Wednesday, 21 February 2024
NEWS

โซเชียลวิจารณ์ยับ!! หลังภาพแฟนบอลรุ่นจิ๋วชูนิ้วกลางใส่คู่แข่งว่อน ล่าสุด เพจ ‘การท่าเรือ เอฟซี’ ทนกระแสไม่ไหว ยอมลบภาพทิ้งแล้ว

(17 ก.พ. 67) กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สำหรับภาพของแฟนบอล ‘สิงห์เจ้าท่า’ การท่าเรือ เอฟซี รุ่นจิ๋ว โชว์แพสชันการเชียร์สุดพลัง ชูนิ้วกลางใส่นักเตะของผู้มาเยือน ในเกมไทยลีกเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ศึกฟุตบอลรีโว่ ไทยลีก ฤดูกาล 2023/24 นัดกลางสัปดาห์ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การท่าเรือ เอฟซี พลิกนรกกลับมาเอาชนะ เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้อย่างยอดเยี่ยม 4-3 คว้า 3 แต้ม

หลังจบเกมเพจอย่างเป็นทางการของ ‘สิงห์เจ้าท่า’ มีการลงรูปภาพแฟนบอล หนึ่งในนั้นเป็นภาพของกองเชียร์รุ่นจิ๋วกำลังโชว์นิ้วกลาง ใส่นักฟุตบอลของฝั่งตรงข้ามอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน แถมบางคลิปวิดีโอยังมีเสียงเด็กๆ ด่ากองหลังของ ‘กิเลนผยอง’ ด้วยคำว่าอวัยวะเพศชาย และสัตว์เลื้อยคลานอีกมากมาย

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นดรามาทันที เมื่อ ‘คิง ก่อนบ่าย’ ที่ไม่รอช้าเข้ามาจับกระแสเรื่องนี้ โดยเจ้าตัวโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และทางเพจก็ไม่ควรเอามาเผยแพร่

“ขอให้แอดมินเพจสโมสรท่าเรือ ไปขอโทษครอบครัวเด็กที่คุณเอารูปมาลงด้วยนะครับ ผมได้คุยกับครอบครัวเด็กแล้ว หากคุณไม่มีจรรยาบรรณในการทำอาชีพสื่อ หวังเพียงแค่ยอดไลก์ ก็อย่ามาทำเลย” คิง ก่อนบ่าย กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดประเด็นดรามา แอดมินเพจ ‘การท่าเรือ เอฟซี’ จัดการลบรูปภาพดังกล่าวออกเป็นที่เรียบร้อย พร้อมขอให้ยุติการดรามาทุกอย่าง

“ไม่ต้องดรามากันแล้วครับ ในฐานะแอดมินเพจท่าเรือ และดูแลภาพลักษณ์ของสโมสร ต้องขอโทษทั้งตัวเด็ก, ผู้ปกครอง และแฟนบอลบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการลงภาพที่ไม่เหมาะสมเอง”

“ทั้งนี้ ทางเพจลบรูปออกไปเรียบร้อยครับ เพราะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และเกิดการที่ไม่รอบคอบในการคัดกรองรูปภาพก่อนลงเองครับ” แอดมินเพจการท่าเรือ เอฟซี กล่าว

‘ไมค์ ไทสัน’ อดีตกำปั้นโลก เตรียมเปิดตัวแบรนด์กัญชาในไทย เดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มสายเขียวเป็นประเทศแรกในเอเชีย

(17 ก.พ.67) ‘ไมค์ ไทสัน’ (Mike Tyson) นักมวยชื่อดังระดับตำนานชาวอเมริกัน เตรียมเปิดตัวแบรนด์กัญชา ‘Tyson 2.0’ ในประเทศไทย หลังเคยเกือบจะถูกจับจากการเสพกัญชา เพื่อสันทนาการในไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง

Tyson 2.0 ระบุในจดหมายข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า บริษัทได้เซ็นสัญญาเป็นหุ้นส่วนกับ Medican หรือ ‘Frost’ ผู้ปลูกและจำหน่ายกัญชาระดับโลก เพื่อที่จะเข้ามาดำเนินการปลูก ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชา เพื่อการแพทย์และสันทนาการในประเทศไทย

ไทยยังถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ Tyson 2.0 ตัดสินใจเข้ามาบุกเบิกทำการตลาด และถือเป็นทวีปที่ 3 ต่อจากอเมริกาเหนือและยุโรป โดยก่อนหน้านี้ Tyson 2.0 เพิ่งจะเปิดตัวร้านกาแฟที่จำหน่ายเมนูกัญชา ในกรุงอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์

ไทสัน ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Forbes เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเล่าประสบการณ์เฉียดคุกในเมืองไทยระหว่างที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ เขาเล่าว่าตอนนั้นพกกัญชา “ถุงใหญ่” น้ำหนักราว 5-10 ปอนด์ จนถูกตำรวจเรียก แต่พอเจ้าหน้าที่เห็นว่าตนเป็นใคร ก็เดินกลับไปที่รถทันที

“ผมได้ยินมาว่า ถ้าคุณยอมรับ (ว่ามีกัญชา) จะต้องโทษจำคุก 99 ปี และหากคุณไม่ยอมรับพวกเขาจะฆ่าคุณ” ไทสัน วัย 57 ปี บอกกับ Forbes “มันเป็นกฎหมายที่แปลกมากเลย และตอนนั้นผมคิดว่า พระเจ้าช่วย! ดีนะที่พวกเขาไม่สั่งให้เราลงจากรถ ความมีชื่อเสียงช่วยผมไว้แท้ๆ ตอนนั้นผมต้องการความดังมาก ขอบคุณพระเจ้า”

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เสนอร่างกฎหมายแบนการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ เพียง 2 ปี หลังจากที่รัฐบาลไทยประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด

ร่างกฎหมายนี้ถูกเสนอขึ้นท่ามกลางเสียงร้องเรียนเรื่องมาตรการควบคุมที่หละหลวม จนทำให้ความรุนแรงจากการใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้น และเยาวชนเข้าถึงกัญชาได้ง่ายขึ้น

‘แอดัม วิลก์ส’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Carma HoldCo ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Tyson 2.0 ยืนยันว่า ทางแบรนด์จะเดินหน้าขยายธุรกิจเข้ามาในไทยแน่นอน ไม่ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับกฎหมายกัญชาเพื่อสันทนาการก็ตาม

“ทุกตลาดล้วนเริ่มต้นจากการใช้เพื่อการแพทย์ทั้งสิ้น ฉะนั้นเราคุ้นเคยอยู่แล้ว เรามีประสบการณ์ทำธุรกิจภายใต้บริบทที่มีกฎหมายควบคุม” วิลก์ส บอกกับ Forbes

‘อุ๊ หฤทัย’ โพสต์ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ก๊วนสามกีบ โบ้ย!! ‘ตะวัน’ รับเงินเผด็จการมาทำลาย ‘ก้าวไกล’

(17 ก.พ.67) ‘อุ๊-หฤทัย ม่วงบุญศรี’ นักร้องชื่อดัง แนวร่วมกลุ่มปกป้องสถาบัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“สามกีบ ตั้งข้อสังเกตว่า ‘ตะวัน’ เป็นคนของหน่วยงานความมั่นคงนะ” พร้อมทั้งโพสต์ภาพที่ระบุข้อความอ้างอิง ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้…

“บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่า การกระทำของตะวัน ถ้าฝ่ายเผด็จการยืมมือ ตะวัน เพื่อทำลาย ก้าวไกล มันได้ผลมากเลยทีเดียว คนที่คิดเล่นเกมนี้ถือว่าสุดยอด เพราะมวลชนด้อมส้มผิดหวังกับเรื่องนี้มาก แต่ถ้าเกิดจากความเลินเล่อ หรือเจตนารมณ์ของตะวันกับพวกเอง ถือว่าก้าวพลาดอย่างแรง ผมเลยภาวนาว่าขอให้เป็นจริงอย่างข้อแรกที่ผมตั้งข้อสังเกต… ตะวันเป็นคนของใคร? รับเงินมาเท่าไหร่? อันนี้อย่าได้มองข้ามช็อตไป เพราะพวกเขาเล่นวิธีสกปรกได้ทุกรูปแบบอย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว”

นอกจากนี้ อุ๊ หฤทัย ยังได้โพสต์เพิ่มเติมอีกว่า “ยุให้เด็กทำชั่วแล้วไม่ได้ผล ก็ถีบหัวส่ง”

‘สรรพากร’ แจง ปมยื่นภาษีออนไลน์แล้วมีรายได้ปริศนาโผล่ ยัน!! เกิดจากปรับปรุงระบบ ตอนนี้ใช้งานได้ตามปกติแล้ว

(17 ก.พ. 67) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงถึงกรณีมีกระแสการยื่นภาษีทางออนไลน์ แล้วมีช่องแสดงรายได้แปลก ๆ โผล่ขึ้นมา ซึ่งมีการตั้งคำถามกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์

โดยโฆษกกรมสรรพากร ระบุว่า เนื่องจากกรมสรรพากรมีการปรับปรุงระบบใหม่ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 ตั้งแต่ 18.00 น. ทำให้มีข้อมูลบางรายการคลาดเคลื่อนบนระบบ myTax Account ขณะนี้กรมสรรพากรแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และผู้เสียภาษีสามารถยื่นแบบได้ตามปกติ กรมสรรพากรจึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้

เอ็นดู!! ‘นร.ต่างชาติ’ วอนชาวเน็ตช่วยแปลคำศัพท์นาฏศิลป์ หลังครูสอนรำไทยเล่นใช้ศัพท์ยากจนมึน!! อย่าง ‘โจ๊ะพรึม’

(16 ก.พ.67) กลายเป็นกระทู้ไวรัลในเว็บไซต์ reddit เมื่อมีผู้ใช้บัญชีชาวต่างชาติรายหนึ่งเข้ามาตั้งกระทู้ ขอความช่วยเหลือชาวไทย หลังได้การบ้านจากคุณครูที่ทำเอาเจ้าตัวถึงกับกุมขมับ

โดยเจ้าของโพสต์ระบุว่า “สวัสดีทุกคน ฉันเป็นชาวต่างชาติในประเทศไทย และที่โรงเรียนฉันตอนนี้กำลังจะมีกิจกรรม ‘รำไทย’ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ซึ่งครูสอนรำไทยของฉันส่งสิ่งนี้มาให้” พร้อมแนบภาพแช็ตการสอนท่ารำยาวพรืด

งานนี้เจ้าตัวถึงกับบอกว่า “แช็ตที่ครูส่งมามันเข้าใจยากมาก ใครสามารถช่วยฉันแปลสิ่งนี้ได้ โปรดช่วยฉัน ฉันขอร้อง ฉันลองแปลภาษาในกูเกิ้ลแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจ”

โดยในภาพแชทดังกล่าว เป็นการอธิบายท่าเต้นรำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำศัพท์ทางนาฏศิลป์ไทย อาจทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจยาก ตัวอย่างท่ารำ เช่น

- ท่า 2 จีบ ยืนคว่ำหน้า ขวา บัวบาน เท้า แตะ
- ท่า 3 จีบส่งท้าย มือขวาบัวบาน เท้า ย่ำยกขา หน้า
- ท่า 4 คำว่า โจ๊ะพรึม มือซ้าย แตะแก้มขวา ตีสะโพก สลัดเอว

งานนี้ก็มีคอมเมนต์เข้ามาช่วยเหลือเจ้าของโพสต์ มีทั้งผู้ใช้บัญชีที่ใจดี เข้ามาช่วยแปลท่ารำเป็นภาษาอังกฤษที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

บางคอมเมนต์เผยว่า “ดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนการรำนาฏศิลป์ไทย แต่มีการพิมพ์ผิดมากมายในนั้น ฉันไม่คิดว่าเว็บแปลภาษาจะเข้าใจเรื่องนี้ได้”

รวมทั้งมีคอมเมนต์จำนวนมากแนะนำว่า “นี่คือการสอนรำแบบทีละขั้นตอน การแปลคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากคำบางคำที่ใช้ในที่นี้เป็นชื่อของการเคลื่อนไหวที่เฉพาะเจาะจงมาก ฉันแนะนำให้คุณขอตัวอย่างวิดีโอการเต้นรำจากครูของคุณ จะง่ายกว่า”

ทั้งยังมีคอมเมนต์เดาว่า “เพราะผมเห็นคำว่า โจ๊ะพรึม คุณอาจได้เต้นเพลง สาวกันตรึม ลองทักไปถามครูของคุณดู”

กลายเป็นไวรัลที่ทั้งน่าเอ็นดูและเรียกรอยยิ้มจากโลกโซเชียล ท่ามกลางชาวเน็ตที่เข้ามาแนะนำและร่วมส่งกำลังใจ ขอให้เจ้าของโพสต์สามารถรำไทยตามโจทย์ที่ครูนาฏศิลป์ให้ได้อย่างสวยงาม

ประชุมเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร และการบริการประชาชน การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์ 2567) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร และการบริการประชาชน การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2567 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม 

ภายหลังการประชุม เวลา 15.00 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ฯ มอบหมายให้ พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง โฆษก ตร. พร้อมผู้แทนจาก สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ,กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงวัฒนธรรม,กรมการศาสนา , กรมเจ้าท่า และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แถลงเรื่องการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร และการบริการประชาชน ในโอกาสดังกล่าว

เนื่องจากในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา รัฐบาลจึงเห็นสมควรดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย โดยสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย ณ กรุงนิวเดลี พระอรหันตธาตุของพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ จากสถูปโบราณปิปราห์วา เมืองสาญจี สาธารณรัฐอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2567 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 
และส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย
และสาธารณรัฐอินเดีย รวมทั้งให้ประชาชนได้เข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ โดยมีกำหนดการ สรุปได้ดังนี้

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 15.00 น. อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ จากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 มาประดิษฐาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และในช่วงเย็นวันเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดให้มีการซักซ้อมขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุฯ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17.00 น. อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุฯ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไปประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 07.00 น. พิธีตักบาตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ -  3 มีนาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น. ในช่วงเวลา 17.00 – 18.00 น. มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์

วันที่ 5 - 8 มีนาคม 2567 ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น.

วันที่ 10 - 13 มีนาคม 2567 ณ วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น. 

วันที่ 15 - 18 มีนาคม 2567 ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จังหวัดกระบี่ และเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะ เวลา 09.00 – 20.00 น.

