Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

หางโจว เมืองเศรษฐกิจมหัศจรรย์ บ้านเกิด Alibaba อดีตเมืองหลวงยุคราชวงศ์ซ่งใต้ บ้านเกิดก๊วยเจ๋ง นิยายอมตะมังกรหยก

ปัจจัยที่ทำให้หางโจวเติบโตเป็นเมืองเทคโนโลยีและรายได้สูง

1. ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทำเลที่ตั้ง

· ทำเลเชิงกลยุทธ์: ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (Yangtze River Delta) ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน
· ใกล้เซี่ยงไฮ้: ห่างจากเซี่ยงไฮ้เพียง 180 กม. ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุน
· โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม: มีระบบรถไฟความเร็วสูง ท่าอากาศยานนานาชาติ และทางหลวงที่ทันสมัย

2. การกำเนิดของ Alibaba และระบบนิเวศดิจิทัล

· Alibaba Group ก่อตั้งปี 1999: โดย Jack Ma ในหางโจว
· สร้างระบบนิเวศดิจิทัลสมบูรณ์:
  · E-commerce (Taobao, Tmall)
  · การเงินดิจิทัล (Ant Group)
  · Cloud computing (Alibaba Cloud)
· ดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ: เกิด cluster เทคโนโลยีดิจิทัล

3. นโยบายการสนับสนุนจากรัฐบาล

· "เมืองอินเทอร์เน็ตแห่งแรกของจีน": นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
· เขตพัฒนาพิเศษ: เช่น Hangzhou High-tech Industrial Development Zone
· การสนับสนุนสตาร์ทอัพ: เงินอุดหนุน อัตราภาษีพิเศษ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีความสามารถ

4. ระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์

· มหาวิทยาลัยและวิจัย:
  · มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) มหาวิทยาลัยระดับท็อปของจีน
  · สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งชาติ
· แหล่งเงินทุน: Venture capital, Angel investors
· บุคลากรคุณภาพสูง: ดึงดูดผู้มีความสามารถจากทั่วประเทศ

5. การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย

· เศรษฐกิจดิจิทัล: E-commerce, FinTech, Cloud computing
· อุตสาหกรรมสร้างสรรค์: การออกแบบ, แอนิเมชัน, เกม
· ชีวเวชศาสตร์และสุขภาพ
· การท่องเที่ยวอัจฉริยะ: ใช้เทคโนโลยีพัฒนาการท่องเที่ยว

6. เหตุการณ์สำคัญที่ส่งเสริมการพัฒนา

· การเป็นเจ้าภาพ G20 Summit 2016: ทำให้หางโจวเป็นที่รู้จักในระดับโลก
· Asian Games 2022: ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
· การพัฒนาระบบ "City Brain": ระบบจัดการเมืองอัจฉริยะโดย Alibaba Cloud

7. คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

· เมืองแห่งทะเลสาบและภูเขา: ทะเลสาบซีหู (West Lake) สร้างสภาพแวดล้อมน่าอยู่
· การพัฒนาอย่างยั่งยืน: เน้น綠色發展 (การพัฒนาสีเขียว)
· วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์: เป็นเมืองหลวงโบราณของราชวงศ์ซ่ง

8. ข้อมูลผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ
.
· GDP per capita: สูงกว่าเฉลี่ยระดับประเทศ
· การเติบโตของ GDP: สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจีนอย่างต่อเนื่อง
· จำนวนบริษัทเทคโนโลยี: กว่า 30% ของบริษัท Unicorn ของจีนตั้งอยู่ในหางโจว

สรุป

หางโจวประสบความสำเร็จจากการผสมผสานระหว่าง ปัจจัยภายใน (การเกิด Alibaba, มหาวิทยาลัยชั้นนำ) และ ปัจจัยภายนอก (นโยบายรัฐบาล, ทำเลที่ตั้ง) รวมถึง การวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในการพัฒนาเป็นเมืองดิจิทัลและนวัตกรรม ทำให้กลายเป็นแบบอย่างของการเปลี่ยนแปลงจากเมืองท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก

คณะผู้แทนรัฐสภาไทยรำลึกบิดา “ลูกเสือโลก” – ผู้ว่าฯ “เนียรี” ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนสายสัมพันธ์มิตรภาพไทย–เคนยา

เมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) คณะผู้แทนรัฐสภาไทยนำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และหัวหน้าคณะผู้แทนฯ พร้อมด้วย นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส., นายนิคม มากรุ่งแจ้ง ส.ว., นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และ น.ส.สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ณ เมืองเนียรี สาธารณรัฐเคนยา

คณะผู้แทนฯ ได้เยี่ยมชม Paxtu ที่พำนักสุดท้ายของ Lord Baden Powell ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ก่อนร่วมขบวนวางดอกไม้หน้าอนุสรณ์สถานและหลุมศพ เพื่อแสดงความคารวะและรำลึกถึงคุณูปการสำคัญที่มีต่อขบวนการลูกเสือทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชื่อมสายสัมพันธ์ลูกเสือรัฐสภาประเทศต่าง ๆ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้เดินทางไปยังศาลาว่าการจังหวัดเนียรี โดยมี Mr. Mutahi Kahiga ผู้ว่าราชการจังหวัดเนียรี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมถ่ายภาพกับผู้แทนจากหลายประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านกิจการลูกเสือในระดับนานาชาติ

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก พร้อมยกระดับบทบาทของไทยในเวทีลูกเสือสากลอย่างเด่นชัด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยัน “น้ำนมดิบไทย” ปลอดภัยทุกหยด สะอาด-มีคุณค่าทางโภชนาการ รับรองมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน

(10 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำให้เกษตรกรตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์มีหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็นไปตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกรไทยสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำ

 

4 ปัจฉิมบท

ในห้วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยน “นายกรัฐมนตรี” ไปแล้วถึง 3 คน... THE STATES TIMES จะพาย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยมากกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ว่ามี นายกรัฐมนตรี คนใดบ้างที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุด และแต่ละคนมีฉากจบสุดท้ายเป็นอย่างไร 
...และนี่คือ 4 นายกรัฐมนตรีไทยที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด ภายใต้ฉากจบที่แตกต่างกันไป ส่วนจะมีใครบ้าง และแต่ละท่านมีซีนจบแตกต่างกันอย่างไร ไปรับชมกัน!!
 

ยันเลือดรวมไทยสร้างชาติ 100% ย้ำไม่ย้ายพรรคแน่นอน เชื่อมั่น ‘พีระพันธุ์’ ได้ใจคนรุ่นใหม่ พร้อม ‘ไปต่อ’ กับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อพี่น้องชาวพัทลุง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวเกี่ยวกับการย้ายพรรค โดยยืนยันว่า ตนและคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร) ยังคงอยู่ในคณะทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ และพร้อมที่จะทำงานตามอุดมการณ์ของพรรคเช่นเดิม ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค  ซึ่งเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่ในจังหวัดพัทลุงและทั่วประเทศ

"สบายใจได้เลยครับ ผมเลือดรวมไทยสร้างชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้คุณพ่อของผมดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ส่วนตัวผมเองได้รับโอกาสให้เป็นรองเลขาธิการพรรค  ขอให้ความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้านี้ เรายืนเคียงข้างพรรครวมไทยสร้างชาติแน่นอน วันนี้ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ ซึ่งทุกคนให้การตอบรับที่ผมจะเดินหน้าทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป” นายนิติศักดิ์ กล่าว

นายนิติศักดิ์ยังเปิดเผยถึงกรณีการเข้าร่วมต้อนรับคณะรองนายกรัฐมนตรี ตรวจราชการเพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากผู้นำท้องถิ่นและเกษตรกรใน 11 อำเภอว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นไปในบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่  ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดพัทลุงเท่านั้น

ชวนรู้จัก “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้พิทักษ์ “พันธุ์พืช-สัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลานไทย

ผืนป่าไทยคือทรัพยรสำคัญยิ่งของชาติ เป็นต้นน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน เมือง และเกษตรกรรม ทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติ ช่วยชะลอและลดความรุนแรงของภัยแล้ง น้ำท่วม และดินถล่ม ป่าใหญ่ยังเป็นคลังดูดซับคาร์บอนและปรับสมดุลภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาพันธุ์ เมื่อผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แข็งแรง สัตว์ป่าก็อยู่ได้ ระบบนิเวศของประเทศจึงเดินหน้าด้วยความเสถียรและยั่งยืน

ความสำคัญของผืนป่านี้ ยังคงดังก้องในหัวใจของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ที่มีภาพของนักบริหารเชิงอนุรักษ์ที่ชัดเจนขึ้นทุกปี

เมื่อพูดถึง “อรรถพล เจริญชันษา” ก็จะต้องนึกถึงภาพของนักอนุรักษ์ที่เติบโตมาจากรากฐานวิชาวนศาสตร์อย่างมั่นคง ก่อนไต่ระดับงานอนุรักษ์ในภาคสนามสู่การบริหารเชิงนโยบาย เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) ก่อนเริ่มงานในสายป่าไม้ตั้งแต่นักวิชาการป่าไม้ชำนาญพิเศษ งานป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า จนเป็นผู้อำนวยการหลายสำนัก 

“อรรถพล” ก้าวสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ ก่อนจะได้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ในพ.ศ. 2561–2563 จากนั้นก็ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2564 ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในปี พ.ศ. 2565 และเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเป็นทางการในปี 2566 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ยืนยันทั้งประสบการณ์และความมุ่งมั่นของเขาในงานพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

บนเส้นทางการทำงานในสายนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากบทบาท “ลุยจริง” ที่ต่อต้านขบวนการบุกรุกทำลายป่า ตั้งแต่สมัยกรมป่าไม้ที่เดินหน้าปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อย่างเป็นระบบ และกรณีตรวจสอบบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ในราชบุรี ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างมาก กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างจริงจัง 

ชื่อของ “อรรถพล” จึงถูกจดจำในฐานะข้าราชการที่เดินหน้าชน เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองผืนป่าเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

หากพูดถึงผลงานภายในปี 2568 ของ “อรรถพล” ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเริ่มปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) เป็นต้นมา กรมอุทยานฯ ภายใต้การนำของเขา ได้ขับเคลื่อนทั้ง “อนุรักษ์” และ “บริการประชาชน” ไปพร้อมกัน 

ด้านหนึ่งได้เข้ามาจัดระเบียบและบริหารการท่องเที่ยวอุทยานฯ ให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “รวดเร็ว-โปร่งใส-ประทับใจประชาชน” ด้วยการยกเครื่องประสบการณ์ท่องอุทยานสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการ E-National Park และ “E-Ticket” แทนการฉีกตั๋ว รับเงินสด เพื่ออุดช่องทุจริต เพิ่มความโปร่งใส ความเร็ว และตรวจสอบได้จริง

อีกด้านหนึ่งก็เดินหน้ายกระดับการจัดการอุทยานฯ ให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การผลักดันแนวคิด Zero Food Waste ในอุทยานทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้คุณค่าของป่าอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เห็นได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่และที่พักปี 2568 รวมกว่า 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สะท้อนว่าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือก “เยือนธรรมชาติ” มากขึ้น 

ในมิติ “พิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิต” ก็ถูกยกระดับด้วยเช่นกัน กรมอุทยานฯ มีการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ตรวจจับพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแบบ Real time แจ้งเตือนผ่านพัฒนาระบบ iForMS เพื่อประมวลผลภาพการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้โดยอัตโนมัติ ลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กลุ่มป่า รวมระยะทางประมาณ 3 ล้านกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58 ล้านไร่ เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า และบุกรุกพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการเชื้อเพลิง ตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า ส่งผลให้ Hotspot ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 43.51

ในเรื่องของ “คน–ช้าง–ป่า” ซึ่งถือเป็นสมการหินของประเทศ กรมอุทยานฯ พยายามหาแนวทางที่สามารถทำให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยออกมาตรการเพิ่มพื้นที่ป่า เติมแหล่งอาหาร ​แหล่งน้ำ เพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า

รวมทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) รวมถึงการบรรเทาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าด้วย

