Tuesday, 21 July 2026
POLITICS NEWS

2 เดือนการกลับมาของ อภิสิทธิ์ กับ “ว่าที่ 22 สส.” และคะแนนบัญชีรายชื่อรวมที่พาประชาธิปัตย์กลับสู่เกมสภา

สองเดือนก่อนวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือ “สปรินต์” ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาขึ้นเวที—ไม่ใช่แค่กลับมาเป็นข่าว แต่กลับมารีเซ็ตภาพพรรคสีฟ้าให้ยืนอยู่บนคำใหญ่ 2 คำ: การเมืองสุจริต และไล่เทา
คำถามคือ…สปรินต์ 2 เดือนนี้ ได้อะไรจริงในสนามเลือกตั้ง? คำตอบเชิงตัวเลขคือ “ว่าที่ 22 สส.” แต่คำตอบเชิงการเมืองคือ “ได้สิทธิ์กลับมาอยู่ในเกม” แม้ยังไม่ใช่ตัวหลักของเกมก็ตาม

1) สองเดือนของการรีแบรนด์: ทำให้คำว่า “สุจริต” จับต้องได้
ช่วงเวลาสั้น ๆ ถูกใช้เพื่อย้ำจุดขายเดิมที่ประชาธิปัตย์ถนัด—ความเป็นสถาบันการเมืองที่พยายามยืนบนมาตรฐาน และพยายามแปลงมันให้เป็นภาษาการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น: ต่อต้านทุนเทา สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ในเชิงการสื่อสาร มันคือความพยายามเปลี่ยนจาก “พรรคเก่า” เป็น “พรรคเก่าที่พูดเรื่องใหม่ด้วยคำใหม่” ให้คนเมืองและชนชั้นกลางกลับมาหันมาฟังอีกครั้ง

2) ว่าที่ 22 สส. + คะแนนบัญชีรายชื่อรวม: ตัวเลขที่บอกว่า ‘กลับมาแล้ว’ แต่ยังไม่ถึงขั้น ‘กลับมาเป็นแกน’
ผลสรุปเบื้องต้น (ก่อนประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ) ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์มีว่าที่ สส.เขต 10 คน และว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ 12 คน รวม 22 คน
เมื่อเติม “คะแนนบัญชีรายชื่อรวม” เข้าไป ภาพชัดขึ้นว่า พรรคยังมีฐานคะแนนระดับ “ทำงานต่อได้จริง” โดยคะแนนบัญชีรายชื่อรวมอยู่ที่ 3,662,606 คะแนน (อัปเดตผลอย่างไม่เป็นทางการจากสื่อที่สรุปผลเลือกตั้ง)

ตีความแบบไม่หลอกตัวเอง:
•    22 ที่นั่ง คือ “พอมีเสียง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “ตัวแปรที่ใครก็ขาดไม่ได้”
•    คะแนนบัญชีรายชื่อรวมระดับ 3.66 ล้าน ช่วยยืนยันว่าพรรคยังมีฐานเสียงพอให้ยึดพื้นที่อภิปราย/กรรมาธิการ สร้างบทบาทตรวจสอบแบบมีน้ำหนัก และไม่หลุดจากวงสนทนาในจังหวะประเทศกำลังต่อรองตั้งรัฐบาลผสม

3) 22 ที่นั่งจะมีค่าแค่ไหน อยู่ที่ “บทบาท” ไม่ใช่ “จำนวน”
หลังเลือกตั้ง การเมืองไม่ได้จบที่การนับคะแนน แต่มักเริ่มต้นที่การต่อรองและความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่

ประชามติผ่าน แต่ศึก ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ เพิ่งเริ่ม: ไทยอาจวุ่นวายเรื่องรัฐธรรมนูญไปอีกพักใหญ่

ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” สะท้อนเสียงข้างมากที่ต้องการ “เริ่มต้น” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ในทางการเมือง ผล “เห็นชอบ” ไม่ได้แปลว่าประเทศจะได้รัฐธรรมนูญใหม่โดยราบรื่นทันที เพราะข้อถกเถียงหลัก ๆ ของฝ่ายไม่เห็นชอบ—ตั้งแต่เรื่องความคุ้มค่าของงบประมาณ ไปจนถึงความกังวลต่อสาระที่อาจถูก “ยัดไส้”—จะถูกยกขึ้นมาปะทะกับฝ่ายสนับสนุนตลอดทั้งกระบวนการ 2–3 ปีข้างหน้า (หรือยาวกว่านั้น)
หมายเหตุ: ตัวเลขผลคะแนนในบทความนี้ยึดตามผลรายงาน “อย่างไม่เป็นทางการ” ของสื่อ ณ วันที่เผยแพร่รายงานข่าว ซึ่งอาจมีการปรับได้เมื่อมีการรับรองผลอย่างเป็นทางการ