สำหรับ พระสงฆ์ ประชาชนชาวไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เป็นพุทธศาสนิกชน ที่จะเข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ขอความร่วมมือให้เดินผ่านจุดคัดกรอง จำนวน 2 จุด ซึ่งอยู่รอบสนามหลวงบริเวณถนนผ่ากลาง ฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา และฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นหน่วยรับผิดชอบการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจร มีการตั้งกองอำนวยการร่วม ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

สำหรับบริหารจัดการ จัดเตรียมสถานที่จอดรถ ณ ท้องสนามหลวงด้านทิศเหนือ กองสลากเก่า และถนนราชินีด้านหลังศาลฎีกา สำหรับประชาชนที่นำรถยนต์มา เตรียมสถานที่จอดรถสำรอง ณ หอประชุมกองทัพเรือ , กรมเจ้าท่าจัดเรือข้ามฟาก รับ-ส่งประชาชนจากหอประชุมกองทัพเรือไปยังท่าช้าง ส่วนประชาชน นักเรียน นักศึกษาที่เดินทางเป็นหมู่คณะจากในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด ให้นำรถบัสไปจอดที่ร้านตำรับไท บริเวณแยกอรุณอมรินทร์ และใต้สะพานพระราม 8 จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ กรุงเทพมหานคร ดูแลรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินให้แก่ประชาชน สำหรับสถานบันการศึกษา หรือจังหวัดใกล้เคียงประสงค์ขอให้ส่วนราชการจัดรถบัสให้บริการรับ-ส่งประชาชน นักเรียน นักศึกษา ขอให้ประสานมายังกองอำนวยการร่วม หรือผ่านสำนักงานจังหวัดได้ 

กรณีประชาชนเดินทางรถโดยสารสาธารณะ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อำนวยความสะดวกจัดรถโดยสารให้บริการรับ-ส่งประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมสารีริกธาตุฯ ณ ท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2567 โดยจัดเดินรถโดยสารให้บริการประชาชน 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ - สนามหลวง (ใต้สะพานพระปิ่นเกล้า) และเส้นทางที่ 2 วงเวียนใหญ่ - สนามหลวง (ตรงข้ามศาลฎีกา) ได้จัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ทั้งจุดต้นทางและปลายทาง 

ส่วนกรมเจ้าท่า ได้ร่วมกับบริษัทเอกชนต่าง ๆ จัดเรือบริการฟรี โดยให้บริการ (1) เรือข้ามฟาก จาก ท่าวัดระฆัง - ท่าวังหลัง - ท่าวัดอรุณ ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2567 เวลา 08.30 – 18.00 น. , เรือจาก บริษัท ไทย สมายส์ โบ้ท จากท่าน้ำนนท์ ถึงท่าช้าง ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 3 มีนาคม 2567 ให้บริการวันละ 4 เที่ยว , เรือจากบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จากท่าน้ำนนท์ ถึงท่าช้าง ระหว่าง วันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2567 จากท่าน้ำนนท์ เวลา 09.00 น. , 10.00 น. , 15.00 น. และ 16.00 น. 

การบริการทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จัดชุดบริการทางการแพทย์ประจำเต็นท์บริการ และชุดพยาบาลเดินเท้า พร้อมรถพยาบาลกู้ชีพ สำหรับให้บริการประชาชนที่อาจเจ็บป่วยในขณะเข้าสักการะพระบรมสารีริกธาตุฯ การประปานครหลวง จัดรถน้ำดื่ม จำนวน 3 คัน ให้บริการประชาชน กรุงเทพมหานคร จัดรถสุขาเคลื่อนที่บริเวณรอบท้องสนามหลวง ทั้งฝั่งศาลฎีกา และฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบก จัดเจ้าหน้าที่บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนบริเวณจุดขึ้น-ลงรถรับจ้างสาธารณะรอบท้องสนามหลวง

พิจิตร-ป.ป.ท.เขต 6 ลุยตรวจเมืองชาละวันเห็นแล้วทึ่งผู้รับเหมาเสนอราคาต่ำกว่าราคากลาง 64.73%

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุภาพ ศิริ ผอ.ปปท. เขต 6 พร้อมเจ้าหน้าที่ ปปท.เขต 6 ร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดพิจิตร , ท้องถิ่นจังหวัดพิจิตร และคณะทำงานเครือข่ายศูนย์ประสานงานต่อต้านการทุจริตจังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่ตรวจสอบเฝ้าระวังเชิงรุกการดำเนินโครงการก่อสร้างถนน คสล. และการขุดคลอง ซึ่งเป็นงบประมาณของ อบจ.พิจิตร , เทศบาลตำบลวังกรด อ.เมืองพิจิตร , อบต.สากเหล็ก โดยได้เข้าดำเนินการตรวจสอบงานก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ. 67 ที่ผ่านมา

โครงการแรกเป็นการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กบ้านดงป่าคำหมู่ 3 คอนกรีตเสริมเหล็กสายบ้านดงป่าคำ หมู่ที่ 3 เทศบาลตำบลดงป่าคำ - บ้านดงป่าคำใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลดงกลาง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร , โครงการขุดลอกลำคลองคต บ้านหนองโสน หมู่ที่ 10 เทศบาลตำบลหนองปล้อง-บ้านบ่อแต้ หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินการ โดยวิธีการประกวดราคา อิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งเป็นการเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการขุดลอกลำคลองคตบ้านหนองโสนหมู่ 10  เทศบาลตำบลหนองปล้อง –บ้านบ่อแต้ หมู่ 3 ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน ผู้รับจ้างเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางถึง 64.73% , การก่อสร้างถนน คสล. พจ.ถ. 89-002 สายหมู่ 2-หมู่ 5 ของ อบต.สากเหล็ก ซึ่งงานอยู่ระหว่างผู้รับจ้างกำลังจะส่งมอบงานงวดสุดท้าย , โครงการของเทศบาลตำบลวังกรด ก่อสร้างถนน คสล. สายรอบหนองพระนาค หมู่ 4 ต.บ้านบุ่ง งบ 4,590,000 บาท ผู้รับเหมาฟันงานเหลือ 3,846,441.02 บาท ต่ำกว่าราคากลาง 25% 

โดยการตรวจครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายป้องกันการทุจริตที่อาจก่อเกิดจากความผิดพลาดของการตรวจรับงาน ทั้งนี้ ป.ป.ท.เขต 6 มีนโยบายป้องกันสำคัญกว่าการปราบปราม เพราะการป้องกันตั้งแต่ต้นด้วยการตรวจเข้มให้ความรู้กับผู้บริหารท้องถิ่น คณะกรรมการตรวจงานจ้าง นายช่างผู้ควบคุมงาน เพื่อให้เพิ่มการใส่ใจและรายละเอียดที่ต้องให้เป็นไปตามสัญญา ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันกับข้าราชการในทุกระดับมิให้กระทำการผิดพลาดจนเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเมื่อถึงขั้นนั้นแล้วจะแก้ไขเนื้องานก่อสร้างไม่ได้ก็กลับกลายเป็นจะต้องไปแก้ต่างในชั้นศาล ซึ่ง ป.ป.ท.เขต 6  ไม่ได้มุ่งหวังอยากให้ใครต้องกระทำผิดพลาดถึงขั้นนั้น จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเฝ้าระวังเชิงรุกอย่างเข้มข้นเพื่อให้คำแนะนำในการปฏิบัติให้อยู่ในกรอบของระเบียบ กฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการเข้าตรวจโครงการต่างๆ ไม่พบการทุจริต แต่พบการทำงานของผู้รับเหมาที่มีจุดบกพร่อง ซึ่งสามารถแก้ไขได้เพราะงานยังอยู่ระหว่างดำเนินการและในประกันสัญญาจ้าง งานบางโครงการก็ยังไม่ได้เบิกจ่ายจึงให้ข้อสังเกตและคำแนะนำให้ช่างผู้ควบคุมงานและผู้รับจ้างเข้ามาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้งานออกมามีคุณภาพตามสัญญาจ้าง  ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนดังกล่าวนั่นเอง

