Friday, 5 June 2026
POLITICS NEWS

ย้ำจุดยืนความถูกต้องมาก่อนความได้เปรียบ ยัน "ปชป." ปักหมุดจริยธรรมการเมือง ลั่นชัดเจน ไม่ร่วม "กล้าธรรม"

(24 ธ.ค.2568) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจต่อเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวานโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคใดสามารถร่วมได้ และพรรคใดไม่สามารถร่วมได้จึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายเจตนาและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา

ขอท้าวความไปถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป้าหมายสำคัญของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อกอบกู้ความศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทำให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกครั้งท่ามกลางสภาพการเมืองที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดและหมดหวัง

สิ่งที่เป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับคุณอภิสิทธิ์มาโดยตลอดคือการยึดมั่นในสัจจะวาจา หลักการ ความซื่อสัตย์และมาตรฐานด้านจริยธรรมซึ่งเป็นคุณค่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความถูกต้องก่อนความได้เปรียบ

ด้วยเหตุนี้การประกาศจุดยืนในเวทีดีเบตว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้จึงเป็นการแสดงความชัดเจนต่อประชาชนไม่ใช่การเมืองแบบกั๊ก หรือการพูดเผื่อทางถอย

และขอเรียนให้เข้าใจตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประกาศตัวว่าจะเป็นฝ่ายค้านแต่เป็นการประกาศเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชน “เลือกอย่างชัดเจน” ว่าต้องการการเมืองที่ยืนอยู่บนหลักจริยธรรมแบบใด

คำถามสำคัญที่อยากชวนคิดร่วมกันคือประชาชนต้องการนักการเมืองที่พูดคลุมเครือเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองหรือผู้นำที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแม้จะไม่ถูกใจทุกคน

เพราะการเมืองที่ดีควรตั้งอยู่บนความชัดเจน ความรับผิดชอบและการเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบเลี่ยงเพื่อประโยชน์ระยะสั้น

พรรคประชาธิปัตย์ เลือกยืนบนหลักการและขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าการเมืองแบบใด คือการเมืองที่ประเทศควรเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
 

‘สลิ่ม’ เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม จาก “กันส้ม” ถึง “ขอคุมเกม” โค้งสุดท้าย สลิ่มจะไหลไปพรรคไหน

“สลิ่ม” เทใจให้ใคร? คำตอบไม่ใช่พรรคเดียว—แต่คือ ‘สูตรรอด’ ของกลุ่มการเมืองเดิม

คำว่า “สลิ่ม” เป็นสแลงการเมืองที่คนใช้เรียก “กลุ่มคิดแบบการเมืองเดิม” (เน้นเสถียรภาพ/ความมั่นคง/ไม่อยากเปลี่ยนเร็ว) บางคนรับคำนี้ บางคนไม่รับ—แต่ “พฤติกรรมทางการเมือง” ของกลุ่มนี้พอจับสัญญาณได้: เขาเลือกแบบคำนวณมากกว่าเลือกด้วยอุดมการณ์ล้วน

และการคำนวณรอบนี้เกิดในบริบทที่เกมใหญ่ถูกรีเซ็ตไปแล้ว: นายกฯอนุทินยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และ กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 (สมัครรับเลือกตั้งเริ่ม 27 ธ.ค.)

สัญญาณสำคัญ: “ฝ่ายเดิม” ไม่มีเจ้าของตลาดคนเดียวแล้ว
นิด้าโพล (4–12 ธ.ค. 2568) ถามว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” อันดับ 1 คือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% แล้วค่อยตามด้วย ณัฐพงษ์ 17.20%, อนุทิน 12.32%, อภิสิทธิ์ 10.76%, จุลพันธ์ 6.28% ขณะที่ชื่อสายเดิม/ทหารบางส่วนอยู่ระดับต่ำกว่านี้และกระจาย

อ่านเป็นตรรกะ: กลุ่มที่เคยเทใจให้ “การเมืองเดิม” ตอนนี้ไม่ได้รวมศูนย์แล้ว มันแตกเป็น 3 ก๊ก—และจะไหลไปตาม “ประโยชน์ที่คิดว่าได้จริงในระบบเลือกตั้ง”

3 ทางที่ “สลิ่ม/กลุ่มการเมืองเดิม” มีแนวโน้มไหลไป
ทางที่ 1: “ขอคนคุมเกม–คุมวิกฤต” → ไหลไปฝั่งภูมิใจไทย/อนุทิน
ช่วงนี้สังคมอยู่ในโหมดความมั่นคงและความขัดแย้งชายแดน ซึ่งเป็นฉากหลังสำคัญของการยุบสภา และทำให้ผู้นำรัฐบาลวางท่าชาตินิยมได้แต้มทางการเมือง
ถ้าคนกลุ่มนี้คิดแบบ “อย่าเสี่ยง—เอาคนคุมสถานการณ์ก่อน” เขาจะเทไปหาพรรคที่ดูตั้งรัฐบาลได้/คุมอำนาจได้จริง
ฟาดแบบตรง: คนกลุ่มนี้ไม่ได้ถามว่า “ใครดีที่สุด” แต่ถามว่า “ใครคุมเกมได้พรุ่งนี้”