ภาพรวมผล: ‘เห็นชอบ’ ชนะ แต่ช่องว่างความคิดยังใหญ่
สื่อรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการว่า ฝ่าย ‘เห็นชอบ’ ได้ 19,885,709 คะแนน ฝ่าย ‘ไม่เห็นชอบ’ ได้ 10,503,475 คะแนน และ ‘ไม่แสดงความเห็น’ 2,879,773 คะแนน (รายงานโดย THE STANDARD ทีมงาน เมื่อ 9 ก.พ. 2569)
ไทยพีบีเอสสรุปภาพรวมว่า ‘เห็นชอบ’ อยู่ราว 60% ซึ่งเพียงพอให้ “เปิดทาง” ไปสู่ขั้นตอนถัดไปของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่

ทำไม ‘เห็นชอบ’ แล้วก็ยังไม่จบ
คำถามประชามติรอบแรกเป็นเพียง “ไฟเขียวให้เริ่มกระบวนการ” ไม่ใช่การตัดสินเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากนี้ยังมีโจทย์ใหญ่ 3 ชั้นที่ทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองมีแนวโน้มลากยาว:
•    ต้องออกแบบ “กติกาการเขียน” ก่อน: รัฐสภาชุดใหม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิม (เช่น มาตรา 256) เพื่อกำหนดวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และที่มาของผู้ยกร่าง
•    ต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง: (ครั้งที่ 2) รับรองกรอบ/วิธีการร่าง และ (ครั้งที่ 3) รับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนประกาศใช้
•    แต่ละขั้นคือสนามต่อรอง: โครงสร้าง ‘สภาร่างฯ/คณะกรรมการยกร่าง’ วิธีคัดเลือกตัวแทน ขอบเขตการแก้ไข และบทเฉพาะกาล ล้วนเป็นหัวข้อที่ฝ่ายไม่เห็นชอบจะขอ “ล็อก” ขณะที่ฝ่ายเห็นชอบจะขอ “เปิดพื้นที่”

ไทยพีบีเอสอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 และอธิบายชัดว่าเส้นทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่านประชามติรวม 3 ครั้ง ขณะเดียวกัน Reuters ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญประเมินกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลา ‘อย่างน้อย’ 2 ปี

ข้อถกเถียงจากฝ่ายไม่เห็นชอบ (และคำตอบที่ฝ่ายเห็นชอบต้องมี)
ด้านล่างคือ “เหตุผลของฝ่ายไม่เห็นชอบ” ที่พบทั้งจากการรณรงค์บนโลกออนไลน์ (The Active/ไทยพีบีเอส) และจากเอกสารข้อมูลประกอบการออกเสียงของ กกต. (คู่มือประชาชน) โดยจัดวางเป็นข้อถกเถียงหลัก:

1) ‘รัฐธรรมนูญ 2560 ดีอยู่แล้ว/ปราบโกง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: กลุ่มไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันผ่านประชามติปี 2559 และออกแบบมาเพื่อคุมทุจริต จึงไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งฉบับ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบโต้ว่า แม้ผ่านประชามติ แต่การร่างเกิดขึ้นในบริบทการเมืองที่ถูกวิจารณ์เรื่องเสรีภาพการรณรงค์ และโครงสร้างบางส่วนทำให้สถาบันที่ไม่ได้ยึดโยงประชาชนมีอำนาจสูง—จึงต้องคืนกระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

2) ‘แก้รายมาตราดีกว่า ไม่ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบเสนอให้แก้เฉพาะมาตราที่มีปัญหา เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกติกาครั้งใหญ่.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบตอบว่า ‘แก้รายมาตรา’ ถูกพยายามมาหลายครั้งแต่ติดเงื่อนไขเสียงเห็นชอบในรัฐสภา และบางปัญหาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทำให้การแก้ทีละจุดอาจไม่พอ

3) ‘สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องทำประชามติหลายครั้ง’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ข้อกังวลเรื่องต้นทุนถูกพูดถึงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการกำหนดให้ทำประชามติรวม 3 ครั้ง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบด้วยแผนลดต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่า เช่น วางปฏิทินให้ชัด ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การมีส่วนร่วมจริง เพื่อให้สังคมรู้สึกว่า ‘จ่ายแล้วได้กติกาที่ดีขึ้น’

