Friday, 30 October 2026
Hard News Team

‘อุทัย มิ่งขวัญ’ รวมเกษตรกรโครงการโคบาลบูรพา เรียกร้องแก้ปัญหาวัวผอม - ป่วย - ตาย หลังได้รับมอบวัวไม่ตรงปกเลี้ยงไม่โต สุดท้ายแบกหนี้หลังแอ่นไร้หน่วยงานเหลียวแล

จากกรณีเมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว รวมตัวกันหลายร้อยคนจากหลายอำเภอ หลายตำบล เดินทางมารอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวัวที่ได้รับจากโครงการ

นายอุทัย มิ่งขวัญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ในโครงการโคบาลบูรพา กล่าวว่า การเดินทางมายื่นเรื่องให้กับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่าพวกเรามาจากใจ มาจากความทุกข์ความยาก มาจากความเดือดร้อนจริงๆ เราทานข้าวด้วยกัน หลายคนมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่เคยรู้จักกัน แต่วันนี้ความเป็นพี่น้องในสายเลือดโคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้วอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

นายอุทัย ได้ระบุปัญหาหลัก 3 ประการ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรว่า 1. วัวตายเอง ไม่ได้ขาย เกษตรกรถูกกล่าวหาว่าขายวัว แต่ความจริงคือวัวที่ได้รับมานั้นตายเองตั้งแต่เดือนที่ 5-6 เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ 2. แม่วัวสาวไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ วัวที่ส่งมาให้เป็นวัวสาวที่บอกว่าผสมพันธุ์ได้ทันที แต่ความจริงต้องรอ 2-3 ปี บางตัวก็ผสมไม่ได้เลย ทำให้เกษตรกรไม่มีวัวคืนให้รัฐบาลตามโครงการ และ 3. วัวผอม วัวถูกฉีดยา และวัวติดโรค 

ทั้งนี้ นายอุทัย ระบุว่า สืบทราบว่า วัวส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม ลักลอบเข้ามาขายให้โครงการ เป็นวัวที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ผอมมาก บางตัวถูกฉีดยาเพื่อให้ดูอ้วน

พร้อมกันนี้ นายอุทัย ยังได้นำคำกล่าวของเกษตรกรบางราย ที่ได้รับความเสียหายหนัก บางรายหนีหนี้ออกจากจังหวัดตนเอง เช่น

นายสุรอด ดอกบัว เกษตรกรจากอำเภอเขาฉกรรจ์ เล่าว่า เลี้ยงวัวจากโครงการ 20 ตัว เหลือรอดเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตายหมด บางตัวถูกยึดเพราะไม่สามารถดูแลได้

นายอรุณ หนึ่งในเกษตรกร จากตำบลหนองแก้ว เผชิญสถานการณ์เดียวกัน เลี้ยง 20 ตัว เหลือเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตาย 10 กว่าตัว และถูกยึดไปอีก 30 กว่าตัว 

ปัจจุบันนายอรุณต้อง หนีหนี้ออกนอกจังหวัดไปทำงานที่จังหวัดน่าน เป็นเวลา 5 ปี เพราะหนี้สินที่กู้ยืมมาดูแลวัวไม่สามารถชำระได้ หากไม่หนีออกจากบ้าน จะต้องเผชิญกับการถูกติดตามทวงหนี้ตลอดเวลา

นายอุทัย เรียกร้องว่า รัฐบาลต้องดูแลและบรรเทาทุกข์ให้กับเกษตรกร ไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน และต้องหาผู้รับผิดชอบที่ทำให้เกษตรกรได้รับวัวที่ไม่มีคุณภาพ

"อย่ามาใส่ร้ายว่าเราขายวัว วัวมันตายเอง มันทำอะไรไม่ได้ เราเชื่อมั่นว่าวัวผอมๆ ถ้าเลี้ยงจะอ้วนขึ้น แต่มันไม่ใช่ วันนี้เราจะต้องเอาปัญหาฟ้องให้ชัดเจน" นายอุทัยกล่าวเน้นย้ำ

