Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

สมุทรปราการ-เปิดโปงกลางกองเพลิง! โรงงานโลหะบางพลีถูกต่างชาติแอบใช้ผลิตยางรีเคลม “เต็มเหนี่ยว” สั่งดำเนินคดีทันที!

เมื่อวันที่ (12 พ.ย. 68) เวลา 04.58 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคารโรงงานของ นางสาวอัจฉรา ศรีศุภชัยทา ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานทำแบบพิมพ์โลหะและชิ้นส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับโลหะ ทะเบียนโรงงานเลขที่ 20110102325498 ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 9/9 ม.12 ถ.ธนสิทธิ์ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต.บางปลา และสถานีดับเพลิงใกล้เคียง ได้นำรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ ขณะนี้ควบคุมเพลิงได้แล้ว ด้านนายฐาปกรณ์ กุลเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่ากากระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ โดย นายธัญญารัตน์ พรหมสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ฯ ภายใต้ชุดปฏิบัติการ “เต็มเหนี่ยว” ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

โดย นายฐาปกรณ์ หัวหน้าชุดเต็มเหนี่ยว กล่าวว่า “สาเหตุที่ดับเพลิงใช้เวลาหลายชั่วโมง เนื่องจากภายในบริเวณโรงงานดังกล่าว มีกองเศษยางรีเคลมและวัตถุดิบอื่นๆ เป็นจำนวนมาก และกองเป็นชั้นสูง ต้องใช้รถแบ็คโฮตักแล้วฉีดน้ำดับเพลิงดับตลอดเวลา

ผมได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ช่วยสนับสนุนให้ข้อมูลพนักงานดับเพลิงว่าวัตถุดิบภายในโรงงานมีอะไรบ้าง และติดต่อเจ้าของโรงงาน เพื่อร่วมดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย” 

อย่างไรก็ตาม พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และทราบจากผู้ดูแลว่า ได้มีนักลงทุนต่างชาติมาเช่าพื้นที่ เพื่อประกอบกิจการคัดแยก บดสับยางรีเคลม มาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เข้าข่ายเป็นโรงงานประเภท 106 ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงงานไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจะได้มีการออกคำสั่งฯ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“ตรีนุช” สั่ง กรมสวัสดิ์ฯ ออกประกาศให้ลูกจ้าง ที่ไม่สามารถทำงานได้จากเหตุน้ำท่วม หยุดงานได้ “โดยไม่ถือเป็นวันลา” พร้อมปล่อยกู้ซ่อมบ้าน-ฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยเนื่องจากน้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคกลาง อาทิ อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เป็นต้น ทำให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้างว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ว่าได้กำชับให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจข้อมูลสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ และลงพื้นที่สนับสนุนความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบกับหน่วยงานในจังหวัดตามภารกิจกระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ดิฉันมีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานทุกท่านที่โรงงานถูกน้ำท่วม และได้กำชับให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้าง กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลาและจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ พร้อมกำชับให้ส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือแรงงาน ในพื้นน้ำท่วมเฝ้าระวังสถานการณ์ และสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวงแรงงานอย่างเต็มกำลัง” นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานออกหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ กรณีที่ไม่สามารถเข้าทำงานได้ เนื่องจากน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด ให้ลูกจ้างสามารถหยุดงานได้โดยไม่ถือเป็นวันลา และจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ลูกจ้างสามารถเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์ดังกล่าวด้วย 

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายของที่อยู่อาศัยหรือการฟื้นฟูอาชีพภายหลังน้ำลดของลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำโครงการเงินกู้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจได้รับความช่วยเหลือในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย โดยสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในสถานประกอบการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่ประสบภัยหรือมีสมาชิกที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ประสบภัย ตามประกาศของจังหวัดที่กำหนดเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อให้บริการเงินกู้แก่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ สูงสุดไม่เกินสหกรณ์ละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาการส่งชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ หากลูกจ้าง นายจ้าง และประชาชนที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน และต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่ หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่รับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนจาก ICAO