4) ‘ร่างใหม่ทั้งฉบับอาจทำให้ความขัดแย้งมากกว่าแก้เพิ่มเติม’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: เอกสาร กกต. ระบุข้อเสียว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตรา เพราะประเด็นที่จะถกเถียงเปิดกว้างกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบจึงต้องเสนอ “กลไกจัดการความขัดแย้ง” เช่น หลักเกณฑ์การรับฟังที่โปร่งใส วงดีเบตที่เป็นธรรม และการสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจตรงกัน เพื่อลดการปะทะจากข้อมูลผิด/ครึ่งเดียว

5) ‘ตีเช็คเปล่า/ไม่รู้เนื้อหาจะถูกยัดไส้’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บางกลุ่มมองว่าการกา ‘เห็นชอบ’ คือการให้สิทธิฝ่ายการเมืองไปเขียนกติกาใหม่โดยยังไม่รู้สาระจริง.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: คำตอบที่จำเป็นคือ “การออกแบบกระบวนการ” เช่น กำหนดองค์ประกอบผู้ยกร่างให้หลากหลาย เปิดเผยร่างเป็นช่วง ๆ และมีกติกาควบคุมความโปร่งใส เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ตลอดทาง

6) ‘กังวลกระทบประเด็นอ่อนไหว (เช่น หมวด 1–2 หรือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง)’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: บนโลกออนไลน์มีการโยงว่า รัฐธรรมนูญใหม่อาจพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือแตะประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบมักโต้ว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีข้อห้ามเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ/ระบอบ และหลายพรรคที่สนับสนุนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ก็ประกาศไม่แตะหมวด 1–2 แต่ข้อกังวลนี้จะยังถูกหยิบมาใช้ในการต่อรอง “กรอบการร่าง” แน่นอน

7) ‘ควรแก้ปัญหาปากท้องก่อน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ’
ข้อโต้แย้งของฝ่ายไม่เห็นชอบ: ฝ่ายไม่เห็นชอบจำนวนหนึ่งมองว่าประเด็นเศรษฐกิจและค่าครองชีพเร่งด่วนกว่า.
โจทย์ที่ฝ่ายเห็นชอบต้องตอบ: ฝ่ายเห็นชอบต้องอธิบายว่า ‘กติกาการเมือง’ กับ ‘นโยบายปากท้อง’ แยกกันไม่ขาด เพราะกติกากำหนดเสถียรภาพรัฐบาล ระบบตรวจสอบ และความสามารถในการผลักดันนโยบายระยะยาว

‘ดร.เจษฎ์’ แนะ ไม่มั่นใจ กกต. ให้ยืนหลักฐานทุจริตส่ง ป.ป.ช. พร้อมเตือน อย่าแตะหีบบัตร เพราะผิดกฎหมาย

[กรุงเทพฯ] 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้ง ระบุว่า คนที่ไม่พอใจกับผลการเลือกตั้ง หรือผลการนับคะแนนที่เกิดขึ้น ขออนุญาตเตือนครับ ทั้งในฐานะที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการวางกฎกติกาเรื่องการเลือกตั้งมาหลายสิบปี และได้มีโอกาสเป็นผู้เล่น เข้าใจครับว่าทุก ๆ คนมีความไม่พอใจได้ จนถึงขั้นว่ากดดันก็อาจจะไม่แปลก แต่ทุกคนต้องอยู่ในกรอบอันควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านมองว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมไปถึงเลขาธิการ หรือผู้ทำหน้าที่ที่หน่วย หน้าที่ในส่วนของเขต หรือผู้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนน ไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านสามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายในการดำเนินการได้

“หากท่านมีหลักฐานการทุจริต หรือพบว่าการนับคะแนนไม่ถูกต้อง ท่านสามารถนำพยานหลักฐานไปร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ ซึ่งมีทั้งช่องทางของการให้ใบเหลืองและใบแดงตามขั้นตอน” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังเตือนด้วยว่า การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรหรือขัดขวางกระบวนการของ กกต. โดยตรง ถือเป็นการละเมิดบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งนอกจากจะมีความผิดแล้ว ยังจะทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ร้อง ถูกมองว่าเป็นพวก 'ขี้แพ้ชวนตี' ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนทางการเมืองในระยะยาว ส่วนการชุมนุมย่อยเพื่อแสดงออกนั้นทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นสภาวะอนาธิปไตยที่ไม่สนกฎหมาย 