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรยืนยันว่าพวกเขามาด้วยความสุภาพ แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมหารือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา โดยมีผู้แทนสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

การประชุมนี้นับเป็นครั้งแรกหลังเกษตรกร 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว กว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโคบาลบูรพา ตั้งแต่ปี 2560  เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 พ.ย.68 ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา ในวันเดียวกัน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนฝ่ายละ 7 คน 

ที่ประชุมมีมติให้เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเปรียบเทียบความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ว่าล้มเหลวหรือไม่ มีกรอบระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 30 วัน สิ้นสุดในวันที่ 10 ธ.ค.68 เพื่อสรุปผลการศึกษาก่อนส่งเรื่องให้ครม.พิจารณา

หากผลการศึกษาพบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ รัฐต้องเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 6,000 คน คนละ 160,000 บาท พร้อมฟื้นฟู กลุ่มสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา ทั้ง 3 อำเภอ ของจังหวัดสระแก้ว

เปิด 10 อันดับแรก!! เมืองที่มีความสุขที่สุด ในเอเชีย 2025

ประเทศไทย ติดอันดับ 2 เมือง!! เชียงใหม่ อันดับ 4 และ กรุงเทพมหานคร อันดับ 8 ติดอันดับ TOP 10 เมืองที่มีความสุขที่สุดในเอเชียประจำปี 2025 ซึ่งทำการสำรวจโดย Time Out

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาว 

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ออกเยี่ยมเยียนมอบสิ่งของเครื่องอุปโภค - บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวในพื้นที่ โดยได้มอบผ้าห่มและถุงยังชีพ จำนวน 20 ครอบครัว ณ บ้านละเบิก หมู่ที่ 11 ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า โอกาสนี้ได้นำผ้าห่มและถุงยังชีพ(เครื่องอุปโภค-บริโภค) มามอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ ที่อยู่ในพื้นที่ เพราะว่าจะเข้าช่วงหน้าหนาวแล้ว ก็คงจะช่วยบรรเทาภัยหนาวให้กับพี่น้องประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มให้กับประชาชนเป็นอย่างมากที่ทหารมีความห่วงใยประชาชนในทุกโอกาส

ชวนรู้จัก “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ผู้มีปณิธานสร้างบ้านให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ครบทุกมิติ

“การเคหะแห่งชาติ” คือรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่พัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบซื้อ-เช่า ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนเมืองและชุมชนรอบเมือง ซึ่งดำเนินการมาแล้วกว่า 52 ปี ปัจจุบันดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และปรับปรุงย่านเสื่อมโทรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

หากใครเข้าไปในเว็บไซต์ของการเคหะแห่งชาติ ก็จะเห็นข้อความที่ว่า “กคช. นอกจากต้องสร้างบ้านแล้ว ยังต้องสร้างคุณภาพชีวิตให้ครบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นคำพูดของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ คนปัจจุบัน

“ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” จบปริญญาตรีรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโทการบริหารนโยบายสาธารณะ (Public Policy) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา โดยต่อยอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ผ่านหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 66 ซึ่งเป็นประสบการณ์สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเชิงระบบ

ในส่วนเส้นทางการทำงาน เขาเริ่มจาก “องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)” เติบโตจากผู้อำนวยการสำนัก สู่ผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา รองผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการ อพท. ก่อนเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการ กคช. ในปี 2563 และได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระตามมติ ครม. เมื่อ 6 ส.ค. 2567 สะท้อนความต่อเนื่องในการปฏิรูปองค์กรและความเชื่อมั่นต่อทิศทางงานเคหะของประเทศ

