Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

วู้ดดี้ขอโทษปม “นมวัวไทย” ย้ำหลักฐานต้องมาก่อนดราม่า “ไม่ตั้งใจด้อยค่า” ย้ำแค่ชวนคุยสุขภาพ เตรียมเทปใหม่อิงข้อมูลจริง

(12 พ.ย. 68) พิธีกรชื่อดัง วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา ได้อัดคลิปขอโทษสาธารณะ หลังรายการ Woody Avengers ออกอากาศตอนที่ว่าด้วย "อาหารที่คิดว่าดี อาจกำลังทำร้ายร่างกาย" ซึ่งมีถ้อยคำพาดพิง "นมไทย" กระทั่งเกิดกระแสถกเถียงรุนแรงในสังคม วู้ดดี้ยอมรับว่าสื่อสารไม่รอบด้าน จึงระงับคลิปดังกล่าวชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยย้ำว่า "ไม่มีเจตนาด้อยค่านมไทย" แต่ตั้งใจชวนคนตั้งคำถามเรื่องโภชนาการด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้มากขึ้น

วู้ดดี้แจ้งว่าจะจัดทำตอนพิเศษเชิญแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และตัวแทนอุตสาหกรรมนมไทย มาร่วมพูดคุย "แบบตรงไปตรงมา" เพื่อเคลียร์ประเด็น เช่น เกณฑ์เรียก "น้ำนมโคแท้ 100%" ความแตกต่างระหว่างนมสดและนมคืนรูป ใครควรระวังการดื่มนม และภาพรวมคุณภาพนมไทยเทียบต่างประเทศ รวมถึงเจ้าตัว "น้อมรับคำวิจารณ์เป็นบทเรียน" และขอบคุณทุกเสียงสะท้อนจากเกษตรกร ปศุสัตว์ และนักวิชาการ

ก่อนหน้านี้ คลิปตัวอย่างรายการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประโยคที่ว่า "นมในไทยส่วนมากไม่ใช่นมแท้ เป็นนมผงผสม… บางกล่องอาจไม่เคยแตะวัวจริงเลย" จนบรรดานักวิชาการและสื่อหลายแห่งออกมาชี้แจงว่าสินค้านมในไทยจำนวนมากเป็น "น้ำนมโคสดแท้ 100%" มีการระบุชัดเจนบนฉลาก ขณะที่นมคืนรูปหรือผลิตภัณฑ์นมปรุงแต่งก็ต้องติดฉลากตามกฎหมาย ล่าสุดรายการต้องถอดคลิปออกเนื่องจากเกิดความเข้าใจผิด

กระแสขอโทษของวู้ดดี้เกิดขึ้นควบคู่กับคำถามในโซเชียลเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลด้านโภชนาการและข้อสงสัยเรื่องสปอนเซอร์ ฝ่ายที่ถูกอ้างถึงได้เผยว่า "ให้ข้อมูลไม่ครบ" และยืนยันว่าไม่มีสปอนเซอร์จ้างเชียร์รายการ

ภาพรวม ฝ่ายรายการแสดงความรับผิดชอบโดยการแก้ไขข้อมูลและเปิดเวทีผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่นักวิชาการเรียกร้องใช้หลักฐานและข้อกฎหมายบนฉลากเป็นฐานสื่อสาร เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกกับผลิตภัณฑ์นมไทยเกินจริง กำลังรอติดตามตอนพิเศษที่จะให้ข้อมูลเชิงวิชาการแบบครบถ้วนในเร็ว ๆ นี้

อ่างทอง- “นายกฯ หนู” ห่วงผู้ประสบภัย รับปากจะดูแลและช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 

(12 พ.ย. 68) เวลา 13.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ  ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก โดยได้แจกถุงยังชีพให้ประชาชนจำนวน 1,500 ชุด และมอบเกียรติบัตรให้แก่อาสาสมัครที่ช่วยเหลือในการป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมาเป็นอย่างดีด้วย

