Thursday, 4 June 2026
POLITICS NEWS

เลือกตั้ง’69 EP#8 แพ้แล้วพาล (Sore loser)

อาการ “แพ้แล้วพาล (Sore loser)” ของสาวกพรรคส้มคือ บทสรุปจากผลการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏชัดเจนแล้วว่า สาวกพรรคส้มออกมาแสดงตัวคัดค้านผลการเลือกตั้งมากมายหลายวิธี พยายามปลุกระดมมวลชน กระทั้งชักจูงให้องค์การนิสิต-นักศึกษาหลายสถาบันออกมาเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ทำให้สังคมไทยได้รู้ได้เห็นว่า หากพรรคส้มแพ้การเลือกตั้งนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะไม่ปรากฏว่า พรรคการเมืองไหนออกมามาประท้วงการนับคะแนนหรือผลการเลือกตั้งเลย และองค์การนิสิต-นักศึกษาทั้งหลายต้องออกมาเฝ้าสังเกตุการเลือกตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ใช่เพียงแค่รับข้อมูลแล้วออกมาประท้วง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจการเมือง ขาดเหตุและผล และถูกมองว่า องค์กรเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือของพรรคส้มไป

สำหรับ QR Code บนบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงเครื่องมือคุมเอกสาร ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้สำหรับสืบสาวตามตัวบุคคลที่ใช้สิทธิเลือกตั้งแต่อย่างใด จากกระแสในโซเชียลที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า QR Code หรือบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้ในการระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน ขัดหลัก “บัตรลับ” ตามกฎหมายไทย แต่คุณปฐม อินโรดม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและสื่อสารมวลชนแถวหน้าของไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี อดีตผู้บริหารสื่อไอทีรายใหญ่ที่สุด (ARIP) และอดีตกรรมการผู้จัดการ บมจ. เออาร์ไอพี ปัจจุบันมีบทบาทสำคัญเป็นที่ปรึกษาธุรกิจดิจิทัล, กรรมการ Creative Digital Economy สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมบล็อกเชนไทย และกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้อธิบายว่า ความกังวลว่าระบบจะ “รู้หมดว่าใครเลือกใคร” มักเกิดจากความไม่ไว้วางใจทางการเมือง มากกว่าข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค พร้อมย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจระบบจริง

QR Code ทำหน้าที่อะไรในกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยหลักแล้ว QR Code บนบัตรเลือกตั้งใช้เพื่อ
-    ควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันบัตรปลอม
-    แยกประเภทเขต/หน่วยเลือกตั้ง
-    ช่วยบริหารการนับคะแนนหรือ audit เอกสาร
-    ตรวจสอบเส้นทางเอกสาร (document tracking)
จึงทำหน้าที่เพียงเป็น “ตัวระบุเอกสาร” ไม่ใช่ “ตัวระบุบุคคล” แต่อย่างใด ถ้าหากจะตามว่าใครเลือกใคร ต้องทำอย่างไร? ในทางทฤษฎี การสาวกลับไปหาผู้ลงคะแนนต้องมีเงื่อนไขซ้อนกันหลายชั้น เช่น
1.    มีฐานข้อมูลว่าบัตรหมายเลขใดแจกให้ใคร
2.    มีการบันทึกหมายเลขก่อนหย่อนบัตร
3.    มีการเก็บลำดับเวลาการหย่อนเทียบกับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ
4.    ต้องเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดแบบเรียลไทม์

ซึ่งในทางปฏิบัติของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไม่มีระบบในลักษณะดังกล่าวรองรับอยู่แต่อย่างใด และการจะทำย้อนหลัง ต้อง “รื้อบัตรทั้งหมด” นำมาเทียบ QR Code กับข้อมูลการแจกบัตรตามลำดับผู้ใช้สิทธิทีละใบ ซึ่งทำได้ในทางทฤษฎี แต่มีความซับซ้อนและยุ่งยากมากมาก ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และแทบเป็นไปไม่ได้ในการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะเมื่อบัตรที่ลงคะแนนได้ถูกผสมรวมกันในหีบคะแนนแล้ว เข้าใจง่าย ๆ คือ QR Code อย่างเดียว จะไม่สามารถบอกได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร หากไม่มีฐานข้อมูลจับคู่กับตัวบุคคลตั้งแต่ต้น