(13 พ.ย. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้การต้อนรับคณะผู้ตรวจประเมินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ในการตรวจประเมินภาคสนาม (On-site Audit) ภายใต้โครงการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินสากล (Universal Security Audit Programme – USAP) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 พฤศจิกายน 2568 โดยมีพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นประธานเปิดการตรวจประเมิน ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานท่าอากาศยานเชียงใหม่ และมีนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ คณะผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ นาวาอากาศตรี สมชนก เทียมเทียบรัตน์ ที่ปรึกษา 10 รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานมาตรฐานท่าอากาศยานและการบิน) ผู้แทนศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ผู้แทนสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

การตรวจประเมินในครั้งนี้ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ การปฏิบัติการท่าอากาศยาน (Airport Operations) การรักษาความปลอดภัยของอากาศยานและในเที่ยวบิน (Aircraft and In-flight Security) การรักษาความปลอดภัยผู้โดยสารและสัมภาระ (Passenger and Baggage Security) รวมถึงการรักษาความปลอดภัยสินค้า อาหารและเครื่องดื่มสำหรับการบริการบนเครื่องบิน และไปรษณียภัณฑ์ (Cargo, Catering and Mail Security) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและมาตรฐานการตรวจคัดกรอง เพิ่มความเข้มแข็งของมาตรการควบคุมการเข้า–ออก พัฒนาศักยภาพด้านการฝึกอบรม และเสริมประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างผู้ปฏิบัติงานทุกหน่วย ให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO Standards and Recommended Practices)

ทั้งนี้ การตรวจประเมิน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ถือเป็นสถานที่สุดท้ายของกระบวนการตรวจสอบในรอบนี้ หลังจาก ICAO ได้ดำเนินการตรวจประเมินในองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“กรมบัญชีกลาง” ปรับเกณฑ์เบิกจ่ายยา รักษา “มะเร็งปอด” ระยะแพร่กระจาย ใช้ Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสม

(13 พ.ย. 68) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่าเพื่อยกระดับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอด ให้เข้าถึงการรักษาด้วยยาราคาแพง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา รัฐบาล โดยกรมบัญชีกลาง ได้ออกหนังสือปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาที่ต้องใช้ยาราคาแพง โดยขยายสิทธิให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือ Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ มีผลสำหรับค่ารักษาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง กรณีการใช้ยา Erlotinib และยา Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย มีสาระสำคัญ ดังนี้ 

ตามที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยาซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ตามโครงการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา (ระบบ OCPA) มาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้รายการยา Erlotinib/Gefitinib สามารถเบิกจ่ายในระบบ OCPA สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปอดชนิด Non-small cell lung cancer ระยะแพร่กระจาย ซึ่งมี EGFR mutation ชนิดที่มีความไวต่อการตอบสนองต่อยากลุ่มนี้ โดยให้ใช้ยา Erlotinib เป็นยาขนานแรก และกำหนดข้อบ่งใช้ยา Gefitinib สำหรับผู้ป่วยที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ที่ไม่สามารถใช้ยา Erlotinib ได้ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Erlotinib

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย สามารถใช้ยา Erlotinib หรือยา Gefitinib เป็นยาขนานแรกได้ โดยให้ดำเนินการ คือ 

1. ยกเลิกแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ในโรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจาย (ปรับปรุงครั้งที่ 1) ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564 และกำหนดแนวทางกำกับการเบิกจ่ายค่ายา Erlotinib/Gefitinib ข้อบ่งใช้ โรคมะเร็งปอดระยะแพร่กระจายขึ้นใหม่ 