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องอาหารเพื่อสัตว์ป่า โดยได้รับการสนับสนุนมอบอาหารส่วนเกินจากการจำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้จากห้าง Makro และ Lotus’s แก่หน่วยงานของกรมอุทยานฯ ที่อยู่ในการดูแลของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 22 สถานี และ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า 4 ศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 มีหน่วยงานเข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปให้สัตว์ป่า จำนวน 16 แห่ง เฉลี่ยเดือนละ 60 ตัน รวมอาหารที่รับมาแล้วมากกว่า 1,000 ตัน

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากความพยายามของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชคนปัจจุบัน ที่ทำงานพิทักษ์ป่าด้วยความรัก ดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าของไทยให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อ “ส่งต่อ” ผืนป่าที่แข็งแรงไปสู่ลูกหลานไทย

นักวิทยาศาสตร์รัสเซียค้นพบ Rhodelphis edaphicus สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่จากดินคาซัคสถาน อาจกลายเป็นต้นแบบเทคโนโลยีชีวภาพ ควบคุมเชื้อโรคในดิน ลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตร

(10 พ.ย. 68) ทีมวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐตูเมนของรัสเซียประกาศการค้นพบ Rhodelphis edaphicus โปรติสต์นักล่าชนิดใหม่ในดินแปลงปลูกมันฝรั่งที่คาซัคสถาน ซึ่งเป็นการค้นพบครั้งแรกของนักล่าจุลชีพในกลุ่มนี้ที่ไม่ได้อยู่น้ำทะเลหรือน้ำจืด

อาร์เทม เบลยาเยฟ นักวิจัยห้องปฏิบัติการ AquaBioSafe ที่มหาวิทยาลัยรัฐตูเมน กล่าวว่า "เราได้ค้นพบและบรรยายโปรติสต์นักล่าชนิดแรกที่อาศัยในดิน ไม่ใช่ในน้ำ และตั้งชื่อว่า Rhodelphis edaphicus มันรวดเร็วในการกินสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอื่น ๆ" โปรติสต์นี้ไม่เป็นเชื้อก่อโรคและพบในความเข้มข้นต่ำ ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลชุมชนจุลชีพในดิน

การค้นพบนี้เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับ Rhodelphids ซึ่งเดิมพบเฉพาะในระบบน้ำทะเลและน้ำจืด โดยพบว่าโปรติสต์นักล่าชนิดนี้ช่วยควบคุมเชื้อโรคในดิน หมุนเวียนธาตุอาหาร และอาจพัฒนาเป็นเทคโนโลยีชีวภาพลดการพึ่งพาสารเคมีในเกษตรกรรม

งานวิจัยใช้วิธีสหวิธี เช่น การเพาะเลี้ยง การส่องกล้องจุลทรรศน์ และเทคนิค 18S rRNA metabarcoding เพื่อตรวจสอบลักษณะและยืนยันชนิดพันธุ์ของ Rhodelphis edaphicus ทีมงานวางแผนทดลองประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อโรคในไร่นาต่อไป พร้อมพัฒนาวิธีใช้ในภาคเกษตรให้ปลอดภัยและได้ผลซ้ำ ๆ

 

ในหลวง ร. 9 ผู้ริเริ่มระบบโคนมไทย ทรงเห็นโอกาสจากการเสด็จฯ เยือนเดนมาร์ก สู่ฟาร์มโคนมแห่งแรก “ไทย–เดนมาร์ก” ช่วยให้เด็กไทยได้ดื่มนมสด -ลดพึ่งพานำเข้านมผง

เวลาพูดถึงการเสด็จฯ เยือนยุโรปของ #ในหลวงรัชกาลที่9 เรามักคิดถึงภาพพระองค์ในชุดสูทเรียบร้อย เสด็จฯ เคียงคู่ #สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เดินท่ามกลางบรรยากาศเมืองใหญ่ของยุโรป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เบื้องหลังการเดินทางนั้นไม่ใช่เรื่องพิธีการทางการทูตเพียงอย่างเดียว พระองค์ทรงใช้ทุกเมืองที่เสด็จฯ ไปเป็นเหมือนห้องเรียนกว้างใหญ่ในการเก็บข้อมูล เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศไทยแบบเป็นระบบ