ผลงานเด่นในช่วงที่ผ่านมา ภายใต้การนำของทวีพงษ์ กคช. ยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ 2568 การเคหะแห่งชาติได้คะแนน ITA (Integrity and Transparency Assessment) 98.66 จาก 100 คะแนน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และอยู่ในอันดับต้น ๆ ของรัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ ชี้ถึงระบบงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อถือได้ขององค์กรการเคหะฯ สมัยใหม่

นโยบายเด่นปี 2568 เขาวางทิศทาง “ที่อยู่อาศัยเพื่อทุกคน” เดินหน้าขับเคลื่อนตามนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ของกระทรวง พม. ผ่าน “พันธกิจสำคัญ 9 ด้าน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ การปรับปรุงชุมชนเดิมให้ปลอดภัย อยู่สบาย รองรับผู้สูงอายุ-ผู้พิการ ไปจนถึงการสร้างงาน-สร้างรายได้ในชุมชนเคหะฯ ทั้งยังเร่งโครงการเรือธงเพื่อรับมือโครงสร้างประชากรและความท้าทายด้านความเป็นอยู่ของเมืองในอนาคต 

ผลงานเด่นจากนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ได้แก่ โครงการบ้านตั้งต้น First Jobber นำอาคารเช่ามาให้กลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน หรือ First Jobber เช่าราคาพิเศษ มีการคัดเลือกโครงการเด่นโซน กทม.-ปริมณฑล 8 โครงการ รวม 1,428 หน่วย ค่าเช่าเริ่ม 1,200 บาท/เดือน และยังมีอาคารเช่าพักอาศัยทั่วทุกภูมิภาคอีก 12 โครงการ 

นอกจากนี้ยังมีการฟื้นฟูชุมชนดินแดง (ระยะที่ 2) เดินหน้าอาคาร D1 สูง 35 ชั้น รวม 612 หน่วย (รองรับผู้อาศัยเดิมจากอาคารแฟลต 23-32) และก่อสร้างอาคาร A1 สูง 32 ชั้น รวม 635 หน่วย คาดแล้วเสร็จ ในปี 2569

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโครงการ Senior Complex พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และที่อยู่อาศัยเช่าแนวใหม่ (Smart Home) ปรับปรุงทรัพย์สินอาคารที่เป็น sunk cost พร้อมยกระดับชุมชนให้มีความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการออกแบบเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน ตามเกณฑ์การออกแบบและประเมินโครงการชุมชนยั่งยืน (NHA Eco-Village Standard) รวมถึงการออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยของคนทั้งมวล ตามแนวทาง Universal Design (UD) เพื่อพัฒนา Sustainable Affordable Housing และเป็นที่อยู่อาศัย Resilient Housing

ที่กล่าวมา เป็นเพียงแค่ผลงานบางส่วนของ “ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ” ที่มุ่งมั่นทำให้บทบาทของการเคหะแห่งชาติเป็นส่วนที่ช่วย “เชื่อมบ้านกับโอกาสชีวิต” ไว้ด้วยกัน ทำให้บ้านเข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐาน พาชุมชนเติบโต ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า…เมื่อบ้านมั่นคง เมืองก็เข้มแข็ง และประเทศก็มีฐานสังคมที่พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

‘เปิ้ล นาคร’ ลุยน้ำท่วม!! ขี่เจ็ตสกีพาทีมหมอ-พยาบาลลงพื้นที่ จ.ปทุมฯ ช่วยผู้ป่วยติดเตียงกลางวิกฤต เปิดคอมเมนต์รับแจ้งขอความช่วยเหลือ ชาวเน็ตแห่ชื่นชมจิตอาสาไม่หยุดพัก


(13 พ.ย. 68) จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพระนครศรีอยุธยาที่ต้องเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนเจ้าพระยา ผสมกับน้ำทะเลหนุน ทำให้จังหวัดใกล้เคียงอย่างปทุมธานีได้รับผลกระทบหนัก ระดับน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำ หลายครอบครัวต้องยกของขึ้นที่สูง และบางส่วนจำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