ระหว่างการลงพื้นที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้กำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยว่า ขอขอบคุณประชาชนด้วยหัวใจที่ได้เสียสละพื้นที่ให้เป็นที่รับน้ำ สัญญาว่าจะดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ยืนยันว่าจะพยายามหาทางระบายน้ำให้มากที่สุด และจะนำงบประมาณมาดูแล ผู้ที่เสียสละพื้นที่ทางการเกษตรเป็นรายเดือน จนกว่าสถานการณ์จะบรรเทาลง“ขอใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะหาเงินมาทดแทนโอกาสของชาวไร่ชาวนาที่เสียสละพื้นที่ไร่นาให้เป็นพื้นที่รับน้ำ จะนำงบประมาณมาดูแลรายเดือนจนกว่าน้ำจะหมดไป”

ด้านนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้รายงานภาพสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอ่างทองตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอ่างทองอำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอป่าโมก และอำเภอไชโย ได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 45 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ 31 ตำบล 147 หมู่บ้าน 14 ชุมชน 3,024 ครัวเรือน  ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 11,572 ราย จังหวัดอ่างทองได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 แล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,845 ครัวเรือน วงเงิน 25,605,000 บาท และด้านการเกษตร 71 รายวงเงิน 505,000 บาท รวมทั้งสิ้น 26,110,000 บาท ขณะที่ปัจจุบัน เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

‘กองทัพเรือ’ เข้ม!! มาตรการควบคุมชายแดนจันทบุรี–ตราด สกัดเครือข่ายผิดกฎหมายข้ามชาติ จับแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 108 ราย สะท้อนวิกฤตปัญหาปากท้องคนฝั่งกัมพูชา

กองทัพเรือเข้มงวดมาตรการควบคุมชายแดน จันทบุรี – ตราด จับกุมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองกว่า 100 ราย

(12 พ.ย.68) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ชค.ทพ.นย.2) ภายใต้การควบคุมของ นาวาเอก วีระเชษฐ์ ขยันทำ ได้บูรณาการร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรสะตอน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และ ตำรวจสันติบาล จังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินการจับกุมผู้นำพาแรงงานต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาจำนวน 108 คน บริเวณบ้านสวนส้ม ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มแรงงานทั้งหมดมีความประสงค์จะเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ส่วนหลังของประเทศ เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยจ่ายค่าเดินทางให้กับผู้นำพาตั้งแต่ 5,500–7,000 บาทต่อคน จากการสอบปากคำเพิ่มเติมทราบว่า แรงงานจำนวนมากได้อพยพกลับประเทศกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้หลายพื้นที่ฝั่งกัมพูชามีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ขาดแคลนรายได้และโอกาสในการทำงาน แรงงานบางส่วนจึงพยายาม ลักลอบกลับเข้ามายังประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้จะทราบถึงความเสี่ยงและการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย

การจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเข้มงวดมาตรการควบคุมและปิดช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพเรือ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมาย การลักลอบข้ามแดน และการย้ายฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่าย Cyber Scam ซึ่งกองทัพเรือได้ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

หมอเหรียญทอง เปิด รพ.มงกุฎวัฒนะ รับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกราย สามารถมาแอดมิทได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว-ไม่เสียค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ โพสต์แจ้งเปิดรับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกรายให้สามารถมาแอดมิทได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลต้นสังกัด และไม่เสียค่าใช้จ่าย รพ.จะเป็นฝ่ายประสานส่งต่อไปยัง รพ.ตามสิทธิของ สปสช. หรือ รพ.ที่รักษาอยู่ในโอกาสต่อไป

ผอ.รพ.ระบุเพิ่มเติมว่า ได้ตั้ง “ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ” ของศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา เพื่อเร่งกระบวนการรักษา ผู้ป่วยที่ติดต่อเข้ามาจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใน 7 วัน และหลังตรวจไม่เกิน 10 วัน จะเริ่มฉายรังสีรักษาทันที กรณีฉุกเฉิน เช่น ภาวะกดไขสันหลังหรือกดหลอดเลือด รพ.พร้อมรับย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และจัดฉายรังสีเร่งด่วนภายใน 1 วัน

