Thursday, 4 June 2026
POLITICS NEWS

จับตา "วาระซ่อนเร้น" เมื่อนักการเมืองอึดอัด อยากเขียนกติกาใหม่ ให้ตัวเองพ้นผิด

ในโลกของการเงิน การ “ตีเช็คเปล่า” คือการลงลายมือชื่อในเช็คโดยไม่ระบุจำนวนเงิน ซึ่งมอบอำนาจให้ผู้ถือเช็คสามารถกรอกตัวเลขเท่าใดก็ได้ตามใจชอบ ความเสี่ยงทั้งหมดจึงตกอยู่กับเจ้าของเช็ค

ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ความพยายามที่จะ “รีเซ็ต” หรือ “ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” โดยการโหวตประชามติเห็นชอบในหลักการล่วงหน้า กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากนักวิชาการและประชาชนบางกลุ่มว่า นี่คือการขอให้ประชาชนตีเช็คเปล่าทางการเมืองหรือไม่?

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าเหตุใดการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 แบบล้างไพ่ทั้งใบ ถึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นความเสี่ยงระดับเช็คเปล่า
 
1. "ใครเขียน?" - ผู้ถือปากกาที่ไม่ระบุชื่อ
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แม้จะมีที่มาจากการแต่งตั้ง แต่เนื้อหาถูกนำไปทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบถึง 16.82 ล้านเสียง แต่สำหรับการยกร่างใหม่ทั้งฉบับในอนาคต ประชาชนถูกชวนให้ "เห็นชอบ" ก่อนที่จะรู้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ใครจะเป็นคนคัดเลือก และคนเหล่านั้นมีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) หรือไม่
ความเสี่ยง: หากผู้เขียนเป็นกลุ่มคนที่อิงแอบอยู่กับขั้วอำนาจการเมือง กติกาใหม่ที่ออกมาอาจถูกออกแบบมาเพื่อ "พวกพ้อง" มากกว่า "ประเทศชาติ"

2. "ด่านปราบโกง" - สิ่งที่จะถูกลบออกจากเช็ค
รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกขนานนามว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” เพราะมีการวางมาตรฐานจริยธรรมนักการเมืองไว้อย่างเข้มงวด และให้อำนาจองค์กรอิสระในการตรวจสอบอย่างเบ็ดเสร็จ
•    มาตรฐานจริยธรรม: ที่ทำให้นักการเมือง "นั่งไม่ติด" เพราะกลัวถูกสอย
•    การตรวจสอบคุณสมบัติ: ที่เข้มข้นจนคัดกรองคนเทาๆ ออกจากการเมือง
การขอแก้ "ทั้งฉบับ" เปรียบเสมือนการขออนุญาตลบด่านตรวจเหล่านี้ทิ้ง โดยไม่มีหลักประกันว่ากติกาใหม่จะมีด่านตรวจที่เข้มแข็งเท่าเดิม หรือจะกลายเป็นกติกาที่ "ปล่อยฟรี" ให้เหล่านักการเมืองทำงานได้สะดวกขึ้นโดยไร้การตรวจสอบ

3. "ค่าใช้จ่ายหมื่นล้าน" - ตัวเลขที่ประชาชนต้องจ่าย
การทำประชามติและการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาล (คาดการณ์ว่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท) หากเทียบกับการแก้ไข "รายมาตรา" ในส่วนที่มีปัญหาจริงๆ การทำใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นการลงทุนที่สูงมาก โดยที่ประชาชนยังไม่เห็น "สินค้า" หรือ "ผลลัพธ์" ว่าจะคุ้มค่ากับเงินภาษีหรือไม่

4. "เช็คเปล่าที่แลกด้วยความมั่นคง"
รัฐธรรมนูญ 2560 ใช้งานมาเกือบ 10 ปี ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง จนเริ่มเห็นร่องรอยของเสถียรภาพทางการเมืองและการวางรากฐานการปฏิรูป การกดปุ่ม "รีเซ็ต" ทั้งหมด อาจนำไปสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความขัดแย้งรอบใหม่หากเนื้อหาที่ร่างออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
คำถามสำคัญ: เราจะทิ้งกติกาที่คน 16.8 ล้านคนรับรอง เพื่อไปตายเอาดาบหน้ากับกติกาที่ยังไม่เห็นแม้แต่ร่างแรกจริงหรือ?

