Friday, 30 October 2026
Hard News Team

‘ธนกร’ ยืนยัน!! ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงอุตฯเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ชี้ ยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ

“ธนกร” ยัน ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน เผย กรอ. - กองกฎหมาย (กม. สปอ.) ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ - อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดแล้ว แจงยังนำออกนอกโรงงานไม่ได้ เพราะยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนไม่ได้สั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถอนอายัดฝุ่นแดงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนี้มีจุดเริ่มต้นจากอัคคีภัยภายในโรงงานเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน เมื่อปลายปี 2567 ซึ่งนำไปสู่การตรวจพบว่ามีการจัดเก็บฝุ่นโลหะไม่ปลอดภัย และระบบควบคุมมลพิษไม่เป็นไปตามมาตรฐาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน สั่งหยุดกิจการและอายัดเหล็กและฝุ่นจากระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นแดง) ทั้งหมดในพื้นที่โรงงาน จากนั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2568 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และ กรอ. ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยพบว่า ฝุ่นและของเสียสะสมยังมีจำนวนมาก รวม 77,723.47 ตัน และระบบบำบัดมลพิษก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ จึงจำเป็นต้องคงคำสั่งหยุดกิจการต่อไป อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 บริษัทได้ยื่นขอถอนอายัด โดยอ้างว่าฝุ่นทั้งหมดมาจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งถอนอายัดในเบื้องต้น

นายธนกร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย โดยพบว่า ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดฝุ่นแดง เพราะคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนของ DSI จึงยังไม่สามารถสรุปสถานะของกลางได้ และกรมยังไม่ได้เห็นชอบการปลดอายัดด้วย เช่นเดียวกับกองกฎหมาย สปอ. มีหนังสือไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัดระยองขอให้ทบทวนมติ เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนว่า พยานหลักฐานครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องใช้ของกลางในกระบวนการอื่นต่อไป

"ยืนยันว่า หากผลสอบพบว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีผู้เกี่ยวข้องในทางมิชอบ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจะมีคำสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถนำออกนอกโรงงานได้ เนื่องจากโรงงานยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ ตามกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายจะทำได้ก็ต่อเมื่อคำสั่งหยุดกิจการถูกยกเลิก หรือได้รับอนุญาตให้กลับมาดำเนินกิจการตามปกติจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของโรงงาน รวมถึงระบบกำกับดูแลของกลางให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม" นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับความคืบหน้ากรณีการถอนอายัดเหล็กเส้นนั้น นายธนกร กล่าวว่า ตนได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อรายงานความเห็นมาให้ตนภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เน้นการตรวจกำกับที่เข้มข้นเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามโรงงานเถื่อนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดอย่างเข้มงวด และจะจัดระเบียบอุตสาหกรรมตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่ง นโยบายเชิงรุกภายใต้กรอบ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘ในหลวง–ราชินี’ เสด็จเยือนจีน ฉลองสัมพันธ์ 50 ปี ‘สี จิ้นผิง’ ถวายการต้อนรับสมพระเกียรติ ธงชาติไทย โบกสะบัดกลางกรุงปักกิ่ง เพลงสรรเสริญพระบารมี ดังกึกก้อง

(14 พ.ย. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และมาดามเผิง ลี่หยวน จัดพิธีต้อนรับถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระราชินี ในการเสด็จเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ เยือนกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. 2568 ทรงพระเจริญ

ธงชาติไทย โบกสะบัดกลางกรุงปักกิ่ง เพลงสรรเสริญพระบารมี ดังกึกก้องจัตุรัสเทียนอันเหมิน 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้ถวายการต้อนรับ ในหลวง-พระราชินี อย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาคม ซึ่งอยู่ในบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง 

เมื่อในหลวงเสด็จฯ ถึงมหาศาลาประชาคม กองทหารเกียรติยศได้จัดแถวถวายความเคารพ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมด้วยในหลวงของเราได้เสด็จขึ้นสู่แท่นตรวจพล วงดุริยางค์ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีของไทย และเพลงชาติจีนพร้อมกันนั้น มีการยิงปืนใหญ่เกียรติยศ 21 นัด ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน 

