Thursday, 4 June 2026
POLITICS NEWS

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

ทหารมีไว้ทำไม? ฟังคำตอบจากสมรภูมิจริง ‘พล.ท.กนก’ ชี้ถ้าไร้รั้วของชาติ ไทยเสี่ยงเสียเอกราชชายแดน

วันที่ 28 ม.ค. 69 ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม :วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

โดยช่วงหนึ่ง พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุงสุรนารี กล่าวว่า คำถามที่หลายคนพูดกันว่าทหารมีไว้ทำไม ตนอยากจะถามว่าเคยได้ยินคำว่าว่าประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้วหรือไม่ หน้าที่ของทหารคือป้องกันประเทศ และปกป้องแผ่นดินไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกราน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาถ้าไม่มีการสู้รบก็จะไม่เห็นว่าทหารนั้นทำหน้าที่อย่างไร แต่เราทุกคนก็เห็นหน้าที่ของทหารจากการสู้รบครั้งที่ 1 ทำให้เรารู้ว่าพื้นที่ที่บางส่วนที่อยู่ชายแดนของเรานั้นเป็นอย่างไร เช่น บริเวณพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะเป็นภูเขา ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะเป็นพื้นที่ราบและในชายแดนจันทบุรี ตราดจะมีพื้นที่เป็นลำน้ำสลับกับภูเขา ในส่วนการสู้รบในพื้นพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 นั้น ก็ดำเนินการที่จะผลักดันทหารกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยรวมทั้งประชาชนบางส่วนในแต่ละพื้นที่ซึ่งรวมทั้งหมด 11 จุด

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่ยังมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับช้อน อาทิ ช่องอานม้า, เนิน 677, เนิน 500, เนิน 350, ปราสาทตาควาย โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ที่มีการเผชิญหน้ากันจนเกิดการกระทบกระทั่ง และเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 2 ซึ่งใช้เวลาในการรบมากกว่ารอบแรก และรบต่อเนื่องหลายในหลายพื้นที่ เราสามารถยึดได้หลายพื้นที่และสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกไปได้

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ของทัพภาคที่ 2 เราได้คุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่บนภูเขาได้ กัมพูชาลงไปอยู่ในพื้นที่ราบ แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังเผชิญหน้ากันอยู่ นี้คือคำตอบที่ชี้บอกได้ว่า กัมพูชากับไทยแต่ยังแต่ยังมีการสู้รบรอบที่ 3 เพราะในบางพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลังออกไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 คือพยายามที่จะผลักดันให้กับกัมพูชาออกไป แต่หากไม่มีการผลักดัน ปัญหาเหยียบทุ่นระเบิดทหารไทยขาขาด ปัญหาทหารกัมพูชามาลาดตระเวนยั่วยุเพื่อที่จะยึดพื้นที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีการเกิดขึ้นมาอีก

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง จะเป็นภาพและคำตอบให้ประชาชนได้รับทราบและรับรู้ว่าได้ว่าทหารมีไว้ทำไม แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ลองมองกลับไปว่าทหารคือใคร ทหารก็คือประชาชนแต่ได้เข้ารับการฝึกทางด้านยุทธวิธีทางด้านการทหารตามลำดับขั้นตามรูปแบแบหน่วย ที่ฝึกหลายด้านผสมผสานเพื่อทำการรบ การรบในพื้นที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องใช้ทหารที่ฝึกออกมาในรูปแบบชำนาญการ อยากให้ลองนึกดูว่าทหารที่จะเข้าทำการตีบังเกอร์ของอีกฝ่ายที่เป็นพื้นพื้นที่มั่นนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเสี่ยงชีวิต อีกทั้ง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นก็จะพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จคือการผลักดันกัมพูชาออกไปยึดที่หมายให้ได้โดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้จึงย้ำให้เห็นได้ว่า นี้คือหน้าที่ของทหาร

เมื่อถามว่านโยบายพรรคการเมืองใด ที่เหมาะสมกับทางด้านกองทัพในช่วงเวลานี้ พล.กนกกล่าวว่า ทางด้านนักการเมืองอาจจะมีความรู้ความสามารถในด้านอื่น แต่อาจจะไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของกองทัพและทหาร แม้กระทั่งการที่จะเข้าเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับการทำงานของกองทัพ บางส่วนเห็นว่ายังทำไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันว่ากองทัพต้องการ สิ่งที่กองทัพได้ใช้ไปในการสู้รบ 2 ครั้งรัฐบาลต้องเติมเต็มในการที่จะสู้รบหากเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 3

