Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

“สายป่าน” หวนเล่นหนังโรงครั้งแรกในรอบ 8 ปี ประกบ “ทราย เจริญปุระ” บทดราม่าขนลุก บทใหม่ท้าทายศีลธรรม กับภาพยนตร์จากเคสจริง “กิ่งแก้ว”

(11 พ.ย. 68) นักแสดงสาวสายป่าน–อภิญญา สกุลเจริญสุข กลับมารับบทในภาพยนตร์อีกครั้งหลังห่างหายจากจอหนังนานกว่า 8 ปี กับผลงานเรื่อง "กิ่งแก้ว" ที่มีกำหนดฉายในไทยวันที่ 29 มกราคม 2569

สายป่านเผยผ่านสัมภาษณ์ว่า "เราอยู่ในช่วงที่อยากท้าทายตัวเอง อยากเล่นบทที่คนไม่คาดคิด พอได้อ่านบทนี้ มันคือความรู้สึกว่า... ถึงเวลากลับมาแล้วจริงๆ" ผลงานนี้เป็นหนังแนวสยองขวัญและดราม่าที่ได้แรงบันดาลใจจากคดีฆาตกรรมจริงของนักโทษหญิงกิ่งแก้ว ลอสูงเนิน ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 2522

นอกจากสายป่านแล้ว ยังมีนักแสดงทราย เจริญปุระ รับบทนำบทกิ่งแก้ว ซึ่งสะท้อนความเจ็บปวดและความจริงหลายด้านของความผิดและระบบยุติธรรม ภาพยนตร์เรื่องนี้มุ่งเน้นการนำเสนอในมุมมองมนุษย์และศีลธรรม ไม่ใช่แค่ความโหดร้ายของคดี

กิ่งแก้ว จึงเป็นการคัมแบ็กที่มีนัยสำคัญต่อสายป่าน และชี้ให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของหนังไทยที่หยิบเรื่องจริงมาตีความในเชิงดราม่าละเอียดอ่อน ที่พร้อมสั่นสะเทือนจิตใจผู้ชมไทยและตลาดเอเชียอย่างกว้างขวาง

อัยการจีนยื่นฟ้อง!! “จู้ จื้อซง” อดีตบิ๊กพรรคฯ เขตใหม่ผู่ตง ข้อหารับสินบนมูลค่ามหาศาล หลังคณะสอบสวนสรุปผลชัด ถือเป็นอีกคดีใหญ่ในศึกปราบโกงของจีน

(11 พ.ย. 68) อัยการจีนได้ยื่นฟ้อง จู้ จื้อซง (Zhu Zhisong) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตใหม่ผู่ตง นครเซี่ยงไฮ้ ในข้อหารับสินบน โดยสำนักงานอัยการเมืองหนานชาง มณฑลเจียงซี เป็นผู้ดำเนินคดี และส่งเรื่องให้ศาลประชาชนชั้นกลางพิจารณาอย่างเป็นทางการ

คณะกรรมการกำกับดูแลแห่งชาติของจีนระบุว่า จู้ จื้อซงเคยใช้ตำแหน่งหน้าที่ในช่วงดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแลกกับเงินและทรัพย์สิน “จำนวนมากเป็นพิเศษ” หลังการสอบสวนเสร็จสิ้นจึงมีการยื่นฟ้องต่อศาล

สำหรับการดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดของจีน ที่มุ่งเล่นงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างผู่ตง ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการเงินและการลงทุนของนครเซี่ยงไฮ้

“รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” แผลงฤทธิ์ทันที ตำรวจภูธรภาค 4 ยึด Sim box กลางเมืองมุกดาหาร

