Saturday, 18 May 2024
NEWS

‘นักวิชาการ’ ชี้!! ข้าวเก่าค้าง 10 ปี เชื้อราเพียบ ใครที่ไปร่วมชิมเป็นสักขีพยานรับเคราะห์เต็มๆ

(8 พ.ค.67) รศ.พันทิพา พงษ์เพียจันทร์ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิย์ กินข้าวค้างสต๊อก 10 ปีโชว์ว่ายังนุ่มนวลพร้อมนำออกประมูล ว่า…

จากกรณีที่เอาข้าวเก่า ค้าง 10 ปี มาหุงรัปทานโชว์กัน ขอบอกว่าท่านได้รับสารพิษจากเชื้อราไปแล้วไม่น้อย หลายตัวหลายชนิดด้วย และใครที่ไปร่วมชิมเป็นสักขีพยานว่า ข้าวนั้นทานได้ ก็รับเคราะห์ไปด้วยค่ะ

1.ปกติอาหารสัตว์ เราจะเก็บพวกธัญเมล็ดต่าง ๆ (รวมถึงข้าว) ได้อย่างมาก 1 ปี ที่อุณหภูมิห้อง เช่นเดียวกับที่โรงสีที่โชว์เก็บ แต่ก่อนเก็บนอกจากรมควันแล้ว ความชื้นในเมล็ดธัญพืชจะต้องไม่เกิน 12% เพราะพวกนี้สามารถดูดซึมน้ำกลับได้ ซึ่งสภาพการเก็บของโรงสีที่เห็น ใส่ในกระสอบป่าน โอกาสดูดซึมน้ำกลับ ทำให้ความชื้นของเมล็ดข้าวสูงขึ้นแน่นอน

หากจะเก็บไว้นานกว่านี้ต้องเก็บในสภาพเย็นแบบแห้ง (Cold dry processing)* อุณหภูมิต้องไม่เกิน 13 °C ทำให้แมลงไม่ฟักออกเป็นตัว*

2.กระสอบป่านที่เก็บข้าว สภาพที่เห็น วางทับซ้อนกันสูงมาก อากาศไม่ถ่ายเท ส่งเสริมการดูดซึมน้ำกลับ ความชื้นในเมล็ดข้าวสูงขึ้น ส่งเสริมการเจริญของมอดแมลงต่าง ๆ
3.แม้จะรมยาแต่สถาพการวางทับกระสอบ รมยาไม่ทั่วถึงแน่นอน เพราะข้าวที่เอามาหุงแสดง ขณะล้างฟ้องอยู่แล้วว่ามีมอดข้าว ด้วง
4.การที่เมล็ดข้าวมีความชื้น ส่งเสริมการเติบโตของมอด แมลงต่าง ๆ* หลักฐานประจักษ์ขณะซาวข้าว (15 ครั้ง ตามข่าว ซึ่งข้าวปกติเราล้างไม่ถึง 3 ครั้ง)
5. การมีมอดแมลง มูลของแมลงเหล่านี้นำมาซึ่งการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรีย* ทำให้เน่าได้รับสารพิษโดยไม่รู้ตัว
6.จากสภาพข้าวที่หุงออกมา จะมีข้าวจำนวนไม่น้อย ที่มีสีน้ำตาลตรงปลายเมล็ด นั่นคือเม็ดข้าวที่ขึ้นรา อย่างน้อยต้องตรวจพบสารพิษอะฟลา 1 ตัว ตรวจง่าย ๆ โดยใช้เทคนิค บี จี วาย ฟลูโอเรสเซนท์ (Bright Greenish-Yellow Fluorescent) **ซึ่งสารนี้ทนอุณหภูมิได้ถึง 250°C** และยังจะมีสารพิษอื่น ๆ ตามมาอีกหลายตัว อุณหภูมิข้าวที่เราหุงน้ำเดือด 100°C ไม่สามารถทำลายพิษจากเชื้อราได้ อาจได้แค่แบคทีเรียจากมูลของแมลง

เห็นเจตนาดีของท่านที่จะหาเงินกลับคืน ขอแนะนำว่า…

1.อย่าขายให้คนหรือสัตว์นำไปบริโภค ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเราจะมีคนป่วยด้วยมะเร็งมากขึ้น สำหรับผู้บริโภคโดยตรง
2.กรณีนำไปเลี้ยงสัตว์ เราจะได้ผลิตภัณฑ์ เนื้อ นม ไข่ ที่มีสารพิษจากเชื้อราตกค้างในอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น
3.การนำไปขายให้แอฟริกา ชื่อเสียงข้าวเน่าเสียของไทยจะกระจายไปทั่วโลก คู่แข่งเราจะได้เปรียบ กว่าเราจะกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาคงหลายปี เสียตลาดข้าวให้คู่แข่ง โดยเขาไม่ต้องออกแรงเลย และที่สำคัญบาปตกอยู่กับผู้คิด ผู้ขาย แน่นอน
4.ขอแนะนำให้นำข้าวเหล่านี้ ไปผลิตเป็นแอลกอฮอล์ หรือน้ำส้มสายชู จะดีกว่า สอบถามนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์การอาหารต่อไปค่ะ

หมายเหตุ : การตรวจสอบสารพิษเหล่านี้ มีตามมหาวิทยาลัยที่มีห้องแลปตรวจอาหารทั่วไปหรือกรมปศุสัตว์หรือบริษัทรับตรวจสารพิษในอาหาร

'ไทย สมายล์ บัส' ไล่ออก!! 'กัปตันเมล์-บัสโฮสเตส' ใช้วาจาไม่สุภาพ แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้โดยสาร

(8 พ.ค. 67) จากเพจ 'ไทยสมายล์บัส' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

ไทย สมายล์ บัส สั่งลงโทษ 'กัปตันเมล์-บัสโฮสเตส' ใช้วาจาไม่สุภาพ แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้โดยสาร โดยให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานทันที ซึ่งทางบริษัทต้องการยกระดับการให้บริการขนส่งสาธารณะ ที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรกับผู้ใช้บริการทุกคน

ทุกเคสที่ผู้โดยสารพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะของพนักงาน และได้แจ้งร้องเรียนเข้ามาทาง In-box ‘ทางบริษัทได้รับเรื่อง พร้อมทำการตรวจสอบทุกเคส’ หากพบว่ามีความผิดจริง บริษัทจะดำเนินการลงโทษพนักงานตามมาตรการต่อไปโดยไม่มีการเลือกปฎิบัติ