5. วาระซ่อนเร้น: แก้เพื่อประชาชน หรือ แก้เพื่อพ้นผิด?
แรงจูงใจของพรรคการเมืองที่เร่งรีบผลักดันเรื่องนี้ ถูกมองว่าอาจไม่ใช่เรื่องของ "ประชาธิปไตย" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เพื่อให้ฝ่ายการเมืองมีอำนาจล้นพ้นและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบประเด็นจริยธรรม

แรงจัดชัดเจน! อ.อานนท์ ฟาดเปรี้ยงกลางรายการ เปรียบการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเป็น 'ไอ้โง่หมู่มาก จูงไอ้บอด' 

เจ้าตัวเผยเคยถามกลางหอประชุมที่มีแต่ระดับ ป.โท-ป.เอก ยังไม่มีใครกล้ายืนยันว่าเข้าใจรัฐธรรมนูญทุกมาตรา แล้วประชาชนทั่วไปจะเหลืออะไร?

เลือกตั้ง’69 EP#5 นโยบายขายฝัน “พูดได้ แต่ทำไม่ได้”

ตลอดเวลานับแต่ พ.ศ. 2475 ที่มีระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งในบ้านเรา มีการเลือกตั้งมาแล้ว  27 ครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยคือ นโยบายขายฝัน “พูดได้ แต่ทำไม่ได้” ของนักการเมืองและพรรคการเมืองส่วนใหญ่มาก ๆ ของไทย ซึ่งเป็นปมประเด็นปัญหาที่สำคัญจนทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น    

นโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ปราศรัยหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมจะพบว่า ส่วนใหญ่ของนโยบายเหล่านั้นเป็นไปได้ยากที่จะนำมาปฏิบัติได้จริงเพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามที่ได้เสนอ จึงเป็นการขายฝันให้พี่น้องประชาชนคนไทยเพื่อให้เกิดความหวัง และยินยอมเลือกลงคะแนนให้ 

นโยบายขายฝันมักถูกสร้างให้มีความน่าเชื่อถือ น่าสนใจ และทำให้เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจากปัญหาของชาติที่สร้างความเจ็บปวดร่วมกัน โดยการเสนอผลลัพธ์ในฝันที่ไม่มีรายละเอียดของนโยบาย พูดถึงแต่ชีวิตความเป็นอยู่หลังจากนโยบายประสบความสำเร็จ มุ่งเน้นไปที่ศักดิ์ศรี เสรีภาพ ความปลอดภัย และโอกาส แต่ไม่มีการพูดถึงว่า นโยบายขายฝันเหล่านั้นทำทำได้อย่างไร งบประมาณจำนวนมหาศาลที่จะใช้ในการทำโครงการเล่านั้นได้มาอย่างไร จากแหล่งทุนไหน หรือจากการกู้ยืมและกลายเป็นหนี้สาธารณะไปในที่สุด

‘ฮาร์ท’ ได้ที!! แชร์คลิปชาวเน็ตถามกลับจะไปสู้ทำไม ชี้ศัตรูที่แท้จริงคือ ‘คอร์รัปชัน’ ไม่ใช่สงคราม สวน ‘ดร.เจษฎ์’ ปมปลุกใจสู้แบบ ‘ชาวบางระจัน’

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท อดีตพิธีกรและนักร้องชื่อดัง ได้โพสต์คลิปของชาวเน็ตรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอตอบโต้แนวคิดของ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก จากเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นการปลุกใจให้ต่อสู้กับมหาอำนาจแบบยอมตายถวายชีวิตเหมือนชาวบ้านบางระจัน

โดยหนุ่มเจ้าของคลิปวิดีโอแสดงความคิดเห็นโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ด้วยการตั้งคำถามกลับแรงๆ ว่า “จะสู้ไปทำไม สู้อะไร และอย่าลากใครไปตาย”

เจ้าของคลิปได้ระบุว่า ในความเป็นจริงมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธยิงถล่มไทย เขามีวิธีอื่นมากมายที่จะทำให้เราศิโรราบโดยไม่ต้องใช้กำลัง พร้อมทั้งงัดข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เรื่อง ‘บางระจัน’ มาแย้งว่า สาเหตุที่ค่ายแตกไม่ใช่เพราะขาดใจสู้ แต่เพราะขาดอาวุธ ปืนใหญ่แตกเพราะเพิ่งหล่อ ทางกรุงศรีอยุธยาก็ไม่ให้ยืมปืน แล้วจะเอาอะไรไปสู้เขา