ทุนเงียบถึงปริญญาตรี: เรื่องดี “แบบคนไม่ค่อยรู้” ของ ‘ธรรมนัส’  ที่สะท้อนว่า “ทำมากกว่าพูด”

การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำพูดสวยหรู แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือ “โอกาส” ที่ไปถึงมือ และ “ความต่อเนื่อง” ที่พาชีวิตคนหนึ่งก้าวข้ามความจน ความเหลื่อมล้ำ และข้อจำกัดของบ้านเกิดได้ เพราะความดีบางอย่างไม่ดัง ไม่ไวรัล และไม่ถูกเล่าบนเวทีใหญ่—แต่มันเปลี่ยนอนาคตของคนได้ทั้งชีวิต

“ทุนเงียบ” คืออะไร และทำไมมันสำคัญกว่าทุนแบบแจกครั้งเดียว
ในข่าวการช่วยเหลือ เรามักเห็นภาพ “มอบของ–มอบเงิน–ถ่ายรูป–จบงาน” แต่ทุนการศึกษาที่มีพลังจริง ไม่ใช่ทุนที่ให้แล้วหายไป หากเป็นทุนที่ “เดินไปกับเด็กคนหนึ่ง” ยาวพอให้เขาเรียนต่อ ทำงาน และยืนได้ด้วยตัวเอง

นี่คือเหตุผลที่ “ทุนอุปการะรายบุคคล” ถูกเรียกว่าเป็นทุนเงียบ: มันไม่ค่อยดัง เพราะมันต้องทำยาว ต้องรับผิดชอบต่อเนื่อง และต้องเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งมีค่าพอให้ลงทุน

เคสที่คนไม่ค่อยรู้: อุปการะทุนการศึกษายาวถึงระดับปริญญาตรี
มีโพสต์รายงานจากสื่อท้องถิ่นในพื้นที่พะเยา ระบุว่า มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าได้ร่วมทำบุญ พร้อม “รับอุปการะทุนการศึกษา” ให้เด็กคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง “จนจบปริญญาตรี” ซึ่งเป็นรูปแบบช่วยเหลือที่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการยกระดับโอกาสทั้งเส้นทางชีวิต

ทำมากกว่าพูด: ความต่างอยู่ที่ “ระยะเวลา” และ “ความต่อเนื่อง”
ถ้าให้แยกความต่างแบบตรงไปตรงมา “ทุนเงียบ” มี 3 จุดแข็งที่คนทั่วไปมักมองข้าม:
•    ช่วย “ยาวพอ” ให้เด็กไปถึงเส้นชัยสำคัญ (เช่น เรียนจบ) ไม่ใช่แค่ผ่านเดือนนี้ไปได้
•    ช่วย “ตรงจุด” ของการศึกษา: ค่าเทอม ค่าเดินทาง อุปกรณ์เรียน และค่าใช้จ่ายแฝงที่ทำให้เด็กจำนวนมากหลุดจากระบบ
•    ช่วย “ด้วยความรับผิดชอบ”: เพราะการอุปการะคือการบอกเด็กว่า “มีคนเชื่อในตัวคุณ” ซึ่งสำคัญไม่แพ้เงิน

'อาจารย์อุ๋ย' ยกโมเดลอังกฤษ สางปมร้อน "บัตรเลือกตั้ง" ชี้บัตรทุกใบมี "ซีเรียลนัมเบอร์" สกัดคนโกงสวมสิทธิ์

(20 ก.พ. 69) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อ.อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมาย และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในประเด็นเรื่อง การนําสืบย้อนกลับ (tracibility) กับ การเป็นความลับ (secrecy) ของบัตรเลือกตั้ง ที่กําลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ นัั้น

กฎหมายเลือกตัั้งของสหราชอาณาจักร เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดในการถกเถียงเรื่อง "ความลับ vs ความโปร่งใส" โดยมีรายละเอียด ที่สำคัญดังนี้:

1. ระบบเลขหมายซีเรียล (Serial Numbering) และต้นขั้ว
ตามกฎหมาย Representation of the People Act 1983 และบรรทัดฐานที่สืบเนื่องมาจาก Ballot Act 1872 ของสหราชอาณาจักร:

• กลไก: บัตรเลือกตั้งทุกใบจะมี หมายเลขซีเรียล (Serial Number) พิมพ์อยู่ และที่ ต้นขั้วบัตร (Counterfoil) ก็จะมีหมายเลขเดียวกัน

• การบันทึก: เมื่อผู้สิทธิเลือกตั้งไปแสดงตัว เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยจะเขียน เลขประจำตัวผู้สิทธิเลือกตั้ง (Electoral Roll Number) ลงบนต้นขั้วบัตรก่อนที่จะฉีกบัตรส่งให้

• ผลลัพธ์: ในทางทฤษฎี (Theoretically Traceable) ข้อมูลนี้สามารถใช้ระบุได้ว่า "ใครเลือกใคร" โดยการจับคู่เลขบนบัตรกับเลขบนต้นขั้ว

2. เหตุผลที่ระบบกฎหมายยอมรับได้ (Justification)
แม้จะดูเหมือนขัดต่อหลักการความลับ แต่ระบบกฎหมายของ UK ยอมรับได้ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง 2 ประการ:1. เพื่อป้องกันและพิสูจน์ทุจริต (Anti-Fraud): วัตถุประสงค์หลักคือการจัดการกับกรณี "Personation" (การสวมสิทธิ์) หากมีการร้องเรียนว่ามีการสวมสิทธิ์ ศาลเลือกตั้ง (Election Court) สามารถสั่งให้นำบัตรใบนั้นมาตรวจสอบเพื่อตัดคะแนนที่เป็นโมฆะออกได้ ซึ่งจะช่วยให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริง

2. หลักการ "ปิดผนึกสองชั้น" (Double Sealing): หลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น บัตรเลือกตั้งและต้นขั้วจะถูก แยกบรรจุและปิดผนึก (Sealed) อย่างเคร่งครัด และจะถูกส่งไปเก็บรักษาไว้เป็นเวลา 1 ปีกับอีก 1 วันก่อนจะถูกทำลาย

ทำไมบางคน ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ ในประชามติ

ในผลประชามติรอบล่าสุด มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกกาช่อง “ไม่แสดงความคิดเห็น” และตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ความเฉยชา เพราะมันสะท้อนทั้งความสับสน ความไม่มั่นใจ และบางครั้งคือ “การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” อย่างมีเหตุผล

Thai PBS รายงานผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ (นับแล้ว 94%) ว่ามีผู้ ‘ไม่แสดงความคิดเห็น’ 2,879,535 คน ขณะที่นิด้าโพลก่อนวันลงคะแนนก็พบว่ามีผู้ตอบว่าจะ ‘ไม่แสดงความเห็น’ 13.78%—แปลว่าพฤติกรรมนี้มีอยู่จริงทั้งในโพลและในสนามเลือกตั้ง.

1) ‘ไม่เข้าใจโจทย์’ ไม่ได้แปลว่าไม่ฉลาด
ประชามติรัฐธรรมนูญเป็นโจทย์ที่ดูสั้น แต่ความหมายทางกฎหมายและกระบวนการซับซ้อนมาก ยิ่งเมื่อเอกสารอธิบายใช้ถ้อยคำปะปนระหว่าง “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” (ซึ่งเป็นคนละกระบวนการ) ก็ยิ่งเพิ่มความสับสน.
•    บางคนเลือกไม่แสดงความเห็น เพราะไม่มั่นใจว่าเข้าใจคำถามตรงกันกับรัฐหรือไม่
•    บางคนกลัว “กดผิดแล้วเปลี่ยนประเทศ” จึงเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับตนเอง

2) ‘ไม่ไว้ใจทุกฝ่าย’ จึงไม่อยากให้ใครนำคะแนนไปอ้าง
อีกเหตุผลสำคัญคือความไม่ไว้วางใจ—ไม่ว่าจะต่อการเมือง ต่อกระบวนการ หรือแม้แต่ต่อการตีความผลหลังจากนี้ บางคนจึงเลือกไม่แสดงความเห็นเพื่อไม่ให้คะแนนของตนถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปตีความว่า “ประชาชนหนุนเรา”.