ล่าสุด “เปิ้ล นาคร” นักแสดงชื่อดังสายจิตอาสา ยังลุยช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 เจ้าตัวขี่เจ็ตสกีพาทีมแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่ จ.ปทุมธานี เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ติดอยู่ในบ้านน้ำท่วม พร้อมโพสต์คลิปลงอินสตาแกรม เล่าถึงสภาพ “แม่เฒ่าติดเตียงบนชั้น 2 นอนอยู่กับน้ำมาหลายคืน” โดยเขียนข้อความว่า ปล่อยน้ำมา 2,800 ลูกบาศก์เมตรยังขนาดนี้ ถ้าฝนมาอีกบวกน้ำทะเลหนุนจะไปกันยังไงต่อ พร้อมทิ้งท้ายว่า “ที่ไหนต้องการความช่วยเหลือ แจ้งมาใต้คอมเมนต์นี้ได้เลย”

ในเฟซบุ๊ก Ple Nakorn ก็มีการแชร์คลิปลงพื้นที่น้ำท่วมปทุมธานีเช่นกัน โดยระบุชัดว่าทีมของตนจะพยายามเข้าไปช่วยผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่เดือดร้อนให้มากที่สุด ท่ามกลางคอมเมนต์ชื่นชมจากชาวเน็ตที่ยกให้เปิ้ลเป็นฮีโร่ของน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนฝากพิกัดญาติผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ให้ทีมงานเข้าไปดูแล

นอกจากภารกิจช่วยน้ำท่วมแล้ว เปิ้ล-จูน และทีมคนบันเทิงยังส่ง “Food Support” ให้น้อง ๆ นักฟุตบอล 2 ทีม ทั้งโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ทีมแชมป์ และโรงเรียนหมอนทองวิทยา รองแชมป์การแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเพิ่มเติม ย้ำภาพลักษณ์ครอบครัวสายจิตอาสาที่ลงมือช่วยสังคมทั้งยามวิกฤตและในวันที่เป็นรอยยิ้มของผู้คนในเวลาเดียวกัน

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 จัดกำลังพลพร้อมรถเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาผู้มีรายได้น้อย ในพื้นที่ อำเภอเมืองสุรินทร์

(13 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 นางสาวอณัญญา พรหมบุตร รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุรินทร์ เจ้าหน้าที่จาก โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน ออกเยี่ยมเยียน ชุดปฎิบัติการ ร้อยมณฑลทหารบกที่ 25 ที่นำรถเกี่ยวข้าวกองทัพบก ออกเกี่ยวข้าวช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา ราย พลฯ สำรวน ศรีแย้ม บ้านเลขที่ 55 หมู่ที่ 5 บ้านสก๊วน ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากข้าวเปลือกเริ่มสุกเต็มที่ แต่ไม่สามารถลงเกี่ยวได้ เพราะที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมขังในนา 

โดยได้จัดกำลังพล 6 นาย นายทหาร 1 นาย นายสิบ 2 นาย พลทหาร 3 นาย  พร้อมยุทธโธปกรณ์ รถเกี่ยวข้าว 70G (คูโบต้า) จำนวน 1 คัน รถยนต์บริการปกติขนาดเล็ก 1 คัน รถลากจูงเทเลอร์ 1 คัน และ รถฟาร์มแทรกเตอร์ 1 คัน ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อย ครอบครัวพลทหาร และ ทหารผ่านศึก เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ได้เล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนา ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จึงได้สั่งการให้กำลังพล  นำรถเกี่ยวข้าว พร้อมอุปกรณ์ เข้าช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และมีรายได้น้อย  

เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ปัจจุบัน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้เริ่มดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว 2 ราย จำนวน 25 ไร่ ได้ข้าวเปลือก 4,500 กิโลกรัม สร้างความดีใจและความประทับใจให้กับชาวนา ที่ได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพบก เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวว่า ขณะนี้อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรชาวนา ที่เกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว แต่ไม่มีที่ตากข้าว ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าเกษตรกรได้ใช้พื้นที่ถนนในการตากข้าวเปลือก ทั้งนี้กองทัพบก 

พร้อมเคียงข้าง และช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส จึงได้เตรียมพื้นที่ ณ ศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง (ตรงข้ามศูนย์ราชการจังหวัดสุรินทร์) เพื่อใช้เป็นลานตากข้าว เปลือก โดยได้จัด ทหารจิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ ในการช่วยเหลือ เกษตรกรชาวนา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับพี่น้องคนไทย หากเกษตรกรท่านใดเดือดร้อนและมีรายได้น้อย อยากได้รับการสนับสนุน จาก มณฑลทหารบกที่ 25 สามารถประสานได้ที่ โทร.044-511844 ต่อ 20016 

ไทย-กัมพูชา: เกมสื่อสารที่ไทยแพ้ราบคาบ เมื่อ "ความไว" กลายเป็นอาวุธทางการทูต อีกฝ่ายชิงสร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน ส่วนไทยยังตื่นช้าเกิน - ตามเกมไม่ทัน

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมากลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการทูตสมัยใหม่ ที่ "ความเร็วในการสื่อสาร" และ "การครอบงำกระแสข่าว" สำคัญกว่าความจริงหรือเหตุผล ไทยกำลังเผชิญกับฝีมือการเล่นเกมการทูตของกัมพูชาที่ชำนาญกว่า โดยเฉพาะการใช้ "ความไว" เป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์ แล้วรีบ "ฟ้องชาวโลก" ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับมือและอธิบาย ซึ่งในโลกของการสื่อสารมวลชนสมัยใหม่ ผู้อธิบายมักจะแพ้ผู้กล่าวหาเสมอ

กลยุทธ์ "สร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน"

ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า กัมพูชาเชี่ยวชาญในการ "สร้างความไว" ในประเด็นที่ดูเล็กน้อย แล้วขยายให้กลายเป็นวาระชาติ รูปแบบที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

กรณีคำพูดของนักการเมืองไทย - เมื่อมีนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะไทยพูดถึงกัมพูชาในลักษณะที่อาจตีความได้หลายทาง กัมพูชาจะรีบ "จับประเด็น" ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ อาณาเขต หรือแม้แต่วัฒนธรรม

การขยายผลอย่างเป็นระบบ - ไม่ใช่แค่รัฐบาลกัมพูชาที่ออกมาประณาม แต่จะมีการระดมทั้ง "สื่อรัฐ" "กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล" และ "อินฟลูเอนเซอร์" พร้อมกันในรูปแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ—แต่จริงๆ แล้วมีการประสานงานอย่างแน่นหนา

การใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพ - กัมพูชาเข้าใจดีว่าในยุคดิจิทัล "ความรู้สึก" สำคัญกว่า "ข้อเท็จจริง" พวกเขาจึงสร้างคอนเทนต์อารมณ์ (emotional content) ที่กระตุ้นความรู้สึกรักชาติของคนกัมพูชา และสร้างภาพว่าไทยเป็นฝ่าย "รังแก" หรือ "ดูถูก"

ขณะเดียวกัน สิ่งที่กัมพูชาทำได้ดีมากคือ การ "ฟ้องชาวโลก" ก่อนที่ไทยจะได้อธิบาย ทุกครั้งที่มีประเด็นขัดแย้ง กัมพูชาจะรีบ:
- แถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศทันที โดยเฉพาะสื่อตะวันตกและสื่อระดับภูมิภาค
- ส่งบันทึกประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยและเผยแพร่ต่อสาธารณะในเวลาเดียวกัน
- ระดมพูดถึงในเวที ASEAN, UN และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ
- ใช้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศต่างๆ เป็น "ทูตประชาสัมพันธ์" ออกสื่อท้องถิ่นอธิบายจุดยืนของกัมพูชา

