Friday, 5 June 2026
POLITICS NEWS

ทำไม ‘พรรคใหญ่’ ชอบคำว่า ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ มากกว่า ‘แก้เป็นมาตรา’

การเมืองไทยมีคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยทุกครั้งที่ประเทศติดหล่ม: “ต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ”
ฟังดูเหมือนทางออกที่สวยงาม—รีเซ็ตประเทศให้เริ่มใหม่ แต่ในโลกการเมืองจริง คำนี้มี “มูลค่า” สูงมาก เพราะมันเป็นปุ่มรีเซ็ตกติกาที่กระทบอำนาจโดยตรง

ประเด็นสำคัญคือ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” เป็นคำที่กว้าง จนแต่ละฝ่ายตีความได้ตามใจ ทำให้พรรคใหญ่จำนวนหนึ่งชอบคำนี้ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าเลือกเส้นทางที่ตรงไปตรงมาอย่าง “แก้รายมาตรา” ที่ต้องตอบให้ชัดว่าแก้อะไรและเพื่อใคร

1) เพราะ ‘ฉบับใหม่ทั้งฉบับ’ คือแพ็กเกจต่อรองที่ใหญ่ที่สุด
การแก้รายมาตราเป็นงานละเอียด ต้องบอกให้ชัดว่าแก้มาตราไหน เปลี่ยนอะไร ผลดี-ผลเสียคืออะไร และใครได้-ใครเสีย
แต่ “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ไม่ต้องตอบละเอียดตั้งแต่ต้น เพราะยังไม่รู้เนื้อหา พรรคใหญ่จึงใช้มันเป็นแพ็กเกจต่อรองได้ เช่น ต่อรองกับพรรคร่วม/กลุ่มการเมือง/ฐานเสียงว่า “ค่อยไปคุยกันทีหลังในกรรมาธิการ/สภาร่างฯ”
พูดแบบง่ายๆ: คำนี้ให้พื้นที่ดีลมากกว่าคำว่า “แก้รายมาตรา” ที่ตรวจสอบง่ายและปิดช่องพูดกว้าง

2) เพราะมันเป็น ‘ทางลัด’ ที่ทำให้เปลี่ยนหลายเรื่องพร้อมกัน
รัฐธรรมนูญไม่ได้มีแค่เรื่องสิทธิหรือโครงสร้างรัฐสภา แต่มันแตะระบบอำนาจทั้งชุด เช่น ระบบเลือกตั้ง โครงสร้าง/ที่มา/อำนาจขององค์กรตรวจสอบ กระบวนการแต่งตั้งและถ่วงดุล รวมถึงขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ
หากแก้รายมาตรา คุณจะได้ทีละชิ้น และถูกจับตาทีละประเด็น แต่ถ้าทำใหม่ทั้งฉบับ คุณสามารถจัดชุดใหม่ได้พร้อมกันหลายส่วน และผลรวมมันมหาศาลกว่า

3) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ เป็นคำขวัญที่ขายง่ายกว่านโยบายปากท้อง
การหาเสียงด้วย “รัฐธรรมนูญใหม่” มีข้อดีทางการตลาดการเมือง: ย่อให้เหลือประโยคเดียวได้ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าแก้เกมใหญ่ และโยนความผิดไปที่ “กติกา” ได้ทันทีเมื่อแก้เศรษฐกิจยาก
ในภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นโจทย์หนัก คำว่า “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” ทำหน้าที่เป็นธงรวมมวลชนที่ใช้เรียกพลังได้เร็ว แม้รายละเอียดจริงยังไม่ชัด

4) เพราะมันช่วย ‘ล้างกระดานความเสี่ยง’ ที่ผูกกับนักการเมืองบางกลุ่ม
ประเด็นที่คนจำนวนหนึ่งกังวลไม่ใช่แค่ชอบ/ไม่ชอบฉบับเดิม แต่คือคำถามว่า การทำใหม่ทั้งฉบับจะกลายเป็นการรีเซ็ตด่านตรวจสอบบางอย่างหรือไม่
ย้ำให้ชัด: นี่ไม่ใช่การกล่าวหาว่า “ทุกคน” ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ในเชิงโครงสร้าง พรรคและนักการเมืองย่อมประเมินว่า กติกาแบบไหนเสี่ยงกับตนเอง และกติกาแบบไหนคุมเกมได้มากกว่า
ดังนั้น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” จึงเป็นคำที่เปิดช่องให้เปลี่ยนสมดุลการถ่วงดุลได้ หากคุมกระบวนการร่างได้

5) เพราะมันเป็น ‘คำกลาง’ ที่พูดแล้วไม่เสียคะแนนทันที
พรรคใหญ่มีฐานเสียงหลากหลาย บางส่วนอยากแก้มาก บางส่วนไม่อยากแตะ การพูดว่า “แก้รายมาตรา” ต้องระบุจุดยืนชัด อาจเสียคะแนนจากอีกฝั่ง
แต่การพูดว่า “ทำใหม่ทั้งฉบับ” พรรคสามารถพูดได้สองแบบพร้อมกัน: กับฝ่ายที่อยากเปลี่ยนคือ “เราจะเปลี่ยนให้หมด” กับฝ่ายที่กลัวแตะบางหมวดคือ “ไม่ต้องห่วง เรามีกรอบ/ไม่แตะเรื่องนั้น”
คำเดียว แต่ใช้สื่อสารคนละแบบกับคนละกลุ่มได้ นี่คือเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคใหญ่ชอบ