“วันนี้เริ่มมีคนพูดกันแล้วว่า ให้ลงถนนกันให้เต็มเมือง เพื่อที่จะได้เป็นเหตุให้ประกาศกฎอัยการศึกได้ทั่วประเทศ ซึ่งผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ดีทั้งกับคนที่คิดจะชุมนุมปลุกปั่น และคนที่รอจังหวะจะประกาศใช้กฎพิเศษ ทั้งสองฝ่ายต่างกำลังพาบ้านเมืองไปสู่จุดที่อันตราย” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

“ภาวะการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป มันยังมีทางออกอีกมากมาย รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เคารพกฎหมาย ทำในสิ่งที่เหมาะที่ควร และบ้านเมืองจะเดินได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันหาจุดลงตัวได้ครับ แต่ทุกท่านต้องเข้าใจว่ามีกฎ กติกา มารยาทอยู่ และต้องถือตาม” รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว 

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง หากพบเห็นพฤติกรรม "ไม่ชอบมาพากล" เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือการเคลื่อนย้ายหีบบัตรที่ผิดปกติ ให้รีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที โดยกำชับว่าตำรวจต้องคุ้มครองพยานอย่างเต็มที่ พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า หากมีการร้องเรียนแล้ว กกต. นิ่งเฉย ประชาชนมีสิทธิ์ดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต หรือแจ้งต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส

'อ.อุ๋ย' ชี้ การระดมมวลชนกดดันนับคะแนนใหม่สะท้อนไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลง ยกตัวอย่างข้อพิพาทโกงเลือกตั้ง 'จอร์จ บุช' กับ 'อัล กอร์' ต้องจบลงที่ศาลไม่ใช่ท้องถนน

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและนักวิเคราะห์การเมือง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “แพ้–ชนะไม่สำคัญเท่ากติกา: ถ้าเชื่อประชาธิปไตย ต้องจบที่กฎหมาย ไม่ใช่พวกมากลากไป”

การตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่สิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือ วิธีการใช้สิทธิในการตรวจสอบ เพราะวิธีการนั้นสะท้อนโดยตรงว่าเราเคารพกติกา เคารพหลักนิติรัฐนิติธรรม และยอมรับระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นว่าการนับคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไทยได้วางช่องทางไว้ชัดเจน มิต้องให้มวลชนต้องออกมากดดันแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 หมวด 7 มาตรา 140 บัญญัติให้ ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ หากเห็นว่าการเลือกตั้งหรือการนับคะแนนมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และให้อำนาจ กกต. ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ รวมถึงสั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่พบการกระทำอันมีผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กกต. และมองว่า กกต. ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็ยังสามารถใช้สิทธิทางศาล โดยร้องต่อ ปปช. หรือนำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชชอบ หรือตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกลไกตามหลักนิติรัฐ ไม่ใช่ใช้การตัดสินด้วยอารมณ์หรือแรงกดดันจากมวลชน

การระดมมวลชนเพื่อกดดันกระบวนการนับคะแนน แม้อาจอ้างความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงหลักการแล้วกลับสะท้อนการไม่ยอมรับกติกาในสนามที่ตนเองเต็มใจลงแข่ง และเป็นการบ่อนทำลายความศรัทธาต่อระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ที่พรรคประชาชนพยายามอ้างเป็นหลักการของพรรคมาโดยตลอด 

ยกตัวอย่างตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นแบบของการปกครองประชาธิปไตยที่เห็นชัดคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2000 ระหว่าง จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ อัล กอร์ แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกงเลือกตั้ง แต่ข้อพิพาททั้งหมดต้องจบลงในศาล ไม่ใช่บนท้องถนน เพราะสังคมประชาธิปไตยยอมรับร่วมกันว่า กระบวนการยุติธรรมคือคำตอบสุดท้าย 

และในปี 2004 ก็เกิดข้อครหาในการโกงการเลือกตั้งอีก แต่คราวนี้ คู่ท้าชิงของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช คือ จอห์น เคอรี่ แสดงสปิริตโดยการประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ โดยไม่ต้องส่งเรื่องถึงศาล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้า แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะขอให้เขาสู้ต่อก็ตาม  

‘พรรคส้ม’ เปิดแผนรับมือ “คดี 44 สส. ก้าวไกล" ด้าน ‘ศรายุทธิ์’ แย้มประชุมใหญ่ มี.ค.-เม.ย. จ่อเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด พร้อมดัน ‘ไอติม’ นั่งหัวหน้าพรรคแทน ‘เท้ง’