ผลคือ เมื่อไทยออกมาอธิบาย "กระแสแรก" ถูกครอบงำโดยกัมพูชาไปแล้ว และการอธิบายของไทยกลายเป็นเพียง "การแก้ต่าง" ซึ่งในสายตาสาธารณะมักดูอ่อนแอกว่า

3. เล่นบทบาท "ชาติเล็กที่ถูกรังแก"

นอกจากนี้ กัมพูชา ยังเล่นบท "ประเทศเล็กที่กำลังถูกเพื่อนบ้านใหญ่กดขี่" ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สื่อสารสนับสนุน ที่โลกชอบ ซึ่งพวกเขาเล่นบทบาทนี้อย่างชำนาญ โดย
- เน้นย้ำประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาเคยสูญเสียดินแดนให้ไทย (ตามที่พวกเขาอ้าง)
- เล่าเรื่องความเจ็บปวดจากยุคเขมรแดงและการฟื้นฟูประเทศ เชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าไทย "ไม่เห็นใจ"
- ใช้ภาษาที่แสดงถึงความเป็นเหยื่อ เช่น "bullying" "disrespect" "insult" ซึ่งเป็นคำที่สื่อสารสากลให้ความสำคัญ

ไทยแพ้เกมการสื่อสารอย่างไร

ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ "ตื่นช้า" ทุกครั้งที่มีประเด็น ไทยมักใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือแม้กระทั่งหลายวันกว่าจะออกมาชี้แจง ในขณะที่กัมพูชาออกมา "ฟ้อง" ภายในชั่วโมงแรก

สาเหตุมาจาก:
- ระบบราชการที่ซับซ้อน - ต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ต้องได้รับการอนุมัติจากระดับสูงก่อนแถลงข่าว
- ความระมัดระวังมากเกินไป - กลัวพูดผิดหรือเสียมารยาท จึงใช้เวลานานในการเตรียมคำแถลง ซึ่งเมื่อออกมาก็ "สายเกินแก้"
- ขาดทีมรับมือวิกฤตที่พร้อม - ไม่มีทีม "war room" ที่ monitor สถานการณ์ตลอดเวลาและสามารถตอบโต้ทันที

อีกทั้ง เมื่อไทยออกมาชี้แจง มักใช้ภาษาที่ "นุ่มนวลและเป็นทางการ" มากจนดูอ่อนแอ เช่น "เสียใจที่มีความเข้าใจผิด" "ขอชี้แจงว่า..." "ไม่ได้มีเจตนา..."

ในขณะที่กัมพูชาใช้ภาษาที่ "หนักแน่นและชัดเจน" เช่น "unacceptable" "violation" "demand apology" ซึ่งฟังแล้วมีน้ำหนักและแสดงจุดยืนที่ชัดเจน

ผลคือ ในสายตานานาชาติ กัมพูชาดูเหมือน "มีหลักการและยืนหยัด" ขณะที่ไทยดูเหมือน "ไม่แน่ใจและอ่อนข้อ"

และดูเหมือนว่า ที่ผ่านมา ไทยเล่นแต่ฝ่ายรับ ไม่มีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบ
- ไม่มีการทำคอนเทนต์ภาษาอังกฤษอธิบายจุดยืนของไทยให้นานาชาติเข้าใจ
- ไม่มีการใช้ influencers หรือ opinion leaders ระดับภูมิภาคมาช่วยสื่อสาร
- ไม่มีการสร้าง counter-narrative ที่แข็งแกร่ง เช่น การชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาเองก็มีประเด็นที่ละเมิดไทยเช่นกัน

