Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ใหม่ บังคับใช้ 8 พ.ย. ธุรกิจ F&B–Nightlife ต้องปรับตัว ร้านขนาดเล็ก เสี่ยงเสียรายได้หดช่วงบ่าย–หลังเที่ยงคืน หลังห้ามดื่มในร้านนอกเวลาขาย ฝ่าฝืนปรับ 1 หมื่น

จากกรณีที่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลใช้ 8 พ.ย. 2568 (นับ 60 วันหลังประกาศราชกิจจาฯ) ซึ่งใจความของกฎหมายได้ “ขยายการบังคับใช้มาถึง ‘ผู้ดื่ม’” ไม่ใช่เฉพาะผู้ขาย/ร้านค้าอีกต่อไป. หาก บริโภคในสถานที่จำหน่ายหรือสถานที่ให้บริการเพื่อการค้า “ในเวลาห้ามขาย” ถือว่าผิด มีโทษปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท.

สำหรับ เวลาห้ามขายที่อ้างอิงตามประกาศนายกรัฐมนตรี (ฉบับปรับปรุงปี 2568) คือ ขายได้เฉพาะ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. นอกนั้นถือว่า “เวลาห้ามขาย” โดยมี ข้อยกเว้น 3 กรณี: (1) พื้นที่ผู้โดยสารขาออกสนามบินระหว่างประเทศ (2) “สถานบริการ” ตามเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมาย และ (3) โรงแรม.

นั่นหมายความว่าช่วง “นอกชั่วโมงขาย” ลูกค้า ห้ามนั่งดื่มต่อในร้าน/บาร์/คาเฟ่ที่ขายแอลกอฮอล์ (แม้มีของอยู่บนโต๊ะ) ยกเว้นอยู่ในพื้นที่ที่เข้าข่ายข้อยกเว้นข้างต้น ซึ่งยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละประเภทสถานประกอบการ

แน่นอนว่า กฎหมายฉบับใหม่ที่ออกมานั้น มีทั้งผลดี–ผลเสีย 

สิ่งที่เป็น “ผลดี” คือ 

1. ลดช่องโหว่การ “นั่งยาวนอกเวลา” ทำให้การบังคับใช้ง่ายขึ้น—จากเดิมคุมเฉพาะ “การขาย” ตอนนี้คุม “การบริโภค” ในเวลาห้ามขายด้วย ลดภาระตีความของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ พร้อมยกระดับระเบียบสาธารณะ/ความปลอดภัยช่วงดึกและกลางวันบางช่วง (2–5 โมงเย็น) ที่รัฐกังวล

2. เคลียร์ความเสมอภาคด้านกฎเกม ระหว่างผู้ขาย—ทุกแห่งต้องหยุด “การดื่มในร้าน” ในเวลาห้ามขายเหมือนกัน (ยกเว้นที่ถูกระบุไว้) ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการตีความต่างกัน

3. สัญญาณด้านสุขภาพและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ—ภาครัฐชูมิติความปลอดภัย นักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้กติกาชัดขึ้น (หลายสื่อภาษาอังกฤษรายงานตรงกันเรื่องค่าปรับผู้ดื่ม)

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ประกอบการ ก็มีความเสี่ยงและต้นทุนที่ต้องบริหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

1. ผลกระทบต่อรายได้ F&B/Nightlife ช่วงเปลี่ยนผ่าน: ร้าน/บาร์อาจสูญเสียยอด “นั่งต่อ” หลังเที่ยงคืนหรือรอบบ่าย (14.00–17.00 น.) โดยเฉพาะผู้ประกอบการนอกข้อยกเว้น เช่น ผับ–บาร์ที่ไม่ใช่ “สถานบริการ” ตามกฎหมาย หรือร้านอาหารทั่วไปที่พึ่งยอดเครื่องดื่ม สมาคมร้านอาหารจำนวนหนึ่งแสดงความกังวลว่าอาจกระทบดีมานด์นักท่องเที่ยวบางเซกเมนต์. 