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาภาระผู้ป่วยฐานะยากจนจากพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพื่อผู้ป่วยโรคร้ายแรง จัดหอพักฟรี (ห้องพัดลม ห้องน้ำส่วนตัว) สนับสนุนการฉายรังสีรายวันต่อเนื่อง พร้อมบริการรถรับ–ส่งฟรีจากสถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งมายังโรงพยาบาล ศูนย์รังสีรักษาฯ ให้บริการทุกวัน ไม่เว้นเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เริ่มเร่งด่วนกับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ก่อน ส่วนผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการให้รอติดตามความคืบหน้า ผู้ป่วยสามารถติดต่อ “ศูนย์โรคมะเร็ง รพ.มงกุฎวัฒนะ” โทร. 02-574-5000 ต่อศูนย์โรคมะเร็ง หรือ LINE ID: @831emylb เพื่อประสานการเข้ารับบริการล่วงหน้า

สตม.รับลูก สร.1 สั่ง 4 มาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน แฝงธุรกิจเทา

ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่ประกาศสงครามกับอาชญากรรมไซเบอร์ 

ล่าสุด พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ โฆษก สตม.เปิดเผยว่า  วันนี้ ( 12 พ.ย.2568 ) เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ได้เรียกประชุม รอง ผบช.สตม. และ ผบก.ในสังกัด สตม.ทุกนาย เป็นการด่วน

โดยได้ชี้แจงนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่มอบหมายให้ สตม.เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นการเดินทางของคนต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวเข้าออกราชอาณาจักรไทย เพื่อทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะ อาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งในรูปแบบกลุ่มแก๊งขบวนการ ผู้สนับสนุน กลุ่มฟอกเงินรวมทั้งกลุ่มที่อาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อที่ถูกลวงมา 

โดย สตม. ได้วาง 4 มาตรการสำคัญ  ดังนี้ 

1. ยกระดับ และเพิ่มความเข้มในการตรวจคัดกรองบุคคลที่มีการใช้ ฟรีวีซ่า เข้า-ออก ( in out ) บ่อยครั้งในลักษณะ visa run โดยไม่ได้กลับประเทศภูมิลำเนา ผิดวิสัยนักท่องเที่ยวทั่วไป  เพื่อสกัดกั้นบุคคลที่แฝงมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว โดยพบว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้ ใช้สิทธิยกเว้นวีซ่า เพื่อเข้าไทยได้รวมสูงสุดครั้งละ 90 วัน เข้าออกได้หลายครั้งในรอบปี จึงเป็นโอกาสที่คนต่างชาติบางกลุ่มอาศัยโอกาสแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพื่อทำธุรกรรมต่างๆแทนที่จะขอวีซ่ามาให้ถูกประเภทตามเจตนา ทำให้ มีจุดอ่อนในการควบคุมพฤติกรรมในระบบ ดังนั้น ด่าน ตม.ทุกด่าน ทั้งสนามบิน และชายแดน จะใช้มาตรการเข้มคุมการเข้าออกของคนต่างชาติ หากรายใดใช้สิทธิวีซ่ารันซ้ำเกินกว่า 2 รอบ โดยไม่มีเหตุผลที่ชี้แจงได้  ตม. จะพิจารณาปฏิเสธการเข้าเมือง เพื่อให้ไปยื่นขอวีซ่าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงต่อไป 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา สตม. มีการปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลต่างด้าวกลุ่มที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว ทางสนามบิน
ไปแล้วประมาณ 2,900 ราย 