6) เพราะ ‘ฉบับใหม่’ ทำให้คนถามน้อยกว่า ‘คุณจะแก้มาตราไหน’
สังคมตรวจสอบง่ายขึ้นเมื่อคำถามเฉพาะเจาะจง เช่น คุณจะแก้ระบบเลือกตั้งแบบไหน คุณจะแก้กลไกตรวจสอบตรงไหน คุณจะแก้เรื่องคุณสมบัติ/จริยธรรมอย่างไร
แต่เมื่อเป็น “ฉบับใหม่ทั้งฉบับ” การตรวจสอบยากขึ้น เพราะคำตอบถูกเลื่อนไปอนาคต: “ค่อยไปดูตอนร่าง”
สุดท้ายประชาชนอาจถูกขอให้ “เชื่อก่อน” แล้วค่อย “อ่านทีหลัง” ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงทางประชาธิปไตยที่สุด

‘เนเน่ รัดเกล้า’ ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง ‘อ.อัจฉราวดี’ ย้ำจุดยืนประชาธิปัตย์ ยุค ‘อภิสิทธิ์’ ยึดหลักการ-จริยธรรมเหนือการเมือง วอนกลุ่มคนรักชาติไม่แตกแยก ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยความจริง

(5 ม.ค. 69) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หรือ "เนเน่" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารถึง อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล และผู้ติดตาม โดยมีเนื้อหาสำคัญในการชี้แจงประเด็นที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อพรรคประชาธิปัตย์และอดีตผู้นำพรรค พร้อมเน้นย้ำถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนความสุจริต ว่า 

ด้วยความเคารพ ต่อ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล... หวังว่าท่าน (และผู้ติดตามของท่าน) จะมาอ่านบทความนี้ของเนเน่ (และอ่านจนจบ)

เนเน่ไม่ได้รู้จักอาจารย์เป็นการส่วนตัว และไม่เคยติดตามงานเขียนของอาจารย์มาก่อน แต่ขอขอบคุณจากใจต่อความศรัทธาที่อาจารย์เคยมีให้พรรคประชาธิปัตย์  ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านชวน หลีกภัย รวมถึงความห่วงใยต่อประเทศชาติ บ้านเมือง และสถาบันหลักของชาติ ซึ่งในจุดนี้ เนเน่เชื่อว่าเรามีเจตนาร่วมกัน

ประเด็นที่หนึ่ง มีหลักการหรือไม่ เด็ดขาดหรือไม่... การทำงานการเมือง คือการทำหน้าที่รับใช้ประชาชน และเป็นธรรมดาที่ไม่มีผลงานใดจะถูกใจคนทั้งประเทศได้ ความเห็นต่าง การชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใด การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องของนานาจิตตังค์ ทำงานการเมืองต้องยอมรับและเข้าใจได้ ...ตราบใดที่การวิพากษ์วิจารณ์นั้นอยู่บนฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริง

ประเด็นที่สอง บทความของอาจารย์มีการกล่าวถึงเรื่อง MOU 43 ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำในอดีตคลาดเคลื่อนได้ หากไม่ได้ติดตามรายละเอียดของเรื่องนี้อย่างรอบด้าน เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ มีความละเอียดอ่อน และอาจถูกตีความผิดได้ง่าย

เนเน่ขอเรียนตรงไปตรงมาว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง แต่ได้พยายามศึกษาข้อมูลด้วยความห่วงใยต่อประเทศชาติและสถาบันหลักของชาติไม่ต่างจากอาจารย์ ยิ่งศึกษา ยิ่งเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกหยิบมาใช้สร้างความแตกแยกในกลุ่มคนที่รักชาติและยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน เพราะอาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนโดยไม่ตั้งใจ

หากอาจารย์มีเวลา เนเน่อยากขอเชิญชวนให้อาจารย์ลองศึกษาข้อมูลในมิติอื่นเพิ่มเติม หรือรับชมคลิปสั้นจากเวทีดีเบตของช่อง 3 ที่เนเน่ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้ เพื่อประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น
https://youtu.be/x5Xv1ZFks3E?si=JgaIT9zMM9BHZCVn

สังคมไทยต้องการสื่อสารในประเด็นที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ ให้ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่มีหัวใจเดียวกัน นั่นคือหวังดีต่อบ้านเมือง ...หากขาดความระมัดระวังแล้ว จะกลายเป็นการหวังดีประสงค์ร้ายได้ค่ะ ไม่ว่าอาจารย์จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ประเด็นที่สาม ด้วยความเคารพในเจตนาดีและความห่วงใยประเทศของอาจารย์อย่างแท้จริง สำหรับแนวคิดเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ไปยังพรรคอื่น เนเน่ขอยืนยันว่าเป็นสิทธิ์โดยสมบูรณ์ของอาจารย์ และไม่ได้ติดใจในความเห็นนั้น

