Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ปลุกสังคมถก ดราม่าบนความไม่รู้ เมื่อ “โครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทย” ถูกเข้าใจผิดจากคลิป 90 วินาที สะท้อนช่องว่างความรู้ “ผู้ผลิต–ผู้บริโภค–สื่อ”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดราม่านม” กลายเป็นไฟลามทุ่งในโลกออนไลน์ 
หลังรายการชื่อดังออกอากาศคำพูดว่า “นมในไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่นมแท้… เป็นนมผงคืนรูป” 
ประโยคเดียว ทำให้ทั้งวงการโคนมสะเทือน จากคนเลี้ยงวัวที่รู้สึกถูกดูถูก 
ถึงผู้บริโภคที่เริ่มตั้งคำถามว่า “แล้วเรากินอะไรกันแน่?”
 

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าความวุ่นวายบนโซเชียล สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ดราม่าเรื่อง “ใครพูดผิด” 
แต่คือภาพสะท้อนของ “ช่องว่างความรู้” ระหว่าง “คนผลิต – คนสื่อสาร – คนบริโภค” 
ที่ไม่เคยเข้าใจกันจริง ๆ เลยว่าระบบนมไทยซับซ้อนแค่ไหน
1. จากทุ่งหญ้าถึงโรงงาน: ห่วงโซ่นมที่คนเมืองไม่เคยเห็น
อุตสาหกรรมนมไทยเริ่มจากเกษตรกรกว่า 20,000 ครัวเรือน ผลิต “น้ำนมดิบ” 
ส่งให้สหกรณ์หรือโรงงานแปรรูป แต่ต้นทุนจริงของเกษตรกรวันนี้สูงกว่าราคาที่รัฐกำหนดเฉลี่ย 20–30 % 
เพราะอาหารสัตว์นำเข้า, ค่าน้ำมัน, และค่าแรงสูงขึ้นต่อเนื่อง

เพื่อให้ระบบอยู่รอด โรงงานจึงต้อง “บาลานซ์ต้นทุน” 
บางส่วนใช้ “นมโคสดแท้ 100 %” แต่บางสายการผลิตต้องใช้ “นมผงคืนรูป” 
คือการนำผงนมมาละลายน้ำ แล้วผ่านกระบวนการสเตอริไลซ์ — ซึ่งถูกกฎหมายและปลอดภัยทางโภชนาการ 
แต่ปัญหาคือ… แทบไม่มีใครอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจตรงนี้เลย
2. ความเงียบของอุตสาหกรรมที่เปิดทางให้ความเข้าใจผิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์นมส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาพ “ความขาวบริสุทธิ์จากธรรมชาติ” 
แต่ไม่เคยลงรายละเอียดว่า “นมของเราเป็นนมสด 100% หรือเป็นนมผงคืนรูป” 
แม้กฎหมายบังคับให้ระบุบนฉลาก แต่ตัวอักษรเล็ก ซ่อนในมุมกล่อง 

ดังนั้นพอมีคนพูดออกสื่อว่า “นมไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่นมแท้” 
ประชาชนที่ไม่เคยเห็นโรงงานหรือฉลากจริง ก็เชื่อทันที 
ทั้งที่จริง ระบบนี้เป็นผลจากโครงสร้างต้นทุน และนโยบายรัฐ 
ไม่ใช่การหลอกลวงผู้บริโภคอย่างที่เข้าใจกัน
3. การสื่อสารแบบข้ามเส้น: เมื่อเจตนาดีทำให้เสียหาย
รายการที่เป็นต้นเรื่องตั้งใจจะพูดเรื่อง “สุขภาพ” 
แต่การใช้ภาษาง่าย + การตัดต่อให้แรง กลับทำให้ผู้ชมเข้าใจว่า “นมไทย = ของปลอม” 
ผลคือเกษตรกรเสียขวัญ โรงงานเสียชื่อ และแบรนด์ถูกลากเข้าดราม่า

แม้ทีมงานออกมาขอโทษและถอดคลิปออก แต่รอยร้าวความเชื่อมั่นยังอยู่ 
นี่คือบทเรียนสำคัญของ “สื่อยุคโซเชียล” ที่พลังของคำพูด 10 วินาที อาจสั่นทั้งอุตสาหกรรม
4. วิกฤตหรือโอกาสของนมไทย?
ด้านหนึ่ง ดราม่านี้ทำให้คนไทยเริ่ม “อ่านฉลากนม” มากขึ้น 
อีกด้าน มันเปิดช่องให้ภาคธุรกิจกลับมาทบทวนกลยุทธ์

ทำไมเราไม่สื่อสารตรงไปตรงมาว่า “นมผงคืนรูป” ก็เป็นนมในรูปแบบหนึ่ง 
และทำไมเราไม่ใช้โอกาสนี้ผลักดัน “นมไทยแท้ 100%” ให้เป็น Premium Brand ของประเทศ?

ตลาด Functional Milk (นมเสริมสุขภาพ / High Protein / Lactose-Free) กำลังโตทั่วโลก 
ถ้าไทยพัฒนา Brand Transparency และมาตรฐานฟาร์ม 
เราสามารถส่งออก “นม Made in Thailand” ได้ในภาพพรีเมียม 
แทนที่จะติดอยู่ในภาพ “นมราคาถูกคุณภาพต่ำ”
5. บทเรียนที่ต้องจำ
ดราม่านมครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่า “เรื่องแค่โซเชียล” 
แต่คือสัญญาณเตือนทั้งระบบว่า
- ประเทศต้องมีการสื่อสารเชิงอุตสาหกรรมที่โปร่งใส
- แบรนด์ต้องพูดความจริงอย่างเข้าใจง่าย
- ผู้บริโภคต้องหัดตั้งคำถามและอ่านฉลากให้เป็น