หนุ่มรายนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่แท้จริงของประเทศว่า ไม่ใช่ศัตรูจากภายนอก แต่คือ “การคอร์รัปชัน” ที่กัดกินประเทศไทยมานานหลายร้อยปี พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มักหยิบยกประเด็น “สงคราม” และความ “ชาตินิยม” มาใช้เรียกคะแนนเสียง โดยไม่คำนึงถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง ดังเช่นกรณีข้อพิพาทชายแดนที่ผ่านๆ มา ซึ่งสุดท้ายมีแต่ความสูญเสีย

“ไม่ต้องไปตั้งหน้าตั้งตาที่จะรบกับใครหรอก แค่เอาคอร์รัปชัน ออกจากบ้านเมืองเราให้ได้มากที่สุดก่อนก็พอ พอมันไม่มีคอร์รัปชัน บ้านเมืองก็จะเริ่มดีขึ้น ปากท้องประชาชนก็จะดีขึ้น” เจ้าของคลิปกล่าว

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายคลิปยังได้ฝากข้อคิดถึงคนไทยทุกคนสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง โดยระบุว่านี่คือหนทางแก้ไขที่ไวที่สุด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ สว. ไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้แล้ว เสียงของประชาชนจะส่งผลโดยตรง

เจ้าของคลิปทิ้งท้ายด้วยการเตือนสติว่า ขอให้เลือกคนที่ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ไม่ใช่พวกที่ดีแต่พูดแล้วหายเงียบ เพื่อให้ภาษีถูกนำมาใช้พัฒนาสวัสดิการและปากท้องของคนจน ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มทุนหรือผู้มีอำนาจ พร้อมคำแนะนำสั้นๆ ว่า “ใครที่ซื้อเสียง อย่าไปเลือก เพราะมันเลวร้ายตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว”

โดยช่วงท้ายคลิป นายสุทธิพงศ์ ยังได้กล่าวย้ำว่า “ยกลูกสาวให้เลย  แชร์กันให้เยอะๆ นะครับเพื่อน"

ชาวบางระจัน ติง ‘วิโรจน์’ อย่าล้ำเส้น ยัน ‘ดร.เจษฎ์’ รำดาบถวายพระเจ้าตากด้วยทักษะที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ใครก็ทำได้

จากกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ล้ำเส้นแซะ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ ที่ได้ทำการรำดาบถวายสมเด็จพระเจ้าตากสิน เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี ในเวทีดีเบตเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุด หนึ่งในชาวบ้านบางระจัน จ.สิงห์บุรี ได้ออกมาให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าวว่า ในอดีตบรรพบุรุษของเราที่ได้ใช้อาวุธเหล่านี้ หมายถึงว่า ดาบ พลอง ง้าว จอบ มีด เสียม เคียว ในการต่อสู้กับข้าศึกศัตรูที่มารุกรานผืนแผ่นดินไทยของเรา และขอชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ที่ได้นำวิชากระบี่กระบองซึ่งเป็นวิชาการต่อสู้ที่สืบทอดมา ไปรำถวายมือให้กับบูรพมหากษัตริย์ได้ชม ซึ่งต้องยอมรับว่าท่านมีความรู้ความสามารถทางด้านวิชากระบี่กระบองในระดับหนึ่ง เป็นคนที่มีภูมิความรู้ในการรำดาบ ซึ่งต้องขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะในการจับดาบ ถือดาบ และการกวัดแกว่งดาบ ไม่ใช่ว่าใครๆ จะมาจับแล้วมาทำเล่นได้ จะต้องมีทักษะในด้านนี้เป็นอย่างดี

“ต้องขอชื่นชมอาจารย์เจษฎ์ ที่ท่านมีความรู้ มีความตั้งใจ ในการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของไทยอันนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้เห็น อันนี้ต้องขอชื่นชมครับ”

อ.เจษฏ์ เดือด!! ตอกกลับ ‘วิโรจน์’ อย่าเเขวะเรื่องรำดาบสักการะพระเจ้าตาก ย้ำชัด ทำเพื่อถวายความจงรักภักดี 

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ เตือน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อย่าล้ำเส้นเรื่องรำดาบ ระวังจะโดน