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 69 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการรองรับคดี 44 สส. ว่า ในช่วงเดือน มี.ค. และ เม.ย.69 จะมีการประชุมใหญ่ของพรรค รวมถึงการสัมมนาว่าที่ สส. และผู้สมัคร สส. ทั้ง 500 คน โดยเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ซึ่งขณะนี้ยังพูดคุยกันอยู่ แต่ยังไม่ตกผลึก เพราะขณะนี้โฟกัสอยู่ที่ปัญหาการเลือกตั้ง โดยตนพร้อมจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบตามที่ประกาศไว้ว่าถ้าได้ สส. ไม่ถึง 200 คนจะลาออก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมในฐานะคนที่อยู่หลังบ้าน ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ก้าวไกลและประชาชน

นายศรายุทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่เลขาธิการพรรคประชาชนแทน จะไม่ใช่ สส. เพราะต้องมีเวลาเต็มที่ เพื่อทำงานบริหารกิจการภายในพรรค ส่วนที่มีชื่อของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีความเป็นไปได้หากมีการปรับเปลี่ยน ถ้าเกิดนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจเกิดอุปสรรคในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่พรรคไม่ได้ล็อคว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นของพรรคประชาชน และขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ถึงแนวทางการทำงานร่วมกัน

‘ช่อ’ ปลุกม็อบกดดัน กกต.นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ลั่นทางเดียวที่จะสู้กับระบบเฮงซวยได้คือ อย่ายอม! ขู่อาจจะไม่ใช่แค่น้ำผึ้งหยดเดียว แต่เป็นน้ำมันที่ไฟถูกจุดแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 ช่อ-พรรณิการ์ วานิช โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ชื่อบัญชี @Pannika_FWP ระบุว่า " .... ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.จะไม่ยอมนับใหม่เลยสักเขต เตะถ่วงให้มวลชนอ่อนแรง เรื่องเงียบไปเอง ทางเดียวที่เราจะสู้กับระบบเฮงซวยนี้ได้คือ อย่ายอม! ประชาชนอย่ายอม สื่อมวลชนอย่ายอม พรรคประชาชนอย่ายอม

เลือกตั้งวันเดียวกัน แต่คนละวิธี: ไทยกากบาท X vs ญี่ปุ่นเขียนชื่อ เทียบระบบลงคะแนนให้เห็นข้อดี-ข้อเสีย และบทเรียนที่ไทยหยิบใช้ได้โดยไม่ต้องรื้อทั้งระบบ

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่แค่รัฐธรรมนูญหรือกติกาใหญ่ แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดบนกระดาษหนึ่งใบ เพราะ “วิธีลงคะแนน” กำหนดว่า ประชาชนต้องใช้ความรู้-ความจำ-ความมั่นใจระดับไหนกว่าจะส่งเจตจำนงของตัวเองไปถึงหีบเลือกตั้ง

1) ไทย: เลือกด้วยการทำเครื่องหมายให้ชัด - เร็ว ง่าย และลดความผิดพลาด
ระบบไทยคุ้นเคยกับการ “กากบาท X” ในช่องที่กำหนด ซึ่งข้อดีเชิงปฏิบัติการคือ:
•    ตัดสินใจแล้วทำได้ทันที ลดภาระการเขียน
•    นับคะแนนได้เร็วและเป็นมาตรฐาน
•    ลดความเสี่ยงสะกดผิดหรือชื่อคล้าย
แต่ด้านกลับคือ มันเปิดพื้นที่ให้การเมืองแบบ “จำเบอร์/จำสัญลักษณ์/จำภาพ” เติบโตได้ง่าย เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งอาจไปถึงหน่วยโดยยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก แล้วตัดสินใจจากสิ่งที่จำได้เร็วที่สุด

2) ญี่ปุ่น: เลือกด้วยการเขียนชื่อ - ย้ำตัวตนคน/พรรค แต่แลกกับต้นทุนความผิดพลาด
ญี่ปุ่นในหลายการเลือกตั้งใช้แนวทางให้ผู้มีสิทธิเขียน “ชื่อผู้สมัคร” (ในเขต) และ “ชื่อพรรค” (ในแบบสัดส่วน) แทนการกาในช่อง ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งทันที
ข้อดีหลัก ๆ คือ:
•    บีบให้ผู้มีสิทธิ “จำชื่อ” และรู้จักคน/พรรคมากขึ้นในเชิงรูปธรรม
•    เพิ่มแรงกดดันให้ผู้สมัครสร้างความน่าเชื่อถือรายบุคคล ไม่ใช่พึ่งกระแสอย่างเดียว
•    ทำให้การเลือกแบบ “ให้คะแนนคน” กับ “ให้คะแนนพรรค” แยกจากกันชัด
แต่ข้อเสียก็หนักและจับต้องได้:
•    เสี่ยงบัตรเสียจากการเขียนผิด เขียนไม่ชัด หรือสะกดไม่ถูก
•    ชื่อคล้ายกันอาจสร้างความกำกวมและเพิ่มภาระการตรวจนับ
•    คนดังหรือชื่อจำง่ายได้เปรียบ ขณะที่คนทำงานเงียบ ๆ อาจเสียเปรียบ
•    ต้นทุนระบบสูงขึ้น: ต้องใช้เวลานับคะแนนมากขึ้นและจัดการข้อโต้แย้งมากขึ้น