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากงาน “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทย และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมเพื่อยกระดับภาครัฐและเอกชนในการปราบสแกมเมอร์ โดยมีวอร์รูม (Warroom) สู้ภัยออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 4 (ศปอส.ภ.4) มีผลการปฏิบัติทันที จากการประสานข้อมูลจาก Warroom ให้ตรวจสอบจุดมีพฤติกรรมน่าจะติดตั้ง SIM Box (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นสถานที่ดังกล่าว โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4)/ผอ.ศปอส.ภ.4 สั่งการให้ พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4/รอง ผอ.ศปอส.ภ.4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุด ศปอส.ภ.4, กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.4, กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร, สส.สภ.เมืองมุกดาหาร และพิสูจน์หลักฐาน นำหมายค้นศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.200/2568 ลงวันที่ 10 พ.ย.68 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 33/127 ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

ผลการตรวจค้น ตรวจยึดของกลาง ได้หลายรายการ ได้แก่ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด (Sim box) จำนวน 4 เครื่อง (32 ช่อง/เครื่อง), เครื่องกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย (Router wifi) จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องสำรองไฟ (UPS) จำนวน 1 เครื่อง และกล้องวงจรปิด จำนวน 1 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึด จัดทำบันทึกร่วมกับชุดพิสูจน์หลักฐาน เพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติได้ยกระดับดำเนินการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และมิจฉาชีพทางออนไลน์ ซึ่ง ศปอส.ภ.4 สามารถตรวจพบ SIM Box สามารถหยุดยั้งการกระทำความผิดของคนร้ายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของชุดสืบสวน บก.สส.ภ.4,  กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ที่ได้ทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และจะเร่งขยายผลจับกุมคนร้ายทั้งหมดที่นำ SIM Box มาติดตั้งทั้งขบวนการ โดยให้ประสานการทำงานกับ Warroom สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย หรือตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงออนไลน์ สามารถแจ้งเบาะแส หรือขอความช่วยเหลือ ได้ที่สายด่วนศูนย์ 1441 หรือแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง

‘สว.อังคณา’ ประณามการรื้อลวดหนามฝังทุ่นระเบิดใหม่ ชี้ขัดอนุสัญญาออตตาวา

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 68 เกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดอีก 1 นาย ซึ่งเป็นครั้งที่ 7 ในรอบครึ่งปีที่ผ่านมา

ล่าสุด (11 พ.ย. 68) นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า  “การลักลอบรื้อลวดหนาม เพื่อเข้ามาฝังทุ่นระเบิดใหม่ถือเป็นการผิดข้อตกลง”

“ปฏิญญาร่วม 26 ตุลา และขัดอนุสัญญาออตตาวา ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียหายและครอบครัวค่ะ”

เปิด 6 ปัจจัย ที่ทำให้ข่าวพีค ในสัปดาห์น้ำหนุน ‘ชน’ ความใกล้ตัวของคนเมือง

ทำไมสื่อเพิ่งสนใจน้ำท่วม? 6 เงื่อนไขที่ทำให้ข่าวพีคในสัปดาห์น้ำหนุน
วิเคราะห์เชิงสื่อ: เมื่อข่าวจากต้นน้ำ ‘ชน’ความใกล้ตัวของคนเมืองและจังหวะเทศกาล

ช่วง 6–12 พฤศจิกายน 2025 กระแสน้ำเหนือไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาและเจอช่วงน้ำทะเลหนุน ทำให้พื้นที่ชั้นในของภาคกลางและปริมณฑล—โดยเฉพาะกรุงเทพฯ—เสี่ยงต่อระดับน้ำสูงทันที คำเตือนและปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม (เขื่อนเพิ่มการระบายน้ำ, แนวกระสอบทราย, ปั๊มเร่งระบาย, ผู้นำลงพื้นที่) 

ขณะเดียวกันก็ชนกับสัปดาห์ลอยกระทงพอดี จึงเกิดภาพ ข่าว และแคปชันที่เล่าเรื่องได้ง่าย ผลลัพธ์คือสื่อ “เพิ่งสนใจพร้อมกัน” ทั้งที่น้ำท่วมค่อย ๆ ลามจากภาคเหนือมาก่อนหน้านั้นหลายสัปดาห์

