Friday, 21 June 2024
NEWS

‘เจ้าของร้านฟู่โหย่ว’ ชี้แจงหลังเกิดดรามา ‘เก็บค่านั่งรอไรเดอร์’ ยัน!! ไม่เคยสั่งให้ติด พร้อมแก้ไข ‘เปลี่ยนผู้จัดการ-จัดระบบใหม่’

(20 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี โซเชียลฯ วิจารณ์กรณีที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ขายข้าวมันไก่สิงคโปร์ ถนนผดุงพานิช ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ติดป้ายบริเวณประตูระบุว่า ‘ไรเดอร์รอในร้าน ค่าบริการ 10 บาทค่ะ’ ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์จากกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหาร และลูกค้าในร้านมองว่าทางร้านใจแคบหรือไม่ที่ให้ไรเดอร์ไปรอด้านนอกซึ่งอากาศร้อนจัด และไรเดอร์รายหนึ่งได้ระบายว่า ‘ทำเกินไปหรือเปล่าครับ ผมจะไม่รับ (ออเดอร์) ร้านนี้อีก ทำเกินไปไม่เห็นใจไรเดอร์เลย ที่นี่ร้อยเอ็ด’

ต่อมาทางร้านได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจงในประเด็นดรามาที่เกิดขึ้นซึ่งทางร้านเผยว่า ไม่ได้เจตนา แต่เพื่อปรามไม่ให้เข้ามานั่งในร้าน อ้างรักษาความปลอดภัยลูกค้า และมีพื้นที่คับแคบ ย้ำยังไม่เคยเก็บเงินใด ๆ

ล่าสุดวันนี้ เพจ ‘ข้าวมันไก่สิงคโปร์ฟู่โหย่ว’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งรอบนี้เป็นทางเจ้าของร้านได้ออกมาชี้แจงผ่านเพจ โดยได้ระบุข้อความว่า…

“ดิฉัน น.ส.พัชราภรณ์ เป็นเจ้าของร้านฟู่โหย่ว”

“ขออนุญาตชี้แจง กรณีที่ทางร้านเรียกรับเงินกับไรเดอร์ ที่เข้ามานั่งรอรับอาหาร และต่อมามีการลงในโซเชียล และมีผู้เข้าแสดงความคิดเห็นนั้น ดิฉันขอชี้แจงรายละเอียดดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567”

“ดิฉันได้มาเปิดร้านที่ร้อยเอ็ด หลังเปิดร้านค้า ดิฉันได้ว่าจ้างพนักงานเข้ามาดูแลกิจการแทน เนื่องจากดิฉันมีเรียนและมีกิจการอย่างอื่นที่ต้องดูแล นานๆดิฉันจึงจะเดินทางมาดูแลธุรกิจเป็นบางครั้งคราว”

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดิฉันต้องกราบขอโทษลูกค้าและไรเดอร์อย่างมากที่ทำให้เกิดเรื่องราวไม่ดีเกิดขึ้น ดิฉันไม่ได้ทราบการติดป้ายนี้แต่อย่างใด และไม่เคยสั่งให้ติด เมื่อได้ทราบข่าว ดิฉันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะรีบจัดการแก้ไข และเปลี่ยนผู้จัดการร้านใหม่และระบบในร้านใหม่ทั้งหมด”

“ตั้งแต่บัดนี้ ขอโทษพี่ไรเดอร์และทุกท่านที่ทำให้เดือดร้อนและที่ทำให้ทุกท่านรู้สึกไม่ดีทุกคนคะ ทางเราจะรีบจัดการแก้ปัญหาเรื่องนี้และดูแลไรเดอร์เหมือนลูกค้าเรา”

“ขอบพระคุณค่ะ พัชราภรณ์ (เจ้าของร้านฟู่โหย่ว)”

‘ศูนย์การสุนัขทหารฯ’ เปิดประมูล ‘น้องหมา’ ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 66 ตัว 3 สายพันธุ์ เตรียมปักหมุดรอ 6 กรกฎาคมนี้

(20 มิ.ย.67) ศูนย์การสุนัขทหาร กองทัพบก เตรียมเปิดประมูลสุนัขทหารไม่ผ่านเกณฑ์ 66 ตัว จำนวน 3 สายพันธุ์ ลาบราดอร์, เยอรมันเชฟเพิร์ด และ มาลีนอยส์ เพื่อหาคนที่รักสัตว์รับไปดูแลต่อในวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567 เวลา 08:00 น.ณ ศูนย์การสุนัขทหาร กรมการสัตว์ทหารบก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

โดยรอบนี้ มีน้อง ๆ สุนัขสวย ๆ เยอะ แบบสวย ดุดัน ไม่เกรงใจใคร อาทิ…

CINDY เพศ เมีย พันธุ์ MN. ทะเบียน D - 2464
วันเกิด 31 ม.ค.64 อายุ 3 ปี 4 เดือน เริ่มต้น 3,000 บาท

EVIAN เพศ เมีย พันธุ์ GS. ทะเบียน D - 1962
วันเกิด 1 ส.ค.62 อายุ 4 ปี 10 เดือน เริ่มต้น 2,500 บาท

>> สำหรับเอกสารที่ใช้ในการประมูล
กรณีบุคคลธรรมดา
- สำเนาบัตรประชาชน
- ภาพถ่ายสถานที่ที่จะนำสุนัขไปเลี้ยงดู

กรณีนิติบุคคล
- สำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ หรือหนังสือรับรองจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท
- ภาพถ่ายสถานที่ที่จะนำสุนัขไปเลี้ยงดู