2. กำชับการสกัดคนต่างชาติที่เคยมีประวัติในระบบบัญชีเฝ้าดูในเขตพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งสแกมเมอร์ เช่น ที่แม่สอด จว.ตาก โดยตั้งสมมุติฐานว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเข้าร่วมกระทำผิด หรือตกเป็นเหยื่อ ซึ่ง สตม.เห็นว่า ไม่มีเหตุผลใดที่คนกลุ่มนี้จะต้องเดินทางกลับเข้าไทยอีก นอกจากนั้น คนต่างชาติที่ถูกผลักดันส่งกลับจากไทยในพื้นที่ชายแดนแม่สอด-เมียวดี ซึ่งถูกลงระบบไว้แล้ว หากพบว่า มีการเดินทางเข้าไทยอีก ก็จะถูกปฏิเสธการเข้าเมือง โดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน

3. กำชับ ทุก ตม.จว. ที่รับผิดชอบพื้นที่ชั้นใน  ให้เพิ่มความเข้มในการอนุญาตให้ขออยู่ต่อเป็นการชั่วคราว สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ เข้า - ออก ในลักษณะ Visa run แล้วมายื่นขออยู่ต่อโดยหากพบคนต่างด้าวที่มีข้อมูล หรือ พฤติการณ์ดังกล่าว จะไม่อนุญาตให้ต่อวีซ่า  หรือ เพิกถอนวีซ่าภายหลังการอนุญาต แล้วผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

4. ให้ ตม.ทุก บก.ระดมกวาดล้างคนต่างชาติ ที่อยู่เกินกำหนด overstay โดยให้เกิดผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และจะสรุปผลการปฏิบัติแก่สาธารณชนต่อไป

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.เชิงรณฯ ได้ชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการตรวจหนังสือเดินทางสำหรับคนต่างชาติไปบ้าง โดยเฉพาะสนามบินในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ยืนยันว่า ใช้เวลาในการตรวจคัดกรองต่อรายอย่างช้าไม่เกิน 45 วินาทีต่อคน โดยเวลารอคิวเข้ารับการตรวจไม่เกิน 40 นาที ซึ่งทาง ตม.สนามบิน จะระดมกำลังเข้าประจำช่องตรวจเต็มทุกช่อง ส่วนคนไทย สามารถเข้าช่องทางตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 20 วินาที โดยยืนยันว่า ไม่ส่งกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเป็นการคัดสรรนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วยความมั่นใจมากขึ้น

จากป.6 สู่ CEO!! ‘บัวแพง โฮ้หนู’ หญิงแกร่งสู้ชีวิต ผู้พิชิตเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่พิสูจน์ว่า "ชีวิตที่ติดลบ" ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จได้เช่นกัน

เมื่อข้อจำกัดกลายเป็นแรงผลักดัน และความล้มเหลวกลายเป็นบทเรียน

"คนที่เรียนน้อยคือคนโชคดี เพราะเขาต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต" คำพูดจากพ่อที่ฟังดูขัดแย้ง แต่กลับเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนจาก "เด็กจบป.6" ให้กลายเป็น "ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร" ของบริษัทระดับภูมิภาค ‘บัวแพง โฮ้หนู’ CEO บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด

จุดเริ่มต้น: เมื่อชีวิตไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ

‘บัวแพง โฮ้หนู’ หรือที่คนใกล้ชิดเรียกว่า ‘พี่พิม’ เกิดในครอบครัวธรรมดาต่างจังหวัด ที่โอกาสทางการศึกษาเป็นของหายาก การจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

"สมัยนั้น เด็กผู้หญิงต่างจังหวัดที่ได้เรียนต่อมันน้อยมาก บางคนอาจมองว่านี่คือจุดจบ แต่สำหรับฉัน มันคือจุดเริ่มต้นที่ฉันต้องเรียนรู้จากชีวิตเอง"

หลังจบการศึกษา เธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากงานกรรมกรก่อสร้าง คนใช้ในบ้าน พนักงานโรงงาน ไปจนถึงการทำนา ทุกอาชีพที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การหาเลี้ยงชีพ แต่เป็นห้องเรียนแห่งชีวิตที่สอนเธอถึงความเป็นจริงของสังคม

จุดเปลี่ยน: เมื่อคำถามนำทางชีวิต "ทำไมคนอื่นทำได้ ฉันจะทำไม่ได้เล่า?"