สิทธิพจน์/พิจิตร/

แชร์ประสบการณ์!! เรียนต่อที่จีน เปิดโลกทัศน์กว้างไกล ได้เรียนรู้วัฒนธรรม-สังคม-ธุรกิจ ใช้ต่อยอดชีวิตในอนาคต

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ ‘ตี๋น้อย’ เพจแชร์เรื่องราวและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประเทศจีน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับประโยชน์ของการเรียนภาษาจีน โดยระบุว่า…

เล่าเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้ที่จีนใกล้จะเปิดเทอมแล้ว น้อง ๆ หลาย ๆ คน อาจจะเริ่มเตรียมตัวกลับไปจีน หรือบางคนเพิ่งจะไปจีนครั้งแรกในเทอมนี้ ตี๋น้อยเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์กันครับว่า การไปเรียนภาษาหรือปริญญาที่จีน เป็นยังไงบ้าง ได้อะไรเพิ่มกลับมาบ้าง

เริ่มแรกเลย แน่นอนแหละว่ามันได้ภาษากลับมาแน่นอน เพราะว่าการเรียนภาษาที่จีน คุณจะได้คุยภาษาจีนกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวจีนหรือต่างชาติ ทุกคนจะพูดภาษาจีนกับคุณทุกคน ยิ่งถ้าเราเฟรนด์ลี่ เรายิ่งได้ภาษาแน่นอน แต่บางครั้งอาจจะรู้สึกแปลก ๆ หน่อย เวลาเราคุยกับพวกยุโรป แอฟริกา เป็นภาษาจีน

สองคือได้สังคม ได้เรียนรู้วัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย จากข้อแรก ถ้าเราเฟรนด์ลี่ คุยกับคนอื่นง่าย ชาวต่างชาติและชาวจีนคนอื่น ๆ จะยิ่งต้อนรับเรามากขึ้น บางทีบางครั้งเราคุยและสนิทกับเพื่อนต่างชาติ เราก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย บางครั้งเราก็ได้แลกเปลี่ยนของฝากแต่ละประเทศด้วยครับ

ข้อสามเลย คือได้ลองทานอาหารหลากหลายประเทศ นักเรียนชาวต่างชาติที่นี่ปกติส่วนใหญ่มักจะทำกับข้าวกันเอง ผมเองก็ไปฝากท้องห้องคนอื่นบ่อย ๆ (เขาเชิญไปนะครับ) บางครั้งก็ได้ทานอาหารแอฟริกา บางครั้งได้ทานอาหารปากีสถาน อินเดีย บางทีก็ได้ทานกิมจิ หรือถ้าไปบ้านคนจีนก็ได้ทานอาหารจีนประจำภาคนั้น ๆ ด้วยครับ

ข้อสามได้เรียนรู้คน แน่นอนแหละว่า ร้อยพ่อพันแม่มาเจอกัน ทุกคนมีนิสัยที่แตกต่างกันไป มันก็ทำให้เราเรียนรู้ครับว่าคนแบบนี้มีนิสัยแบบนั้น คนแบบไหนที่เราไม่ควรยุ่งด้วย คนไหนที่เราสนิทด้วยได้

ข้อสี่ เรียนรู้การควบคุมตัวเอง แน่นอนแหละว่าการมาเรียนต่างประเทศ สิ่งยั่วยุมันเยอะ เราก็แค่เรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเองให้ได้ เรียนบ้าง เที่ยวบ้าง เที่ยวได้แต่ต้องไม่เสียคนจนเสียการเรียน เพราะตี๋น้อยเคยเห็นหลายคนเสียคน เสียการเรียน เสียประวัติ ไปกับสิ่งยั่วยุ การต่อยตี โดยเฉพาะการทะเลาะต่อยตี ที่จีนโทษหนักถึงขั้นขึ้นแบล็กลิสต์ห้ามเข้าจีนนะครับ เป็นไปได้อย่าทะเลาะเลยดีสุด

ข้อห้า นอกจากเราจะได้ภาษาจีนแล้ว เรายังได้ภาษาอังกฤษด้วย เพราะชาวต่างชาติบางคนพูดจีนไม่ได้ เราต้องพูดภาษาอังกฤษกับเขา ทำให้พัฒนาภาษาอังกฤษของเราเองด้วย

ข้อหก นอกจากได้ภาษาแล้ว เรายังได้โอกาสทางธุรกิจด้วย คือที่จีนเนี่ยหลายเมืองเป็นเมืองค้าส่ง หรือว่าเราสามารถเอาสิ่งที่จีนมี แต่ไทยไม่มี เอามาปรับใช้ได้ เช่น อี้อู กวางโจว เราสามารถไปดูลู่ทางธุรกิจ หรือโอกาสทางธุรกิจได้

ข้อเจ็ด นักเรียนหญิงไทยที่จีนมักมีแฟนเป็นแถบประเทศ เอเชียกลาง สถาน ๆ ทั้งหลาย เช่น คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน พวกหล่อ ๆ ทั้งหลายครับ อิจฉาคนหล่อครับฮ่า ๆ 

ข้อแปด นักเรียนชายต่างชาติ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ขึ้นไป มักเจ้าชู้ แต่คนดี ๆ ก็มีเช่นกัน

สุดท้าย ไม่ว่าคุณจะไปเรียนจีนผ่านเอเจนซี่ หรือสมัครเองตามมหาวิทยาลัย ขอบอกว่า ไปเถอะครับ เราได้อะไรกลับมาเยอะกว่าแค่ภาษาแน่นอน

ปล.รูปนี้ผมถ่ายตอน 2013 ตอนที่ผมไปแลกเปลี่ยนที่กวางโจวครับ #ตี๋น้อย #เล่าเรื่องเมืองจีน #ชีวิตในจีน #จีน #ชีวิตในซินเจียง #ซินเจียง

'เศรษฐา' เฉลย!! ทำไม ‘เทย์เลอร์ สวิฟต์’ ถึงไม่มาไทย ส่งสัญญาณถึงผู้จัดงาน ปลายปีขอระดับเอลิสต์มาเลย

(16 ก.พ. 67) ที่ห้อง Meeting Room ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาในงาน iBusiness Forum 2024 หัวข้อ RESHAPING THAILAND FOR A SUSTAINABLE FUTURE พลิกเศรษฐกิจไทย ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน แนะพลิกรายได้เกษตรกร แก้หนี้ ยกฐานรากพีระมิด

โดยช่วงตอนหนึ่ง นายเศรษฐา ได้พูดถึงคอนเสิร์ตระดับโลกอย่างของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่ไม่เดินทางมาจัดคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย โดยระบุว่า หลาย ๆ ท่านอยู่ในวัยของการดูคอนเสิร์ต สิงคโปร์ เขาจัดเทย์เลอร์ สวิฟต์ เดือนหน้า อาจจะมีบางท่านไปดู ก็สงสัยว่าทำไมไม่มาเมืองไทย ก็ไปเชิญผู้จัดมาเมื่อ 2 วันก่อนนี้ เขาพูดชัดเจน ถ้าจัดคนมาถล่มทลาย Coldplay มา Ed Sheeran มา 70% เป็นนักท่องเที่ยว ที่บินเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้ามาดูคอนเสิร์ตเหล่านี้ เป็นเรื่องน่ายินดี