ทางที่ 2: “ขอภาพมือเก๋า–เป็นสถาบัน–ชนชั้นกลางเมือง” → ไหลไปฝั่งประชาธิปัตย์/อภิสิทธิ์
ชื่ออภิสิทธิ์ยังถูกเลือกเป็นนายกฯในระดับบนของโพล นี่คือฐานคนที่อาจเบื่อทั้งเกมดีลและเกมปฏิรูปเร็ว แต่ยังอยากได้ “ความเป็นทางการ” และ “ความเป็นระบบ” มากกว่า “ความมันส์ทางการเมือง”
ฟาดแบบตรง: ไม่ได้อยากได้ “นายกฯสายไฟแรง” แต่อยากได้ “นายกฯที่ไม่ทำบ้านล้มทั้งหลัง”

ทางที่ 3: “สายแข็งกันส้ม–ชาตินิยมจัด–คิดถึงยุคเดิม” → กระจายไป รทสช./พปชร./พรรคเล็กสายเดิม
กลุ่มนี้ยังมีอยู่แน่ แต่ปัญหาคือ “กระจาย” และ “แย่งฐานกันเอง” ทำให้ไม่รวมเป็นก้อนใหญ่ในคูหา
ฟาดแบบตรง: เสียงดังได้ แต่ถ้าแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก็ได้แค่ “แค้น” ไม่ได้ “อำนาจ”

จุดชี้ขาดจริง: “สลิ่ม” จะเลือกด้วยหลักอะไรในวันจริง?
ถ้าดูจากโพลสเปกผู้นำ คนไทยอยากได้ ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์, ไม่เล่นเกม, ไม่โกงไม่เทา แต่นี่แหละคือบททดสอบของกลุ่มการเมืองเดิม:
- ถ้าอยากได้ “เสถียรภาพ” แต่ยังเลือกพรรคที่ทำให้การเมืองต้องรีเซ็ตบ่อย ๆ → คุณกำลังเลือกความวุ่นวายแบบเดิมในชื่อใหม่
- ถ้าเกลียดเกมการเมือง แต่ยังเลือกจาก “ความกลัว” มากกว่า “การบ้านผลงาน” → เกมเดิมก็ชนะอีกครั้ง
- ถ้าบอกว่ารักชาติ แต่ยอมให้ชาตินิยมกลบปัญหาปากท้อง → ประเทศถูกปั่นง่ายเหมือนเดิม

โค้งสุดท้าย “สลิ่ม” ไม่ได้เทใจให้พรรคเดียว แต่จะเทไปหา “พรรคที่คิดว่ามีลุ้นคุมอำนาจ” และ “กันฝ่ายที่กลัว” ได้จริง—และนี่ทำให้คะแนนไหลแบบยุทธศาสตร์ในช่วงสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

บริบทใหม่การเมืองไทย!! ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง แต่ขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่า ประชาชนเบื่อละครสภาเต็มที ถึงเวลาที่ต้อง “แข่งนโยบาย” ไม่ใช่ “แข่งเกม”

ประเทศไทยไม่ได้ขาดนักการเมือง—เราขาด ‘พรรคที่ขายนโยบาย’ มากกว่าเล่นการเมือง

การยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 และการเลือกตั้งใหม่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประเทศกลับเข้าสู่ “โหมดหาเสียง” อีกครั้ง แต่คำถามใหญ่ของประชาชนไม่ใช่ “ใครจะได้เป็นรัฐบาล” — คือ “แล้วชีวิตฉันจะดีขึ้นจริงเมื่อไหร่?” 

และโพลก็ฟ้องสังคมชัดกว่าคำปราศรัย
นิด้าโพลช่วงต้น ธ.ค. 2568 ถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60% นี่ไม่ใช่ความเฉย แต่มันคือความไม่เชื่อว่าการเมืองจะส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ถ้าพรรคการเมืองยังมองการเลือกตั้งเป็น “เวทีต่อรองอำนาจ” มากกว่า “เวทีเสนอคำตอบประเทศ” ตัวเลขแบบนี้จะไม่ลดลง — มันจะเพิ่มขึ้น

ปัญหาไม่ใช่ประชาชน “เลือกไม่เป็น” แต่คือพรรคการเมือง “ขายไม่เป็น”
ขายไม่เป็นในที่นี้หมายถึงขาย “นโยบายที่ทำได้จริง” ไม่ใช่ขาย “ความหวังแบบไม่บอกต้นทุน” และไม่ใช่ขาย “ความกลัว” เพื่อดึงคะแนน

คนไทยอยากได้ผู้นำแบบไหน? โพลบอกชัด: ไม่เล่นเกม และต้องซื่อสัตย์
สวนดุสิตโพลสะท้อนว่า คุณสมบัติที่ประชาชนให้ค่าน้ำหนักสูงคือ “มีอุดมการณ์ก้าวหน้า/มีวิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่” พร้อมกับ “ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง” และ “ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต”
แปลเป็นภาษาง่ายๆ: ประชาชนไม่ได้ขอ “คนพูดเพราะ” แต่ขอ “คนทำจริง” และ “ไม่ลากประเทศไปวนลูปดีลเดิมๆ”

ดังนั้น โค้งสุดท้ายก่อนสมัครและหาเสียง พรรคการเมืองควรเปลี่ยนวิธีเล่นเกม 5 ข้อ (ถ้ายังอยากชนะด้วยเหตุผล ไม่ใช่ชนะเพราะอีกฝ่ายพลาด)

1) เลิกสโลแกนลอย ๆ แล้วโชว์ “นโยบายแบบใบเสร็จ”
   ทุกนโยบายต้องตอบ 4 คำถาม: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบถ้าทำไม่ได้?
   พรรคไหนตอบไม่ได้ = พรรคไหนกำลังขายฝัน ไม่ได้ขายนโยบาย

