Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

ตำรวจสระแก้วรวมพลปล่อยแถว 200 นาย เตรียมพร้อมเสริมทัพทหารพิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา “บ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน” ผบ.ตร. ส่งกำลังใจ ย้ำภารกิจสำคัญดูแลประชาชนป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย  

 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายไทย - กัมพูชา ฝั่ง จ.สระแก้ว ที่ล่าสุดกองทัพบก ยืนยันว่าการตอบโต้ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกฎการใช้กำลัง การเตือน และการป้องกันตัวเอง โดยในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบงานความมั่นคง กำชับให้ตำรวจเตรียมความพร้อมปฏิบัติสนับสนุนกองทัพในการร่วมพิทักษ์อธิปไตยชายแดนทันทีเมื่อมีการร้องขอ โดยเน้นให้ดูแลพิทักษ์ส่วนหลังดูแลความปลอดภัยสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน

รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เช้าวันนี้ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว นำโดย พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สส.ภ.จว.สระแก้ว, พ.ต.อ.ชูชาติ คงเมือง ผกก.สภ.อรัญประเทศ, พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ อินทสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสูง ได้รวมกำลังตำรวจ ปล่อยตำรวจชุดกองร้อยควบคุมฝูงชน ภ.จว.สระแก้ว กว่า 200 นาย เคารพธงชาติ สวดมนต์ กล่าวคำปฏิญาณตน กล่าวอุดมคติตำรวจ รวมพลัง พร้อมทั้งตรวจสอบความพร้อมของกำลังพล และอุปกรณ์ สำหรับปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่แนวชายแดนบ้านหนองหญ้าแก้ว -บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ในทันที่ที่มีการร้องขอ ร่วมยุทธการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวด้วยว่า ผบ.ตร.ส่งกำลังใจให้ตำรวจที่ร่วมภารกิจนี้ทุกนาย เน้นย้ำให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ให้ผู้บังคับบัญชานำการปฏิบัติโดยคำนึงถึงปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกนาย และให้ระลึกว่านี่คือภารกิจสำคัญร่วมปกป้องประเทศ รักษาความสงบสุขของพี่น้องประชาชน

รัสเซียตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” เป็นทางการ ยูเครนแขวะ แค่ลอกแนวทางความสำเร็จ อ้างทัพโดรนเคียฟยังนำหน้าหลายขุม ในด้านเทคโนโลยี และกำลังพล-ยุทโธปกรณ์

(13 พ.ย. 68) รัสเซียประกาศตั้ง “กองกำลังระบบไร้คนขับ” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อของรัฐรายงานว่ามีการจัดตั้งกองพันปฏิบัติการและหน่วยต่าง ๆ ขึ้นแล้ว เพื่อควบคุมการใช้โดรนและระบบไร้คนขับในสนามรบแบบรวมศูนย์ ภายใต้แผนการเดียวและทำงานประสานกับหน่วยรบอื่น ๆ

ด้าน ยูเครนชี้ว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการ “ลอกแนวทางที่ประสบความสำเร็จของเรา” เพราะกองทัพยูเครนได้ตั้งเหล่าทัพด้านระบบไร้คนขับแยกเฉพาะไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2024 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน อันดรีย์ โควาเลนโก (Andrii Kovalenko) กล่าวว่าหน่วยโดรนของยูเครนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่รัสเซียกำลังพยายามคัดลอกและเร่งผลิตในเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ต้องจับตา

ยูเครนถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้โดรนในสงคราม นำอากาศยานไร้คนขับ และยานภาคพื้นดินไร้คนขับมาใช้ทั้งในภารกิจลาดตระเวนและโจมตีจริง และตั้งเป้าผลิตโดรนให้ได้ถึง 1 ล้านลำภายในปีนี้ นี่ยังไม่รวมโดรนอีกหลายพันลำที่ได้รับจากชาติตะวันตก เพื่อถล่มจุดอ่อนและลดความได้เปรียบด้านจำนวนกำลังพลและยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ รัสเซียเองก็ใช้โดรนอย่างกว้างขวาง ทั้งในแนวหน้าและโจมตีเมือง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โควาเลนโกย้ำว่ายูเครนยังนำหน้ารัสเซียในด้านการพัฒนาโดรน แต่ก็เตือนว่า ศึกเทคโนโลยีไร้คนขับกำลังทวีความรุนแรง และยังเห็นได้ชัดว่า กองทัพยุโรปในนาโต (NATO) ยังตามหลังอยู่มากในสนามรบยุคโดรนนี้