คำถามง่ายๆ นี้เองที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอ เมื่ออายุเกือบ 20 ปี พิมได้งานขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็น "โลกใบอื่น" - โลกของคนที่มีชีวิตดีกว่า มีโอกาสมากกว่า

แทนที่จะท้อแท้หรือขี้อิจฉา เธอกลับเลือกที่จะ "เรียนรู้"

"ตอนนั้นเริ่มสังเกต สังเกตทุกอย่าง คนที่ประสบความสำเร็จเขาทำอะไร เขาพูดอย่างไร เขาคิดยังไง ฉันไม่มีโอกาสเรียนในห้องเรียน แต่ฉันมีโอกาสเรียนจากคนรอบตัว"

จากการสังเกตและความกล้าลองผิดลองถูก พิมเริ่มต้นธุรกิจค้าขายเล็กๆ โดยการซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากกาดหลวงเชียงใหม่ มาขายบนถนนคนเดิน เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

"ตอนแรกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ปล่อยให้มันเป็นข้ออ้าง จากนั้นเริ่มฝึกพูดทุกวัน ฟังเขาพูด ลองพูดตาม บางทีก็ผิดไวยากรณ์ แต่ไม่เป็นไร เพราะเขาเข้าใจ และที่สำคัญ เขาซื้อของ"

จากการขายรายชิ้น กลายเป็นรับออเดอร์หลายชิ้น จนในที่สุดพัฒนาเป็นธุรกิจส่งออกแบบคอนเทนเนอร์ ความสำเร็จนี้พาเธอไปใช้ชีวิตในยุโรปหลายปี ทำธุรกิจข้ามทวีป จนกระทั่งเศรษฐกิจยุโรปตกต่ำ

ล้มแล้วลุก: บทเรียนที่ไม่มีขายในตำรา

การกลับมาประเทศไทยของพิมไม่ใช่การกลับมาด้วยความรุ่งโรจน์ แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอประสบความล้มเหลวในธุรกิจหลายครั้ง สูญเสียเงินทองไปมากมาย แม้กระทั่งสุขภาพเธอเองก็พังทลาย จนต้องนั่งรถเข็นอยู่หลายเดือน จากการประสบอุบัติเหตุ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้หรือย่อท้อต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

"ทุกคนมองว่าการล้มเหลวมันแย่ แต่สำหรับเรา มันคือของขวัญ เพราะมันสอนเราในสิ่งที่ความสำเร็จไม่เคยสอน มันสอนให้อดทน ให้เข้มแข็ง และที่สำคัญ มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น"

สิ่งที่พิเศษที่สุดคือ เธอไม่เคยโทษใคร ไม่โทษสถานการณ์ ไม่โทษโชคชะตา

"ถ้าวันนั้นเราไม่ออกไปข้างนอก รถก็ไม่ชนเรา ใช่ไหม? พอคิดแบบนี้ เราก็ไม่โกรธคนขับรถคนนั้น เพราะมันเกิดจากการตัดสินใจของเราเอง เมื่อไม่โทษใคร ก็ไม่เจ็บปวด แล้วก็ก้าวต่อไปได้"

เปิดบริษัทใหม่: เมื่ออายุจะ 60 ยังเริ่มต้นใหม่ได้

ปัจจุบัน พิมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากมาเลเซีย ที่ได้การรับรองมาตรฐานฮาลาลระดับโลก และได้รับรางวัล Top 10 ASEAN Super Health Brand ภายในปีแรก

การเลือกทำธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

"ที่ผ่านมาเรามองหาธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้คน ที่มีการซื้อซ้ำ และเป็นประโยชน์จริงๆ ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและความงามมากขึ้น นี่คือเมกะเทรนด์ที่ไม่มีวันหมดไป"

แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอไม่ได้มองแค่ผลกำไร แต่มองถึงการสร้างโอกาสให้คนอื่น

