Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

Google Maps อัปเกรด ใส่มันสมองและพลังจาก Gemini พูดคุยถามเส้นทางได้จริงแบบไม่ต้องแตะจอ บอกทางด้วยจุดสังเกต ไม่ใช่ตัวเลขระยะทาง เริ่มใช้แล้วในสหรัฐฯ ก่อนขยายสู่หลายประเทศ

Google Maps เปิดตัวระบบใหม่ที่ใช้พลังจาก “Gemini” ปัญญาประดิษฐ์รุ่นล่าสุดของกูเกิล เปลี่ยนประสบการณ์นำทางให้ “พูดคุยได้จริง” แบบไม่ต้องแตะโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถพูดถามได้เลย เช่น “มีร้านกาแฟระหว่างทางไหม” หรือ “แถวนี้มีที่จอดรถไหม” ระบบจะตอบกลับทันทีและเข้าใจคำถามต่อเนื่องแบบเป็นธรรมชาติ

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือรูปแบบการบอกทาง จากเดิมที่พูดว่า “เลี้ยวซ้ายอีก 500 เมตร” กลายเป็น “เลี้ยวขวาหลังร้านอาหารไทย” ฟังง่ายกว่าและใกล้เคียงภาษาที่คนใช้ในชีวิตจริง อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ใหม่แจ้งเตือนแบบอัตโนมัติ เช่น อุบัติเหตุ น้ำท่วม หรือถนนปิด แม้ผู้ใช้จะไม่ได้เปิดโหมดนำทางก็ตาม ขณะเดียวกัน “Lens with Gemini” ยังให้ผู้ใช้ยกโทรศัพท์ขึ้นส่องอาคารหรือร้านอาหาร แล้วถามได้ทันทีว่า “นี่ที่ไหน ทำไมถึงดัง”

ในสหรัฐฯ ฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดให้ใช้เดือนนี้ (พ.ย.) และจะเชื่อมต่อกับ Android Auto เร็ว ๆ นี้ โดยทางกูเกิลยืนยันว่าการพูดคุยกับ Gemini ใน Maps จะไม่ถูกนำไปใช้ทำโฆษณาเจาะจงผู้ใช้ ซึ่งถือเป็นประเด็นความเป็นส่วนตัวสำคัญที่หลายคนกังวล

นอกจากนี้ กูเกิลยังเริ่มขยายระบบ Gemini Maps ไปยังอินเดีย โดยปรับให้เข้ากับพฤติกรรมการพูดและการขอเส้นทางของคนท้องถิ่น รองรับ 9 ภาษา พร้อมฟีเจอร์เตือนจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ และแสดงจำกัดความเร็วขณะขับรถ โดยร่วมมือกับหน่วยงานทางหลวงของอินเดียเพื่อรับข้อมูลปิดถนนและซ่อมแซมแบบเรียลไทม์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า AI ตัวนี้จะแก้ปัญหา “แผนที่ไม่ตรงจริง” ในบางประเทศได้หรือไม่ เช่น แอฟริกา ที่ข้อมูลถนนยังไม่ครบหรือภาพถ่ายล้าสมัย ซึ่งกูเกิลยอมรับว่า Gemini จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลพื้นฐานที่แม่นยำ แต่ไม่สามารถสร้างข้อมูลที่ยังไม่มีอยู่จริงได้

สำหรับนักพัฒนา กูเกิลยังเปิดตัวเครื่องมือใหม่ “Builder Agent” และ “MCP Server” ที่ใช้ Gemini ช่วยสร้างโปรเจกต์แผนที่จากคำสั่งข้อความธรรมดา เช่น การสร้างแผนที่จุดท่องเที่ยวหรือเส้นทางปลอดภัยในเมือง พร้อมระบบตกแต่งแผนที่ให้เข้ากับแบรนด์หรือดีไซน์ของผู้ใช้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Google Maps ก้าวสู่ยุค “แผนที่อัจฉริยะ” ที่เข้าใจคำพูดและคิดตอบได้เหมือนผู้ช่วยส่วนตัว

สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย ช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค. - ต.ค. 68)

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวเลขต่างชาติปักหมุดถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย 10 เดือนแรก โกยเงินเข้าประเทศกว่า 6,786 ล้านบาท จีน ยืนหนึ่งจำนวน 51 เรื่อง ส่วนสหรัฐฯ ลงทุนสูงสุด 3,912 ล้านบาท หนุนศักยภาพไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก”

กระบี่ ศรชล.จว.กระบี่/ ศคท.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการตรวจเรือประมงทะเล

(12 พ.ย. 68) พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผบ.ทรภ.3/ผอ.ศรชล.ภาค 3 มอบหมายให้ น.อ.พิเชษฐ์ ซองตัน รรก.ผอ.ศรชล.จว.กระบี่ ,น.อ.อรรฆพงศ์ บรรพบุตร หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดกระบี่นำกำลังพล ศรชล.จว.กระบี่ ร่วมบูรณาการกับ ศูนย์ป้องกันและปราบปรามเรือประมงทะเล จว.กระบี่ ได้นำเรือตรวจประมงทะเล 606 ร่วมกับชุดสหวิชาชีพจังหวัดกระบี่ ออกปฏิบัติงานบูรณาการตรวจร่วมเรือประมง แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมง กิจกรรมจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมง ผลการปฏิบัติงานเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ จํานวน 3 ลํา (รปม.สาวทะเล 111, รปม.ยุทธนาวีนำทรัพย์11, และ รปม.ศรีมงคลชัย 2) ตรงจแรงงานภาคประมงรวมทั้งหมด 92 คน ประกอบด้วยแรงงานไทย 37 คน แรงงานเมียนมา 54 คน แรงงานกัมพูชา 1 คน

ผลการตรวจ เครื่องมือประมงถูกต้อง ไม่มีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ติดตามเรือ (VMS) เรือมีสัญญาจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง เอกสารการจ่ายค่าจ้างและเอกสารเวลาพัก พนักงานตรวจแรงงานสุ่มสัมภาษณ์ลูกจ้างไทย 2 คน และสัมภาษณ์ลูกจ้างเมียนมา 3 คน ไม่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ไม่พบความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน สถานการณ์แรงงานประมงปกติ ไม่มีแนวโน้มการเลิกจ้าง พร้อมทั้งได้แนะนำและ ประชาสัมพันธ์พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2568 มาตรการการป้องกันยาเสพติด และการดูแลรักษาความสะอาดในท้องทะเลเพื่อรักษาระบบนิเวศทางธรรมชาติให้มีความยั่งยืนต่อไป

ศรชล.ภาค 3 มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งแรงกายและแรงใจ อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่ง ชีวิต และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในพื้นที่ทางทะเลฝั่งอันดามัน ไว้ให้กับพี่น้องและลูกหลานชาวอันดามัน ให้มีทรัพยากรทางทะเลอยู่อย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน สืบไป

📢เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล ต้องการความช่วยเหลือทางทะเล โทร 1465 แจ้ง ศรชล.ภาค 3 ตลอด 24 ชั่วโมง

อมตะ พลิกเกม!! สู่ ‘ฮับดิจิทัลอาเซียน’ จับมือ Day One ทุ่ม 1.5 พันล้านเหรียญ ขยายดาต้าเซ็นเตอร์ 1 กิกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าพลังงานสะอาดเต็มสูบ

(12 พ.ย. 68) อมตะ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ประกาศความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับ Day One Data Centers ผู้นำศูนย์ข้อมูลจากสิงคโปร์ ทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสเกลใหญ่ในนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี โดยตั้งเป้ากำลังไฟฟ้ารวมทะลุ 1 กิกะวัตต์ รองรับดีมานด์จาก Cloud และ AI ในอนาคต หนุนไทยสู่ “ฮับดิจิทัลอาเซียน” ย้ำความยั่งยืนด้วยการจับมือ อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) ใช้โซลาร์ลอยน้ำ 42.5 MWp ป้อนพลังงานสะอาดสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ AMATA ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Day One Data Center ซึ่งมีหน่วยงานรัฐร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รวมถึงบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด นับเป็นอีกก้าวสำคัญของอมตะที่ทำให้แนวคิด ‘All Win’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

“ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยืนยันบทบาทของอมตะในฐานะผู้นำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะของไทย นับเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการสนับสนุน เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานทางด้านดิจิทัลของไทยให้เข้มแข็งมากขึ้น และยังก่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ที่สามารถรองรับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายวิกรม กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท Day One Data Center ได้มีการจองพื้นที่ เพิ่มขึ้นใน Chonburi Tech Park (CTP1) อีก 41.3 ไร่ ส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 300 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 และมีความประสงค์ต้องการขยายการลงทุน Chonburi Tech Park (CTP2) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี อีกแห่งหนึ่ง จะส่งผลให้ Day One จะมีมูลค่าการลงทุน กว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีความต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1 กิกะวัตต์ (GW)