ถ้าเราทำได้ครบสามมิติ คำว่า “นมไทย” จะไม่ใช่คำที่ต้องอธิบายด้วยดราม่าอีกต่อไป
สรุปสั้น: ดราม่านม = ดราม่าความไม่รู้
และทางออกของมัน ไม่ได้อยู่ที่การโทษใคร แต่อยู่ที่การทำให้ทุกคนในห่วงโซ่เข้าใจระบบเดียวกัน

เพราะสุดท้าย… “นมที่ดี” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดดังสุด แต่อยู่ที่ว่า “เรารู้จริงแค่ไหน” ว่าเบื้องหลังกล่องนมหนึ่งกล่องนั้นมีอะไรอยู่บ้าง


 

บทเรียนจากเคส “หมอนทองวิทยา” หยุดวงจร “อัดฉีดตอนดัง” เปลี่ยนกระแสนิยม “วันเดียว” ให้กลายเป็นทุนสนับสนุนระยะยาว

ต้นพฤศจิกายน 2568 “หมอนทองวิทยา” จากบางน้ำเปรี้ยว กลายเป็นทีมม้ามืดในฟุตบอลนักเรียน 7 คน 7HD 2025 กระแส “รถขนฝัน” ทำให้คนดังและแบรนด์แห่อัดฉีด ตั้งแต่เงินสดรวมก่อนนัดชิงราว 1.79 ล้านบาท ไปจนถึงการสนับสนุน รถบัสไฟฟ้า (EV) มูลค่า 4.5 ล้านบาทให้โรงเรียนโดยตรง กรณีนี้สะท้อนพฤติกรรมสังคมไทยที่คุ้นเคย: “อัดฉีดตอนดังแล้ว” แล้วเงียบหายเมื่อกระแสจาง บทความนี้ชวนมองให้ลึกว่าเหตุใดจึงเกิดซ้ำ และจะแปลงกระแสวันเดียว ให้เป็นเงินทุนระยะยาวได้อย่างไร
ทำไม “อัดฉี.ดตอนดัง” ถึงเกิดซ้ำ?

• ROI สื่อสูงสุดตอนพีค: ช่วงที่ทั้งประเทศจับตา ทุกบาทที่สนับสนุน = ข่าวฟรี ภาพลักษณ์ไว จ่ายปลายทางให้ผลทันทีมากกว่าลงทุนเงียบ ๆ ตอนยังไม่เป็นข่าว
• วัฒนธรรมอุปถัมภ์ + รางวัลความสำเร็จ: สังคมคุ้นกับ “โบนัสหลังชนะ/หลังดัง” มากกว่าทุนระยะยาวก่อนสำเร็จ จึงเห็นเงินไปกองช่วงปลาย
• ลดความเสี่ยง (Herding/Social Proof): ผู้สนับสนุนรอสัญญาณว่า “ปังจริง” แล้วค่อยขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย
• ข้อจำกัดโครงสร้างงบประมาณ/ระเบียบ: เงิน “พัฒนา” ต้องทำแผน-ติดตามยาว แต่เงิน “ขวัญกำลังใจ” หลังจบเกมทำง่ายและได้ข่าวเร็ว
• พฤติกรรมแพลตฟอร์ม: โอน/ทิป/บูสต์ได้ทันที แชร์ได้ทันที ทำให้ยอดพุ่งในวันเดียวเป็นเรื่องปกติ

แล้วทำไมเราไม่ทำให้ “ปกติ ไม่อิงกระแส” สักที?
• ขาดกลไกกลางที่ทำให้ทุนรายเดือน/หลายปี “โปร่งใส-ติดตามง่าย-ผู้ให้ได้เครดิตจริง”
• KPI พัฒนาการกระจัดกระจาย ทีมเล็กไม่มีระบบรายงานผลที่อ่านง่ายสำหรับผู้สนับสนุน
• งบ CSR/สปอนเซอร์มักเป็นปีต่อปี จังหวะลงทุน “ก่อนดัง” จึงยาก
• ยังไม่มีตลาดจับคู่ (matching marketplace) ระหว่าง “ผู้ให้ระยะยาว ↔ โครงการเยาวชน” อย่างเป็นระบบ

จากโบนัสวูบเดียว → ทุนถาวร: พิมพ์เขียว 6 ข้อ
1. แยก “กำลังใจ” ออกจาก “งบพัฒนา”: บัญชีคู่—โบนัสวันพีคไม่ปนงบโค้ช/โภชนาการ/อุปกรณ์/สเก๊าต์
2. สูตร 50/30/20 สำหรับเงินก้อนช่วงกระแส: 50% โครงสร้างพื้นฐาน, 30% โค้ชและวิทยาศาสตร์การกีฬา, 20% สวัสดิการการเรียน-เดินทาง (ล็อกใช้ 24–36 เดือน)
3. Matching Fund รายเดือน: แฟนคลับ/ศิษย์เก่าสมทบ 99–199 บาท/เดือน คู่กับ อปท./เอกชนแมตช์ 1:1 ให้ตรา “ผู้สนับสนุนระยะยาว” เด่นกว่าป้ายวันพีค
4. Pledge ล่วงหน้าแบบมีเงื่อนไข: จองการสนับสนุนตั้งแต่พรีซีซัน (เช่น เข้ารอบ 8 ทีม → จ่ายเพิ่ม X) แต่เงินตั้งสำรองในกองกลางแล้ว เพื่อให้ทีมวางแผนได้จริง
5. แดชบอร์ด KPI รายไตรมาส: ชั่วโมงซ้อม/อัตราเข้าเรียน/ผลการแข่งขัน/สุขภาพนักกีฬา/งบที่ใช้ รวมถึง “ทุนทักษะชีวิต”
6. เกียรติยศคนที่ “ให้ก่อนดัง”: Hall of Early Backers ปีละครั้ง พลิกค่านิยมสื่อให้คนให้ล่วงหน้ามีพื้นที่มากกว่า