อัปเดต 5 ธุรกิจ ‘เสี่ยโน้ส อุดม แต้พานิช’ อีกหนึ่งบทบาทสำคัญนอกเหนือทอล์กโชว์

(8 พ.ค.67) สำนักข่าวอิศราได้รายงานว่า กลายเป็นประเด็นดรามา-ทอล์ก ออฟทาวน์อีกครั้ง ของ ‘โน้ส-อุดม แต้พานิช’ นักทอล์กโชว์ชื่อดัง

ล่าสุดผ่านเพจ Netflix แอปบริการสตรีมมิ่งชื่อดัง ได้โพสต์คลิปโปรโมตทอล์กโชว์ ‘เดี่ยวสเปเชียล ซูเปอร์ซอฟต์พาวเวอร์’ เนื้อหาบางช่วงพูดดึงความพอเพียง เหน็บ ๆ หยิก ๆ สับ ๆ ‘คนรวยลงรถตู้ทำเศรษฐกิจพอเพียง’ สร้างความไม่พอใจแก่คนในสังคม เหล่าคนดังจำนวนมาก บางรายออกมาโพสต์โต้กลับดุเดือดทำนองคราวหน้าคราวหลังอย่าทำเยี่ยงนี้อีก

หากจำกันได้ 2 ปี ก่อนยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 11 ตุลาคม 2565 ‘โน้ส’ก็ออกมาทอล์กโชว์ พาดพิงเรื่องกู้เงิน, ผลงาน ฯลฯ แต่ไม่พูดถึงมาหยิกขบประเด็นทุจริตโครงการขนาดใหญ่อย่างกรณีรับจำนำข้าว ฯลฯ จนแฟนคลับลุงบอกว่า ‘โน้สเลือกข้าง’

ในมุมธุรกิจที่เคยนำข้อมูลมารายงานไปแล้ว นักพูดรายนี้ถือหุ้นและ/หรือเป็นกรรมการ 5 บริษัท ได้แก่…

1.บริษัท ลองรวย จำกัด ขายของชำ
2.บริษัท ทุเรียน จำกัด จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม ไอศกรีม และเบเกอรี่
3.บริษัท พอดีพานิช จำกัด ออกแบบผลิตภัณฑ์ รับจ้างการแสดง และเขียนหนังสือเพื่อจำหน่าย 
4.บริษัท เมดอินแฮปปี้แลนด์ จำกัด จัดการแสดงทางธุรกิจและการแสดงสินค้า (จัดงานแสดงโชว์ รับจ้างแสดง ถ่ายโฆษณา แสดงแบบ)
5.บริษัท เอ็ม.โอ.ดี.ช็อป จำกัด ออกแบบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก

ผลประกอบการรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2564 มีกำไรสุทธิเพียงบริษัทเดียว คือ บริษัทคือ บริษัท เมดอินแฮปปี้แลนด์ จำกัด รายได้รวม 28,608,901.97 บาท กำไรสุทธิ 895,887.29 บาท งบดุล สินทรัพย์รวม 99,224,807.71 บาท หนี้สิน 87,180,540.19 บาท กำไรสะสม 7,044,267.52 บาท อีก 4 บริษัทแจ้งผลประกอบการขาดทุน

ผ่านมาเกือบ 2 ปี ในช่วงกระแสเชี่ยว มาอัปเดตสถานะของเขาอีกครั้ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ‘โน้ส อุดม’ ยังมีชื่อเป็นกรรมการและหรือถือหุ้นธุรกิจ 5 บริษัท ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสำคัญคือ 2 บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

1.บริษัท เมดอินแฮปปี้แลนด์ จำกัด รอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2564 2564 รายได้รวม 28,608,901.97 บาท กำไรสุทธิ 895,887.29 บาท รอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค. 2565 รายได้รวม 230,817,842.82 บาท กำไรสุทธิ 43,630,419.66 บาท เปรียบเทียบตัวเลข 2 ปี รายได้เพิ่มขึ้น 202,208,941 บาท กำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 42,734,532 บาท

2.บริษัท เอ็ม.โอ.ดี.ช็อป จำกัด ออกแบบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก รอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2564 รายได้รวม 29,346.14 บาท ขาดทุนสุทธิ 304,253.57 บาท รอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2565 รายได้รวม 16,758,915.14 บาท กำไรสุทธิ 826,789.83 บาท เปรียบเทียบตัวเลข 2 ปี รายได้เพิ่มขึ้น 16,729,569 บาท กำไรสุทธิ เพิ่มขึ้น 522,536 บาท

ขณะที่ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ลองรวย จำกัด บริษัท ทุเรียน จำกัด และ บริษัท พอดีพานิช จำกัด ผลประกอบการรายได้หลักหมื่นบาท และ 1.4 ล้านบาท ตามลำดับ ขาดทุนสุทธิเหมือนเดิม

สำหรับคนดังที่ร่วมหุ้นกับ ‘โน้ส’ มี นายอัครเดช ยอดจำปา (ก้อง ห้วยไร่ นักร้องลูกทุ่ง หมอลำ) ใน บริษัท ลองรวย จำกัด ด้วย

จากตัวเลขผลประกอบการ เห็นได้ว่า ผ่านไปเกือบ 2 ปี ฐานะทางธุรกิจเจ้าของทอล์กโชว์มั่งคั่งมากขึ้นจาก ‘โน้ส’ เป็น ‘เสี่ยโน้ส’ ไปแล้ว ?

สืบนครบาล รวบ บัญชีม้ามิจฉาชีพหลอกให้กู้เงินออนไลน์ ใช้อุบายให้โอนค่าค้ำประกันเงินกู้ต่างๆ สุดท้ายสูญเงิน

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์. รรท.ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร  ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมทางออนไลน์ ที่กระทำความผิดทุกรูปแบบ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก โดย ชุดลาดตระเวนออนไลน์บก.สส.บช.น. ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียหายผ่านเพจ สืบนครบาล IDMB ให้ช่วยสืบสวนติดตามจับกุมตัว นายกิจประดิษฐ โฆษณาให้กู้ยืมเงินออนไลน์แอดไลน์ชื่อบัญชี จ๊ะจ๋า และได้สนทนาว่าสนใจกู้ยืมเงินจำนวน 160,000 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถ้วน) ผู้ไปยังบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี นายกิจประดิษฐ์ 

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 พล.ต.ท. ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.อิสเรศ ปาลาพงศ์, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก สส.บช.น., พ.ต.อ.อรรชวศิษฏ์ ศรีบุณยมานนทน์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.วิโรฒ จนุบุษย์ รอง ผกก.สส3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.นิธิ ปิยะพันธุ์ รอง ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ท.สัญญลักษ์ สังขะภักดี สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น.
ได้สั่งการให้ ร.ต.อ.ชาญชัย น่าดู รอง สว.กก.สส.3 ฯ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ( ชุดปฏิบัติการที่  3/1) ดำเนินการ จับกุมตัว