สมุทรปราการ-โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติด ชิงถ้วยรางวัลนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ คณะผู้บริหารโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน จัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

ด้วยนางสาวศศิวิมล อั๋งสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ ตระหนักเห็นถึงความสำคัญโทษของยาเสพติดที่กำลังแพร่ระบาดในหลายพื้นที่ และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษา

อีกทั้ง ให้นักเรียนในสถานศึกษาทุกระดับชั้นของโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ มีความรู้ ความเข้าใจ โทษภัยของสารเสพติดจึงได้จัดการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดขึ้นในครั้งนี้

โดยมีทางคณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน เข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งนักเรียนที่ร่วมการแข่งขันประกอบไปด้วย นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ถึงชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 

ซึ่งในปี 2568 นี้ การแข่งขันกีฬาฟุตซอลต้านยาเสพติดของนักเรียนโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์นั้น เป็นการชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว (นายกนาจ) นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ โรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ยังได้รับเกียรติจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นประธานกล่าวเปิดงานการแข่งขันกีฬาฟุตซอลต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2568

อย่างไรก็ตาม โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต้านสารเสพติดในสถานศึกษา เป็นการแข่งขันฟุตซอลชิงถ้วยรางวัลจาก นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่งให้กับทางโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ใช้สนับสนุนการแข่งขันกีฬา ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันกีฬาในสถานศึกษายังเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนในสถานศึกษาอีกด้วย การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-19 พฤศจิกายน 2568 ณ สนามกีฬาโรงเรียนนาคดีอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1

'ชัช เตาปูน' ย้ำจุดยืน "ทำเพื่อชาติ-ไม่หวังยิ่งใหญ่" พร้อมจับมือ 'พีระพันธุ์' ขับเคลื่อน รทสช. ลั่นขอสู้ต่อเพื่ออนาคตลูกหลาน ต้านคนขายชาติเอาประโยชน์ส่วนตน

‘ชัช เตาปูน’ ครบรอบ 82 ปี ย้ำจุดยืน "รักชาติ-ตรงไปตรงมา - ไม่หวังยิ่งใหญ่" ยก "พีระพันธุ์" ดีเอ็นเอคล้ายกัน พร้อมจับมือเดินหน้าขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่ออนาคตลูกหลานไทย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 บรรยากาศที่บ้านพักย่านบางซื่อเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของนายชัชวาลล์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีบุคคลหลากหลายวงการและมวลชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมอวยพรอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรีฐวิภาค หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค อาทิ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรค นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรค นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.หญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรค นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค

นอกจากนี้ยังมี นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจารึก ศรีอ่อน อดีต สส.จันทบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม อดีตหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท พ.ต.อ.ศรายุทธ มั่งเรือน ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 นายประนอม โพธิ์คำ อดีต สส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นายธนวัฒน์ งามผิว ผู้บริหารบริษัท PROMMES SHIPPIRO SERVICE และนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) เป็นต้น

จากนั้นในเวลา 10.45 น. มีการประกอบพิธีทางสงฆ์ โดยพระสงฆ์จากวัดพุทธพรหมยาน จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 5 รูป นำสวดมนต์ประกอบด้วย บทสวดนโมการอัฏฐกคาถา (นะโม 8 บท) และบทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ ได้มีการสวดด้วยทำนองสรภัญญะ ซึ่งทั้งสองบทครอบคลุมเรื่องความสิริมงคลและปกป้องคุ้มครอง

นายชัชวาลล์ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ยังคงไม่ลืมกัน โดยระบุว่าทุกปีจะมีผู้คนเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่มาจากทางใต้ ทางเหนือ และทางอีสาน ทำให้ตนรู้สึกดีใจที่มีความผูกพันและได้รับความรู้สึกที่ดีจากทุกคนเสมือนเป็นกัลยาณมิตรที่เหนียวแน่นมาโดยตลอด ความผูกพันนี้เกิดขึ้นจากการที่ตนเองทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทำสิ่งที่ไม่ดี และพร้อมทำทุกอย่างที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

