Tuesday, 21 July 2026
POLITICS NEWS

แลนด์บริดจ์ยังไม่ถูกยกเลิก!! รัฐบาลถอยแลนด์บริดจ์–SEC ชะลอโครงการหลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน เปิดทางภาคประชาชนร่วมทบทวน พร้อมชะลอโครงการชุมพร–ระนอง

รัฐบาลถอย “แลนด์บริดจ์-SEC หลังตั้งวงถกผู้คัดค้าน

กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ กฎหมาย SEC และค้านการขยาย EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ทยอยเดินทางกลับบ้าน หลังประสบชัยชนะเหนือรัฐบาล จากการประชุมร่วมกันระหว่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับประสิทธื์ชัย หนูนวล แกนนำผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้ข้อสรุปที่ออกมาเป็นบันทึกข้อตกลง
ระหว่าง กระทรวงคมนาคม และกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC )

1. กระทรวงคมนาคมจะไม่เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ต่อคณะรัฐมนตรี

2. จัดตั้งคณะกรรมการร่วม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน มีหน่วยงานภาครัฐ สนข. และผู้แทน SEC Watch ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาภาคใต้

3. ชะลอการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เพื่อทบทวนผลการศึกษาและแนวทางการพัฒนา โดยมีคณะกรรมการร่วมและผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม

4. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้ยุติการชุมนุมและการเคลื่อนไหว

จากบันทึกข้อตกลง แปลว่า “รัฐบาลแพ้” ได้หรือไม่ ถ้ามองในเชิงการเมือง สามารถกล่าวได้ว่า รัฐบาล “ถอย” จากจุดยืนเดิม

จึงถือว่าฝ่ายคัดค้านสามารถทำให้รัฐบาลหยุดกระบวนการที่กำลังเดินหน้าอยู่ได้ในทางการเมือง นี่ถือเป็น ชัยชนะระยะสั้นของภาคประชาชน แต่ภาษาพาดหัวข่าวอาจจะใช้คำว่า “ถอย” “ถอยกรูด-จะแรงขึ้นมานิด ถ้าใช้คำว่า ”แพ้“จะแรงมาก รัฐบาลก็จะเสียหน้า

ถ้าจะใช้คำว่า “รัฐบาลแพ้” คำนี้ต้องระมัดระวัง
เพราะรัฐบาลไม่ได้ลงนามว่า
-ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์
-ยกเลิก SEC ตลอดไป
-จะไม่ทำโครงการนี้อีก

รัฐบาลเพียงใช้คำว่า
-“ไม่เสนอ”
-“ชะลอ”
-“ทบทวน”
ซึ่งยังเปิดช่องให้กลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต แต่ในทางการเมือง โครงการ หรือแผนงานที่ถอย หรือตั้งกรรมการศึกษา ไม่ค่อยมีนำกลับมาทำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา หรือต่อลมหายใจให้รัฐบาล รัฐบาลยอมถอยในเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่า

รัฐบาลเลือกถอย เพื่อลดแรงกดดันจากการชุมนุม
ลดความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ ซื้อเวลาเพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ ลดความเสี่ยงทางการเมืองในช่วงรัฐบาลยังไม่มั่นคง และมีปัญหามากมายประเดประดังเข้ามาต่อเนื่อง

จากบันทึกข้อตกลงฉบับนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเลือก “ถอยหนึ่งก้าว” มากกว่าจะ “แพ้ทั้งกระดาน” โดยยอมระงับการเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา เพื่อแลกกับการยุติการชุมนุม ขณะที่อนาคตของโครงการยังไม่สิ้นสุด เพราะถ้อยคำในข้อตกลงใช้เพียงคำว่า “ไม่เสนอ” และ “ชะลอ” มิใช่ “ยกเลิก” ทำให้รัฐบาลหรือรัฐบาลชุดต่อไปยังสามารถรื้อฟื้นโครงการได้ หากผ่านการศึกษาทบทวนและได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการในอนาคต แต่อาจกล่าวได้ว่า “ถอยเอาเชิง” แต่รัฐบาลนี้จะกล้านำกลับมาปัดฝุ่นทำหรือเปล่า