2. ให้ใช้ข้อความ “กรณียา Erlotinib/Gefitinib ให้ปริมาณการเบิกจ่ายต่อครั้ง ไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 1 เดือน ใน 3 เดือนแรก และไม่เกินจำนวนยาที่ใช้ใน 3 เดือน ในเดือนต่อๆ ไป” แทนข้อความเดิมในข้อ 3.2 ของหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 1416.2/ว 1287 ลงวันที่ 28 ธ.ค. 2564

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ จะไม่มีการยกเลิก แต่จะมีการยกระดับคุณภาพและเพิ่มงบประมาณ โดยได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้ สปสช. เป็นจำนวนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่ายขึ้น“ นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

คนฟังแยกไม่ออก?? โพลชี้ 97% ให้คำตอบไม่ได้ เพลงไหน AI เพลงไหนคนร้อง ศึกหนัก!! ศิลปินตัวจริงเริ่มแทรกยาก หลังเพลง AI ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Billboard

ผลสำรวจใหม่โดย Ipsos ร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิง ดีเซอร์ (Deezer) เผยว่า ถึงยุคที่คนส่วนใหญ่แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าเพลงไหนแต่งโดยมนุษย์ หรือเพลงไหนสร้างจากปัญญาประดิษฐ์ จากการให้กลุ่มตัวอย่าง 9,000 คนฟังเพลง 3 คลิป (2 คลิปเป็นเพลงที่สร้างด้วย AI ล้วน ๆ อีก 1 คลิปเป็นเพลงมนุษย์แต่ง) ผลคือ 97% ระบุไม่ได้ว่าคลิปไหนคือเพลงจาก AI ขณะที่กว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึก “ไม่สบายใจ” กับการที่แยกไม่ออกแบบนี้ และเกินครึ่งกังวลว่า AI จะทำให้เพลงคุณภาพต่ำหลั่งไหลขึ้นแพลตฟอร์ม พร้อมกลัวว่าความคิดสร้างสรรค์จะถูกลดทอน

ดีเซอร์ระบุว่า ทุกวันนี้มีเพลงที่สร้างด้วย AI ถูกอัปโหลดขึ้นแพลตฟอร์มมากขึ้นอย่างชัดเจน และไม่ได้แค่อยู่เฉย ๆ แต่มีคนฟังจริง ๆ ด้วย เดือนมกราคมที่ผ่านมา ประมาณ 1 ใน 10 ของเพลงที่ถูกสตรีมต่อวัน เป็นเพลงที่ใช้ AI สร้างทั้งหมด แต่ผ่านไปเพียงสิบเดือนตัวเลขพุ่งเป็นกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40,000 เพลงต่อวัน จน 80% ของคนในโพลบอกตรง ๆ ว่าอยากให้ “เพลงจาก AI ถูกติดป้ายแจ้งชัดเจน” ซึ่งตอนนี้ Deezer เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิงรายใหญ่รายเดียวที่ติดป้ายเพลง AI แบบเป็นระบบ หลังเคยมีกรณีวงอินดี้นามว่า The Velvet Sundown โด่งดังใน Spotify ก่อนเจ้าตัวจะยอมรับภายหลังว่าเป็น “โปรเจ็กต์ดนตรีสังเคราะห์” ที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด

ฝั่งวงการเพลงกระแสหลักก็เริ่มสะเทือน เมื่อเพลงคันทรี “Walk My Walk” ในนามวง Breaking Rust ซึ่งใช้เสียงนักร้องชายที่สร้างจาก AI ถูกสื่อสหรัฐรายงานว่าขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเจเนอเรทีฟ AI สามารถขึ้นอันดับ 1 ชาร์ต Country Digital Song Sales ของบิลบอร์ดในสหรัฐ ทั้งที่ตัวเพลงเนื้อหาค่อนข้างมาตรฐานแบบสูตรสำเร็จ แต่กลับปั้นฐานแฟนได้เกิน 2 ล้านผู้ฟังต่อเดือนใน Spotify มีหลายเพลงทะลุหลักล้านสตรีม โดยเบื้องหลังมีชื่อ Aubierre Rivaldo Taylor เป็นผู้แต่งและโปรดิวซ์ พร้อมสร้างเพลงแนวดุเดือดด้วย AI ในนาม Defbeatsai อีกชุดหนึ่ง