"ไม่อยากเป็นคนรวยคนเดียว แต่อยากให้คนที่เคยเหมือนเรา คนที่เคยติดลบเหมือนกัน มีโอกาสเปลี่ยนชีวิต นั่นคือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

หลักคิดที่เปลี่ยนชีวิต: 5 บทเรียนจากผู้หญิงที่เปลี่ยนศูนย์ให้เป็นหลักล้าน

1. "คิดยังไง ได้อย่างงั้น"
นี่คือหลักคิดที่พิมถือเป็นคติประจำใจ เธอเชื่อว่าชีวิตของเราในวันนี้ เป็นผลมาจากความคิดและความเชื่อของเราในอดีต
"ถ้าเราเชื่อว่าทำไม่ได้เพราะเรียนน้อย ชีวิตก็คงหยุดแค่นั้น แต่เมื่อเชื่อว่าเราเรียนรู้ได้ทุกที่ ชีวิตจึงไม่มีขีดจำกัด"

2. ศูนย์ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
"คนมองว่าฟอร์มซีโร่มันแย่ แต่เรากลับมองว่ามันดี เพราะอะไรก็ตามที่เติมลงไป มันจะมากกว่าศูนย์เสมอ มันก็แค่เราจะมองมันยังไงเท่านั้น"

3. อย่าโทษใคร เพราะมันทำให้เราหยุดเติบโต
เธอเรียนรู้ที่จะไม่โทษใครเมื่อเจอปัญหา เพราะการโทษทำให้เรามองไม่เห็นทางออก "เมื่อเราหยุดโทษ เราจะเห็นว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการตัดสินใจของเราทั้งสิ้น และถ้ามันมาจากเรา เราก็เปลี่ยนมันได้"

4. เรียนรู้จากทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา
"เมื่อไม่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เรามีโลกเป็นครู อ่านหนังสือทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3-4 หน้า จากหลายเล่ม เข้าคอร์สของคนเก่ง สังเกตคนรอบตัว การศึกษาไม่ได้จบที่วุฒิบัตร แต่มันจบเมื่อเราหยุดเรียนรู้"

5. ทำเพื่อคนที่เรารัก จะมีพลังมากกว่าทำเพื่อตัวเอง
"ถ้าทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว กินกล้วยสองลูกก็อิ่มแล้ว แต่ถ้าทำเพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เราจะมีพลังสู้ไม่รู้จบ เพราะความรักคือเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันหมด"

อนาคต: เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จส่วนตัว
เมื่อถามถึงความฝันสูงสุดในชีวิต พิมตอบอย่างไม่ลังเล

"อยากเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ชีวิตคนจำนวนมากดีขึ้น คนเราอยู่คนเดียวก็อยู่แค่สิ้นใจ แต่ถ้าอยู่เพื่อผู้อื่น จะอยู่ชั่วฟ้าดิน ดังนั้น จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดี"

สุดท้าย เธอฝากข้อความถึงคนที่รู้สึกว่าชีวิตติดลบ "ชีวิตไม่มีศูนย์หรอก ตราบใดที่เรายังหายใจอยู่ เรามีคุณค่า เรามีโอกาส ปัญหาไม่ใช่ที่เราเรียนน้อยหรือมาก ปัญหาคือเราเชื่อว่าเราไม่สามารถ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น อย่ากลัวที่จะล้มเหลว ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนผ่านความล้มเหลวมาก่อนหมด ความแตกต่างคือ พวกเขาไม่ยอมแพ้ จงเปลี่ยนศูนย์ให้เป็นศูนย์ข้างหลังตัวเลข ไม่ใช่ศูนย์ข้างหน้า คุณต้องเป็นซูเปอร์ซีโร่ที่มีศูนย์ต่อท้ายเยอะๆ นั่นแหละคือความสำเร็จ และจำไว้ว่า คิดยังไง ได้อย่างงั้น ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ ชีวิตคุณก็จะพิสูจน์ให้คุณเห็น"

