เลือกตั้ง’69 EP#5 นโยบายขายฝัน “พูดได้ แต่ทำไม่ได้”
ตลอดเวลานับแต่ พ.ศ. 2475 ที่มีระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งในบ้านเรา มีการเลือกตั้งมาแล้ว 27 ครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยคือ นโยบายขายฝัน “พูดได้ แต่ทำไม่ได้” ของนักการเมืองและพรรคการเมืองส่วนใหญ่มาก ๆ ของไทย ซึ่งเป็นปมประเด็นปัญหาที่สำคัญจนทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรจะเป็น
นโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ปราศรัยหาเสียงไว้ก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมจะพบว่า ส่วนใหญ่ของนโยบายเหล่านั้นเป็นไปได้ยากที่จะนำมาปฏิบัติได้จริงเพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามที่ได้เสนอ จึงเป็นการขายฝันให้พี่น้องประชาชนคนไทยเพื่อให้เกิดความหวัง และยินยอมเลือกลงคะแนนให้
นโยบายขายฝันมักถูกสร้างให้มีความน่าเชื่อถือ น่าสนใจ และทำให้เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจากปัญหาของชาติที่สร้างความเจ็บปวดร่วมกัน โดยการเสนอผลลัพธ์ในฝันที่ไม่มีรายละเอียดของนโยบาย พูดถึงแต่ชีวิตความเป็นอยู่หลังจากนโยบายประสบความสำเร็จ มุ่งเน้นไปที่ศักดิ์ศรี เสรีภาพ ความปลอดภัย และโอกาส แต่ไม่มีการพูดถึงว่า นโยบายขายฝันเหล่านั้นทำทำได้อย่างไร งบประมาณจำนวนมหาศาลที่จะใช้ในการทำโครงการเล่านั้นได้มาอย่างไร จากแหล่งทุนไหน หรือจากการกู้ยืมและกลายเป็นหนี้สาธารณะไปในที่สุด
ทั้งนี้ รัฐมีแหล่งรายได้เพียงสองทางเท่านั้น (1) การเก็บภาษี และ (2) การกู้เงินเพิ่ม ซึ่งหมายถึงการเพิ่มหนี้สาธารณะ และสิ่งที่ยังคงปรากฏในนโยบายหาเสียงยุคปัจจุบัน คือ การพูดถึงแต่ “สิ่งที่ประชาชนจะได้” แต่ไม่เคยบอกอธิบายว่า ใครคือผู้ที่จะต้องจ่าย และภาระนี้ชาติบ้านเมืองจะแบกรับได้นานแค่ไหน หากยอมให้เพิ่มหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีงบประมาณมาทำนโยบายขายฝันได้จริง แต่สุดท้ายแล้วบ้านเมืองก็จะล่มจม ล้มละลายทั้งระบบ
อันที่จริงแล้ว กกต. จะต้องมีบทบาทและทำหน้าที่กำกับดูแลในการบังคับให้ทุกพรรคการเมืองต้องชี้แจงแหล่งที่มาของงบประมาณในการทำนโยบายขายฝันเหล่านั้นอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้พินิจพิจารณาในการตัดสินใจเลือก ไม่เช่นนั้นแล้วนโยบายขายฝันที่ดูสวยหรู แต่ขาดความรับผิดชอบทางการเงินการคลัง ซึ่งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด
ความแตกต่างระหว่างนโยบายที่ทำได้จริงกับนโยบายขายฝัน ได้แก่
นโยบายที่ทำได้จริง: เน้นแผนงาน ระบุแหล่งเงินทุน มีกรอบเวลาเป็นขั้นตอน และยอมรับในความความยากลำบาก ปัญหา อุปสรรค ต่าง ๆ ในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ในขณะที่นโยบายขายฝันมักจะ: สวยงาม เลิศหรู ไม่มีการพูดถึงต้นทุนและงบประมาณ เร่งรีบ และอ้างว่า สามารถนำโยบายเหล่านั้นไปสู่การปฏิบัติได้ง่าย ๆ
ทำไม คนจึงชอบนโยบายขายฝัน:
- เชื่อว่า สามารถตอบสนองความหวัง เมื่อคนเรามีความฝันและต้องการเห็นอนาคตที่ดีกว่า นโยบายที่เสนอภาพฝันที่ชัดเจน (รวยขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้น) จึงสามารถดึงดูดใจคนได้มาก
- เป็นทางออกที่ง่าย ๆ (Easy Solution) สำหรับปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน นโยบายขายฝันมักเสนอทางแก้ที่ดูง่าย ๆ จนทำให้ผู้คนพากันรู้สึกว่าปัญหานั้นจะคลี่คลายได้ไม่ยาก
- สามารถสร้างอารมณ์ร่วม (Emotional Appeal) นโยบายเหล่านี้สามารถสร้างอารมณ์ร่วมและความรู้สึกดีๆ มากกว่าการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงในรายละเอียดเชิงลึก ทำให้คนจำนวนหนึ่งใช้การตัดสินใจจากความรู้สึกมากกว่าเหตุผล
- สามารถสร้างแรงจูงใจ นโยบายที่ดูเหมือนเป็นไปได้ หรือให้ผลประโยชน์มหาศาล (ซึ่งน้อยคนที่จะได้จริง) เป็นแรงจูงใจให้คนเลือก ด้วยหวังว่า ตนเองจะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์นั้น
- เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพปัจจุบัน จากสภาพความเป็นจริงย่ำแย่ นโยบายที่ดู "สวยหรู" จะมีความน่าสนใจมากกว่า เพราะให้ความหวังที่ว่า ชีวิตจะสามารถดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อาทิ การแก้ปัญหาปากท้องด้วยการแจกของฟรี เช่น แจกเงิน แจกของ ฯลฯ เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพ
ฉะนั้น ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องใช้ดุลยพินิจ แยกแยะระหว่างนโยบายที่ทำได้จริง กับนโยบายหาเสียงที่เสนอเพื่อดึงคะแนนเสียงซึ่งจะสร้างปัญหาใหม่มากมายตามมา (รู้จักที่จะแยกแยะ “ความฝัน” ออกจาก “ความจริง” ให้ได้) จึงจะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดเข้มแข็ง เจริญก้าวหน้า อยู่รอดปลอดภัย และสามารถก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน










