูปภาพตนเองในเสื้อสีม่วงพร้อมข้อความระบุว่า "หัวใจเดียวกับพี่น้อง"

ลำปาง-ตร.ลำปางแถลงผลจับกุมยาบ้า 5 แสนเม็ด ผตห. 3 คน จากจ.เชียงรายส่งปลายทางจ.ตาก

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 ก.พ. 2567 ที่ กก.ภ.จว.ลำปาง แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ผู้ต้องหา 3 คน รถยนต์ 2  คัน ของกลางยาบ้าประมาณ 500,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.แม่พริก จ.ลำปาง โดยมี พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา  นวตระกูลพิสุทธิ์  ผบก.ภ.จว.ลำปาง เป็นประธานแถลง พร้อมด้วย พล.ต.อ.ชูวิทย์ กองแก้ว รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง พ.ต.อ.อนุพันธุ์ กันถารัตน์ ผกก.สภ.แม่พริก พ.อ. วิชาญ ศรีภัทรางกูร รอง ผอ.กรมน.จว.ลำปาง(ท),พ.อ.บรรจง คะวงศ์ดอน รองเสนาธิการ มทบ.32 นายกองตรีปิยะวุฒิ พิทักษ์บริบาล นอภ.แม่พริก หน่วยงาน ป.ป.ส.ภาค 5 และ ตร.ศูนย์พิสูตรหลักฐาน 5 ลำปาง ร่วมแถลง

ตามนโยบายรัฐบาลโดยนายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติด ในทุกมิติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.รับบัญชานำข้อสั่งการไปสู่การปฏิบัติ ตร.ภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ป.ป.ส.ภาค 5 และ ตร. สภ.แม่พริก จ.ลำปาง บูรณาการกำลังร่วมกัน

ทั้งนี้เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 13 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ตำรวจด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก จ.ลำปาง จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย คือ นายศตวรรษ นายอัครรงค์ และ นายวิทยา ชาว จ.ลำพูน ต่อเนื่องบนถนนพหลโยธินสายลำปาง-ตาก(ขาล่อง)บ้านนาตาโพ ต.วังจันทร์ อ.สามเงา จ.ตาก พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ รวมประมาณ 500,000 เม็ด โดยก่อนการจับกุม ตำรวจประจำด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีกลุ่มผู้รับจ้างขนยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ในช่วงเวลาประมาณใกล้รุ่งวันดังกล่าว โดยจะมีรถยนต์กระบะนำเส้นทาง ตำรวจชุดจับกุมจึงได้วางแผนจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตาม ชุดตั้งจุดสกัดบนถนนสายรอง อ.แม่พริก - อ.เถิน จ.ลำปาง และชุดปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านตรวจฯโดยเพิ่มความเข้มข้นและคัดกรองรถตามเป้าหมายตามที่ได้รับแจ้ง กระทั่งเวลาประมาณ 06.00 น.วันที่ 13 ก.พ.2567  ตำรวจชุดติดตามแจ้งว่ามีรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ สีเทา หมายเลขทะเบียน บม 5362  ลำพูน ขับนำทางมาตามเส้นทางบนถนนพหลโยธินสายลำปาง-ตาก  มุ่งหน้ามายังด่านตรวจฯ จึงได้วางแผนปล่อยให้ผ่านด่านตรวจฯไปก่อน โดยมีตำรวจชุดหนึ่งติดตามไป ต่อมาได้มีรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ สีดำ หมายเลขทะเบียน 3ขข-4173 กรุงเทพฯคันเป้าหมายแล่นมาถึงด่านตรวจฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดตรวจ พบผู้ขับขี่มีพิรุธ จึงได้แจ้งให้คนขับลดกระจกด้านหลังลงเพื่อตรวจสอบภายในรถพบมีกระสอบฟางลักษณะคล้ายกับกระสอบบรรจุยาเสพติด จึงขอตรวจแต่ผู้ขับขี่ได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวหลบหนีออกจากด่านตรวจฯอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกชุดจึงได้ขับรถยนต์ไล่ติดตามจนสามารถสกัดรถยนต์และจับกุมคนขับไว้ได้ดังกล่าว