2. ต้นทุนความเสี่ยงถูกปรับ: ธุรกิจต้องวางระบบ “เคลียร์โต๊ะ–ปิดบิล–หยุดเสิร์ฟ” ให้จบก่อนเข้าเวลาห้ามขาย/ห้ามดื่ม มิฉะนั้นทั้งลูกค้าและร้านมีความเสี่ยง—ลูกค้าโดนปรับไม่เกิน 10,000 บาท ขณะที่ร้านอาจเจอโทษตามกฎหมายเดิมในส่วนการขาย/ส่งเสริมการขาย

3. ความเข้าใจของนักท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวบางชาติไม่คุ้นกับ “ชั่วโมงห้ามขาย” อาจเกิดข้อพิพาทหน้าร้านและคอมเพลนออนไลน์—กระทบรีวิว/แบรนด์จุดหมาย หากสื่อสารไม่ดีพอ (หน่วยงานท่องเที่ยวเองออกคำแนะนำเรื่องนี้กับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว)

ทั้งนี้หากมองในมิติด้าน “ท่องเที่ยวไทย” ภาพรวมสั้น ๆ: อาจจะกระทบเชิงรายได้เฉพาะเวลา (time-bound) มากกว่ากระทบเชิงโครงสร้าง เพราะ โรงแรม–สถานบริการ–เลานจ์สนามบิน อยู่ในข้อยกเว้นตามประกาศ นายกฯ ปี 2568 ทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวระดับพรีเมียม/มีใบอนุญาตยังให้บริการได้ในกรอบเวลาและรูปแบบที่กฎหมายอนุญาต (เช่น บาร์โรงแรมตามชั่วโมงที่เปิดตามกฎหมายสถานบริการ). ผลกระทบหนักจะไปลงที่ ร้านอิสระ/บาร์ขนาดเล็ก ที่อยู่นอกข้อยกเว้น และแหล่งท่องเที่ยวที่ดีมานด์ “นั่งต่อหลังเที่ยงคืน” เป็นดีมานด์หลัก. .

ขณะที่ ฝั่งการรับรู้ของนักท่องเที่ยว: สื่อท่องเที่ยวต่างประเทศสรุปชัดว่า “ผู้ดื่มก็โดนปรับได้” แต่ก็ย้ำว่า โรงแรม/ร้านมีใบอนุญาตจำนวนมากยังให้บริการได้ภายใต้กติกา จึงคาดว่า “ผลต่อเสน่ห์ท่องเที่ยวโดยรวมจำกัด หากผู้ประกอบการสื่อสารดี” มากกว่าจะเกิดการยกเลิกทริปเป็นวงกว้าง

ส่วนในมุมเศรษฐกิจสังคมระยะยาว: งานวิจัยด้านนโยบายแอลกอฮอล์ของสถาบันวิจัยไทยชี้ว่า “การออกแบบมาตรการให้บาลานซ์ผลลัพธ์เศรษฐกิจ–สังคม” สำคัญที่สุด: ถ้าควบคู่ด้วยการสื่อสาร–บังคับใช้ที่เสมอภาค ผลเสียต่อเศรษฐกิจบริการจะจำกัด ขณะผลได้ด้านสุขภาพและความปลอดภัยสาธารณะจะชัดขึ้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย อาจจะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ด้วยการ
1) ล็อกระบบเวลาแบบไม่พลาด  ตั้ง “Last Order” ให้ จบก่อนเวลา 24.00 น. / 14.00 น. และ 17.00 น. อย่างน้อย 10–15 นาที,  ปรับระบบขายหน้าร้าน/แคชเชียร์ ให้ตัดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อัตโนมัติในเวลาห้ามขาย และ ทำ การเคลียร์แก้ว/โต๊ะ ทันทีเมื่อเข้าสู่เวลาห้ามขาย (ลดความเสี่ยงลูกค้านั่งดื่มต่อในร้าน)

2) แยกสถานะกิจการ–ใบอนุญาตให้ชัด  โดยตรวจสอบว่าร้าน/บาร์เข้าข่าย “สถานบริการ” หรือไม่ และโรงแรมของคุณครอบคลุมข้อยกเว้นใดบ้าง (รวมถึงเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมายสถานบริการ) เพื่อวางโมเดลรายได้ไม่ให้ผิดกฎหมาย
.
3) สื่อสารลูกค้าหลายภาษา ด้วยการทำป้าย/เมนู/QR ที่อธิบาย “ชั่วโมงห้ามขาย & ห้ามดื่มในร้าน” อย่างสุภาพ อย่างน้อย ไทย–อังกฤษ–จีน พร้อมฝึกอบรมพนักงานหน้าเคาน์เตอร์/เซิร์ฟเวอร์ให้ อธิบายอย่างเป็นมิตร ลดดราม่ารีวิว