ในวันนี้ ผู้ชายที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศชัดว่ากลับมาเพื่อกู้ศรัทธาให้กับประเทศไทยและการเมืองไทย ยึดมั่นการเมืองสุจริต เลือกคนที่ทำงานเป็น มีหลักการ ไม่สร้างความขัดแย้ง และไม่ป้ายสีผู้ที่ยืนอยู่บนหลักการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ (ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์) ยืนยันมาโดยตลอดว่า พร้อมร่วมงานกับทุกพรรคการเมืองที่เคารพ "เส้นแบ่งทางจริยธรรม" ที่ชัดเจน นั่นคือ...
- ไม่ร่วมกับพรรคที่ถูกตั้งคำถามเรื่องทุนสีเทา
- ไม่ร่วมกับพรรคที่มีนโยบายสร้างความแตกแยกให้กับสังคม

ประชาชนคนไทยถวิลหานักการเมืองที่ใสสะอาด มีจุดยืน มีความเด็ดขาด มีหลักการ มาโดยตลอดแล้ว ...ความจริงว่า วันนี้มีนักการเมืองแบบนั้นอยู่ตรงหน้า - หรือไม่มี - คงต้องแล้วแต่ทุกท่านพิจารณาตัดสินใจกันเองค่ะ

สจฺจํ เว อมตา วาจา... ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
คุณค่าของความซื่อสัตย์ สัจจะ และความจริงที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
...ไม่ว่าท่านจะเห็น หรือไม่เห็น ก็ตาม...

สุดท้ายนี้ เนเน่เชื่อว่า ความรักชาติไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่ความรักชาติที่แท้จริง ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความสุจริต และการเคารพกัน แม้จะมีความเห็นต่าง

ประเทศจะเข้มแข็งได้ ไม่ใช่จากการชักนำ คนที่คิดดีออกจากกัน แต่จากการร่วมกันปกป้องสิ่งสำคัญของชาติ ด้วยสติและเหตุผล... ขออาจารย์ (และผู้ติดตามของอาจารย์) โปรดจงพิจารณาพินิจวิเคราะห์ให้ดีค่ะ

ด้วยความเคารพและความหวังดีค่ะ
 

คนแซะ “มีทหารไว้ทำไม” ยังไม่สำนึกจริง ชี้ อยู่ร่วมชาติกันลำบาก บ้านเมืองเจริญยากถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม

ภายหลังจากที่ นาย วิโรจน์  ลักขณาอดิศร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 99 พรรคประชาชน ได้ออกมา ชวน เจ้ากรมข่าวทหารบก ปฏิรูปกองทัพด้วยกัน ล่าสุด  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณีนี้โดยระบุว่า วันนี้มีผู้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของทหารว่า “มีทหารไว้ทำไม” แล้วกลับมาบอกว่า วันนี้รู้แล้วว่ามีทหารไว้ทำไมนั้น ยังไม่จริง เพราะพฤติกรรม และคำพูดยังคงเสียดสี ทิ่มแทง เย้ยหยัน ไม่ได้ให้ความเคารพหรือสำนึกในบุญคุณ ยังไม่รู้ว่ามีทหารไว้ทำไมอย่างแท้จริง

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า เมื่อทหารออกมาพูด ชี้แจง หรือขอความเห็นใจ กลับถูกนำไปบิดเบือน เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ซึ่งตนเองมองว่าหากยังไม่รู้สำนึก หรือไม่สำเหนียกในบุญคุณของทหาร การจะอาศัยอยู่ร่วมชาติกันคงเป็นเรื่องลำบาก และจะกระทบต่อการรักษาบูรณภาพและอธิปไตยของอาณาจักร

"ขอให้คิดให้จงหนัก หากยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงทำตัวแบบนี้ บ้านเมืองเราวัฒนาสถาพรยากแน่ ถ้าพวกท่านไม่ช่วยกัน" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
 

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 

'จตุพร' นำทัพโอกาสใหม่ บุกร้อยเอ็ด ชู 'นิษา สุทธิกานต์' สู้ศึกเขต 4 เบอร์ 2 ประกาศใช้โมเดล 'บริหารนำการเมือง' มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’ ชี้ทางออกจากการเมืองแบบเดิม “บริหารต้องนำการเมือง” บุกร้อยเอ็ดชูคนรุ่นใหม่ ‘นิษา สุทธิกานต์’ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ร้อยเอ็ด – นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และนักบริหารระดับสูง นำทัพเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ อ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประกาศนำโมเดล “บริหารนำการเมือง” มาใช้พัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ามกลางเวทีปราศรัยที่มีประชาชนจากอำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี กว่า 3,000 คน พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ “นิษา” นางสาวสุทธิกานต์ สิทธิ์ประภากูล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลูกสาวนายเจริญ สิทธิ์ประภากูล รองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่  ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2 ชี้มีประสบการณ์ ความรู้ และหัวใจที่ตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้สโลแกน “ปลดล็อกคนอีสาน สร้างโอกาสใหม่” 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ถูกตั้งขึ้นเพื่อนำประสบการณ์จากการเป็นนักบริหารระดับสูงมาปรับใช้ โดยยึดหลัก “บริหารนำการเมือง” คือเน้นการทำงานจริงที่หวังผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงการสัญญาทั่วไป พรรคจึงคัดสรรคนรุ่นใหม่อย่าง “นิษา” สุทธิกานต์ ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2   ที่มีทั้งพลังและประสบการณ์งานนโยบาย เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่เสลภูมิและใกล้เคียง ชี้เป็นเขตที่มีศักยภาพแต่ขาดการบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจที่ตรงจุด โดยนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ ภายใต้สโลแกน “มีเราไม่มีมืด” เน้นไปที่นโยบายที่จับต้องได้และแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพื่อแช่แข็งหนี้ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ น้ำถึงนา ประปาถึงบ้าน 