นั่นคือแนวคิดที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิต ‘บัวแพง โฮ้หนู’ ที่พิสูจน์แล้วว่า วุฒิการศึกษาแม้ว่าจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องกำหนดความสำเร็จของชีวิตคน แต่ความมุ่งมั่น ความอยากรู้ และความกล้าที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ต่างหากที่สร้างความแตกต่าง เธอเปลี่ยนจาก "เด็กป.6" เป็น "CEO" ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา แต่ด้วยการเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี ไม่ยอมแพ้ และไม่หยุดเรียนรู้

ในยุคที่หลายคนบ่นว่าไม่มีโอกาส เธอสามารถพิสูจน์ว่า โอกาสอยู่ทุกที่ – ขอแค่เราเปิดใจรับและกล้าที่จะลงมือทำ

รัสเซียสกัดแผนลับทัน!! อ้าง ‘ยูเครน–อังกฤษ’ พยายามไฮแจ็ก เครื่องบินรบ MiG-31 พร้อมขีปนาวุธ ‘คินซาล’ หลังเสนอสินบน 3 ล้านดอลล์ ล่อนักบินรัสเซีย เครมลินเตือนอาจดึง NATO เข้าสู่สงครามโดยตรง

(12 พ.ย. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) แถลงว่า ได้สกัดแผนลับของหน่วยข่าวกรองทหารยูเครน ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อังกฤษ ในการพยายามยึดเครื่องบินขับไล่รุ่น MiG-31 ที่ติดตั้งขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงคินซาล (KinZhal) โดยมีการพยายามติดต่อชักชวนและติดสินบนนักบินรัสเซียด้วยเงินสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 109.5 ล้านบาท) เพื่อให้ขับเครื่องบินหลบหนีออกนอกประเทศ

ตามรายงานของ FSB เผย แผนดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ยึดเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างสถานการณ์ยั่วยุ โดยวางแผนให้นำ MiG-31 บินไปยังพื้นที่ใกล้ฐานทัพของ NATO ที่เมืองคอนสแตนตา ประเทศโรมาเนีย ซึ่งอาจถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ยิงตก เพื่อโยนความผิดให้รัสเซียและขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น

ทางการรัสเซียมองว่าปฏิบัติการนี้เป็นความพยายาม “ยั่วยุทางทหาร” ที่อาจลากประเทศสมาชิก NATO เข้าร่วมสงครามโดยตรง ขณะที่สถานทูตรัสเซียในเนเธอร์แลนด์เรียกร้องให้ยุโรป “ตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาค” และกล่าวหายูเครนว่าดำเนินงานภายใต้คำสั่งของตะวันตก

ด้านนักวิเคราะห์ทางทหารของรัสเซียระบุว่า แผนดังกล่าวมีหลายเป้าหมาย ทั้งต้องการทำลายภาพลักษณ์ของรัสเซีย สร้างความเชื่อว่าทหารรัสเซียไม่จงรักภักดี และพยายามแสดงว่ายูเครนยังมีศักยภาพตอบโต้ แม้ในภาวะสงครามยืดเยื้อ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้จากฝ่ายใด และสื่อชาติตะวันตกส่วนใหญ่รายงานในเชิง “ข้ออ้างของรัสเซีย” ที่ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

เชียงใหม่- ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวน 4 คดี

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้าทั้งหมด จำนวน 13,468,000 เม็ด 

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น.ตามนโยบายรัฐบาล สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย, พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ เป๊กทอง, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.ส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,
พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่ และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ฝ่ายปกครอง โดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.เชียงราย นายทศพล เผื่อนอุดม ผวจ.เชียงใหม่ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผวจ.แพร่ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย พ.ต.ท.นริช สอนดิษฐ ผอ.ปปส.ภาค 5

แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม จำนวน 13,468,000 เม็ด สภ.สบปราบ จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 698,000 เม็ด กก.สส.ภ.จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 10,000,000 เม็ดกก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 2,570,000 เม็ด