ในการนี้ ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ได้กล่าวถวายความอาลัยต่อการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง และชี้ว่าราชวงศ์ไทยมีความผูกพันใกล้ชิดกับจีนมายาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างสองประเทศ ซึ่งจีนขอยกย่องและชื่นชมอย่างสูง 

ปีนี้เป็นปีครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย หรือที่เรียกว่า "ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย 50 ปี" ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง แต่จีนและไทยก็ยังคงยืนเคียงข้างกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันตลอดมา

ในหลวง ได้ตรัสว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากไม่ได้มาหลายปี พบว่าจีนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ใหม่ของจีนที่ทันสมัยและสวยงาม ขอแสดงความยินดีต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของจีนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”

พระองค์ทรงชี้ว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนนั้นใกล้ชิดและเป็นมิตร มีการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประชาชนอย่างใกล้ชิด และความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในหลากหลายด้านมีความลึกซึ้ง การร่วมมือระหว่างไทยกับจีนเปรียบเสมือนความร่วมมือระหว่างพี่น้อง ฝ่ายไทยพร้อมที่จะศึกษาและเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนาของจีนอย่างแข็งขัน เสริมสร้างความร่วมมือกับจีนในทุกด้าน เพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยธรรม เพื่อให้มิตรภาพไทย-จีนแผ่ไพศาลและประทับลึกในใจประชาชนมากยิ่งขึ้น”

‘ดร.หิมาลัย’ เดือด!! ซัด ‘กัมพูชา’ สร้างสถานการณ์บิดเบือน หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาด แต่ไร้คำขอโทษ ซ้ำยังใส่ร้ายไม่หยุด ลั่น "สู้กับคนพาล อย่าใช้วิถีของบัณฑิต"

‘ดร. หิมาลัย’ ซัด กัมพูชา สร้างสถานการณ์บิดเบือน หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด แม้ขาขาด!! ก็ยังไม่สำนึกและขอโทษ ซ้ำยังใส่ร้ายไทยไม่หยุดหย่อน ลั่น "สู้กับคนพาล อย่าใช้วิถีของบัณฑิต"

(14 พ.ย. 68) "เสธ.หิ" หิมาลัย ผิวพรรณ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ในที่สุดเราก็ได้เห็นเล่ห์เหลี่ยม ความกลิ้งกลอกของกัมพูชา หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิด จนขาขาด แทนที่จะสำนึกและขอโทษตามมารยาทของเพื่อนบ้านที่ดี และแสดงความจริงใจในการร่วมกันแก้ปัญหา 

กลับสร้างสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยให้ทหารของตนเองยิงใส่ทหารไทย เมื่อทหารไทยตอบโต้ก็เก็บหลักฐานว่าเราโจมตีก่อน ทหารเจ็บก็เอาไปใส่ชุดพลเรือน แล้วอ้างว่าเรายิงพลเรือน ทั้ง ๆ ที่วิธีการของฝั่ง “ตระกูลฮุน” ล้วนเป็นวิธีการของคนขี้ขลาด มีภาพหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะตั้งฐานยิงจรวดในหมู่บ้าน ในชุมชน ในกลุ่มประชาชน หรือแม้แต่ใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งอาวุธ เพื่อใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ในขณะเดียวกัน เมื่อโจมตีมายังฝั่งไทย ไม่เคยกำหนดเป้าหมาย หรือจำกัดวงให้อยู่ในพื้นที่สู้รบหรือพื้นที่ทางทหาร กลับโจมตีพื้นที่พลเรือน เพื่อมุ่งสร้างความเสียหายให้มากที่สุด 

อาจจะถึงเวลา ที่เราจะเลิกทำตัวเป็นบัณฑิตหรือผู้ดี เพราะเรารบกับกองโจรที่มุดใต้กระโปรงของสตรีและเด็ก กองโจรที่แอบยิงเราอยู่หลังประชาชน กองโจรที่ลอบกัดวางกับระเบิดโดยไม่สนใจข้อตกลงสากลใดๆ ทั้งสิ้น ที่เรียกเช่นนี้เพราะพฤติกรรมไร้มนุษยธรรมที่ผ่านมาของคนพวกนี้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นทหารหรือนักรบได้ ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราจะต้องกำราบความกำแหงของลูกหลานพระยาละแวกพวกนี้ ให้เข็ดหลาบ 