แนวโน้มนี้ยิ่งชัดเมื่อ บิลบอร์ด (Billboard) ระบุว่า ในทุกสัปดาห์ตลอดเดือนที่ผ่านมา มักมี “ศิลปิน AI หรือศิลปินที่ใช้ AI ช่วย” ติดชาร์ตอย่างน้อยหนึ่งราย ขณะเดียวกันค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็ไม่ยอมตกขบวน มีการเซ็นดีลมูลค่ามหาศาลกับแพลตฟอร์ม AI ดนตรี เช่น ดีลลิขสิทธิ์ระหว่าง Universal Music Group กับแอปสร้างเพลง AI อย่าง Udio เพื่อปูทางสู่แพลตฟอร์มคอนเทนต์ใหม่ ด้าน Spotify เองก็โดนจับตาหนักเรื่อง “คลื่นเพลง AI คุณภาพต่ำ” ที่ถาโถมเข้าแพลตฟอร์ม จนต้องออกนโยบายปราบสแปมและการแอบอ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นประกาศแบนเพลงจาก AI โดยตรง

ท่ามกลางกระแสนี้ นักวิชาการด้านดนตรีเตือนว่าศิลปินตัวจริงกำลังลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะต้องแข่งกับ “วง AI” ที่ผลิตเพลงได้ไม่รู้จบในต้นทุนต่ำ เจสัน พาลามารา (Jason Palamara) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเทคโนโลยีดนตรีจากมหาวิทยาลัยอินเดียนา ระบุว่า การมาของวงดนตรีสังเคราะห์จะยิ่งทำให้ศิลปินที่เป็นมนุษย์ “เจาะแพลตฟอร์มสตรีมมิง” อย่าง Spotify หรือ Apple Music ได้ยากขึ้นไปอีก ทั้งในแง่การมองเห็นและรายได้

ขณะเดียวกัน ในด้านกฎหมายก็เริ่มเดือดไม่แพ้กัน เมื่อศาลเมืองมิวนิกในเยอรมนีตัดสินให้ OpenAI เจ้าของ ChatGPT แพ้คดีละเมิดสิทธิผู้ประพันธ์ จากการที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ใช้เนื้อเพลงยอดนิยมของศิลปินเยอรมันในการฝึก โดยไม่ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือขออนุญาตอย่างถูกต้อง ศาลชี้ว่าการที่ ChatGPT สามารถแสดงเนื้อเพลงได้ตรงกับต้นฉบับหรือใกล้เคียงในระดับสูง “ไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นเพียงความบังเอิญ” และถือเป็นการทำซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่ง OpenAI อาจต้องจ่ายค่าเสียหาย แม้จำนวนเงินยังไม่ถูกเปิดเผยก็ตาม

คดีนี้ถูกยื่นโดย GEMA สมาคมที่ดูแลสิทธิผู้ประพันธ์ในเยอรมนี ซึ่งใช้ตัวอย่างเพลงชื่อดัง 9 เพลง รวมถึง “Männer”, “In der Weihnachtsbäckerei” และ “Atemlos” มาเป็นหลักฐาน ศาลอ้างอิงกฎหมายสิทธิผู้ประพันธ์ (Urheberrecht) ของเยอรมนี ที่ให้ความสำคัญกับ “ตัวผู้สร้างสรรค์งาน” มากเป็นพิเศษ และมองว่าสิทธิ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่โอนให้ใครง่าย ๆ เหมือนโมเดลลิขสิทธิ์แบบอังกฤษ–อเมริกัน ทนายของ GEMA มองว่าคำตัดสินนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของยุโรปทั้งทวีป เพราะกฎส่วนถูกกลไกสหภาพยุโรปทำให้สอดคล้องกัน