3) ‘หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง’ ในสังคมที่การเมืองเป็นเรื่องเสี่ยง
ในสังคมที่การเมืองถูกพูดกันด้วยอารมณ์สูง การประกาศจุดยืนอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน ที่ทำงาน หรือชุมชน คนจำนวนหนึ่งจึงเลือกไม่แสดงความเห็นเพื่อไม่ต้องแบกต้นทุนทางสังคม.

"น้ำเงิน-แดง" จับมือตั้งรัฐบาล พร้อมหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ ขอมองไปข้างหน้า ลบอดีตให้หมด ทำงานไม่มีแบ่งเส้น ด้าน ‘ยศชนัน’ ขอบคุณเชิญร่วมรัฐบาล

13 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 15.30 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว. มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วยแกนนำพรรคภูมิใจไทย และ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ร่วมกันแถลงข่าว ภายหลังใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยรู้สึกเป็นเกียรติที่ผู้บริหารระดับสูงของพรรคเพื่อไทยได้กรุณาแวะมาหารือในเรื่องของการดำเนินการการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถ้าเราดูจากคะแนนของการเลือกตั้งถึงแม้ว่าจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เราก็ไม่ต้องการให้มันมีช่วงสุญญากาศเป็นระยะเวลานาน ซึ่งได้มีการหารือกันมาในระดับหนึ่ง ก็ได้ข้อสรุปว่าทางพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราดำเนินการตามแนวทางที่เราได้วางไทม์ไลน์เอาไว้ว่าถ้าเรามีโอกาสที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น เราจะเชิญพรรคเป็นลำดับตามลำดับในการหารือและขอความร่วมมือในการที่จะทำให้ประเทศของเราได้ดำเนินต่อไปด้วยความราบรื่น ด้วยพลังพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย เรามองไปข้างหน้า และได้เห็นว่าบุคลากรคุณภาพของทั้งสองพรรคน่าจะมีความสามารถมากเพียงพอที่จะผลักดันและนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีมั่นคงแข็งแกร่งและยั่งยืน เป็นที่คาดหวังของพี่น้องประชาชนได้

ในเบื้องต้นได้พูดคุยกันและได้มีการตกลงกัน ซึ่งจากนี้ไปเราจะมีการพูดคุยกันมากขึ้นเพื่อลงในรายละเอียดในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปไม่มีเรื่องแปลกใหม่อะไร ต้องกราบขอบพระคุณนายยศชนัน และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้ได้รับทราบมาว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่สบาย เป็นไข้หวัด ก็เลยไม่สะดวกที่จะมา เราจึงได้รับเกียรติจากผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ทั้ง นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ด้าน นายยศชนัน กล่าวว่า เนื้อหาเป็นไปตามที่นายกฯ แถลง ก็ต้องขอขอบคุณนายกฯ ที่ให้เกียรติเรียนเชิญพรรคเพื่อไทยมาสู่การเจรจา ตนในฐานะของผู้นำพรรคเพื่อไทยเคยรับปากกับทุกท่านว่าการเจรจาตนจะอยู่ด้วยตลอดและวันนี้ตนก็อยู่ด้วย

ขณะที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นไปตามที่นายกฯ ได้นำเรียนทุกท่านว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเอง พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามที่นายกฯ ได้กล่าว ส่วนในเรื่องต่างๆ คงจะมีการพูดคุยกันในภายหลัง วันนี้เป็นการมาแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในครั้งนี้ จากนั้นนายอนุทินได้ยกมือไหว้ขอบคุณนายยศชนัน แกนนำพรรคเพื่อไทยทุกคน

โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกันเรื่องกระทรวงกันแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะได้มีเวลาคุยกันอีกหลายครั้ง