3) 3 จุดต่างที่ทำให้ “วันเลือกตั้ง” ให้ผลทางการเมืองไม่เหมือนกัน
3.1 เกมหาเสียง: จาก “จำเบอร์” ไปสู่ “จำชื่อ”
เมื่อวิธีลงคะแนนต่างกัน เกมสื่อสารก็เปลี่ยน: ระบบกากบาทเอื้อต่อการตลาดที่ทำให้จำง่ายเร็ว ส่วนระบบเขียนชื่อบังคับให้สร้างการจดจำแบบลึกขึ้น แต่ก็เพิ่มความได้เปรียบของคนที่ชื่อดังอยู่แล้ว
3.2 บัตรเสีย: ใครถูกตัดออกจากประชาธิปไตยมากกว่า
บัตรเสียไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเสียงของคนที่หล่นหายไปจากระบบ ระบบเขียนชื่ออาจเพิ่มความเสี่ยงกับผู้สูงอายุ ผู้ที่เขียนช้า หรือไม่มั่นใจในการสะกด ขณะที่ระบบกากบาทลดภาระนี้ แต่ก็ยังต้องออกแบบบัตรให้ชัด ลดความสับสน และสื่อสารให้ตรง
3.3 ความเร็วประกาศผล vs ความมั่นใจในเจตนา
ระบบกากบาทมักนับง่ายและประกาศผลเร็วกว่า ส่วนระบบเขียนชื่อใช้ทรัพยากรและเวลามากกว่า แต่ให้ความรู้สึกว่า “ฉันระบุคน/พรรคเอง” ชัดเจนกว่า นี่คือการแลกเปลี่ยนระหว่างประสิทธิภาพกับความละเอียดของเจตนาที่รัฐต้องชั่งน้ำหนัก

‘ชัยวุฒิ’ ชวนจับตา “รัฐบาลหนูทอง” ฝากจัดครม. ให้ว๊าวอย่าให้อ่อม พร้อมเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ- ปากท้อง – ความมั่นคง

[กรุงเทพฯ] 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. -นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวถึงทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ชัดเจนแล้วว่า พรรคภูมิใจไทย คือผู้ชนะที่แท้จริงด้วยคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย ซึ่งนั่นหมายถึงใบเบิกทางสำคัญที่จะส่งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

“เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับ ผลการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย แลนด์สไลด์ ชนะการเลือกตั้ง นายกฯ อนุทิน ก็จะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบนึงครับ ซึ่ง ครม. ที่ผ่านมาเนี่ย ก็เป็นที่รับทราบของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว” นายชัยวุฒิ กล่าว

‘ทนายบอน’ ไขข้อข้องใจ ทำไม กกต. ไม่ให้นับคะแนนใหม่ทุกครั้ง ชี้ ต้องมี ‘ใบทักท้วง’ เป็นหลักฐาน ถ้าไม่ค้านหน้าหน่วยตอนนับ ถือว่ายอมรับกติกา

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ ทนายบอน ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า ว่าด้วย [การนับคะแนนใหม่]

ตามปกติการนับคะแนนเลือกตั้ง ต้องกระทำโดยเปิดเผย ต่อหน้าประชาชน สื่อมวลชน

พรรคการเมืองและผู้สมัครมีสิทธิส่งผู้สังเกตการณ์ของตนเองไปประจำหน่วยเลือกตั้งได้ และโดยปกติพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร ต้องอบรมผู้สังเกตการณ์ของตนเอง ว่านับคะแนนแบบไหนผิดกฎหมาย หากพบความผิดปกติต้องทักท้วงอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีหัวคะแนนธรรรมชาติ ที่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่ตนรักคอยสังเกตอยู่ แถมทุกวันนี้ทุกคนมีมือถือพร้อมถ่ายคลิป ลงสื่อโซเชี่ยลตลอดเวลา