โดยนายประภาส ยงคะวิสัย แม่ทัพอีสาน ยืนยันกระแสตอบรับในพื้นที่ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2  ดีเยี่ยม ประชาชนขานรับแนวทางคนรุ่นใหม่ที่ใช้การบริหารเป็นตัวนำ พร้อมใจเลือก พรรคโอกาสใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทย

 “พรรคโอกาสใหม่พร้อมเปิดกว้างเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นจริง” นายจตุพรกล่าว พร้อมย้ำว่าการที่พรรคส่งคนรุ่นใหม่ที่คือภาพสะท้อนของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโอกาสใหม่ให้เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน
 

'อภิสิทธิ์' วอนทุกพรรคเลิกปั่นใช้เป็นจุดขาย ย้ำ ความมั่บคงของชาติต้องเป็นหนึ่งเดียว

‘อภิสิทธิ์’วอนทุกพรรคหยุดใช้ชาตินิยม-ปมชายแดน สร้างคะแนนนิยมหาเสียงเลือกตั้ง ย้ำ ความมั่นคงของชาติต้องเป็นหนึ่งเดียว ลั่นความเสียสละของทหารต้องไม่สูญเปล่า

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีขณะนี้มีการใช้ กระแสชาตินิยม และปัญหาชายแดนไทย -กัมพูชามาเป็นจุดขายในการหาเสียง โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในประเด็นปัญหาชายแดนนั้น ทุกพรรคการเมืองควรเป็นหนึ่งเดียวกัน และไม่ควรนำเรื่องความมั่นคงมาสร้างความแตกแยกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

“ประชาชนคนไทยพึงพอใจที่กองทัพปฏิบัติหน้าที่ได้ดี และขอบคุณรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้กองทัพทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่จากนี้ไปจะเป็นงานของรัฐบาล ที่ยากขึ้นในเรื่องการต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ ทุกคนเสียสละกันมานั้นไม่สูญเปล่า ไม่ถอยหลังกลับไปสู่ที่เดิม จึงอยากให้ทุกพรรคการเมืองเอาใจช่วย และเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องนี้ ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่นำมาแบ่งแยกแข่งขันกันเลย” 

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตหากชนะการเลือกตั้ง จะจับมือกับพรรคการเมืองไหนได้บ้าง โดยระบุว่า “หากเลือกเรามากที่สุด ก็จะเลือกพรรคที่ดีที่สุดมาร่วมรัฐบาลกับเรา”

บททดสอบความรับผิดชอบของ 'ธรรมนัส' เมื่อปมน้ำมันเถื่อนถูกลากเข้าสมรภูมิเลือกตั้ง สังคมจี้ ในฐานะ รองนายกฯ ต้องเดินให้สุดทาง ชี้ รู้แล้วเฉยเสี่ยงผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่

‘ธรรมนัส’ สวน ‘อภิสิทธิ์’ ปม “พรรคสีเทา” แต่คำถามใหญ่คือ ใครต้องเดินให้สุดทางกับความจริง และแรงกดดันที่ย้อนกลับมาหาผู้มีอำนาจรัฐ

คำประกาศของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ำชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พรรคกล้าธรรม โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พรรคสีเทา” ได้กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ลุกลามเกินกว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลทั่วไป

เพราะคำตอบโต้จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม และรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาในเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น แต่กลับสวนกลับด้วยการพาดพิงถึง อดีต สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีดีกรีถึงอดีตรัฐมนตรี ว่าเกี่ยวข้องกับ ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน พร้อมตั้งคำถามเชิงย้อนศรไปยังพรรคประชาธิปัตย์

การโต้กลับเช่นนี้ ทำให้ประเด็น “พรรคสีเทา” ขยับสถานะจากวาทกรรมทางการเมือง ไปสู่ข้อกล่าวหาที่แตะต้อง อาชญากรรมข้ามชาติและผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรปล่อยให้จบลงด้วยการแลกหมัดทางคำพูด

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 พรรคพลวัต ออกมาเคลื่อนไหวโดยเรียกร้องให้ร.อ.ธรรมนัส “เดินไปให้สุดทาง” กับข้อมูลที่อ้างว่ามีอยู่ ด้วยการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ และดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การเคลื่อนไหวของ  ปฏิพัทธ์ สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ เพราะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นฝ่ายใดในสมรภูมิการเมือง แต่อยู่ที่ว่า เมื่อผู้มีอำนาจรัฐอ้างว่ารู้เห็นการกระทำผิดร้ายแรง จะรับผิดชอบต่อข้อมูลนั้นอย่างไร

จุดสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ สถานะของร.อ.ธรรมนัสในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองหรือแกนนำพรรค แต่ยังดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐโดยตรง

ในทางกฎหมาย หากเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ และรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด แต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ย่อมอาจถูกตั้งคำถามถึงความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แม้การกล่าวถึงมาตราดังกล่าวยังเป็นเพียงการตั้งคำถามในเชิงหลักการ แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและสังคมต่อผู้ถูกพาดพิง

สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่าง “อดีตผู้นำรัฐบาล” กับ “แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการเมืองไทย ว่า คำกล่าวหาที่รุนแรงจะถูกแปลงเป็นการตรวจสอบจริงหรือไม่ หรือจะจบลงเพียงแค่การใช้ประโยชน์ทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด คำว่า “สีเทา” อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่าใครจะกล้าทำให้ความจริง “ขาวหรือดำ” ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

เพราะในสังคมประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของนักการเมือง ไม่ได้วัดจากความแรงของคำพูด แต่วัดจากความกล้าที่จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง

ร.อ.ธรรมนัส จะ “ทำมากกว่าพูด หรือพูดมากกว่าทำ จะได้พิสูจน์กับในกรณีนี้เป็นปฐมบท
 

ดร.เจษฏ์ ปูด “ทุนเทา” ทุ่มแสนล้านซื้อประเทศ ชี้ถูกกว่าแจกเงิน เผยโมเดลหัวละ 4,000 ยึดอำนาจรัฐ

รศ.ดร.เจษฏ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์การแทรกแซงทางการเมืองของกลุ่มทุนสีเทา ว่า ล่าสุดมีการอายัดทรัพย์กลุ่มทุนสีเทากลุ่มหนึ่งมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ซึ่งได้รับข้อมูลมาว่าเป็นเพียงร้อยละ 10 ของเม็ดเงินจริงที่เตรียมไว้สำหรับสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยยอดรวมอาจสูงถึง 1 แสนล้านบาท

รศ.ดร.เจษฏ์ ได้แจกแจงตัวเลขความเป็นไปได้ในการใช้เงินจำนวนดังกล่าวซื้อเสียงว่า หากมีเงิน 1 แสนล้านบาท สามารถซื้อคนได้ถึง 100 ล้านคน ในราคาคนละ 1,000 บาท แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าว และหากนับเฉพาะผู้มาใช้สิทธิจริงประมาณ 30 กว่าล้านคน การซื้อเสียงเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก (ประมาณ 60% ของผู้มาใช้สิทธิ) จะทำให้อัตราการจ่ายเงินพุ่งสูงถึงหัวละ 3,000 - 4,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถจ่ายได้จริง

'ดร.โจ้' แจงปม 'ดร.เอ้' ปลื้มพิธา ยันแค่ชอบสไตล์ทำงานทันสมัย แต่หัวใจยืดมั่นปกป้อง 3 เสาหลัก ลั่น "ถ้า ดร.เอ้ คิดล้มล้าง...ผมจะไปคนแรก"

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.68 นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล รองโฆษกพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มีหลายท่านสอบถามผมเรื่อง ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ คลิปโหวตนักการเมือง ผมขอเรียนในมุมมองของผมที่ได้ใกล้ชิดกับ ดร.เอ้ ตามนี้นะครับ

เรื่องแรก ดร.เอ้ เป็นคนรุ่นใหม่ เรียนจบต่างประเทศ จบสถาบันหลายแห่ง ดังนั้นจะมีแนวในเรื่องสไตล์การทำงานที่มุ่งเน้นไปในเรื่องความทันสมัย ปรับตัว ตามเทรนด์โลกผมจึงเข้าใจว่าพิธาจึงเป็นคำตอบในมุมมองของ ดร.เอ้ ถ้าเปรียบเทียบท่านอื่นๆ ที่เห็นว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์การทำงาน หรือวิธีการทำงาน

เรื่องที่ 2 ความแตกต่างในเรื่องอุดมการณ์ ดร.เอ้ ไม่ได้มีแนวความคิดล้มล้างสถาบัน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง
ถ้าจะล้ม หรือเป็นภัย ก็เป็นต่อเหล่าสแกมเมอร์ การคอร์รัปชัน และปัญหาที่ซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม การศึกษาที่ล้มเหลว ปากท้องฝืดเคือง เป็นต้น มากกว่าที่มัวไปมุ่งแก้ ม.112 ที่พยายามทำมาตลอด 9 ปี โดยละเลยเรื่องสำคัญๆ ที่ควรทำก่อนในหลายครั้ง

เรื่องที่ 3 สไตล์ของ ดร.เอ้ เป็นคนไม่ชอบความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบการบิดเบือน หรือสร้าง “เฟคนิวส์” ข่าวลวง ข่าวปลอม เพื่อให้ประเทศชาติเสียหาย สร้างความสับสนให้กับประชาชน รวมไปถึงการโจมตีโดยไร้เหตุผล จึงพูดตามความคิดในแง่มาจากตัวตนที่บริสุทธิ์ จากใจ ไม่ได้เป็นปลาไหลเหมือนนักการเมืองทั่วไป
และด้วยเพราะบุคลิกของนักวิชาการ ผสมวิศวกร  ทำให้ ดร.เอ้ เป็นคนคล่องแคล่ว ว่องไว ฉะฉาน มั่นใจ เลยทำให้ดูโผงผางไปบ้าง แต่จะแฝงด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเต็มเปี่ยม