เมื่อมันละเมิดข้อตกลง ก็ถือว่าข้อตกลงไม่มี เมื่อมันอยากจะรบ ก็รบให้รู้กันไปเลย ที่ผ่านมาทำตัวเจ้าเล่ห์ เจรจาต่อหน้าเวทีโลก แต่ลับหลังกลับเสริมกำลัง อาวุธหนักและทันสมัยตลอดเวลา วิธีการกำราบเด็กเกเรบางที่ครูแนะแนวพูดไม่ได้ผลนะครับ ต้องใช้ไม้เรียวของครูฝ่ายปกครอง รบเถอะครับ การเจรจาครั้งต่อไป กำหนดแบ่งเขตประเทศกันใหม่ที่บ้านตระกูลฮุนในพนมเปญดีไหมครับ

แจ็กพอตแตก! บุกค้นยานรก กลับเจอรังจีนเทา เปิดเว็บพนัน–ปั่นสล็อตข้ามชาติกลางห้วยขวาง 

เมื่อวันที่ (13 พ.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. แถลงผลการปฏิบัติงาน โดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผกก.สน.ห้วยขวาง , พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5 , พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำโดยนายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม. สนธิกำลังบุกนำหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจห้องพักเลขที่ 79/77 คอนโดย่านห้วยขวาง หลังรับเบาะแสสายด่วน 1386 ว่ามีกลุ่มชาวจีนมั่วสุมเสพยา

เจ้าหน้าที่ใช้ยุทธวิธีเฝ้าซุ่มจนพบผู้ต้องสงสัยเปิดประตูเข้าห้อง จึงบุกคุมตัวทันที พบชายจีน 3 คน เมียนมา 1 คน ตรวจไม่พบยาเสพติด แต่กลับพบ “ของจริง” คือคอมพิวเตอร์–มือถือจำนวนมาก เปิดหน้าบราวเซอร์เว็บพนันรายใหญ่ มีทั้งสล็อต บอล บาส บาคาร่า และข้อมูลหลังบ้านเต็มระบบ พร้อมโทเคน OTP ใช้ควบคุมบัญชีพนัน

ของกลางที่อายัด โน้ตบุ๊ก 4 เครื่อง มือถือ 10 เครื่อง (พบโป๊ะแตก: โพยสคริปต์ “รับมือตำรวจ–ตบตา ตม.” บุหรี่ต่างประเทศเถื่อน 7 กล่อง อุปกรณ์ Token 1 ชิ้น และผู้ต้องหาชาวต่างด้าว 4 ราย ได้แก่ Li Youngzhao อายุ 28 ปี (จีน) Luo Li อายุ 29 ปี (จีน) Liu Jianquan อายุ 27 ปี (จีน) Chit Maw Maw Htay อายุ 27 ปี (เมียนมา) พร้อมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ทั้งเปิดพนันออนไลน์–นำของต้องสรรพสามิตเข้าประเทศ–อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลุดของลับ “โพยแอบแฝง” เครือข่ายจีนเทา จากการตรวจมือถือพบเอกสารลับใช้ “สับขาหลอก ตม.” เช่น ให้ตอบว่า “กำลังเรียน–ไม่มีงานทำ” แจ้งรอบตรวจเข้มของเจ้าหน้าที่ ห้ามออกนอกที่พัก ห้ามทำธุรกิจภายในรัศมี 3–5 กม. จาก 17 จุดที่พักของเครือข่าย ทั้งหมดให้การปฏิเสธ อ้างมาเที่ยว–มาเรียนภาษา แต่พฤติกรรมเข้าข่ายเครือข่ายข้ามชาติฝึกงาน “แอดมินเว็บพนัน” เคยโยกย้ายจากกัมพูชามาไทย หลังจับกุมส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ขณะที่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งขยายผลหาต้นตอเครือข่ายจีนเทาเต็มรูปแบบ คาดโยงขบวนการใหญ่ทำเงินหมุนเวียนมหาศาล