2) ประกาศ KPI ต่อหน้าประชาชนให้ตรวจได้
   ไม่ใช่ “จะทำให้ดีขึ้น” แต่ต้องเป็นตัวเลขและเส้นตาย เช่น ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนกี่ % ใน 12 เดือน, ลดคิวโรงพยาบาลกี่วัน, ลดใบอนุญาตจากกี่วันเหลือกี่วัน    เพราะประชาชนเบื่อการเมืองที่ไม่มีมาตรวัด

3) หยุดใช้ความมั่นคงเป็นผ้าคลุมทุกปัญหา
   ความมั่นคงสำคัญ แต่ถ้าทุกเรื่องถูกทำให้เป็น “ภัย” เพื่อหลบคำถามปากท้อง สุดท้ายประเทศจะไม่เหลือทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ
   ชาตินิยมที่ดีต้องพาประเทศอยู่ดีมีงานทำ ไม่ใช่พาประเทศทะเลาะกันเก่งขึ้น

4) เลิกสื่อสารแบบ “เกลียดอีกฝ่าย” แล้วหันมาสื่อสารแบบ “แก้ปัญหานี้อย่างไร”
   การเมืองที่ชนะด้วยความเกลียด จะบริหารด้วยความเกลียดต่อไป และสุดท้ายคนที่เจ็บคือประชาชน

5) ตอบให้ชัดเรื่อง “รัฐบาลผสม” ตั้งแต่วันนี้
   ในระบบที่ไม่มีใครกินรวบ พรรคต้องบอกประชาชนตรงๆ ว่าจะจับมือกับใคร “ภายใต้เงื่อนไขนโยบายอะไร”
   เลิกทำให้ประชาชนรู้ทีหลังว่าคะแนนของเขาถูกเอาไปแลกอะไร

แล้วประชาชนต้องทำอะไร? เพราะประชาชนคือกรรมการ ไม่ใช่คนดู
ถ้าคนไทยอยากให้พรรคขายนโยบายจริง ประชาชนต้องหยุดเป็น “ผู้บริโภคคอนเทนต์การเมือง” แล้วเป็น “ผู้ตรวจการบ้าน” ให้เป็น
- ถามคำถามเดียวกันกับทุกพรรค: ทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ใช้งบเท่าไหร่? ใครรับผิดชอบ?
- อย่าปล่อยให้ดีเบตกลายเป็นเวทีดราม่า ให้เรียกร้องดีเบตแบบเทียบตัวเลข เทียบแผน เทียบความเสี่ยง
- อย่าแชร์คลิปตัดเพื่อความสะใจ จนกลบสาระที่ประเทศต้องตัดสินใจ

ประเทศไทยไม่ได้ต้องการ “นักการเมืองที่ชนะเกม” แต่ต้องการ “พรรคการเมืองที่ชนะปัญหา” ถ้าโค้งสุดท้ายนี้ทุกพรรคยังเอาเวลาไปเล่นการเมืองมากกว่าขายนโยบาย—ก็อย่าแปลกใจที่คนจำนวนมากจะตอบเหมือนเดิมว่า “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” เพราะพวกเขาไม่ได้เห็นอนาคตที่จับต้องได้จากใครเลย

แหล่งข้อมูล:
- Reuters: กกต.กำหนดเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 และกติกาเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้ไม่เกิน 3 คน
- AP: รายงานยุบสภา 12 ธ.ค. 2568 และฉากหลังทางการเมือง
- NIDA Poll: กลุ่ม “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%
- สวนดุสิตโพล: คุณสมบัติผู้นำ “ก้าวหน้า/ไม่เล่นเกม/ไม่โกงไม่เทา”

ยังไม่เชื่อใจนักการเมือง!! วิเคราะห์ตัวเลข 40.60% ยังไร้คนเหมาะเป็นนายกฯ สะท้อน "ความไม่ไว้วางใจ" ตอกหน้าการเมืองวนลูป สัญญาณเตือนว่า "รัฐบาลตั้งได้ แต่ประเทศอาจเดินไม่ได้" แคนดิเดตนายกฯ ต้องพิสูจน์กึ๋นก้าวข้ามวังวนเดิม ๆ

“40.60% ยังไม่เจอนายกฯที่ใช่” ไม่ใช่ความเฉย—แต่มันคือคำฟ้องของประชาชนต่อ ‘การเมืองทั้งระบบ’

ถ้ามีตัวเลขหนึ่งที่สะท้อนอารมณ์ประเทศได้ชัดกว่าคำปราศรัย มันคือตัวเลขจากนิด้าโพลที่สำรวจ 4–12 ธ.ค. 2568 (ตัวอย่าง 2,500 คน สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์) แล้วถามตรงๆ ว่า “วันนี้จะสนับสนุนใครเป็นนายกฯ” คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” 40.60%

นี่ไม่ใช่ “ไม่สนใจการเมือง” แต่มันคือ “ไม่ไว้ใจการเมือง” — เพราะโพลเดียวกันยังพบว่าเวลาถามเรื่องพรรคการเมือง คนก็ “ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้” 32.36%

แปลไทยเป็นไทย: คนจำนวนมากมองว่า ปัญหาไม่ใช่ชื่อใครคนหนึ่ง แต่คือพฤติกรรมและกลไกของทั้งระบบพรรคการเมืองที่ทำให้ประเทศวนลูปเดิม

ทำไมคนไทยถึง “ยังไม่เลือกใคร” มากขนาดนี้?