ต่อมาได้ควบคุมผู้ขับขี่รถยนต์กระบะทราบชื่อนายศตวรรษ มาสอบสวนพร้อมนำรถยนต์กระบะเข้าเครื่องเอ๊กซเรย์ ที่ด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก พบวัตถุที่อยู่ในกระสอบฟางปุ๋ยลายฟ้า-ขาว  ผลการตรวจสอบพบว่าเป็นยาบ้าห่อมัดด้วยกระดาษรัดด้วยเทปกาวสีครีม ภายในพบยาบ้าบรรจุในถุงพลาสติกสีชมพู ประทับ A และถุงน้ำเงินเข้มถุงละ 100 เม็ด เป็นยาบ้าชนิดสีชมพูและสีเขียว ประทับตรา Y1 จำนวนดังกล่าว ส่วนรถยนต์นำทางชุดติดตามสามารถสกัดรถได้ที่บริเวณถนนบนทางเข้าที่ทำการดับไฟป่าบ้านปากกอง ต.นาโป่ง อ.เถิน จ.ลำปาง พร้อมผู้ขับขี่และผู้โดยสารรวม 2 คน คือนายอัครรงค์ เป็นผู้ขับขี่ และนายวิทยา นั่งโดยสารมาด้วย จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนพร้อมของกลางยาบ้า รถยนต์กระบะ นำตัวส่ง ร.ต.อ.วัชรกิตติ์ ขุนคลังมีวน สว.(สอบสวน) สภ.แม่พริก สอบสวนดำเนินคดีและเร่งสืบสวนขยายผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา กล่าวว่า จากการสืบสวนขยายผลผู้ต้องหารับว่า รับยาบ้ามาจากเขต ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย โดยขับขี่รถยนต์เส้นทางผ่าน อ.แม่สรวย จ.เชียงราย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ผ่าน อ.บ้านธิ ป่าซาง บ้านโฮ่งและ อ.ลี้ จ.ลำพูน เข้าสู่ถนนพหลโยธินสายลำปาง-ตาก บริเวณสี่แยกอำเภอเถิน ผ่านด่านตรวจยาเสพติด สภ.แม่พริก ส่งปลายทางที่ อ.บ้านตาก จ.ตาก จนกระทั่งถูกจับกุม ได้รับค่าจ้าง 2 ครั้ง จำนวน 10,000 บาทและ 100,000 บาท โดยโอนเข้าบัญชีของนายอัครรงค์ ส่วนผู้ว่าจ้างสั่งการณ์กำลังอยู่ระหว่างขยายผลเพื่อออกหมายจับ เครือข่ายนี้เป็นเครือข่ายของกลุ่มลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่แนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ตร.ลำปาง จะได้เร่งรัดสืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิดทุกระดับและยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำลายเครือข่ายตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและ ผบ.ตร.ต่อไป 

ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ แรงงาน จ.สมุทรสงคราม และกลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่ เติมกำลังใจ มอบรถเข็นวีลแชร์และอุปกรณ์ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย แรงงาน จ.สมุทรสงคราม และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ 
และอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.สมุทรสงคราม และทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ และไม้เท้าพยุงสามขาช่วยเดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุและผู้พิการ ณ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม จำนวน 3 ราย ได้แก่ แม่ชีทองคำ ชมแช่ม (อายุ 70 ปี) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 1 นางอารมณ์ ธุระพันธ์ (อายุ 82 ปี) บ้านเลขที่ 6 และนายมานิตย์ เสมอศาสตร์ (อายุ 86 ปี) บ้านเลขที่ 11 ซึ่งทั้งสามราย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน 

และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน มอบกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป ทำให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกันจัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นลำดับแรก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top