นายชัชวาลล์ได้กล่าวถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเปิดเผยว่า ทราบว่านายพีระพันธุ์รู้สึกประทับใจในตน เนื่องจากเป็นคนที่มีความมั่นคงและตรงไปตรงมา นายชัชวาลล์ยืนยันว่าในฐานะผู้ชาย เมื่อพูดแล้วก็ต้องทำ หากทำไม่ได้ก็จะไม่พูด ทำให้ผู้คนที่คบหาไม่ต้องระแวงและสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งชี้ว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่มีความรู้สึกรักชาติ รักประชาชน และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ตนและนายพีระพันธุ์มีความรู้สึกและดีเอ็นเอที่คล้ายกัน นายชัชวาลล์ยืนยันว่าตนต้องทำงานร่วมกับนายพีระพันธุ์เพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป เพราะเห็นว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนตนเองก็ทำเพื่อส่วนรวมมาตลอดตั้งแต่ช่วงอายุ 20 กว่าปีแล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอคนที่มีแนวคิดเหมือนกันเช่นนี้จึงต้องร่วมมือกัน

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ยังคงทำงานการเมืองในวัยนี้ นายชัชวาลล์ย้ำถึงจุดยืนที่หนักแน่นว่า ตนทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาหลายปีแล้วและไม่เคยคิดจะหยุดทำ การที่ตนเข้ามาทำงานการเมืองเป็นเพราะความห่วงใยประเทศชาติ ตนมองว่าปัจจุบันผู้คนมีความเห็นแก่ตัวกันมาก ไม่รักประเทศชาติ และมุ่งหวังแต่จะเข้ามากอบโกย ในขณะที่คนไทยเองก็ยังทะเลาะกัน ตนต้องการเข้ามาเพื่อทำให้เกิดความถูกต้อง และจะร่วมมือกับคนที่มีความรู้สึกเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อความยิ่งใหญ่ เพราะการอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับตนอยู่แล้วและยังมีพรรคพวกมากมาย แต่ตนไม่อาจปล่อยให้ประเทศชาติล่มสลายหรือให้คนรุ่นหลังอยู่กันอย่างลำบากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้คนที่เห็นแก่ตัวเอาประโยชน์ส่วนตน ไม่ละอายที่จะขายชาติ ขายแผ่นดิน เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ

นายชัชวาลล์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานให้กับคนรุ่นหลัง โดยจะต้องสอนให้เด็กรุ่นหลังรู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีไทย เนื่องจากปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมีมาก และแม้แต่เรื่องศาสนาพุทธก็ยังเสื่อมลง โดยยกตัวอย่างความประพฤติของเด็กไทยบางส่วนที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งกระดิกเท้า ไม่ฟังครูบาอาจารย์ หรือเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นจำเป็นต้องนำความเป็นไทยกลับมา และสอนควบคู่ไปกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขามีความกตัญญูและรู้คุณธรรม นายชัชวาลล์กล่าวว่าประเทศชาติที่ไม่มีคุณธรรมจะอยู่ไม่ได้ จะมีแต่การเอาเปรียบกัน ดังนั้นการทำงานเพื่อชาติจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการอวยพรเนื่องในวันเกิด แต่ไม่มีโอกาสเดินทางมาถึงบ้านพักย่านบางซื่อในวันนี้ นายชัชวาลล์กล่าวว่าสามารถอวยพรผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ ได้ทั้งหมด และแสดงความปลื้มปริ่มและภูมิใจที่คนไทยที่มีความรู้สึกรักชาติเหมือนกันเข้ามาร่วมอวยพรให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีโอกาส ตนก็จะพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่

“เชียงราย”ตม.เชียงรายรวบจีนเทาจากKK PARK เมียวดีก่อนข้ามไปลาวเพื่อการกวาดล้าง”