เมื่อถามต่อว่า การจับมือร่วมกันครั้งนี้ทั้ง 2 พรรคมีเป้าหมายในเรื่องของการที่จะกลับมาทำงานร่วมกันอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราหารือกันเมื่อสักครู่นี้ คือเรามั่นใจซึ่งกันและกันว่าบุคลากรของแต่ละพรรค มีความสามารถ มีความรู้ มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง และได้บอกกับทุกท่านไปว่าขอให้เรากลับมาทำงานด้วยกัน นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เรื่องอะไรที่มันไม่เข้าใจกันในอดีตที่ผ่านมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต้องลบออกไปให้หมดและเดินไปข้างหน้า และขอความร่วมมือที่จะทำงานร่วมกันทำงานแบบร่วมกันจริงๆไม่มีการแบ่งเส้น แบ่งเขต ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันในฐานะที่เป็นรัฐบาลด้วยกัน บริหารราชการแผ่นดินไปด้วยกัน เพื่อประสิทธิภาพด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศของเรา

‘จ๋าย ไททศมิตร’ ถูกขู่ฆ่า ปมแสดงออกเรื่องการเมือง กำลังให้ทนายจัดการ เผยแต่ละคนที่เข้ามาข่มขู่ มีตัวตนจริง ๆ ไม่ใช่ io

13 ก.พ. 69 – เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ออกมาคอลเอาต์เรื่องการเมือง สำหรับ อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี หรือ ‘จ๋าย’ นักร้องนำวงไททศมิตร และผู้ก่อตั้ง-บริหารค่ายเพลง 9Arkkhan

โดยที่ผ่านมาจะเห็น “จ๋าย” แสดงออกเรื่องการเมืองผ่านตัวหนังสือทางเฟซบุ๊กส่วนตัว บนเวทีคอนเสิร์ต ผ่านบทเพลง หรือแม้แต่จะเป็นการช่วยซัพพอร์ตทางด้านเสบียง

ศาลรัฐธรรมนูญ: “กรรมการ” ที่ทำให้เกมนิ่ง หรือ “ผู้เล่น” ที่ทำให้เกมตึง?

ผลประชามติที่ออกมาเหมือนเป็น “สัญญาณไฟเขียว” ให้เดินหน้าทำรัฐธรรมนูญใหม่—แต่ความจริงมันเป็นแค่การเปิดประตูเข้าสู่สนามที่ยากกว่าเดิม เพราะจากนี้ไทยต้องเถียงกันเรื่อง “กติกาของการเขียนกติกา” และจุดที่ทำให้เรื่องนี้ “นิ่ง” หรือ “ตึง” จนเสี่ยงหลุดราง คือบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ

ตัวเลขที่บอกว่า “เกมยังไม่จบ”
ข้อมูลล่าสุดจาก ไทยพีบีเอส ระบุว่า (อัปเดต 9 ก.พ. 2569 นับแล้ว 94%) ฝ่ายเห็นชอบ 19,882,882 ไม่เห็นชอบ 10,502,889 และไม่แสดงความคิดเห็น 2,879,535 ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%)
แปลเป็นภาษาการเมืองง่าย ๆ: แม้ “เห็นชอบ” ชนะ แต่ “ไม่เห็นชอบ” ยังเป็นฐานสังคมระดับสิบล้านเสียง—มากพอที่จะทำให้ทุกด่านถัดไปถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมได้ตลอดทาง
ทำไมศาลถึงถูกมองว่าเป็นทั้ง “กรรมการ” และ “ผู้เล่น”
ในหลักคิดแบบประชาธิปไตย ศาลควรเป็น “กรรมการ” คือคุมกติกาให้เป็นธรรม ไม่ปล่อยให้ใครโกง ไม่ปล่อยให้ใครใช้อำนาจเกินขอบเขต

แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทย ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบาทแค่ “เป่านกหวีด” เพราะคำวินิจฉัยของศาลเป็นเหมือน “กำแพงสนาม” ที่กำหนดตั้งแต่ต้นว่า รัฐสภาเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบก่อน และประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือประเด็นเรื่องที่มา “ผู้ร่าง” ซึ่งถูกตีความว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

เมื่อ “กรรมการ” เป็นคนกำหนดขนาดสนามและจำนวนประตูด้วย ภาพซ้อนจึงเกิดขึ้นทันที: ฝ่ายที่ได้ประโยชน์จะมองว่า “นี่แหละกรรมการรักษากติกา” ส่วนฝ่ายเสียประโยชน์จะมองว่า “นี่คือผู้เล่นที่จัดสนามให้ฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ”
3 ปมที่ทำให้บทบาทศาลกลายเป็นชนวนความตึง
1) ต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่: 2 หรือ 3?