4) รีแพคเกจรายได้ในชั่วโมงต้องห้าม  ดัน ม็อกเทล–เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์–ของหวาน–อาหาร Late-night
 จัด Mini-experiences ระหว่าง 14.00–17.00 น. (เช่น Afternoon Tea / Coffee Flight / Live Cooking)  สำหรับแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน: ย้ายพีกพอยท์รายการโชว์/ดนตรี มาก่อน 23.00 น. เพื่อเร่งยอดก่อน 24.00 น.

5) ทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานท่องเที่ยว โดยใช้สื่อจาก TAT/หน่วยงานรัฐ ที่แจ้งกติกากับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกัน (ทั้งหน้าเว็บและสื่อในร้าน)

กฎหมายฉบับใหม่ ย้ำ “ห้ามดื่มในเวลาห้ามขาย” ภายในสถานที่ขาย/ให้บริการเพื่อการค้า พร้อมโทษปรับผู้ดื่มไม่เกิน 10,000 บาท ทำให้ “เกมการบังคับใช้” ชัดขึ้นและเท่าเทียมมากขึ้น แต่ย่อมมี ผลกระทบรายได้เป็นช่วงเวลา กับผู้ประกอบการ F&B/Nightlife โดยเฉพาะที่อยู่นอกข้อยกเว้น ทั้งนี้ ภาคท่องเที่ยวโดยรวม ไม่น่ากระทบรุนแรงเชิงโครงสร้าง หากธุรกิจรีแพคเกจ พร้อมทั้งสื่อสารลูกค้าดี และรัฐคุมกติกาให้ ชัด–เสมอภาค–เข้าใจง่าย 

’เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

‘แม่ทัพกุ้ง’ เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังฟเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ชุมชนปฐมอโศก คุณอัญชะลี ไพรีรัก สัมภาษณ์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน เปิดเผยเหตุการณ์ปะทะกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า มีคำสั่งให้หยุดตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก

“6 ชั่วโมงแรกให้หยุดเลยครับ ตั้งแต่เริ่มปะทะกันปุ๊บ ให้หยุดเลย 6 ทุ่ม วันแรกที่ปะทะกัน เขาบอก ขอร้องให้หยุดเลย แต่ผมขอไม่หยุดครับ เพราะผมสตาร์ทแล้ว” พล.ท.บุญสิน กล่าว

พล.ท.บุญสิน กล่าวต่อว่า “ผมขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุดครับ ผมขอต่อรองไปหลายวัน บวกลบคูณหารบอกว่าเท่านี้ได้มั้ย ได้มั้ย ไม่ได้ครับ ผมไปต่อก่อน เพราะผมเข้าเกียร์ 1 แล้ว”

คุณอัญชะลี ถามว่า พอไม่หยุด คนที่สั่งเขาไม่ว่าเหรอ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “เขาไปตั้งหลักใหม่ครับ ก็แค่นั้นแหละครับ ถ้าหยุด ผมต้องออกมาพูดว่าใครสั่งให้หยุด แล้วเขาจะอยู่ไม่ได้ครับ เพราะว่าผมจะเอาแผ่นดินคืน แล้วคุณไม่หยุดนี่ นั่นคือโทษประหารคุณเลยทีเดียวนะครับ”

คุณอัญชะลี ถามต่อว่าได้ถามเหตุผลที่สั่งให้หยุดหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา แม่ทัพกุ้งก็เสือกไปรู้อีก รู้แผนเขาอีก ก็เลยไหน ๆ 3 พื้นที่นี้กูก็ไม่ให้ กูเอาคืนอีกเพิ่มเติมแล้วกัน”
 