เคสหมอนทองฯ: กระแสมีพลัง—ถ้าจัดโครงสร้างถูก
• สรุปยอดอัดฉีดก่อนนัดชิงรวมประมาณ 1.79 ล้านบาท (สื่อกระแสหลักหลายเจ้ายืนยัน)
• บริษัทเอกชนด้านขนส่งสาธารณะมอบ “รถบัสไฟฟ้า (EV)” มูลค่า 4.5 ล้านบาท ให้โรงเรียน เพื่อใช้เป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” และการเดินทางแข่งขัน
• เคสการอัดฉีดจากคนดัง/ผู้มีชื่อเสียง เช่น กลุ่มดาราฉะเชิงเทรารวม 350,000 บาท, ผู้ประกอบการ/อินฟลูเอนเซอร์บางราย 100,000 บาท พร้อมคำมั่นสร้างสนามหากได้แชมป์ ฯลฯ
ใจความสำคัญ: กระแส “วันเดียว” ดึงทรัพยากรขนาดใหญ่เข้ามาได้จริง แต่ถ้าไม่มี “เขื่อน” (กติกา/กองทุน) กระแสก็ระเหย—แปลงเป็น “อ่างเก็บน้ำทุนระยะยาว” ได้ด้วยโครงสร้างที่ชัด โปร่งใส และให้เครดิตคนที่สนับสนุนตั้งแต่ก่อนดัง

แนวทางปฏิบัติสำหรับทีม/โรงเรียนที่อยากยั่งยืน
• ตั้ง “กองทุนพัฒนา 3 ปี” พร้อมธรรมนูญการใช้เงิน ผู้รับผิดชอบ และรอบรายงาน
• เปิดระดมทุนรายเดือน (QR/เดบิต) เชื่อมแดชบอร์ด KPI สาธารณะ
• ทำ MOU Matching กับภาคเอกชน/ท้องถิ่น รายปี
• ตั้งคณะกรรมการอิสระกำกับดูแล (ครู–ผู้ปกครอง–ศิษย์เก่า–เอกชน) เผยรายงานทุกไตรมาส
• จัด Open Training Day รายเดือน เปลี่ยนผู้บริจาคให้เป็นแผนระยะยาว
.
อ้างอิง (คัดสรร)
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). ปาฏิหาริย์รถขนฝัน! สรุปยอดเงินอัดฉีดทะลุ 1.7 ล้านบาท ก่อน “หมอนทองวิทยา” ชิงแชมป์ https://www.dailynews.co.th/news/5280619/
• สยามสปอร์ต. (8 พ.ย. 2568). TSB มอบรถบัสไฟฟ้า 4.5 ล้าน สนับสนุนหมอนทองวิทยา ก่อนลุยชิงแชมป์กีฬา 7 สี 2025 https://www.siamsport.co.th/football-thailand/th-other/93875/
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). TSB นัดมอบ 11 พ.ย.นี้ ‘รถบัสไฟฟ้า’ 4.5 ล้าน สานฝันให้ ‘หมอนทองวิทยา’ https://www.dailynews.co.th/news/5283833/
• มติชนออนไลน์. (7 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงินอัดฉีด แข้งหมอนทองวิทยา ถ้าคว้าแชมป์ได้โกยอีกเพียบ. https://www.matichon.co.th/sport/news_5445580
• ไทยรัฐออนไลน์. (9 พ.ย. 2568). ยินดีด้วย เปิดเงินอัดฉีด “หมอนทองวิทยา” ล่าสุด หลังคว้ารองแชมป์ฟุตบอล 7 สี https://www.thairath.co.th/sport/thaifootball/2894040
• ไทยรัฐออนไลน์. (8 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงิน อั้ม พัชราภา แท็กทีมเพื่อนอัดฉีดให้ทีมฟุตบอล รร.หมอนทองวิทยา https://www.thairath.co.th/entertain/news/2894221

9–20 ธ.ค. นี้ รวมพลนักกีฬาทั่วอาเซียน ยกขบวนลุ้นเหรียญที่ราชมังฯ–ชลบุรี–สงขลา พิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมสิงคโปร์ส่งนักกีฬามากสุด 930 คน

(10 พ.ย. 68) SEA Games 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยพิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคง

งานออกแบบอัตลักษณ์ในปีนี้ ได้รับหน้าที่โดย TNOP Design ที่ออกแบบโลโก้และมาสคอต สื่อถึงการก้าวไปข้างหน้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยมอตโต้ "Ever Forward" ตามที่ The Beat Asia ระบุ

สิงคโปร์ส่งนักกีฬาจำนวน 930 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมตั้ง ลอว์เรนซ์ เลียว เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาและเน้นกรีฑาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ไทยผลักดันแนวคิด "Green SEA Games" ลดคาร์บอนและใช้พลังงานสะอาดควบคู่มาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของซีเกมส์ยุคหลังโควิด นอกจากนี้การแข่งขันจะกระจายสนามในสามจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เข้มข้นให้แฟนกีฬาเข้าถึงง่าย

ที่มา : https://mothership.sg/2025/11/sea-games-team-sg/?utm_source
https://www.lifestyleasia.com/bk/whats-on/events-whats-on/sea-games-thailand-2025-dates-schedule-and-details/?utm_source
https://sportingbites.com/sports-news/sea-games-2025-dates-host-participating-schedule-game-list/?utm_source

มองอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ไทยปีหน้า อาจเจอศึกหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ภาษีสหรัฐฯ - ศก.โลกผันผวน - การแข่งขันสูง ชี้ทางรอด เกาะกระแส AI – EV - ดาต้าเซ็นเตอร์ .