ด้านนางสาวเจมี่ คูห์ (Jamie Khoo) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Day One กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์การเติบโตระดับภูมิภาคของเรา เรากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับบริการดิจิทัล คลาวด์ (Cloud) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI แห่งอนาคต การขยายศูนย์ดาต้าที่ชลบุรีคือก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายแพลตฟอร์ม 1 กิกะวัตต์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้แคมปัสดาต้าของ Day One เป็นหนึ่งในฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน” 

นอกจากนี้ Day One ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ (AMBRE) สนับสนุนการเติบโตควบคู่ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้กับศูนย์ดาต้าภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private User PPA) จากโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ ขนาด 42.5 เมกะวัตต์พีก (MWp) ไฟฟ้าแรงดัน 22 กิโลโวลต์ คาดเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนของศูนย์ดาต้าในระยะยาว

สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่าย จัดแถลงข่าว"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569"

(12 พ.ย. 68) สภากาชาดไทย โดยสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทยร่วมกับภาคีเครือข่าย แถลงข่าวการจัดกิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ณ จังหวัดชัยภูมิ มอบผ้าห่ม บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยหนาว เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกายทรงงานเพื่อความผาสุกของประชาชนชาวไทย และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดารที่ประสบภาวะอากาศหนาวเย็นให้ดียิ่งขึ้นโดยยึดหลักมนุษยธรรมตามหลักการกาชาด

พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ประธานจัดกิจกรรมกล่าวว่า “สภากาชาดไทย เป็นองค์กรการกุศลที่มีบทบาทสำคัญในด้านการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ แก่ผู้ประสบภัยพิบัติ โดยไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง มีสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในด้านการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ โดยกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569

จัดขึ้นจากความร่วมมือของสำนักงานบรรเทาทุกข์ฯ สภากาชาดไทย และจังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ กองทัพอากาศ สมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รายการวิทยุกรีนเวฟ FM 106.5 MHz การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลนิธิอิออน ประเทศไทย บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท กลุ่ม เซ็นทรัล จำกัด กลุ่มอาสากาชาดไทยเชื้อสายอินเดีย บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มาเรีย พิซเซอเรีย แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด(มหาชน) MDRT Thailand มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย บริษัท ดาว ประเทศไทย กองประกวด Mrs. Thailand World  บริษัท ไอซ์เอจ จำกัด โดย คุณกิจติพร นันท์ตานนท์ มหาวิทยาลัยสยาม สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มูลนิธิสมาพันธ์  ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย และมูลนิธิภูมิพลัง บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ช่อง ONE31 บริษัท เจริญทรัพย์ โดย คุณสมบัติ สิบแปดเส้นทอง บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) คุณวิเชียร เอมประเสริฐสุข มูลนิธิกรุงศรี สมาคมนิยมไทย 

สำนักงานจัดหารายได้ สำนักสารนิเทศและสื่อสารองค์กร และสำนักงานยุวกาชาด และอาสาสมัครกาชาด โดยชมรมกุลบุตร-กุลธิดากาชาด จัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569 ในพื้นที่อำเภอเทพสถิต อำเภอภูเขียว และอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วย  

1.กิจกรรมมอบ เครื่องกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยหนาว จำนวน 3,500 ชุด เครื่องกันหนาวสำหรับเด็ก 1,500 ชุด 
2.มอบอุปกรณ์กีฬา เครื่องทำน้ำเย็น ยา เวชภัณฑ์สำหรับห้องพยาบาลโรงเรียนในชนบท 
3.ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป และโรคทางทันตกรรม 
4.พร้อมให้ความรู้ด้านสุขศึกษาโดยไม่คิดมูลค่าใดๆ ทั้งสิ้น 

นอกจากนี้ยังเยี่ยมบ้านผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการเพื่อมอบ เครื่องกันหนาวและตรวจสุขภาพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ จำนวน 30 ครอบครัว นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวถึงรายละเอียดของกิจกรรมว่า “กิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ได้จัดขึ้นที่จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 70 ปีแห่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2498 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบ พระราชกรณียกิจ ณ จังหวัดชัยภูมิ ในครั้งนั้น ทั้งสองพระองค์ได้ประทับแรม ณ พระตำหนักเขียว ภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ และเสด็จพระราชดำเนินไปประทับหน้ามุขศาลากลางจังหวัด โดยมีพสกนิกรชาวชัยภูมิร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น แสดงความจงรักภักดีและชื่นชมในพระบารมีอย่างล้นหลาม ทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีพระปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด ไม่ถือพระองค์ สร้างความปลาบปลื้มและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรที่มารอรับเสด็จเป็นอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรมในปีนี้ จึงนับเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของทั้งสองพระองค์ และสืบสานแนวพระราชปณิธานในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม อันเป็นแบบอย่างของการทำความดีเพื่อพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง”