ยุค ‘อนุทิน’ คุมมหาดไทย!! มหาดไทยถูกจับตาอีกครั้ง เจอข้อครหาทุจริตสอบท้องถิ่น ปัญหาเก่าระบบสอบราชการ สะท้อนภารกิจใหญ่ต้องกู้ศรัทธาระบบคุณธรรม

ยุค “อนุทิน” นั่ง มท.1 กับข้อครหาทุจริตสอบท้องถิ่น สะท้อนปัญหาเดิมจากยุค “ปู่จิ้น-ผู้พ่อ” คดีทุจริตสอบโรงเรียนนายอำเภอ

กระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง หลังเกิดกระแสตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีวงเงินเสียหายถึง 4500 ล้าน มีข้าราชการระดับสูง ช้าราชการการเมือง กำนันผู้ใหญ่ กำนันเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้จนถึงขณะนี้ ผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมายว่ามีผู้ใดกระทำความผิด แต่กรณีดังกล่าวได้สร้างข้อกังวลต่อสังคมเกี่ยวกับมาตรฐาน ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐ

เมื่อย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทยก็เคยเผชิญคดีอื้อฉาวจากกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ซึ่งสังคมรู้จักกันในชื่อคดี “ปู่จิ้น-ผู้พ่อ” เชาวรัตน์ ชาญวีระกูลโดยเป็นคดีที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน จนนำไปสู่การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

แม้ทั้งสองกรณีจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน และมีรายละเอียดรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การตั้งคำถามของสังคมต่อความโปร่งใสของระบบสอบคัดเลือกบุคลากรในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารภาครัฐจำนวนไม่น้อยเห็นว่า หากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบแข่งขันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้ข้าราชการที่เข้าสู่ระบบด้วยความสามารถอย่างสุจริตได้รับผลกระทบไปด้วย

ดังนั้น ไม่ว่าผลการสอบสวนกรณีการสอบท้องถิ่นจะออกมาเป็นเช่นไร เหตุการณ์นี้ควรถูกใช้เป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริต ตั้งแต่การออกข้อสอบ การรักษาความลับ การจัดสอบ การตรวจข้อสอบ ไปจนถึงการประกาศผล เพื่อให้ระบบคุณธรรมของการรับราชการได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมอย่างแท้จริง อันจะเป็นต้นทางของการทุจริตคอรัปชั่นในอนาคต

บทเรียนจากอดีตและข้อครหาในปัจจุบันจึงสะท้อนว่า การปฏิรูประบบสอบแข่งขันของกระทรวงมหาดไทยให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม อาจเป็นภารกิจที่สำคัญไม่แพ้การบริหารงานด้านอื่น เพราะความน่าเชื่อถือของระบบราชการ เริ่มต้นจากการคัดเลือก “คนที่ใช่” ด้วยกระบวนการที่ประชาชนไว้วางใจ

‘รัดเกล้า’ ฟาดงบปี 70 “ขาดอนาคต”!! งบเด็กถูกหั่น 3 ปีซ้อน การศึกษาไทยต้องการ “ครูคุณภาพ” ไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพงมาบังหน้า ชี้รัฐบาลวิ่งตามเทคโนโลยีจนหลงทิศ

“รัดเกล้า” กางตำราชำแหละงบปี 70 หั่นงบเด็ก 3 ปีซ้อน วิ่งตามเทคโนโลยีหลงทิศ อัดยับงบบุคลากรศึกษาโตสวนทางประชากรเด็กดิ่ง ย้ำประเทศต้องการ “ครูคุณภาพ” ไม่ใช่คลาวด์-แท็บเล็ตบังหน้า