หลังผ่านช่วงซบยาว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิปโลกเริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่ครึ่งหลัง 2024 และยืดต่อใน 2025–2026 โดยสมาพันธ์ WSTS คาดมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกปี 2026 โตอีก 8.5% ไปที่ราว 760.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเมมโมรีเป็นหัวลาก และเอเชียแปซิฟิกยังขยายตัวเด่น นี่คือแรงส่งเชิงโครงสร้างแก่ไทยในฐานะฐานผลิตชิ้นส่วน/บอร์ด/HDD/คอมพิวเตอร์ในห่วงโซ่ดิจิทัล (AI server, cloud, 5G) 

ขณะที่ฐานข้อมูลส่งออกจริง ไทยเริ่มฟื้นตั้งแต่ต้นปี 2025: แค่ 4 เดือนแรกปี 2025 ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์รวม 20.23 พันล้านดอลลาร์ โต 31%YoY และทั้งปี 2024 ไทยทำได้ 52.94 พันล้านดอลลาร์ (HS84–85) สะท้อนการเด้งกลับของคอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน/HDD และคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ–จีนที่เร่งตัว  สอดคล้องกับรายงานเศรษฐกิจไทยที่ชี้ว่า H1/2025 การส่งออกโดยรวมโตแรงจากการเร่งส่งออกก่อนนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีผลเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องกังวลในปี 2026
1) ความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และนโยบายการค้า:
โครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากจีนยังซับซ้อนและเข้มงวด และมีไทม์ไลน์ “ปรับเพิ่ม” ต่อสินค้ากลยุทธ์ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ซึ่งทำให้บริษัทระดับโลกหันกระจายฐานออกจากจีนมากขึ้น—เป็น “ดาบสองคม” สำหรับไทย ทั้งโอกาสรับคำสั่งซื้อเบนทาง และความเสี่ยงหากสินค้าบางกลุ่มถูกตีความว่าอยู่ในลิสต์หรือใช้ชิ้นส่วนจีนมากจนถูกกระทบอ้อมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ฝ่ายนโยบายไทยเคยประเมิน ความเสียหายศักยภาพ 7–8 พันล้านดอลลาร์ หากการเก็บภาษีสหรัฐฯ แบบเข้มเต็มรูปแบบเกิดขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วน/ชิปที่ถูกชี้เป้า 25%—จึงมีความพยายามต่อรอง เปิดตลาด และปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าเพื่อเหนี่ยวนำสมดุลการค้า ลดแรงกดดันด้านภาษี 

2) ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:
ภาพรวมโลกในกรอบ 2024–2026 เติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเสี่ยง “แยกขั้ว” ห่วงโซ่อุปทานการผลิตมากขึ้น กดดันคำสั่งซื้อ B2B ที่อิงวัฏจักร และทำให้การลงทุนฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ผันผวนสูง—รายงาน Outlook 2024–2026 ของสถาบันการเงินไทยชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมต้องเผื่อแผนรับมือรอบสินค้า/ต้นทุนผันผวนเป็นปกติใหม่ 

3) การแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น:
เวียดนาม/มาเลเซียเร่งดึงดูดดีลอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (OSAT, IC design support, server/PCB ขั้นสูง) ผ่านสิทธิประโยชน์เชิงรุก ขณะที่ไทยยังพึ่งพาแรงส่งในหมวดคอมพิวเตอร์/HDD/ชิ้นส่วนบางสาย หากไม่ยกระดับสู่ smart electronics และซัพพลายชิ้นส่วนสำหรับ AI-server/ยานยนต์ไฟฟ้า (power electronics) ส่วนแบ่งตลาดอาจถูกกัดเซาะใน 1–3 ปีข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยยังคงมีโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้
1) เกาะกระแส AI/ดาต้าเซ็นเตอร์:
คำสั่งซื้อที่หนุน 2025—HDD, คอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน, บางกลุ่มของ IC—มีแนวโน้มต่อเนื่องใน 2026 ตามธีมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและ AI server (รวมทั้งพาวเวอร์ซัพพลาย/พัดลม/ฮีตซิงก์/บอร์ดไฟกำลัง) ผู้ผลิตไทยที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ได้ประโยชน์ชัด และ WSTS ชี้ว่าการเติบโตปี 2026 “กว้างฐาน” ไม่ได้อาศัยเมมโมรีเพียงอย่างเดียว 

2) นโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ในไทย:
ปี 2024–2025 มีโครงการขยายกำลังผลิตของผู้เล่นหลัก (เช่น การลงทุนขยายสายการผลิต HDD/อุปกรณ์ที่ไทย) เพื่อรองรับตลาด cloud/AI/5G ซึ่งเริ่มเห็นผลในดัชนีการผลิต 1Q/2025 และเป็นฐานให้ 2026 ต่อเนื่อง หาก supply ramp “ขึ้นจริง” ตามแผน โรงงานไทยจะมี product mix ที่มาร์จินดีขึ้นกว่าบางปีที่ผ่านมา 
.
3) แรงส่งจากการส่งออกปี 2025:
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานเศรษฐกิจระบุว่า 2025 การส่งออกขยายแรง ส่วนหนึ่งเพราะ front-loading ก่อนภาษี/กติกาใหม่สหรัฐฯ ส่งผลให้ฐานปี 2025 สูง—ข้อดีคือแสดงศักยภาพการผลิตและเครือข่ายลูกค้าไทยยังแข็ง แต่ก็ทำให้ 2026 ต้องบริหาร “ฐานสูง” และความเสี่ยงดีมานด์แผ่วหากนโยบายภาษีปรับเข้มในต้นปี 2026 

อย่างไรก็ตาม ทาง SCB EIC ได้ประเมินว่า แม้ว่าในปี 2025 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว แต่ในปี 2026 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY  แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง 

แต่การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องเร่งรับมือ โดยกระจายตลาดและ “กฎถิ่นกำเนิด” (ROO) ให้พร้อม 2026 ทำแผนสำรองเส้นทางส่งออก (สหรัฐฯ/ยุโรป/เอเชีย) และจัดเอกสารแหล่งกำเนิดวัตถุดิบให้โปร่งใส โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มีสัดส่วนจีนสูง เพื่อหลบความเสี่ยงตีความเข้าลิสต์ภาษีใหม่/เพิ่มอัตราอากร 

พร้อม ยกระดับ product-mix สู่ “smart electronics” และชิ้นส่วนสำหรับ AI/EV เน้นลงทุนในบอร์ด/พาวเวอร์โมดูล/คอนเวอร์เตอร์/คูลลิงสำหรับศูนย์ข้อมูลและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่โตเร็วกว่าตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไป 