ในสังคมไทยมีความต่างของการอธิบาย “จำนวนครั้ง” อยู่จริง—บางการสรุประบุเป็น 3 ชั้น (เริ่มต้น–รับหลักการ/กรอบ–รับร่างสุดท้าย) ขณะที่อีกด้านชี้ว่าในคำอธิบายบางส่วนมีการพูดถึง “อย่างน้อย 2 ครั้ง” และโต้ว่า “ไม่จำเป็นต้องถึง 3” ส่วนสื่อระดับนานาชาติอย่าง Reuters มักสรุปว่า หลังประชามติครั้งนี้ยังต้องมี “อีก 2 ประชามติ” เพื่อรับรอง “กระบวนการ” และ “ร่างสุดท้าย”

ความต่างนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ทุกฝ่ายมี “ช่อง” จะตีความและโต้กันได้ไม่รู้จบ—และเมื่อโต้กันสุดท้ายก็มักวนกลับมาที่ศาลว่า “ตกลงตีความแบบไหน”
2) ที่มา “คนร่าง”: เลือกตั้งโดยตรงได้ไหม?
นี่คือหัวใจของคำว่า “กรรมการหรือผู้เล่น” เพราะถ้า “คนร่าง” ถูกมองว่าไม่สะท้อนเจตจำนงประชาชนพอ กระบวนการจะถูกโจมตีว่าไม่ชอบธรรมตั้งแต่เริ่ม แต่ถ้าให้เลือกตั้งโดยตรงแล้วไปขัดคำวินิจฉัย/ข้อจำกัด ก็จะกลายเป็นชนวนคดีและการร้องเรียนรอบใหม่
3) เส้นแดงทางการเมือง: จะ “แก้ได้แค่ไหน”
แม้ประชามติถามแค่ “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ไหม” แต่หลังจากนี้การเมืองจะถกเถียงเรื่อง “แก้ได้ถึงไหน” ทันที—รวมถึงประเด็นที่บางพรรคประกาศชัดว่าแตะไม่ได้ และทุกครั้งที่เส้นแดงชนกัน ความขัดแย้งมักถูกยกระดับไปเป็นคดีเชิงหลักการ ซึ่งดึงศาลให้มาอยู่กลางสนามอีกครั้ง
เมื่อไหร่ศาลคือ “กรรมการ” ที่ทำให้เกมนิ่ง

กกต.เคยติดคุก - บทเรียนจากปี 2549 สู่ข้อครหาการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 เมื่อความโปร่งใสไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่คือเงื่อนไขของความชอบธรรม

1) บทเรียนใหญ่: เมื่อ กกต.เคยถูกศาลสั่งจำคุก (คดีปี 2559)
การเมืองไทยเคยมี “บรรทัดฐาน” สำคัญที่หลายคนลืมไป: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ใช่องค์กรที่ทำพลาดแล้วจบที่คำขอโทษ หากการปฏิบัติหน้าที่เข้าข่ายละเลยหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจไปถึงคดีอาญาได้

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ (อดีตประธาน กกต.) และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีดำเนินการสอบสวนคดีเกี่ยวกับการจ้างพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งปี 2549 ล่าช้า

ก่อนหน้านั้น คดีอีกสายหนึ่งเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งปี 2549 เคยถูกศาลฎีกายกคำร้องในปี 2556 โดยให้เหตุผลเรื่องอำนาจฟ้อง (โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง) ซึ่งสะท้อนว่าเรื่องเดียวกันอาจมีหลายคดี หลายเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่ “บทเรียนร่วม” คือ กกต.ถูกตรวจสอบได้ และมีความรับผิดทางกฎหมายได้จริง