เมื่อวานนี้ (12พ.ย. 68) ที่บริเวณริมถนน เลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย  โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. , พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 , พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม.5  มอบหมายให้ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย , พ.ต.ท.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์,พ.ต.ท.วิชัย ปันนา,สว.ตม.จว.เชียงราย ทำการสืบสวน คนต่างด้าวที่กระทำความผิดภายในราชอาณาจักร โดยได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบขนคนต่างด้าวโดยมีการใช้รถยนต์เก๋งสีขาวทะเบียนกรุงเทพฯ จนกระทั่งเวลาประมาณ 17.30 น. ได้พบรถเก๋งยี่ห้อ ฮอนด้า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพฯ โดยมี นายชยุตพงศ์  (นามสมมุติ)อายุ 33 ปี (ทราบชื่อภายหลัง) เป็นผู้ขับขี่ โดยเป็นรถยนต์ตรงตามที่สายลับแจ้งไว้ ชุดจับกุมจึงได้ให้สัญญาณให้จอดเพื่อตรวจสอบ จากการสอบถามแจ้งว่า 

ตนได้รับการว่าจ้างให้รับกลุ่มคนจีนจำนวน 2 คน เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ปลายทางจังหวัดเชียงราย โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 5,000 บาท ตรวจสอบผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยบริเวณเบาะด้านหลัง ลักษณะคล้ายคนต่างด้าวไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ จึงได้เรียกให้แสดงเอกสารประจำตัวปรากฏว่าไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง (PASSPORT) หรือเอกสารแทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด  จึงได้ควบคุมตัวไว้เพื่อตรวจสอบ ทราบชื่อ MR.JANG (จาง) อายุ 40 ปี สัญชาติจีน และMR.YI (ทราบชื่อผ่านล่ามแปล) เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.เชียงราย จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าราชอาณาจักรแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ควบคุมตัวบุคคลทั้งสองดังกล่าวมายังที่ทำการตม.จว.เชียงราย (ส่วนแยก) เพื่อทำการบันทึกจับกุม จากเหตุและพฤติการณ์ข้างต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันแจ้งข้อกล่าวหาและฐานความผิดว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ส่วนตัวนายชยุตพงศ์ (นามสมมุติ)

กระทำผิดฐาน “ช่วยเหลือหรือซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” 
พร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ทราบ

ผู้ถูกจับรับทราบข้อกล่าวหาและสิทธิ์เข้าใจดีแล้ว ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวพร้อมยานพาหนะ ที่ใช้ในการกระทำความผิด  นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดู่ จังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากนั้น เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย ได้ร่วมกันนำตัวบุคคลดังกล่าวมาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

50 ปีความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าการทูต เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ ไม่ใช่เพียงแค่พิธีการเท่านั้น แต่คือกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาว

เดือนพฤศจิกายน 2568 จะเป็นเดือนพิเศษของความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน (พ.ศ. 2518-2568)

แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ บทบาทของราชวงศ์ไทยในความสัมพันธ์กับจีนไม่ได้เป็นเพียง "สัญลักษณ์ทางการทูต" แต่คือ กลไกขับเคลื่อนความร่วมมือจริงจัง ในมิติวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และประชาชนต่อประชาชน (people-to-people) ที่สื่อมวลชนยังเล่าไม่มากนัก

1. เมืองรองบนเส้นทางสายไหม: ซีอาน-ลั่วหยาง-หลงเหมิน
การเสด็จเยือนจีนของราชวงศ์ไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ในฐานะเมืองท่าการทูต แต่มุ่งลงลึกสู่ "หัวใจอารยธรรม" ที่แท้จริง

ตัวอย่างสำคัญคือการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเดือนตุลาคม 2543 ที่ไม่ได้หยุดแค่ปักกิ่ง แต่ทรงเสด็จฯ ถึงซีอาน (เมืองหลวงเก่าของราชวงศ์ถัง) และลั่วหยาง (ถ้ำหลงเหมิน ศูนย์กลางพุทธศิลป์ยุคเว่ย-ถัง)

การเสด็จฯ ครั้งนี้วาง "หมุดหมายทางวัฒนธรรม" ที่เชื่อมสายใยพุทธศาสนาและอารยธรรมโบราณของทั้งสองประเทศ ซึ่งลึกซึ้งกว่าการประชุมทางการทูตเป็นร้อยเท่า