หนองคาย “นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 0300 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข.เขตหนองคาย โดย หน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และสภ.โพนพิสัย ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย  พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์  เอมดี ผบ.นรข.และ นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป

ภาพประทับใจหลังเกม!! อบจ.ชัยนาท ชนะทั้งในและนอกสนาม น้อง ๆ นักเรียนช่วยกันเก็บขยะหลังเกม มุมเล็ก ๆ ที่น่าชื่นชมของเยาวชนรุ่นใหม่ ปิดฉากฟุตบอล 7HD 2025 อย่างอบอุ่น

บอลจบแต่เรื่องราวยังไม่จบ

ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 ได้บทสรุปสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดย 'โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท' แซงชนะ 'โรงเรียนหมอนทองวิทยา' 2-1 ประตู คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ท่ามกลางเรื่องราวให้กล่าวขานได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘รถขนฝัน’ ของทีมหมอนทอง รวมไปถึงผู้แฟนบอลที่หลั่งไหลมาชมเกม จนล้นทะลักสนามศุภชลาศัย ปลุกกระแสวงการฟุตบอลไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

แม้จะมีเรื่องราวให้พูดถึงมากมาย แต่ยังมีอีกหนึ่งจุดเล็ก ๆ ที่น่าชื่นชม และอยากยกขึ้นมาเป็นแบบอย่างให้กับน้อง ๆ เยาวชน ด้วยปรากฏภาพของเด็กนักเรียนจากโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ที่ไม่ปล่อยให้สนามกีฬาแห่งชาติต้องสกปรก หลังจากแมตช์การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจบลง 

ในห้วงเวลาที่หลายคนอาจกำลังเฉลิมฉลองกับชัยชนะ บางคนกำลังเสียใจที่พลาดถ้วยรางวัล บางคนกำลังเดินทางกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่มีทั้งสมหวังและผิดหวังระคนกัน แต่ในช่วงเวลานั้น น้อง ๆ นักเรียนจากอบจ. ชัยนาท หลายคน ได้ร่วมมือช่วยกันเก็บขยะรวบรวมให้ผู้ดูแลความสะอาดของสนามศุภชลาศัยได้เก็บกวาดง่ายขึ้น นี่คือตัวอย่างของเยาวชนกับการทำประโยชน์ง่าย ๆ ที่แสดงให้เป็นถึงการอบรมอันดีงาม และน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

อยากเห็นแฟนบอลช่วยกันรักษาความสะอาดแบบนี้ ในแมตช์การแข่งขันต่าง ๆ เพื่อยกระดับการชมฟุตบอลในบ้านเราให้ดีด้วยระเบียบวินัยเช่นเดียวกับน้อง ๆ กลุ่มนี้
 

ปม ไทย-สหรัฐฯ เซ็น MOU แรร์เอิร์ธ ปริศนาที่ยังคาใจ “ยังไม่ขุด แต่เตรียมถลุง?” ชี้ ไทยอาจแค่ทางผ่านสินแร่จากเมียนมา ไม่มีแหล่งแร่ แค่มีโรงถลุง แต่ต้องรับผลกระทบเต็ม ๆ

ปมแรร์เอิร์ธกับเบื้องหลังเบื้องลับของ MOU ไทย-อเมริกา

หลังจากที่ข่าวครึกโครมที่รัฐบาลใหม่ของไทยไปเซ็นต์ MOU กับสหรัฐอเมริกาเรื่องแรร์เอิร์ธ  พร้อมกับข่าวที่ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันว่ามีการค้นพบเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในประเทศไทยแถบบริเวณภาคอีสานของประเทศไทย แต่ทว่าจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้มีข่าวอัปเดตเรื่องแหล่งแร่ออกมาอย่างชัดเจน ประเด็นสิ่งที่เอย่าคิดคือ สรุปการที่อยู่ดี ๆ อเมริกาอยากมาเซ็น MOU ครั้งนี้เอาสินแร่มาจากไหน

ใช่คะ...คำตอบน่าจะเป็นอย่างที่เราคาดการณ์กันก็คือเราอาจจะนำเข้าสินแร่เหล่านี้เข้ามาแทนจากประเทศเพื่อนบ้านนั่นเอง