นายกิจประดิษฐ อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา ต.ท่าสัก อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์  

ผู้ต้องหามีหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 117/2566  ลงวันที่  22 กุมภาพันธ์ 2566 โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฉ้อโกงทรัพย์ประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ให้ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

จับกุมที่ บริเวณทางเดินเท้า ถนนลงหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี

พฤติการณ์การกระทำความผิดได้มีผู้เสียหายเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนแจ้งว่า ขณะอยู่บ้านพักอาศัย ตนได้ค้นหา เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน ผ่านเว็ปไซต์ จากนั้นได้พบโฆษณาให้กู้ยืมเงินออนไลน์ ตนสนใจจึงได้แอดไลน์ชื่อบัญชี จ๊ะจ๋า และได้สนทนาว่าสนใจกู้ยืมเงินจำนวน 160,000 บาท (หนึ่งแสนหกหมื่นบาทถ้วน) ผู้ใช้ไลน์ชื่อ จ๊ะจ๋าจึงได้ออกอุบาย ให้ตนโอนเงินไปก่อนเพื่อเป็นการค้ำประกันการกู้ยืมเงิน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 15.06 น. ตนจึงได้โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ของตนเองไปยังบัญชีธนาคาร ชื่อบัญชี นายกิจประดิษฐ์ เป็นเงินจำนวน 24,728 บาท ต่อมาไม่ได้รับเงินตามที่ได้กู้ยืมไป จึงขอเงินคืน แต่ผู้ใช้ไลน์ชื่อ จ๊ะจ๋า กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืนเงินให้  หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย เบื้องต้นมีผู้เสียหายหลายรายหลงเชื่อถูกหลอกให้โอนเงินไป ซึ่งอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

เบื้องต้นยังพบประวัติการหลอกลวงของผู้ต้องหาใน 
blacklistseller

จากการตรวจสอบในฐานระบบยังพบมีหมายจับอีก 2 หมาย 
1. หมายจับศาลจังหวัดชุมแพที่ 103/2564 ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ฉ้อโกง”
2. หมายจับศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ 321/2565 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชนและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนปลอมให้ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชนฯ

ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า โดยเมื่อประมาณปี 2564 ด้วยผู้ต้องหาได้รู้จักกับกลุ่มเพื่อนที่พักอาศัยเเถวบ้าน  ได้ว่าจ้างให้ผู้ต้องหาเปิดบัญชีม้า โดยจะได้รับค่าตอบเเทนในการเปิดบัญชีครั้งล่ะ 500 บาท/ต่อครั้ง โดยมิได้ถามว่าจะนำไปใช้อะไร เเละได้นำเงินค่าจ้างดังกล่าวไปใช้ในชีวิตประจำวัน

พล.ต.ต.ธีรเดช ฝากเตือนสำหรับผู้ที่อยากกู้เงิน ต้องค่อย ๆ ตั้งสติและมองหาแหล่งกู้เงินด่วนที่ปลอดภัย หากต้องการกู้เงินออนไลน์ผ่านทางแอปพลิเคชันต่าง ๆ ควรมีการตรวจสอบแหล่งกู้เงินออนไลน์ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ และได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ https://www.bot.or.th/th/license-loan

‘ฮาร์ท สุทธิพงศ์’ ถูกอัยการยื่นฟ้อง ม.112 หลังโพสต์หมิ่นเบื้องสูง ศาลประทับรับฟ้อง!! ให้ประกันตัว 2 แสน - ห้ามออกนอกประเทศ

เมื่อวานนี้ (7 พ.ค.67) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ 3 ได้นำตัว นายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือฮาร์ท อดีตพิธีกรและนักร้องชื่อดัง มายื่นฟ้องต่อศาลในความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

จากกรณี นายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือฮาร์ท อดีตพิธีกรและนักร้องชื่อดัง ได้แชร์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถาบันฯ เกี่ยวกับเรื่องโรคโควิด ช่วง พ.ศ.2564 ทำให้ในเวลาต่อมา นายอภิวัฒน์ ขันทอง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เข้าแจ้งความกับพนักงาน สถานีตำรวจนครบาล (สน.) นางเลิ้ง ให้ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560

โดยศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ483/2567 โดยจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวพร้อมหลักทรัพย์ 2 แสนบาท ศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้วอนุญาตปล่อยชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศยกเว้นได้รับอนุญาต

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567

วันที่ 7 พ.ค.67 เวลา 10.00 น. ทัพเรือภาคที่ 1 โดยมี ว่าที่ น.อ.ชิตพงศ์  ช้างงาม ช่วยปฏิบัติราชการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา จำนวน 10 นาย เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนากับศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี กิจกรรมประกอบด้วยการปลูกป่าชายเลน เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกิจกรรมทำความสะอาดบริเวณชายหาด ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ม.2 ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จว.ชลบุรี 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

#ทัพเรือภาคที่1
#จิตอาสาพระราชทาน
#เทิดทูนสถาบัน_ยึดมั่นระเบียบวินัย_ประชาชนภูมิใจ_ทะเลไทยมั่นคง
#Fit_for_the_Future
 

พิจิตร-มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย หน่วยงานกระทรวงแรงงาน จ.พิจิตร กลุ่มไทยสมายล์ เติมกำลังใจ ให้ผู้พิการและผู้ยากไร้ 

​วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์  ทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ กรุ๊ป  ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ และอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 4 ราย และอีก 2 ราย ณ บ้านของผู้แจ้งความประสงค์ ที่อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร   โดย มี นายสมชาติ สุภารี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าหน่วยราชการในสังกัดกระทรวงแรงงาน จ.พิจิตร ให้การต้อนรับ 

​นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ 
และผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ จำนวน 4 คัน และไม้เท้าพยุงสามขา จำนวน 2 อัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนการขนส่งสิ่งของมายัง จ.พิจิตร โดย บริษัท สมบัติทัวร์ จำกัด มามอบให้กับ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ตามที่ได้รับการประสานจาก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ได้ส่งมอบรถเข็นวีลแชร์ที่ อาคารสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน จังหวัดพิจิตร จำนวน 4 ราย ได้แก่ นางศิริพร บุญยัง (อายุ 39 ปี) นายบรรเจิด บุญเลิศ (อายุ 69 ปี) นางบุญรอด แซ่เจียม (อายุ 81 ปี) และนางถนอมศิลป์ สว่างวงษ์ภักดิ์ (อายุ 82 ปี) นอกจากนี้ยังได้ไปมอบไม้เท้าพยุงสามขา จำนวน 2 ราย ที่บ้านของผู้แจ้งความประสงค์ ณ บ้านของผู้แจ้งความประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เป็นจำนวน 2 คัน ได้แก่ นายดำ คามวาศรี (อายุ 78 ปี) และนางเกศนีย์ แซ่เจียม (อาย 64 ปี) ซึ่งทั้ง 6 ราย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน มอบกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป

‘ไรเดอร์’ เล่านาทีวัดใจ ส่งออเดอร์ให้ลูกค้าหน้าเรือนจำ ก่อนถูกสั่งให้วางไว้-เรียกชื่อ รับ!! เครียด แต่เป็นหน้าที่

(7 พ.ค.67) จากกรณีผู้ใช้ TikTok แม็ก มณฑล นักร้องส้นตีณ แชร์ไลฟ์ในติ๊กต็อกว่า 1 วันพันกว่าเรื่อง ได้รับออเดอร์มาให้มาส่งที่เรือนจำ เราคิดว่าเมียผู้คุมหรือผู้คุมสั่งแต่ไม่ใช่ เขาเขียนมาว่าให้เอาข้าวมันไก่ไปวางไว้ข้างกำแพงแล้วก็ให้เรียกชื่อ…..มากินข้าว โอ๊ยทำไมมันโชคดีตั้งแต่เช้าออเดอร์แรกด้วยครับ

บรรยากาศเรือนจำภูเก็ตสาขาในเมืองร้างไปแล้ว โคตรแจ็คพอตเลยจริง ๆ นี่ไงบรรยากาศคือร้างไปแล้ว ไม่มีนักโทษแล้ว เขาย้ายไปเรือนจำใหม่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นผม แต่เป็นหน้าที่ผมเข้าใจเครียดเลยไม่รู้จะทำอย่างไรสู้กันต่อไปชีวิต พร้อมข้อความว่า เจอออเดอร์การกุศล ให้วางข้างกำแพงแล้วเรียกชื่อ

หลังจากแชร์ออกไปมีคนเข้ามาวิจารณ์เป็นจำนวนมาก เช่น ป้ายทะเบียนกับเลขออเดอร์อะไร, แกะให้เค้าม้าย เปิดห่อข้าว แล้วเรียกค่ะ, ตอนเด็ก ๆ ตาเป็นผู้คุมที่เรือนจำภูเก็ต ไปทุกปิดเทอม เพิ่งรู้ว่ามันร้างแล้วเพราะกลับมาอยู่สตูล เป็นต้น

ทั้งนี้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ไรเดอร์ ถูกเรียกให้ไปส่งที่เรือนจำเก่า ตั้งอยู่ที่ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต

‘อ.เฉลิมชัย’ ตะโกนดังๆ จากจอร์เจียถึง ‘โน้ส อุดม’ อย่าดูหมิ่น ‘รุ่นพี่-ครูอาจารย์’ ที่ถากถางทางให้เดิน

(7 พ.ค. 67) เฟซบุ๊กของ ‘นรินทร ทามาส’ ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสนิทของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย ปัจจุบันได้ประกาศถอนตัวออกจากกิจกรรมทางสังคมทั้งหมดและหันไปขับขี่รถจักรยานยนต์ท่องเที่ยว ได้เผยแพร่คลิปที่มีความยาวประมาณ 1.56 วินาที พร้อมข้อความว่า…

"ท่านอาจารย์ฝากถึง พี่โน้สอุดม" 

โดยในคลิปอาจารย์เฉลิมชัยบอกว่าปัจจุบันตนไปท่องเที่ยวที่ประเทศจอร์เจีย ในทวีปยุโรป และอยากบอกถึงโน้ส อุดม ว่าตนได้หิวแสงตามที่โน้ส อุดม พูดแต่อย่างใด รวมทั้งโน้ส อุดม ยังพูดพาดพิงไปถึงอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงรายที่ล่วงลับไปแล้ว ขณะที่ตนก็เป็นศิลปินแห่งชาติจึงขอบอกว่าจะพูดสิ่งใดก็ได้แต่อย่าเอื้ออ้างถึงพวกตน

"มึงอย่าบอกว่าเด็กเก่งกว่ากู กูยอมรับว่าเด็กมันเก่งกว่ากู มันหาเงินได้ 100 ล้านได้ภายในวันสองวัน มันก็เก่ง ก็ดีแล้วไง เหมือนกูมึงรู้ไหมสมัยกูเป็นเด็ก กูหาเงินง่ายกว่าทุกคน กูดัง พี่หวันก็เหมือนกัน มึงเข้าใจไหม ทางเดินทุกวันนี้กูได้ดิบได้ดีเพราะพี่หวัน เพราะรุ่นเก่ารุ่นแก่ ครูบาอาจารย์ รุ่นพี่กูทุกคนในวงการศิลปะ ในวงการถากถางหญ้ามาให้กู กูถึงได้มีทุกวันนี้" 

อาจารย์เฉลิมชัย กล่าวและฝากถึงโน้ส อุดม ว่า “ให้ไปถามคนรุ่นใหม่ที่เติบโตกันขึ้นมาแล้วประสบความสำเร็จว่าหากไม่มีพวกตนถากถางเส้นทางให้จะหาเงินได้วันละ 200 ล้านหรือไม่ เด็กเก่งมีมากเท่าไหร่บ้านเมืองเราก็เจริญเท่านั้น ตนจึงขอให้เข้าใจและอย่าบูลลี่คนเก่งที่เป็นศิลปินแห่งชาติ จะพูดเรื่องใดก็ได้แต่อย่าพูดถึงศิลปินแห่งชาติ”

"มึงดูถูกพวกกูไอ้ห่...กูถากถางหญ้าให้มึง กูไม่เคยดูถูกรุ่นพี่กูทั้งหมด ครูบาอาจารย์รุ่นเก่า กูเคารพเขาทั้งหมดเพราะเขาถากถางให้กู มึงเข้าใจไหม กูเดินตามเขา พูดเห..ปากหมาเรื่อยมึง ไอ่สั..ไอ้น้องส้นตี.." อาจาย์เฉลิมชัยพูดถึงโน้ส อุดม ส่งท้าย

นราธิวาส-แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุคนร้ายรอบวางระเบิด กลางเมือง จ.นราธิวาส บริเวณรินเขื่อนท่าพระยาสาย