พล.ท.กนก กล่าวว่า ในเรื่องของการเติมเต็มในสิ่งที่ใช้ไปนั้น ในการรบเราที่เร่าใช้ก็ส่วนมากคือในด้านของกระสุนซึ่งต้องมีการเติมเต็มเข้ามาทดแทน อีกทั้ง กัมพูชาได้มีการพัฒนาอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อจะต่อสู้ เช่น อาวุธที่จะต่อสู้กับเครื่องบินรบ F-16 ฉะนั้นเราต้องคิดกันต่อว่า เราจะมีอาวุธอะไรไปสู้รบกับเขาอีก ไม่ใช่ที่จะใช้รูปแบบเดิมเพราะฝั่งตรงข้ามก็พัฒนาเช่นกัน หากจะถามว่าหลังจากนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะมีการสู้รบหรือไม่ ขอตอบว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มี แต่จะให้ดูความพร้อมของกัมพูชาว่ากัมพูชามีความพร้อมขนาดไหน ซึ่งต้องเปรียบเทียบจากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า กรณีที่กัมพูชามีการขุดดูเลตที่พื้นที่ตราดนั้น เป็นการขุดคูเลตในรูปแบบซิกแซก โดยเป็นลักษณะการขุดเป็นร่องซึ่งจะทำเป็นคูเลตทางยุทธวิธี สำหรับในส่วนบังเกอร์ของทหารกัมพูชาที่มีภาพออกมานั้น มีลักษณะแผ่นปูนสามเหลี่ยมมีการวางอยู่บริเวณแนวชายแดนตรงข้ามเนิน 350 ซึ่งมีระยะห่างจากชายแดนไทยออกมา 1 กิโลเมตร ซึ่งจากที่เราเห็นว่าเป็นแผ่นปูนก็แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งหากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการนำดินมากลบในพื้นที่เพื่อเป็นที่กำบัง

พล.ท.กนก กล่าวย้ำว่า นี้เป็นสัญญาณว่าทางกัมพูชายังไม่พร้อมที่จะกับไทย และรัฐบาลใหม่หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว อยากจะให้มีการทำความเข้าใจกับกองทัพ และสามารถสนับสนุนกองทัพให้มีความพร้อมในการที่จะป้องกันประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจการทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน และรักษาแผ่นดินให้รุ่นต่อไปได้

เลขาฯ สมช. เผยยื่นฟ้อง “ฮุนเซน-ฮุน มาเนต” เล็งยึดทรัพย์ - โผล่มาไทยจับทันที พร้อมประสานอินเตอร์โพลรวบตัว

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 69 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วย อัยการ ได้เดินทางลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินการยื่นฟ้อง นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการเหตุปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ชายแดนหลายจังหวัด

รายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีมาตั้งแต่ช่วงปลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในยุคที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี และได้มีการยืนยันมติดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ให้ดำเนินคดีเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยใช้กฎหมายของประเทศไทยเป็นหลัก

ในส่วนของคดีแพ่ง มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย และหากตรวจสอบพบว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์เพื่อนำออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในประเทศไทยได้

‘ชัยวุฒิ’ ฟาดแรง "ชั้นต่ำ!" แกล้ง "น็อต" สับเกรียนคีย์บอร์ด-อวตาร-io-ด้อมส้ม-อินฟลู รุมป่วนโพล ด้อยค่า ปั่นเฟกนิวส์ ลั่น จ่อฟ้องคนด่า ‘อ.เจษฎ์’

(กรุงเทพฯ) 28 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายวาซิม คาน ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15, นายโมเซนคาน เมฆดารา ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24, นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายฟาวาดคาน เที่ยงธรรม ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 18  ร่วมลงพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์เคหะสถาน 4 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว นายสัญชัย บัตรตรา ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 15 เบอร์ 1 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ชาวบ้านให้การต้อนรับทีมพรรครักชาติ แวะทักทาย พูดคุย พร้อมให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ ที่มีความตั้งใจมาทำการเมือง