2. บันทึกการเดินทาง = ทุนทางวัฒนธรรมระยะยาว
งานเขียนของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น หนังสือ *Treading the Dragon Land* (เหยียบแผ่นดินมังกร) และชุดแปล *Verses of Clear Jade* (บทกวีหยกใส) ทำหน้าที่เป็น "สื่อสารมวลชนเชิงวัฒนธรรม" ระยะยาว

งานเขียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่บันทึกการเดินทาง แต่คือการสร้าง soft power ที่ทำให้คนไทยเข้าใจจีนในมิติที่ลึกกว่าข่าวการเมืองหรือเศรษฐกิจ และทำให้คนจีนเห็นไทยในฐานะประเทศที่เข้าใจและให้คุณค่ากับอารยธรรมของพวกเขา

3. เครือข่ายวิทยาศาสตร์ข้ามพรมแดน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะใน ด้านยา ชีวการแพทย์ และห้องแล็บร่วม

ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง Chinese Academy of Sciences (CAS) กับ Chulabhorn Royal Academy ซึ่งเป็นเครือข่ายที่แลกเปลี่ยนนักวิจัย ข้อมูลวิจัย และพัฒนายาสมุนไพรร่วมกัน

นี่คือความร่วมมือที่ "เห็นผลจริง" ไม่ใช่แค่การลงนามบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีการติดตาม

4. แผนที่-ข้อมูล-อวกาศ: ยุคใหม่ของความร่วมมือ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์สิรินธร (SCGI - Sirindhorn Center for Geo-Informatics) เป็นโมเดลความร่วมมือไทย-จีนด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ การเตือนภัย ภูมิอากาศ และการจัดการทรัพยากร

ระบบนี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมจีน (เช่น Gaofen series) ร่วมกับดาวเทียมไทยและต่างประเทศ เพื่อติดตามน้ำท่วม ไฟป่า การเปลี่ยนแปลงสภาพป่า และวางแผนพัฒนาเมือง

ในยุคที่ข้อมูลคือพลัง ความร่วมมือแบบนี้คือ "ความมั่นคงแบบใหม่" ที่ไม่ได้พูดถึงกันบ่อยนัก

5. "กู่เจิงการทูต": เมื่อดนตรีเป็นภาษาสากล
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระวิสูตรในการบรรเลงกู่เจิง (เครื่องดนตรีจีนโบราณ) สร้าง soft power เชิงสุนทรียะ ที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรมจีน-ไทยในระดับที่ลึกซึ้ง

การบรรเลงกู่เจิงของพระองค์ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงพิธีการ แต่เป็นการสร้างวงจรแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดโครงการแลกเปลี่ยนนักดนตรี การแสดงศิลปะร่วม และการอนุรักษ์ดนตรีโบราณของทั้งสองประเทศ

6. พยานประวัติศาสตร์ฮ่องกง 1997
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมเหตุการณ์สำคัญในการส่งมอบฮ่องกงจากอังกฤษคืนสู่จีนในปี 1997 และทรงเรียบเรียงเป็นหนังสือ *A Return to Motherland of China* (พ.ศ. 2541)

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ มันคือ "การยืนยันความเข้าใจ" ของไทยต่อความรู้สึกของชาติจีนในเหตุการณ์สำคัญยุคหนึ่ง และเป็นการสร้างทุนความไว้วางใจระยะยาว

7. สะพานศรัทธา: พระทันตธาตุจากปักกิ่งสู่กรุงเทพฯ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้คือ การอัญเชิญพระทันตธาตุจากวัดหลิงกวง ปักกิ่ง มาประดิษฐานชั่วคราว ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เหตุการณ์นี้เชื่อมใจประชาชนสองประเทศในระดับศรัทธาและความเชื่อ ซึ่งลึกกว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการเมือง นี่คือ "การทูตเชิงจิตวิญญาณ" ที่สร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

8. สิบสองปันนา (XTBG): ห้องทดลองธรรมชาติลุ่มโขง
สวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนสิบสองปันนา (Xishuangbanna Tropical Botanical Garden - XTBG) ในมณฑลยูนนาน เป็นฐานความร่วมมือวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และชาติพันธุ์ (ไทลื้อ/ได่) ระหว่างไทยกับจีน