ในการนับคะแนน การเปิดบัตรเลือกตั้ง การขานคะแนน การเขียนคะแนนลงกระดาน ทำทีละคะแนน อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น ทุกคะแนนที่ไม่ถูกต้องจึงจะต้องถูกทักท้วงทันที ... ถ้าไม่มีคนทักท้วงเลยต้องถือว่าคะแนนนั้นถูกต้อง สมบูรณ์

เมื่อมีการทักท้วง “กปน” กรรมการประจำหน่วย จะเป็นผู้วินิจฉัย ท่ามกลางประชาชนทุกคน ส่วนใหญ่จบที่ขั้นตอนนี้

ถ้า กปน. วินิจฉัยแล้วผู้ทักท้วงไม่เห็นด้วย มีสิทธิ “เขียนข้อทักท้วง” ตามแบบฟอร์ม กกต. ได้
หรือกรณีอื่นๆ ที่ผิดปกติ ประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ก็สามารถเขียนข้อทักท้วงได้

ประเด็น คือ “ข้อทักท้วงในแบบฟอร์ม” นี่แหละที่เป็นกุญแจ เปิดประตูสู่การ “นับคะแนนใหม่” ตามที่กฎหมายกำหนด

เพราะถือว่า ทุกคะแนนทักท้วงได้ และต้องทักท้วงทันที หากไม่มีการทักท้วงไว้ตามแบบฟอร์มย่อมหมายความว่า “ทุกคะแนน” ที่นับต่อหน้าประชาชน นั้น ไม่มีปัญหา