1) เพราะคนไทยเริ่ม “ตัดสินจากการกระทำ” ไม่ใช่ป้ายหาเสียง
สวนดุสิตโพล (สำรวจ 2–5 ธ.ค. 2568, ตัวอย่าง 1,186 คน ออนไลน์+ภาคสนาม) บอกสเปกนายกฯที่คนต้องการชัดมากว่าเป็นชุดคุณค่าที่เรียกว่า “4 ก.”
- ก้าวหน้า/วิสัยทัศน์/กล้าทำสิ่งใหม่ 40.71%
- ไม่เล่นเกมการเมือง ทำเพื่อประชาชนจริง 30.09%
- ไม่โกง ไม่เทา ซื่อสัตย์สุจริต 29.20%
สรุป: คนไทยไม่ได้ขอ “คนพูดเก่ง” — เขาขอ “คนที่ไม่เล่นเกม” และ “ไม่โกง” พร้อมพาประเทศออกจากกับดักเดิม

2) เพราะประสบการณ์หลายปีทำให้คนเห็นว่า “รัฐบาลตั้งได้ ≠ ประเทศเดินได้”
เมื่อคนเห็นการเมืองเปลี่ยนสูตรไปมา ดีลแตก-ดีลใหม่ เสถียรภาพแกว่ง การตัดสินใจเชิงนโยบายกลายเป็น “ของต่อรอง” ความหวังจึงไม่ไปเกาะที่ชื่อเดียวง่ายๆ อีกแล้ว
ผลคือ “ขอรอดูการบ้านก่อน” กลายเป็นพฤติกรรมของประชาชนจำนวนมาก — และมันโผล่มาในตัวเลข 40.60% นั่นเอง

แล้ว “ชื่อคนที่ถูกเลือก” ตอนนี้ บอกอะไรเรา?
ถ้าตัด “ยังไม่เจอคนที่ใช่” ออก แล้วดูเฉพาะรายชื่อบุคคลที่ได้คะแนนนำ จะมี 3 ชื่อหลักในนิด้าโพล:
1) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 17.20%
2) อนุทิน ชาญวีรกูล 12.32%
3) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.76%

อย่าเพิ่งรีบสรุปว่า “ใครชนะ” — ให้ดูว่าแต่ละชื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “ความคาดหวังคนละแบบ”
A) ณัฐพงษ์ = กระแส “เปลี่ยนวิธีคิดประเทศ”
คะแนนนำในกลุ่มที่เป็นชื่อ (17.20%) บอกว่า คนจำนวนหนึ่งยังอยากเห็น “การเมืองแบบไม่เหมือนเดิม”
แต่คำถามเชิงเหตุผลที่ประชาชนต้องถามคือ:
- จะทำให้ “ก้าวหน้า” เป็น “ผลงาน” ได้ยังไง ไม่ให้หยุดอยู่ที่วาทกรรม?
- ไม่เล่นเกมการเมืองจริงไหม หรือแค่เกมใหม่ที่พูดว่าไม่เล่นเกม?

B) อนุทิน = กระแส “ขอคนคุมเกม-คุมหน้างาน”
คะแนน 12.32% สะท้อนว่า คนอีกกลุ่มให้ค่ากับ “ความสามารถในการคุมสถานการณ์” มากกว่าความฝัน
คำถามที่ต้องถามแบบไม่อ้อมคือ:
- คุมเกมเพื่อพาประเทศไปข้างหน้า หรือคุมเกมเพื่อให้เกมเดิมอยู่รอด?
- ความเด็ดขาดอยู่ฝั่งประชาชน หรืออยู่ฝั่งดีล? (เพราะคนไทยอยากได้ผู้นำ “ไม่เล่นเกม”)

C) อภิสิทธิ์ = กระแส “อยากได้มือเก๋า-ภาพความเป็นสถาบัน”
คะแนน 10.76% บอกว่ามีคนจำนวนหนึ่ง “อยากได้ความนิ่ง/ความเป็นทางการ/ความคุ้นเคย” กลับมาเป็นตัวเลือก
คำถามเชิงเหตุผลคือ:
- มือเก๋าพอจะพาประเทศ “พ้นกับดัก” หรือจะพาประเทศ “กลับไปคุ้นเคยกับกับดักเดิม”?
- ตอบโจทย์ 4 ก. ของประชาชนได้ไหม โดยเฉพาะ “ก้าวหน้า-กล้าทำใหม่”?

โพลไม่ได้บอกว่าใครจะเป็นนายกฯ—โพลบอกว่า “ประชาชนไม่เชื่อ” ใครง่ายๆ อีกแล้ว
ตัวเลข 40.60% ไม่ได้แปลว่าคนไทยไม่รู้จะเลือกใคร แต่มันแปลว่า คนไทยเริ่มฉลาดพอที่จะไม่ฝากชีวิตไว้กับโปสเตอร์

และถ้าจะเลือกให้เป็น “ตรรกะ” จริง ตามสเปกดุสิตโพล ให้ลองใช้ 3 ด่านนี้เป็นเกณฑ์ตัดสิน (จำง่าย โคตรใช้ได้)
1) ก้าวหน้า: มีวิสัยทัศน์ + แผนทำได้จริง (ไม่ใช่ฝันลอยๆ)
2) ไม่เล่นเกม: ไม่เอาชีวิตคนไปเป็นตัวประกันของดีล
3) ไม่โกง: ทีม-นโยบาย-โครงสร้างตรวจสอบ ต้องชัด ไม่ใช่ “เชื่อผมสิ”