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า แต่ว่าทำไม เทย์เลอร์ สวิฟต์ ไม่มา บียอนเซ่ ยังไม่มา ทำไม Coldplay มาแค่ 2 วัน เขาบอกแบบนี้ ฟังแล้วอาจจะตกใจ เขาว่าเทย์เลอร์ สวิฟต์ มา จัด 5 โชว์ ไม่บอกตัวเลขที่แน่นอน เขาบอกโชว์หนึ่ง รัฐบาลให้เงินอุดหนุน 2-3 ล้านเหรียญ 5 โชว์ ประมาณ 500 ล้านบาท แต่รัฐบาลสิงคโปร์เขาฉลาด เขาบอกห้ามจัดที่อื่นเลยในเอเชีย

“500 ล้าน ผมว่าเป็นเงินที่เล็กน้อยมาก ถ้ารู้งี้ ผมว่า ผมดึงมาประเทศไทย ต่อโชว์ต่ำกว่า 2 ล้านเหรียญอีก เขาสามารถดึงดูด สปอนเซอร์ได้ นักท่องเที่ยวมาไทยได้เยอะกว่า แม้ต้องสนับสนุน 500 ล้านสำหรับโชว์ วงการโรงแรม หมูปิ้งข้างถนน หลาย ๆ อย่างเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ”

นายกฯ กล่าวต่อว่า แต่ให้โจทย์ไปว่า ปลายปีตนก็อยากทำแบบนี้เหมือนกัน ขอให้เอา A-list มาเลยแล้วกัน และมาคุยกัน ไม่แน่ใจทำได้ไหม เพราะต้องแพลนล่วงหน้านาน เรามีศักดิ์ศรีที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เป็นโอกาสเป็นจุดหมายทั่วโลก

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ 2 คดี รวบหนุ่มแดนมังกรนักเว็บพนัน หลอกเหยื่อ 2,500 ล้าน หนีเข้าไทย และแกะรอยรวบหนุ่มปากีสวมตัวทำบัตรฟอกตัวเป็นไทย

วันนี้ (16 ก.พ.67) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ศุภโชค หยงสตาร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สว.ตม.จว.ปัตตานี ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2 คดี 

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. รวมทั้ง พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

คดีแรก รวบหนุ่มแดนมังกรนักเว็บพนันรวมหัวหลอกผู้เสียหายร่วม 2,500 ล้านบาท เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน : กก.1 บก.สส.สตม. จับกุม นายหวง มิน (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน และกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับระหว่างพิจารณาของศาลอาญา ที่ 97/2567 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน (ออกหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน) นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 มาตรา 16 สถานที่จับกุม แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร้องขอให้ทางการประเทศไทยจับกุมตัวชั่วคราว นายหวง มิน (นามสมมติ) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน อันเป็นความผิดตามมาตรา 266 ของประมวลกฎหมายอาญาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีพฤติการณ์กระทำความผิด กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 สำนักงานตำรวจความมั่นคงสาธารณะนครเทียนจิน สาขาหนานไค ได้ยื่นฟ้องและดำเนินการสอบสวนนายหวง มิน และพวกในข้อหากระทำผิดฐานฉ้อโกง หลังจากที่สอบสวนพบว่า นายหวง มิน ได้สมรู้ร่วมคิดกันกับพวกเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ผิดกฎหมายโดยใช้แพลตฟอร์มการพนัน “WANHE Football” ของต่างประเทศ จัดตั้งแก๊งฉ้อโกง “ZHONGHE” ในประเทศจีน และใช้การเงินและการลงทุนเป็นข้ออ้างหลอกลวงนักลงทุน และใช้วิธีการอ้างว่า แพลตฟอร์มการพนัน “WANHE Football” เป็นโครงการการลงทุนการแข่งขันกีฬารูปแบบใหม่ ให้นักลงทุนในประเทศจีนเข้าร่วมการพนันและได้รับผลกำไรโดยวิธี “การเดิมพันตรงกันข้าม” โดยนายหวง มิน เป็นหนึ่งในสมาชิกหลักของแก๊งฉ้อโกงมีหน้าที่รับผิดชอบในการประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะและดึงดูดนักลงทุนให้เข้าร่วมการพนัน ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2565 ถึงเมษายน 2566 นายหวง มิน ได้ร่วมกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายหลายร้อยคนมีมูลค่าความเสียหายร่วม 500 ล้านหยวน (ประมาณ 2,500 ล้านบาท)

ต่อมาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 สำนักงานอัยการประชาชนเขตหนานไค นครเมียนจิน จึงได้อนุมัติหมายจับนายหวง มิน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐและประชาชน จากการสืบสวนของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่านายหวง มิน ได้หลบหนีคดีเดินทางออกนอกประเทศ และได้ใช้หนังสือเดินทางกัมพูชาเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จึงได้ร้องขอให้ทางการไทยจับกุมตัวชั่วคราว นายหวง มิน เพื่อส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาออกหมายจับนายหวง มิน และได้ส่งหมายจับมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำการจับกุม

คดีที่ 2 ตม.จว.ปัตตานี แกะรอยรวบหนุ่มปากีสวมตัวทำบัตรฟอกตัวเป็นไทย : ตม.จว.ปัตตานี ร่วมกับ ตม.จว.ภูเก็ต และ สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี จับกุม นาย JAFFAR (นามสมมติ) อายุ31 ปี สัญชาติปากีสถาน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.47/2567 ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสาร หรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมแปลงเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตน มีหน้าที่และร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ, ร่วมกันแจ้งข้อความหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตร, กระทำเพื่อให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยมีรายการเอกสารการทะเบียนราษฎร์อื่นโดยมิชอบ” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้านพัก ถ.สุรินทร์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่อง เมื่อเดือน พฤษภาคม 2562 ตม.จว.ปัตตานี ได้จับกุมนาย IKRAM (นามสมมติ) อายุ 24 ปี สัญชาติปากีสถาน ในข้อหา เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และได้ดำเนินการผลักดันออกนอกราชอาณาจักร จากการออกสืบสวนในพื้นที่ยังสืบทราบข้อมูลว่ายังมีชาวปากีสถานแอบลักลอบทำงานในพื้นที่ จึงได้ออกตรวจเอ็กซเรย์พื้นที่พบ นายซามิฯ (นามสมมติ) ลักษณะคล้ายคนต่างด้าว ได้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนสัญชาติไทย ชุดสืบสวนจึงได้ทำการจัดเก็บข้อมูลเพื่อสืบสวนเพิ่มเติม และได้ทำการตรวจสอบกับนายทะเบียนอำเภอแม่ลาน พบว่าบัตรประชาชนดังกล่าวได้มาโดยไม่ชอบ จึงดำเนินการจำหน่ายบัตรดังกล่าวที่นายซามิฯ แสดง และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายซามิฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อมาชุดสืบสวนได้จับกุมนายซามิฯ ในข้อหาใช้หรือแสดงบัตรฯลฯ, เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไม่ได้รับอนุญาต และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