ด้าน OpenAI ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน กำลังพิจารณายื่นอุทธรณ์ และย้ำว่าบริษัทเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมกำลังเจรจากับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อหาทางจัดการเรื่องลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกัน สหภาพนักข่าวในเยอรมนีก็ออกมาใช้จังหวะนี้อ้างว่า “การใช้เนื้อหาสื่อและบทความไปฝึก AI โดยไม่จ่ายค่าตอบแทน” เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเช่นกัน และเรียกร้องให้บริษัท AI ต้องจ่ายค่าชดเชยให้คนทำคอนเทนต์

ภาพรวมจึงกลายเป็นโลกดนตรีที่คนฟัง “แทบแยกไม่ออกว่าอะไรคือมนุษย์ อะไรคือ AI” ขณะที่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยคำถามเรื่องความโปร่งใส การติดป้ายบอกผู้ฟัง ความเป็นธรรมกับศิลปินตัวจริง และศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สงครามเพลงยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งกันแค่บนชาร์ต แต่ยังแข่งกันในห้องประชุมทนายและสภานิติบัญญัติทั่วโลกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกหน่วย ดูแลช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และเข้มป้องกันเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม

(13 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์สุโขทัย กำแพงเพชร อุทัยธานี สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และอุบลราชธานี ซึ่งบางจังหวัดมีน้ำท่วมสูงอย่างรวดเร็วจากเหตุพนังกั้นน้ำเสียหาย ทำให้น้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บางจุดมีน้ำทะเลหนุน และฝนที่ตกต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง  

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับตำรวจทุกพื้นที่ ออกมาตรการดูแลช่วยเหลือ รักษาความปลอดภัย และอำนวยการจราจร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัยมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ทุกหน่วยออกตรวจตราในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อเป็นการป้องกันการก่อเหตุอาชญากรรมซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเพิ่มกำลังสายตรวจ, ปรับแผนการตรวจจัดกำลังให้เหมาะสมกับพื้นที่และห้วงเวลา โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งด้านข้อมูล และการปฏิบัติกับฝ่ายปกครององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และอาสาสมัคร ออกตรวจตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพิจารณาเปิดพื้นที่สถานีตำรวจ จุดตรวจ ตู้ยาม เป็นสถานที่พักพิงของผู้ประสบภัยชั่วคราว

ด้าน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทุกพื้นที่เตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสภาพการจราจรในจุดวิกฤต และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและอำนวยความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน พร้อมเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีที่มีฝนตกต่อเนื่อง เพื่อให้การสัญจรของประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง และหมั่นตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมในหลายจังหวัด ตำรวจหน่วยต่างๆ ระดมกำลังออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งการช่วยเหลืออพยพและขนย้ายสิ่งของไปอยู่ที่ปลอดภัย การดูแลความปลอดภัย การอำนวยการจราจร และการช่วยฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ในทุกมิติ โดยเน้นการปรากฏกายชัดเจนเพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยสะดวก รวดเร็ว

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเหตุ แจ้งเบาะแสอาชญากรรม ได้ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 หรือช่องทางการสื่อสารกับสถานีตำรวจในพื้นที่ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ จากการแจ้งเตือนของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวกับอุทกภัยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

‘พีระพันธุ์' เปิดโปงวาระซ่อนเร้น! เชื่อเขมรจ้องขยับ 'หลักเขต 73' เพื่อเปลี่ยนเขตแดนทางทะเล หวังฮุบทรัพยากรพลังงานมหาศาล ชี้ไทยสูญโอกาส 52 ปี เพราะไร้ ‘คำสั่งเด็ดขาด!’ จี้กองทัพทวงคืนเขตแดนของชาติ