สุดท้าย…ถ้าพรรคไหน/คนไหนทำให้ประชาชน “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ทะลุ 40% อีกครั้ง นั่นไม่ใช่ปัญหาของประชาชน
มันคือใบแดงทางศีลธรรมของการเมืองไทย

ชู ‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ 3 บิ๊กเทคโนแครต เปลี่ยนภาพพรรคการเมืองสู่ "ทีมบริหารมือโปร" อุดช่องโหว่ด้านต่างประเทศ – ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในไทยและเวทีโลก

‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ ไพ่เด็ดภูมิใจไทย สูตรทีมเทคโนแครตที่ตั้งใจส่งสัญญาณถึงคนทั้งประเทศ

ถ้าการเลือกตั้งคือเกม “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่เกม “กระแส” การขยับของภูมิใจไทยรอบนี้ชัดเจนมาก—พรรคกำลังพยายามติดอาวุธใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการดึง “คนทำงานสายบริหาร–เศรษฐกิจ–การทูต” ขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตา และถูกพูดถึงในฐานะทีมแกนหลัก/ตัวเลือกสำคัญของพรรค

ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่ม “สายบริหารประเทศ” คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำจาก “ทีมการเมือง” ไปเป็น “ทีมบริหาร” อย่างมีนัยสำคัญ

1) ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ไพ่ “มือบริหาร–นักพลิกฟื้น” ที่พรรคอยากให้คนจำ

ชื่อของ “ศุภจี” ถูกเล่าในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่คุ้นกับการวัดผลและการบริหารองค์กรแบบ KPI พรรคได้ประโยชน์จากภาพจำนี้ เพราะมันพูดกับคนชั้นกลางและภาคธุรกิจได้ตรงภาษา: ทำงานเป็นระบบ วัดผลได้ และเน้นผลลัพธ์มากกว่าคำขวัญ

อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่โปรไฟล์สวย แต่คือการแปลง “ความเก่งเชิงองค์กร” ให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้และลงพื้นที่ได้จริง—ไม่ใช่เก่งเฉพาะบนสไลด์หรือในห้องประชุม

2) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ไพ่ “เศรษฐกิจ–การคลัง” เพื่อคุมความกังวลของตลาด

เอกนิติมักถูกมองเป็นตัวแทนสายเศรษฐกิจ/การคลัง ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในประเด็นปากท้อง โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนและตลาดกังวลเรื่องค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง

พูดตรง ๆ นี่คือ “ไพ่ลดความกลัว” เพราะอย่างน้อยทำให้เห็นว่าพรรคพยายามมีแกนคิดด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขายฝันหรือสัญญาสวยหรู

3) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ไพ่ “ต่างประเทศ–เวทีโลก” เพื่อปิดช่องโหว่ที่การเมืองไทยมักโดนถาม

การมีชื่อ “สีหศักดิ์” ในทีม ทำให้สูตรของพรรคชัดขึ้นว่า เศรษฐกิจในประเทศต้องเดินพร้อมการต่างประเทศ ทั้งการค้า การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์

นี่คือหมากที่ช่วย “อัปเกรดภาพลักษณ์” ให้พรรคดูพร้อมต่อการเจรจาในโลกจริง เพราะความท้าทายยุคใหม่ไม่ใช่แค่บริหารภายใน แต่คือการวางตำแหน่งประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย

เกมที่ภูมิใจไทยกำลังเล่น: “เลือกตั้ง = เลือกทีมบริหาร”

สรุปให้ชัด—พรรคกำลังพยายามทำให้การเลือกตั้งรอบหน้าเป็นเรื่อง “เลือกทีม” มากกว่า “เลือกขั้ว” และสามชื่อนี้คือหน้าปกของแนวคิดนั้น

แต่การเล่นเกมแบบ “ทีมเทคโนแครต” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากสื่อสารไม่ดี ประชาชนอาจมองว่าเป็นการดึงคนเก่งมาเป็นฉากหน้า แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างไร

ความเสี่ยงที่พรรคต้องตอบให้ได้ (แบบไม่อ้อมค้อม)

• ถ้าเน้นภาพ “เทคโนแครต” มากไป คนจะถามทันทีว่า แล้วประชาชนฐานรากได้อะไร?

• ถ้าเน้น “โปรไฟล์” มากไป คนจะย้อนว่า ประเทศไม่ได้ขาดคนเก่ง—ประเทศขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานได้

• การเลือกตั้งไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน ถ้านโยบายไม่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว คนก็ไม่ซื้อ

ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์ อาจเป็น “ไพ่เด็ด” ที่ช่วยให้ภูมิใจไทยดูเป็นพรรคมือบริหารขึ้นจริง แต่ไพ่เด็ดจะชนะเกมได้ ก็ต่อเมื่อพรรคตอบให้ได้ว่า

กูรูการตลาดติงรีแบรนด์ 'พลังประชารัฐ' ชี้ โลโก้ล่าสุด หวังใช้สีส้มเชื่อมสัมพันธ์ทุกฝ่าย แต่ใช้ฟอนต์ล้าสมัยระดับ Word จุฬาฯ ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกทั้งดูเก่าและเชย

‘ดร.ณัฐพงษ์’ เจ้าของช่อง Spark Update วิพากษ์ฟอนต์โลโก้ใหม่ พปชร. สุดล้าสมัย! ชี้การเติมสีส้มเป็นกลยุทธ์การเมืองก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกเพราะภาพลักษณ์ที่ดูเก่าและเชย