‘ธปท.’ เปิดตัวธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง ร.10’ ชนิดราคา 100 บาท 10 ล้านฉบับ เปิดให้แลก 23 ก.ค.นี้

(20 มิ.ย.67) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสแลกธนบัตรไว้เป็นที่ระลึก และมีส่วนร่วมในการแสดงความจงรักภักดี

โดย นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธปท. จัดทำธนบัตรที่ระลึกในชนิดราคา 100 บาท จำนวนทั้งสิ้น 10 ล้านฉบับ โดยธนบัตรได้รับการออกแบบเป็นแนวตั้ง เพื่อให้พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีความโดดเด่น งดงาม มีความพิเศษแตกต่างจากธนบัตรหมุนเวียนทั่วไป และได้จัดพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง บนวัสดุพอลิเมอร์ เพื่อให้มีความทนทาน รวมทั้งมีลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงอย่างครบถ้วน

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ธนบัตรที่ระลึกนี้สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยจ่ายแลกในราคาฉบับละ 100 บาท พร้อมกันนี้ ธปท. ได้จัดทำแผ่นพับสำหรับธนบัตรที่ระลึกดังกล่าว จำนวน 2 ล้านชุด เพื่อจำหน่ายในราคาชุดละ 10 บาท โดยรายได้จากการจำหน่ายแผ่นพับทั้งหมด จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ทั้งนี้ ประชาชนที่สนใจ สามารถติดต่อขอแลกธนบัตรที่ระลึกนี้ได้ที่ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และที่ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

'กระทรวงแรงงาน' จับมือ 'ซีพี แอ็กซ์ตร้า' ส่งเสริมการมีงานทำ ฝึกทักษะผู้สูงอายุ รองรับสังคมสูงวัย ในโครงการ '60 ยังแจ๋ว'

วันที่ 20 มิ.ย.67 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายนายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ ระหว่าง กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ร่วมผนึกกำลังสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป  เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ควบคู่การเพิ่มบทบาทและสร้างคุณค่าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้ผู้สูงวัย โดยโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 
1.การจ้างงานผู้สูงอายุ ปฏิบัติงานในสาขาของ แม็คโคร และ โลตัส 
2. “เถ้าแก่วัยเก๋า” โครงการฝึกอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานอิสระหรือมีธุรกิจของตนเอง และ 3. “ตลาดสุขใจวัยเก๋า” เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้กับพ่อค้าแม่ค้าสูงวัยในพื้นที่ของสาขาแม็คโคร-โลตัส โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตอกย้ำการสร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้กับคนไทย

นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ทำให้ต้องมีการขับเคลื่อนการส่งเสริมการมีงานทำแก่ผู้สูงอายุให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้มีงานทำในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ สร้างหลักประกันที่มั่นคงด้านรายได้ สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้แก่ผู้สูงอายุ ตลอดจนเป็นการเพิ่มบทบาทและคุณค่าของผู้สูงอายุด้วยการมีส่วนร่วมในเชิงเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในด้านสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ จึงจัดทำบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ ระหว่างกรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ทั้ง 3 ฝ่ายจะร่วมมือในการขับเคลื่อนมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยกรมการจัดหางาน ทำหน้าที่ส่งเสริมการมีงานทำในตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำหน้าที่สนับสนุนหลักสูตรการฝึกอบรม และการจัดฝึกอบรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ทักษะ สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ เช่น การทำเบเกอรี่ การประกอบอาหารว่างและเครื่องดื่ม การทำอาหารจานด่วนเพื่อจำหน่าย การประกอบอาหารไทยเชิงธุรกิจออนไลน์ เป็นต้น ระยะเวลาการฝึก 18-30 ชั่วโมง      

ในส่วนของ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)(แม็คโคร - โลตัส) จะจ้างงานผู้สูงอายุตามกรอบนโยบายที่สถานประกอบการกำหนด และเตรียมความพร้อมรองรับการจ้างงานผู้สูงอายุ พร้อมกับจัดส่งตำแหน่งงานว่างสำหรับผู้สูงอายุให้กรมการจัดหางาน และร่วมจัดหลักสูตรการฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน ที่จะสร้างกรอบความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีงานทำ เพราะผู้สูงอายุมีความเพียบพร้อมไปด้วย วัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์จากการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้ใช้แรงงานได้เป็นอย่างดี โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุภายในปี พ.ศ. 2567 จำนวน 800 คน เบื้องต้นบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมรับผู้สูงอายุทำงานในสถานประกอบการแม็คโคร และโลตัส ในงานที่ผู้สูงอายุสามารถทำได้ เป็นงานที่ไม่หนัก และไม่เป็นอันตราย อาทิ ตำแหน่งจัดเรียงสินค้า ตำแหน่งบริการลูกค้า ณ จุดบริการลูกค้า เป็นต้น มีรายได้ไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับผู้สูงอายุด้วย

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย (aging society) ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับกระทรวงแรงงาน ในโครงการ “60 ยังแจ๋ว” ร่วมส่งเสริมการสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงวัยในสังคม โดยการจ้างงานผู้สูงอายุทำงานในสาขาแม็คโคร-โลตัส รวมถึงส่งเสริมทักษะอาชีพ และเปิดพื้นที่ให้จำหน่ายสินค้า ทั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า พร้อมสนับสนุนความแตกต่าง ความหลากหลาย เปิดกว้างรับคนทำงานตามความสามารถและทักษะ ควบคู่การเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้กับทุกคน”  