เรื่องที่ 4 ตามที่ผมเคยเขียนไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ดร.เอ้ อยู่ข้างทหารมาตลอด รวมไปถึงพูดเรื่องการเจรจานั้น หมายถึงนับจากนี้ต่อไปต้องมีการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม ในเมื่อเจรจาแล้วไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็ดำเนินการด้วยวิธีทหารเท่านั้น
อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเขมร ดร.เอ้ เห็นแล้วว่าการเจรจาไม่เป็นผล ละเมิดทุกข้อตกลง จึงควรใช้มาตรการรุนแรงเพื่อยุติสงครามโดยเร็วที่สุด แล้วรีบกลับมาฟื้นฟูประเทศไทย พร้อมผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่อยู่ชายแดน
และอีกหลายประเด็น อยากให้ลองไปฟังคลิปเต็มๆ หรือดูในเพจ ดร.เอ้ เพจพรรค โดยตรง เพราะบางท่านอาจจะฟัง หรืออ่านท่อนใดท่อนนึง แล้วตีความโดยไม่ได้ฟัง อ่าน ที่เหลือทั้งหมด

“ผมบอกกับทุกท่านตรงนี้ได้เลยครับว่า ถ้า ดร.เอ้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยก้าวใหม่ มีแนวโน้มที่จะบั่นทอน 3 เสาหลักของประเทศ ผมคนนึงที่จะไม่อยู่ตรงนี้”

จึงขอเรียนอธิบายมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และขอขอบคุณทุกท่านจำนวนมาก ที่ส่งความห่วงใยในเรื่องนี้มาถึงผมด้วยครับ

 

‘อนุทิน’ แจงไม่ร่วมดีเบต เหตุประเทศมีปัญหาเยอะ เอาเรื่องอธิปไตยก่อน บอกพูดไม่เก่ง -ไม่ชอบตอบโต้ เดี๋ยวชวนทะเลาะ

26 ธ.ค. 68) เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่ไปออกรายการดีเบตหาเสียงว่า ตนยังทำหน้าที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่รักษาการ และไม่มีคำว่ารัฐบาลรักษาการ มันกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าประเทศต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา วันนี้ประเทศไทยมีปัญหาเยอะแยะ เดี๋ยวตนต้องกลับไปสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตนเอาเรื่องอธิปไตยก่อนดีกว่าไหมตรงนี้สำคัญกับตนมากกว่าที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ความเสี่ยง ความหวาดกลัว ความหวาดระแวง การสูญเสียของพี่น้องทหารและประชาชน เอาเรื่องนี้ให้จบไปก่อน 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องการหาเสียงเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ตนก็ใช้เวลากับประชาชนเกือบ 4 ชั่วโมง ในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. เปิดนโยบายของพรรคภูมิใจไทยให้รับทราบเพื่อไปพิจารณา และจากนี้ไปก็มีเวลาอีก 40 กว่าวันที่ผู้สมัครแต่ละคนไปหาเสียงในพื้นที่ โดยสไตล์การทำงานของตนทำงานเป็นทีม ถ้าตนเก่งทุกอย่าง ตนก็คงประสบความสำเร็จเร็วกว่านี้ มากกว่านี้ แต่ตนก็ใช้ทีมของตนใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็เอาไป 

เมื่อถามว่า จะไม่ไปดีเบตกับเขา นายอนุทินกล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง ตนไม่ชอบตอบโต้ พอตอบโต้ เดี๋ยวทะเลาะกัน ตนหลีกเลี่ยงการทะเลาะกัน ตนก็มีสไตล์การใช้ชีวิตองตน ซึ่งตนไม่อยากไปว่ากล่าวใคร ไม่อยากไปกล่าวหาใคร ตนไม่อยากไปแก้ตัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร สมมุติมีการดีเบตกัน วันนี้ตนเป็นนายกฯ จะพูดอะไรก็ต้องระวังหมดทุกฝีก้าว บางทีก็สับสวิตซ์ไม่ทัน ตนก็มีความชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ไทยแลนด์พลัส คนละครึ่งพลัส การศึกษาพลัส การค้าพลัส ขายข้าวพลัส และเรื่องสแกมเมอร์ที่ต้องเอาให้อยู่ แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และความตั้งใจเจตนารมณ์แผนการทำงานที่จะทำ ถ้ามีโอกาสได้กลับมาได้เป็นผู้บริหารประเทศอีกรอบ ตนมีความชัดเจนในตรงนี้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ที่มีการพูดว่ากลัวที่จะพลาดพลั้ง ไม่เกี่ยวกันใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนพูดไม่เก่ง พูดไปแล้วก็ไม่ได้ผลบวกอะไรขึ้นมา มีแต่ลบ เพราะต้องไปทะเลาะกับเขา ต้องไปดีเฟน ต้องไปชี้แจง ไม่ได้ทันได้พูดคุยกัน ไปดีเบต 5 คน 7 คน หรือบางครั้ง 10 คน พูดกันคนละ 2 นาที ตนพูดไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของตนให้ตนพูด 3 ชั่วโมงพูดได้ แต่ให้พูด 2 นาทีพูดไม่ได้ ถ้าไปแล้วต้องไปนั่งตอบโต้ข้อกล่าวหาต่างๆไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง มันเสียเวลาคนฟัง ซึ่งตนมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ซึ่งตนก็หาทางสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่สื่อสารได้ชัดเจน และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา  ตนมีเวลา 40 กว่าวัน อย่างวันที่ 27 ธ.ค. ตนก็ไปเปิดตัวผู้สมัครสส. และเดินสาย 3-4 จังหวัดไปหาประชาชนเลย ไม่ต้องผ่านการดีเบตหรืออะไรต่างๆ ตนก็มีแนวทางการทำงาน ไปรับฟังสิ่งที่ประชาชนอยากให้เกิด อยากเห็นและคาดหวังจากตนได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่มีการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินกล่าวว่า “ทำไมถึงไม่โหวต ที่ไม่โหวตเพราะ โกรธที่ผมยุบสภาหรือ ผมทำชั่วทำอะไร ผมทำเลวอะไรกับประเทศชาติหรือเปล่าถึงไม่มาร่วมงาน ถ้าพวกท่านบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความสามารถ รักชาติรักบ้านเมืองเหมือนกัน ผมก็รักชาติรักบ้านเมืองไม่แพ้กัน ทำไมถึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ยังทันเลือกตั้งเลย พี่น้องประชาชนยังไม่ทันตัดสินเลย แล้วมาบอกว่าไม่ทำงานร่วมกันแล้ว ถึงเวลาลุยต้องลุย ถ้าจะต้องถอยแล้วบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ก็ต้องถอย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะร่วมกับใครไม่ได้ อย่างที่ผมพูดไม่ร่วมกับพรรคไหนที่ไปแต่มาตรา 112 ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่า หากไม่มีเรื่องนี้เข้ามาเกี่ยว สามารถคุยกันได้กับทุกพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ติดมาตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคว่า ตนต้องฟังการตัดสินใจของประชาชน หากประชาชนเลือกพรรคนี้มาเท่านี้ เลือกอีกพรรคนึงมาเท่านี้ เราก็สามารถแปลความต้องการของประชาชนออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า หากผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ต้องมีการจับขั้วกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าไม่เอาพรรคกล้าธรรม จนทำให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ควันออกหู นายอนุทิน กล่าวว่า แล้วมันดีไหม พี่น้องประชาชนควรรับรู้ไหมว่า ร.อ.ธรรมนัสควันออกหู พี่น้องประชาชนได้อะไรจากการโกรธของ ร.อ.ธรรมนัส ฉะนั้นเราต้องมีกระบวนการยุติธรรม อย่างเรื่องสแกมเมอร์ วาทกรรมที่ไม่บอกคนนี้ชั่ว คนนี้เลว ไปกล่าวหาก่อน โดยที่กระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีศาลไหนที่ตัดสินเลย ถ้าอย่างนี่ใครก็ให้ทีมงานไปกล่าวหา ก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่รับใช้บ้านเมืองกันพอดี