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณด้านทุนมนุษย์และการศึกษา โดยระบุว่า งบประมาณปี 2570 ของรัฐบาลไม่ใช่โครงสร้างที่ "ขาดเงิน" แต่เป็นโครงสร้างที่ "ขาดอนาคต" และมีลักษณะการทำงานแบบหาเช้ากินค่ำ มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการวางรากฐานระยะยาว

นางรัดเกล้า เปิดเผยไส้ในงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยเฉพาะเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ซึ่งปีนี้ถูกปรับลดลงอีกร้อยละ 3 เหลือเพียง 17,569 ล้านบาท พร้อมชี้ว่านี่เป็นการถูกหั่นงบประมาณติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนวิธีคิดของรัฐบาลที่มองว่า เงินช่วยเหลือเด็กเล็กเป็นเพียงรายจ่าย ไม่ใช่การลงทุนในทุนมนุษย์

"รัฐบาลอย่ามาอ้างว่าเด็กเกิดน้อยลงแล้วต้องลดงบประมาณตาม ยิ่งเด็กเกิดน้อย รัฐยิ่งต้องทุ่มงบประมาณเข้าไปเพื่อพัฒนาคุณภาพประชากร และนี่ควรเป็นโอกาสที่จะดันเบี้ยเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า แต่ปัจจุบันพบว่ามีครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ถึงร้อยละ 34 หลุดออกจากระบบและไม่ได้รับสิทธิ์ รัฐบาลมองไม่เห็นหัวคนกลุ่มนี้เลยหรืออย่างไร" นางรัดเกล้า ตั้งคำถาม

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงวิกฤตสังคมสูงวัย (Super Aged Society) ของไทยที่มีประชากรสูงอายุสูงถึงร้อยละ 20 ของประเทศ หรือราว 13.7 ล้านคน ขณะที่เด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อปี แต่รัฐกลับจัดสรรงบประมาณพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุเพียง 8.8 ล้านบาท และงบส่งเสริมการมีงานทำเพียง 5 ล้านบาท ซึ่งถือว่ากระจุ๋มกระจิ๋ม และเป็นการอุ้มชูแทนที่จะสร้างความยั่งยืนให้ผู้สูงอายุยืนบนขาตัวเองได้ตามแนวคิด Silver Economy

ในมิติด้านการศึกษา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการว่า กำลังเดินหลงทิศทางระดับโลก โดยรัฐบาลทุ่มงบประมาณไปกับการก่อสร้างอาคาร การพัฒนาแพลตฟอร์ม และการเช่าอุปกรณ์เทคโนโลยี ซึ่งมากกว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ ที่น่าแปลกใจคือ ประชากรเด็กดิ่งลดลงและงบเด็กถูกตัด แต่งบด้านบุคลากรทางการศึกษากลับสูงลิ่วถึง 210,000 ล้านบาท

นางรัดเกล้า ยังได้หยิบยกประสบการณ์และวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทด้านการศึกษา จากสถาบันอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Institute of Education (IOE) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาอ้างอิงเพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการยัดเยียดเทคโนโลยีเข้าสู่ห้องเรียน
"งานวิจัยระดับโลกและวิทยานิพนธ์พิสูจน์มาแล้วว่า การใช้แท็บเล็ตไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสวีเดนประกาศยกเลิกการใช้ดีไวซ์และแท็บเล็ตในโรงเรียนแล้ว นอร์เวย์ก็จำกัดการใช้ AI เพราะหน้าจอทำลายสมาธิเด็กและลดศักยภาพการอ่านจับใจความ ชาวโลกเขาตื่นรู้หมดแล้ว แต่ทำไมรัฐบาลไทยยังดันทุรังทำเรื่องนี้อยู่" นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวย้ำว่า สิ่งที่ระบบการศึกษาไทยต้องการเร่งด่วนที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพง แต่คือครูที่มีคุณภาพในทุกโรงเรียน เพราะหากครูมีคุณภาพ มีเพียงกระดาษกับดินสอเด็กก็เก่งได้ แต่รัฐบาลกำลังจัดงบประมาณที่ทอดทิ้งเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก เด็กบนยอดดอย เด็กชายแดน และเด็กในพื้นที่ห่างไกลไว้ข้างหลัง ซึ่งหากดันทุรังยัดเทคโนโลยีเข้าไปในสภาพที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ก็จะเป็นการซ้ำเติมและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้วิกฤตยิ่งขึ้น