ถามว่าปัจจุบันนี้การทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาถูกสัมปทานโดยกลุ่มบริษัทรัฐบาลจีนที่เข้ามาติดต่อกับกลุ่มชนน้อยใน 2 รัฐใหญ่ ๆ คือ ในรัฐคะฉิ่นที่เมือง Panwa township และ Chipwi township อยู่ติดพรมแดนกับมณฑลยูนนานของจีน รวมถึง Momauk township โดยอยู่ภายใต้กองกำลังติดอาวุธในพื้นที่และอีกที่คือในรัฐฉานในเขตเมือง Mong Yawng township ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกองกำลัง เช่น National Democratic Alliance Army (NDAA) และในพื้นที่ที่ติดชายแดนไทยบริเวณแม่น้ำกกเขตที่ครอบครองโดย United Wa State Army (UWSA)

เราคงเดาไม่ยากแม้ว่าทุนจีนจะมาลงทุนเทคโนโลยีการถลุงแร่เหล่านี้ในพื้นที่แต่อย่างไรก็ดี การควบคุมการขุดแร่ก็ยังเป็นของชนกลุ่มน้อยอยู่ดี

จากจุดนี้พอเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าการทำ MOU ครั้งนี้เป็นการที่ไทยมีแต่เสียกับเสีย ว่าไปแล้วก็คือ

1. ไม่มีการขุดแร่จริงแต่อาจจะเป็นการนำเข้าสินแร่มาถลุง โดยการถลุงแร่แรร์เอิร์ธเป็นกระบวนการที่สร้างมลพิษสูงมาก หากไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะต่อ น้ำ ดิน และอากาศ

2. อเมริกาได้ประโยชน์เป็นการตัดขาฝ่ายจีนในการรับซื้อสินแร่โดยผ่านตัวกลางคือไทย  เข้าทำนองว่าก็นี่คือธุรกิจใครให้ราคาสูงก็ขายคนนั้น

3. ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะยิ่งแย่ลงไปอีกขณะที่อเมริกาสามารถอ้างได้อย่างเต็มปากว่านี่ไม่มีเกี่ยวกับอเมริกานะ นี่คือผลประโยชน์จากไทยล้วน ๆ อเมริกาคือลูกค้าแรร์เอิร์ธจากไทยแค่นั้น

ฉ่ำ ๆ ไหมคะ..พี่น้องชาวไทย เราคงต้องถามว่าเราได้อะไรจาก MOU นี้กันแน่ หรือ ท่าน สส. ทั้ง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่เงียบกริบเพราะไม่มีข้อมูลหรือถูกอะไรปิดหูปิดตาไว้คะ
.
เอย่าขอฝากไว้ให้คิดค่ะ

กองทัพอากาศ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนของกองทัพอากาศ วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร)


เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วยคุณอภิษฎา  คันธา เป็นประธาน ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนของกองทัพอากาศ วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร) เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความไว้อาลัยด้วยความจงรักภักดี โดยมี นายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ และสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ร่วมพิธี ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ

โดยพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร) นั้น ประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรโดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพอากาศ และพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ณ ห้องรับรองจักรพงษ์ กองบัญชาการกองทัพอากาศ

“หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตย พิทักษ์อ่าวไทยฝั่งตะวันออก และดูแลชาวประมงไทยให้ปลอดภัย”

ในห้วงวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2568 หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 (มชด./1) ประกอบด้วย เรือตรวจการณ์ 996 และ เรือตรวจการณ์ 265 ของหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน (มชด.) ที่ทัพเรือภาคที่ 1(ทรภ.1) จัดกำลังไปปฏิบัติภารกิจ ภายใต้การควบคุมทางยุทธการกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)

การลาดตระเวนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในน่านน้ำไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชายแดนทางทะเลด้านตะวันออก ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศและเศรษฐกิจทางทะเลของไทย อีกทั้งยังเป็นการแสดงสิทธิ์ของไทยในเขตแดนทางทะเล ตามประกาศ พ.ศ. 2516 (แนวเส้นแบริ่ง 211 จากหลักเขตที่ 73)