1) Proximity bias: ถึงกรุงเทพฯ คนเมืองอินทันที
เมื่อกรุงเทพฯ และลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงโดยตรง ห้องข่าวเร่งไลฟ์และลงพื้นที่ เพราะฐานผู้ชมจำนวนมากอาศัยและทำงานในโซนนี้ ผลคือความสนใจสาธารณะพุ่งแบบก้าวกระโดด ต่างจากช่วงที่ท่วมภาคเหนือซึ่งมักถูกมองเป็น “เหตุประจำฤดู” และห่างไกลชีวิตประจำวันของคนเมือง

2) ภาพปฏิบัติการที่เล่าเรื่องได้ใน 3 วินาที
ประกาศเตือน แนวกระสอบทราย ปั๊มเร่งระบาย จุดอ่อนริมแม่น้ำ—ทั้งหมดคือ visual ที่ตีความได้ภายในไม่กี่วินาที หัวข่าวและหน้าปกคลิปทำได้ทันที เช่น “คาดระดับน้ำแตะคันกั้นน้ำ” หรือ “วางกระสอบทรายปิดช่องโหว่”

3) สูตรข่าวเข้าใจง่าย: “น้ำหลาก + น้ำหนุน”
การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อรับน้ำหลากจากต้นน้ำ ตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุน ทำให้กรอบการเล่าเรื่องชัดและไม่ซับซ้อน สื่อสามารถอธิบายด้วยสูตรจำง่าย “น้ำหลาก + น้ำหนุน = ระบายลงทะเลยากชั่วคราว”

4) News peg จากเทศกาล: ลอยกระทง 5–6 พ.ย.
สัปดาห์ลอยกระทงเป็นกิจกรรมริมน้ำทั่วประเทศ โดยเฉพาะริมเจ้าพระยา เมื่อมีคำเตือนระดับน้ำสูง ข่าวจึงแทรกเข้าสู่วาระสังคมได้รวดเร็ว ผู้จัดงาน–ผู้ประกอบการ–ประชาชนต้องการข้อมูลตัดสินใจ ทำให้บทความเชิงป้องกันและคู่มือรับมือถูกเสพมากขึ้น

5) ตัวเลขผลกระทบชัด—พาดหัวได้แรง
เมื่อมีตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ พื้นที่ และความเสียหายที่ชัดเจน ห้องข่าวมี “hard number” สำหรับพาดหัว กราฟิก และการเปรียบเทียบวันต่อวัน ความรู้สึกเร่งด่วน (urgency) จึงเกิดทันที มากกว่าข่าวกระจายย่อย ๆ ช่วงก่อนหน้า

6) Authority cue: ผู้นำ–หน่วยงาน ‘พูดพร้อมกัน’
สัญญาณจากหน่วยงานหลัก (เช่น กรมชลประทาน กทม. ปภ.) ออกมาถี่และสอดคล้อง—ตั้งเวร 24 ชม., เร่งสูบ-ผันน้ำ, แจ้งเตือนจุดเสี่ยง—ทำให้สำนักข่าวทุกสาย (สังคม การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์) หยิบไปต่อยอดเป็นข่าวบริการประชาชนได้ทันที