นอกจาก การจ้างงานแล้ว ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยังได้มีกิจกรรมสนับสนุนผู้สูงอายุอย่างครบวงจร ทั้ง
“เถ้าแก่วัยเก๋า” ที่ขยายโอกาสให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศ ได้รับการฝึกอาชีพสร้างรายได้ให้กับตนเอง และโครงการ “ตลาดสุขใจวัยเก๋า” ที่เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า ขยายช่องทางจำหน่ายช่วยพ่อค้าแม่ค้าสูงวัยในแต่ละชุมชนได้เข้าถึงลูกค้าผ่านสาขาของ แม็คโคร – โลตัส โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นขององค์กรในสร้างคุณค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่สังคม (Social impact & economic contribution) ขยายโอกาสสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับผู้สูงวัย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีความสนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อได้ที่ แม็คโคร และ โลตัส หรือติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job center) อาคาร 3 ชั้น ด้านหน้ากระทรวงแรงงาน เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694  

‘ศาลอาญา’ พิพากษาจำคุก ‘เสี่ยวเป้า’ 3 ปี  ฐานร่วมม็อบ 3 นิ้ว ร้องเพลงหมิ่น-ใส่ร้ายสถาบันฯ

(20 มิ.ย.67) บัญชี X ของ ‘TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

ศาลอาญาพิพากษาคดี #ม112 ของ ‘เสี่ยวเป้า’ เหตุร้องเพลง ‘โชคดีที่มีคนไทย’ หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 65 เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดเหลือจำคุก 2 ปี

เห็นว่าจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน ไม่ได้มีพฤติการณ์เป็นแกนนำ ให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา ไว้ 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อศาลทุก 3 เดือน และบำเพ็ญประโยชน์ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้กรณีดังกล่าว วรินทร์ทิพย์ วัชรวงษ์ทวี หรือ ‘เสี่ยวเป้า’ อายุ 53 ปี ถูกแจ้งกระทำความผิดในข้อหา ‘หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเหตุร้องเพลง ‘โชคดีที่มีคนไทย’ บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2565 โดยมี ‘อานนท์ กลิ่นแก้ว’ แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ประชาชื่น

โดยพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา คือ วรินทร์ทิพย์ ได้ร้องเพลงชื่อว่า ‘โชคดีที่มีคนไทย’ บริเวณหน้าเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ และมีการไลฟ์สดผ่านช่องยูทูป ผู้กล่าวหาเห็นว่ามีเนื้อหาใส่ร้ายป้ายสี หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายทําให้พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 และรัชกาล 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ

‘Forbes’ ยก!! ‘ONE’ องค์กรศิลปะต่อสู้เติบโตเร็วที่สุด มีฐานแฟนคลับจากทั่วโลก ดันมูลค่าแตะ 37 พันล้านบาท

(20 มิ.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Salika’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

นิตยสาร Forbes สื่อธุรกิจชั้นนำของอเมริกา ประเมินเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ONE มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ​ หรือกว่า 37 พันล้านบาทในปัจจุบัน และยังเป็นหนึ่งในองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่เติบโตเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายชาตรี ศิษย์ยอดธง ประธานและซีอีโอ ONE เชื่อว่า ณ ปัจจุบัน ONE มีมูลค่ามากกว่าที่ Forbes ประมาณการไว้ โดยกระแสความนิยมของ ONE ในประเทศไทยเฟื่องฟูอย่างไม่เคยมีคอนเทนต์ใด ๆ ในอุตสาหกรรมสื่อของประเทศไทยทำได้มาก่อน

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Nielsen ระบุว่า ONE เป็นรายการที่มียอดผู้ชมมากที่สุดอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ นับตั้งแต่เปิดตัว ONE ลุมพินี ที่สนามมวยเวทีลุมพินี

จากข้อมูลของ Nielsen ONE ติดอันดับท็อป 10 สื่อกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกทั้งทางโทรทัศน์และออนไลน์

โดยในปี 2567 ONE ยังคงสร้างสถิติใหม่ในส่วนของการรับชมการถ่ายทอดสดทั้ง 60 อีเวนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลายประเทศ ด้วยฐานแฟนมวยทั่วโลกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม รายได้ของ ONE เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะสร้างสถิติใหม่ในช่วงปลายปี 2567 นี้ หลังจากใช้เวลากว่า 12 ปี ในการลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์ระดับโลก

'รมว.ปุ้ย' เข้ม!! มาตรฐาน 'เครื่องใช้ไฟฟ้าทำให้ของเหลวร้อน-ภาชนะสแตนเลส' เร่ง 'สมอ.' ทำความเข้าใจ 'ผู้ผลิต-นำเข้า' ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้

(20 มิ.ย.67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้มีมติเห็นชอบให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำให้ของเหลวร้อน เช่น หม้อหุงข้าว, หม้อต้มไฟฟ้า และกระติกน้ำร้อน เป็นต้น และภาชนะสแตนเลส 7 รายการ ได้แก่ หม้อ, กระทะ, ตะหลิว, ช้อน, ส้อม, ถาดหลุมใส่อาหาร และปิ่นโต เป็นสินค้าควบคุมนั้น ดิฉันได้เร่งรัดให้ สมอ.เร่งดำเนินการให้มาตรฐานมีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งขณะนี้มาตรฐานดังกล่าวอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียและผู้เกี่ยวข้องได้มีโอกาสชี้แจงแสดงความคิดเห็น 

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ สมอ. ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการทั้งผู้ทำและผู้นำเข้าที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 1,300 ราย เตรียมความพร้อมในการยื่นขออนุญาต ก่อนที่มาตรฐานจะมีผลบังคับใช้ปลายปี 2567 นี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ  

ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อห่วงใยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมอ. จึงได้จัดการสัมมนาขึ้น ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดในมาตรฐานและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับใบอนุญาตตามมาตรฐานดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว รวมถึงการตรวจติดตามภายหลังได้รับใบอนุญาตด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ทำและนำเข้าสินค้าดังกล่าวทั้ง 2 รายการ กว่า 1,300 ราย และหลังจากที่มาตรฐานดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องยื่นขอรับใบอนุญาตจาก สมอ. ก่อนทำและนำเข้า โดย สมอ. ได้เตรียมการเพื่อรองรับการยื่นขออนุญาตจากผู้ประกอบการ สามารถยื่นขอผ่านระบบ E-License ได้ที่เว็บไซต์ สมอ. www.tisi.go.th 

สำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ได้เตรียมห้องแล็บเพื่อการทดสอบ ได้แก่ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, บริษัท เอสจีเอส ประเทศไทย จำกัด, บริษัท โกลบอล คอมไพลแอ็นซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท แจแปน อิเลคทริคอล เทสติ้ง ลาบอราตอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท โกลบอล คอมไพลแอ็นซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ผู้ประกอบการจึงเชื่อมั่นได้ว่า การยื่นขออนุญาตจะสามารถดำเนินการได้โดยสะดวก และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับมูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ชวนเที่ยวงาน “นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต Medical Sciences Innovations: From Lab to Life”

เริ่มแล้วงานประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 32 ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2567 โดยมีแนวคิดหลักคือ “นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต Medical Sciences Innovations: From Lab to Life” ในระหว่างวันที่ 5 - 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี 

เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เครือข่ายสุขภาพด้านต่างประเทศและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างสรรค์งานวิชาการให้มีความก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศไทย    

สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วยการสัมมนาทางวิชาการ การเสวนาโดยวิทยากรจากชาวไทยและต่างประเทศ อาทิ เรื่องการเตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดการควบคุมการติดเชื้อ โดย ดร.โยชิฮารุ มัตสึอุระ ศูนย์การศึกษาและการวิจัยโรคติดเชื้อ (CiDER) สถาบันวิจัยโรคจุลินทรีย์ (RIMD) มหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

“ความหลากหลายของเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในเอเชีย” โดย ดร.ยูกิฮิโระ อาเคดะ ผู้อำนวยการภาควิชาแบคทีเรียวิทยา สถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น

“การใช้ CAR-T Cell ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด” โดย ศ.นพ.เจียนเซียง หวาง รองผู้อำนวยการสถาบันโลหิตวิทยา สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์จีน, ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรงพยาบาลโรคเลือด,ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางคลินิกแห่งชาติโลหิตวิทยา ประเทศจีน

“การควบคุมกำกับการใช้ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงโมโนโคลนอลแอนติบอดีในการรักษาโรคไข้เลือดออก” โดย ดร.เพ็ดดี เรดดี้ และ ดร.อนิรุธา โปเตย์ จากสถาบันเซรุ่มอินเดีย

นอกจากนี้ยังมีคณาจารย์จากโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัย เช่น โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช,โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลรามาธิบดี, ศิริราชพยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่จะมาบรรยายแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ด้านการรักษา การศึกษาวิจัย 

รวมทั้งยังมีภาคเอกชนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ เช่น เรื่อง เถ้าแก้น้อย "วัยรุ่นพันธุ์แลปสู่นวัตกรรมพันล้าน" โดย ดร.วิสุทธิ์ วีระกุลพิริยะ จาก บริษัท เถ้าแก่น้อยฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และยังมีหน่วยงานอื่นๆที่น่าสนใจอีกหลายหน่วยงาน
การนำเสนอและประกวดผลงานทางวิชาการ

ในงานมีการเปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักวิชาการได้มีเวทีนำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความรู้ ทั้งในรูปแบบบรรยายและโปสเตอร์โดยเฉพาะในปีนี้นอกจากงานวิชาการในเชิงลึกแล้ว มีการเปิดเวทีให้งานประเภท Routine to Research ที่มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาในงานประจำ มาร่วมนำเสนอผลงานด้วย

การจัดงานครั้งนี้มีผลงานที่ส่งเข้าร่วม 426 เรื่องแบ่งเป็นการนำเสนอผลงานวิชาการ การนำเสนอด้วยวาจา 47 เรื่อง โปสเตอร์ 211 เรื่อง R2R 168 เรื่อง และการนำเสนอผลงานทางวิชาการของผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีเด่น และผู้ได้รับรางวัล DMSc award ตลอดจน อสม.วิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนระดับชาติ
การแสดงเทคโนโลยีทางการแพทย์

มีการจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อให้ที่ผู้สนใจเข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ในปัจจุบัน อาทิ
- บูทนิทรรศการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แสดงผลงานดังนี้
* ด้านชันสูตรโรค แสดงการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านโรคติดเชื้อโรคไม่ติดเชื้อและโรคทางพันธุกรรมในทุกช่วงวัยของคนไทย (เกิดจนตาย) ตลอดจนการวิจัยพัฒนาและการให้บริการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง: Advanced therapeutic medicinal products

* ด้านคุ้มครองผู้บริโภค จัดแสดงการคุ้มครองผู้บริโภคใส่ใจทุกช่วงวัยของชีวิต
* ด้านสมุนไพร แสดงกระบวนการวิจัยพัฒนาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
* ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชน แสดงงานวิทยาศาสาตร์การแพทย์ชุมชนจากแล็บสู่คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในชุมชน โดยการดำเนินการของ อสม.นักวิทย์และศูนย์แจ้งเตือนภัย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ OTOP/SME ด้านอาหารและเครื่องสำอางจากสมุนไพร

- นอกจากนี้ยังมีบูทจากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการภาคเอกชนอื่นๆอีกกว่า 100 บูท อาทิองค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หน่วยชีวสนเทศทางการแพทย์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับบริษัท Engine Life คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี สมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ เอส เอ็มอี ฯลฯ ที่จะมาจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ผู้ร่วมงาน

ขอเชิญชวนผู้สนใจ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนเข้าร่วมงานและเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในงานดังกล่าว ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน พ.ศ.2567 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี สามารถเข้าร่วมงานฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสำหรับเภสัชและนักเทคนิคการแพทย์สามารถเก็บสะสมคะแนนการศึกษาต่อเนื่องได้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่….