ดร.ณัฐพงษ์ รอบคอบ เจ้าของช่อง Spark Update กล่าวถึงการรีแบรนด์พรรคพลังประชารัฐ ว่า คนที่เรียนการตลาดมาจะรู้ว่า การรีแบรนดิ้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งนี้ อยากจะกล่าวถึงการรีแบรนดิ้งพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนโลโก้พรรคมาแล้ว 4 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค โดยครั้งนั้นเปิดตัวพรรคด้วยการรวบรวมกลุ่มเทคโนแครต รวมบุคคลในแวดวงต่างๆ มาอยู่ในพรรค จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตัวโลโก้พรรคที่เปลี่ยนจากรูปแบบวงกลมและใช้สี 3 สี คือ น้ำเงิน ขาว แดง เปลี่ยนมาเป็นแบบกังหันลมและเปลี่ยนสีเป็นน้ำเงิน เขียว แดง และล่าสุดได้เปลี่ยนอีกครั้งโดยได้เติมสีส้มเข้าไปด้วย

ดร.ณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าไปสังเกต ข้อมือของท่านหัวหน้าพรรค จะเห็นว่าเป็นเครื่องรางของขลังจากฮ่องกง เพราะฉะนั้น โลโก้ใหม่ให้จึงให้อารมณ์เหมือนกังหันลม เพียงแต่มีสีสันมองเหมือนจานสีวาดภาพ ส่วนการเติมสีส้มลงไปด้วยนั้น มองได้ว่าเป็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง จึงนำเอามารวมกัน รวมแล้วตอนนี้มีเกือบทุกสีที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง

นอกจากนี้ ในส่วนของฟอนต์หรือชื่อพรรคในโลโก้นั้น ต้องบอกว่า เป็นการใช้ฟอนต์ที่ล้าสมัยอย่างมาก เปรียบเทียบเหมือนเลือกจาก Microsoft Word แต่ไม่ใช่แค่เวิร์ดธรรมดา แต่ย้อนไปถึง เวิร์ดจุฬา ไม่ใช่เวิร์ด 98 ซึ่งเรียกได้ว่าเก่าและเชยมาก

 

‘เชอรี่-ชยาภา’ น้องสาว ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ วอนหยุดใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่จบลงแล้วโดยสมบูรณ์ ไปดิสเครดิตพี่ชาย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 น.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Shirley Chayapa” ระบุว่า ตามที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของดิฉัน ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตและได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน มาเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน พี่ชายของดิฉัน เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก

ดิฉันขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของดิฉันว่าครอบครัวของดิฉัน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆทางการเมืองระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด และยิ่งไม่เคยได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีตเลย พวกเราเป็นคนไทยที่รักชาติ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ดิฉันจึงอยากวอนขอความกรุณาท่านงดเว้นการเผยแพร่ หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีต มาใช้โจมตีในทางการเมืองเลย แค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่เคยคิดผิดในอดีตไป ก็แย่พอแล้ว และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยโปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมากค่ะ

นำเวิร์กช็อปว่าที่ผู้สมัครสส. รวมไทยสร้างชาติ ย้ำจุดยืน "เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ" ปิดฉากรบสยบเขมร ปราบทุจริต-สแกมเมอร์ ผลักดันลดค่าไฟ-น้ำมัน เสริมเศรษฐกิจฐานราก

‘พีระพันธุ์’ นำเวิร์กช็อปติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส. รทสช.ทั่วประเทศ ย้ำจุดยืน ‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัครฯ ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีแกนสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นใน ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักจะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือแนวคิด ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการมีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหาและพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยแนวนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาราคาพลังงาน ปัญหาภาคเกษตร และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้ วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวสรุปประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโรที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมในการยกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอีกนโยบายเรือธงของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรีควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

‘บิ๊กเล็ก’ ซัด กัมพูชา ดีแต่พูด อยากหยุดยิง แต่ยังยิงไม่หยุด ย้ำต้องทำให้สิ้นความเป็นปฏิปักษ์ ลั่นไทยไม่ไล่ยิงถึงพนมเปญ รับรอบนี้สูญเสียหนัก เหตุกำลังพลไทย-กัมพูชาใกล้เคียงกัน

วันที่ 18 ธ.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย เรือโทหญิง ปรียาดา บัวสมบุญ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ ร่วมแถลงถึงการสกัดกั้นการลำเลียงน้ำมัน-ยุทธปัจจัยทางทะเลไปยังประเทศกัมพูชา หลังมีรายงานว่าอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุ โดยการนำเรือไทยไปรับน้ำมันประเทศที่ 3 หรือการถ่ายน้ำมันในน่านน้ำสากล

โดยระบุว่า เราต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เรามุ่งไปที่เรือไทย ไม่ว่าจะเป็นเรือไทยที่ชักธงชาติไทย หรือเรือไทยที่ชักธงสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งอาศัยความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ที่มีความชำนาญ

เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการพูดคุยกันในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ดำเนินการตามลำพัง

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ใช่เป้าหมาย เราจะยึดคืน 100% ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทุกเป้าหมาย 7 จังหวัด ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เราตอบโต้ป้องกันตัวเองอย่างได้สัดส่วน