พลอากาศโท ประสิทธิ์ ดำรงค์ปรีชา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ กองทัพอากาศกล่าวถึง การสนับสนุนของกองทัพอากาศว่า “ทางกองทัพอากาศยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่ออย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยในครั้งนี้ทางกองทัพอากาศสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 300 ผืน และสนับสนุนรถตู้เพื่ออำนวยความสะดวกในการ รับ-ส่งเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย และภาคีเครือข่ายร่วมลงพื้นที่มอบเครื่องกันหนาว  แก่ประชาชน ณ จังหวัดชัยภูมิ ทั้งนี้ การสนับสนุนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ยากไร้ และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร ที่ได้รับ ผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็น”

คุณศิริ สาระผล นายกสมาคมช่างภาพผู้สื่อข่าวโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า “เป็นปีที่ 24 แล้ว ที่ทางสมาคมได้ร่วมจัดกิจกรรมหนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ยินดีสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรม เพื่อระดมเครื่องกันหนาวไปช่วยเหลือพี่น้องชาวจังหวัดชัยภูมิอย่างเต็มที่ โดยได้รับเกียรติจากคุณเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (ซิโก้) ประธานมูลนิธิซิโก้ ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกีฬาของสมาคมฯ มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย การมีส่วนร่วมของสมาคมในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเผยแพร่ และขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสา หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ เพื่อส่งต่อความอบอุ่น และรอยยิ้มให้กับผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเติบโตอย่างเข้มแข็ง ทั้งกายและใจ”

ดีเจโบ ธนากร ชิกูล จากรายการวิทยุ กรีนเวฟ FM 106.5 MHz กล่าวถึงการสนับสนุนของกรีนเวฟว่า“ทางรายการ กรีนเวฟ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าทางจิตใจ และได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยหนาวมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่ม จำนวน 500 ผืน สำหรับผู้ประสบภัยหนาว และให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมในทุกด้าน นอกจากนี้ทางกรีนเวฟยังยินดีจัดส่งศิลปินดาราร่วมกิจกรรม เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมแบ่งปันความอบอุ่นแก่ผู้ที่กำลังเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็น เพื่อมอบความสุขและความบันเทิงแก่ผู้ประสบภัยหนาว ถือเป็นการสร้างความอบอุ่นทางใจ อีกทางหนึ่ง นับเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อรอยยิ้ม และกำลังใจ ให้กับพี่น้องประชาชนในครั้งนี้”

กิจกรรม “หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569” ซึ่งเดิมชื่อกิจกรรมบรรเทาภัยหนาวเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวามหาราชเริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ.2545 จนถึง พ.ศ.2568 โดยปฏิบัติงานมาแล้ว 17 จังหวัด รวม 23 ครั้ง (ปัจจุบันเป็น ครั้งที่ 24) ได้แก่ ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ นครพนม สกลนคร เชียงราย อุดรธานี เชียงใหม่ อุทัยธานี หนองคาย นครราชสีมา กาญจนบุรี ตาก น่าน ลำพูน เลย แม่ฮ่องสอน และลำปาง มีผลการดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

มอบผ้าห่ม 89,041 ผืน
มอบเครื่องกันหนาว 58,197 ตัว
ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป 10,796 ราย
ให้บริการด้านทันตกรรม(ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน) 4,078 ราย
ให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยผ่านกิจกรรมสันทนาการ 18,608 ราย

ท่านที่สนใจร่วมส่งต่อความอบอุ่นและความสุขแก่ผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสด้วยการร่วมบริจาคเงินสมทบโครงการ"หนาวนี้ทำดีเพื่อพ่อ 2569" สามารถ ร่วมบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขา สุรวงศ์ ชื่อบัญชี "สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย" ประเภทบัญชี “กระแสรายวัน” เลขที่บัญชี 023-6-06799-0

'ปราชญ์ สามสี' ชี้เหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดกลางแผ่นดินไทย! ตั้งคำถาม “สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด” — ชี้จุดเกิดเหตุห้วยตามาเรียลึกในเขตไทย เท่ากับกัมพูชารุกราน