คดีที่ 1
สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
9 พ.ย.68 เวลาประมาณ 19.00 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ ถนนพหลโยธิน กม.654-655 หมู่15 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จว.ลำปาง

คดีที่ 2
สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 04.30 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ ม.2 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่

คดีที่ 3
กก.สส.ภ.จว.เชียงราย, บก.สส.ภ.5, ศอ.ปส.ภ.5, สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 13.35 น. สถานที่จับกุม โกดังเลขที่ 393/76 ม.3 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย

คดีที่ 4
กก.สส.ภ.จว.ชียงใหม่, ตำรวจทางหลวง, สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 16.35 น. สถานที่จับกุม บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าหมวดทางหลวงเชียงใหม่ ต.ไชยสถาน อ.สารภี จวเชียงใหม่ ต่อเนื่อง บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าวัดมิ่งมงคลสันทราย ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วง ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 ถึง 11 พ.ย.68 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 2,919 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 40 คดี 

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 49 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 1,100 กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 67 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 169  กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 2 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 23 ล้านบาทเศษ

สาวลาวลายมือสวย เขียนภาษาไทยงามคม เนี้ยบทุกเส้น โซเชียลชม—อ่านง่าย—เป็นระเบียบ มอบคะแนนให้เกือบเต็ม 10 ถามเคล็ดลับ ฝึกยังไงให้สวยเป๊ะ?

โพสต์จากเพจ ตุ๊กตาสาวลาว - Toukta Lao เผยภาพตนเองเขียนตัวหนังสือภาษาไทย ลายมือสวยเป็นระเบียบ ตัวอักษรเอียงเท่ากัน ระยะห่างสม่ำเสมอ และเส้นหมึกคมชัด แม้แคปชันจะระบุว่าเขียนด้วยความรีบ จนกลายเป็นไวรัลในเวลาไม่นาน หลังเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ยอดไลก์แล้วกว่า 1,200 ไลก์ 

ใต้โพสต์ ชาวเน็ตทั้งไทย–ลาวแห่ชื่นชมลายมือของสาวนิสิตลาวว่า “อ่านง่าย สบายตา” หลายคนขอเคล็ดลับการฝึก ตั้งแต่การจับปากกา การกำหนดเส้นบรรทัด ไปจนถึงการซ้อมเขียนตัวอักษรซ้ำๆ บางคอมเมนต์เล่าว่าเห็นแล้วอยากกลับมา “คัดลายมือ” อีกครั้ง เพราะช่วยทั้งสมาธิและความเรียบร้อยของงานเขียน 

‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร่วมงาน รมช.กลาโหม แต่งตั้งเป็นคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ชูการสื่อสารพิทักษ์ชาติ ย้ำภูมิใจปกป้องอธิปไตยของชาติ

(12 พ.ย. 68) กรรมการช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่งตั้ง ร้อยเอก สมบัติ บัญชาเมฆ หรือบัวขาว บัญชาเมฆ ร่วมเป็นคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารภารกิจของกระทรวงกลาโหมในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร

บัวขาวกล่าวผ่านโพสต์ว่า “ภูมิใจครับที่ได้รับหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอีกรูปแบบหนึ่ง” สะท้อนจุดยืนในการใช้บทบาทประชาสัมพันธ์เป็นความต่อเนื่องของการปกป้องผลประโยชน์ชาติ แม้ไม่ใช่หน้าที่ปฏิบัติการโดยตรง

บัวขาวซึ่งมียศร้อยเอกในกองทัพบก มีประวัติการรับราชการและปรากฏในกิจกรรมสนับสนุนทหารชายแดนและการสื่อสารเรื่องอธิปไตยต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง การใช้บุคลากรสาธารณะในตำแหน่งนี้เหมาะสมกับนโยบายหน่วยงานความมั่นคงที่ต้องการขยายการสื่อสารให้ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

การแต่งตั้งบัวขาวสะท้อนบทบาทใหม่ของการปกป้องชาติผ่านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการแจ้งข่าวสารภารกิจด้านความมั่นคงให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top