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เดือดถึงกรณีกลุ่ม เกรียนคีย์บอร์ด-IO-อวตาร รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์ และ “ด้อมส้ม” โดยเตือนสติให้หยุดพฤติกรรมคุกคามผู้เห็นต่าง ชี้เป็นการเมืองแบบ “ชั้นต่ำ” ไม่ใช่ประชาธิปไตย

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนเข้าไปโหวตในโพลสำรวจต่าง ๆ ว่าจากการตรวจสอบพบว่าเป็น “บอท” (Bot) ไม่ใช่คนจริง 

"แต่อยากทำก็ทำไปครับ เป็นความสุขของพวกคุณ แต่ว่าการที่เอาด้อม เอา IO เอาอวตารเนี่ย ไปถล่มฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง อันนี้มันเป็นการเมืองแบบ 'ชั้นต่ำ' ครับ มันไม่มีประโยชน์หรอกครับ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย"

‘เอกสิทธิ์ ปวงชนไทย’ ซัดแรง “แจกเงินล้าน” ประชานิยมสุดโต่ง เตือนคนไทย ระวัง “โรแมนซ์สแกมการเมือง” หลอกให้รัก-ให้เลือก สุดท้ายขายฝัน ยัน “ประชาประโยชน์” ทำประเทศยั่งยืนกว่า

(28 ม.ค. 69) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 23 แสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกแคมเปญหาเสียงของบางพรรคที่จะแจกเงินล้านทุกวัน ว่า เป็นนโยบาย ประชานิยมแบบสุดโต่ง ตนไม่เห็นด้วย เพราะการจะให้ประชาชนมีเงินได้นั้น ต้องมีการพัฒนาคนด้วย ไม่ใช่ประชานิยมแจกไปอย่างเดียว ซึ่งการแจกแบบนี้จะคล้ายกับ  “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หรือ สแกมเมอร์การเมือง คือการหลอกให้รักหลอกให้หลง หลอกให้เลือกลงคะแนนให้พรรคนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้อะไรแต่ยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังด้วยซ้ำ ในเรื่องนี้พรรคปวงชนไทยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  

“เราไม่เห็นด้วยกับประชานิยมแบบนี้ แต่เน้นนโยบายประชาประโยชน์ สร้างประเทศไทยให้ยั่งยืนทำให้ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ควบคู่กับการมีรายได้ที่สูงขึ้นทำให้เกิดความยั่งยืน”

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย ระบุด้วยว่า การเลือกตั้งทุกครั้ง มีการใช้เงินซื้อเสียง หลายเขตใช้เงินเป็นหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้าน มองได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ต้องการเข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ถ้านักการเมืองคนไหนใช้เงินจำนวนมากแบบนี้ในการเลือกตั้ง แสดงว่ามีเป้าหมายที่จะเข้ามากอบโกยถอนทุนคืนจากประเทศและพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน  

“ขอฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนคนไทย อย่าไปรับเงิน หรือหากรับไปแล้ว ก็อย่าเลือกพรรคนั้นโดยเด็ดขาด การเลือกตั้งทุกคนสำคัญมาก เรามีสิทธิ์คนละหนึ่งเสียงเท่ากัน ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีมานานแล้ว ขอให้ทุกคนร่วมกันหยุดเรื่องนี้ให้ได้ ต้องอย่ารับเงินเหล่านี้ เพื่ออนาคตของประเทศไทยต่อไป”

‘น็อต’ ไม่สนดราม่า ไอโอ (io) พาทัวร์ลง ด้าน ‘ภูมิ’ พรรครักชาติ ดอดให้กำลังใจ ชื่นชมพี่น็อต ที่กล้าออกมาปกป้อง สถาบันหลักของชาติ 

(กรุงเทพฯ) หลังจากที่เคย ออกมา ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นของ น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์  ล่าสุด วันนี้ (27 มกราคม 2569) เวลา 13:30 น. นายภูมิ สวัสดี (ไมเคิล) ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 21 เบอร์ 6 พรรครักชาติ เดินทางไปยังร้านลูกโต้งชลวัว ซอย บางนา-ตราด 23 แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร  เพื่อให้กำลังใจนายวรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ (น็อต) ดารา และพิธีกรรายการโทรทัศน์ หลังเจอกระแสดราม่าจากกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เข้ามาคอมเมนต์เสียหายทางหน้าโซเชียลมีเดียส่วนตัว ลุกลามไปจนถึงการรีวิวร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ”ลูกโต้งชลวัว” ของน็อต-วรฤทธิ์ ในเชิงลบ 