บทเรียนสำหรับห้องข่าว (และแพลตฟอร์มสื่อไทย)
• ตั้ง KPI: Attention Lead Time (ALT) — วัดว่าเราแจ้งเตือนเชิงความหมายได้ก่อนพื้นที่เสี่ยงจริงกี่วัน ลดอคติ “ดังเมื่อถึงเมืองหลวง”
• ตั้ง “โต๊ะเหนือ–โต๊ะน้ำ” ถาวร — ทำเครือข่ายผู้สื่อข่าวประจำลุ่มน้ำ (ปิง–วัง–ยม–น่าน–ป่าสัก) เล่า “ท่อส่งน้ำ” จากต้นน้ำถึงเจ้าพระยาเป็นซีรีส์
• กราฟิกกลางเดียวกัน — แผนที่แนวคันกันน้ำ/จุดอ่อน + อัตราระบายจากหน่วยงานรัฐ อัปเดตรายวัน เพื่อให้ทุกสำนักใช้ข้อมูลเดียว ลดความคลาดเคลื่อน
• เตรียม news peg ล่วงหน้า — ปฏิทิน “หน้าต่างน้ำหนุน–เทศกาล–กิจกรรมริมน้ำ” เพื่อทำสกู๊ปเชิงป้องกันก่อนวันจริง
• ภาษาคนดูมากกว่าภาษาเขื่อน — แปลง “ม³/วิ” และ “MSL” เป็นผลกระทบที่จับต้องได้: ชุมชนใด–เวลาไหน–สูงแค่ไหน–ควรทำอะไร

‘ดร.บลู’ นำทีมเยาวชนยุวกาชาด ร่วมอาสาปฐมพยาบาล ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้และเสียสละ น้อมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ดร.บลู’ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำทีมอาสายุวกาชาด ร่วมกิจกรรมจิตอาสาปฐมพยาบาลช่วยเหลือประชาชน ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้ พร้อมร่วมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ‘ครูพี่บลู’ ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะกุลบุตรกาชาดดีเด่นและอาสายุวกาชาดดีเด่น สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะเยาวชนร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เป็นอาสาสมัครปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับประชาชนผู้ที่เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะเป็นการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

การเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้และอาสาสมัครแก่เยาวชน ตลอดจนเป็นโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจิตอาสา การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตใจที่เสียสละ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัย แผนประทุษกรรมใหม่แก๊งสแกมเมอร์ AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามจับกุมแกะรอยแผนประทุษกรรมของขบวนการสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบกลวิธีใหม่ขบวนการสแกมเมอร์ล่อลวงเหยื่อ ใช้เทคโนโลยี AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อให้ตกเป็นผู้ร้าย โดยทำให้เหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าทางผ่านเงินที่ได้จากการหลอกลวง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล พบกลวิธี AI หลอก AI จากปฏิบัติการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเข้าทลายรังวอร์รูมของหน่วยการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ ที่หนีจากประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่งย้ายมาเช่าห้องในกรุงเทพมหานครด้วยยุทธวิธีบุกจับอย่างฉับพลัน ทำให้สามารถจับกุมชาวจีน 4 ราย พร้อมคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรศัพท์ 60 เครื่อง ตรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบการใช้ AI หลอก AI ซึ่งทันทีที่ทราบว่าแก๊งมิจฉาชีพนำกลวิธีใหม่มาหลอกลวงผู้อื่น แม้จะเป็นการหลอกลวงเหยื่อในต่างประเทศ แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ย้ำว่าตำรวจต้องออกมาเตือนภัย สร้างวัคซีนให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อจากกลวิธีนี้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขั้นตอนการหลอกลวง AI หลอก AI มีดังนี้
1. คนร้ายหาเหยื่อผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Telegram หรือในแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ 
2. คนร้ายชักชวน ออกอุบายให้เหยื่อส่งภาพถ่ายใบหน้าตรง และข้อมูลส่วนตัว แลกกับเงิน 100-150 หยวน หรือ 460 - 700 บาท
3. คนร้ายนำภาพของเหยื่อ ใช้ AI เจนเนอเรทให้เป็นภาพเคลื่อนไหว หันซ้าย หันขวา กระพริบตา และอ้าปาก
4. คนร้ายนำคลิปวิดีโอที่ได้จากการเจนเนอเรทโดย AI ไปสมัครบัญชีธนาคารทางออนไลน์ โดยนำไปหลอกกับระบบ AI การ KYC หรือการยืนยันตัวตนลูกค้าของธนาคารหรือแอปพลิเคชันเงินดิจิทัล 
5. เมื่อจะทำการรับโอนเงินหรือโอนเงินออก คนร้ายใช้วิธีตั้งกล้องโทรศัพท์ที่เปิดแอปพลิเคชันการ KYC ของธนาคาร แล้วหันกล้องไปที่คอมพิวเตอร์ซึ่งกำลังเปิดคลิปวิดีโอภาพเคลื่อนไหวใบหน้าผู้เสียหาย ทำให้สามารถผ่านระบบยืนยันตัวตนของธนาคารได้