โทรศัพท์ :  0 29510000 เว็บไซต์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ : www.dmsc.moph.go.th
FB : กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

รรท.รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนงานพิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง วาง 10 มาตรการ 3 มิติงาน มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่ระดับ Tier 1

วันนี้ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.(มค) เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาล ที่ตระหนักและให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการกระทำผิดเกี่ยวกับเด็ก สตรี ครอบครัว การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง พร้อมกับการนำประเทศไทยไปสู่ระดับกลุ่มที่ 1 (Tier 1) ซึ่งได้มีการกำหนดไว้ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งหวังให้ ตร. มีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาล มาสู่การปฏิบัติ โดยจัดตั้งศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) และมอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.(มค) เป็น ผอ.ศพดส.ตร. เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้มอบนโยบายพร้อมขับเคลื่อนและติดตามผลการปฏิบัติกับหน่วย บช.น., ภ.1-9, บช.ก., บช.สอท., สตม., สยศ.ตร., สทส., จต. และ วน. เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ใน 3 มิติงาน 10 มาตรการ ดังนี้

มิติด้านการดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมาย ต้องเร่งรัดให้มีผลการจับกุมคดีการกระทำความผิด
เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ อย่างน้อย บช. ละ 3 คดีต่อเดือน และให้ชุดจับกุมสืบสวนขยายผลไปสู่ความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง โดยต้องมีความละเอียดรอบคอบในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีจับกุมคนต่างด้าวเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานภาคประมง ทั้งในอุตสาหกรรมบนบกและทางทะเล ให้พิจารณานำกลไกการส่งต่อ NRM (National Referral Mechanism) มาใช้ในกระบวนการคัดแยกเหยื่อ เพื่อขยายผลคดีการหลอกลวงและการบังคับใช้แรงงาน สำหรับประมงผิดกฎหมาย เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในรูปแบบแรงงานประมงและแรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าประมง นอกจากการตรวจกลางทะเล ให้ บก.รน. ขยายผลการสืบสวนในกลุ่มผู้ใช้แรงงานด้านประมงนี้ด้วย โดยประสานข้อมูลกับ 22 จว. ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล และนำกลไกการส่งต่อระดับชาติ มาใช้กับการจับกุมเรือประมงไม่ปรากฏสัญชาติด้วย ในคดีค้ามนุษย์ทุกคดี ให้พนักงานสอบสวนประสานกับอัยการแผนกคดีค้ามนุษย์โดยใกล้ชิด ก่อนมีความเห็นทางคดี และส่งสำนวนคดี เพื่อการสั่งคดีที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ นอกจากนี้ทุก สน./สภ.ต้องรายงานผลตามแบบ ปคม.01 และบันทึกข้อมูลลงระบบ E-AHT ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เป็นปัจจุบัน

มิติด้านการคุ้มครองดูแลผู้เสียหาย ภายใต้หลักการสากลและเท่าเทียม ให้ผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจ และคุ้มครองช่วยเหลือผู้เสียหายภายใต้กลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) ให้มีความพร้อม มีการคัดแยกผู้เสียหายค้ามนุษย์ทุกราย 
ก่อนส่งตัวให้ สตม. ผลักดันส่งกลับประเทศ เน้นการบูรณาการแสวงหาความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม NGOs รวมถึงการนำเทคโนโลยี ลดปัญหาการทำงานที่ล่าช้า และให้ทุกหน่วยให้ถือปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติ ตร. กรณีคนต่างด้าว เป็นผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาในคดีอาญา หรือถึงแก่ความตายโดยผิดธรรมชาติอย่างเคร่งครัด
   
มิติด้านการป้องกัน เน้นการสร้างภาคีเครือข่าย เฝ้าระวังปัญหาการค้ามนุษย์แบบมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน มีการทำงานเชิงรุก และให้ความสำคัญในคดีการบังคับใช้แรงงาน บริการภาคประมง และการนำคนมาขอทานให้มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการดำเนินโครงการ D.A.R.E 2 C.A.R.E อย่างต่อเนื่อง และให้ บก.รน. และ ภ.จว. ที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล 22 จว. ให้ประสานการปฏิบัติร่วมกับศูนย์รับแจ้งเรือเข้าออก PIPO (Port In Port Out) อย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่ทางออนไลน์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
 
พล.ต.ท.ประจวบฯ รรท.รอง ผบ.ตร. กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งหวังว่าการระดมสรรพกำลัง ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทุกภาคส่วน ในการเร่งรัดปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเด็ก สตรี ครอบครัว การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมงจะประสบผลสำเร็จ ตอบสนองนโยบายรัฐบาล เสริมสร้างความเสมอภาค เท่าเทียม และรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้กรอบของกฎหมาย ประชาชนและสังคมมีความสงบเรียบร้อยสืบไป

โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ประจำปี 2567 ลงพื้นที่นำทีมแพทย์พยาบาล ตรวจสุขภาพทั่วไป พร้อมแจกสิ่งของเครื่องใช้ อาหารเครื่องดื่ม ให้เด็กนักเรียน และประชาชน จ. ประจวบคีรีขันธ์

วันพุธที่ 19 มิถุนายน 2567 ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านคลองน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พลอากาศโท เพชร เกษมสุวรรณ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ/ประธานสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8)/นายกสำรอง,พล.ต.ท.บุญยรัสน์ พุกกะเวส กรรมการกีฬา สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย, พล.ต.ต.เอกลักษณ์ ดีรุ่งโรจน์ นายแพทย์ (สบ 6) โรงพยาบาลตำรวจ,  พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน ผู้บังคับการกองอำนวยการ โรงพยาบาลตำรวจ, พ.ต.อ. หญิง ศิริกุลศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ประจำปี 2567

ครั้งนี้ลงพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทางสมาคมและหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมกิจกรรมนำชุดแพทย์เคลื่อนที่ 4 เหล่า ให้บริการ

ตรวจโรคทั่วไป ตรวจฟัน ตรวจตา คัดกรองโรคหัวใจ ตรวจศัลยกรรม ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 200 โดส ให้เด็กนักเรียนและประชาชน พร้อมมอบสิ่งของ อุปกรณ์จำเป็น, อุปกรณ์กีฬา, ตู้ยาสามัญประจำบ้านพร้อมยา จำนวน 2 ตู้, ชั้นใส่หนังสือ ให้กับโรงเรียนนำไปใช้ประโยชน์ 

โดย มูลนิธิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สนับสนุนกระเป๋าสะพาย (ประถม) 101 ใบ, พล.ต.ต.หญิง กรทอง การพานิช ผู้บังคับการโรงพยาบาลตำรวจ สนับสนุนไก่ทอด KFC 100 กล่อง,บริษัทวิริยะ ประกันภัยสนับสนุนเครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียนการสอน บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริจาค ถั่วมารูโจ้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือ เป็นขวัญกำลังใจให้กับเด็กนักเรียน และประชาชนในพื้นที่

พลอากาศโท เพชร เกษมสุวรรณ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ/ประธานสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวขอบคุณนายกสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ท่านเดิม ที่ริเริ่มโครงการดีๆให้สานต่อ  และขอขอบคุณบุคลากรสมาคมแพทย์ทั้ง 4 เหล่า ที่มาร่วมสร้างบุญกุศล ช่วยเหลือสังคมในครี้งนี้ โดยมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น สำหรับเด็กนักเรียน และประชาชนผู้ยากไร้ รวมไปถึงทีมแพทย์พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ทั้ง4เหล่าทัพที่จัดกิจกรรมให้บริการตรวจโรคกับประชาชน สร้าง ความสุขและรอยยิ้มให้กับทุกคน

สำหรับโรงเรียนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 มีทั้งสิ้น 11 โรงเรียน ซึ่งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองน้อย มีครู  และบุคลากร 11 คน นักเรียน 149 คน ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนขาดแคลนอุปกรณ์ในการพัฒนาการเรียนการสอน จำเป็นต้องได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่ใจดี และผู้มีจิตศรัทธา ที่เล็งเห็นความสำคัญมาจัดกิจกรรมให้ โรงเรียนซาบซึ้งใจ และขอบพระคุณสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และทุกหน่วยงานที่ให้ความอนุเคราะห์จัดกิจกรรมดีๆในครั้งนี้

การออกหน่วยแพทย์สี่เหล่าครั้งนี้มียอดผู้ลงทะเบียน 336 คน 

- ฉีดวัคซีน
ประชาชนทั่วไป 189 คน 
ครูตชด 11 คน รวม 200 คน 

-คัดกรองผู้ป่วยเหนื่อยอ่อนเพลียง่ายทำ EKG 30 คน echo 20 คน
ผลตรวจปกติให้คำแนะนำตามอาการ 

-ตรวจโรคศัลยกรรมปรึกษาปวดท้องจุกเสียดกรดไหลย้อน 22 คน ให้คำปรึกษาไทรอยด์ 1 คน

- ตรวจอัลตราซาวด์ 11 คน
โรคที่พบไขมันพอกตับ 
มดลูกโต 
เนื้องอกมดลูก 
ไตเสื่อม 

-ตรวจตายอด 210 คน

-ตรวจโรคทั่วไป 72 คน

-ถอนฟัน 47
เคลือบฟูโอไรด์ 42 

-ใบสั่งยา 85 ใบ

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สื่อสารองค์กร และโฆษกโรงพยาบาลตำรวจ ขออนุญาตเผยแพร่ภาพและข่าวประชาสัมพันธ์ที่มีภาพบุคคลในกิจกรรมดังกล่าว

"ศูนย์กลางข่าวสาร ประสานฉับไว ใส่ใจบริการ เพื่อตำรวจและประชาชน“

#กิจกรรมเพื่อสังคม สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
#สมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
#PGH
#โรงพยาบาลตำรวจ
#ศูนย์ประชาสัมพันธ์สื่อสารองค์กรและโฆษกโรงพยาบาลตำรวจ

‘ครูโหน่ง K9’ ยื่นมือช่วย ‘น้องหมา 8 ตัว’ บนเรือน้ำมันเถื่อนสงขลา ยัน!! แข็งแรงทุกตัว แต่ต้องฝึกใหม่หมด เพราะทั้งชีวิตอยู่แต่ในเรือ