โดยนายภูมิ ย้ำว่า ต้องการเข้ามาให้กำลังใจ และสนับสนุนสิ่งที่ทำ แม้จะต้องเจอกับกระแสเชิงลบในโลกออนไลน์ก็ตาม 

“ผมอยากขอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ อยากจะบอกพี่ว่า สู้ต่อไปนะครับ มันไม่ค่อยมีคนที่อยู่ในสื่อ แล้วออกมาสื่อสารอย่างมีจุดยืนแบบที่พี่ทำ เพราะทำแล้วจะโดน IO ลงจนเสียงานเสียการแบบนี้ ทำให้คนกลัวกัน และขอสนับสนุนให้พี่ทำต่อไป เพื่อเป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็นว่ามันไม่ส่งผลกระทบอะไรขนาดนั้น และอยากให้พี่ทราบว่า พี่ไม่ได้ยืนคนเดียว ยังมีพวกเราอีกมากที่เห็นด้วย และพร้อมสนับสนุนพี่” นายภูมิ กล่าว

ปชป.กทม. เดินหน้าโค้งสุดท้าย “เนเน่–อีฟ–เกม–โจ” นำทัพสตรีทรัน จารึกเลข 27 กลางกรุง ตอกย้ำจุดยืน “เทาไม่ใช่ทาง…ทางที่เลือกต้องไม่เทา”

กรุงเทพฯ – พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร เดินหน้าโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง จัดกิจกรรมสตรีทรันภายใต้แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” พร้อมสโลแกน “ทางที่เลือกต้องไม่เทา” นำโดย เนเน่ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับผู้สมัคร สส.กทม. ได้แก่ เกม พงศ์พล เตมีย์, อีฟ วิเวียน จุลมนต์ และ โจ เจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร ร่วมกันวิ่งสร้างสัญลักษณ์ เลข “27” บนผืนแผ่นดินไทย  ส่งสารชัดเจนถึงประชาชนว่า การเมืองไทยต้องไม่คลุมเครือ และต้องไม่ยอมจำนนต่อระบบสีเทา

กิจกรรมวิ่งระยะทางกว่า 11 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เชื่อมต่อเส้นทางจากพื้นที่สีเขียวสู่ใจกลางเมือง ผ่านซอยพหลโยธิน 18 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดีรังสิต 16 เข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านย่านสุทธิสาร ก่อนสิ้นสุดที่ ศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง เพื่อขอฤกษ์ขอชัย สะท้อนการเดินหน้าทางการเมืองอย่างมุ่งมั่นและไม่ถอย

นางรัดเกล้า กล่าวว่า แคมเปญ “เทาไม่ใช่ทาง” เกิดจากความอัดอั้นของประชาชนจำนวนมากที่ เบื่อการเมืองคลุมเครือ เบื่อระบบสีเทา และเบื่อการถูกบังคับให้เอาตัวรอดแบบประนีประนอมกับความไม่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เวลาของทางสายกลางที่ไร้จุดยืน แต่เป็นเวลาที่ประชาชนต้องเลือกข้างอย่างชัดเจน ว่าจะยอมรับความเทาต่อไป หรือเลือกการเมืองที่ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา

‘ชัยวุฒิ’ นำทีมรักชาติ หาเสียง กทม. สุดช้ำ! ป้ายหาเสียงถูกมือดีแกล้งพับปิดหน้า ‘อ.เจษฎ์’ เรียบ - ผู้สมัครหน้าใหม่ วอนเห็นใจพรรคเล็ก ทำเองติดเองไร้นายทุน


(กรุงเทพฯ) 26 มกราคม 2569 เวลา 23.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9), นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค  และนายปิ่น แจ้งชะไว ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28  ร่วมลงพื้นที่ย่านตลาดคลองเตย ถนนพระราม 4 ต่อเนื่องถึงถนนสุขุมวิท ย่านสวนสาธารณะอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท เพื่อแนะนำตัว นายสรยุทธ ลิขิตอาภากุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 4 เบอร์ 11 

โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งระหว่างเดินได้ ทีมได้สำรวจความเรียบร้อยของป้ายโฆษณาหาเสียง แต่กลับต้องพบกับภาพที่น่าตกใจ เมื่อป้ายหาเสียงของถูกผู้ไม่หวังดีกลั่นแกล้ง โดยทำการดึงและพับป้ายลงมาปิดเฉพาะบริเวณใบหน้าของ “อ.เจษฎ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ซึ่งพบความเสียหายในลักษณะเดียวกันแทบทุกป้าย คาดว่าเป็นการกระทำในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าตัวต้องลงมือซ่อมแซมป้ายด้วยตัวเอง

‘โอ๋ ชัยวุฒิ’ ฟาดเเรง “เท้งด้อยค่าทหาร" ไม่กล้าด่าพรรคอังเคิล ถามกลัวอะไร? จะเป็นนายกฯ ต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่รับใช้ "ชินวัตร"

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกพิทยา เอี่ยมคงเอก ที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายโมเซนคาน เมฆดารา (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24) และนาย กิตติพศ ถนอมวรารักษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 3 ร่วมลงพื้นที่ ตลาดนางเลิ้ง ซอยนครสวรรค์ 6 แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำตัว พร้อมขอคะแนนเสียง ให้กับผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1 เบอร์ 15 นายอดัม ชินรัตนพิสิทธิ์ 

ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างอบอุ่น ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ตลาดนางเลิ้ง และซอยนครสวรรค์ 6 เข้ามาทักทาย ถ่ายรูป และให้กำลังใจทีมพรรครักชาติและขอให้พูดเรื่องรักชาติ เยอะ ๆ พร้อมบ่นว่าพรรคเปิดตัวช้าไป ขณะที่ประชาชนหลายคนถามถึง รศ.ดร.เจษฎ์ เพราะเป็นแฟนคลับอาจารย์ ตั้งใจเดินเข้ามาเพื่อขอใบปลิว 

ทั้งนี้ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมือง โดยแสดงความผิดหวังต่อท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาชน หลังจากการปราศรัยเมื่อวานนี้ ที่หัวหน้าพรรค ประชาชน นายณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวบนเวที ว่า “ทหารเขามีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ได้มีไว้ปกครองประเทศ ” 

‘ภูมิ สวัสดี’ พรรครักชาติ หวิดโดนไล่  ชาวบ้านเห็นเป็นคนรุ่นใหม่ นึกว่า “พรรคส้ม”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4)และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ย่านชุมชนประเวศ เขตประเวศ เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นาย นายภูมิ สวัสดี ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 21 (ประเวศ-สะพานสูง) หมายเลข 6   โดยทีมได้เดินเท้า เคาะประตูบ้าน เพื่อแนะนำตัว เสนอนโยบายและขอโอกาสเข้าไปรับใช้พี่น้องในสภาฯ 

โดยมีชาวชุมชนบางส่วนเห็นทีมพรรครักชาติเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่เดินเท้าเข้ามาเสียง จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ผู้สมัครจาก พรรคส้ม” มาหาเสียง

ซึ่งเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ทีมพรรครักชาติ กำลังเดินเข้าหาบ้านเรือนประชาชน มีช่วงหนึ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่แสดงท่าทีไม่ตอบรับ และเกือบจะปิดประตูบ้านไม่ยอมออกมาพูดคุยด้วย เพราะเข้าใจผิดจากสัญลักษณ์และสีสันบางอย่างว่า เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้สมัครจาก “พรรคประชาชน“หรือ “ด้อมส้ม” ซึ่งชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานได้เข้าไปชี้แจงและแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองว่า นี่คือ “ภูมิ สวัสดี” เบอร์ 6 จาก “พรรครักชาติ” ไม่ใช่กลุ่มที่ชาวบ้านเข้าใจผิด ทันทีที่ทราบความจริง บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นรอยยิ้ม ชาวบ้านคนดังกล่าวได้เปลี่ยนท่าทีทันที พร้อมเปิดประตูบ้านออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาในชุมชน และให้กำลังใจนายภูมิอย่างอบอุ่น

"ตอนแรกนึกว่าสีส้มมา ผมเกือบปิดประตูหนีแล้ว แต่พอรู้ว่าเป็นพรรครักชาติ เป็นเบอร์ 6 ก็ยินดีเลยครับ เข้ามาคุยกันก่อน ยินดีต้อนรับเต็มที่" เสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่
.
“ภูมิ สวัสดี” มั่นใจ การลงพื้นที่คือหัวใจ
.
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top