นอกจากนี้ จากการประสานข้อมูลกับนายทะเบียนอำเภอแม่ลานยังทราบว่านาย IKRAM ที่เคยโดนจับกุม และถูกผลักดันส่งกลับออกนอกราชอาณาจักร มีความสัมพันธ์เป็นพี่ชายของนายซามิฯ และมีการสวมบัตรประชาชนเช่นเดียวกับนายซามิฯ ต่อมาทางอำเภอแม่ลานได้ทำการจำหน่ายบัตรฯ อีกจำนวน 9 บัตร และได้แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติออกหมายจับผู้ถือบัตรดังกล่าว จำนวน 9 หมายจับ รวมของนาย IKRAM ซึ่งจากคำให้การของซามิฯ ทราบว่าผู้ต้องหารายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในราชอาณาจักรไทย ต่อมาชุดสืบสวน ตม.จว.ปัตตานี ได้นำหมายจับทั้ง 9 หมาย มาตรวจสอบพบว่า หมายจับศาลจังหวัดปัตตานี ที่ จ.425/2564 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ระบุชายไม่ทราบชื่อตามรูปภาพ บุคคลตามหมายจับนี้น่าจะกระทำความผิดด้วยการสวมบัตรประจำตัวประชาชนของนายอับดุลราชีพ

โดยแนวทางการสืบสวนพบว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน จากการนำข้อมูลการเปิดบัญชีธนาคาร ข้อมูลทางโซเชียล (FACEBOOK) โพสต์รูปงานพิธีแต่งงานกับภรรยาซึ่งเป็นคนไทย ในการ์ดงานแต่งระบุชื่อ นาย JAFFAR พร้อมทั้งมีการนำภาพถ่ายจากหมายจับและภาพถ่าย นาย JAFFAR มาเปรียบเทียบผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (BIOMETRIC) จึงรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมดพร้อมทำรายงานการสืบสวนนำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเปลี่ยนหมายจับจากหมายจับตามรูปภาพ ขอระบุชื่อ ชื่อสกุลสัญชาติ และหมายเลขหนังสือเดินทางของผู้กระทำความผิดตามหมายจับดังกล่าว กระทั่งศาลจังหวัดปัตตานีได้อนุมัติหมายจับ ที่ จ.47/2567 ลงวันที่ 19 มกราคม 2567 ในฐานความผิด " ร่วมกันแจ้งข้อความหรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ   ต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรฯลฯ” จากการสืบสวนของ ตม.จว.ปัตตานี ทราบว่า นาย JAFFAR พักอยู่ที่บ้านพักใน ย่าน ถ.สุรินทร์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จว.ภูเก็ต จึงได้ไปตรวจสอบ เมื่อพบนาย JAFFAR จึงได้แสดงหมายจับและจับกุมนำตัวส่งพนักงานสวบสวน สภ.แม่ลาน จว.ปัตตานี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th  

'เดอะแบกแห่งวงการ' โพสต์สะเทือนโซเชียล "บอกเลยครับ ม่วงทั้งใจ และจะม่วงตลอดไป"

(16 ก.พ. 67) 'พี่ป๋อง' กพล ทองพลับ 'เดอะแบกแห่งวงการ' ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ นักแสดง เป็นที่รู้จักในการดำเนินรายการประเภทผี เรื่องลึกลับ เช่นรายการวิทยุชื่อรายการ The Shock ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านไอจี ว่า...

"บอกเลยครับ ม่วงทั้งใจและจะม่วงตลอดไป

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าว ได้มีคอมเมนต์ที่เข้ามาโพสต เป็นรูปหัวใจสีม่วงสมทบกันเป็นจำนวนมากอีกด้วย

‘ไก่ มีสุข’ เคลื่อนไหว!! ถวายกำลังใจ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ขอ ‘เคารพ รัก ศรัทธาเหนือเกล้า’ ไม่เปลี่ยนแปลง

ทำเอาเหล่าดาราศิลปิน คนดังวงการบันเทิงเริ่มออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หลังทนเห็นพฤติกรรมของ ‘นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์’ หรือ ‘ตะวัน’ นักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง ป่วนขบวนเสด็จ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ ไม่ไหว จนต้องพร้อมใจกันติดแฮชแท็ก #น้อมถวายกำลังใจ

ล่าสุดอดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ‘ไก่ มีสุข คุณดิลกชัยพัฒน์’ ได้ออกมาโพสต์ภาพวาดลายเส้น กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ของอาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ของไทย พร้อมข้อความว่า

"ไม่เคยเปลี่ยนใจ ไม่เคยหวั่นไหว ไม่เคยลังเล ที่จะรัก ศรัทธา และเคารพเหนือเกล้า ไม่ได้เบาปัญญา ไม่ใช่หลงงมงาย ใช้การศึกษาหาข้อมูล ทำงานข่าวมาจะชั่วชีวิต เป็นนักข่าวผู้ประกาศสายราชสำนักมา 2 ปี รู้ดีมากกว่าที่เป็นข่าว >> ว่าชวงศ์ไทยทำอะไรบ้าง #เคารพธงชาติไทย #ชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ #ฉันเกิดในรัชกาลที่เก้า เข้าโรงหนังก็ยังยืนเคารพจนจบเพลง ค่ะ"

นอกจากนี้ ‘ไก่ มีสุข’ ยังออกมาโพสต์ภาพวาดกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมข้อความว่า "Save #เรารักสถาบันพระมหากษัตริย์" ท่ามกลางประชาชนเข้ามาถูกใจและกดอิโมจิรูปหัวใจสีม่วงให้รัว ๆ

“พิพัฒน์” รมว.แรงงาน นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ เครือข่ายแรงงานทั่วประเทศกว่า 100,000 คน ใส่เสื้อม่วงแสดงพลังจงรักภักดีถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เทิดทูนสถาบันอันเป็นที่รักและเคารพของชาวไทย

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในกิจกรรมขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน อธิบดีทุกกรม ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน และเครือข่ายสหภาพแรงงาน องค์กรนายจ้าง ลูกจ้างทั่วประเทศ พร้อมใจกันสวมเสื้อสีม่วงร่วมแสดงพลังจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ณ ลานพระพุทธสุทธิธรรมบพิตร ด้านหน้าอาคารกระทรวงแรงงาน

โดย นายพิพัฒน์ อ่านแถลงการณ์กระทรวงแรงงาน ประกาศเจตจำนงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ความว่า ข้าพระพุทธเจ้า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ เครือข่ายอาสาสมัครแรงงาน และเครือข่ายภาคประชาชน ในสังกัดกระทรวงแรงงาน ต่างมีความปลื้มปิติที่ได้มาร่วมแสดงความจงรักภักดีในวันนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน การรักษาความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศชาติอย่างมั่นคงตลอดไป

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ และทรงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในด้านต่าง ๆ และได้สืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยทรงพระกรุณาสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือแรงงาน และแรงงานผู้พิการ เพื่อให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพ ทักษะฝีมือแก่ช่างกายอุปกรณ์ และช่างเครื่องช่วยคนพิการได้เพียงพอกับความต้องการ และทรงพระกรุณารับเป็นองค์อุปถัมภ์ในการสงเคราะห์ ช่วยเหลือลูกจ้าง คนงานที่พิการให้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน รวมถึงพัฒนาทักษะอาชีพให้กับผู้ว่างงาน คนงานที่ต้องการพัฒนาทักษะ จนเป็นที่ประจักษ์ 

“กระทรวงแรงงานได้น้อมนำพระจริยวัตรของพระองค์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนและผู้ที่เดือดร้อนทุกคน นำมาขับเคลื่อนการทำงานของกระทรวงในโอกาสนี้ จึงขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน จักขอเทิดทูนปกป้อง และรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป” นายพิพัฒน์ กล่าวแถลงการณ์