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า กลวิธีนี้ทำให้แก๊งสแกมเมอร์สามารถโยกเงินได้โดยที่ไม่ต้องให้เหล่าบัญชีม้าไปรอสแกนใบหน้า และกลวิธีนี้จะทำให้เหยื่อตกเป็นผู้ต้องหาได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หากมีโทรศัพท์ ไลน์ แชต ติดต่อมาอ้างว่าตัวท่านมีคดีเกี่ยวพันสิ่งผิดกฎหมาย ชักชวนหารายได้เสริม หรือชวนลงทุน แล้วพยายามขอข้อมูลส่วนตัว ขอภาพถ่ายหน้าตรง ต้องระวัง ขออย่าส่งให้เด็ดขาด เพราะอาจเป็นกลวิธีที่หลอกลวงโดยนำ AI มาสร้างภาพ แล้วนำไปใช้เปิดบัญชี เป็นทางผ่านเงินของแก๊งสแกมเมอร์ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถาม หรือแจ้งความ โทร.1441 หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th  เท่านั้น

นักเรียนนายเรืออากาศไทยสร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ ร่วมงาน “PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นาวาอากาศเอก อธิราช ศิริทรัพย์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้นำนักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ (เฟีย) และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ (มอส) นักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ 5 ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทนนักเรียนนายเรืออากาศ เข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 2 - 8 พฤศจิกายน 2568 ที่จัดโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางทหาร และ ทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ให้แก่ผู้เข้าร่วมทั้งจากจีนและประเทศอื่น ๆ ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ ฝึกอบรม แลกเปลี่ยนทางวิชาการ และกิจกรรมวัฒนธรรม รวมทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และกองทัพอากาศต่างประเทศ

ในครั้งนี้ นักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ ได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมทักษะและความรู้ ในกิจกรรมที่เรียกว่า Model United Nations คือ กิจกรรมที่จำลองให้นักเรียนนายเรืออากาศเป็นตัวแทนแต่ละประเทศที่กำหนดให้ และให้กล่าว speech ในการประกาศจุดยืนและแก้ปัญหาในหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ปูพื้นฐานในด้านความรู้ ภาษา และโดยเฉพาะการทูตได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งสองคนทำออกมาได้ดีและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจีนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (cultural exchange) ด้วยการแต่งกายชุดไทย โดยนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์ฯ ได้บรรเลงเปียโนในบทเพลงจันทร์ และ ออเจ้าเอย ปิดท้ายด้วยการบรรเลงเพลง “jumping machine” ของ LBI ที่กำลังได้รับความนิยม สร้างความประทับใจให้ผู้ชมและทำให้ได้รับเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก 

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 นี้ คือได้รับความรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษาของโรงเรียนทหารในแต่ละประเทศ การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ สร้างการเรียนรู้มารยาทสังคมพื้นฐานในระดับสากล อีกทั้งยังสามารถนำประสบการณ์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการเรียน ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับให้แก่นักเรียนนายเรืออากาศในรุ่นต่อ ๆ ไป และใช้ในการปฏิบัติงานในอนาคตได้อีกด้วย

กองประชาสัมพันธ์ 
สำนักกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ 
กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ 

11 พฤศจิกายน 2568 

 