พรรคกลางเสี่ยงสุด: “หลุมกลางตลาดการเมือง” ที่ใหญ่ก็ไม่สุด เล็กก็ไม่ชัด

บทเรียนจากกรณี ชาติไทยพัฒนา-ภูมิใจไทย, พรรคกล้า-ชาติพัฒนา
และชาติพัฒนาไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2569
.
การเมืองไทยกำลังเดินเข้า “ยุคกระจุกตัว” แบบที่คนจำนวนมากตัดสินใจจากตัวเลือกหลักไม่กี่พรรค - เพราะเห็นบ่อย จำง่าย และรู้สึกว่า “เลือกแล้วไม่เสียเปล่า” ผลข้างเคียงคือ คนที่เหนื่อยที่สุดไม่ใช่พรรคเล็กเสมอไป แต่คือ “พรรคกลาง”: พรรคที่ไม่ใหญ่พอจะติดชอร์ตลิสต์ของคนส่วนใหญ่ และไม่เล็กพอจะอยู่แบบนิชอย่างชัดเจน
.
พูดให้ชัดกว่านั้น: พรรคกลางคือกลุ่มที่โดนบีบทั้งบนและล่างพร้อมกัน
ทำไมพรรคกลางถึง “เสี่ยงสุด”
ลองนึกภาพตลาดที่มีแบรนด์ใหญ่ 2-3 แบรนด์ครองชั้นวางหลักในห้าง ส่วนแบรนด์เล็กไปยืนโซนเฉพาะทาง คนยังพอหาเจอ แต่แบรนด์ที่ “อยู่ตรงกลาง” มักเจอปัญหา 3 ชั้น
.
ชั้นที่ 1: แพ้พรรคใหญ่เรื่องการมองเห็น (Visibility)
พรรคใหญ่มีพื้นที่สื่อ มีทีม มีงบ และมี “ภาพจำ” ชัดกว่า พรรคกลางพยายามพูดทุกเรื่อง แต่สุดท้ายคนจำไม่ได้ว่า “คุณเด่นเรื่องอะไร”
.
ชั้นที่ 2: แพ้พรรคเล็กเรื่องความชัด (Clarity)
พรรคเล็กที่อยู่รอดได้มักมีฐานเฉพาะ - พื้นที่เฉพาะ กลุ่มเฉพาะ หรือประเด็นเฉพาะ แต่พรรคกลางกลับกลายเป็น “คล้าย ๆ กัน” กับพรรคอื่นไปหมด
.
ชั้นที่ 3: แพ้ทุกฝ่ายเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic voting)
เมื่อคนรู้สึกว่า “เลือกพรรคที่ไม่ติดลุ้น = คะแนนอาจสูญเปล่า” คะแนนจะไหลไปหาพรรคใหญ่ พรรคกลางยิ่งถูกดูดคะแนนออก เพราะอยู่ในจุดที่คนลังเลที่สุด
.
กรณีศึกษา: พรรค/กลุ่มการเมืองที่ “ตัดสินใจ” เพื่อหนีหลุมกลาง
หมายเหตุสั้น ๆ กันสับสน: “ชาติไทยพัฒนา” กับ “ชาติพัฒนา” เป็นคนละพรรคกัน
.
เคส 1) ชาติไทยพัฒนา “ย้ายยกกลุ่ม” ไปอยู่ภูมิใจไทย: ทางรอดแบบ “เกาะสเกล”
หนึ่งในภาพที่สะท้อนแรงบีบของตลาดการเมืองคือการ “ย้ายค่ายทั้งกลุ่ม” วราวุธ ศิลปอาชา นำอดีต สส.ชาติไทยพัฒนา 10 คน ลงสมัครในนามภูมิใจไทย และรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าได้ไปต่อ 9 จาก 10 ที่นั่ง
.
นี่คือ “สูตรหนีหลุมกลาง” แบบตรงที่สุด: แทนที่จะเสี่ยงอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่กระแสไม่พอ ก็เลือกไปอยู่กับแบรนด์ใหญ่ที่มีสเกลและโอกาสชนะสูงกว่า - แลกกับการปรับสีเสื้อ/แบรนด์ แต่ได้ความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้น
.
เคส 2) พรรคกล้าไปจับมือกับชาติพัฒนา จนรีแบรนด์เป็น “ชาติพัฒนากล้า”: ทางรอดแบบ “รีโพสิชัน”
อีกสูตรคือ “รวมทรัพยากร + รีแบรนด์” เพื่อให้พ้นจากความเป็นพรรคกลางที่ไม่ชัด ปี 2565 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช และทีมจากพรรคกล้าไปร่วมงานกับพรรคชาติพัฒนา เสริมทีมเศรษฐกิจ และมีมติปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคชาติพัฒนากล้า” (โดยย้ำว่าเป็นการมาร่วมงาน/รีแบรนด์ ไม่ใช่การรวมพรรคแบบทางการ)
.
นัยสำคัญของเคสนี้คือ พรรคกลางบางพรรคพยายาม “หนีหลุม” ด้วยการสร้างจุดขายใหม่ให้ชัดขึ้น (เช่น ทีมเศรษฐกิจ/ภาพลักษณ์ใหม่) แต่ก็สะท้อนอีกด้านว่า “รีแบรนด์อย่างเดียวไม่พอ” ถ้าโครงสร้างฐานเสียงและความเป็นเอกภาพยังไม่แน่น - เพราะต่อมาในปี 2566 มีรายงานว่า กรณ์ จาติกวณิช ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า
.
เคส 3) ชาติพัฒนา “เว้นวรรค” ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569: ทางรอดแบบ “พักเกม” เมื่อสนามแพงเกินคุ้ม
กรณีนี้สะท้อนแรงบีบของยุค “สามขั้ว” ชัดมาก สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระบุว่าการเมืองกำลังเข้าสู่ยุค 3 ขั้ว แข่งขันสูง พรรคเล็กเสียเปรียบ และพรรคชาติพัฒนามีมติไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง 2569 พร้อม “เปิดทางอดีต สส. ย้ายสังกัดตามดุลยพินิจ”
.
นี่คือการยอมรับความจริงแบบนักบริหาร: เมื่อ “ต้นทุนลงสนาม” แพงกว่าผลลัพธ์ที่คาดหวัง บางพรรคเลือกถอยหนึ่งก้าว เพื่อไม่ให้ทรัพยากรหมดไปกับเกมที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
.
บทเรียนจาก 3 เคส: พรรคกลางมี 3 ทางเลือกเท่านั้น
จากทั้งสามกรณี เราจะเห็นว่า “พรรคกลาง” ถ้าจะรอด ต้องเลือกทางให้ชัด (ทำพร้อมกันทุกทางมักยิ่งหลุมลึก)
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือ “อยู่กลาง ๆ ต่อไป” โดยหวังว่าเดี๋ยวคนจะเห็นเอง - เพราะในยุคที่คนตัดสินใจจากชอร์ตลิสต์ไม่กี่ตัวเลือก ความไม่ชัด = การหายไปอย่างเงียบ ๆ
•    โตให้สุด (Scale up) - รวมกับพรรคใหญ่/เกาะสเกล เพื่อชนะในสนามจริง
•    เล็กให้ชัด (Niche down) - เป็น specialist: ยึดพื้นที่/กลุ่ม/ประเด็นให้แน่น
•    พักเกม (Pause/Exit temporarily) - ไม่ลงแข่ง เมื่อสนามแพงและเสียเปรียบโครงสร้าง
.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top