นอกจากนี้ ควรใช้สิทธิประโยชน์และโครงข่ายในประเทศ ด้วยการทำงานร่วมกับ BOI/สถาบันไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์/ส.อ.ท. เพื่อเข้าถึงโปรแกรมยกระดับทักษะ–เทคโนโลยี และจับคู่ห่วงโซ่ที่ต้องการ localize ในไทยให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง supply จากแหล่งเดียว

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในปี 2026 เชื่อว่าจะยังมีแรงส่งเชิงโครงสร้าง จากวัฏจักรชิปที่ฟื้นและธีม AI/ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องเผชิญ ความเสี่ยงนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจ “เปลี่ยนกติกากลางเกม” ตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งเศรษฐกิจโลกโตต่ำและการแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น 

หนุนแนวคิด ‘พีระพันธุ์’ ย้ำ กฎหมายต้องทันสมัยในยุคดิจิทัล แก้ปัญหาสแกมเมอร์-ทุนเทาได้จริง เร่งสร้างเกราะคุ้มครองประชาชน

นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร หรือ “ดีเจเคนโด้” รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมายืนยันและขยายความแนวคิดของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ได้กล่าวทั้งในรายการ สัปดาห์วิจารณ์ ช่องสยามรัฐ และเวทีบรรยายโครงการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายระดับอาเซียน โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ALSA RPCA) ถึง ปัญหา “กฎหมายล้าสมัย” ที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการปราบปรามอาชญากรรมยุคใหม่

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามสำคัญว่า “จะปราบทุนเทา จีนเทา หรือสแกมเมอร์ได้อย่างไร ถ้ากฎหมายยังไม่รองรับ?”

พร้อมชี้ว่า รัฐสภาในปัจจุบัน—ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา—ควรกลับไปทำหน้าที่หลักคือการบัญญัติกฎหมาย มิใช่ทำตัวเป็นเพียง “นักสืบ” ที่ตรวจสอบแต่ไม่สร้างระบบรองรับให้สังคมเดินหน้า

ด้าน ดีเจเคนโด้ ในฐานะผู้ติดตามการทำงานและรองโฆษกพรรค กล่าวเสริมว่า แนวคิดของหัวหน้าพรรคสะท้อนปัญหาที่ประชาชนเจอมาจริง โดยตนเองเคยพบเหตุเดือดร้อนในกรณี “คดีฌาปนกิจสงเคราะห์” และ “แชร์ลูกโซ่” ที่ชาวบ้านถูกหลอกเพราะ กฎหมายอ่อน ใช้มาตั้งแต่ยุคแชร์แม่ชะม้อย ไม่สอดคล้องกับกลวิธีการหลอกลวงในยุคดิจิทัล

“ทุกวันนี้คนโกงลอยนวลเพราะกฎหมายไม่เข้มพอ ไม่มีเครื่องมือทันยุค เราจำเป็นต้องมีนักการเมืองที่เข้าใจกฎหมายจริง ๆ อย่างพี่พีระพันธุ์ ที่รู้ว่าจะแก้อย่างไรถึงจะได้ผล”

ดีเจเคนโด้ยังฝากถึงประชาชนว่า อย่าฝากความหวังไว้กับคนที่ “ทำงานไม่เป็น” แต่ต้องสนับสนุนคนที่เข้าใจระบบกฎหมายและลงมือทำได้จริง

“พีระพันธุ์” เปลี่ยนเวทีการเมือง เป็นห้องปฏิบัติการกฎหมาย

แนวคิดของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามต่อระบบ แต่เป็นการ วางกรอบใหม่ของ “การเมืองเชิงกฎหมาย” ที่มุ่งให้รัฐสภากลับมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง — คือ “บัญญัติกฎหมายที่ทันโลก” ไม่ใช่เพียงการอภิปรายหรือจับผิดฝ่ายตรงข้าม

ในภาวะที่สังคมไทยเผชิญภัยจาก “ทุนเทา-สแกมเมอร์-อาชญากรรมไซเบอร์” ซึ่งข้ามพรมแดนและใช้เทคโนโลยีล้ำหน้า การมีกฎหมายที่ล้าหลังเท่ากับ “ไม่มีเกราะคุ้มครองประชาชน”

คำถามของพีระพันธุ์ว่า

“มีกฎหมายรองรับหรือยัง?”
เป็นคำถามที่ตีแสกหน้าฝ่ายนิติบัญญัติทุกพรรค

ส่วนบทบาทของดีเจเคนโด้ในฐานะคนทำงานภาคสนาม ทำให้เสียงสนับสนุนนี้ไม่ใช่แค่การเมืองบนโพเดียม แต่เป็นเสียงจาก “ของจริง” ที่ประชาชนเจอมาแล้ว

รวมไทยสร้างชาติ จึงพยายามวางภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคที่ “ไม่พูดลอย ๆ” แต่เข้าใจกลไกของกฎหมายในเชิงปฏิบัติ นำโดยหัวหน้าพรรคที่มีพื้นฐานนักกฎหมายมืออาชีพ และทีมสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

“นี่คือการเมืองแบบปฏิบัตินิยม” — ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนการโต้เถียง แต่บนการแก้ปัญหาด้วยกฎหมายที่ใช้ได้จริง
 

กรมอุทยานฯ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระดมทีมสัตวแพทย์-เครือข่ายช่วยชีวิต ดูแล “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เตรียมถ่ายเลือด รักษาโรคติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์

(10 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ซึ่งป่วยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างชนิดที่ 4 (EEHV Type 4) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานความคืบหน้าในการดูแลลูกช้างป่าเพศเมีย ชื่อ “ข้าวต้ม” ที่พลัดหลงจากโขลง ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน โดยตลอด 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่พบภาวะวิกฤต แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ทีมสัตวแพทย์ได้รายงานว่า ลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงกินนมและน้ำข้าวต้มได้ แต่ปริมาณยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่คำนวณไว้ ทั้งยังมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวสลับกับลักษณะเนื้อครีม อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังคงใส ไม่มีสัญญาณชี้ถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง

เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร วิตามิน และยาต้านไวรัส พร้อมดูแลรักษาแผลและแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างทำความสะอาดและพ่นยารักษาแผล

ที่สำคัญ ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนจะทำการถ่ายเลือดให้กับลูกช้าง “ข้าวต้ม” ในคืนนี้ (10 พ.ย. 68) โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากวังช้างอยุธยา แล เพนียด และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งกำลังดำเนินการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดและวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจากผู้บริจาค เพื่อให้การถ่ายเลือดมีความปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

ทั้งนี้ น.สพ.ปุญญพัฒน์ สาระแขวีระกุล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และสพ.ญ.กานต์พิชชาหาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ย้ำว่า อาการของลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงต้องประเมินเป็นรายวัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคีเครือข่ายยังคงร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือลูกช้างป่าตัวนี้ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และพร้อมกลับคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต

กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้ “ข้าวต้ม” ผ่านการติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมย้ำว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าคือหน้าที่ของทุกคน ภายใต้แนวคิด “อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลกับธรรมชาติ”

บทพิสูจน์ของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องเร่งรีบ “ใหม่–เต๋อ” เข้าพิธีวิวาห์ในบรรยากาศสุดอบอุ่น หลังรัก 7 ปี จัดงานเรียบง่าย ที่เขาใหญ่พร้อมแหวนเพชร 15 กะรัต

(10 พ.ย. 68) ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ และ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เข้าพิธีแต่งงานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ณ เขาใหญ่ บรรยากาศโรแมนติกท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีครอบครัวและเพื่อนสนิทร่วมงานในพิธีเรียบหรูและเป็นส่วนตัว

ก่อนวันงาน ทั้งคู่ย้ำถึงทิศทางงานว่า "เล็กและเป็นส่วนตัว" เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเน้นคนใกล้ชิดเป็นหลัก โดยพิธีในวันจริงเน้นความสุภาพ เรียบง่าย และเป็นกันเองอย่างยิ่ง

ไฮไลต์ของงานคือแหวนหมั้นเพชรราว 15 กะรัต ที่เต๋อคุกเข่าขอใหม่แต่งงานกลางปี 2568 และกลายเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้งในพิธีสมรสครั้งนี้

ความรักของทั้งคู่ที่เริ่มต้นจากการร่วมงานในวงการบันเทิงและคบหาดูใจมาแล้วกว่า 7 ปี ถ่ายทอดผ่านพิธีงานแต่งครั้งนี้ที่สะท้อนถึงความรักที่เติบโตเงียบ ๆ และมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความเรียบง่ายเหนือสิ่งอื่นใด

กลางศึกไทย–กัมพูชา จุดกระแสถามหา “ไอ้โม่ง” ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ปูดมี ‘ผู้ใหญ่’ สั่งให้หยุด สู่บททดสอบ “อธิปไตยกับการเมือง” อีกครั้ง

การที่ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 หรือที่ประชาชนเรียกขานด้วยความชื่นชมว่า "แม่ทัพกุ้ง" หรือ "แม่ทัพมนต์แคน" ออกมาเปิดเผยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ว่า ในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการปะทะกับกองทัพกัมพูชาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เขาได้รับคำสั่งจาก "ผู้ใหญ่" ให้หยุดยิง แต่เขาเลือกที่จะไม่หยุด และขู่ว่าหากถูกบังคับให้หยุด เขาจะเปิดเผยชื่อผู้ที่สั่ง ซึ่งมีโทษถึงประหาร นับเป็นการเปิดเผยที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและทหารไทยอย่างยิ่ง และสิ่งที่ตามมาคือสังคมต้องการรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็น “ไอ้โม่ง” สั่งให้หยุดยิง

ย้อนที่มาของ คำสั่งหยุดยิงใน 6 ชั่วโมงแรก – ใครสั่งและทำไม ซึ่งเกิดขึ้นในงานบรรยาย "สานต่อความดี : รับมอบรางวัลเชิดชูเกียรติอันทรงเกียรติ พลังขับเคลื่อนการบรรยายพิเศษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่" ที่พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 โดยพลโท บุญสิน ได้เปิดเผยว่า :

"วันแรกที่มีการปะทะกับกัมพูชา โดย 6 ชั่วโมงแรกได้มีคำสั่งให้หยุด แต่ผมขอไม่หยุด เพราะได้สตาร์ทแล้ว โดยผมได้ขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุด และได้ต่อรองไปหลายวัน"

"ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา"

พร้อมกับสำทับว่า "ถ้าหยุดผมจะเปิดเผยชื่อคนสั่งหยุด ซึ่งมีโทษถึงประหาร"

แม้ว่าพลโท บุญสิน จะไม่ระบุชื่อผู้ที่สั่งให้หยุดยิงอย่างชัดเจน แต่จากบริบทและสายการบังคับบัญชาของกองทัพไทย สามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีผู้ที่อาจมีอำนาจในการสั่งการดังกล่าว ได้แก่:

ผู้บัญชาการทหารบก - เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของแม่ทัพภาคต่าง ๆ
ผู้บัญชาการทหารสูงสุด - มีอำนาจบัญชาการกองทัพทั้งหมด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม - เป็นหัวหน้าฝ่ายพลเรือนที่ควบคุมกองทัพ
นายกรัฐมนตรี - เป็นหัวหน้ารัฐบาลและมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบาย

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลานั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีข้อมูลภายหลังที่แสดงให้เห็นว่าเธอมีการติดต่อสื่อสารกับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา อย่างใกล้ชิด หลังปรากฏ คลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จ ฮุน เซน ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ก่อนหน้าการปะทะครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม

ในคลิปเสียงดังกล่าว นางสาวแพทองธารได้กล่าวถึงกองทัพไทยในลักษณะที่ถูกตีความว่าเป็น "ฝ่ายตรงข้าม" ของรัฐบาล และยอมรับกับฮุน เซนว่ารัฐบาลของเธอมีปัญหากับกองทัพ รวมถึงกล่าวว่า "คนของฝ่ายตรงข้ามหมดเลย" ซึ่งถูกวิเคราะห์ว่าเป็นการพาดพิงถึงบุคคลสำคัญในกองทัพ โดยเฉพาะพลโท บุญสิน

แต่ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า คำสั่งหยุดยิงในช่วง 6 ชั่วโมงแรกนั้น น่าจะมาจากความพยายามของฝ่ายการเมืองที่ต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะที่รุนแรง โดยมีเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการ:

หลีกเลี่ยงความสูญเสียชีวิต - ไม่ต้องการให้มีการสูญเสียทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
รักษาความสัมพันธ์ทางการทูต - พยายามแก้ปัญหาผ่านการเจรจามากกว่าการใช้กำลัง
หลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายรุก - กลัวว่ากัมพูชาจะนำเรื่องขึ้นศาลโลก อ้างว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารโดยเฉพาะพลโท บุญสิน มองว่าการหยุดยิงในขณะนั้นจะเป็นการเสียเปรียบทางยุทธวิธี และอาจทำให้กัมพูชาได้โอกาสในการเสริมกำลังหรือใช้เป็นข้ออ้างในเวทีระหว่างประเทศก็ได้ จึงขอเดินหน้าต่อ

ซึ่งเรื่องนี้ ร้อนถึง ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษา พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือบิ๊กเล็ก รมว.กลาโหม ต้องออกมายืนยันว่า พลเอกณัฐพล ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ไม่ได้เป็นคนสั่งให้หยุดยิง โดยระบุว่า ตอนนี้กำลังมีขบวนการตัดต่อคลิป พยายามบ่งชี้ว่า “ใครสั่งแม่ทัพกุ้งหยุดยิง” แน่นอนมันเป็นการดิสเครดิตตัว ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐมนตรีกลาโหมเกี่ยวข้อง 

พร้อมได้นำคำพูดของ บิ๊กเล็ก ที่ได้สนทนากัน มายืนยันด้วยว่า “พี่ตอบอาจารย์จริง ๆ นะ พี่สาบาน พี่ไม่เคยโทรไป หรือสั่งการใดๆ กับกุ้ง หรือแม้แต่ ผบ.ทบ. เลย พี่เป็นทหารทำไมจะไม่รู้”

ส่วนใครจะเป็นคนสั่งนั้น บิ๊กเล็ก ย้ำว่า “ไม่ก้าวล่วง และเข้าไม่ถึง…ด้วย” นั่นทำให้ชื่อคนสั่งหยุดยิงยังเป็นปริศนาต่อไป

แต่ต่อมา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ก็ได้ออกโพสต์เฟซบุ๊ก พุ่งเป้าไปที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ให้ออกมาชี้แจง เรื่องที่มีการขอให้แม่ทัพกุ้งหยุดยิง ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องเด็กต่อยกัน แล้วมีผู้ใหญ่มาขอให้หยุด ซึ่งการรบกับเขมรนั้น เป็นเรื่องของอธิปไตย เรื่องดินแดน เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ จะปล่อยให้ใครเข้ามาแทรกแซงไม่ได้

อย่างน้อยท่านที่ปรึกษา ของพลเอกณัฐพล ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ท่านก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า ท่านไม่เกี่ยว ไม่เคยโทรไปหาแม่ทัพกุ้ง ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจ และสังคมกำลังเคลือบแคลง ก็ควรจะออกมาชี้แจงเพื่อความโปร่งใส

ซึ่งการออกมาตอกย้ำของ นพ.วรงค์ ต่อประเด็นที่พลโท บุญสิน ได้เปิดไว้ ทำให้สังคมต้องติดตามและจับตากันต่อไปว่า จะมีใครออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนหรือไม่ และเชื่อว่า คำถามนี้จะย้อนกลับไปสู่ ‘แม่ทัพกุ้ง’ ซึ่งจะโดนจี้ให้ตอบคำถามให้กระจ่างอย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่อยากได้คำตอบ
 

ซัด ‘อ.ไชยันต์’ บิดเบือนข้อเท็จจริง ปมวิถีกระสุนคดี 6 ศพวัดปทุม ชี้ มีทั้งคลิป–คำพิพากษายืนยันชัด แต่ทำตัวเป็น “โอโม่ฟอกขาวอภิสิทธิ์”

(10 พ.ย. 68) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางสังคมและผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า แม้แต่คดี 6 ศพ วัดปทุม ในเฟส อ.ไชยันต์ ไชยพร ยังปั่นว่าไม่ได้มาจากวิถีกระสุนของทหารบนรางรถไฟฟ้า โดยอ้างคำพูดจากหมอพรทิพย์ว่าวิถีกระสุนมาจากแนวราบ 

นี่ขนาดมีคลิปวิดีโอโจ่งแจ้งทั้งในเหตุการณ์ทหารบน BTS วัดปทุม และสไนเปอร์บนสะพานลอยแถวสีลมก่อนหน้านี้ที่มีทหาร 2 คนยิงแล้วตะโกนบอกว่า "ล้มแล้ว ๆ"  ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการยิงประชาชนที่มีอยู่จริง

ทำไมคนที่เรียนและสอนปรัชญาระดับนี้ ถึงไม่สามารถยอมรับความจริงพื้น ๆ แบบนี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ศาลได้ไต่สวนการเสียชีวิตแล้ว พบว่าเป็นกระสุนที่มีขนาดเดียวกัน

ผมแปะลิงก์ไว้ใน Comment ว่าศาลสรุปว่ายังไง การโต้แย้งของไชยันต์อ่อนชนิดเหลือเชื่อ ทำตัวเป็นโอโม่ฟอกขาวให้อภิสิทธิ์ขนาดนั้นเลย



 

‘ชูวิทย์’ ชำแหละ 'มีเรา ไม่มีเทา' สโลแกนวางแผนเลือกตั้งของพรรคส้ม อาจปลุกคะแนนเสียงแซงกระแสรักชาติ หลังรัฐบาลอนุทินปราบสแกมเมอร์ไม่คืบ .