เมื่อถามย้ำว่าพื้นที่ ทภ.1 จ.สระแก้ว ที่เราอาจเสียเปรียบด้านภูมิประเทศ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องเสริมยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม เช่น ยานเกราะ ซึ่งได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 โดยการยึดที่หมายได้ ไม่ใช่ว่าต้องนำกำลังไปวางไว้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ภาษาทหารเรียกว่าการคุ้มครองด้วยการยิง ซึ่งเมื่อเรายึดก็ยิง จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าวันเดียว แล้วเราหยุดเลย

เมื่อถามถึงการจัดทำงบประมาณปี 2570 มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์ เช่นการจัดหายุทโธปกรณ์ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เนื่องจากปีงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ภายหลังรัฐบาลยุบสภา ทำให้ปฏิทินงบประมาณเลื่อนออกไปอีก แต่ให้เตรียมการตั้งแต่บัดนี้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมเราทำตามสภาพแวดล้อมในอดีต ที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านนั้นดี การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันเท่านั้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป กัมพูชามีท่าทีเปลี่ยนไป เราก็ต้องปรับการทำงบประมาณ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ที่ได้พูดคุยกับ ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ สองสิ่งที่อยากให้มอง คือ สรุปบทเรียนที่ผ่านมา และอนาคตจะต้องทำอย่างไร จัดลำดับความเร่งด่วนในการจัดหายุทโธปกรณ์ในงบประมาณปี 2570

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า การที่งบประมาณเลื่อนไปอาจกระทบบ้าง จะทำให้ช้าลง แต่เราต้องใช้โอกาสตรงนี้จัดทำให้รอบคอบ จัดลำดับความเร่งด่วนให้ดี

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นอดีตทหารและเป็นรุ่นพี่ ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ และน้องๆ ในกองทัพ อย่างไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เวลาลงพื้นที่ก็ขอให้ไม่ต้องจัดการต้อนรับ ขอให้ทำงานตามปกติ แต่ขอเวลามานั่งคุยกันแบบพี่น้อง ว่าพื้นที่ขาดสิ่งใดบ้าง แต่ถ้าเหลือก็ไม่ต้องบอก กระทรวงกลาโหมก็ยินดีสนับสนุน ซึ่งทางรัฐบาลให้นโยบายว่าพร้อมสนับสนุนเต็มที่

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า มั่นใจใน ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งสถานการณ์คืบหน้าตามลำดับ ภารกิจที่เราคุยกันก็เกือบ 100% แล้ว เราจะหยุดยิงเมื่อฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

“ในภาพที่ออกมาจากสื่อที่รัฐบาลกัมพูชาพูดว่า พร้อมเจรจา อยากหยุดยิง แต่หน้าแนวยังระดมยิงกับเราทุกวัน ก็ต้องมีการหยุดยิงชัดเจนก่อน ถ้ากัมพูชาอยากหยุดยิง ก็หยุดเลย เราไม่มีไปรุกราน ซึ่งเราป้องกันตัวเองเท่านั้น ได้สัดส่วนและจำเป็น”

“ถ้าเขาอยากหยุดยิงก็หยุด แล้วถอนกำลังที่เผชิญหน้าออกไป เราไม่มีการไล่ยิงตามยิงถึงพนมเปญอยู่แล้ว ถ้าเขาอยากหยุดยิง ก็ต้องทำให้เราเห็นก่อน ไม่ใช่ดีแต่พูด และไม่ทำ ที่เคยพูดอย่างเสมอ รัฐบาลกัมพูชาพูดอยู่เสมอ แต่แนวหน้าไม่ทำตาม”

“เราก็อยากที่จะยุติ แต่เขายังมีความเป็นปฏิปักษ์ เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งเราห่วงกำลังพล และประชาชนที่ต้องไปอยู่ศูนย์พักพิง”

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า หลังตนลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ก็สงสาร ทุกคนก็น้ำตาซึม ได้ให้กำลังใจ ฝากทางผู้ว่าฯ ดูแล และเราจะพยายามดำเนินการให้ใช้เวลาไม่นานนัก ตนไม่อยากไปบอกว่าต้องกี่วัน ก็จะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์กองทัพ

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่นใน ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ เมื่อภารกิจเรียบร้อย เราก็จบภารกิจ ไม่ยืดเยื้อ เพราะการสูญเสียกำลังพลทำให้สะเทือนใจผู้บังคับบัญชา อะไรที่สามารถยุติสถานการณ์ได้ เราก็ยินดี

เมื่อถามว่าทางกระทรวงกลาโหมได้เตรียมข้อมูลให้รัฐบาล เพื่อเจรจากับทูตพิเศษกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มี เป็นข้อมูลปกติ เราพร้อมตอบทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่าการสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชานั้นเป็นอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก็จะมีคณะผู้บัญชาการทางทหารประเมิน ตนฟังความเห็นจากกองทัพ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเวลาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องท่าที การวางกำลัง กัมพูชา ต้องหยุดยิงชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้ไปตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจทหาร รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนเท่าที่จะทำได้ และไม่กระทบต่อการทำงานของกำลังพลที่อยู่แนวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ส่วนการไปลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ก็ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแนวหลัง และพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา ที่กองกำลังบูรพา

รับรบ กัมพูชา รอบนี้สูญเสียหนัก เหตุกำลังพลใกล้เคียงกัน
รมว.กลาโหม ระบุถึงกรณีการกู้ร่างทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะ พื้นที่เนิน 350 ปราสาทตาควายว่า กองทัพต้องการได้ร่างทหารกลับคืนมาโดยเร็ว แต่จะไปเร่งรัดไม่ได้ เพราะต้องใช้ความระมัดระวัง