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างเร่งด่วน ด้วยการสร้างระบบตอบโต้เร็ว "ศูนย์สั่งการในช่วงวิกฤต" ที่พร้อมตอบสนองทันที ภายใน 1-2 ชั่วโมง ไม่ใช่ 1-2 วัน ต้องมี:
- ทีมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
- อำนาจในการอนุมัติคำแถลงอย่างรวดเร็ว
- โฆษกที่สามารถพูดได้หลายภาษา พร้อมออกสื่อทันที

ใช้ภาษาที่เข้มแข็งและชัดเจน เลิกภาษา "ขอโทษ-อธิบาย" เปลี่ยนเป็น "ยืนยัน-เรียกร้อง" เมื่อไทยถูกต้อง ต้องพูดให้ชัดว่า "ไทยไม่ได้ทำผิด" ไม่ใช่ "ไทยเสียใจที่มีความเข้าใจผิด"

ที่สำคัญ รัฐบาล นักการเมือง สื่อ และประชาชน ต้อง "พูดเสียงเดียวกัน" ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ว่าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องรู้จักเลือกเวลาและสถานที่

แน่นอนว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรือประวัติศาสตร์ แต่เป็น "สงครามการสื่อสาร" ที่ชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าใครควบคุมกระแสข่าวและความคิดเห็นของสาธารณะได้

และต้องยอมรับว่า กัมพูชาเข้าใจเกมนี้ดีกว่าไทย พวกเขาใช้ "ความไว" เป็นอาวุธ สร้างสถานการณ์เอง แล้ววิ่งไปฟ้องชาวโลกก่อน ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับและอธิบาย

ไทยแพ้ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่แพ้เพราะ "ตื่นช้า พูดนุ่ม และไม่มีกลยุทธ์" ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเรียนรู้ว่า ในโลกของการทูตสมัยใหม่ ผู้ที่ "พูดก่อน พูดเร็ว และพูดดัง" มักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร

และที่สำคัญ ไทยต้องหยุดเล่นแต่ฝ่ายรับ เริ่มเล่นเชิงรุก สร้างกระแส กำหนดวาระ และครอบงำการสนทนา มิฉะนั้น ไทยจะแพ้เกมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าความถูกต้องจะอยู่ฝ่ายเราก็ตาม

 พิษณุโลก -มทบ.39 : เปิดการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568

(13 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทหารใหม่และประดับเครื่องหมายครูฝึก ผลัดที่ 2 รุ่นปี 2568 ของหน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ณ หน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับทหารใหม่เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ กองทัพบกอย่างเป็นทางการ และเพื่อเริ่มต้นการฝึกขั้นพื้นฐานทางทหาร ซึ่งมุ่งเน้นการปลูกฝังระเบียบวินัย ความอดทน ความสามัคคี รวมทั้งการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารใหม่ ให้เกิดความภาคภูมิใจในเกียรติของการเป็น “ทหารกองทัพบกไทย”

ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ให้โอวาทกับทหารกองประจำการ โดยมุ่งเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมให้การดูแลน้องๆ ทหารใหม่ทุกนาย รวมไปจนถึงครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง อาทิ เรื่องการอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางครอบครัวทหารใหม่ ในพื้นที่ห่างไกล ในกิจกรรมพร้อมญาติ วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 อีกทั้งยังพบปะทหารใหม่กลุ่มพิเศษ (กลุ่มเสี่ยงภาวะซึมเศร้า) เพื่อมอบแนวทางเสริมสร้างกำลังใจในห้วงการฝึก พร้อมกำชับชุดครูฝึกทุกนายให้ความสำคัญกับการฝึก ที่ต้องเป็นไปตามนโยบายของกองทัพบก ห้ามมิให้มีการปฏิบัตินอกระเบียบและห้ามมิให้เกิดการสูญเสียและภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กรกองทัพบก