ทั้งนี้ ภายหลังอ่านแถลงการณ์แล้ว นายพิพัฒน์ฯ ยังได้นำผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) และเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ โดยร่วมกันกล่าวแสดงความจงรักภักดี “ทรงพระเจริญ” จำนวน 3 ครั้ง เสียงดังกึกก้องไปทั่วกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้งโบกธงชาติไทยและธงสีม่วงพระนามาภิไธยย่อ “ส.ธ.” เพื่อร่วมกันแสดงพลังถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีคุณูปการนำพาคนไทยสร้างชาติ รักษาเอกราช วัฒนธรรม ความเป็นไทยให้คงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้  และได้เชิญชวนนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน สหภาพแรงงาน และเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ ได้รวมพลังแสดงความจงรักภักดี ถวายแด่กรมสมเด็จพระเทพฯ ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยตลอดไป

“วันนี้เราได้มีการรวมตัวกันของผู้ใช้แรงงานโดยใน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานครที่เราได้จัดกิจกรรมการถวายความจงรักภักดีนี้ขึ้นที่กระทรวงแรงงาน ผมมั่นใจว่ากิจกรรมการถวายความจงรักภักดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศไทยมีผู้ออกมาแสดงความจงรักภักดีในนามของกระทรวงแรงงาน ในนามของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศไทยกว่า 100,000 คน” นายพิพัฒน์ กล่าว

'บิ๊กต่าย' แถลงตำรวจ ปส. ปูพรมเปิดปฏิบัติการ '999 Episode 2' ยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่าย 'โน้ต ศดายุฯ' พร้อมกัน 23 จุด ทั่วประเทศ พร้อมจับทีมนักบินยึดยาบ้า 16 ล้านเม็ด

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งเน้นให้เดินหน้าเชิงรุกปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลการทุกเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับ รวมทั้งสืบสวนขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้ายาเสพติด รวมทั้งผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ                          

วันนี้ 16 ก.พ.67 เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สำราญนวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร์  เหลื่อมศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส. ,พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน  ตรารุ่งเรือง, พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1,พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส.และพล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. และ นายธัญญาวิทย์ พราวพิจักขณากูล นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ สำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมแถลงผลการปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ ของ บช.ปส. หลายคดี  

เริ่มที่ช่วงเช้าวันนี้ 16 ก.พ.67 กองบังคับการข่าวกรองยาเสพติด (บก.ขส.) ร่วมกับ กองบังคับการปราบปราม ยาเสพติด 1,3,4 และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ลงพื้นที่เปิดปฏิบัติการ “999 Episode 2” ขยายผลปิดล้อมตรวจค้นเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่าย “นายศดายุ หรือโน้ต” ใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ คือ กรุงเทพมหานคร, ปทุมธานี, นนทบุรี, อยุธยา, สุพรรณบุรี, นครปฐม และ เชียงราย รวม 23 เป้าหมาย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 59 บก.ขส. ได้สืบสวนเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล จนนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการ “999” ปิดล้อมตรวจค้นใน 27 จุดทั่วประเทศ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 33 คน ตรวจยึดยาบ้า 172,000 เม็ด,ไอซ์ 6 กก., ยาอี 1,450 เม็ด, คีตามีน ชนิดน้ำ 520 ขวด, คีตามีน ชนิดผง 6.4 กก., กัญชา 1 กก., ยาปลุกเซ็กซ์ 50,000 กล่อง ตรวจยึดรถยนต์ 10 คัน, มอเตอร์ไซค์ 2 คัน, บัญชีเงินฝาก 22 เล่ม, ปืน 7 กระบอก, กระสุนปืน 2,000 นัด, โฉนดที่ดิน, พระเครื่อง, ทองรูปพรรณ, พันธบัตรไทย มูลค่า 124 ล้านบาท, พันธบัตรลาว มูลค่า 56 ล้านบาท รวมมูลค่าทั้งหมด 400 ล้านบาท จากการขยายผลพบว่า นายศดายุ หรือโน้ต เป็นหัวหน้าเครือข่ายค้ายาเสพติดระดับสั่งการ โดยติดต่อสั่งยาเสพติดจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ลักลอบลำเลียง เข้ามาเก็บซุกซ่อนในพื้นที่ต่าง ๆ อาทิ นนทบุรี, โคราช, สมุทรปราการ, นครปฐม, ชลบุรี, หนองคาย, ชุมพร และกรุงเทพมหานคร จะมีเครือข่ายแบ่งการทำงานชัดเจน จนนำมาสู่การออกหมายจับ นายศดายุ พร้อมพวก รวม 9 ราย

กระทั่งวันที่ 13 ก.ย. 59 ตำรวจ บก.ขส. สืบทราบว่า นายศดายุ ได้จัดกิจกรรมเลี้ยงขอบคุณเอเย่นต์ ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง ในอำเภอเขาใหญ่ จึงร่วมปิดล้อมตรวจค้นจับกุมได้ 4 ราย ส่วนนายศดายุ และพวกรวม 5 คน ขับรถหลบหนี เจ้าหน้าที่ได้ขับรถไล่ติดตามพร้อมสกัดจับแต่เกิดการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจนถูกวิสามัญเสียชีวิตภายในรถ 1 ราย ส่วนนายศดายุ  กับพวกที่เหลือหลบหนีไปได้
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.66 ตำรวจ ภ.1, ภ.6 และ บช.น. ร่วมกันจับกุมตัว นายศดายุ เหลืองประดับใจ ได้บริเวณลานจอดรถ รีสอร์ท ณ บ้านทุ่ง อัมพวา ต.สวนหลวง อ.อัมพวา จว.สมุทรสงคราม ตามหมายจับของศาลาอาญา ที่ 262/2559 ในข้อหา“สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และได้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้สมคบกันแล้ว” ตำรวจ บก.ขส. จึงขยายผลพบว่าระหว่างหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน กระทั่งกลับเข้ามาในประเทศไทย นายศดายุ ยังคงค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่องจนถูกจับกุมได้ จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ได้มาพบ นายศดายุ จะนำมาซื้ออสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สิน เช่น ที่ดินเปล่า เพื่อนำมาสร้างโกดังเก็บยาเสพติด, ซุกซ่อนทรัพย์สิน และ เก็บสะสมรถแต่ง สำหรับการเปิดปฏิบัติการ “999 Episode 2” 23 เป้าหมาย สามารถตรวจพบเป้าหมาย 9 ราย ไม่พบ 10 ราย, อายัดเงินในบัญชีธนาคารจำนวน 2,800,000 บาท อายัดทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบ 51 รายการ อาทิ บ้านพร้อมที่ดิน, โกดัง, รถยนต์ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่อายัดทั้งหมด 150,000,000 ล้านบาท  

นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมเครือข่ายรายสำคัญได้อีก 5 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 9 ราย ยึดยาบ้า 16 ล้านเม็ด ไอซ์ 4 กก. อายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 8 ล้านบาท