พร้อมเน้นย้ำเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่  และกำชับให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการดูแลเรื่องสิทธิต่างๆแก่ผู้เสียหาย โดยด่วน จากเหตุการณ์คนร้ายได้วางระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งติดตั้งในรถจักรยานยนต์ และจอดไว้บริเวณหน้าเขื่อนท่าพระยาสาย ถนนภูผาภักดี ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส เมื่อคืนของวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เวลา 21.30 น. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวลาที่พี่น้องประชาชนใช้พื้นที่ดังกล่าวพาบุตรหลานมาพักผ่อน และออกกำลังกาย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 10 ราย เจ้าหน้าที่ อส. 2 ราย ประชาชนเพศหญิง 3 ราย, ประชาชนเพศชาย 3 ราย และประชาชนเพศหญิง สัญชาติมาเลเซีย 2 ราย

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบและควบคุมพื้นที่ รวมทั้งได้ทำการปิดกั้นการจราจรโดยประสานชุดหน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด เคลียร์พื้นที่ พร้อมกับชุดพิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อขยายผลติดตามต่อคนร้านมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยังคงปิดกั้นการจราจรไม่ให้พี่น้องประชาชนใช้เส้นทางในการสัญจร เพื่อความปลอดภัย ซึ่งพื้นที่โดยรอบยังคงมีร้านค้าของพี่น้องประชาชนที่เปิดให้บริการ ยังคงเปิดทิ้งไว้ไม่มีการเก็บร้านเพราะตกใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้

ขณะที่ในวันนี้ 7 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.30 น. ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9  พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส  นาวาเอกสันติ  เกตุศรีพงศ์ษา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ได้ให้การต้อนรับ พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ได้ลงตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดเหตุ ณ  บริเวณริมเขื่อนท่าพระยาสาย ถนนภูผาภักดี ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส

พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4  ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่า “จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ แม่ทัพภาคที่ 4, ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และส่วนที่เกี่ยวข้องได้พูดคุยและประเมินต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยได้เน้นย้ำส่วนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนให้เพิ่มการดูแล และคุมเข้มในพื้นที่ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราได้เน้นย้ำเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยช่วงนี้จังหวัดนราธิวาสได้มีการจัดงานประจำปี ทางเจ้าหน้าที่เลยเน้นหนักและมีการคุมเข้มในส่วนของสถานที่จัดงาน ซึ่งมีพี่น้องประชาชนเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก อาจทำให้เกิดช่องว่างของการก่อเหตุและเกิดเหตุขึ้นครั้งนี้ หลังจากนี้คงต้องกลับไปวิเคราะห์สถานการณ์ และคุมเข้มให้มากกว่าเดิม จุดไหนที่มีช่องว่างให้ปิดช่องว่างในทุกจุด

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ไปต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน คงต้องมีการตรวจตราเรื่องยานพาหนะอย่างเข้มงวดมากกว่าเดิม อาจมีผลกระทบเรื่องความล่าช้าในการเดินทางบ้าง แต่อยากขอความร่วมมือให้พี่น้องประชาชนเข้าใจต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วย” นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยังได้กำชับให้ส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการดูแลเรื่องสิทธิต่างๆ และการรักษาเป็นการด่วน ตลอดจนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ และตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางรอง ที่คาดว่าคนร้ายจะใช้ในการหลบหนี พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในทุกจุด โดยประสานการทำงานร่วมกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น เพื่อติดตามคนร้ายให้ได้โดยเร็ว สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นเบาะแสของกลุ่มคนร้ายสามารถแจ้งได้ที่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงประจำพื้นที่ หรือหมายเลขสายด่วนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า หมายเลข 1341 หรือ หมายเลขโทรศัพท์สายตรง แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หมายเลข 061-1732999 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยทุกเบาะแสที่แจ้งเข้ามาจะถูกปิดเป็นความลับ

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส 

ป.ป.ส. จับมือ 7 หน่วยงานภาคี ลง MOU ร่วมมือปลุกพลังนิคมอุตสาหกรรม ร่วมต้านภัยยาเสพติด พร้อมเปิดโอกาสผู้ผ่านการบำบัดเข้าทำงาน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 สำนักงาน ป.ป.ส. โดย พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วมกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือภายใต้โครงการ ปลุกพลังนิคมอุตสาหกรรม ร่วมต้านภัยยาเสพติด โดยมี นางบุปผา กวินวศิน รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สายงานพัฒนาที่ยั่งยืน) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นางโสภา เกียรตินิรชา อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมการแพทย์ พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมลงนามข้อตกลง ณ ห้องประชุมชิดชัย วรรณสถิตย์ สำนักงาน ป.ป.ส.

โครงการปลุกพลังนิคมอุตสาหกรรม ร่วมต้านภัยยาเสพติด เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดเข้าสู่สถานประกอบการ พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถานประกอบการมีระบบดูแล ช่วยเหลือ ลูกจ้าง นำลูกจ้างเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษายาเสพติด และรับกลับเข้าทำงาน พร้อมทั้งให้โอกาสผู้ผ่านการบำบัดรักษายาเสพติดมีโอกาสเข้าทำงาน ซึ่งการป้องกันยาเสพติดในกลุ่มผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการที่นับเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศชาติ จึงกำหนดให้มีการขับเคลื่อนและบูรณาการทำงานร่วมกันในระดับนโยบาย ระหว่าง 7 หน่วยงานขึ้น

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานนับเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ และเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญยิ่ง ในการพัฒนาประเทศชาติปัจจุบันมีแรงงานในระบบจำนวน 19.4 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จำนวนกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเพื่อให้เกิดมีมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในนิคมอุตสาหกรรม ทั้ง 7 หน่วยงานจึงได้มีข้อตกลงที่จะให้เกิด โครงการปลุกพลังนิคมอุตสาหกรรม ร่วมต้านภัยยาเสพติด ขึ้น ซึ่งเพื่อบรรลุเป้าหมายโครงการ คือ สถานประกอบการในทุกนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และเกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐในการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล แต่ละหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการจะขับเคลื่อนงานในบทบาทของหน่วย คือ