พร้อมกันนี้ หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 ยังได้ดูแลความปลอดภัยให้กับชาวประมงไทย ที่ออกทำการประมงในเขตน่านน้ำของประเทศ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากภัยคุกคามและการละเมิดกฎหมายทางทะเล รวมถึงให้การสนับสนุนหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่ในการตรวจสอบและป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายทางทะเล

ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึง ความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพิทักษ์อธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และคุ้มครองประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงโดยสุจริตให้มีความมั่นคงและปลอดภัย

‘ตรีนุช’ เร่ง Up Skill แรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และแรงงานขั้นสูง ตอบโจทย์ EEC ตั้งเป้า 4 เดือน พัฒนาทักษะแรงงาน 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

(8 พ.ย. 68) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การ Up Skill / Re-Skill เป็นหนึ่งใน 5 นโยบายหลักของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับแรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต โดยล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์สมัยใหม่ให้กับแรงงานไทย โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าหมาย 5 หลักสูตร จำนวนกว่า 11,000 คน

หลักสูตรหลัก ๆ ที่มอบเป็นนโยบายเร่งด่วน คือ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความชาญฉลาด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, รถยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Car) ตั้งเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้ให้ได้ 5,520 คน ทักษะภาคอุตสาหกรรมเพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ระบุว่าในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะสร้างงานใหม่มากถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของการพัฒนาทักษะด้านนี้ ตั้งเป้าจำนวน 1,000 คน

นอกจากทักษะทั้ง 2 ประเภทแล้ว ยังได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการ ตรวจจับข้อมูล, เชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย, และ มีระบบประมวลผลภายในตัว ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนี้ในอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Smart Home, Smart Factory, Smart Hospital, Smart Farm และรถยนต์ EV ฯลฯ โดยในกลุ่มนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะไม่ต่ำกว่า 300 คน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อีกจำนวน 3,000 คน และ ยกระดับฝีมือหลักสูตรระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จำนวน 2,010 คน

ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย คือ ความสามารถและทักษะไปไม่ถึงตลาดแรงงาน มีหลายประเทศที่เข้ามาเจรจาอยากจ้างแรงงานไทยไปทำงานนับหมื่นคน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานของเราขาดทักษะในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆและ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 4 เดือนนี้ " น.ส.ตรีนุช กล่าว

นอกเหนือจาก 5 หลักสูตรข้างต้นแล้ว ยังได้มอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปดำเนินการพัฒนาศักยภาพแรงงานขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)อีก 1,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC นอกจากนี้ยังขอให้มีการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระและผู้ประกอบกิจการเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือบริการในชุมชน อีกจำนวน 2,000 คน ด้วย รวมจำนวนแรงงานที่จะมีการพัฒนาทักษะทั้ง 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

‘ปราชญ์ สามสี’ จวกส้ม!! ‘พรรคประชาชน’ ด่ากองทัพไม่เว้นวัน แต่ปัดความผิดตัวเอง ด้วยคำว่า “เสรีภาพ” ถึงเวลาส่องกระจก ก่อนจะชี้นิ้วว่าใคร

(8 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กปราชญ์ สามสี โพสต์…ตลอดหลายเดือนมานี้ พรรคสีส้มหรือที่เรียกกันว่า “พรรคประชาชน” มักใช้ “ข้อสงสัย” เป็นเครื่องมือในการโจมตีกองทัพ — ตั้งแต่เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากร ไปจนถึงสภาพความเป็นอยู่ของทหารเกณฑ์ แล้วก็สรุปง่าย ๆ ว่า “ทั้งกองทัพคือปัญหา”

แต่พอถึงคราวที่ “ส้มเอง” ทำผิด — ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตภายในพรรค การใช้งบไม่ตรงวัตถุประสงค์ หรือคำพูดรุนแรงจากแกนนำ — กลับรีบบอกว่า “เป็นการกระทำส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรค”

ข้าพเจ้ามองว่านี่คือสองมาตรฐานที่น่าคิด เพราะเมื่อพรรคส้มกล่าวหากองทัพว่า “ไม่รับผิดชอบ” ตัวเองกลับ “ไม่เคยรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของพวกตัวเอง” เช่นกัน