(12 พ.ย. 68) เพจ ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย  เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สันติภาพยังไงให้คนไทยขาขาด....ห้วยตามาเรียอยู่แผ่นดินไทย ลึกเข้ามาจากเส้นเขตแดนมาก แบบนี้เท่ากับกัมพูชา รุกราน ประเทศไทยแล้ว

LINK เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ “LINK Solar Cable PV Series” พัฒนาเพื่อทุกระบบพลังงานแสงอาทิตย์ กับงานสัมมนา NEW Pro Tech : LINK Solar Cabling “ไขความลับสายโซลาร์ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution งานติดตั้งไม่มีพลาด”

รุ่นใหม่ที่โดดเด่นกว่า LINK Solar Cable “PV Series” วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนา NEW Pro Tech : Product Highlight LINK Solar Cabling เพื่อไขความลับ เลือกของดี มีครบทั้ง Solution พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี และแนวโน้มของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลก ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ วิศวกร และช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เกี่ยวกับการเลือกใช้สายโซลาร์ที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน ในงานครั้งนี้ ได้เปิดตัวสายโซลาร์รุ่นใหม่ LINK Solar Cable “PV Series” เปลี่ยนผ่านจาก CB Series สู่ PV Series เพิ่มความทนทาน และเสถียรภาพของวัสดุ โดดเด่นด้วยฉนวน XLPO สองชั้น ปลอดภัย ไม่ลามไฟ ทน UV กันน้ำระดับ AD8 ใช้งานได้ทั้งบนหลังคา และโซลาร์ลอยน้ำ พร้อมการรับประกันยาวนานถึง 30 ปี นับว่าสายโซลาร์รุ่นใหม่ จึงไม่เพียงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คืออีกก้าวของนวัตกรรมที่สะท้อนการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่ออนาคตพลังงานสะอาดที่ยั่งยืน

“กรมการท่องเที่ยว” อัปเดต โครงการห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว เปิดให้บริการแล้ว 12 แห่ง พร้อมปรับปรุงให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในปี 69

(12.พ.ย.68) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “การเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากการวางแผนเส้นทางแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การแวะพักและใช้ “ห้องน้ำที่ดี มีมาตรฐาน” โดยเฉพาะห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยวในทุกเส้นทาง

กรมการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนินโครงการปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงห้องน้ำให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้มีห้องน้ำสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยวที่ปรับปรุงแล้วเสร็จ พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยว จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวน้ำตกนางครวญ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เนินกูดดอย อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำพอง (ลานนับดาว) จุดชมวิวหินช้างสี วัดธาตุ พระอารามหลวง พระธาตุขามแก่น วัดพระบาทภูพานคำ จังหวัดขอนแก่น วัดภูมินทร์ วัดศรีพันต้น จังหวัดน่าน วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก ปราสาทหินพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา และวัดเขาช่องพราน จังหวัดราชบุรี และอยู่ระหว่างดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2569”

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำถึง ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประสบการณ์ที่ดี” ในทุกการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 15/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ 
มีเรื่องพิจารณา 2 เรื่อง ดังนี้ 

1. พิจารณาปรึกษาหารือประเด็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงและการพิจารณาหน้าที่และอำนาจของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 โดยได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงมหาดไทย  มาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกสาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งรวบรวมข้อมูลต่างและจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาในลำดับถัดไป 

2. พิจารณากรอบการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้จัดทำแผนงานและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานด้านความมั่นคง โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา

‘มาลี’ แสดงความเสียใจ!! กลาโหมกัมพูชาขอโทษเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ปฏิเสธข้อกล่าวหาวางระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาเคร่งครัด

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า เสียใจต่อเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิด “ใหม่” บริเวณจังหวัดพระวิหาร โดยย้ำว่าเหตุเกิดในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเก่าจากความขัดแย้งในอดีต

กัมพูชายืนยันปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้หรือติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ พร้อมชี้ว่าแม้จะเร่งเก็บกู้มาหลายทศวรรษ ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดยังเป็นภัยคงค้างตลอดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย จึงขอให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็นเขตปนเปื้อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังทหารด่านหน้าไทย–กัมพูชาได้สื่อสารกัน ไม่มีสัญญาณปะทะ ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ กลาโหมกัมพูชาย้ำความมุ่งมั่นทำงานกับไทยเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือน ตามปฏิญญาร่วมกัมพูชา–ไทยที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. 2568 พร้อมยินดีประสานความร่วมมือด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวพรมแดนร่วมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top