เมื่อถามว่า ที่นายอภิสิทธิ์ระบุจะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม แสดงว่าเขายังไม่ได้ตัดพรรคภูมิใจไทยออกจากสมการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอวันที่ประชาชนตัดสินใจ เพราะไม่ได้มีข้อกฎหมายกำหนดอะไรที่หัวหน้าพรรคต้องมาบอกว่าจะร่วมกับคนนั้นไม่ร่วมกับคนนี้ ที่ผ่านมามีคนพูดแบบนี้เยอะแยะ ไม่มีวัน ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตายดีกว่า แล้วเป็นอย่างไรตนไม่เคยพูดเลย มีแต่คนอื่นพูดว่าไม่ร่วมกับตน ซึ่งตนเพิ่งพูดว่าถ้าพรรคไหนที่แตะมาตรา 112 ตนไม่ร่วม ตั้งแต่เล่นการเมืองมาจำได้ว่าก็พูดแค่นี้ ถ้าร่วมกันต้องมานั่งหาเหตุผลอธิบาย ซึ่งฟังไม่ได้เรื่องซักอย่าง

เมื่อถามว่า หมายตาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอยู่ในการเมืองมา จะใช้คำว่าเก๋าก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวจะชมตัวเอง ต้องใช้คำว่า เข้าใจทำใจได้ว่า เมื่อถึงเวลาหลังเลือกตั้งแล้ว ไม่เกินเที่ยงคืนของวันเลือกตั้งก็จะเห็นรัฐบาลทันที ไม่ว่าจะรับรองหรือไม่รับรองนี่คือสิ่งที่ตนเชื่อ และที่ผ่านการเลือกตั้งมา 3-4 ครั้ง ก็เห็นอย่างนี้ตลอดไม่ต้องรอนาน หลังการเลือกตั้งปี 62 พรรคภูมิใจไทยได้ 51 เสียง มีโทรศัพท์มาหา 500 สาย ตนก็คิดว่าถึงเวลาคุยหรือยัง เพราะเราไม่ใช่แกนนำ แต่ตนก็ไม่เคยพูดว่า ตนจะไม่ร่วมกับใคร เพราะว่าถ้าประชาชนเลือกแล้ว ตนว่าตนมีเกราะป้องกัน ส่งเข้ามา 51 คน คนเข้ามา 71 คนเที่ยวหน้าหวังว่าจะเข้ามา 100 กว่าคน 