ตัวเลข 15,292 บาทต่อเดือน เส้นวัด “การอยู่ได้จริง” ของผู้สูงวัยไทย อาชีพไหนพอเลี้ยงตัวในสังคมสูงวัย เตรียมตัวแก่อย่างมีคุณภาพไม่เป็นภาระลูกหลาน

ไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” แล้ว สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% และแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คำถามที่ต้องตอบคือ: ผู้สูงวัยทำอาชีพอะไรและรายได้แค่ไหนถึง “อยู่ได้จริง” โดยไม่เป็นภาระลูกหลาน? บทความนี้สรุปเส้นอยู่ได้ (living wage) ล่าสุด แนวทางอาชีพที่เหมาะกับรุ่น 60+ และวิธีผสมรายได้ให้พ้นเส้นอยู่ได้ภายใน 1–2 ปีหน้า

กล่องข้อมูลสำคัญ (อัปเดต พ.ย. 2568)
• Living wage เมืองไทย (เส้นอยู่ได้แบบมีศักดิ์ศรีของคนทำงานเดี่ยวในเขตเมือง): ประมาณ 15,292 บาท/เดือน (อัปเดตปี 2025 โดยงานวิจัยมาตรฐานสากล) — ใช้เป็น “เส้นเทียบ” ว่ารายได้พอหรือยัง
• ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568: 337–400 บาท/วัน (ขึ้นกับจังหวัด) มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568
• เงินเฟ้อปี 2568–2569 (คาดการณ์): ต่ำมากเฉลี่ยประมาณ 0.0%–0.5% — ค่าครองชีพโดยรวมไม่น่าพุ่งแรงระยะสั้น แต่ค่าใช้จ่ายสุขภาพเฉพาะทางอาจต่างจากภาพรวม

1) หลักคิด: “เส้นอยู่ได้” ก่อน “เส้นเกษียณ”
เริ่มจากเช็กว่ารายได้สุทธิต่อเดือนถึงเส้นอยู่ได้หรือยัง (≈ 15,292 บาทขึ้นไป) ถ้ายังไม่ถึง มี 3 ทางเลือก: (1) เพิ่มชั่วโมง/ยกระดับเรทงานเดิม (2) ผสมรายได้จากงานที่ 2 (3) ลดค่าใช้จ่ายคงที่ที่กินสภาพคล่อง เช่น ค่าเช่า ค่าเดินทาง หรือหนี้ดอกสูง

2) อาชีพที่ “ไปต่อได้” ของรุ่น 60+ และวิธีให้แตะเส้นอยู่ได้
โฟกัสงานที่ยืดหยุ่น ใช้ประสบการณ์มากกว่าแรงกาย และมีดีมานด์ตามโครงสร้างประชากร
ก) กลุ่มดูแล–สุขภาพ (Care Economy)
• ผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยที่บ้าน (เฝ้าไข้ ดูแลกิจวัตร ประสานโรงพยาบาล)
• ผู้นำกิจกรรมสุขภาวะในชุมชน (ยืดเหยียด โภชนาการ ป้องกันหกล้ม)
• วิธีแตะเส้น: ทำงาน 3–5 วัน/สัปดาห์ หรือรับกะ/รายเคสเฉลี่ย “รายวัน × 7–10 วัน/เดือน” สามารถผ่านเส้น 15k ได้ โดยเฉพาะเขตเมือง

ข) ถ่ายทอดความรู้–ที่ปรึกษา (Knowledge & Advisory)
• ติวเตอร์/ครูทักษะชีวิต/ภาษา ที่ปรึกษา SME หรือ Mentor สายอาชีพ
• สูตรชนะ: จัดคอร์สเป็นโมดูล 90 นาที × 10–12 ครั้ง/เดือน ที่เรทปานกลาง → รายได้รวมแตะ 15k ได้ และขยับเรทตามรีวิว/ผลลัพธ์