(20 มิ.ย.67) จบปัญหา ‘สุนัข 8 ชีวิต’ บนเรือขนน้ำมันเถื่อน ขึ้นจากเรืออยู่ที่ใหม่ ทุกตัวแข็งแรง มีเพียงเห็บหมัดเท่านั้น คืบหน้ากรณีน้ำมันเถื่อน 3 ลำ เทียบชาติถ้าเทียบเรือตำรวจน้ำสงขลาและอยู่บนเรือ

เมื่อเวลา 17.00 น. เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.67) เจ้าหน้าที่จากศูนย์ฝึกสุนัขครูโหน่ง K9 จำนวน 5 คน ลงไปจับสุนัขที่อยู่บนเรือจำนวน 8 ตัว โดยใช้วิธีการเอาเชือกคล้องแล้วดึงเข้าบล็อก เพื่อให้สุนัขปลอดภัยที่สุด ก่อนที่จะนำไปดูแลที่ศูนย์ฝึกสุนัขครูโหน่ง K9 

ทุกตัวให้ความร่วมมือ มีเพียงตัวเดียวที่กระโดดหนีลงจากเรือ เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันไล่จับและสามารถจับได้ ตรวจสุขภาพเบื้องต้นทุกตัวปลอดภัยแข็งแรง มีเพียงเห็บหมัดและสังกะตังเท่านั้น ทุกตัวยังแข็งแรง อารมณ์ดี แต่เล็บเท้ายาวเจ้าหน้าที่จะทำการดูแลทั้งหมด

โดย ครูโหน่งเปิดเผยว่า ตัวเองได้รับการติดต่อ จาก The hope สงขลา และ The hope Thailand ให้มาช่วยเหลือสุนัขที่อยู่บนเรือ ซึ่งเป็นของผู้ต้องหาคดีเรือขนน้ำมันเถื่อน จำนวน 8 ตัว ซึ่งหลังจากนี้จะนำน้องทั้ง 8 ตัวไปที่ศูนย์ฝึก เพื่อทำการดูแล ทั้งการอาบน้ำ การฝึก เพื่อให้น้องหมา อารมณ์ และนิสัยดีขึ้น ให้เขามีความสุขมากขึ้น

“เมื่อกลับไปถึงศูนย์ฝึกจะให้ยากำจัดเห็บหมัด และให้คุณหมอเข้าไปตรวจเลือด โดยสุนัขทั้งหมดเป็นพันธุ์ไทยผสม น้อง ๆ สุนัขทุกตัวน่าเป็นห่วง เนื่องจากอยู่บนเรือมาตลอดช่วงชีวิตของเขาเลย และเพิ่งกลับมาอยู่บนบก จะต้องมีการปรับตัวสำหรับน้องหมา ครูโหน่งและทีมงานจะ ดูแลให้เป็นอย่างดี เพื่อให้มีความสุขทุกตัว”

‘ห้างฯโรบินสัน ศรีนครินทร์’ ประกาศ ‘เตรียมปิดห้างถาวร’ หลังเปิดมานาน ‘30 ปี’ ให้บริการวันสุดท้าย ‘20 ส.ค.’ นี้

(20 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ศรีนครินทร์ ของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ ได้เตรียมปิดให้บริการถาวร โดยเปิดให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 20 ส.ค. 2567 หลังเปิดให้บริการพร้อมกับศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ มานานถึง 30 ปี

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดโปรโมชัน BIG THANK YOU SALE ลดครั้งใหญ่แทนคำขอบคุณ โดยนำสินค้าลดราคาแบบไม่ขนกลับ สูงสุด 80-90% พร้อมรับส่วนลดท้ายใบเสร็จ 200 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ และรับคูปองแทนเงินสดลดสูงสุด 3,500 บาท เฉพาะห้างโรบินสัน ศรีนครินทร์เท่านั้น ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 20 ส.ค. 2567

สำหรับห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ศรีนครินทร์ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2537 หรือเมื่อ 30 ปีก่อน สมัยที่นายมานิต อุดมคุณธรรม เป็นผู้ก่อตั้ง ในช่วงเวลาเดียวกับการเปิดศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ก่อนที่กลุ่มเซ็นทรัลจะเข้ามาถือหุ้นใหญ่เมื่อปี 2538 และได้ถูกโอนให้มาอยู่ภายใต้การบริหารของ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด หรือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ศรีนครินทร์ ทำให้เหลือสาขาให้บริการในกรุงเทพมหานครเพียง 3 สาขา ได้แก่ สุขุมวิท บางรัก และลาดกระบัง แต่ยังมีสาขาใกล้เคียงเปิดให้บริการ ได้แก่ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สมุทรปราการ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2557 และโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ลาดกระบัง เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2562

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2565 ห้างสรรพสินค้าโรบินสันปิดสาขาบางแค ภายในศูนย์การค้าซีคอนบางแค เจ้าของเดียวกับซีคอนสแควร์ โดยย้ายสาขาไปยังโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี ส่วนที่ตั้งเดิมปรับปรุงเป็นโฮมโปร สาขาซีคอนบางแค ซึ่งย้ายมาจากศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางแค เปิดเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา

'อาดำ ศุภสรณ์' นักพากย์ระดับตำนานเสียชีวิต ปิดฉากเสียง 'ปู่ Max' Ben 10 ในวัย 78 ปี

(20 มิ.ย.67) เพจ 'คนรักหนังพากย์ไทย' ได้โพสต์ข้อความไว้อาลัยให้กับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ 'อาดำ ศุภสรณ์ มุมแดง' ระบุว่า...