(13 พ.ย. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยชี้ถึงประเด็นน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า  ขณะที่สังคมกำลังมุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ชายแดนบนบก แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาก็คือการอ้างสิทธิในเขตแดนทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรพลังงานมหาศาลที่ไทยสูญเสียโอกาสใช้ประโยชน์มานานกว่า 52 ปี โดยนายพีระพันธุ์ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของกัมพูชาและปัญหาการรับมือของฝ่ายไทยอย่างตรงไปตรงมาในเพจส่วนตัว โดยมีใจความว่า

“เป้าหมายที่แท้จริงของเขมรไม่ใช่แค่เขตแดนบนบก สถานการณ์ระหว่างไทย-เขมร วันนี้ถูกจดจ่อไปที่ชายแดนบนบกทางภาคอีสาน แต่ความเป็นจริงเขตแดนที่ต้องเป็นห่วงและต้องทวงคืนไปพร้อมๆกันนอกจากปราสาทตาควายแล้ว คือเขตแดนในทะเลที่พิพาทกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 ที่อยู่ ๆ เขมรก็อ้างการลากเส้นเขตแดนในทะเลตามอำเภอใจไม่สนใจหลักสากล ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทางทะเลมาจนทุกวันนี้ 

ผมขอย้ำว่าที่ถูกต้อง ต้องเรียกว่าพื้นที่อ้างสิทธินะครับ ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน เพราะพื้นดินมันมีหนึ่งเดียวมาทับซ้อนกันไม่ได้ แต่เป็นการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่เดียวกัน 

ผมเชื่อว่าเขาต้องการขยับเส้นเขตแดนบนบกตามแนวชายแดนภาคอีสานเพื่อให้กระทบไปถึงหลักเขตสุดท้ายก่อนลงทะเล คือ หลักเขตที่ 73 เพราะหากขยับหลักเขตนี้ได้ก็เท่ากับเส้นเขตแดนในทะเลจะเปลี่ยนตาม 

เขตแดนทางทะเลตรงนี้มีความสำคัญมากเพราะไม่ใช่เป็นแค่เขตแดนเท่านั้น แต่หมายถึงทรัพยากรทางพลังงานใต้พื้นทะเลตรงบริเวณนั้นด้วย และน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไปของเขา เราจึงควรป้องกันและเอาจริงกับเรื่องนี้ได้แล้ว

ข้อพิพาทจากเขตแดนในทะเลนี้ทำให้ไทยเราไม่สามารถพัฒนาหรือนำทรัพยากรทางพลังงานมาใช้ประโยชน์ได้เป็นเวลากว่า 52 ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นพื้นที่ของเราเองแท้ๆ 

เสียเวลาไปกับความเกเร เพราะเขมรอ้างสิทธิทับซ้อนลากเส้นเขตแดนทางทะเลตามหลักเกณฑ์ของตนเองไม่ใช่หลักสากล 

พอมาปี 2540 ก็เกเรเพิ่มขึ้นอีกโดยการถมทะเลให้แผ่นดินต่อยื่นเข้าไปในทะเลอีกหลายร้อยเมตรอ้างว่าเป็นเขื่อนกันคลื่นแต่ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศอาจใช้เป็นข้ออ้างว่าเป็นเขตต่อเนื่องจากแผ่นดินที่จะมีผลต่อการลากเส้นแบ่งเขตแดนในทะเลเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก ซึ่งจะกระทบถึงทรัพยากรทางพลังงานของชาติในทะเลยิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน ผมเชื่อแน่ว่าเจตนาที่แท้จริงของเขาคือเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นห่วงคลื่นเป็นห่วงทะเลอะไรหรอกครับ 

กองทัพเรือรู้เรื่องนี้ดีแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่เคยมีคำสั่ง 
รัฐบาลไทยก็ได้แต่ประท้วงตามฟอร์ม ทำได้เท่านั้น…น่าอนาถจริงๆ 