ค) งานบริการเบา–หน้าบ้าน (Service & Hospitality)
• รีเซปชันคลินิก/หอศิลป์ แคชเชียร์กะกลางวัน เจ้าหน้าที่ดูแลผู้มาเยือน
• ทิปส์: เลือกสถานที่นั่งทำงานได้ ไม่ยืนนาน และเดินทางสะดวกเพื่อลดต้นทุน

ง) งานเอกสาร–สนับสนุนระยะไกล (Remote Admin)
• ธุรการออนไลน์ บันทึกบัญชีเบื้องต้น คอลเซ็นเตอร์กะกลางวัน Data entry
• สูตรชั่วโมง: ถ้ารายชั่วโมง ~฿130–฿150 ต้อง 110–120 ชม./เดือน (≈ วันละ 4 ชม., 6 วัน/สัปดาห์) เพื่อแตะ 15k

จ) ค้าขาย–ครีเอเตอร์ (Self-employment)
• ขนม/อาหารสูตรบ้าน ของแฮนด์เมด ไลฟ์ขายของ เพจชุมชน
• ทางลัด: ทำ “แพ็กเกจรายเดือน” ให้ลูกค้าประจำ (เช่น ส่งขนมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง × 4 สัปดาห์) เพื่อสม่ำเสมอของกระแสเงินสด

3) ตาราง “ผสม 2 งาน” ให้พ้นเส้น
• แอดมินออนไลน์ (8–10k) + ติวเสาร์–อาทิตย์ (6–8k) → แตะ 14–18k
• เฝ้าไข้กะกลางวัน 6 วัน/เดือน + งานหน้าบ้าน 3 วัน/สัปดาห์ → แตะ 16–22k
•    ค้าขายเล็ก ๆ (กำไรสุทธิ 5–7k) + รับพิมพ์ดีด/ถอดเทป (8–10k) → แตะ 13–17k
หมายเหตุ: เลือกแพ็กเกจเวลา/แรงกายให้เหมาะกับสุขภาพ และนัดหมายพบแพทย์ตามระยะ

4) ทำไมภาพนี้ “พออยู่” ได้ใน 1–2 ปีหน้า
• เงินเฟ้อเฉลี่ยตามคาดการณ์ปี 2568–2569 ต่ำมาก (ประมาณ 0.0–0.5%) → เส้นอยู่ได้ 15k ไม่ถูกกัดกร่อนแรงในระยะสั้น (หากไม่มีช็อกใหม่)
• ค่าแรงขั้นต่ำ 2568 ขยับขึ้นทุกจังหวัด (337–400 บาท/วัน) → ดันรายได้ฐานของงานบริการ/แอดมินบางส่วน
• สังคมสูงวัยมากขึ้น → ดีมานด์งานดูแล/บริการชุมชน/ท่องเที่ยวผู้สูงวัยสูงขึ้น งานที่ใช้ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์จะได้เปรียบ

5) ความเสี่ยงที่ต้องกันเงินเผื่อ
แม้อัตราเงินเฟ้อรวมต่ำ แต่รายจ่ายสุขภาพและการดูแลระยะยาว (LTC) มักเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไป ควรมีกองกันชนหรือประกันสุขภาพ/ดูแลระยะยาวที่คุ้มค่าตามฐานรายได้ เพื่อไม่ให้รายได้จากงานถูกดูดหมดในกรณีฉุกเฉิน

6) เช็กลิสต์เริ่มงานใน 90 วัน (ฉบับรุ่น 60+)
• ตรวจสุขภาพ–ข้อจำกัด พร้อมลิสต์ทักษะที่ถนัด/ที่ชอบ
• เลือก 1–2 เส้นทางอาชีพ + อบรมสั้น 12–40 ชม. (caregiver/ดิจิทัลเบสิก/สื่อสารลูกค้า)
• ทำพอร์ต 1 หน้า (ประวัติ–บริการ–ช่องทางติดต่อ) + ตั้งเรท/แพ็กเกจ
• เปิดช่องทางรับงาน (LINE/โทร/เพจ) + เก็บรีวิวลูกค้า 3 เคสแรก
• ตั้ง “กติกาการรับงาน” (เวลาทำงาน ขอบเขต การชำระเงิน) เพื่อรักษาพลังงานและสุขภาพ