เมื่อถามย้ำว่า ต้องมี 100 กว่าใช่ไหม นายอนุทินกล่าวว่า ก็หวัง ต้องทำให้ดีประชาชนสั่ง ประชาชนเป็นคนเลือกกำหนดเองไม่ได้ ถ้ากำหนดเองได้ก็มี 500 คนไปเลยให้หมดเรื่องหมดราว แต่มันทำไม่ได้ ตอนที่พรรคภูมิใจไทยมา 71 คน พวกตนอ่านความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อเสียงส่วนใหญ่ว่ามาแบบนี้ตนก็ไป เพราะตนมาทำงานให้กับประเทศและประชาชน ตนก็ทำอย่างนี้มาตลอด คนการเมืองถ้าเข้าใจหลักการทำงานของตน ที่ผ่านมาตอนทำงานเป็นรองนายกฯ เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเข้าใจตน ท่านเห็นว่ามาทำงานร่วมกันแล้วดี สามัคคีคือพลัง ตรงไหนเข้าท่าสนับสนุน ตรงไหนไม่เข้าท่าก็ดุด่าว่ากล่าว ก็จบ4 ปี สวยงามระบบสาธารณสุขประเทศไทยก็เป็นอันดับ 6 ของโลก ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น ไม่มีความแตกแยก

“พอหลังเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ผมก็มีนายกฯ ใหม่อีก 2 คนก็ทำงาน ก็สนับสนุนยืนเคียงข้างนายกฯ ตลอดเวลา ไม่เคยคิดจะไปไปทาบเงา เป็นรองนายกฯ เป็น รมว.มหาดไทย ทำงานสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ แต่อีกฝั่งไม่ได้คิดอย่างผม มันก็เลยมีวันนี้ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมก็ยังเป็นรองนายกฯ เป็นรมว. มหาดไทย และก็ช่วยกันทำงานอีก 2 ปีก็จะมีการเลือกตั้ง” นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนนั้นน้อยใจหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า  ผมเสียใจ ไม่ได้น้อยใจหัวยังไม่ได้ล้าน แต่เสียใจที่ทำไมแปลเจตนารมณ์ผมผิด และข้อกล่าวหาที่บอกว่า ผมทำงานไม่ดี ทำงานช้า ทำงานไม่ทันใจทำงานไม่เข้าเป้า แต่ผลโพลผมตามหลังนายกฯ เรื่องยาเสพติดก็มีคนมาร่วมกับผมเยอะแยะไปหมด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ถ้าเขาไม่ไล่เราออกมา เราก็คงไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ต้องขอบคุณที่เขาไล่ออกมา ส่วนตัวผมไม่มีโกรธ

เมื่อถามว่า สรุปว่าออกเองหรือเขาไล่ออกมา นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับข้อเสนอที่รับไม่ได้ เหมือนได้รับเงิน 3 แสนบาท แต่บอกให้ไปรับ 1.8 แสนบาท แล้วจะเปลี่ยนไหม ฉันใดก็ฉันเพล (ฉันใดก็ฉันนั้น) 

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนฟาดกลับนายอนุทินหยุดสร้างนิทานหลอกเด็กกรณีมาตรา 112 แจงชัดยกมือดีเบตแค่ดันนิรโทษกรรมคดีการเมือง พรรคประชาชน(ปชน.)ไม่หวั่นพรรคน้ำเงินขู่ไม่จับมือพร้อมสู้เลือกตั้ง

โดยนายอนุทิน กล่าวว่า น้ำเงินน่าจะหมายถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้ขู่ใคร แต่เรื่องของมาตรา 112 จะปรับเปลี่ยนให้มันไม่มีการบังคับที่เข้มงวดแบบนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้วพูดง่ายๆมาตรา 112 มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว เราต้องปกป้องสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการผลักดันนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดมาตรา 112 ตนว่าแทนที่จะไปผลักดันการนิรโทษกรรมผู้กระทำผิดมาตรา 112 ผลักดันให้คนไม่ลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ดีกว่าไหม จะได้ไม่ทำผิดกฎหมาย เราเป็นคนไทยเราก็ต้องหวงแหนสถาบันหลักของเราเหมือนกัน และถ้าใครมาพูดว่ากล่าวให้ร้าย ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม โดยเฉพาะตัวของตนมีความชัดเจนไม่ได้สร้างนิทานหลอกเด็ก เกิดมาก็หลอกคนเดียวคือคนที่นอนติดกันทุกคืน เวลาทำอะไรผิด คนอื่นไม่เคยหลอก เด็กผู้ใหญ่ คนสูงอายุ ไม่มี 

พิธีกรถามต่อว่านายกฯดีเบตออกรายการไปถึงนายณัฐพงษ์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่กล้าหรอกครับ ตนถึงบอกเอามา ก็เอามานั่งเถียงกันแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ร่วมกันไปประเทศก็น่าจะเสียหาย ไปฟาดฟันกันในคณะรัฐบาลมันยิ่งหนัก ชัดเจนกันแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้วให้ประชาชนตัดสิน

พิธีกรถามอีกว่าสุดท้ายนายกฯอยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนในโอกาสที่ให้ตนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและได้รับกำลังใจ เสียงสนับสนุนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนได้ดำเนินการวางเป็นกรอบนโยบายให้กับประเทศไทยในช่วงระยะเวลาที่ตนทำหน้าที่นายก ฯ อยากขอความเข้าใจและการสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้งในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่8 ก.พ. 2569 คิดว่าน่าจะได้เลือกตั้งแน่รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในการเลือกตั้งอยู่แล้วและกกต.ได้ออกมาตรการสำหรับการเลือกตั้ง ต่อให้ยังมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นก็ยังสามารถที่จะเลือกตั้งได้ ก็ขอให้ประชาชนได้เชื่อมั่นว่าตนจะทำงานรับใช้ท่านและประเทศไทยอย่างเต็มที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top