‘เจษฎ์’ ฝาก ‘วิโรจน์’ เคลียร์ด้อมส้ม โอดโดนทัวร์ลงหนักโลกออนไลน์ แต่โลกความจริงกำลังใจเพียบ แฉเบื้องหลัง "IO สีเทา-เว็บพนัน" จี้ กกต. เร่งสอบเส้นทางเชื่อมโยงพรรคการเมือง 

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดใจหลังลงสนามการเมืองเต็มตัว ยอมรับ "งง" เจอถล่มยับทั้งที่เพิ่งเริ่ม แฉข้อมูลเชิงลึก เชื่อมีขบวนการ "สีเทาออนไลน์" ใช้ AI และเครือข่ายเว็บพนันปั่นกระแสโจมตี จี้ กกต. ตรวจสอบด่วน หวั่นเงินสีเทาครอบงำการเลือกตั้ง

แม้ตนจะไม่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองโดยตรงมาก่อน แต่เมื่อก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้ กลับต้องเผชิญกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operations) ที่รุนแรงและผิดปกติ ซึ่งตนถูกโจมตีอย่างหนักในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหน โดยมีการระบุพาดพิงถึงกลุ่มการเมืองสีหนึ่งว่า "สีส้มชอบผมมาก ขยับขวาโดนด่าห้าพันที ขยับซ้ายโดนด่าสองพันที รวมๆ แล้วเป็นหมื่นเป็นแสน" ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการระดมโจมตีที่รุนแรงขนาดนี้

 รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้เน้นย้ำถึงข้อมูลที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ที่ชี้ว่าศักยภาพในการระดมโจมตีระดับนี้ คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือระดับสูงอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครือข่ายบอท (Bot)

"ผู้เชี่ยวชาญบอกผมว่า พวกที่มีความสามารถในการทำ IO ผ่านออนไลน์ มักจะเป็นพวกเดียวกับ 'สีเทา' ในโลกออนไลน์ พวกเว็บพนัน หรือพวกที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการปลุกปั่นยุยง" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ขณะที่มีข้อสังเกตเชื่อมโยงกับกรณีที่ นายไชยชนก (ชิดชอบ) เคยออกมาเตือนเรื่องกลุ่มทุนสีเทาในโลกออนไลน์ โดย รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า เมื่อตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาโจมตีตน พบความผิดปกติที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นกลุ่มเดียวกับเครือข่ายธุรกิจสีเทาเหล่านี้

จึงขอเรียกร้องไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเตือนว่าหากมีการเชื่อมโยงกันจริงระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกตั้ง ถือเป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย

"ถ้ามันเชื่อมโยงกันจริง อันตรายครับ รบกวน กกต. ตรวจสอบให้ดี ถ้าเอาสีเทาสีดำมารวมกันแล้วใช้ในการเลือกตั้ง ต้องจัดการ"

เลือกตั้ง’69 EP#4 ระวัง...กับดัก “ประชามติ”

สิ่งหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมาถึง วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คือ  พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องออกเสียงประชามติสำหรับคำถามเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ? 
หากเห็นชอบมากกว่าจะทำให้มีการร่าง/จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไม่เห็นชอบจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ต่อไป

ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ซึ่งมีฉายาว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” สะท้อนเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น อันถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ด้วยมีบทบัญญัติที่กำหนดให้ 
-    คดีทุจริตไม่มีอายุความ และห้ามเดินทางออกนอกประเทศระหว่างการดำเนินคดี
-    โทษสูงสุดในการทุจริตโกงกินคือ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
-    ร่ำรวยผิดปกติ หรือฟอกเงิน จำคุกสูงสุด 30 ปี และถูกยึดทรัพย์
-    บริหารประเทศจนเกิดความเสียหาย จำคุกสูงสุด 30 ปี

จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่นักการเมืองไม่พึงปรารถนา แต่จะปราบโกงได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาจากผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว 3 คน โดย 2 คนต้องพ้นจากตำแหน่ง กอปรกับฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยมได้เคลื่อนไหวอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งแนวคิดของคนเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของไทยที่ดำรงคงความเป็นชาติมาแล้วกว่า 800 ปี ดังข้อเขียนของรองศาสตราจารย์อาวิน อินทรังษี คณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เขียนไว้ใน Facebook “Arwin Intrungsi” ว่า