2) กกต.ชุดปัจจุบัน: ใครกำกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569
ตามข้อมูลบนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต.ชุดปัจจุบันประกอบด้วย
•    นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ - ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
•    นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายชาย นครชัย - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ - กรรมการการเลือกตั้ง
•    นายณรงค์ รักร้อย - กรรมการการเลือกตั้ง
โจทย์หลังเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงไม่ใช่แค่ “คะแนนใครชนะ” แต่คือ “กระบวนการนับและรายงานผลถูกต้อง-ตรวจสอบได้แค่ไหน” เพราะความชอบธรรมของระบบทั้งชุดจะตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นต่อ กกต.เป็นหลัก

‘นายกฯ อนุทิน’ ขอพร ศาลเจ้าพ่อเสือ เสริมสิริมงคลรับตรุษจีน ขอให้คนคิดไม่ดีกับประเทศไทย พังพินาศ ประชาชนมีความสุข ร่ำรวย สามัคคี

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือว่า ตนเป็นคนแบบนี้ เจอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรก็ไหว้เป็นสิริมงคลกับตัวเอง สร้างความสบายใจให้กับตัวเอง

ความชอบธรรมไม่ได้จบที่ผลโหวต แต่มาจบที่ “ความเข้าใจร่วมกัน” หลังประชามติรัฐธรรมนูญ: เมื่อความชอบธรรมต้องชนะด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลข

ผลประชามติรอบแรกว่าด้วย “ควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ออกมาค่อนข้างชัด - นับแล้ว 94% ฝ่าย “เห็นชอบ” 19,882,882 เสียง “ไม่เห็นชอบ” 10,502,889 เสียง ผู้มาใช้สิทธิ 34,137,009 คน (64.50%) ตามรายงานของ Thai PBS.
แต่ถ้าตีความว่า “ชนะแล้วจบ” เราจะพลาดบทเรียนใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย: ความชอบธรรมของกติกา ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว มันเกิดจาก “ความเข้าใจร่วมกัน” ว่ากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ใครได้เสียอะไร และยอมรับกติกาเดียวกันในการเดินต่อ - แม้เมื่อเห็นต่าง

1) ผลโหวตคือ “ใบอนุญาตเริ่มต้น” ไม่ใช่ “ใบปิดเกม”
การได้เสียงข้างมากให้เดินหน้ารัฐธรรมนูญใหม่ เป็นแค่การยืนยันว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ให้เริ่มกระบวนการ” แต่กระบวนการนี้ยังยาว และยังมีด่านที่ต้องกลับไปถามประชาชนอีก ตามรายงานของ Reuters ว่าจะมี “อีก 2 ประชามติ” สำหรับกรอบการยกร่างและการรับรองร่างสุดท้าย และทั้งกระบวนการอาจกินเวลาอย่างน้อย 2 ปี
เมื่อเกมยังยาว “เสียงไม่เห็นชอบ” ระดับสิบล้านเสียงจึงไม่ใช่ตัวเลขที่แพ้แล้วหายไป แต่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ถ้าไม่ถูกพาให้ “เข้าใจ” และ “ยอมรับความเป็นธรรมของกระบวนการ” ก็มีพลังพอจะทำให้ทุกด่านถัดไปติดหล่มได้

2) จุดที่ทำให้ไทยยังไม่เกิด “ความเข้าใจร่วมกัน” (และจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง)
ความเข้าใจร่วมกันพัง ไม่ใช่เพราะคนไทยคิดไม่เหมือนกัน (นั่นเป็นเรื่องปกติ) แต่เพราะ “ฐานข้อมูลร่วม” และ “ภาษากลาง” ยังไม่แข็งแรงพอ โดยเฉพาะ 3 จุดนี้