กองทัพในฐานะองค์กร 
แน่นอน กองทัพไม่ใช่องค์กรที่สมบูรณ์แบบ มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปน แต่โดยโครงสร้างแล้ว กองทัพคือ “ระบบงานของรัฐ” ที่ทำหน้าที่ร่วมกับประชาชนและรัฐบาลในภารกิจความมั่นคงของชาติ

การเหมารวมว่า “ทุกคนในเครื่องแบบคือคนเลว” จึงไม่เพียงไม่เป็นธรรม แต่ยังทำร้ายจิตใจคนทำงานนับแสน ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศในแนวหน้าอย่างเงียบ ๆ

ในขณะที่บางพรรคกลับใช้เพียงไมโครโฟนกับกล้องถ่ายคลิป ปลุกกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ไม่เคยลงพื้นที่จริงในยามวิกฤต

เมื่อกองทัพถูกด่า — เขาแค่ “ชี้แจง” ไม่ได้ “โต้กลับ” 
หลายครั้งที่กองทัพออกมาชี้แจง เช่น เรื่องการดูแลทหารเกณฑ์ หรือเงินบริจาคจากประชาชน — ก็เพื่อให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง แต่ส้มกลับบิดประเด็นว่า “เป็นการแก้ตัวของอำนาจเก่า”

ในทางกลับกัน เมื่อพรรคส้มถูกวิจารณ์ กลับอ้างว่า “ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง” แล้วเริ่มโจมตีคนอื่นต่อ เพื่อเบี่ยงความสนใจจากปัญหาของตัวเอง ทั้งที่ใน พรรคประชาชน ก็มีคดีติดตัวอยู่หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น

คดี ยาเสพติดกว่า 5 แสนเม็ด
คดี ล่วงละเมิดทางเพศ / ทำร้ายร่างกายแฟนสาว
คดี หนีการเกณฑ์ทหาร
คดี เมาแล้วขับ
หรือแม้แต่กรณี แกนนำพรรคก้าวไกลถูกศาลสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112

ทุกครั้งที่เกิดเหตุ สิ่งที่พรรคทำคือ “ปัดความรับผิดชอบ” แล้วอ้าง “เสรีภาพ” เพื่อสร้างภาพว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ

ถึงเวลาที่ส้มต้อง “แก้ตัวเอง” ไม่ใช่ “แก้ภาพคนอื่น” 
กองทัพไม่เคยบอกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เขากล้า “ชี้แจง ยอมรับ และแก้ไข” ตามระบบกฎหมายและวินัยราชการ

ต่างจากบางพรรค ที่เมื่อศาลตัดสินคดี ม.112 กลับออกมาพูดว่า “กฎหมายไม่เป็นธรรม” ทั้งที่ตัวเองก็อาศัยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกันนี้ในการตั้งพรรคและลงเลือกตั้ง

หากกฎหมายไม่ดีจริง — แล้วเหตุใดถึงยังใช้มันเป็นเกราะป้องกันตัวเองทุกครั้งที่ถูกร้องเรียน?

ข้าพเจ้าเบื่อเหลือเกิน... 
เบื่อคนที่อ้างคำว่า “ประชาชน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง แต่กลับทำผิดกฎหมาย และไม่เคยตรวจสอบตัวเองแม้แต่น้อย

สังคมไทยไม่ต้องการใครมาสร้างความแตกแยก 
เราต้องการนักการเมืองที่กล้ายอมรับข้อบกพร่องของตนเอง ก่อนจะเรียกร้องให้คนอื่นเปลี่ยน เพราะ “ความรับผิดชอบ” ไม่ได้เกิดจากการด่าคนอื่นให้แย่ลง แต่เกิดจากการกล้ายอมรับและแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น

ย้อน อดีต 12 ปี ผลงานนางงามไทยบนเวที Miss Universe

ย้อน 12 ปี บนเส้นทางจักรวาล ผลงานนางงามไทยบนเวที Miss Universe จากวันนั้น…ถึงวันนี้ มาร่วมลุ้นไทยคว้ามงในเวทีมิสยูนิเวิร์ส 2025 (ครั้งที่ 74) รอบชิงชนะเลิศในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top