พื้นที่นี้เป็นมากกว่าห้องแล็บ มันคือ "จุดเชื่อมเครือข่ายลุ่มโขง" ที่ไทยและจีนร่วมมือกับลาว พม่า เวียดนาม และกัมพูชา ในการจัดการทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การเสด็จฯ ของราชวงศ์ไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การถ่ายรูปร่วมกับผู้นำจีน แต่สร้างเป็น สถาบันความร่วมมือที่ยั่งยืน เช่น SCGI, Joint Labs ระหว่าง CAS กับ Chulabhorn Royal Academy, โครงการแปลวรรณกรรมร่วม นี่คือความร่วมมือที่ "มองเห็นได้ สัมผัสได้" ในชีวิตจริง

การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในเดือนพฤศจิกายน 2568 จึงไม่ได้เป็นเพียงการฉลองครบรอบ 50 ปี แต่คือ "การเปิดตัวระยะใหม่" ที่จะทำให้ข้อริเริ่มด้านวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนเยาวชน ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว "ติดเครื่อง" เร็วขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว 50 ปีของความสัมพันธ์ไทย-จีนสอนเราว่า บทบาทของราชวงศ์ไทยไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งทางการทูต แต่คือ "เครื่องมือเชิงกลยุทธ์" ที่สร้างความร่วมมือในมิติที่รัฐบาลทำได้ยากหรือทำไม่ได้ และนับแต่อดีตได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้วัดจากจำนวนข้อตกลงที่ลงนาม แต่วัดจาก "คุณภาพของความเข้าใจและความไว้วางใจ" ที่สร้างขึ้นมาร่วมกัน และนั่นคือสิ่งที่ราชวงศ์ไทยทำให้ประเทศไทยอย่างที่ไม่มีใครทำแทนได้

‘ทูตรัศม์’ กังขา ทำไม ‘อนุทิน’ ชอบพูดเข้าทางกัมพูชา หลังท้าทายมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองออกจากมหาอำนาจ ผลักกัมพูชาให้ใกล้ชิดสหรัฐฯ

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) กล่าวถึงคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่อันตราย หลังก่อนหน้านี้ ออกมาระบุไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาว่า

ในวันนี้ (12 พ.ย.) นายอนุทิน ยังออกมาพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากคำพูดนี้คือ “กัมพูชา” เพราะคำพูดนี้ นอกจากจะเป็นการโดดเดี่ยวประเทศไทย ออกจากพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจของโลกแล้ว ในทางกลับกัน ยังเท่ากับเป็นผลักดันให้กัมพูชาใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นด้วยโดยปริยายด้วย

นายรัศม์ ยังระบุว่า ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว เรื่องปากท้องประชาชน ก็อาจถูกกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางภาษี จากคำพูดท้าทายโดยไม่จำเป็นจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนัก และพร้อมรับผิดชอบหรือไม่

“แน่นอนว่าไทยจำเป็นต้องรักษาอธิปไตย ปกป้องชีวิตคนไทย และต้องเพิ่มมาตรการทางทหารที่เข้มแข็งเพื่อการนี้ และการตอบโต้กัมพูชาก็ดำเนินการไป แต่การไปท้าทายพันธมิตรอย่างสหรัฐฯนั้น พูดไปเพื่ออะไร ไทยจะได้มากกว่าเสียหรือ?” นายรัศม์ กล่าว

นายรัศม์ ยังเห็นว่า ทั้งคำพูดก่อนหน้า และล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ที่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากคำพูดดังกล่าวคือ “กัมพูชา” จึงเป็นที่น่ากังขาว่า นายกรัฐมนตรีไทย มีเจตนาใดแน่

191 บุกทลายคลังยานรกกลางกรุง! ยึดยาบ้า 10 ล้านเม็ด มูลค่าครึ่งพันล้าน – ขยายผลเชื่อมขบวนการใหญ่ข้ามชาติ”

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารศึกษาฝึกอบรม กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) หรือ “191” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก.สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ รอง ผกก.สายตรวจ และ พ.อ.วิรุฬห์ ชัยสุวิรัตน์ จากหน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก แถลงผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยึดยาบ้าได้มหาศาลกว่า 10 ล้านเม็ด