(ก) คำถามเดียว - แต่ความหมายในหัวคนละเรื่อง
คำว่า “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “แก้ไขทั้งฉบับ” หลายคนใช้แทนกัน แต่จริง ๆ กระบวนการและนัยทางอำนาจต่างกันมาก จนมีการชี้ว่าเอกสารข้อมูลบางชุดใช้ถ้อยคำปะปน เสี่ยงทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
ถ้าฐานความเข้าใจยังไม่ตรงกันตั้งแต่ต้น ต่อให้ผ่านประชามติ ก็จะทะเลาะกันต่อว่า “สรุปตอนนั้นประชาชนอนุมัติอะไรแน่”

(ข) ประชาชนจำนวนมากยังงงว่า “ต้องทำประชามติกี่ครั้ง”
บางการสรุประบุเป็น 2 ครั้ง บางการสรุประบุเป็น 3 ครั้ง - และแต่ละแบบนำไปสู่ความคาดหวังคนละชุดทันที จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบคำถามเรื่อง “ขั้นตอน” อยู่เรื่อย ๆ
ความสับสนแบบนี้คือเชื้อเพลิงของความไม่ไว้วางใจ: คนที่ไม่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “ถูกลากเกม” ส่วนคนที่เห็นด้วยจะเชื่อว่า “อีกฝั่งตั้งใจทำให้งง”

(ค) ประชาชนอยากมีส่วนร่วมมาก - แต่ข้อจำกัดเรื่อง “ใครเป็นคนร่าง” ยังเป็นปม
ประเด็นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางการเมืองสูงสุด คือ “ใครจะเป็นคนเขียนกติกาใหม่” เพราะถ้าคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ความชอบธรรมจะตกตั้งแต่ยังไม่เริ่มร่าง
นี่โยงตรงกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ และการออกแบบกลไกในรัฐสภาว่าสุดท้ายสังคมจะยอมรับร่วมกันได้แค่ไหน

3) “การสื่อสาร” คือสนามรบของความชอบธรรม - ไม่ใช่งานประชาสัมพันธ์
ถ้าความชอบธรรมต้องมาจบที่ความเข้าใจร่วมกัน แปลว่า “การสื่อสาร” ต้องเปลี่ยนสถานะจากงานประกาศผล ไปเป็น “โครงสร้างของความไว้ใจ” โดยมีบทบาทของ 3 ฝ่ายชัด ๆ

3.1 รัฐ: สื่อสารเพื่อทำให้ ‘กติกา’ ถูกเข้าใจแบบเดียวกัน
สิ่งที่รัฐควรทำไม่ใช่แค่บอกว่า “ขั้นตอนเป็นอย่างไร” แต่ต้องทำให้ประชาชน “ตรวจสอบได้” และ “เข้าใจได้” เช่น ใช้ถ้อยคำให้คงเส้นคงวา แยกให้ชัดว่า “ทำฉบับใหม่” ต่างจาก “แก้ทั้งฉบับ” ตรงไหน ทำไทม์ไลน์แบบภาษาคน พร้อมคำถาม-คำตอบ และเปิดข้อมูลผลคะแนน/บัตรเสีย/ผู้มาใช้สิทธิแบบอ่านง่าย

3.2 สื่อ: แยก “ข้อเท็จจริง - ความเห็น - การคาดการณ์” ให้ชัด
สื่อไม่ควรทำให้ประชามติกลายเป็นสงครามเชียร์ เพราะถ้าคนดูรู้สึกว่าถูก “ชี้นำ” เขาจะไม่เชื่อข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในรอบถัดไป จึงควรรายงานให้ชัดว่าอะไร “ยืนยันแล้ว” อะไรคือ “กติกาที่คาดว่าจะเกิด” และอะไรเป็น “ความเห็นเชิงบรรณาธิการ”

3.3 ภาคประชาชน: สร้างพื้นที่คุยแบบไม่ทำให้อีกฝั่งเป็นศัตรู
ถ้าเรายังใช้ภาษาว่า “ฝ่ายฉันคือประชาธิปไตย ฝ่ายเธอคือศัตรู” สุดท้ายรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกมองเป็น “อาวุธของฝ่ายชนะ” ไม่ใช่ “บ้านร่วมกัน” งานของภาคประชาชนคือทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย “ยังอยู่ในวงสนทนา” ไม่ถูกผลักออกไปเป็นก้อนต่อต้านถาวร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top