ปธน. สีจิ้นผิงกราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข่าวดีประเทศไทย เผย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 "จุดเริ่มต้นของความพร้อมในการสร้างทหารกองประจำการที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และประเทศชาติ" 

เมื่อวานนี้ (13 พ.ย.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 3/68 ณ ลานสวนสนาม ศฝท.ยศ.ทร. ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ทหารใหม่ ผลัดที่ 3/68 จำนวน 2,933 นาย ที่เข้ารายงานตัว ระหว่างวันที่ 1 - 2 พ.ย.68 ที่ผ่านมา ได้ผ่านขั้นตอนทางธุรการ การคัดกรองสุขภาพด้านร่างกายและจิตใจ เรียบร้อยแล้ว มีความพร้อมในการรับการฝึกอบรมฯ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อหล่อหลอมจากสถานะพลเรือนให้เป็น “สุภาพบุรุษทหารเรือ” ที่เข้มแข็ง องอาจ ก่อนเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของกองทัพเรือ โดยมีหัวข้อการฝึก ประกอบด้วย

- การฝึกบุคคลท่ามือเปล่า และบุคคลท่าอาวุธ
- การฝึกสวนสนาม
- การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- การอบรมวิชาการเรือ  วิชาการอาวุธ วิชาข้อบังคับ วิชาสังคมและมนุษยศาสตร์ และวิชาการป้องกันความเสียหาย

โอกาสนี้ ผบ.ศฝท.ยศ.ทร. ได้มอบธงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำหลักสูตร และให้โอวาทเพื่อเป็นแนวทางในการฝึกอบรมฯ ความว่า “...การที่ท่านได้เข้ามารับราชการทหารเรือ นั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของลูกผู้ชาย ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ประการหนึ่งแล้ว ยังถือว่าท่านเป็นผู้ที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ที่ต้องห่างจากบ้าน และครอบครัวอันเป็นที่รัก เพื่อมารับใช้ประเทศชาติ ในห้วงการฝึกหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา 2 เดือน นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสถานะ จากพลเรือนให้เป็นทหารเรือ ที่เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม มีเกียรติ และศักดิ์ศรี มีความพร้อมที่การปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตลอดระยะเวลาการฝึกจะมีความเข้มงวด จริงจัง แต่จะอยู่ภายใต้กรอบของความเมตตา ความปรารถนาดี  โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย  ดังนั้น จึงขอให้ท่านอุทิศตน อดทน ตั้งใจฝึกหัดศึกษาหาความรู้ ในส่วนของครูที่ทำหน้าที่ฝึก ก็จะเป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นดูแลทุกท่านด้วยความมุ่งมั่นเเละตั้งใจเป็นอย่างดี ดังนั้น ขอให้ทุกท่านแจ้งกับครอบครัวได้เลยว่า ไม่ต้องห่วงกังวล ตราบใดที่ท่านอยู่ในรั้วของ “ศูนย์ฝึกทหารใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง” และเราจะดูแลท่านอย่างดีที่สุด ผมขอยืนยันว่า ศูนย์ฝึกทหารใหม่ จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ เเละคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อสร้างทหารกองประจำการ ผลัดที่ 3/68 ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ และกองทัพเรือ"

ทั้งนี้ ศฝท.ยศ.ทร. ได้เตรียมพร้อมทั้งครูฝึก สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านต่างๆ โดยอยู่ภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด 

มิสยูนิเวิร์สกัมพูชาฟาดแรง “ไม่ใช่หลานใครทั้งนั้น” สวนข่าวปลอม–การตีตรา พร้อมแฉ ถูกปฏิบัติไร้ความเคารพระหว่างเก็บตัวในไทย


(14 พ.ย. 68) ฟิยาตา หรือ ไท เนียรี โสเจียตา มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา 2025 ร่ำไห้ในอินสตาแกรม เปิดเผยว่ารู้สึกถูกเหยียดและกลั่นแกล้งระหว่างเก็บตัวที่ประเทศไทย เจ้าภาพการประกวด Miss Universe 2025