ประท้วงไป 3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2541 และอีกครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2564 นี่เอง เป็นไงครับ 24 ปี ตั้งแต่ปี 2540 ทำได้แค่ประท้วง และประท้วงแค่ 3 ครั้ง ปีนี้ 2568 เพิ่มเป็น 28 ปี แล้ว ก็ยังเงียบอยู่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่มีการพูดถึง คงต้องรอการประท้วงครั้งต่อๆไปจนกว่าจะถูกยึดไปอีกมั้งครับ

รัฐบาลไทย กองทัพไทย ทำได้แค่นี้จริงๆหรือ???
เราน่าจะใช้โอกาสนี้จัดการแก้ไขเรื่องนี้ด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้ง ก็ทำบ้าง เขาทำได้ เราก็ทำได้ เมื่อเขาไม่ยอมรื้อเราก็ต้องทำบ้าง เอาให้ยาวกว่า ดูสิว่าจะว่าอย่างไร เรื่องประโยชน์ชาติเป็นสุภาพบุรุษไม่ได้นะครับ” 

นายพีระพันธุ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้กล่าวถึงประสบการณ์ของตนในช่วงเกิดการปะทะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 โดยระบุว่า แม้กองทัพเรือจะมีความพร้อม แต่กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีคำสั่งให้ดำเนินการทวงคืนเขตแดนทางทะเล

“ช่วงที่เกิดปะทะกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมอยู่ใน ครม. ในฐานะรัฐมนตรีพลังงานที่ต้องทวงคืนทรัพยากรพลังงานให้ประเทศ ผมเห็นกองทัพเรือเตรียมความพร้อมแล้วแต่เขาบอกว่า…ไม่มีคำสั่ง!!! 

ผมเลยบอกกับทางกลาโหมให้ใช้โอกาสนี้ทวงคืนเขตแดนทางทะเลด้วยเลยไม่ใช่ทวงคืนแต่บนบก เพราะมีทรัพยากรพลังงานที่มีค่ามหาศาลสำหรับคนไทยและประเทศไทยและเป็นของเราอย่างถูกต้องด้วย แต่จนวันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันก่อนผมถามกองทัพโดยรวมว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดหรือยัง ถ้าพร้อมมัวรออะไรอยู่ วันนี้ขอถามกองทัพเรือว่าพร้อมที่จะเด็ดขาดทวงเขตแดนทางทะเลของเราคืนหรือยัง 

ถ้าพร้อม…รออะไรครับ?”

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘อุทัย มิ่งขวัญ’ รวมเกษตรกรโครงการโคบาลบูรพา เรียกร้องแก้ปัญหาวัวผอม - ป่วย - ตาย หลังได้รับมอบวัวไม่ตรงปกเลี้ยงไม่โต สุดท้ายแบกหนี้หลังแอ่นไร้หน่วยงานเหลียวแล

จากกรณีเมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว รวมตัวกันหลายร้อยคนจากหลายอำเภอ หลายตำบล เดินทางมารอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวัวที่ได้รับจากโครงการ

นายอุทัย มิ่งขวัญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ในโครงการโคบาลบูรพา กล่าวว่า การเดินทางมายื่นเรื่องให้กับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่าพวกเรามาจากใจ มาจากความทุกข์ความยาก มาจากความเดือดร้อนจริงๆ เราทานข้าวด้วยกัน หลายคนมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่เคยรู้จักกัน แต่วันนี้ความเป็นพี่น้องในสายเลือดโคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้วอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

นายอุทัย ได้ระบุปัญหาหลัก 3 ประการ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรว่า 1. วัวตายเอง ไม่ได้ขาย เกษตรกรถูกกล่าวหาว่าขายวัว แต่ความจริงคือวัวที่ได้รับมานั้นตายเองตั้งแต่เดือนที่ 5-6 เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ 2. แม่วัวสาวไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ วัวที่ส่งมาให้เป็นวัวสาวที่บอกว่าผสมพันธุ์ได้ทันที แต่ความจริงต้องรอ 2-3 ปี บางตัวก็ผสมไม่ได้เลย ทำให้เกษตรกรไม่มีวัวคืนให้รัฐบาลตามโครงการ และ 3. วัวผอม วัวถูกฉีดยา และวัวติดโรค 