ก่อนที่ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 และคณะจะเดินทางกลับ ได้กรุณาตรวจเยี่ยมการรับประทานอาหารมื้อกลางวันของทหารใหม่ ณ โรงประกอบเลี้ยง กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 39 ตรวจสอบคุณภาพอาหารและความสะอาดด้านสถานที่ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการและถูกสุขลักษณะ เป็นไปตามหลักนโยบาย 3 ย. คือ เยอะ ยอด เยี่ยม ในการนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้ร่วมรับประทานอาหารร่วมกับทหารใหม่อย่างเป็นกันเอง เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน 

ไปรษณีย์จีนทำลายสถิติ เทศกาลช้อปปิ้ง ‘ดับเบิล 11.11’ ยอดส่งพัสดุเกือบ 14,000 ล้านชิ้น!! สูงกว่าช่วงปกติมากถึง 1.18 เท่า ตอกย้ำพลังจับจ่ายตลาดผู้บริโภคจีน

(13 พ.ย. 68) สำนักงานไปรษณีย์แห่งชาติจีน (State Post Bureau) เปิดเผยว่า ตั้งแต่จีนเข้าสู่ช่วงพีคของเทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11.11” ปี 2025 และตั้งแต่วันที่ 21 ต.ค. เป็นต้นมา บริษัทไปรษณีย์รวมถึงขนส่งพัสดุทั่วประเทศได้จัดการพัสดุไปแล้วกว่า 13,940 ล้านชิ้น ทำลายสถิติใหม่ด้านปริมาณการขนส่ง

ในช่วงวันที่ 21 ต.ค. จนถึง 11 พ.ย. ที่ผ่านมา ปริมาณพัสดุเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ราว 634 ล้านชิ้น สูงกว่าช่วงปกติถึง 1.18 เท่า โดยมีวันพีกที่ปริมาณพัสดุพุ่งแตะ 777 ล้านชิ้นในวันเดียว สร้างสถิติประวัติการณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมขนส่งพัสดุในจีน

สำหรับปี 2025 นี้ อุตสาหกรรมไปรษณีย์และขนส่งของจีนเตรียมรับมือเทศกาล “ดับเบิล 11” อย่างเต็มที่ ทั้งเพิ่มกำลังคน ขยายเครือข่ายคลังสินค้า และอัปเกรดระบบคัดแยกอัตโนมัติ เพื่อลดปัญหาพัสดุตกค้างและทำให้ระบบเดินได้ลื่นไหลขึ้น ส่งผลให้ศักยภาพและประสิทธิภาพในการให้บริการสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เทศกาลช้อปปิ้ง “ดับเบิล 11” ซึ่งเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2009 ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในจีน หนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก ยอดพัสดุที่ทะลุเพดานในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังจับจ่ายที่ยังแข็งแกร่งของผู้บริโภคจีน และความเติบโตต่อเนื่องของอีคอมเมิร์ซในประเทศ

‘ทนายไพศาล’ สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ แย้มขอลงชิง สส. จังหวัดระยอง หลังโดนใจแคมเปญใหม่ของพรรค "ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้"

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่คลิป นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดัง มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายจูรี ทักทายทนายไพศาล ด้วยความตื่นเต้น บอกว่า ไม่คาดฝันว่าทนายไพศาล จะมาร่วมงานที่พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ ทนายไพศาล ตอบว่า “ผมมาหาท่านรอง พอดีผมฟังแคมเปญ ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมก็เลยมาท่านรอง ต้อนรับผมไหม ผมหัวใจสีฟ้า ผมดูท่านมาตลอดแล้วก็นั่งคิดทุกคืนที่บ้าน มาสมัครสมาชิกปชป.ด้วยตัวเอง ด้วยแคมเปญนี้เลย” ด้าน นายจูรี กล่าวว่า “ต้อนรับอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว อยากให้มาช่วย มาเป็นกำลังหลักของพรรค เป็นความหวังของคนทุกรุ่นทุกวัยของยุคนี้ ที่เขาเบื่อการเมือง”

มีรายงานว่า นายไพศาล ได้ยื่นขอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ระยอง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top