ไม่มีสถาบันกษัตริย์ใดในโลกพังลงเพราะประชาชนตื่นขึ้นมาเกลียดกษัตริย์พร้อมกันทั้งประเทศ แต่ทุกสถาบันที่ล่ม ล้วนถูกทำให้ล้มทีละชิ้น อย่างเป็นระบบและแนบเนียน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เตือนเราด้วยคำพูด แต่มันเตือนเราด้วยซากประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง และสูตรนั้นกำลังถูกใช้ซ้ำอีกครั้ง เริ่มจาก “กติกา” ก่อนเสมอ ทุกครั้งที่ฝ่ายซ้ายในโลกต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ พวกเขาไม่เริ่มจากการโค่นกษัตริย์ แต่เริ่มจากการบอกว่า “เราขอแค่แก้รัฐธรรมนูญ”
-    สเปน ปี 1931: รัฐธรรมนูญใหม่ถูกเสนอในนามของความก้าวหน้า แต่เนื้อแท้คือการตัดอำนาจเชิงโครงสร้างของสถาบัน ผลลัพธ์ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม แต่คือสงครามกลางเมือง เลือด และความแตกแยกยาวนาน
-    รัสเซีย ปี 1917: ซาร์ยังอยู่ แต่ไม่มีอำนาจ และเมื่อสถาบันกลายเป็นเพียงเงา การล้มก็เป็นเพียงพิธีกรรมขั้นสุดท้าย

รัฐธรรมนูญคือด่านแรก ใครก็ตามที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวกับสถาบัน” ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ
ทำให้กองทัพ “แพ้” โดยไม่ต้องรบ ไม่มีระบอบกษัตริย์ใดอยู่ได้ หากกองทัพอ่อนแอ และไม่มีฝ่ายซ้ายใดโง่พอจะปะทะกองทัพตรง ๆ วิธีที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณ ทำให้คำว่า “ทหาร” กลายเป็นภาพลบในสังคม
-    ฝรั่งเศสก่อนปี 1789: กองทัพขาดงบ ไร้เกียรติ นายทหารถูกวาดภาพเป็นศัตรูของประชาชน เมื่อการปฏิวัติมาถึง กองทัพไม่เหลือพลังจะปกป้องอะไรเลย
-    อิหร่าน ปี 1979: กองทัพของพระเจ้าชาห์ไม่ได้แพ้ในสนามรบ แต่แพ้ในสนามศีลธรรม และเมื่อทหารลังเล ระบอบก็จบ

สูตรอันตรายที่สุด: แยกทหารผู้น้อยออกจากกองทัพ ถ้ามียุทธศาสตร์ใดที่การปฏิวัติทุกครั้งต้องใช้ มันคือการทำให้ทหารไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
-    รัสเซีย ปี 1917: เกิด “สภาทหาร” ของทหารชั้นผู้น้อย คำสั่งกลายเป็นเรื่องต่อรอง กองทัพกลายเป็นฝูงชนติดอาวุธ
-    จีนคอมมิวนิสต์ คำว่า “ทหารของประชาชน” ถูกใช้เพื่อดึงทหารออกจากความจงรักภักดีเดิม เมื่อกองทัพไม่ขึ้นกับสถาบันใด สถาบันนั้นย่อมพัง นี่ไม่ใช่อุดมการณ์ นี่คือเทคนิค

และเมื่อโจมตีสถาบันไม่ได้ ก็โจมตี “คุณค่า” ในโลกสมัยใหม่ การล้มสถาบันไม่จำเป็นต้องล้มตัวบุคคล แค่ทำให้คุณค่าที่สถาบันยืนอยู่ กลายเป็นของน่ารังเกียจ ยุโรปทำลายศีลธรรมศาสนา ก่อนโค่นกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ทำลาย “วัฒนธรรมเก่า” ก่อนยึดอำนาจ ในประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่นโยบาย แต่คือ สายใยทางศีลธรรม ระหว่างสถาบันกับประชาชน กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “การกดให้จน” “เครื่องมือชนชั้นนำ” นั่นไม่ใช่การวิจารณ์ แต่นั่นคือการตัดราก

ทำไม ‘ภาคใต้’ และ ‘ชุมพร’ ถึงโหวตเห็นชอบสูงผิดปกติในประชามติปี 59: โครงสร้างการเมือง + ฐานสังคมรัฐ + สนามประชามติที่ไม่แฟร์