ตำรวจ 191 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ น.ส.เมรินทร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี น.ส.ศิริรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่ยังหลบหนี จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ยาบ้า 50 กระสอบ รวมกว่า 10 ล้านเม็ด รถยนต์ Toyota Vios สีขาว 1 คัน รถยนต์ Chevrolet Colorado สีขาว 1 คัน รถยนต์ Toyota Fortuner สีดำ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน รวมมูลค่าของกลางกว่า 500 ล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในผลสำเร็จของยุทธการปราบยาเสพติดเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย บก.สปพ. ได้ใช้เทคโนโลยีข่าวกรองติดตามพฤติกรรมผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด ก่อนเข้าจู่โจมตรวจค้นและยึดของกลางได้ทั้งหมด เตรียมขยายผลต่อเนื่องไปยังต้นตอเครือข่าย ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาระดับประเทศเพื่อนบ้าน

“ยานรก 10 ล้านเม็ดนี้ ถ้าเล็ดรอดออกไปสู่ท้องถนน คือหายนะของสังคมไทย เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังหน่วยเฉพาะกิจ ตรวจสอบร้านอาหารสัตว์ จ.อำนาจเจริญ จำหน่ายอาหารสัตว์เถื่อน​ผ่านทางออนไลน์​ สั่งอายัดของกลางกว่า 400 กระสอบ

(12 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้​มอบ​หมายให้​เจ้า​หน้าที่​ชุด​เฉพาะกิจ​ประกอบด้วย​ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์เขต 3 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอปทุมราชวงศา และด่านกักกันสัตว์ยโสธร บูรณาการร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช เข้าตรวจสอบร้านจำหน่ายอาหารสัตว์ในอำเภอปทุมราชวงศา​ จังหวัด​อำนาจเจริญ​ ตามที่​ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ DLD 4.0 ว่า​ มีการ​จำหน่าย​อาหาร​สัตว์​เถื่อน​ผ่าน​แพลตฟอร์ม​ออนไลน์​ โดยจากการ​สืบสวน​เบื้องต้น​พบว่า​ ร้านอาหาร​สัตว์​แห่ง​นี้​จำหน่ายอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียน

จากการตรวจสอบภายในสถานที่ พบอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปชนิดผงสำหรับเลี้ยงโค 2 ยี่ห้อ รวม 445 กระสอบ มูลค่ารวมประมาณ 135,140 บาท โดยไม่มีหลักฐานการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของกลางทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์ 5 รายการ ส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 56 (4) ซึ่งห้ามผู้ใดขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ มีโทษตามมาตรา 86 วรรคสอง จำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000-60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยของกลางทั้งหมดถูกยึดอายัดไว้ ณ สถานประกอบการ และจะดำเนินการทางกฎหมายจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามนโยบายของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้สั่งการให้เข้มงวดการตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์​ ร้าน​จำหน่าย​อาหารสัตว์​ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าในระบบออนไลน์ เพื่อปกป้องเกษตรกรไม่ให้ได้รับความเสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นในภาคการผลิตปศุสัตว์ของประเทศ

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำผิดเกี่ยวกับการผลิตหรือจำหน่ายอาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน Application “DLD 4.0” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ​ ปลอดภัย​ และ​ยั่งยืน​ต่อไป

ลำปาง-มทบ.32 และหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหม เปิดบ้านต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการ ในกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 07.00 น. มณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยหน่วยทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมพื้นที่จังหวัดลำปาง ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมประชุมสภากาแฟ ครั้งที่ 10/2568 ประจำเดือนพฤศจิกายน ณ บริเวณพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง

โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานเปิดการประชุมหารือข้อราชการอย่างไม่เป็นทางการ โอกาสนี้คณะผู้บริหาร หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก ท่ามกลางความงดงามของพิพิธภัณฑ์บ้านป่องนัก แหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่าของหน่วยทหาร และบรรยากาศที่เย็นสบาย สายหมอกบางๆหลังฝนโปรยปรายติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจต่อผู้ร่วมกิจกรรมเป็นอย่างมาก     

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก สุกิจ ภิญโญ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32, พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดลำปาง คณะนายทหาร ร่วมให้การต้อนรับ ตลอดจนได้จัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงาน ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับทราบถึงภารกิจและผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและจังหวัดลำปางต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top