ทั้งนี้ นายอุทัย ระบุว่า สืบทราบว่า วัวส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม ลักลอบเข้ามาขายให้โครงการ เป็นวัวที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ผอมมาก บางตัวถูกฉีดยาเพื่อให้ดูอ้วน

พร้อมกันนี้ นายอุทัย ยังได้นำคำกล่าวของเกษตรกรบางราย ที่ได้รับความเสียหายหนัก บางรายหนีหนี้ออกจากจังหวัดตนเอง เช่น

นายสุรอด ดอกบัว เกษตรกรจากอำเภอเขาฉกรรจ์ เล่าว่า เลี้ยงวัวจากโครงการ 20 ตัว เหลือรอดเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตายหมด บางตัวถูกยึดเพราะไม่สามารถดูแลได้

นายอรุณ หนึ่งในเกษตรกร จากตำบลหนองแก้ว เผชิญสถานการณ์เดียวกัน เลี้ยง 20 ตัว เหลือเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตาย 10 กว่าตัว และถูกยึดไปอีก 30 กว่าตัว 

ปัจจุบันนายอรุณต้อง หนีหนี้ออกนอกจังหวัดไปทำงานที่จังหวัดน่าน เป็นเวลา 5 ปี เพราะหนี้สินที่กู้ยืมมาดูแลวัวไม่สามารถชำระได้ หากไม่หนีออกจากบ้าน จะต้องเผชิญกับการถูกติดตามทวงหนี้ตลอดเวลา

นายอุทัย เรียกร้องว่า รัฐบาลต้องดูแลและบรรเทาทุกข์ให้กับเกษตรกร ไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน และต้องหาผู้รับผิดชอบที่ทำให้เกษตรกรได้รับวัวที่ไม่มีคุณภาพ

"อย่ามาใส่ร้ายว่าเราขายวัว วัวมันตายเอง มันทำอะไรไม่ได้ เราเชื่อมั่นว่าวัวผอมๆ ถ้าเลี้ยงจะอ้วนขึ้น แต่มันไม่ใช่ วันนี้เราจะต้องเอาปัญหาฟ้องให้ชัดเจน" นายอุทัยกล่าวเน้นย้ำ

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรยืนยันว่าพวกเขามาด้วยความสุภาพ แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมหารือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา โดยมีผู้แทนสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

การประชุมนี้นับเป็นครั้งแรกหลังเกษตรกร 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว กว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโคบาลบูรพา ตั้งแต่ปี 2560  เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 พ.ย.68 ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา ในวันเดียวกัน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนฝ่ายละ 7 คน 

ที่ประชุมมีมติให้เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเปรียบเทียบความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ว่าล้มเหลวหรือไม่ มีกรอบระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 30 วัน สิ้นสุดในวันที่ 10 ธ.ค.68 เพื่อสรุปผลการศึกษาก่อนส่งเรื่องให้ครม.พิจารณา

หากผลการศึกษาพบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ รัฐต้องเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 6,000 คน คนละ 160,000 บาท พร้อมฟื้นฟู กลุ่มสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา ทั้ง 3 อำเภอ ของจังหวัดสระแก้ว

เปิด 10 อันดับแรก!! เมืองที่มีความสุขที่สุด ในเอเชีย 2025

ประเทศไทย ติดอันดับ 2 เมือง!! เชียงใหม่ อันดับ 4 และ กรุงเทพมหานคร อันดับ 8 ติดอันดับ TOP 10 เมืองที่มีความสุขที่สุดในเอเชียประจำปี 2025 ซึ่งทำการสำรวจโดย Time Out


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top