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ถือเป็นหน่วยที่รับผิดชอบดูแลแรงงาน และ ยังเป็นที่ตั้งของสถานประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จะมีบทบาทสำคัญในการประสาน ความร่วมมือกับผู้ประกอบการ และปลุกพลังให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานร่วมกัน ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และหน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ กรมการปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทในการร่วมดำเนินการค้นหา เฝ้าระวัง และสร้างการมีส่วนร่วมของ ผู้นำหมู่บ้าน/ชุมชนในการร่วมเฝ้าระวังปัญหา ยาเสพติดในพื้นที่นิคม อุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบ โดยมีหน่วยงานสาธารณสุข ได้แก่ สำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมการแพทย์ ให้การสนับสนุน ให้ค้นหา คัดกรอง และให้คำปรึกษาแนะนำในการประสาน ส่งต่อผู้เสพ/ผู้ติดให้ได้เข้ารับ การบำบัดอย่างเหมาะสม - สำนักงาน ป.ป.ส. ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือ พร้อม ให้การสนับสนุนทุกหน่วยงานในการดำเนินงาน ทั้งในระดับนโยบาย และมี สำนักงาน ปปส.ภาค 1 – 9 / กทม. สนับสนุนการดำเนินงานในระดับพื้นที่

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้เน้นให้เจ้าของสถานประกอบการดำเนินการค้นหาผู้เสพผู้ติดยาเสพติดในสถานประกอบการเพื่อส่งเสริมให้เข้ารับการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสม ที่สำคัญอีกอย่างคือการสนับสนุนให้สถานประกอบการให้โอกาสแก่ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดกลับเข้าทำงาน โดยในอดีต ผู้เสพยาเสพติดมักถูกตีตราและไม่ได้รับโอกาสให้เข้าทำงานในสถานประกอบการ ส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นตามมา คือ การกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ ปัญหาครอบครัวขาดรายได้ การผันตัวจากผู้เสพไปเป็นผู้ค้าเสียเอง ซึ่งตามนโยบายเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วยของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องแบ่งประเภทระหว่างผู้เสพกับผู้ค้าซึ่งผู้เสพคือผู้ป่วยเน้นการรักษา และให้โอกาสเพื่อคืนคนดีสู่สังคม ในขณะที่ผู้ค้ายาเสพติด ที่เป็นต้นตอของปัญหา ต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

สืบนครบาลรวบคู่หูโจรขโมยรถจักยานยนต์ย่านสำเพ็ง เอาไปชำแหละอะไหล่ขายมือสองผ่านออนไลน์

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ให้ปราบปรามจับกุมอาชญากรรมที่กระทำความผิดทุกรูปแบบซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริต รถจักรยานที่จอดไว้ตลาดสำเพ็งสูญหายไป จากการสืบสวนพบว่าคนร้ายมี 2 คนใช้วิธีถีบคอรถ แล้วถอดเปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียนเพื่อหลบเลี่ยงจากถูกจับกุม  แต่สุดท้ายไม่รอด

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 พล.ต.ท. ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.อิสเรศ ปาลาพงศ์   รอง ผบก สส.ฯ, พ.ต.อ.อรรชวศิษฎ์ ศรีบุญยมานนท์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.วิโรฒ จนุบุษย์ และ พ.ต.ท.นิธิ ปิยะพันธุ์ รอง ผกก.สส.3ฯ ได้สั่งการให้  พ.ต.ต.วรุตม์ คำหล้า สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พร้อมด้วย ร.ต.อ.พิชชากร กองสวัสดิ์, ร.ต.อ.พงศธร อารีย์ รอง สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น.ชุดปฏิบัติการที่ 3 ดำเนินการได้ร่วมกันจับกุม
1. นายวุฒิชัย   เสนสม อายุ 22 ปีที่อยู่บ้านเลขที่ 62 ซ.รังสิต-นครนายก 56 ซอย 1 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.440/2567 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2567
2.นายอกนิษฐ์หรือกาย  แก่นจ้าย อายุ 21 ปี ที่อยู่   335/37 ช.สายไหม 33/1 แขวงสายไหม เขตสายไหม กทม. ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.439/2567 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2567

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโตยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือ การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม"
จับกุมผู้ต้องหาที่ 1 ที่ บริเวณข้างโรงแรม ซอยรังสิต - นครนายก 14  อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
จับกุมผู้ต้องหาที่ 2 ที่ บริเวณหน้าบ้าน ซ.รังสิต-นครนายก 47 ม.ศรีประจักษ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พฤติการณ์ในคดี เมื่อวันที่ 27 มี.ค.2567 นายกาย (นาย อกนิษฐ์) ได้มาหานายวุฒิชัยฯ เพื่อชักชวนขับขี่รถจักรยานยนต์ ไปสำเพ็ง ถนนเยาวราช พื้นที่ สน.จักรวรรดิ ต่อมา ช่วงเวลาประมาณ 5ทุ่ม - เที่ยงคืน ได้เจอรถจักรยานยนต์ Pcx สีเทา-ดำ ของผู้เสียหายจอดอยู่บริเวณตลาดสำเพ็งโดย"ไม่ได้ล็อคคอรถ" จึงได้ทำการลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ดังกล่าว ให้เพื่อนขึ้นคล่อมรถจักรยานยนต์ แล้วนายกายใช้เท้ายันรถเพื่อนำกลับไปบ้านพัก และถอดแผ่นป้ายทะเบียนออก โยนแผ่นป้ายทะเบียนทิ้ง เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตาม จากนั้นชำแหละ ขายเป็นอะไหล่ขายมือสอง ในเพจ เมื่อขายได้ จึงแบ่งเงินกันประมาณคนละประมาณ 4,000 ถึง 5,000 บาท

จากการตรวจสอบประวัตินายกาย เมื่อปี 2566 เคยก่อเหตุ 2 ครั้ง คือ ลักรถจักรยานยนต์ ในเมืองทองธานี พื้นที่ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และลักทรัพย์สินภายในบ้านผู้เสียหาย มูลค่าประมาณ 70,000 บาท พื้นที่ สภ.ประตูน้ำจุฬา จ.ปทุมธานี

ในชั้นจับกุม นายวุฒิชัยได้ให้การว่า วันที่ 27 มี.ค.2567 ว่านายอกนิษฐ์ฯได้เดินทางมาหาตนที่โรงแรมดังกล่าวฯซึ่งเป็นเวลาเลิกงานของตนพอดีจากนั้นจึงได้ชักชวนไปเอารถจักรยานยนต์ เพื่อที่นายอกนิษฐ์จะได้จ่ายหนี้ที่ค้างกับตนไว้จำนวนเงิน 4,000 บาท ที่ตลาดสำเพ็ง ถ.เยาวราช โดยใช้รถจักรยานยนต์ Honda wave ของตนและได้เจอรถจักรยานยนต์ Pcx สีเทา-ดำ จอดไว้บริเวณตลาดสำเพ็ง นายอกนิษฐ์จึงได้บอกตนว่าขึ้นคล่อมรถจักรยานยนต์ดังกล่าวมาที่หมู่บ้านฯของนายอกนิษฐ์โดยใช้เท้ายันรถ ตนจึงทราบว่าเป็นรถที่ถูกลักทรัพย์มาจากนั้นนายอกนิษฐ์ได้ให้ตนถอดแผ่นป้ายทะเบียนออกเพื่อกันตำรวจเห็น แล้วจึงโยนแผ่นป้ายทะเบียนทิ้งหลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกัน และนายวุฒิชัยให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหาตามหมายจับ

ส่วนนายอกนิษฐ์ได้ให้การสอดคล้องรับว่าไปขโมยรถจริง และนำรถมาชำแหละอะไหล่ขายมือ2 ในเพจ Facebook กลุ่ม Pcx ซื้อขายของ จากนั้นจึงได้ทำการแบ่งเงินกันกับนายวุฒิชัยเป็นจำนวนคนละประมาณ 5,000 บาท และนายอกนิษฐ์ฯให้การรับสารภาพตลอดทุกข้อกล่าวหาตามหมายจับ

จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่ง พนักงานสอบสวน สน.จักรวรรดิ ดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ขอฝากเตือนประชาชนให้คอยระมัดระวังในการจอดรถ จยย. ต้องล็อคคอรถ รวมถึง ใช้โซ่คล้องล้อ หรือ ดิสเบรค ไม่จอดในที่เปลี่ยวลับตาคน จอดในที่ปลอดภัย มีกล้องวงจรปิด เพื่อให้ยากต่อการโจรกรรมของคนร้าย ส่วนผู้ที่ซื้อนิยมซื้ออะไหล่รถมือสองผ่านออนไลน์ ก็ควรตรวจสอบให้ดี ควรระวัง อาจไปรับซื้อของที่ขโมยมา โดนข้อหารับของโจรได้อีกด้วย ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติการซื้อขายของบุคคล หรือร้านค้าให้ดีก่อน

‘หลาน’ สานฝัน!! ‘ปู่วัย 102 ปี’ พาเที่ยวทะเลครั้งแรกในชีวิต พร้อมเผยสาเหตุที่ไม่เคยไป เพราะลูกหลานทำงานกันหมด

(7 พ.ค. 67) จากกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อก @userreepij10o4 โพสต์ข้อความสุดน่าประทับใจของคุณปู่ ระบุข้อความว่า “ในเมื่อปู่ของฉันอายุ 102 ปี อยากไปทะเล ลูกหลานก็จัดให้”

ต่อมาล่าสุด นางกนกพิชญ์ (ขอสงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นหลานสาว ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอม หลาน ๆ กลับมาจากกรุงเทพฯ มาที่บ้านใน อ.ดงเจริญ จ.พิจิตร จึงมาถามปู่ว่า “อยากไปเที่ยวระยองไหม ไปเที่ยวทะเล” ปู่ก็บอกว่า “กูจะไปเที่ยวไหวไหม ชีวิตนี้กูยังไม่เคยเห็นทะเลสักทีเลย” พวกตนเลยพาปู่ไปเที่ยวทะเลที่อ่าวไข่ จ.ระยอง

เมื่อไปถึงทะเลปู่ก็บอกว่า “คิดว่ามันจะเหมือนแม่น้ำเจ้าพระยาแถวพิจิตรบ้านเรา” แล้วก็ตกใจว่าทำไมทะเลถึงใหญ่ขนาดนี้ แล้วก็ค่อย ๆ เดินลงทะเล เพราะว่ากลัวไม่กล้าลงทะเลไป แต่เมื่อเดินลงไปแล้วคุณปู่ก็มีความสุขมาก ยิ้มตลอด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณปู่แข็งแรงมาก ไม่เคยป่วยหรือเข้าโรงพยาบาลเลย มาวันนี้ได้สานฝันให้คุณปู่ ลูกหลานก็รู็สึกปลื้มและประทับใจกันทุกคนที่ได้พาปู่ไปในบั้นปลายชีวิต เพราะปู่ยังไม่เคยไปทะเลสักครั้งในชีวิต

อีกทั้งปู่เคยบอกว่า “ชีวิตนี้ขอให้ได้ไปทะเลสักครั้งเถอะ” พอได้ไปแล้วก็บอกว่า “สมใจแล้ว เดี๋ยวก็แก่ตายแล้ว” แต่ตนเชื่อว่าปู่แข็งแรงยังอยู่กับลูกหลานได้อีกนาน

ทั้งนี้ หลังจากกลับมาจากทะเลคุณปู่ก็พูดแล้วพูดอีกว่า “ดีใจจริง ๆ เนาะได้ไปทะเล ทะเลมันก็สวย กว้างก็กว้าง ของกินก็อร่อย” หลาน ๆ ก็เลยถามปู่ว่าอยากไปอีกไหม ปู่ก็บอกว่า “อยากไป ถ้ามีโอกาสพาไปใหม่นะ” ตนคิดว่าเพราะปู่ไม่เคยไป พอได้ไปก็ติดใจ

ส่วนสาเหตุที่ปู่ไม่เคยไปทะเล เพราะลูกหลานไปทำงานกันหมด แต่พอได้ไปเห็นโลกกว้าง เลยอยากพาปู่ไปบ้าง อีกทั้งปู่เคยบ่นว่าอยากไป เลยอยากพาปู่ไปสักครั้ง

สุดท้ายนี้ อยากฝากบอกลูกหลานทุกคนว่าถ้ามีโอกาส ให้พาไปเถอะ บางทีเขาอยากไปแต่ไม่รู้จะเอ่ยขอลูกหลานยังไง เพราะคิดว่าลูกอาจจะไม่มีเงิน แต่พอได้พาไป ถือว่าคุ้มมากจริง ๆ

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดกิจกรรมน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์จัดกิจกรรม น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  ที่ทรงมีพระกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อคนพิการ พระราชทานชื่อดอกไม้ประดิษฐ์  “ดอกแก้วกัลยา” เพื่อเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ และทรงมีพระดำรัสให้ฝึกอบรม  การประดิษฐ์ "ดอกแก้วกัลยา" ให้คนพิการ เพื่อให้มีอาชีพมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว

กิจกรรมที่จัดขึ้นภายในงานประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญพระกุศลถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  การวางพานพุ่มดอกแก้วกัลยาถวายหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ พิธีมอบทุนการศึกษาให้คนพิการ / บุตรคนพิการ โดยมอบให้ประธานกรรมการประสานงานส่วนภูมิภาค ภาค 1 – 12 ของสภาสังคมสงเคราะห์ฯ นำไปมอบให้แก่คนพิการ / บุตรคนพิการ  ดังกล่าว และมอบทุนประกอบอาชีพให้คนพิการ จำนวน 10 ทุน  โดยมี ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส   โนนุช  ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานในพิธี  ในวันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2567 ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

‘รมว.ปุ้ย’ อัปเดตปมขนย้าย ‘กากแคดเมียม’ ชี้ ดำเนินการถึง จ.ตากแล้ว จำนวน 8 คัน

(7 พ.ค. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวพิมพ์ภัทรา​ วิชัยกุล​ รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม​ กล่าวถึงการขนย้ายกากแคดเมียม​ ว่า​ ตนเป็นห่วงเรื่องฝน​ ขณะนี้พยายามขนกากแคดเมียมที่อยู่นอกอาคารเข้าไปเก็บในอาคาร​ และพยายามให้เป็นไปตามแผน​อันไหนที่ปรับเพื่อคลายความกังวลของประชาชนก็ทำ​ เช่น​ เรื่องรถขนส่ง เปลี่ยนมาใช้ตู้คอนเทนเนอร์​ทั้งหมด​ โดยเมื่อวานนี้ออกจากจังหวัดสมุทรสาครไปแล้ว​ 8 คัน ถึงที่หมายจังหวัดตากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว​ และตอนนี้กำลังเคลื่อนถุงลงจากรถ​

ส่วนจำนวนรถเพียงพอต่อการขนย้ายหรือไม่​ นางสาวพิมพ์​ภัทรา​ กล่าวว่า​ เราพยายามทำตามกำหนดการ ถ้ามีรถเพิ่มขึ้นก็จะดีที่สุด​

เมื่อถามถึงกรณีเหตุไฟไหม้โรงงานอุตสาหกรรม​บ่อยครั้ง​ นางสาวพิมพ์​ภัทรา​กล่าวว่า​ ส่วนหนึ่งมาจากอากาศ​ ซึ่งตอนนี้มีการเฝ้าระวัง​ ล่าสุดคณะกรรมการ​สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ​ ที่มีพลตำรวจเอกพัชรวาท​ วงษ์​สุวรรณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ทรัพยากรธรรมชาติ​และ​สิ่ง​แวดล้อม​ เป็นประธาน​ โดยได้สั่งการให้แต่ละจังหวัด​ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง​ ออกสำรวจพื้นที่​โรงงานที่มีความเสี่ยง​ ภายใน​ 20 วัน​ และนำรายชื่อเข้าคณะกรรมการ​และกระทรวง​อุตสาหกรรม​เอง​โดยทางกรมโรงงานได้แบ่งคณะไปตรวจเหมือนกัน​ แต่เรื่องนี้คงต้องระมัดระวัง​ ไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่หรือหน่วยงานต้องช่วยกัน​

ส่วนที่กรรมาธิการ​การอุตสาหกรรม​สภาผู้แทนราษฎร​ วิเคราะห์ว่าเป็นการวางเพลิง​ เพื่อเลี่ยงกฎหมายใหม่ที่จะมาบังคับใช้​ นางสาวพิมพ์​ภัทรา​ กล่าวว่า​ คิดได้หลายมุม​ อันดับแรกกฎหมายบังคับแล้ว​ว่าจะต้องเคลียร์กากตะกอนสารเคมีออกจากโรงงาน​ ถ้าคิดในมุมไม่ดี​ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่​ การเผาไม่ต้องเสียค่ากำจัด​ ซึ่งผู้ประกอบการต้องยอมรับด้วยว่าการกระทำแบบนี้มีผลกระทบต่อประชาชน​โดยรอบจำนวนมาก​ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องการวางเพลิงไม่ได้​ จะต้องยกระดับความรุนแรง​ ปฏิบัติการแบบนี้หมายถึงความมั่นคงแล้ว​ ตนจึงขอความช่วยเหลือจากฝ่ายความมั่น​คง​ ไม่ว่าตำรวจหรือดีเอสไอ​ เข้าไปดูแลเรื่องนี้ด้วย​

นางสาวพิมพ์​ภัทรา​ ยังกล่าวอีกว่า​ โรงงานที่ถูกศาลสั่งให้คืนพื้นที่และต้องจัดการ กับการสารเคมีทราบว่ามีกี่เจ้า​ เพียงแต่เวลาทำไม่ดีทำได้ง่ายกว่า​ คนที่ไม่รับผิดชอบทำง่ายกว่าคนที่รับผิดชอบ​ ซึ่งขณะนี้มีโรงงานในลักษณะ​ดังกล่าว​ 6-10 โรงงาน​

ส่วนจะเอาผิดโรงงานเหล่านี้ได้หรือไม่​ นางสาวพิมพ์​ภัทรา​ กล่าวว่า​ วันนี้ที่ทำควบคู่กันไปคือ​กรมโรงงานอุตสาหกรรม​เสนอแก้กฎหมายเพิ่มโทษ​ พร้อมย้ำว่า​ เรื่องนี้เป็นภัยความมั่นคง​ ที่ชาวบ้านโดยรับได้รับผลกระทบ​ เราไม่ได้มองแค่เรื่องไฟไหม้​ แต่ยังมองไปถึงสภาพอาการที่ชาวบ้านต้องเจอ​ ส่วนที่เริ่มเข้าฤดูฝน​ขณะนี้มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และ​สิ่ง​แวดล้อม​มามอร์​นิเตอร์เรื่องสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ​ ตนเข้าใจว่าประชาชนในพื้นที่เจอปัญหามากที่สุด​ พร้อมระบุว่า ยืนยันได้ลำบากว่าน้ำจะปนเปื้อนสารเคมีจากโรงงานลงสู่แหล่งน้ำหรือไม่​ อย่างที่จังหวัดระยองและพระนครศรีอยุธยา​ ขณะนี้ได้ขอให้กรมป้องกัน​และ​บรรเทา​สาธารณภัย​ หรือ​ ปภ.​สร้างพนังกั้นน้ำ​ แต่ต้องดูว่าจะสามารถทำได้หรือไม่​ พร้อมยอมรับว่ามีความกังวล

นางสาวพิมพ์​ภัทรา​ กล่าวทิ้งท้ายว่า​ ช่วงนี้ กรธ.การอุตสาหกรรมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงไปชี้แจงทุกสัปดาห์​ ซึ่งสัปดาห์นี้หาไม่ติดธุระ​ ตนก็จะไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top