คดีที่ 1 สืบเนื่องจาก ตำรวจ กก.1 บก.ปส.1 ทราบว่ามีกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด “เครือข่าย ดำเมืองกาญ” ในพื้นที่ จว.กาญจนบุรี จะขึ้นไปรับยาเสพติดทางภาคเหนือมาจำหน่ายในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑล กระทั่งวันที่ 30 ม.ค.67 พบความเคลื่อนไหวของรถเป้าหมาย หมายเลขทะเบียน กต 88xx นนทบุรี ขับขี่เข้าไปในพื้นที่ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จว.เชียงราย และขับลงมาช่วงเที่ยงของวันที่ 31 ม.ค.67 บริเวณถนนพหลโยธิน ตำบลวังมัน อำเภอสามเงา จว.ตาก ก่อนจะสกัดจับไว้ได้ บริเวณสะพานบ้านยางโองน้ำร่วมใจพัฒนา อำเภอบ้านตาก จว.ตาก ตรวจสอบพบ นายนที หรือเจต ยุวะเวส เป็นคนขับ ตรวจสอบรถพบยาบ้ากว่า 8 แสนเม็ด ซุกซ่อนบริเวณท้ายรถ 

คดีที่ 2 กลางดึกของวันที่ 28 ม.ค.67 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 ได้ตรวจยึดยาบ้า 1,140,000 เม็ด ได้บริเวณถนนทางดินริมทุ่งนา บ้านโล๊ะ ม.1 ต.สันต้นหมื้อ อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ หลังทำการสืบสวนเครือข่ายยาเสพติดชาวเขาเผ่าลาหู่ เครือข่ายของ นายจะนะ แอโหลซึ่งมีพฤติการณ์ใช้รถยนต์กระบะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดน ด้าน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ นำไปส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายเพื่อลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ ระหว่างเฝ้าติดตามพบรถต้องสงสัย ขับออกมาจากพื้นที่แนวชายแดน บ้านห้วยน้ำเย็น ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จว.เชียงใหม่ ใช้เส้นทางถนนชนบทสลับกับถนนทางดินริมทุ่งนา มุ่งหน้าไปทาง ต.แม่อาย - ต.มะลิกา - ต.แม่นาวาง - ต.สันต้นหมื้อ ลักษณะขับเร็วสลับช้าและจอดเป็นระยะๆ กระทั่ง เจ้าหน้าที่ได้เข้าแสดงตัวนำรถเข้าสกัดจับกุม รถกระบะ หมายเลขทะเบียน ผล 16xx เชียงใหม่ ระหว่างนั้นผู้ต้องหาคือ นายจะนะ ได้อาศัยความมืดทิ้งรถก่อนเปิดประตูวิ่งลงจากรถหลบหนีไปได้ ตรวจค้นรถกระบะพบยาบ้า 1,140,000 เม็ด

คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ม.ค.67 บก.ปส.4 จับกุม นายสูดี รือมัน ขณะขับรถเข้าด่านตรวจยาเสพติด อ.จะนะ จว.สงขลา เจ้หน้าที่พบวัตถุที่มีลักษณะน่าสงสัย จึงเชิญคนขับนำรถเข้าเครื่อง X-ray เพื่อทำการตรวจค้นอย่างละเอียด พบยาบ้า 1,620,000 เม็ด บรรทุกอยู่หลังรถในลักษณะตีคอก สอบถามผู้ต้องหา ระบุ รับยาบ้ามาจาก ต้นทาง จว.พระนครศรีอยุธยา เพื่อนำมาส่งในพื้นที่ปลายทาง จว.นราธิวาส  

คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 27 ม.ค.67 ตำรวจ บก.สกส. ร่วมกับ บก.ปส.1 และ บก.ขส. ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีเครือข่ายยาเสพติดจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ อ.แม่ริม จว.เชียงใหม่ ไปส่งลูกค้าในพื้นที่ จว.สระบุรี กระทั่งวันที่ 27 ม.ค.67 สามารถจับกุม นายจายตาล, นายวิน และ นายแลง ลุงเมือง ได้ที่ริมถนนพหลโยธิน หมายเลข 1 ต.ดาวเรือง อ.เมือง จว.สระบุรี พร้อมรถยนต์ TOYOTA รุ่น: HIACE สีขาว 1 คัน ตรวจค้นยาบ้า 12,200,000 เม็ด และ ไอซ์ 5 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในรถ หลังจากนั้นสามารถขยายผลจับกุม นายไซ ทูน ที่หลบหนีได้บริเวณ หอพักทิพย์แมนชั่น ห้องหมายเลข 412 ซ.หมู่บ้านเอื้ออาทร ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จว.นครปฐม ซึ่งทั้ง 4 ผู้ต้องหาเป็นสัญชาติเมียนมา นอกจากนี้ยังตรวจยึดทรัพย์สินอาทิ รถยนต์ และเงินสด 

คดีที่ 5 เมื่อวันที่ ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. รับแจ้งจากสายลับว่า เครือข่ายรายสำคัญจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคกลาง นำไปส่งมอบให้กับลูกค้าทางพื้นที่ภาคใต้ กระทั่งวันที่ 29 ม.ค.67 สามารถจับกุม 3 ผู้ต้องหา คือ นายทรงวุฒิ, นายสุริยา และ นายกิตติพร ได้บริเวณปั้มน้ำมัน ปตท. อ.เขาย้อย จว.เพชรบุรี ตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ภายในรถ  264,000 เม็ด รวมคดีที่ 4 และ 5 สามารถอายัดทรัพย์สินได้มูลค่า 7,520,000 บาท

สำหรับเดือน 1 ตุลาคม 2566 – 14 กุมภาพันธ์ 2567 ตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ได้จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด รายสำคัญ 99 คดี ผู้ต้องหา 170 คน ของกลาง ยาบ้า 132,494,672 เม็ด, ไอซ์ 2,892.26 กก. เฮโรอีน 79.47 กก. ,โคเคน 18.97 กก. และคีตามีน 1,201.22 กก. และตรวจยึดทรัพย์ ไว้ตรวจสอบมูลค่าประมาณ 606 ล้านบาท

‘บิ๊กโจ๊ก’ นำ ‘สมาคมชาวปักษ์ใต้’ แสดงพลัง ถวายกำลังใจ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

เมื่อวานนี้ (15 ก.พ. 67) สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคม พร้อมด้วยอุปนายก และกรรมการบริหารสมาคม ที่ปรึกษา อนุกรรมการ สมาชิกสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ สมาคมและชมรมเครือข่ายชาวใต้ทั้ง 14 จังหวัดทั่วทุกพื้นที่ พี่น้องชาวไทยทุกหมู่เหล่า ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน และสื่อมวลชนทุกสำนัก ได้มาร่วมกิจกรรมถวายพระพร และถวายกำลังใจแด่ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ ณ สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ เพื่อปกป้อง และแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อ ‘สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’ หลังกลุ่มทะลุวังแสดงพฤติกรรมก้าวล่วงขบวนเสด็จ ขับรถเข้าประชิด และเป่านกหวีดไล่ตามขบวนเสด็จ

สมาคมมีความซาบซึ้งในน้ำใจของทุกท่านที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเป็นการรวมพลังที่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่ได้ประจักษ์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พระองค์ทรงมีพระปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ พสกนิกรต่างยกย่องและชื่นชมในพระบารมี ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ ที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่าง ๆ มากมายมาโดยตลอด 

วันนี้จึงได้มีการรวมใจรวมพลังจากพี่น้องทั้งหลายทุกหมู่เหล่า ที่ได้มาร่วมกันถวายพระพรและถวายกำลังใจแด่พระองค์ท่าน โดยมีสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมขึ้นในครั้งนี้ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

สมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ โดยพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล นายกสมาคม อุปนายก และกรรมการบริหารสมาคม ก็ขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วย ที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันในครั้งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top