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 2559 ออกมาแบบ “เห็นชอบ” ชนะทั้งประเทศ แต่ถ้าดูรายภาค–รายจังหวัด จะเห็นชัดว่ามีพื้นที่หนึ่งที่เห็นชอบ “พุ่งเกินค่าเฉลี่ย” แบบทิ้งห่าง คือภาคใต้ โดยเฉพาะ “ใต้ตอนบน” และจังหวัดอย่างชุมพรที่เห็นชอบสูงถึง 90.04% (208,068 ต่อ 23,004)
คำถามคือ ทำไม “เห็นชอบ” ถึงสูงขนาดนั้น?
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ: เพราะการโหวตครั้งนั้นไม่ใช่แค่ “ชอบ–ไม่ชอบเนื้อหา” แต่มันคือการเลือก “ข้างของระเบียบการเมือง” ในช่วงที่ประเทศถูกคุมเกม—และภาคใต้ตอนบนจำนวนมากอยู่ในกลุ่มที่เลือกความนิ่ง เลือกฝ่ายรัฐ เลือกกันการเมืองขั้วตรงข้าม มากกว่าการเสี่ยงลากประเทศยาวออกไป

1) ภาคใต้ตอนบน–ตอนกลางมี “ฐานสนับสนุนรัฐ/กองทัพ” สูงกว่าพื้นที่อื่น
บทวิเคราะห์ทางวิชาการชี้ว่า ‘ค่าย Yes’ ไม่ได้ชนะเพราะเนื้อหาดีเลิศ แต่เพราะกองทัพและเครือข่ายรัฐมีฐานสังคมหนุนอยู่จริง ทั้งชนชั้นกลาง/บน ระบบราชการ ตุลาการ มหาวิทยาลัย และทุนใหญ่ อีกทั้งมีข้อสังเกตว่า ด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ กองทัพมีแรงสนับสนุนสำคัญในภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง
ถ้าภาคใต้บางส่วนเชื่อสถาบันรัฐมากกว่านักการเมือง ผลจึงถูกแปลออกมาเป็นภาษาง่ายๆ แบบนี้: โหวต “รับ” = เลือกความสงบ/ความเป็นระเบียบ และโหวต “ไม่รับ” = เสี่ยงยื้อความไม่แน่นอน

2) ชุมพร: จังหวัดตัวอย่างของ ‘ใต้ตอนบน’ ที่เข้าแพตเทิร์นรัฐนิยมชัดที่สุด
ชุมพรไม่ได้เห็นชอบสูงแบบเฉียดๆ แต่สูงแบบเกือบเอกฉันท์ 90.04% ในเชิงโครงสร้าง ชุมพรอยู่ในใต้ตอนบนที่มักถูกมองว่าเป็นโซนที่ฐานสังคมของรัฐ/ระบบราชการเข้มแข็ง เมื่อฐานความคิดหลักของพื้นที่คือ ‘รัฐต้องคุมเกมเพื่อกันการเมืองเละซ้ำ’ การโหวตรับร่างจึงกลายเป็นการโหวตแบบเลือกทีม มากกว่าการอ่านมาตรา

3) ภาคใต้ไม่ได้เป็นก้อนเดียว: ชายแดนใต้ ‘ไม่รับ’ แต่ใต้ตอนบน ‘รับท่วม’
ข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้อสรุปนี้หนักแน่นขึ้นคือ ภาคใต้มีความต่างภายในชัดมาก จังหวัดชายแดนใต้บางจังหวัด ‘เห็นชอบ’ ต่ำ เช่น ปัตตานี 35.02% และนราธิวาส 36.04% แปลว่าไม่ใช่ ‘คนใต้รับหมด’ แต่เป็น ‘โซนใต้ตอนบน/ตอนกลาง’ ที่รับแรงมาก และชุมพรคือปลายสุดของกราฟนั้น

4) ปัจจัยที่คนชอบมองข้าม: สนามประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์ว่า ‘ไม่เสรี ไม่แฟร์’
อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ต้องอ่านตัวเลขอย่างระวังคือ บริบทประชามติปี 59 ถูกวิจารณ์เรื่องข้อจำกัดการรณรงค์และการวิพากษ์วิจารณ์ มีรายงานถึงการจับกุม/ดำเนินคดีต่อผู้รณรงค์หรือแสดงความเห็น การควบคุมพื้นที่ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างบรรยากาศกดทับ เมื่อสนามมันเอียง พื้นที่ที่รัฐเข้มแข็งและเครือข่ายราชการแน่น ผลก็มีแนวโน้มจะเทไปทางที่รัฐต้องการได้ง่ายกว่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top