ในตอนนั้นประเทศไทยยังเป็นสังคมเกษตรกรรมอย่างเต็มรูปแบบ เกษตรกรพึ่งพาฝน รายได้ไม่แน่นอน เด็กไทยจำนวนมากเติบโตด้วยอาหารพื้นฐานที่อิ่มท้องแต่ไม่ครบคุณค่าทางโภชนาการ มีความเชื่อฝังใจว่านมวัวคือของแพงของฝรั่ง เฉพาะคนรวยในเมืองใหญ่เท่านั้นที่ดื่มได้ วัวถูกใช้เป็นแรงงาน ไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ และเมื่อคนไทยลองดื่มนมที่นำเข้ามาแบบไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนก็ท้องเสีย กลายเป็นความเข้าใจผิดที่ว่า “นมไม่เหมาะกับคนไทย”

พอถึงปี 2503 เมื่อ #ในหลวงรัชกาลที่9 เสด็จฯ ไปเยือนประเทศเดนมาร์ก—แผ่นดินที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของการทำฟาร์มโคนม—สิ่งที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนั้นเหมือนเป็นอีกจักรวาลหนึ่งของการเกษตร ฟาร์มโคนมมีระบบชัดเจน วัวได้รับการเลี้ยงอย่างมีวิทยาศาสตร์ เครื่องรีดนมทันสมัยสะอาดเป็นระเบียบ เกษตรกรเดนมาร์กทำงานกันในรูปแบบสหกรณ์ซึ่งเข้มแข็งและเป็นธรรม เด็กเดนมาร์กดื่มนมสดทุกวัน คุณภาพชีวิตของชุมชนจึงดีทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ

พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ดูผ่านสายตาแบบผู้มองวิว แต่ทรงลงไปคลุกคลีกับคอกวัวจริง ๆ สอบถามเกษตรกรว่าเลี้ยงอย่างไร ให้อาหารแบบไหน ตรวจดูเครื่องมือ ดูระบบรวบรวมน้ำนมดิบ สำรวจการบริหารจัดการของสหกรณ์ และสนทนากับผู้เชี่ยวชาญโคนมเดนมาร์ก ในบริบทนี้พระองค์ทรงเป็นทั้งกษัตริย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้มองการณ์ไกลในคนเดียวกัน

สิ่งที่พระองค์เห็นถูกกลั่นออกมาเป็นความคิดว่า “ถ้าเรานำแนวคิดและระบบแบบนี้มาปรับใช้ในประเทศไทยได้ เกษตรกรจะมีรายได้มั่นคง และเด็กไทยก็จะมีสุขภาพดีเทียบเท่าเด็กในประเทศที่พัฒนาแล้ว” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวพระราชดำริที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์เกษตรกรรมไทยไปตลอดกาล

เมื่อเสด็จฯ กลับไทย พระองค์ไม่ได้เก็บความคิดเหล่านั้นไว้เฉย ๆ แต่ทรงผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ก จนเกิดเป็นฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์กที่มวกเหล็กในปี 2505 และท่ามกลางพิธีเปิดฟาร์ม มีภาพประวัติศาสตร์ที่พระองค์ทรงยืนเคียงคู่กับ #เจ้าหญิงอันนามารี แห่งเดนมาร์ก แสดงถึงมิตรภาพที่เด่นชัดของสองประเทศ

การก่อตั้งฟาร์มนี้ไม่ใช่เพียงการนำวัวพันธุ์ดีเข้ามาเลี้ยง แต่เป็นการสร้าง “ระบบโคนมทั้งประเทศ” ตั้งแต่การตั้งสหกรณ์ การอบรมเกษตรกร การจัดระบบรับซื้อน้ำนมดิบ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์นมสด “นมวัวแดงไทย–เดนมาร์ก” ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

ผลลัพธ์ของพระราชดำริอันลึกซึ้งนี้ คือเกษตรกรไทยจำนวนมากมีอาชีพที่มั่นคง เด็กไทยมีนมสดดื่มทุกวัน ประเทศไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้านมผงอย่างในอดีต วัฒนธรรมการดื่มนมค่อย ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง

ถล่มฟิลิปปินส์ ดับแล้ว 2 ศพ เร่งอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคน จาก 12 ภูมิภาคทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

(10 พ.ย. 68) ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ฟงวอง” เคลื่อนตัวเข้าประชิดฟิลิปปินส์ โดยอยู่ห่างจากจังหวัดคาตันดัวเนสไปทางตะวันออกเพียง 125 กิโลเมตร มีกำลังลมแรงสูงสุด 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกสูงถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 21 ที่พัดถล่มฟิลิปปินส์ในปี 2025 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประจำปีที่ประมาณ 20 ลูก

สำหรับ ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ที่รุนแรงที่สุดของปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย พร้อมอพยพประชาชนกว่า 1.1 ล้านคนใน 12 ภูมิภาค เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากลมแรง ฝนหนัก น้ำท่วม และดินถล่ม

ขณะที่ศูนย์กลางพายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยยังคงมีกำลังลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชก 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะนี้พายุอยู่ห่างจากจังหวัดกามารีเนส นอร์เตทางเหนือราว 110 กิโลเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ในคาตันดัวเนสและซามาร์ได้รับความเสียหายหนัก ทั้งจากบ้านเรือนพังถล่มและน้ำท่วม

ด้าน เบอร์นาร์โด ราฟาเอลิโต อาเลฮานโด ผู้ช่วยเลขานุการและรองผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (OCD) ระบุว่า “ทางการกำลังเร่งตรวจสอบความสูญเสียและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง” โดยในจังหวัดซามาร์มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุบ้านถล่ม

ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ยังคงเตือนประชาชนให้อยู่ในอาคารที่แข็งแรงและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่ม พายุฟงหว่องซึ่งเป็นพายุลูกที่ 21 ของปี สะท้อนให้เห็นถึงฤดูกาลพายุที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น

 


 

เหตุทหารไทย เหยียบทุ่นระเบิดชายแดน สั่งการประท้วง คณะ IOT เอาเรื่องให้ถึงที่สุด พร้อมอนุมัติระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย - ความปลอดภัยของกำลังพล

จากกรณีเมื่อช่วงเช้า 10 พ.ย. 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาด 1 นาย บาดเจ็บอีก 1 นาย บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องแล้ว และแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก มีคำสั่งการที่ "เด็ดขาด" ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที โดยกำชับให้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และ กระทรวงกลาโหม (กห.) พิจารณาดำเนินการ "ประท้วง" อย่างเป็นทางการไปยัง คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) ซึ่งดูแลพื้นที่ดังกล่าว

"นายกฯ เน้นย้ำให้การดำเนินการประท้วงครั้งนี้ ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของกำลังพลไทย" นายสิริพงศ์ ระบุ

พร้อมกันนี้ยังได้กำชับไปยังกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้เร่งดูแลและ รักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 นาย อย่างเต็มที่ ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งไปยังกำลังพลทุกนายที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในพื้นที่บริเวณชายแดน และสั่งการให้มีการรายงานความคืบหน้าของทั้งการประท้วงและการดูแลกำลังพลอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที

ด้านพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีดังกล่าวว่า แม่ทัพภาคที่ 2 คาดว่า จะเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ เพราะฉะนั้นเป็นการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาที่ไม่เคารพต่อผลการลงนามในปฏิญญา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นตนจึงได้ขออนุมัติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้หยุดการปฏิบัติตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน

ขณะที่ หนังสือประท้วง ก็ได้ทำตามลำดับแล้วไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และจะมีการตรวจสอบอีกต่อไป แต่ถ้ามีพบว่า เป็นท่าทีที่รุกล้ำอธิปไตยก็จะต้องมีการปฏิบัติมากกว่านี้ 

พร้อมระบุว่า ขณะนี้คณะผู้สังเกตการณ์หรือ AOT ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตนขอยืนยันว่า ขอหยุดการปฏิบัติการลงนามตามปฏิญญาดังกล่าวไว้ก่อน ที่นายกรัฐมนตรีไทยไปลงนามกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top