นางรัดเกล้า ระบุในช่วงท้ายของการอภิปราย ว่า แม้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) จะดีไซน์เสาหลักในการอัปเกรดทุนมนุษย์ไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการดึงศักยภาพสตรี ผู้พิการ และผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดแรงงานตามโมเดลของญี่ปุ่นและออสเตรเลีย แต่งบประมาณปี 2570 ของรัฐบาลชุดนี้กลับว่างเปล่า ไร้การตอบโจทย์ และแสดงให้เห็นถึงการจัดงบประมาณแบบมองปีต่อปี ขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว จึงขอตราหน้างบประมาณฉบับนี้ว่าเป็น "งบประมาณไร้อนาคต" อย่างแท้จริง

ความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดจบ!! พรรคประชาชนยังมีแรง แพ้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และนายกเมืองพัทยาปี 2569 แต่ยังไม่เสื่อมถอยชัดเจน ชี้ฐานเสียงยังอยู่ไม่แตกสลาย

ประชาชนแพ้แพ็คคู่สนามท้องถิ่น ถือเป็นความพ่ายแพ้ แต่ไม่ใช่เสื่อมถอย

หากพิจารณาเฉพาะผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา ปี 2569 ที่พรรคประชาชนส่งผู้สมัครแล้วไม่สามารถคว้าชัยได้ ก็ถือว่าเป็น “ความพ่ายแพ้ทางการเมือง” ที่พรรคเองก็ยอมรับอย่างเปิดเผย

แต่หากจะสรุปต่อทันทีว่า “กระแสพรรคส้มเสื่อมถอยอย่างชัดเจน” ผมคิดว่ายังเร็วเกินไป เพราะต้องแยกการวิเคราะห์ออกเป็นหลายมิติ

มิติที่หนึ่ง สนามผู้บริหารท้องถิ่นกับสนามเลือกตั้ง สส. ไม่เหมือนกัน

การเลือกผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยา เป็นการเลือก “ตัวบุคคล” มากกว่าการเลือกพรรค

กรณีกรุงเทพฯ ผู้ชนะคือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งมีฐานคะแนนส่วนตัวสูงมากจากผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การเอาชนะผู้ดำรงตำแหน่งที่ยังได้รับการยอมรับถือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับทุกพรรค ไม่ใช่เฉพาะพรรคประชาชน

ขณะเดียวกัน ผลเลือกตั้ง ส.ก. ก็ยังเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่ต้องนำมาประกอบ ไม่ใช่มองเฉพาะตำแหน่งผู้ว่าฯ เพียงตำแหน่งเดียว

มิติที่สอง กระแสพรรคประชาชนอาจอ่อนลง แต่ยังไม่ถึงกับหายไป

หากย้อนดูภาพใหญ่ พรรคประชาชนเพิ่งแพ้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นปี 2569 และมาแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นอีกสองสนามติดต่อกัน ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “โมเมนตัมทางการเมือง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การแพ้ต่อเนื่องไม่ได้แปลว่า “ฐานเสียงแตกสลาย” เสมอไป อาจหมายถึง ฐานเสียงเดิมยังอยู่ แต่ไม่สามารถขยายฐานใหม่ได้
พรรคยังขาดผู้สมัครที่มีแรงดึงดูดระดับท้องถิ่นได้
คู่แข่งมีจุดแข็งเฉพาะพื้นที่มากกว่า