7) บทเรียนสำหรับธุรกิจ–ผู้กำหนดนโยบาย
• นายจ้าง: เปิดตำแหน่งยืดหยุ่นสำหรับ 60+ (กะกลางวัน งานนั่งได้ ไม่เน้นแรงยก) และวัดผลงานด้วย output
• ท้องถิ่น/สถาบันการแพทย์: ขยายคอร์ส caregiver 70–100 ชม. ในอำเภอ ทำระบบ “จับคู่ดูแล” เชื่อมผู้ดูแลกับครัวเรือน
• ภาครัฐ: ผูกงบอุดหนุนฝึกทักษะกับโควตาจ้างงานผู้สูงวัยใน SMEs และสนับสนุนภาษีสำหรับรายจ่ายฝึกอบรม/อุปกรณ์ช่วยงาน

สรุป
หากตั้งเป้ารายได้เดือนละ ≥ 15,292 บาทเป็น “เส้นอยู่ได้จริง” แล้วจัดพอร์ตอาชีพให้แตะเป้าด้วยงานเดียวที่เรทเหมาะสม หรือผสม 2 งาน ผู้สูงวัยจำนวนมากจะอยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะ 1–2 ปีหน้า โดยไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน—และสังคมไทยจะได้ “พลังประสบการณ์” กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังคนวัยทำงานหดตัวลง

หมายเหตุแหล่งข้อมูล: living wage ปี 2025; ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568; คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568–2569; ภาพรวมสังคมสูงวัยของไทย (อัปเดตถึง พ.ย. 2568)

บิ๊กปู รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

จากกรณี ที่ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เข้าปราบปรามและทำลาย แหล่ง สแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่ เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Paek ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ เป็นผลให้ มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ต่างหนีตาย ข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยมีกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าสกัดจับกุม เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และส่งกลับประเทศ

(11 พ.ย.68 ) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯโฆษก สตม.เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ( 10 พ.ย.2568) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สตม.นำคณะบินเข้า พื้นที่ อ.แม่สอด จว.ตาก เพื่อร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่เข้าพื้นที่แม่สอด เพื่อติดตามสถานการณ์การควบคุมส่งกลับของต่างชาติดังกล่าว 

โดยพบว่า มีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ต.ค.2568 ประมาณ 1,440 คน ส่วนใหญ่เป็นชาติอินเดียถึง 465 คน รองลงมาเป็นชาติแอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน จีน 187 คน ตามลำดับ โดยทุกราย จะมีการควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 

ทั้งนี้ ทุกรายจะต้องมีการคัดกรองสัมภาษณ์ตามกระบวนการ NRM หรือ National Referral Mechanism  กลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ ได้สั่งให้ ตม.จว.ตาก ดำเนินการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ Biometric คนต่างชาติทุกรายลงในระบบ สตม. เพื่อป้องกันคนต่างชาติเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงตัวตนในเอกสารเดินทาง แล้วกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการแฝงตนเข้าไทย เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านซ้ำรอยอีก 

โดยสั่งการให้ ตม.สนามบิน ทุกแห่งเพิ่มความเข้มในการสกัด ตรวจสอบ คนต่างชาติที่มีประวัติการถูกนำตัวส่งกลับจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมียนมาร์ ให้ปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะ กลุ่มชาติเอเซียใต้  แอฟริกาตะวันออก รวมถึงการช่วยเตือนคนต่างชาติที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคนที่เดินทางมาคนเดียว แต่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่มีการซื้อตั๋วเดินทางกลับ และโรงแรมที่พัก จะถูกสัมภาษณ์แจ้งเตือนว่าอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกให้มาทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ทาง ตม.สนามบิน มีการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 3,384 ราย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top