นักพากย์เจ้าของเสียงไทย 'ปู่ Max' ใน Ben10 ซึ่งเสียชีวิตลงในวันนี้ (19 มิ.ย.67) 

ทางเราขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของอาดำ และขอให้ดวงวิญญาณของคุณอาไปสู่สุคติครับ

สำหรับผลงานของ 'อาดำ ศุภสรณ์' ประกอบไปด้วยการพากย์ตัวละคร...

- Max – Ben 10 (Cartoon Network)
- Théoden (Bernard Hill) - The Lord of the Rings : The Two Towers / The Return of the King (2002 / 2003)
- Eddie Scrap-Iron Dupris (Morgan Freeman) – Million Dollar Baby (2004)
- Toll Road (Randy Couture) – The Expendables 2-3 (2012-2014)
- Robert Baratheon (Mark Addy) – Game of Thrones (Catalyst)
- Ratchet – Transformers 1-4 (2007-2014)
- ชางหยู – Mulan (1998)
- Slinky Dog – Toy Story 2-3 (1999-2010)
- Gill – Finding Nemo (2003)

'อ.พงษ์ภาณุ' ติง 'ธปท.' ไร้ความรับผิดชอบ ค้านรัฐปรับกรอบเงินเฟ้อ ยัน!! ควรจะทำนานแล้ว ไม่ถือเป็นการแทรกแซงนโยบายการเงิน

(20 มิ.ย.67) อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ กล่าวถึงกรณีเมื่อวานนี้ ผู้ว่า ธปท. ออกมาค้านการปรับกรอบเงินเฟ้อ โดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งล้วนฟังไม่ขึ้นและสะท้อนถึงการขาดวุฒิภาวะและการไร้ความรับผิดชอบของ ธปท. ในยุคนี้ แถมยังขู่ว่าจะไม่ขอต่อสัญญาเป็นผู้ว่าการต่ออีก 1 สมัย ว่า...

"ผมเห็นว่าท่านพูดถูกข้อหลังอยู่ข้อเดียว เพราะถึงจะอยากอยู่ต่อรัฐบาลก็คงจะไม่ต่อสัญญาให้ ความจริงท่านควรจะไปตั้งนานแล้ว เพราะ ธปท. ภายใต้การนำของท่านล้มเหลวในการดำเนินนโยบายการเงินมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เงินเฟ้อหลุดกรอบที่ตกลงไว้กับรัฐบาลเป็นประจำจนไม่รู้จะมีเป้าเงินเฟ้อไว้ทำไม มีการเล่นการเมืองในการดำเนินนโยบายการเงินเกินกว่าเหตุ สังเกตได้จากการดีเลย์การขึ้นดอกเบี้ยในปี 2565 ในยุครัฐบาลเผด็จการ ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ยกัน เป็นเหตุให้เงินเฟ้อไทยในปี 2565 ขึ้นไปสูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง แล้วจึงมาเร่งขึ้นดอกเบี้ยหลังการเลือกตั้งเดือนพฤษภาคม 2566 เมื่อมีรัฐบาลประชาธิปไตยแล้ว ทำให้ไทยมีเงินเฟ้อติดลบ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล"

อ.พงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า "ดังนั้นนโยบายปรับกรอบเงินเฟ้อ (Inflation Targets) ของรัฐบาลจึงมีความเหมาะสม และไม่ถือเป็นการแทรกแซงนโยบายการเงินแต่อย่างใด และก็ควรจะทำมานานแล้ว เมื่อมีการดำเนินการผิดเป้าซ้ำแล้วซ้ำอีก ธปท.ยังคงมีอิสระอย่างเต็มที่ในด้านการดำเนินการและเครื่องมือ (Operational and Instrumental Inddependence) แต่ไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบแบบไร้ขอบเขตและไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) เหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความเคยตัวและการใช้อำนาจในทางที่ผิด (Abuse of Power)"

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังและ ธปท. ควรที่จะร่วมพิจารณากันอย่างรอบคอบและเป็นการภายใน และไม่ใช่ออกมาคัดค้านผ่านสื่ออย่างที่ผู้ว่า ธปท. ทำ เพราะอาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดได้ จึงไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าการออกข่าวลักษณะเช่นนี้จะประสงค์ดีหรือประสงค์ร้ายต่อประเทศชาติ

‘สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ’ เตรียมถก 12 ผู้ประกอบการฯ บ่ายนี้ ขู่!! จ่อขึ้นค่าขนส่ง 9% หากรัฐเพิกเฉย ไม่ตรึงดีเซล 30 บาท

เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.67) นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 20 มิถุนายน จะมีการประชุมหารือร่วมกับสมาชิกผู้ประกอบการขนส่ง 12 สมาคม เพื่อจะรองรับมติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหากรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของสมาพันธ์ฯ ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 30 บาทต่อลิตร โดยสมาพันธ์จะปรับขึ้นราคาค่าขนส่งขึ้น 9% หากรัฐบาลไม่มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด หรือปรับขึ้นประมาณ 3% ต่อราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท ที่เกิน 30 บาทต่อลิตร

“การปรับขึ้นดังกล่าวหากจะคิดง่าย ๆ ก็จะทำให้ค่าขนส่งเดิมที่คิดราคา 10,000 บาท จะถูกเพิ่มขึ้นอีก 900 บาทนั่นเอง” นายอภิชาติ กล่าว

โดยนายอภิชาติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มรถกระบะ หรือปิคอัพ ที่เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ขนส่งฯ ที่พร้อมจะปรับขึ้นราคาค่าขนส่งอีก 9% เช่นเดียวกัน หากราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ในระดับปัจจุบันที่ 32.94 บาทต่อลิตร

สำหรับการประชุมหารือจะเริ่มเวลาประมาณ 13.00-15.00 น. ที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top