กล่าวสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกพรรคที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

กรุงเทพฯ เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา พรรคสูญเสียฐานเสียงอย่างต่อเนื่อง

การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้สมัครของพรรคยังได้คะแนนเป็นรองแม้แต่ผู้สมัครที่เคยสังกัดประชาธิปัตย์มาก่อน สะท้อนว่า “แบรนด์ประชาธิปัตย์” ในกรุงเทพฯ ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

อนาคตของประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ จึงขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยสำคัญ

1. การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์โดดเด่น
2. การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะเป็นฝ่ายค้านเชิงสร้างสรรค์หรือพรรคทางเลือกสายกลาง
3. การฟื้นเครือข่ายระดับเขต ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งในอดีต
.
หากทำไม่ได้ ก็มีโอกาสที่พื้นที่กรุงเทพฯ จะกลายเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครอิสระ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย มากกว่าการกลับมาของประชาธิปัตย์

โดยสรุป ผมมองว่า
พรรคประชาชน ความพ่ายแพ้แบบ “แพ็กคู่” เป็นสัญญาณว่าแรงส่งทางการเมืองลดลง และควรทบทวนยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าฐานนิยมเสื่อมถอยถาวร

พรรคประชาธิปัตย์ กำลังเผชิญโจทย์ที่หนักกว่า เพราะไม่ได้เป็นเพียงการแพ้เลือกตั้งครั้งหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียความเป็น “พรรคหลักของคนกรุงเทพฯ” ต่อเนื่องหลายรอบ หากไม่มีการปรับตัวครั้งใหญ่ การกลับมายึดฐานเมืองหลวงจะยิ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ

‘รัดเกล้า’ ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์!! สะท้อนปัญหาสินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ เปลี่ยนเกมคุ้มครองผู้บริโภค “ผู้ขายต้องรับผิดชอบ” คุ้มครองสินค้าชำรุดถึงมือสอง สร้างมาตรฐานใหม่เศรษฐกิจไทย

"รัดเกล้า" ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์ เปลี่ยน 'ผู้ซื้อระวัง' เป็น 'ผู้ขายรับผิดชอบ' คุ้มครองถึงสินค้ามือสอง สร้าง New Normal เศรษฐกิจไทย

24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา "สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ" ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ

รัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่" รัดเกล้ากล่าว

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอ Lemon Law เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบ โดยกำหนดให้หากสินค้าทั่วไปเกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ หรือรถยนต์เกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความชำรุดนั้นมีอยู่แล้วตั้งแต่วันส่งมอบ และเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องนำสืบหรือพิสูจน์หักล้าง หากเห็นว่าความเสียหายเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องของผู้ซื้อ

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับกรณีรถยนต์ที่มีปัญหาซ้ำซาก โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและซ่อมแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือกรณีความบกพร่องทั่วไปที่ซ่อมแล้วตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่หาย รวมถึงกรณีรถต้องจอดซ่อมหรือรออะไหล่รวมกันเกิน 30 วันทำการ จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมาย

"นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก 'ผู้ซื้อต้องระวัง' ไปสู่ระบบที่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ' คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา" รัดเกล้ากล่าว

รัดเกล้ายังระบุว่า จุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาธิปัตย์ คือการออกแบบให้สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ Circular Economy ซึ่งไม่เพียงมุ่งคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

"ต่างจาก Lemon Law ในหลายประเทศ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ขยายความคุ้มครองไปถึงสินค้ามือสองด้วย เพราะประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย คนรุ่นใหม่ และครอบครัวที่ต้องบริหารค่าใช้จ่าย ต่างพึ่งพาตลาดสินค้ามือสองในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์ควบคุมในรถยนต์ไฟฟ้า รับรองสิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) และเสนอให้มีกลไกตรวจพิสูจน์สินค้าด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อลดข้อพิพาท ลดภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ความเป็นธรรมของผู้บริโภคไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินค้ามือสองจะช่วยลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

"พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า ความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเป็นสิทธิของเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อสินค้ามือหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะสร้าง New Normal จาก 'ผู้ซื้อระวัง' ไปสู่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ'" รัดเกล้ากล่าว

คดีลอบสังหาร ‘สส.กมลศักดิ์’ ยังไม่จบ!! ยิงถล่มเกือบ 30 นัดหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ พรรคประชาชาติเร่งจี้ลากตัวผู้บงการ หลังพบพฤติการณ์วางแผนเป็นระบบ จี้อายัดข้อมูล สาวให้ถึงคนสั่งฆ่า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ “วันนอร์-ทวี” จี้อายัดข้อมูลการใช้มือปืน สาวถึงผู้บงการ

เวลา 01.00 น.เสียงมฤตยูร้าย แผดก้องคำรามขึ้น จากกลุ่มมือปืน หวังลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แต่วิถีกระสุนไม่ได้เฉียดผิวกายของ กมลศักดิ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนร่วม 30 นัด

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย และเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่อำเภอบาเจาะและพื้นที่ใกล้เคียง

วันเกิดเหตุกมลศักดิ์พร้อมคนขับรถและผู้ติดตาม เดินทางกลับจากกรุงเทพมหานคร ภายหลังเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลงจอดสนามบินหาดใหญ่ แวะจอดทานอาหารที่ อ.จะนะ และจอดทำละหมาดที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยในการเดินทางกมลศักดิ์เลือกเครื่องบินไฟด์สุดท้ายที่ลงหาดใหญ่

ขณะรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้บ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์อย่างต่อเนื่อง กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ตัวรถ ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากการหมอบหลบภายในรถทันเวลา

จากการตรวจสอบพบว่า
-คนร้ายมีการวางแผนล่วงหน้า
-มีการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย
-เลือกช่วงเวลากลางดึกซึ่งมีผู้คนสัญจรน้อย
-ใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ
-หลังก่อเหตุสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจประเมินว่าเป็นปฏิบัติการที่มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปหรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล

ผลการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจและหน่วยความมั่นคง พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 5 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วน โดยพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการสะกดรอย ติดตามข่าวสาร และจัดเตรียมยานพาหนะสำหรับก่อเหตุและหลบหนี

กมลศักดิ์ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงมีการกล่าวหาว่านายทหารเรือ 2 นายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวางแผนหรือจัดหาทรัพยากรที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายประเด็น ได้แก่

1. แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้บงการ /กลุ่มมือปืน
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุกับบุคคลในหน่วยงานรัฐ
3. ที่มาของอาวุธปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุ
4. เครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเงินและการข่าว

กมลศักดิ์เคยเปิดเผยว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำมาใช้ในคดี ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบัญชีอาวุธของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนถึงตัวผู้บงการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและวงการการเมืองชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นกรณีลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายคดี พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุดวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทวี สอดส่อง สองผู้ใหญ่ของพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เรียกร้องให้อายัดข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้ายที่จับกุมได้แล้ว เพื่อสืบค้นการเชื่อมโยงกับผู้บงการที่ยังลอยนวลอยู่

คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นคดีสำคัญของปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนถึงการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะที่การสืบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งจนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

‘ภาวุธ’ ตั้งหลักแจง DSI !! ยืนยันเข้าสู่กระบวนการชี้แจง ขอเอกสารการเงินย้อนหลัง ยืนยันพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกับพรรค ย้ำเหตุเกิดหลายปีต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
ได้ระบุในเฟสบุ๊คว่า

เนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรรวบรวมเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมได้เริ่มกระบวนการในการขอเอกสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลกับ DSI และพรรค ในลำดับต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100045264422018/posts/1564121958439937/?rdid=NQShAL9wqP7eMxxG#

ใครทำงาน ใครหายตัว?! ‘นายกฯ อนุทิน’ ชูผลงานเป็นตัวชี้วัด จับตารัฐมนตรีเงียบเสี่ยงหลุดเก้าอี้ เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน เปิดบัญชีคนชื่อหาย–ผลงานไม่ชัด ก่อนศึกปรับ ครม.

เปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีระกูล ออกมาตอกย้ำแล้วว่า จะประเมินผลงานของรัฐบาลใน 1 ปี และอาจเป็นข้อมูลไปกองบนโต๊ะ นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังถูกรุมกระหน่ำ ตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และภาคประชาชน

เรามาไล่เรียงกันดูว่า รัฐมนตรีคนไหนบ้างที่หลังได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้ว ชื่อหายไป ไม่รู้ทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ปรากฏเป็นข่าว เช็คดูเบื้องต้น มีทั้งบ้านใหญ่ และลูกเทพ

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

EM เป็นเพียงมาตรการเสริม!! น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายบ่อขยะหัวไทร ตรวจระบบฝังกลบ–น้ำชะขยะตามมาตรฐานจริง จี้หน่วยงานรัฐ สาธารณสุขร่วมตรวจ อย่าปล่อยประชาชนรับกรรม

น้ำ EM ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหาบ่อขยะหัวไทร

บ่อขยะหัวไทรแจ้งว่า รับกำจัดขยะให้ท้องถิ่น 19 แห่ง ด้วยวิธีฝังกลบ และใช้น้ำ EM ป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลายด้วย

บริษัทบ้านบ่าวสาวจำกัด แจ้งผ่านเฟสบุ้คว่า รับจัดการขยะของท้องถิ่นในอำเภอหัวไทรและใกล้เคียงจำนวน19ท้องถิ่นทั้งเทศบาลและอบต.จำนวนขยะวันหนึ่งประมาณ 45 ตัน โดยวิธีฝังกลบและคัดแยกรีไชเคิลเป็นบางส่วน ใช้น้ำหมักEMฉีดพ่นป้องกันกลิ่นและช่วยย่อยสลาย มีบ่อบำบัดน้ำเสีย น้ำชะขยะบำบัดน้ำโดยใช้จุลินทรีย์สูตรที่คิดค้นร่วมกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักณ์และ มอ.สงขลา
เป็นบ่อขยะที่ได้รับการรับรองจากสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เป็นบ่อฝังกลบถูกต้องตามหลักวิศวกรรมแห่งเดียวในจังหวัดนครศรีธรรมราช
ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบแนะนำ

สำหรับปัญหาที่เกิดการมีกลิ่นรบกวนชุมชนข้างเคียงเป็นบางครั้งทางบริษัทต้องกราบขออภัยต่อผู้ไดรับผลกระทบด้วยและจะพยายามแก้ไขจัดการให้ปัญหาหมดในที่สุดและจะทำทุกอย่างตามคำแนะนำของทุกหน่วยงาน”เราจะร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชน“

ข้อมูลในเชิงวิชาการในการจัดการขยะด้วยการฝั่งกลบ และใช้น้ำ EM เป็นตัวช่วย เพื่อร่วมกันช่วยตรวจสอบว่าบ่อกำจัดขยะหัวไทร ดำเนินการถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ ซึ่งสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 (สุราษฏร์ธานี) จะเข้าไปตรวจสอบในวันที่ 29 มิถุนายนนี้

ในทางวิชาการและการจัดการหลุมฝังกลบขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล (Sanitary Landfill)

-ไม่มีมาตรฐานการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ (EM) เป็นระบบหลัก แต่จะใช้เป็น ตัวช่วย หรือมาตรการเสริม

-มาตรการเสริมเพื่อลดผลกระทบ (Mitigation Measure) ในระยะสั้น เช่น ช่วยดับกลิ่นและเร่งการย่อยสลายขยะอินทรีย์ก่อนฝังกลบสถานะของการใช้อีเอ็ม (EM) ในระบบฝังกลบขยะ