(9 พ.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “มีเรา ไม่มีเทา” เนื้อหาระบุว่า การเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้งด้วยเรื่อง “สีเทา” เป็นหัวหอกหาเสียงหลัก กลิ่นยุบสภากระจายฟุ้ง พรรคส้มที่ตั้งธงจะแก้รัฐธรรมนูญจากการตั้งรัฐบาลพรรคน้ำเงิน ตอนนี้แม้รัฐบาลยุบสภาหนีซักฟอก ก็พร้อมเลือกตั้ง เหตุเกิดจากศึกหนักเรื่อง “สแกมเมอร์” ที่ถูกโยงมาถึง “มิสเตอร์แป้ง” ว่าพัวพันจนสั่นคลอน แม้ไม่มีหลักฐาน แต่ฝ่ายค้านตัวเอกที่เริ่มเรื่องอย่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม ตีฆ้องร้องป่าวทุกวี่ทุกวัน จนขึ้นแท่น “มือปราบสแกมเมอร์” แท็กทีมกับ “ไอซ์ รักชนก” จนเป็นทีมรุ่นใหม่ไฟแรงชนสีเทาฝั่งรัฐบาล

อีกทั้งนานาชาติต่างรุมกดปุ่มถล่มฐานเงินเทา ยึดทรัพย์มโหฬารของจีนเทา ฝรั่งเทา เขมรเทา เป็นเงินหลายแสนล้าน ถึงขั้นออกกฎหมายไล่ล่า “โจรสแกมเมอร์” มีชื่อเทา ๆ คุ้นหู ที่ถูกกระตุกโดย ส.ส. รังสิมันต์ โรม

แต่ตัดกลับมาที่ประเทศไทยอันมีดินแดนติดประเทศกัมพูชา “เมืองหลวงโลกสแกมเมอร์” นายกฯ อนุทินทำได้แค่ท่าทางขึงขังว่า “การปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นวาระแห่งชาติ จะจัดการให้สิ้นซาก”

ว่าแล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ (อีกแล้ว) แต่กลับไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างนานาชาติที่ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการลิเกใด ๆ รุมยึดทรัพย์ได้รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน สะเทือนซ้ำการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ได้เห็นเป็นข่าวไปทั่วโลก เส้นเงินประเทศอื่นเขาไม่ต้องมี แต่ตามยึดได้เป็นแสน ๆ ล้าน ส่วนของไทยเส้นเงินพันกันอีนุงตุงนังจนดูเวียนหัว แต่ถึงบัดนี้ยังยึดอะไรจาก “เฉินจื้อ” ไม่ได้สักบาท รัฐบาลอนุทินยังมัวทำเงื้อง่าราคาแพง แม้มี สส. นักการเมืองสารพัดชื่อในพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปมีเอี่ยว แต่ก็ตีลูกมึนบอก ”ใครมีหลักฐานก็ส่งมา“ ซ้ำร้ายยังไปตั้งทนายความของ “ฝรั่งเทา“ ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสด ๆ ร้อน ๆ จาก ครม. หนู

เมื่อรัฐบาลหนูวางแผนสั้น แต่พรรคส้มวางแผนยาวไปถึงการเลือกตั้งด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ตีกันด้วยเรื่องเทา ๆ ที่ชาวบ้านร้านตลาดถูกใจเหมือนเวอร์ชันก่อนที่พรรคส้มออกสโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา” ปลุกกระแสชังสีเทา แซงกระแสรักชาติที่ซาหายลงไป เรื่องการตลาดหาเสียงอย่างนี้พรรคน้ำเงิน พรรคแดง สู้พรรคส้มเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ จึงเห็นทีมงานพรรคส้ม นำโดย สส.โรม รับข้อมูลจาก “โจ๊ก ระเบิดพลีชีพ” ตีไปที่บรรดาบ่อนออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ จี้ไปที่เรื่องเทา ๆ ของรัฐบาล “พรรคน้ำเงินเทา” กับ “พรรคกล้าเทา” ยังมีอีกมากล้น ตั้งแต่อดีต พรรคประชาธิปัตย์ฉายา “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” เคยบอกผมในฐานะ สส.ใหม่ว่า “เราเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเรื่องก็ต้องพูดให้มีเรื่อง หากเป็นเรื่องเล็กต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องล้มรัฐบาลเลย”

แต่มาสมัยนี้ เรื่องสีเทาที่ทั่วโลกรุมทึ้งอย่างสแกมเมอร์ ทำไมที่ไทยไปไม่ถึงไหน? มีทีมงานพรรคส้มแค่ไม่กี่คนจัดการ ส่วนรัฐบาลก็ “โนสน โนแคร์” เหมือนจะบอกว่า “ช่วยรีบ ๆ ยื่นซักฟอกหน่อย” เพราะพรรคน้ำเงินสะสมทุนเตรียมพร้อม พรรคแดงก็มีหัวหน้าพรรคคนใหม่แล้ว  และสำหรับพรรคส้ม ด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” แม้ยังจัดการใครไม่ได้สักคน แต่แค่หลับตาชี้ไปที่นักการเมืองก็ได้สีเทาอ่อนเทาเข้ม จะชี้ผิดยากเต็มทน ประชาชนเขายี้ไม่อยากเลือก

คนมักถามผมว่า “บ้านเมืองเราจะเป็นยังไง?” ผมได้แต่ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ประเทศไทยยังอยู่บนแผนที่โลกเหมือนเดิมไม่ไปไหน” โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ อย่าไปหวังอะไรให้มาก เขามาแค่แป๊บเดียว ห้อยหลวงพ่อโกยมาเต็มคอกันทุกคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top