“ยอมรับว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นภาพที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่าหากเกิดการสู้รบในรอบนี้สถานการณ์จะหนักกว่าที่ผ่านมา ถ้าเป็นการรบที่เร็วและได้เปรียบ หมายความว่าฝ่ายไทยจะต้องมีกำลังมาก”

“แต่ครั้งนี้กำลังทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาใกล้เคียงกัน ทำให้การรบยืดเยื้อและสูญเสียมาก ในฐานะที่เคยเป็นเจ้ากรมยุทธการมาก่อนจึงเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถจินตนาการภาพออกว่าเมื่อเกิดการรบขึ้นเมื่อไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสูญเสีย”

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาจึงพยายามแสดงท่าทีให้เกิดการเจรจา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ก็ต้องเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป เพื่อให้กัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์หรือที่กองทัพบกใช้คำว่าให้ กัมพูชา สิ้นสุดสภาพทางทหาร
 

เทียบไหวพริบตอบคำถาม ‘ยศชนัน’ เทียบ ‘พิธา’ ยังต้องเร่งเครื่องทักษะการโต้ตอบฉับพลัน ย้ำผู้นำต้องแยก "สิ่งที่อยากพูด" กับ "สิ่งที่ต้องตอบ" เพื่อคุมเกมการเมือง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ระบุว่า... 2 วันนี้ ดู การสัมภาษณ์ คุณยศนันท์ เยอะ คือ ส่วนหนึ่งดูเพราะตั้งใจ อีกส่วนหนึ่งมัน feed มาเอง เพราะน่าจะเริ่ม campaign ด้วย

สิ่งที่เห็นได้ชัด ของท่าน อจ. คือ ยังใหม่เรื่องการตอบคำถาม พอควร 

เราเรียก ไหวพริบ การโต้ตอบและการตอบ ฉับพลัน ก็ได้ 

อดเทียบกับคุณพิธาไม่ได้ เพราะโดย ภายนอก charisma คล้ายๆ กัน 

ของคุณยศนันท์ ปราศรัย ก็ใช้ได้ แต่ไม่หวือหวามากนัก ลากลงเรื่องที่ถนัด จะพูดได้ พอมาให้สัมภาษณ์ เจอคำถาม ฉุกเฉิน ใช้เวลาตอบสนองนาน ต้องคิด แบะ หลายครั้งตอบไม่ตรงและตอบลากไปเรื่อง ที่ท่านปราศรัยและมีข้อมูลในความถนัดตัวเอง แปลว่า ความกว้างของ ข้อมูล knowledge based ที่ท่านอาจจะมี ยังดึงมา ตอบและเชื่อมโยง ไม่ทัน 

เรื่อง “ไหวพริบการตอบ” เป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่พรสวรรค์ล้วน

การตอบคำถามฉับพลัน (on-the-spot response) ที่เห็นว่ามีช่องว่าง ต่างจากการปราศรัยอย่างมีนัยสำคัญ

ปราศรัย = prepared narrative, emotional arc, คุมเวที

สัมภาษณ์ = adversarial, time-pressure, framing battle

คนที่ “ใหม่สนามสัมภาษณ์” มักจะ
ใช้เวลาประมวลผลนาน
ดึงเรื่องที่ถนัดมาคุมเกม (defensive pivot)
ตอบ “ไม่ตรงคำถามแต่ตรงตัวตน” ยังได้ 

ไม่ใช่ข้อเสียเชิงคุณภาพ แต่เป็น “ช่องว่างเชิงทักษะ

แต่ ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะ เพิ่งเริ่ม อยู่ ๆ ถูกระดม ด้วยนักข่าวที่มีทักษะการถาม แบบเจาะประเด็นสูง แรกๆ ก็จะเสียทรงนิดหน่อย น่าจะใช้เวลาไม่มาก ต้องรอดู  แต่ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาดี 

เมื่อเทียบกับคุณพิธา ไหวพริบการตอบ คุณพิธาดีกว่า 

ลักษณะเด่นที่พิธามี

response latency ต่ำ (คิด–ตอบเร็ว)
structure ชัด (1–2–3)
framing นำคำถาม ไม่ไหลตามนักข่าว
แยก “สิ่งที่อยากพูด” กับ “สิ่งที่ต้องตอบ” ได้

ทั้งหมดนี้คือ skillset ของ political communication มากกว่า 

ที่เห็นความต่างชัด ไม่ใช่เพราะฉลาดกว่า
แต่เพราะ ระบบการคิดกับการสื่อสารถูกฝึกมาเฉพาะทาง

ส่วน ภจท. ตอนนี้ กลายร่าง จะเป็น เพื่อไทย บวก บ้านใหญ่ ที่อื่น อยู่แล้ว ไป ๆ มาๆ เลือก ภจท. ได้เพื่อไทยเดิม 

ซึ่งในเชิงผู้เลือกตั้ง
คนที่อยากได้ทางเลือกใหม่จริง ๆ จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ new option แล้ว

ดร. เอ้ ดูเงียบ ๆ  อยู่ตรงไหนหว่า 
พอดี อยากดู คนเก่งๆ มีความรู้ มาถกขายนโยบายกัน 

เชียร์ใคร ไม่เชียร์ใคร เรา ก็ลองสังเกต วิเคราะห์ กันนิดก็ดี 2-3 ปีเลือก ตั้งที 

- อจ สุรัตน์ 
ปล วิพากษ์ ตามความรู้สึกตัวเอง ไม่ได้อ้างอะไรทั้งนั้น
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top