เธอโพสต์ในไอจีว่า "นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ฉันต้องทนทุกข์กับเรื่องนี้..." พร้อมเล่าว่าถูกสตาฟให้ถอดรองเท้าขึ้นบ้านเรือนไทยตามธรรมเนียม แต่ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมและรู้สึกว่าเหมือนถูกกลั่นแกล้ง นอกจากนี้ยังถูกสื่อไทยถ่ายวิดีโอเปิดแฟลชใส่หน้าและพูดจาข่มเหงโดยคิดว่าเธอไม่เข้าใจภาษาไทย

ฟิยาตายังปฏิเสธข่าวปลอมเรื่องเป็นหลานโฆษกกลาโหมกัมพูชาอย่างเด็ดขาด พร้อมระบุว่าไม่เคยพบหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวเลย เหตุการณ์นี้ทำให้กองประกวด Miss Universe รับทราบและเตรียมตรวจสอบ ณ เมืองพัทยา

ดราม่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่กัมพูชาถอนตัวจากการส่งตัวแทน Miss Universe อย่างเป็นทางการ แต่ฟิยาตากลับเดินทางมาเดี่ยวด้วยทุนตัวเอง พร้อมกับเสียงสนับสนุนจากเพื่อนนางงามอย่างมิสยูนิเวิร์สเม็กซิโกและสิงคโปร์ ปัญหานี้จึงกลายเป็นบททดสอบภาพลักษณ์และมาตรฐานการเป็นเจ้าภาพเวทีใหญ่ระดับโลกของไทย

สุนทร ปานแสงทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ผู้พยายามยกระดับ “เมืองปากน้ำ” ในทุกมิติ สร้างเศรษฐกิจ–คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชน

“สมุทรปราการ” เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ติดกรุงเทพฯ มีทั้งย่านอุตสาหกรรม ท่าเรือ สนามบิน และชุมชนหนาแน่น ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นต้องจับทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตควบคู่กันไป

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 ในการเลือกตั้งนายก อบจ. สมุทรปราการได้ผลว่า “สุนทร ปานแสงทอง” ชนะการเลือกตั้ง และได้แถลงนโยบายต่อสภา อบจ. ในเวลาต่อมา

สำหรับประวัติและการศึกษา “สุนทร ปานแสงทอง” จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ. 2540) จากนั้นทำงานการเมืองท้องถิ่นต่อเนื่องยาวนานในจังหวัดสมุทรปราการ

ในส่วนของเส้นทางการทำงาน เคยเป็นรองนายก อบจ. สมุทรปราการ หลายสมัย (พ.ศ. 2546–2547, 2549–2550, 2564–2565) และรองประธานสภา อบจ. (พ.ศ. 2548–2549) ต่อมาปี 2565 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนจะกลับมาลงสมัครและชนะเลือกตั้งนายก อบจ. สมุทรปราการ ในปี 2568

ทิศทางนโยบายหลักที่ประกาศต่อสภา อบจ. มี 5 ด้าน ได้แก่ 

(1) เศรษฐกิจท้องถิ่น 
(2) สวัสดิการและคุณภาพชีวิต 
(3) โครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค-ผังเมือง 
(4) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
(5) ธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม 

โดยย้ำมาตรการที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น สนับสนุนการใช้รถเมล์ไฟฟ้า (EV) ดูแลผู้สูงอายุ แก้ปัญหาปลาหมอคางดำ และการจัดการหมา-แมวจรจัด

ในปี 2568 ได้มีผลงานการขับเคลื่อนที่มีการรายงานต่อสาธารณะ ดังนี้

• ด้านความปลอดภัยและยั่งยืนชุมชน เปิดประชุมพิจารณาแผนพัฒนาท้องถิ่น (ครั้งที่ 2/2568) ครอบคลุมงาน เช่น แก้ปัญหายาเสพติด จัดการขยะอันตรายและมูลฝอย ซ่อมแซมอาคาร และก่อสร้างสะพานทางเดินเท้า (คสล.) เพื่อความปลอดภัยประชาชน

• ด้านป้องกันยาเสพติดในพื้นที่การศึกษาและชุมชน เปิดโครงการ “อบจ. บ้าน-วัด-โรงเรียน ร่วมต้านภัยยาเสพติด” เพื่อสร้างเครือข่ายป้องกันในพื้นที่

• ด้านสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติก จังหวัดสมุทรปราการมีการขยายความร่วมมือกับภาคี เช่น Seven Clean Seas ภายใต้ Bangkok Impact Project เพื่อจัดการมลพิษพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ อบจ. ที่ประกาศไว้

• ด้านสัตว์เลี้ยงจรจัด มีโครงการทำหมัน-ฉีดวัคซีนควบคุมประชากรสุนัขและแมวจร ปี 2568 

เรียกได้ว่าปีแรกของวาระ นายก อบจ. “สุนทร ปานแสงทอง” เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนตามกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และเริ่มทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อพา “เมืองปากน้ำ” สมุทรปราการไปสู่เมืองน่าอยู่และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ผบ.ตร.สั่งตัดตอนเข้มทุกเส้นทางลำเลียงยาเสพติด สกัดก่อนกระจายเข้าชุมชน  14 วัน เด็ดขาด จับแล้ว 10,207 คน ยึดยาบ้า 69 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,382 กิโลกรัม ยึดทรัพย์กว่า 352 ล้านบาท

(14 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลงานการจับกุมขบวนการยาเสพติด ยึดอายัดยาเสพติดของกลางได้จำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 – 14 พฤศจิกายน 2568 ทำการปิดล้อม 1,491 เครือข่าย 6,834 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหา 10,207 คน 10,127 คดี ยึดยาบ้ากว่า 69 ล้านเม็ด, ไอซ์กว่า 1,382 กิโลกรัม, เคตามีนกว่า 416 กิโลกรัม, เฮโรอีนกว่า 8.3 กิโลกรัม, ยาอี 384 เม็ด และยึดทรัพย์ 352,655,723 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. 

ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. กำชับให้ตำรวจทุกหน่วยประสานข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ดำเนินการเชิงรุก ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายที่ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาทางพื้นที่ตะเข็บชายแดน ซุกซ่อนอำพรางด้วยวิธีการต่าง ๆ พยายามตบตาเจ้าหน้าที่ โดยให้ตัดตอนสกัดจับกุมตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ยาเสพติดกระจายเข้าพื้นที่ชั้นใน และกรุงเทพมหานคร ส่งจำหน่ายตามชุมชนในทุกพื้นที่ ซึ่ง ผบ.ตร.ย้ำให้ใช้มาตรการที่ขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติด ขยายผลเพื่อดำเนินคดีตัวการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และหากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องมีผลประโยชน์ ให้ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์นี้มีหลายคดีน่าสนใจ เช่น คดีที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ทลายโกดังซุกซ่อนยาบ้าที่ลำเลียงมาทางตอนบนของประเทศ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ยึดยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2.4 ล้านเม็ด จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย, ตำรวจนครบาลจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ยึดไอซ์ 300 กิโลกรัม ยาบ้า 2 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในรถบรรทุกกะหล่ำปลี นอกจากนี้ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับคณะกรรมการอาหารและยา บุกทลายโรงงานน้ำกระท่อมผสมยานอนหลับ ยาแก้ไอ ในกรุงเทพมหานคร ยึดทรัพย์กว่า 320 ล้านบาท มีความเชื่อมโยงเครือข่ายลักลอบส่งออกวัตถุออกฤทธิ์ข้ามชาติ, ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.ฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมเครือข่ายยาเสพติดภาคเหนือได้ 4 คดี ผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม 13,468,000 เม็ด ซุกซ่อนในลำโพง โซฟา พืชผลทางการเกษตร และอีกหลายคดีที่ทุกหน่วยร่วมกันสกัดตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง ปลายทาง เพื่อไม่ให้ยาเสพติดกระจายไปยังชุมชน 

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากยาเสพติด และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

10 เมืองมาแรง!! ที่นักท่องเที่ยวค้นหาสูงสุด ช่วงคริสต์มาสนี้

Kayak เครื่องมือค้นหาการเดินทางชั้นนำของโลก เปิด 10 เมืองมาแรง ที่นักเดินทางค้นหามากที่สุดในช่วงวันหยุดคริสต์มาส 2025 พบ กรุงเทพมหานคร ของไทย ติดอันดับ 2 เป็นรองแค่ ดูไบ เท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top