-ในหลักเกณฑ์ของ กรมควบคุมมลพิษ การฝังกลบที่ถูกต้องจะเน้นการควบคุมระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันมลพิษในระยะยาว

การใช้ EM ราดกองขยะสามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดที่ควรทราบดังนี้ครับ

-การใช้เพื่อควบคุมเหตุรำคาญ (กลิ่นและแมลง): ในทางปฏิบัติ การจัดการสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย มักนำ EM เจือจาง (อัตราส่วน 100-500 เท่า) ฉีดพ่นเพื่อลดกลิ่นเหม็นและไล่แมลงวันบริเวณหน้าเทขยะการเร่งการย่อยสลาย: หมายถึงความเข้มข้นสูง ปริมาณมากพอ ความถี่ในการฉีดพ่นราดรดลงกองขยะ เวลาที่ฉีดพ่น ต้องในช่วงเวลาอากาศเย็นไม่มีแสงแดด ไม่ร้อนจัด ช่วงเวลาพลบค่ำจึงดีที่สุด และไม่ฉีดพ่นในวันที่ฝนตก

-จุลินทรีย์ใน EM ช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้อัตราการยุบตัวของขยะในหลุมฝังกลบสูงขึ้นข้อพึงระวังและข้อจำกัดทางวิชาการห้ามใช้แทนการฝังกลบแบบถูกสุขาภิบาล: การราด EM ไม่ได้ทำให้ขยะทั้งหมดหายไปหรือปลอดสารพิษ หลุมฝังกลบยังคงต้องมีการบดอัดขยะเป็นชั้น และกลบด้วยดินหนาอย่างน้อย 15 ซม. ทุกวัน เพื่อป้องกันการคุของไฟและสัตว์พาหะ

-ไม่ได้แก้ปัญหาน้ำชะขยะ (Leachate) ระยะยาว: แม้ EM จะช่วยย่อยสารอินทรีย์ แต่น้ำชะขยะที่ไหลออกจากหลุมฝังกลบยังคงมีค่าความสกปรกสูง (BOD/COD) และอาจมีโลหะหนักปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมน้ำชะขยะไปบำบัดในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน

-หมายเหตุ EM./Effective Microorganism หรือจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ มีหลายชนิดหลายสายพันธุ์ในทางวิชาการตัวท็อปที่ดีที่สุดที่ได้จากการเพาะและแยกเชื้อบริสุทธิ์เท่านั้นคือในการย่อยสลายของเน่าเสียคือเชื้อBS/Bacillus Subtilis และสารเร่งที่ใช้สำหรับย่อยน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นคือ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 จาก กรมพัฒนาที่ดิน หรือสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายสารอินทรีย์

-EM.มิใช่คำตอบสุดท้ายโครงสร้างการบริหารจัดการที่ถูกต้องตามมาตรฐานกรมควบคุมมลพิษต่างหากคือคำตอบ อย่าหลงทางในท่ามกลางความมืด

เมื่อสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 14 เข้าไปตรวจสอบ ควรมีองค์กรท้องถิ่น ตัวแทนภาคประชาชน ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการร่วมตรวจสอบด้วย น่าแปลกใจว่า ในการเข้าไปเก็บตัวอย่าง น้ำดิน ขยะ ไปตรวจสอบวันก่อน ไม่มีตัวแทนท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย ทั้งๆที่เขาดูแลประชาชนในพื้นที่อยู่

นอกจากหน่วยงานตามที่กล่าวมาแล้ว สาธารณะสุขอยู่ไหน ไม่เห็นมีส่วนร่วมตรวจสอบ

ได้แต่หวังว่า ปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างเร็ววัน ก่อนฝนใหญ่จะมาปลายปีนี้ อย่าปล่อยให้ประชาชนรับกรรมบนผลประโยชน์ส่วนบุคคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top